ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงการคลัง"

เศรษฐกิจ
29 พ.ย. 62

'อุตตม' เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเป็นไข้ แจงยังคงโตต่อเนื่อง แต่โตแบบชะลอตัว

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันเปรียบเหมือนคนเป็นไข้ เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จึงจำเป็นต้องให้ยารักษาเพื่อไม่ให้อาการทรุดจนเกิดการอักเสบขึ้นมา ดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุดก็เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดไปมากกว่านี้ ซึ่งการใช้เงินแต่ละโครงการที่ออกมาจะต้องใช้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ไทยสามารถผ่านช่วงนี้ไปได้ และสามารถพัฒนาประเทศได้ในระยะยาวต่อไป   เชื่อมั่นว่ามาตรการที่รัฐบาลทยอยออกมาจะช่วยประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีให้ปรับตัวดีขึ้น และมีความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เศรษฐกิจไม่ได้หดตัว ยังคงโตต่อเนื่องแต่โตแบบชะลอตัว เพราะยังมีผลกระทบจากหลายปัจจัย แต่ในระยะยาวประเทศมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วซึ่งต้องเดินหน้าทำให้สำเร็จ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WcsbiAbEF_0

 2,903
เศรษฐกิจ
28 พ.ย. 62

คลังเก็บรายได้รัฐเดือนแรกปีงบ 63 เกินเป้าเกือบ 7 พันล้าน 'สรรพากร' ทำยอดพุ่ง

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเดือนตุลาคม 2562 เป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ   รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 241,822 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,946 ล้านบาท หรือ 3.0% และสูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 45,431 ล้านบาท หรือ 23.1% โดยการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 5,548 หรือ 9.6% และการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรสูงกว่าประมาณการ 2,415 ล้านบาท หรือ 2.0%     ซึ่งหากดูเฉพาะการจัดเก็บของกรมภาษีพบว่ากรมสรรพากรกรมเดียวที่สามารถจัดเก็บภาษีเกินเป้าหมาย ส่วนกรมสรรพามติต่ำกว่า เป้าหมาย 162 ล้านบาทหรือ 0.3%  ด้านกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 99 ล้านบาทหรือ 1.1%   สำหรับฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดเดือนตุลาคม 2562 พบว่า 2563 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 255,924 ล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 368,209 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 มีจำนวน 385,292 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rrMBWxiofX8

 2,190
เศรษฐกิจ
26 พ.ย. 62

คลังเตรียมชง 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ส่งท้ายปี วันนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังคิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งออกมาเฉพาะที่กระทรวงการคลังเกี่ยวข้อง เป็นส่วนที่เขาคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีการบริโภคมากขึ้น ให้มีเงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น ให้คนสนใจจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น มีการลงทุนเอกชนมากขึ้น มาตรการของกระทรวงการคลังเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่สามารถทำได้เพื่อดูแลเศรษฐกิจ แต่ในส่วนอื่นต้องไปถามผู้ที่รับผิดชอบเอง   เมื่อถามว่าเรื่องการส่งออกมีอะไรที่จะมาช่วยเศรษฐกิจได้หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีกลไกของมัน และส่วนที่เกี่ยวข้องมากคือการส่งออก เรื่องค่าครองชีพ การเบิกจ่ายภาครัฐ  และการช่วยเหลือเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นเครื่องยนต์เหล่านี้ทุกตัวต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และในแต่ละกระทรวงมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นกระทรวงการคลังคงไม่สามารถไปทำเรื่องส่งออก เพราะไม่ใช่หน้าที่เขา แต่ก็หารือกันตลอดเวลา   เมื่อถามว่าที่ผ่านแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจออกมารวมๆ หลายกระทรวง เพื่อให้เกิดผลเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้กระทรวงการคลังทำขาเดียว ดูเหมือนไม่เป็นเอกภาพ นายสมคิดกล่าวว่า เมื่อก่อนมี 4 ขา เดียวนี้มีขาเดียวจะให้ทำยังไง แม้ทุกอย่างทำงานร่วมกัน แต่ในรายละเอียดไปถามแต่ละกระทรวงเอาเอง   ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่กำลังได้รับความเดือดร้อน คือ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มประชาชนฐานรากที่มีรายได้น้อย ประกอบด้วย   1.มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปี ปีการผลิต 62/2563 โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวจำนวน 4.31 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ โดยมาตรการนี้ จะสามารถช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2562   2.มาตรการพักหนี้เงินต้นสำหรับผู้กู้เงิน จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเวลา 1 ปี รวมถึงมี   3.โครงการสินเชื่อสำหรับปล่อยกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน   4.จัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก กทบ.ทั่วประเทศกว่า 79,000 หมู่บ้าน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vk_a5Timmss

