ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงการคลัง"

เศรษฐกิจเข้มแข็ง
13 ก.ย. 60

ครม.ไฟเขียวขึ้นภาษีสรรพสามิต เหล้า-บุหรี่-ไพ่ เริ่ม 16 ก.ย. นี้

ครม.มีมติปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อรวมกฎหมายภาษีสุรา ยาสูบ และไพ่ ทั้ง 7 ฉบับเข้าด้วยกัน หลังใช้มานานหลาย 10 ปี เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะปัจจุบัน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บในช่วง 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 16 ก.ย.2560 นี้    โดยสาระสำคัญของพรบ.ฉบับใหม่นี้ประกอบด้วย   1.สินค้ายาสูบ ได้เปลี่ยนการจัดเก็บจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีก คิดตามมูลค่าและปริมาณ เช่น จากเดิม 3 บาทต่อมวล เพิ่มขึ้นเป็น 5 บาทต่อมวลโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม   2.สินค้าสุรา แบ่งเป็นสุรากลั่น คาดจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.5 เท่า เช่น 35 ดีกรี จากเดิม 160 บาท ต่อขวดเพิ่มเป็น 312 บาทต่อขวด ส่วนสุราแช่ คาดจะเพิ่มขึ้น 0.5 เท่า เช่น เบียร์ 35 ดีกรี จากเดิมประมาณ 41 บาท ต่อขวดเพิ่มเป็น 78 บาทต่อขวด และไวน์ 12 - 15 ดีกรี จากเดิม 225 บาทต่อขวด เพิ่มเป็น 51 บาท - 1 พัน 400 บาทต่อขวด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาจำหน่ายต่อขวด   3.ภาษีเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมเครื่องดื่มชูกำลัง เกลือแร่และน้ำผลไม้ หากผสมน้ำตาลมากกว่า 6 - 10 กรัมและ10 ต่อ 100 มิลลิลิตร จะเก็บภาษีไม่น้อยกว่า 20% และ 25% ของราคาขายปลีก แต่ในส่วนนี้จะให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 2 ปี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PVw59Kl_aRk    

 45,049
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
12 ก.ย. 60

กค. เสนอพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่เข้าครม.วันนี้ ดีเดย์ 16 ก.ย. ยันไม่ทำราคาเหล้า-บุหรี่สูงขึ้น

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในวันนี้กระทรวงการคลัง จะต้องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.พิจารณาพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ เรื่องโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ เพราะจะต้องให้ทันต่อการบังคับใช้ในวันที่ 16 กันยายน 2560 นี้   ทั้งนี้สาระสำคัญของพ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่นั้น มีการปรับแก้ไขในส่วนของการจัดเก็บภาษีสุรา ยาสูบ และไพ่ใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้กรมสรรพสามิตได้รับการอนุมัติปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตในสินค้าตัวอื่นไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยอัตราการเก็บการจัดเก็บภาษีสุรา ยาสูบ และไพ่ใหม่นั้น จะแบ่งจากระดับราคาของสินค้าแต่ละประเภท โดยจะคำนวณจากราคาขายปลีกขั้นสุดท้าย จากปัจจุบันเก็บจากราคาหน้าโรงงาน เพื่อให้เกิดความสมดุลและคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นหลัก   ด้านนายวิสุทธ์ิ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องมากนัก เนื่องจากในการร่างกฎหมายได้เชิญผู้ประกอบการ ภาคเอกชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นตั้งแต่แรก และราคาขายปลีกแนะนำที่จะนำมาคำนวณนั้นก็ต้องเป็นราคาที่เหมาะสม ยอมรับได้ ซึ่งภาคเอกชนเป็นผู้เสนอราคาจากการสำรวจมา และมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าปลายทาง ให้ปรับสูงขึ้นจนเป็นภาระต่อประชาชน ตามที่ผู้ประกอบการเป็นห่วง   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 4,725
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
23 ส.ค. 60

กรมธนารักษ์ ปิดรับจองเหรียญที่ระลึกถวายพระเพลิง ร.9 ชั่วคราว หลัง ปชช.แห่จองยอดทะลัก

กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดจองเหรียญที่ระลึกในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยมีประชาชนมาจับจองจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้จัดทำเป็นเหรียญที่ระลึก 4 ประเภท   -เหรียญที่ระลึกทองคำ ราคาเหรียญละ 50,000 บาท มีจำนวน 99,999 เหรียญ -เหรียญที่ระลึกเงิน ราคาเหรียญละ 2,000 บาท มีจำนวน 399,999 -เหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทราย ราคาเหรียญละ 3,000 บาท มีจำนวน 39,999 เหรียญ -และเหรียญที่ระลึกคิวโปรนิกเกิล ราคาเหรียญละ 100 บาท มีจำนวน 39,999,999 เหรียญ   โดยเปิดให้จองได้เพียงคนละ 3 เหรียญ และจะได้รับเหรียญที่จองไว้ในวันที่ 29 มกราคม 2561   ต่อมากรมธนารักษ์ ประกาศจะปิดรับจองเหรียญที่ระลึกในโอกาสพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 เป็นการชั่วคราว เนื่องจากจะต้องขอเคลียร์ยอดจองตกค้างจากวันแรก (22 ส.ค.) ที่มีมากกว่า 474 คิวให้หมดก่อน และหลังจากนั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไป คาดจะกลับมาเปิดให้จองได้อีกครั้งในช่วง 1-2 วันนี้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kmMSpwVButU  

 17,287
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
22 ส.ค. 60

เหรียญที่ระลึก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.๙ เปิดจองวันนี้-30 ก.ย.

กระทรวงการคลัง โดย กรมธนารักษ์ จัดทำเหรียญที่ระลึก ในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยจัดทำเป็นเหรียญที่ระลึก 4 ประเภท ได้แก่ เหรียญที่ระลึกทองคำ ราคาเหรียญละ 50,000บาท เหรียญที่ระลึกเงิน ราคาเหรียญละ 2,000บาท เหรียญที่ระลึกทองแดงพ่นทราย ราคาเหรียญละ 3,000บาท และเหรียญที่ระลึก คิวโปรนิกเกิล ราคาเหรียญละ 100 บาท   โดยด้านหน้ากลางเหรียญ มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยสภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่าง มีข้อความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร"   ด้านหลังกลางเหรียญมีรูป พระเมรุมาศ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อยู่เหนือลายเมฆ เบื้องบนรูปพระเมรุมาศมีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องหลังรูปพระเมรุมาศมีรูปแสงอาทิตย์แผ่รังสีปุยเมฆ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่าง มีข้อความว่า "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ" และข้อความ "วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พุทธศุกราช 2560 " ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร   กำหนดเปิดจองตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม -30 กันยายน 2560 สามารถจองได้ที่ สำนักงานการคลังกรมธนารักษ์ หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักงานบริหารเงินตราจังหวัดปทุมธานี พิพิธภัณฑ์เหรียญถนนจักรพงศ์ศาลาธนารักษ์1 จังหวัดเชียงใหม่ ศาลาธนารักษ์2 จังหวัดสงขลา สำนักงานธนารักษ์พื้นที่76พื้นที่ทั่วประเทศ ธนาคารต่างๆจำนวน19แห่งทุกสาขาทั่วประเทศ เปิดรับจองเหรียญที่ระลึก 3 ประเภท เว้นเหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทราย และสามารถรับเหรียญที่ระลึก ณ สถานที่จอง ได้ตั้งแต่ 29 มกราคม 2561 เป็นต้นไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tXiU6ZZyElA    

 12,950
ข่าวประชาสัมพันธ์
21 ส.ค. 60

ก.คลัง จัดทำเหรียญที่ระลึก พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9 พร้อมเปิดจอง22 ส.ค.เป็นต้นไป

