ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงการคลัง"

เศรษฐกิจ
10 ธ.ค. 62

ก.คลังเล็งนำวิสาหกิจชุมชนเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

กระทรวงการคลัง เล็งเปิดแพลทฟอร์มให้วิสาหกิจชุมชน เข้าระดมทุนในตลาดหุ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก     นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีหน้ากระทรวงการคลังจะผลักดันตลาดหลักทรัพย์ใหม่ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ วิสาหกิจชุมชน เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง ที่จะต้องเริ่มจากความเข้มแข็งภายในประเทศ    โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับตลาดหลักทรัพยแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต.และสมาคมตลาดทุนแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะสร้างตลาดใหม่ เป็นกระดานหุ้นใหม่ นอกเหนือจากกระดานหุ้นปกติและ MAI เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้กับธุรกจของชุมชน ที่มีความแข็งแรงและมีโอกาสเติบโต โดยแพลทฟอร์มดังกล่าว จะมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่ากระดานหุ้นปกติ เพื่อสนับสนุนให้คนตัวเล็กสามารถเข้ามาได้ และเป็นแหล่งรวมธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อให้ กองทุนร่วมทุนต่างๆ ที่สนใจเข้ามาลงทุน

 161
เศรษฐกิจ
07 ธ.ค. 62

ก.คลัง คืนสิทธิให้กับผู้ที่ถูกตัดสิทธิ'ชิมช้อปใช้' 1.1 ล้านราย

กระทรวงการคลัง คืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ชิมช้อปใช้ สำหรับผู้ที่ใช้สิทธิ์ไม่ทัน 14 วัน หลังจากได้รับ SMS ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 รวมทั้งสิ้น 1.1 ล้านราย สามารถใช้กระเป๋าเงินช่องที่ 2 ในแอพฯเป๋าตัง ซึ่งจะมีการคืนเงินหรือแคชแบคให้ 15% หากยอดใช้จ่ายไม่เกิน 3 หมื่นบาท และ 20% หากเกิน 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท           รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/3RrMZDbDmUI

 6,038
เศรษฐกิจ
04 ธ.ค. 62

เปิดรายละเอียด กองทุน ssf มาใหม่แทน ltf ถือครอง 10 ปี ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 2 แสน

ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการออมระยะยาว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วย การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุนรวมเพื่อการออม (กองทุน SSF) และการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (กองทุน RMF) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมระยะยาวมากขึ้น   ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะมุ่งเน้นให้กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงน้อยและผู้ที่เริ่มต้นวัยทำงานได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการจูงใจให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวเริ่มต้นการออมระยะยาวโดยเร็ว   ส่วนการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ซึ่งจะสิ้นสุดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2562 นั้น นักลงทุนจะยังคงสามารถซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน LTF ได้ และแม้ว่าจะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป แต่กระทรวงการคลังได้เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ผู้ที่ถือหน่วยลงทุนได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุน LTF เช่นเดียวกับกองทุนรวมอื่นๆ   สำหรับสาระสำคัญให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุน SSF ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการออมระยะยาวที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF ไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยเมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทในแต่ละปีภาษี   ทั้งนี้ กองทุน SSF ลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท ไม่กำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อหน่วยลงทุน และไม่กำหนดเงื่อนไขในการซื้อต่อเนื่อง โดยผู้ซื้อสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ และเงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน SSF จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด   นอกจากนี้สามารถหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนใน SSF ได้ 5 ปี (2563-2567) โดยกระทรวงการคลังจะประเมินผลของมาตรการเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป   ขณะเดียวกันได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการซื้อกองทุน RMF โดยสัดส่วนการหักลดหย่อนภาษีสำหรับเงินที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF จากเดิมไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน เป็นไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน โดยยังคงกำหนดวงเงินหักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนการออมเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนออมได้มากขึ้น   พร้อมทั้งยกเลิกการกำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อกองทุน RMF จากเดิมกำหนดให้ซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของเงินได้พึงประเมิน หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อยสามารถซื้อกองทุน RMF ได้ โดยยังคงกำหนดให้ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี และไม่ระงับการซื้อเกิน 1 ปีติดต่อกันเช่นเดิม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2v2SZkpt0Js

 1,232
เศรษฐกิจ
29 พ.ย. 62

'อุตตม' เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเป็นไข้ แจงยังคงโตต่อเนื่อง แต่โตแบบชะลอตัว