 3,815
เศรษฐกิจ
25 พ.ย. 62

คลังเตรียมแจกอีก 4 มาตรการส่งท้ายปี เน้นกลุ่มเกษตรกร-ผู้มีรายได้น้อย

กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่กำลังได้รับความเดือดร้อน คือ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มประชาชนฐานรากที่มีรายได้น้อย โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท ประกอบด้วย   1.มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปี ปีการผลิต 62/2563 โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวจำนวน 4.31 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ โดยมาตรการนี้ จะสามารถช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2562   2.มาตรการพักหนี้เงินต้นสำหรับผู้กู้เงิน จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเวลา 1 ปี รวมถึงมี 3.โครงการสินเชื่อสำหรับปล่อยกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน 4.จัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก กทบ.ทั่วประเทศกว่า 79,000 หมู่บ้าน   ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก เนื่องจากผลการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการณ์จีดีพีทั้งปีเหลือ 2.6% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวถึง 2.8% ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pEOIX7lKYdA

 8,917
เศรษฐกิจ
20 พ.ย. 62

ชิมช้อปใช้รอบผู้สูงวัยเปิดเรื่อยๆ คลังยันกระแสดี ไม่ได้เงียบเหงา

คืบหน้าการลงทะเบียนเฟส 3 รอบพิเศษ สำหรับผู้สูงอายุ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ล่าสุดวันที่ 3 เพิ่มขึ้นอีก 15,266 คน รวมแล้วอยู่ที่ประมาณเกือบ 2 แสนราย ไม่นับรวมผู้สูงอายุที่ไปลงทะเบียนล่วงหน้าในกลุ่ม 1.5 ล้านคนอีก 145,000 คน รวมแล้วประมาณ 280,000 คนถือว่าอยู่ในระดับที่เป็นไปตามคาดหมาย ซึ่งไม่ได้เงียบเหงา หรืออ้างว้างอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์   ทั้งนี้การลงทะเบียนรอบผู้สูงอายุกระทรวงการคลัง ตั้งใจให้ผู้สูงอายุมีเวลาศึกษาและทดลองลงทะเบียนด้วยตนเอง ดังนั้นจะเปิดไปเรื่อยๆจนมั่นใจว่าผู้สูงอายุที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการชิมช้อปใช้ สามารถลงทะเบียนได้ครบถ้วน 5 แสนราย ไม่ได้กำหนดเป้าว่าจะต้องได้วันละเท่าไหร่หรือเต็มภายในกี่วัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zAecybolzHk

 3,963
เศรษฐกิจ
15 พ.ย. 62

'สมคิด' สั่ง ก.คลังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า หลังประเมินเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว

โดยนายสมคิด เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ และภาวะเศรษฐกิจโลก โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งไทยต้องเตรียมการออกแบบมาตรการออกมารองรับ อย่างไรก็ดีขณะนี้ มีสัญญาณที่ดี โมเมนตั้มเรื่องการบริโภคเริ่มดีขึ้น อำนาจซื้อเริมพลิกกลับ ชิมช้อปใช้เริ่มได้ผล ขณะที่การส่งออกพึ่งได้ยาก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี   ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้สถาบัoการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบการปิดกิจการของภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ ทำให้คนงานตกงาน   ขณะที่ในมุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ยังมองโลกในแง่ดี โดยระบุว่า ปัจจุบัน จากข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรม มีโรงงานปิดกิจการ 1,391 โรงงาน ขณะเดียวกันมีโรงงานเปิดกิจการใหม่ 2,889 โรงงาน เท่ากับมีโรงงานเปิดใหม่สูงขึ้นกว่าปิดกิจการถึง 2 เท่าตัว    นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเลิกจ้างงาน 35,533 คน ขณะที่มีการจ้างงานในกิจการใหม่ 84,033 คน และจ้างงานจากการขยายกิจการ 84,704 คน โดยมีเงินลงทุนเพิ่มเติม 431,216 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วถึง 36.6 % ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเจริญเติบโต ส่วนเรื่องอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ระดับ 64.73% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 94 เดือนนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มองว่า ยังถือว่าอยู่ในภาวะปกติ