           กระทรวงการคลัง โดย กรมธนารักษ์ จัดทำเหรียญที่ระลึก ในโอกาสการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยจัดทำเป็นเหรียญที่ระลึก 4 ประเภท ได้แก่ เหรียญที่ระลึกทองคำ ราคาเหรียญละ 50,000บาท เหรียญที่ระลึกเงิน ราคาเหรียญละ 2,000บาท เหรียญที่ระลึกทองแดงพ่นทราย ราคาเหรียญละ 3,000บาท และเหรียญที่ระลึก คิวโปรนิกเกิล ราคาเหรียญละ 100 บาท               โดยด้านหน้ากลางเหรียญ มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยสภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และสายสร้อยจุลจอมเกล้า ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่าง มีข้อความว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร"                 ด้านหลังกลางเหรียญมีรูป พระเมรุมาศ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อยู่เหนือลายเมฆ เบื้องบนรูปพระเมรุมาศมีอักษรพระปรมาภิไธย ภปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องหลังรูปพระเมรุมาศมีรูปแสงอาทิตย์แผ่รังสีปุยเมฆ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่าง มีข้อความว่า "พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ" และข้อความ "วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พุทธศุกราช 2560 " ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร             กำหนดเปิดจองตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม -30 กันยายน 2560 สามารถจองได้ที่ สำนักงานการคลังกรมธนารักษ์ หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักงานบริหารเงินตราจังหวัดปทุมธานี พิพิธภัณฑ์เหรียญถนนจักรพงศ์ศาลาธนารักษ์1 จังหวัดเชียงใหม่ ศาลาธนารักษ์2 จังหวัดสงขลา สำนักงานธนารักษ์พื้นที่76พื้นที่ทั่วประเทศ ธนาคารต่างๆจำนวน19แห่งทุกสาขาทั่วประเทศ เปิดรับจองเหรียญที่ระลึก 3 ประเภท เว้นเหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทราย และสามารถรับเหรียญที่ระลึก ณ สถานที่จอง ได้ตั้งแต่ 29 มกราคม 2561 เป็นต้นไป   ภาพจาก ข่าวสด คลิปเหรียญที่ระลึก ขอบคุณเพลงบรรเลิงจากwww.youtube.com :Sek Thongsuwan

 36,425
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
26 ก.ค. 60

คลังปลื้มแจกโชคผู้ใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตดันยอดรูดบัตรโต 30% แจกรางวัลล้านต่ออีก 10 เดือน

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีแจกโชคผู้ใช้บัตรเดบิตและร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ EDC ครั้งที่ 2 รวมเงินรางวัล 6.75 ล้านบาทว่า หลังจากที่ภาครัฐได้จัดทำโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตเพื่อส่งเสริมการลดการใช้เงินสดก็พบว่าประชาชนให้การตอบรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยปริมาณการทำรายการผ่านบัตรเดบิตอยู่ที่ 5.5 ล้านรายการต่อเดือน เพิ่มขึ้นกว่า 30 % โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายกว่าเดือนละ 10,000 ล้านบาท และมีบัตรเดบิทที่ออกในสถาบันการเงินต่างๆในไทยแล้วทั้งสิ้น 54.2 ล้านใบ   ขณะที่การติดตั้งเครื่อง EDC ให้แก่ร้านค้ามีแล้วทั้งสิ้นกว่า 150,000 เครื่อง ตั้งแต่เริ่มเดินหน้าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากนี้ก็ได้สั่งการให้ธนาคารที่ได้ลงนามเอ็มโอยูกับกระทรวงการคลังในการติดตั้งเครื่องดำเนินงานเชิงรุกต่อไป เน้นลงพื้นที่ติดตั้งในสถานที่ท่องเที่ยว สตรีทฟู้ด และตลาดสด ควบคู่กับการให้ความรู้ ทั้งเรื่องของความสะดวกจากการรูดบัตรเดบิทที่เงินจะส่งตรงเข้าถึงบัญชี และเรื่องของความปลอดภัยที่มีสูงทั้งในเชิงของการถูกโจรกรรมหรือการถูกภัยไซเบอร์เข้าโจมตี รวมถึงเร่งดำเนินสิทธิประโยชน์มอบให้กับผู้บริโภคที่รูดซื้อสินค้า ซึ่งขึ้นกับแต่ละธนาคารว่าจะมีการจัดแคมเปญในรูปแบบใด โดยมั่นใจว่าจะสามารถติดตั้งเครื่องได้ครบจำนวนกว่า 550,000 เครื่องตามที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลงไว้ได้อย่างแน่นอน ขณะที่การแจกรางวัลครั้งที่ 2 ในวันนี้ มีรางวัลรวมทั้งสิ้น 1,007 รางวัล รวมเป็นเงินสด 6.75 ล้านบาท โดยผู้ได้รางวัลที่ 1 ทั้งฝั่งผู้ใช้บัตรและร้านค้าที่รับบัตรจะได้รับเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านบาท   ทั้งนี้การแจกโชคจากบัตรเดบิตจะมีการแจกรางวัลต่อเนื่องอีก 10 ครั้ง รวม 1001 รางวัลต่อเดือน และแจกร้านค้าผู้ให้บริการเครื่องรับบัตร 6-30 รางวัล โดยผู้ที่สนใจร่วมลุ้นโชคยังสามารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าได้จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2561 วิธีการเข้าร่วมง่ายๆ แค่ใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน ที่รับชำระเงินผ่านบัตรที่ใดก็ได้ โดยได้สิทธิ์การใช้จ่าย 1 ครั้ง ได้รับ 1 สิทธิ์ โดยธนาคารจะส่งข้อมูลการชำระเงินมายังระบบกลางเพื่อสุ่มรางวัล และประกาศทุกวันที่ 16 ของทุกเดือนผ่านเว็บไซต์ www.epayment.go.th   (ภาพจาก http://www.epayment.go.th)