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันเปรียบเหมือนคนเป็นไข้ เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก จึงจำเป็นต้องให้ยารักษาเพื่อไม่ให้อาการทรุดจนเกิดการอักเสบขึ้นมา ดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุดก็เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดไปมากกว่านี้ ซึ่งการใช้เงินแต่ละโครงการที่ออกมาจะต้องใช้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ไทยสามารถผ่านช่วงนี้ไปได้ และสามารถพัฒนาประเทศได้ในระยะยาวต่อไป   เชื่อมั่นว่ามาตรการที่รัฐบาลทยอยออกมาจะช่วยประคองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีให้ปรับตัวดีขึ้น และมีความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เศรษฐกิจไม่ได้หดตัว ยังคงโตต่อเนื่องแต่โตแบบชะลอตัว เพราะยังมีผลกระทบจากหลายปัจจัย แต่ในระยะยาวประเทศมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วซึ่งต้องเดินหน้าทำให้สำเร็จ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WcsbiAbEF_0

 1,285
เศรษฐกิจ
28 พ.ย. 62

คลังเก็บรายได้รัฐเดือนแรกปีงบ 63 เกินเป้าเกือบ 7 พันล้าน 'สรรพากร' ทำยอดพุ่ง

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเดือนตุลาคม 2562 เป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ   รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 241,822 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,946 ล้านบาท หรือ 3.0% และสูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อน 45,431 ล้านบาท หรือ 23.1% โดยการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 5,548 หรือ 9.6% และการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรสูงกว่าประมาณการ 2,415 ล้านบาท หรือ 2.0%     ซึ่งหากดูเฉพาะการจัดเก็บของกรมภาษีพบว่ากรมสรรพากรกรมเดียวที่สามารถจัดเก็บภาษีเกินเป้าหมาย ส่วนกรมสรรพามติต่ำกว่า เป้าหมาย 162 ล้านบาทหรือ 0.3%  ด้านกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 99 ล้านบาทหรือ 1.1%   สำหรับฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดเดือนตุลาคม 2562 พบว่า 2563 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง 255,924 ล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 368,209 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2562 มีจำนวน 385,292 ล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rrMBWxiofX8

 2,032
เศรษฐกิจ
26 พ.ย. 62

คลังเตรียมชง 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ส่งท้ายปี วันนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังคิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งออกมาเฉพาะที่กระทรวงการคลังเกี่ยวข้อง เป็นส่วนที่เขาคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีการบริโภคมากขึ้น ให้มีเงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น ให้คนสนใจจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น มีการลงทุนเอกชนมากขึ้น มาตรการของกระทรวงการคลังเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่สามารถทำได้เพื่อดูแลเศรษฐกิจ แต่ในส่วนอื่นต้องไปถามผู้ที่รับผิดชอบเอง   เมื่อถามว่าเรื่องการส่งออกมีอะไรที่จะมาช่วยเศรษฐกิจได้หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีกลไกของมัน และส่วนที่เกี่ยวข้องมากคือการส่งออก เรื่องค่าครองชีพ การเบิกจ่ายภาครัฐ  และการช่วยเหลือเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นเครื่องยนต์เหล่านี้ทุกตัวต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และในแต่ละกระทรวงมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นกระทรวงการคลังคงไม่สามารถไปทำเรื่องส่งออก เพราะไม่ใช่หน้าที่เขา แต่ก็หารือกันตลอดเวลา   เมื่อถามว่าที่ผ่านแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจออกมารวมๆ หลายกระทรวง เพื่อให้เกิดผลเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้กระทรวงการคลังทำขาเดียว ดูเหมือนไม่เป็นเอกภาพ นายสมคิดกล่าวว่า เมื่อก่อนมี 4 ขา เดียวนี้มีขาเดียวจะให้ทำยังไง แม้ทุกอย่างทำงานร่วมกัน แต่ในรายละเอียดไปถามแต่ละกระทรวงเอาเอง   ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่กำลังได้รับความเดือดร้อน คือ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มประชาชนฐานรากที่มีรายได้น้อย ประกอบด้วย   1.มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปี ปีการผลิต 62/2563 โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวจำนวน 4.31 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ โดยมาตรการนี้ จะสามารถช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2562   2.มาตรการพักหนี้เงินต้นสำหรับผู้กู้เงิน จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเวลา 1 ปี รวมถึงมี   3.โครงการสินเชื่อสำหรับปล่อยกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน   4.จัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก กทบ.ทั่วประเทศกว่า 79,000 หมู่บ้าน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vk_a5Timmss