 900
เศรษฐกิจ
11 พ.ย. 62

ก.คลัง เสนอ ครม.เคาะมาตรการ 'ชิมช้อปใช้ เฟส 3' พรุ่งนี้

การประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดกาญจนบุรี วันพรุ่งนี้กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.เคาะมาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 3 เน้นส่งเสริมการใช้เงินกระเป๋า 2 และให้ใช้ในพื้นที่ทะเบียนบ้านของตนเองได้ เบื้องต้นจะเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มอีก 2 ล้านคน รวมเป็นผู้ร่วมลงทะเบียนชิมช้อปใช้ทั้งหมด 15 ล้านคน  ถ้าครม เห็นชอบก็จะเปิดให้ลงทะเบียนได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ทันที และขยายเวลาใช้เงินถึงกลางเดือนมกราคม ปี 63

 419
เศรษฐกิจ
09 พ.ย. 62

คลังหารือเอกชน ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ส่งโปรโมชั่นโอนฟรี-ลดแลกแจกแถม

เริ่มแล้วมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% เป็นเวลากว่า 1 ปี ซึ่งได้มีการเริ่มมาตรการกันมาแล้วเมื่อวันที่  ถึง 24 ธ.ค. 63 ก่อนปล่อยกิจกรรมบ้านในฝันรับปีใหม่   หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชน ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนเหลือ 0.01% จากเดิม 2% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% จากเดิม 1% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย โดยการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ต้องเป็นที่อยู่อาศัยทำนิติกรรมในคราวเดียวกัน ขณะนี้ ประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้ว เริ่มตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563   ล่าสุด นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฎิบัติงานกระทรวงการคลัง) เปิดเผยว่า นอกจามาตรการนี้แล้ว สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้าน ตั้งใจที่จะซื้อบ้านใหม่นั้น ทางรัฐกำลังจะมีกิจกรรมบ้านในฝันรับปีใหม่ ที่ผู้ประกอบการ จะจัดโปรโมชันพิเศษ คือ ฟรีค่าโอนและค่าจดจำนองที่รัฐบาลลดลงมาเหลือ 0.01% จากเดิมต้องเสียค่าธรรมเนียมรวม 3% ซึ่งถ้ากู้ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท จะต้องเสียค่าโอนและจดจำนอง 600 บาท ซึ่งเงินในส่วนนี้ผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมกิจกรรมบ้านในฝันรับปีใหม่จะออกให้ผู้ซื้อเอง ส่วนโปรโมชันลดแลกแจกแถมอื่นๆ ของผู้ประกอบการที่จะมาสนับสนุนโครงการ กระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องลดหรือแถมอะไรบ้าง เนื่องจากต้องการให้ผู้ซื้อไปตกลงเจรจากับผู้ประกอบการเอง   ซึ่งประชาชนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และคอนโดมิเนียม ที่เข้าร่วมกิจกรรมบ้านในฝัน รับปีใหม่ สามารถดูได้จากป้ายประชาสัมพันธ์หน้าโครงการ โดยโครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. ถึงสิ้นปี 62 คาดว่าจะช่วยระบายสต๊อกบ้านราคา 3 ล้านบาท จำนวน 35,000 หน่วย ที่ยังค้างอยู่ในปีนี้ และคาดว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯจะทำให้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ปีหน้าขยายตัวกว่า 5%   นายชาญกฤช กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกังวลของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เรื่องการผ่อนผันมาตรการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (แอลทีวี) ที่ทำให้สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นนั้น ในเรื่องดังกล่าวตนจะเสนอไปยัง นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น ขยายมาตรการกระตุ้นไปยังบ้าน 2 ล้านบาท หรือขยายราคาบ้านเกิน 3 ล้านบาท             รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/RauXUm974mo              

 689
เศรษฐกิจ
07 พ.ย. 62

คลังรับ 'ชิม ช้อป ใช้' กระเป๋า 2 ยังไม่ขยับตามเป้า สรรพากรปัดสอบภาษีร้านค้าร่วมโครงการ