 2,236
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
03 เม.ย. 60

ก.คลัง เปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบ 2 เริ่มวันนี้ - 15 พ.ค.60

กระทรวงการคลัง เปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รอบ 2 เริ่ม 3 เม.ย.-15 พ.ค. 2560  สำหรับเงื่อนไขของผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนในรอบนี้ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้   1.สัญชาติไทย 2.มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 3.ว่างงานหรือมีรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2559 ทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท 4.ไม่มีหรือทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร สลากออมสิน สลากธ.ก.ส.พันธบัตร ตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง 5.ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายหรือถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้ 1.ที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง(บ้านพร้อมที่ดิน) กรณีอยู่อาศัยอย่างเดียวบ้านและหรือทาวนเฮ้าส์ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ส่วนห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร กรณีเป็นที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ ในกรณีที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอื่น ไม่ใช่เพื่อการเกษตรจะต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ 2.ที่ดินแยกจากที่อยู่อาศัย ในกรณีที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ ในกรณีที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ ส่วนขั้นตอนการลงทะเบียน จะมีหน่วยงานมารับลงทะเบียนเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 3,669 สาขา ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย คลังจังหวัดทั่วประเทศ และ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร   ทั้งนี้ การตรวจสอบผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ค. 2560 และจะประกาศรายชื่อผ่านเว็บไซต์ www.epayment.go.th และ ณ ที่ทำการอำเภอหรือสำนักงานเขตกทม. ซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบันที่ผู้ลงทะเบียนกรอกไว้ในแบบฟอร์ม และจะเป็นที่อยู่ที่จะจัดส่งบัตรสวัสดิการต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FqWltwF4PtE      

 58,666
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
22 มี.ค. 60

ครม.ไฟเขียวเก็บภาษีที่ดิน คิดเพดานแบบขั้นบันได ที่รกร้างปีแรกเก็บ 2%

ที่ประชุมครม. เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หลังจากกฎหมายผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ช่วงประมาณกลางปีนี้ คาดว่าจะเริ่มต้นการจัดเก็บภาษีได้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ก่อนจะมีผลบังคับใช้จริงต่อจากนั้นอีก 1 ปี หรือนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2562 ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ขอให้ทุกน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยให้ดีขึ้น โดยมีอัตราภาษีที่จะแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ 4 กลุ่ม โดย 3 กลุ่มแรกไม่ได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียด คือ กลุ่มที่มีที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม เก็บภาษี 0.2% ตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กลุ่มที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เก็บ 0.2% และกลุ่มที่ใช้เพื่อการพาณิชยกรรม เก็บ 2% ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ เดิมจัดเก็บอัตราเดียวที่ 5% เปลี่ยนเป็นเริ่มจัดเก็บในปีแรก 2% หากไม่นำมาใช้ประโยชน์อีก ในปีต่อไปจะจัดเก็บเพิ่มอีก 0.5% ทุก 3 ปี จนสิ้นสุดที่ 5% อย่างไรก็ดี ในกรณีของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรรีการขจัดเก็บภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการโอนมรดกเป็นบ้านและที่ดินมาก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ กระทรวงการคลังจะออกพ.ร.ฎ.ลดภาษีให้เพื่อช่วยบรรเทาภาระ ซึ่งสามารถลดภาษีลงได้ไม่เกิน 90% ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/C37l3eXN_nc  