 3,720
เศรษฐกิจ
25 พ.ย. 62

คลังเตรียมแจกอีก 4 มาตรการส่งท้ายปี เน้นกลุ่มเกษตรกร-ผู้มีรายได้น้อย

กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่กำลังได้รับความเดือดร้อน คือ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มประชาชนฐานรากที่มีรายได้น้อย โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท ประกอบด้วย   1.มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปี ปีการผลิต 62/2563 โดยมีเป้าหมายเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวจำนวน 4.31 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ โดยมาตรการนี้ จะสามารถช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2562   2.มาตรการพักหนี้เงินต้นสำหรับผู้กู้เงิน จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเวลา 1 ปี รวมถึงมี 3.โครงการสินเชื่อสำหรับปล่อยกู้ใหม่ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน 4.จัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก กทบ.ทั่วประเทศกว่า 79,000 หมู่บ้าน   ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก เนื่องจากผลการคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดประมาณการณ์จีดีพีทั้งปีเหลือ 2.6% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวถึง 2.8% ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pEOIX7lKYdA

 8,705
เศรษฐกิจ
20 พ.ย. 62

ชิมช้อปใช้รอบผู้สูงวัยเปิดเรื่อยๆ คลังยันกระแสดี ไม่ได้เงียบเหงา

คืบหน้าการลงทะเบียนเฟส 3 รอบพิเศษ สำหรับผู้สูงอายุ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ล่าสุดวันที่ 3 เพิ่มขึ้นอีก 15,266 คน รวมแล้วอยู่ที่ประมาณเกือบ 2 แสนราย ไม่นับรวมผู้สูงอายุที่ไปลงทะเบียนล่วงหน้าในกลุ่ม 1.5 ล้านคนอีก 145,000 คน รวมแล้วประมาณ 280,000 คนถือว่าอยู่ในระดับที่เป็นไปตามคาดหมาย ซึ่งไม่ได้เงียบเหงา หรืออ้างว้างอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์   ทั้งนี้การลงทะเบียนรอบผู้สูงอายุกระทรวงการคลัง ตั้งใจให้ผู้สูงอายุมีเวลาศึกษาและทดลองลงทะเบียนด้วยตนเอง ดังนั้นจะเปิดไปเรื่อยๆจนมั่นใจว่าผู้สูงอายุที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการชิมช้อปใช้ สามารถลงทะเบียนได้ครบถ้วน 5 แสนราย ไม่ได้กำหนดเป้าว่าจะต้องได้วันละเท่าไหร่หรือเต็มภายในกี่วัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zAecybolzHk

 2,182
เศรษฐกิจ
15 พ.ย. 62

'สมคิด' สั่ง ก.คลังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า หลังประเมินเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว

โดยนายสมคิด เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ และภาวะเศรษฐกิจโลก โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งไทยต้องเตรียมการออกแบบมาตรการออกมารองรับ อย่างไรก็ดีขณะนี้ มีสัญญาณที่ดี โมเมนตั้มเรื่องการบริโภคเริ่มดีขึ้น อำนาจซื้อเริมพลิกกลับ ชิมช้อปใช้เริ่มได้ผล ขณะที่การส่งออกพึ่งได้ยาก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี   ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้สถาบัoการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบการปิดกิจการของภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ ทำให้คนงานตกงาน   ขณะที่ในมุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล ยังมองโลกในแง่ดี โดยระบุว่า ปัจจุบัน จากข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรม มีโรงงานปิดกิจการ 1,391 โรงงาน ขณะเดียวกันมีโรงงานเปิดกิจการใหม่ 2,889 โรงงาน เท่ากับมีโรงงานเปิดใหม่สูงขึ้นกว่าปิดกิจการถึง 2 เท่าตัว    นอกจากนี้ยังพบว่า มีการเลิกจ้างงาน 35,533 คน ขณะที่มีการจ้างงานในกิจการใหม่ 84,033 คน และจ้างงานจากการขยายกิจการ 84,704 คน โดยมีเงินลงทุนเพิ่มเติม 431,216 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วถึง 36.6 % ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเจริญเติบโต ส่วนเรื่องอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ระดับ 64.73% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 94 เดือนนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มองว่า ยังถือว่าอยู่ในภาวะปกติ