กระทรวงการคลังกล่าวถึงความคืบหน้ามาตรการชิม ช้อป ใช้ ที่สาเหตุการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 ไม่เป็นไปตามที่รัฐบาล และกระทรวงการคลังคาดหวังไว้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก กังวลว่าอาจถูกนำรายได้ที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้มาเป็นข้อมูลทางภาษี ซึ่งกรมสรรพากรได้ยืนยันแล้วว่า ระบบชิม ช้อป ใช้ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบภาษีของกรมสรรพากรแต่อย่างใด   ด้านกรมสรรพากรออกจดหมายข่าว ระบุว่า ด้วยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการเข้าร่วมโครงการชิม ช้อป ใช้ เฟส 1 และเฟส 2 ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ การส่งข้อมูลธุรกรรมจากมาตรการชิม ช้อป ใช้ ให้กรมสรรพากรติดตามและตรวจสอบการจัดเก็บภาษี   ทั้งนี้ กรมสรรพากรขอเรียนว่า ใช้ระบบในการตรวจสอบความเสี่ยง ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลจากหลายช่องทางและมีการจำแนกเกณฑ์ในการคัดเลือกรายชื่อผู้ประกอบการกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยงส่วนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการชิม ช้อป ใช้ และมีการใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพากรถือว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มดี และไม่ใช่เป้าหมายในการตรวจสอบภาษี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZKYx8Cuibl0

 2,006
เศรษฐกิจ
03 ต.ค. 62

เก็บตก 'ชิมช้อปใช้' ยังไม่เต็ม 10 ล้านคน กทม.ใช้สิทธิ์มากสุด คลังปัดเอื้อนายทุนใหญ่

จากการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์มาตรการ 'ชิมช้อปใช้' เพื่อรับสิทธิ์ได้เงิน 1 พันบาท ผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุด วันที่ 3 ต.ค.2562 ซึ่งเป็นวันที่ 11 มีผู้ลงทะเบียนครบ 1 ล้านราย ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.15 น.หลังจาก 10 วันที่ผ่านมายังมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ประมาณวันละ 2 แสนบาท จึงยังไม่ครบ 10 ล้านตามเป้า โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 15 พ.ย.นี้   ซึ่งจากผลตอบรับที่ดี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า โครงการชิมช้อปใช้เฟส 2 จะได้ข้อสรุปในช่วงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ ตอนนี้ทาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ประเมินผลโครงการเฟสแรกอยู่เพื่อที่จะดำเนินการในเฟส 2 ต่อไป ส่วนจะมีการให้วงเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 1,000 บาท และให้กับผู้ลงทะเบียนเดิม 10 ล้านคน หรือ เปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มรอบใหม่ ยังไม่ได้ข้อสรุป   ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผู้ที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ มีการใช้จ่ายช่วง 5 วันแรก คือวันที่ 27 ก.ย.-1ต.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 7 แสนราย จาก 3 วันแรกที่ 3.7 แสนราย คิดเป็นวงเงิน ที่ 628 ล้านบาท จาก 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงการคลัง ที่ต้องการเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้ประชาชนปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด   โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายมากที่สุดได้แก่ กรุงเทพมหานคร 87 ล้านบาท / อันดับ 2 ชลบุรี 48 ล้านบาท / อันดับ 3 สมุทรปราการ 29 ล้านบาท / อันดับ 4 ระยองและปทุมธานี 20 ล้านบาท   ส่วนกลุ่มผู้ใช้มากที่สุดยังเป็นกลุ่มวัยทำงาน ได้แก่ อันดับ 1 ช่วงอายุ 22-30 ปี 35% และช่วงอายุ 31-40 ปี 30% นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุเกิน 100 ปีมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์ชิมช้อปใช้ 5-6 ราย   ยืนยันว่า มาตรการชิมช้อปใช้ ไม่ได้เป็นการเอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งจากยอดใช้จ่าย 628 ล้านบาท จากการเก็บข้อมูล เป็นการใช้กับร้านค้า ห้างขนาดใหญ่ แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายผ่านร้านค้าชุมชน เป็นผลมาจากการวางระบบ ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการ 1 ราย สามารถเปิดจุดชำระเงินได้ 20 จุด เพื่อต้องการให้คนไปใช้สิทธิ์กับร้านเล็ก ๆ มากขึ้น   ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) กล่าวถึงโครงการชิมช้อปใช้ว่า พบปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การยืนยันตัวตนที่ซับซ้อน ไม่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ   รวมถึงการหาร้านค้าที่มีระบุไว้ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตังไม่ตรงกับพื้นที่จริง ทำให้ประชาชนที่รับสิทธิ์จะนำเงินไปใช้ในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีแหล่งที่ตั้งชัดเจน และเปิดให้บริการเป็นเวลา เพราะสะดวกมากกว่า ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ที่รัฐต้องการให้เม็ดเงินลงสู่ชุมชน ช่วยให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 0.01% เท่านั้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/H1kZwiaiMUU