 26,853
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
02 มี.ค. 60

ปชช.แห่เเลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 2 เหรียญสุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 9

กรมธนารักษ์เปิดให้ประชาชนจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 2 เหรียญสุดท้าย ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ที่หน่วยจ่ายแลก ภายในกระทรวงการคลัง มีประชาชนไปเข้าคิวรอตั้งแต่ตี 4 เพราะไม่ต้องการพลาดโอกาสในการแลกเหรียญครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายที่มีเหรียญรัชกาลที่ 9 ไว้เป็นที่ระลึก โดยหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 2 รุ่นสุดท้ายนี้ ประกอบด้วย เหรียญที่ระลึกการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC และโอกาส 100 ปี การสหกรณ์ไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพรมหากรุณาธิคุณ ต่อการส่งเสริมงานสหกรณ์ ในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้จ่ายแลกในราคาเหรีญละ 20 บาท จำกัดเพียงคนละ 1 ชุด จำนวน 5 เหรียญ ในราคา 100 บาท ซึ่งใน 5 เหรียญ จะเป็นเหรียญฝนหลวง 1 เหรียญ       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nQMB6GINRPI  

 36,291
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
07 ก.พ. 60

รมว.คลัง แจงสถานะเงินคงคลัง ยันการเงินประเทศยังแข็งแกร่ง

รมว.คลัง ยันฐานะการเงินของไทยยังแข็งแกร่ง ชี้เงินคงคลังเหลือ 7.4 หมื่นล้านบาท เหตุจากบริหารเงินสดคงเหลือ หวังประหยัดภาระดอกเบี้ย พร้อมศึกษาแก้ไขกม.เงินคงคลัง กันวงเงินกู้ฉุกเฉินระยะสั้น 8 หมื่นล้านบาท ได้แต่ไม่จำเป็นต้องกู้จริง การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินไม่เกี่ยวกับเงินรัฐหด นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดถึงกรณีที่มีกระแสว่าเงินคงคลังที่มีอยู่ขณะนี้ลดลง และมีผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศว่า สถานะการคลังของประเทศ หรือเงินคงคลังที่หมายถึงเงินสดคงคลังที่เหลืออยู่ ซึ่งในความเป็นจริงมีเพียง 50,000-100,000 ล้านบาทในการบริหารจัดการต่างๆ ก็เพียงพอ ดังนั้นยืนยันเงินคงคลังยังอยู่ในสถานะที่ดีอยู่ ไม่ได้ถังแตก โดย ณ เดือน ธ.ค. 59 ซึ่งเป็นตัวเลขที่หักลบรายได้และรายจ่ายแล้วคงเหลือทั้งสิ้น 74,907 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดำเนินการตามนโยบายที่ต้องการไม่ให้มีเงินสดคงคลังเหลือสูงเกินไป จนเป็นภาระในการชำระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น โดยหากลดเงินดังกล่าวได้ 100,000 ล้านบาท จะลดค่าดอกเบี้ยได้ 2,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีการเก็บเงินคงคลังไว้สูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมองว่าไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด โดยรายได้ของรัฐบาลมาจากสองส่วนหลักคือ รายได้จากการจัดเก็บภาษี และเงินกู้ รัฐบาลดำเนินนโยบายเรื่องของการกู้เงินตามความจำเป็นไม่กู้มาเก็บเอาไว้ซึ่งจะทำให้เสีย อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คล่องในการบริหารจัดการเงินสดคงคลัง จึงได้สั่งการให้ศึกษาการแก้ไขกฎหมายเงินคงคลัง ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.ให้สามารถกันเงินกู้ฉุกเฉินระยะสั้นวงเงิน 80,000 ล้านบาท ไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินไว้ก่อนเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งทำให้สภาพคล่องในการบริหารเงินคงคลังมีประสิทธิภาพและประหยัดภาระดอกเบี้ยมากขึ้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ezWfvrkp9bM  

 34,899
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
06 ก.พ. 60

รมว.คลัง ยันฐานะการเงินของไทยยังแข็งแกร่ง แจงปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