 873
เศรษฐกิจ
11 พ.ย. 62

ก.คลัง เสนอ ครม.เคาะมาตรการ 'ชิมช้อปใช้ เฟส 3' พรุ่งนี้

การประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดกาญจนบุรี วันพรุ่งนี้กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.เคาะมาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 3 เน้นส่งเสริมการใช้เงินกระเป๋า 2 และให้ใช้ในพื้นที่ทะเบียนบ้านของตนเองได้ เบื้องต้นจะเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มอีก 2 ล้านคน รวมเป็นผู้ร่วมลงทะเบียนชิมช้อปใช้ทั้งหมด 15 ล้านคน  ถ้าครม เห็นชอบก็จะเปิดให้ลงทะเบียนได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ทันที และขยายเวลาใช้เงินถึงกลางเดือนมกราคม ปี 63

 399
เศรษฐกิจ
09 พ.ย. 62

คลังหารือเอกชน ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ส่งโปรโมชั่นโอนฟรี-ลดแลกแจกแถม

เริ่มแล้วมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% เป็นเวลากว่า 1 ปี ซึ่งได้มีการเริ่มมาตรการกันมาแล้วเมื่อวันที่  ถึง 24 ธ.ค. 63 ก่อนปล่อยกิจกรรมบ้านในฝันรับปีใหม่   หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชน ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนเหลือ 0.01% จากเดิม 2% และลดค่าจดทะเบียนจดจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือ 0.01% จากเดิม 1% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย โดยการจดทะเบียนการโอนและการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ต้องเป็นที่อยู่อาศัยทำนิติกรรมในคราวเดียวกัน ขณะนี้ ประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้ว เริ่มตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2562 ต่อเนื่องถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563   ล่าสุด นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฎิบัติงานกระทรวงการคลัง) เปิดเผยว่า นอกจามาตรการนี้แล้ว สำหรับคนที่กำลังมองหาบ้าน ตั้งใจที่จะซื้อบ้านใหม่นั้น ทางรัฐกำลังจะมีกิจกรรมบ้านในฝันรับปีใหม่ ที่ผู้ประกอบการ จะจัดโปรโมชันพิเศษ คือ ฟรีค่าโอนและค่าจดจำนองที่รัฐบาลลดลงมาเหลือ 0.01% จากเดิมต้องเสียค่าธรรมเนียมรวม 3% ซึ่งถ้ากู้ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท จะต้องเสียค่าโอนและจดจำนอง 600 บาท ซึ่งเงินในส่วนนี้ผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วมกิจกรรมบ้านในฝันรับปีใหม่จะออกให้ผู้ซื้อเอง ส่วนโปรโมชันลดแลกแจกแถมอื่นๆ ของผู้ประกอบการที่จะมาสนับสนุนโครงการ กระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องลดหรือแถมอะไรบ้าง เนื่องจากต้องการให้ผู้ซื้อไปตกลงเจรจากับผู้ประกอบการเอง   ซึ่งประชาชนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ และคอนโดมิเนียม ที่เข้าร่วมกิจกรรมบ้านในฝัน รับปีใหม่ สามารถดูได้จากป้ายประชาสัมพันธ์หน้าโครงการ โดยโครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย. ถึงสิ้นปี 62 คาดว่าจะช่วยระบายสต๊อกบ้านราคา 3 ล้านบาท จำนวน 35,000 หน่วย ที่ยังค้างอยู่ในปีนี้ และคาดว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯจะทำให้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ปีหน้าขยายตัวกว่า 5%   นายชาญกฤช กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกังวลของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เรื่องการผ่อนผันมาตรการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (แอลทีวี) ที่ทำให้สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นนั้น ในเรื่องดังกล่าวตนจะเสนอไปยัง นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น ขยายมาตรการกระตุ้นไปยังบ้าน 2 ล้านบาท หรือขยายราคาบ้านเกิน 3 ล้านบาท             รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/RauXUm974mo              

 610
เศรษฐกิจ
07 พ.ย. 62

คลังรับ 'ชิม ช้อป ใช้' กระเป๋า 2 ยังไม่ขยับตามเป้า สรรพากรปัดสอบภาษีร้านค้าร่วมโครงการ