 28,554
เศรษฐกิจ
02 ต.ค. 62

คลังรับ ถ่ายรูปฟรุ้งฟริ้ง-ใช้แอปฯ ไม่ตรงปก อด 'ชิม-ช้อป-ใช้' เผยเร่งแก้ไขแล้ว

กระทรวงการคลัง สั่งการธนาคารกรุงไทยเร่งแก้ไขระบบสแกนโครงการชิมช้อปใน 1 – 2 วัน หลังพบปัญหาผู้รับสิทธิ์ถ่ายรูปไม่ผ่านหลายครั้ง แนะอย่าถ่ายฟรุ้งฟริ้ง หรือใช้แอปฯหน้าสวยเกินจริง   นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า ได้ประสานงานไปยังธนาคารกรุงไทย เพื่อปรับปรุงระบบยืนยันตัวตน โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วัน ทำให้การถ่ายรูปตัวตนในมาตรการชิมช้อปใช้สะดวกมากขึ้น หลังจากที่เกิดปัญหา ผู้รับสิทธิ์ถ่ายรูปไม่ผ่านหลายครั้ง ซึ่งจากการประเมินปัญหาไม่ได้มาจากภาพ แต่เป็นในเรื่องของความสว่างของภาพถ่าย ก็ได้สั่งการให้ไปดูแลให้ดี ควบคุมความสว่างของภาพไม่ให้ระบบสแกนภาพยากจนเกินไป   ดังนั้นโทรศัพท์รุ่นใหม่ ที่ภาพถ่ายออกมาสวยมากๆ หรือใช้แอปพลิเคชั่น ทำให้ภาพหน้าฟรุ้งฟริ้ง ไม่ตรงกับบัตรประชาชน ก็จะไม่สามารถถ่ายภาพผ่านได้   พร้อมยืนยันว่ามาตรการชิมช้อปใช้ไม่ได้เอื้อกับผู้ประกอบการรายใหญ่ สังเกตจากการใช้จ่ายในช่วง 5 วันแรกในวงเงิน 628 ล้านบาท มีการใช้จ่ายผ่านห้างขนาดใหญ่แค่ 142 ล้านบาทหรือ 22% เท่านั้น   โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินในโครงการชิมช้อปใช้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เป็นการอุดหนุนจากรัฐ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการใช้จ่ายจากประชาชนในกระเป๋า 2 เพื่อขอรับเงินแคชแบ็ค 15% พร้อมคาดว่าจะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 0.2-0.3%     ขอบคุณข้อมูล : MisterBan     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชาวเน็ตรีวิว สแกนหน้าอย่างไรให้ตรงปก แอปเป๋าตังถึงให้ผ่าน  

 7,857
เศรษฐกิจ
27 ก.ย. 62

คลังต่ออายุค่าน้ำ-ไฟฟรี / คืนแวต ให้ผู้ถือบัตรคนจน ถึง ก.ย.63

รัฐบาลเห็นชอบให้มีการขยายเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา รวมทั้งเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5% โดยใช้งบประมาณรวมทั้งหมด 1,870 ล้านบาท   สำหรับขอบเขตมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า เดือนละ 230 บาทต่อครัวเรือน เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.62- ก.ย.63 ระยะเวลา 11 เดือน ส่วนค่าน้ำประปานั้น ช่วยเหลือเดือนละ 100 บาทต่อครัวเรือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.62- ก.ย.63 ระยะเวลา 11 เดือน และสำหรับการคืนภาษี VAT ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5% โดยรัฐจะเก็บภาษี VAT จากผู้มีรายได้น้อยเพียง 2% ตั้งแต่เดือน พ.ย.62-ก.ย. 63 ระยะเวลา 10 เดือน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wLuh7aSF12g