รมว.คลัง ยันฐานะการเงินของไทยยังแข็งแกร่ง ชี้เงินคงคลังเหลือ 7.4 หมื่นล้านบาท เหตุจากบริหารเงินสดคงเหลือ หวังประหยัดภาระดอกเบี้ย พร้อมศึกษาแก้ไขกม.เงินคงคลัง กันวงเงินกู้ฉุกเฉินระยะสั้น 8 หมื่นล้านบาท ได้แต่ไม่จำเป็นต้องกู้จริง การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินไม่เกี่ยวกับเงินรัฐหด   นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดถึงกรณีที่มีกระแสว่าเงินคงคลังที่มีอยู่ขณะนี้ลดลง และมีผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศว่า สถานะการคลังของประเทศ หรือเงินคงคลังที่หมายถึงเงินสดคงคลังที่เหลืออยู่ ซึ่งในความเป็นจริงมีเพียง 50,000-100,000 ล้านบาทในการบริหารจัดการต่างๆ ก็เพียงพอ ดังนั้นยืนยันเงินคงคลังยังอยู่ในสถานะที่ดีอยู่ ไม่ได้ถังแตก โดย ณ เดือน ธ.ค. 59 ซึ่งเป็นตัวเลขที่หักลบรายได้และรายจ่ายแล้วคงเหลือทั้งสิ้น 74,907 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดำเนินการตามนโยบายที่ต้องการไม่ให้มีเงินสดคงคลังเหลือสูงเกินไป จนเป็นภาระในการชำระดอกเบี้ยที่ไม่จำเป็น โดยหากลดเงินดังกล่าวได้ 100,000 ล้านบาท จะลดค่าดอกเบี้ยได้ 2,000 ล้านบาท    ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมา เคยมีการเก็บเงินคงคลังไว้สูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมองว่าไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด โดยรายได้ของรัฐบาลมาจากสองส่วนหลักคือ รายได้จากการจัดเก็บภาษี และเงินกู้ รัฐบาลดำเนินนโยบายเรื่องของการกู้เงินตามความจำเป็นไม่กู้มาเก็บเอาไว้ซึ่งจะทำให้เสีย   อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คล่องในการบริหารจัดการเงินสดคงคลัง จึงได้สั่งการให้ศึกษาการแก้ไขกฎหมายเงินคงคลัง ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.ให้สามารถกันเงินกู้ฉุกเฉินระยะสั้นวงเงิน 80,000 ล้านบาท ไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินไว้ก่อนเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งทำให้สภาพคล่องในการบริหารเงินคงคลังมีประสิทธิภาพและประหยัดภาระดอกเบี้ยมากขึ้น     ส่วนกรณีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศนั้น ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับเงินคงคลังที่ลดลง แต่เป็นการปรับขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล อัตรา 5 ต่อลิตร แต่ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินจัดเก็บเพียง 20 สตางค์ต่อลิตร จึงควรปรับให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น ส่วนการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารนั้นเป็นดุลยพินิจของแต่ละสายการบินในการแข่งขัน จึงจะไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ลดลงอย่างแน่นอน  

 2,826
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
06 ก.พ. 60

นักวิชาการเปิดข้อมูลเงินคงคลัง หลังมีกระแสวิจารณ์รัฐถังแตก ขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบิน

อ.เดชารัตน์ สุขกําเนิด นักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก Decharut Sukkumnoed กรณีรัฐขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศ จนถูกวิจารณ์ว่ารัฐถังแตกจึงต้องไปรีดภาษีสูงขึ้น โดยระบุข้อความว่า "ขออนุญาตช่วยท่านโฆษกชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ตอนเดือนกันยายน 2557 หลังจากรัฐบาล คสช. เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ตอนนั้นรัฐบาลมีเงินคงคลัง 495,747 ล้านบาท (หรือเกือบห้าแสนล้านบาท) ผ่านไป 2 ปีกว่า เงินคงคลังของรัฐบาล เหลืออยู่ 74,907 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลยังไม่ถังแตกครับ แค่มีเงินคงคลังลดลงไป 420,840 ล้านบาทเท่านั้นเอง ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมว่า ในระหว่างเดือน ก.ย. 57 จนถึง ธ.ค. 59 รัฐบาล คสช. ได้กู้ยืมเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 744,187 ล้านบาทครับ นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่า ถ้าได้รับโอกาสบริหารประเทศไปอีก 15 ปี ฐานะการคลังของประเทศจะเป็นอย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้" ด้านกระทรวงการคลัง ระบุเงินคงคลังลดต่ำลงในรอบหลายปีจริง เพราะมีการเบิกจ่ายงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเร่งรัดหลายโครงกาย ขณะที่รายรับต่ำกว่าเป้า จึงจำเป็นที่ต้องหารายได้เพิ่ม และเตรียมชี้แจงอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ก.พ.2560   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sU70dofFlb8    

 33,064
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
13 ธ.ค. 59

คลังชง ครม.เคาะมาตรการช็อปช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 13 ธ.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาเห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีช็อปช่วยชาติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้นำรายจ่ายการซื้อสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. มาหักลดหย่อยภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศที่ชะลอตัวลง ทำให้เศรษฐกิจขยายได้ตามเป้าหมายที่ 3.3%   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8GG2S1ejeXk  

 15,902
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
01 ธ.ค. 59

คลังเลื่อนจ่ายเงินผู้มีรายได้น้อยเป็น 3 ธ.ค. จ่อเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ เม.ย.60

กระทรวงการคลังประกาศเลื่อนการจ่ายเงินให้ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนคนจนกับกระทรวงการคลังไว้จำนวน 8.3 ล้านคน ออกไปเป็น วันที่ 3 ธันวาคมนี้ จากเดิมที่กำหนดจ่ายในวันที่ 1 ธันวาคม เพราะต้องการให้กรมสรรพากรตรวจเช็คข้อมูลให้ถูกต้องอีกรอบว่ามีรายได้ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาทต่อปีหรือไม่ คาดใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลอีก 1-2 วัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และให้ข้อมูลมีความชัดเจนว่าผู้ลงทะเบียนมีสิทธิ์จริงๆ ไม่อยากให้เสียโอกาส สำหรับการเปิดรับลงทะเบียนคนจนรอบใหม่นั้นขณะนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่อย่างใด ซึ่งหากมีนโยบายให้เปิดเร็วขึ้นก็สามารถทำได้ในเดือน เม.ย.2560 จากเดิมที่จะเปิดรับลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.

 11,675
เศรษฐกิจเข้มแข็ง
02 พ.ย. 59

ก.คลังลงนามกู้เงินญี่ปุ่น 5.79 หมื่นล้านบาท สร้าง รฟฟ.สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสําหรับโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต โดยกระทรวงการคลังขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า รัฐบาลได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2559 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. เป็นเงินกู้ จํานวน 166,860 ล้านเยน หรือเทียบเท่า 57,907.26 ล้านบาท และกําหนดเบิกจ่ายเงินกู้เสร็จสิ้นภายใน 6 ปี นับจากวันที่สัญญาเงินกู้มีผลใช้บังคับ 2. อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.30 ต่อปี ยกเว้นในส่วนที่ปรึกษา อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี กําหนดชําระปีละ 2 งวด โดยชําระในวันที่ 20 มกราคม และ 20 กรกฎาคม ของแต่ละปี 3. อัตราค่าธรรมเนียมเงินกู้ (Front-End Fee) ร้อยละ 0.20 ของวงเงินกู้ 4. กําหนดชําระคืนเงินกู้ภายใน 15 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้เงินกู้ 5 ปี โดยผ่อนชําระปีละ 2 งวด ทุกระยะ 6 เดือน เป็นจํานวน 21 งวด ชําระคืนต้นเงินกู้งวดแรกในวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 และงวดสุดท้ายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2574 5. รัฐบาลได้กําหนดจะนําเงินกู้รายนี้ไปใช้จ่ายในโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อก่อสร้างรถไฟชานเมือง ช่วงบางซื่อ-รังสิต โดยให้สถานีบางซื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมเพื่อการเดินรถไฟทางไกลสายเหนือและสายอีสาน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางด้านการเดินทางจากภาคใต้และตะวันออกในอนาคต โดยจะเช่ือมต่อกับโครงการรถไฟชานเมืองช่วงบางซื่อ -ตลิ่งชัน ซึ่งเป็นการอํานวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชน รวมทั้งลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UtJ2f3-u-Tc    

 1,656

Top