 3,140
เศรษฐกิจ
11 ก.ย. 62

ครม.เคาะต่ออายุ vat 7% ออกไปอีก 1 ปี ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

ที่ประชุม ครม.มีมติขยายเวลาต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 7% ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2562 นี้ โดยการขยายมาตรการดังกล่าวออกไปนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่วนกรณีที่ต่ออายุเพียง 1 ปี นั้น เนื่องจากต้องการให้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจได้ใกล้ชิดมากขึ้น     โดยการต่อมาตรการในครั้งนี้ เพราะประเมินให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำมาตลอดในอดีต ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะถือว่าเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และอนาคตจะมาประเมินอีกครั้ง ส่วนสาเหตุที่ไม่ทำ 2 ปี เพราะมองว่า การทำปีต่อปี ช่วยทำให้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น     ส่วนสาเหตุที่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ลดลงในช่วงที่ผ่านมา มีสาเหตุจากเรื่องการนำเข้าสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และจากเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณชะลอตัวลง     แต่ล่าสุด กรมสรรพากรได้รายงานตัวเลขการจัดเก็บภาษี VAT ณ สิ้นเดือนสิงหาคม พบว่าปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 4.4% สะท้อนว่าสัญญาณการบริโภคเริ่มกลับมา แต่ต้องติดตามว่าจะต่อเนื่องถึงกันยายนหรือไม่     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1cZJn1btKs4

 1,141
เศรษฐกิจ
20 ส.ค. 62

'อุตตม' เผยไทม์ไลน์กระตุ้นเศรษฐกิจ ใส่เงินบัตรคนจนแจกทันที ส.ค.-ก.ย.นี้

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า วันที่ 20 ส.ค.นี้ พร้อมเสนอมาตรการกระตุ้นและดูแลเศรษฐกิจวงเงิน 310,000 ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลัง ครม.เศรษฐกิจเห็นชอบแล้ว คาดจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้ถึง 3%   โดยหลังจาก ครม.เห็นชอบแล้ว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเริ่มช่วยเหลือด้านภัยแล้ง และช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องการผลิต ช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้   ส่วนการแจกเงินท่องเที่ยวคนละ 1, 000 บาทให้ประชาชน 10 ล้านคน จะเริ่มสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ก.ย.นี้ เพราะต้องจัดทำระบบก่อน   ขณะที่การใส่เงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเริ่มทันทีในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/spiS-yM8CbM

 3,767
เศรษฐกิจ
19 ส.ค. 62

กต.ค้านฟรีวีซ่า นทท.จีน-อินเดีย หวั่นกระทบความมั่นคง หนีกบดาน-แย่งงานคนไทย

จากกรณีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการยกเว้นวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดียที่เดินทางมาไทย กำหนดให้พำนักในไทยได้ 15 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ ‪1 พ.ย. 2562 – 31 ต.ค. 2563 หรือเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ   แต่ล่าสุดทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยระบุว่าหากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง จะส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ   ในหนังสือระบุว่า ควรยกเว้นวีซ่าให้กับชาวต่างชาติที่มีความเสี่ยงน้อย หรือไม่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อื่นๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะจีนและอินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรเป็นพันล้านคน ถ้าได้รับการยกเว้นวีซ่าเข้าไทย อาจมีการเข้ามากบดานในไทยเพื่อหนีภัยธรรมชาติและความยากจน นำไปสู่ปัญหาด้านสังคม วัฒนธรม วิถีชุมชนในไทย   นอกจากนี้ในปัจจุบัน ยังมีชาวจีนจำนวนมากใช้ช่องว่างในการท่องเที่ยว เข้ามาทำธุรกิจในไทย ควบคุมกลไกการตลาด สร้างโกดังผลผลิตทางการเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ส่วนชาวอินเดีย มักมีการใช้หลักฐานเท็จยื่นขอวีซ่า เพ่อหลบหนีเข้ามาทำมาหากินในเมืองไทย   อย่างไรก็ตาม สมาคมท่องเที่ยวธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) แสดงความเห็นต่าง มองว่ามาตรการยกเว้นวีซ่าชาวจีนและอินเดียเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชาวอินเดีย เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทย การอำนวยความสะดวกดังกล่าวจะกระตุ้นให้ นทท.เดินทางมามากขึ้น มั่นใจการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวขึ้น ไม่น่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mbu1jovN-sI

 2,929

Top