กระทรวงการคลังกล่าวถึงความคืบหน้ามาตรการชิม ช้อป ใช้ ที่สาเหตุการใช้จ่ายผ่านกระเป๋า 2 ไม่เป็นไปตามที่รัฐบาล และกระทรวงการคลังคาดหวังไว้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก กังวลว่าอาจถูกนำรายได้ที่เกิดขึ้นจากมาตรการนี้มาเป็นข้อมูลทางภาษี ซึ่งกรมสรรพากรได้ยืนยันแล้วว่า ระบบชิม ช้อป ใช้ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบภาษีของกรมสรรพากรแต่อย่างใด   ด้านกรมสรรพากรออกจดหมายข่าว ระบุว่า ด้วยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขายสินค้าและบริการเข้าร่วมโครงการชิม ช้อป ใช้ เฟส 1 และเฟส 2 ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ การส่งข้อมูลธุรกรรมจากมาตรการชิม ช้อป ใช้ ให้กรมสรรพากรติดตามและตรวจสอบการจัดเก็บภาษี   ทั้งนี้ กรมสรรพากรขอเรียนว่า ใช้ระบบในการตรวจสอบความเสี่ยง ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลจากหลายช่องทางและมีการจำแนกเกณฑ์ในการคัดเลือกรายชื่อผู้ประกอบการกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยงส่วนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการชิม ช้อป ใช้ และมีการใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพากรถือว่าผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มดี และไม่ใช่เป้าหมายในการตรวจสอบภาษี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZKYx8Cuibl0

 1,607
เศรษฐกิจ
03 ต.ค. 62

เก็บตก 'ชิมช้อปใช้' ยังไม่เต็ม 10 ล้านคน กทม.ใช้สิทธิ์มากสุด คลังปัดเอื้อนายทุนใหญ่

จากการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์มาตรการ 'ชิมช้อปใช้' เพื่อรับสิทธิ์ได้เงิน 1 พันบาท ผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุด วันที่ 3 ต.ค.2562 ซึ่งเป็นวันที่ 11 มีผู้ลงทะเบียนครบ 1 ล้านราย ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.15 น.หลังจาก 10 วันที่ผ่านมายังมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ประมาณวันละ 2 แสนบาท จึงยังไม่ครบ 10 ล้านตามเป้า โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 15 พ.ย.นี้   ซึ่งจากผลตอบรับที่ดี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า โครงการชิมช้อปใช้เฟส 2 จะได้ข้อสรุปในช่วงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ ตอนนี้ทาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ประเมินผลโครงการเฟสแรกอยู่เพื่อที่จะดำเนินการในเฟส 2 ต่อไป ส่วนจะมีการให้วงเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 1,000 บาท และให้กับผู้ลงทะเบียนเดิม 10 ล้านคน หรือ เปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มรอบใหม่ ยังไม่ได้ข้อสรุป   ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผู้ที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ มีการใช้จ่ายช่วง 5 วันแรก คือวันที่ 27 ก.ย.-1ต.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 7 แสนราย จาก 3 วันแรกที่ 3.7 แสนราย คิดเป็นวงเงิน ที่ 628 ล้านบาท จาก 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงการคลัง ที่ต้องการเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้ประชาชนปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด   โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายมากที่สุดได้แก่ กรุงเทพมหานคร 87 ล้านบาท / อันดับ 2 ชลบุรี 48 ล้านบาท / อันดับ 3 สมุทรปราการ 29 ล้านบาท / อันดับ 4 ระยองและปทุมธานี 20 ล้านบาท   ส่วนกลุ่มผู้ใช้มากที่สุดยังเป็นกลุ่มวัยทำงาน ได้แก่ อันดับ 1 ช่วงอายุ 22-30 ปี 35% และช่วงอายุ 31-40 ปี 30% นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุเกิน 100 ปีมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์ชิมช้อปใช้ 5-6 ราย   ยืนยันว่า มาตรการชิมช้อปใช้ ไม่ได้เป็นการเอื้อผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งจากยอดใช้จ่าย 628 ล้านบาท จากการเก็บข้อมูล เป็นการใช้กับร้านค้า ห้างขนาดใหญ่ แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายผ่านร้านค้าชุมชน เป็นผลมาจากการวางระบบ ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการ 1 ราย สามารถเปิดจุดชำระเงินได้ 20 จุด เพื่อต้องการให้คนไปใช้สิทธิ์กับร้านเล็ก ๆ มากขึ้น   ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) กล่าวถึงโครงการชิมช้อปใช้ว่า พบปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การยืนยันตัวตนที่ซับซ้อน ไม่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ   รวมถึงการหาร้านค้าที่มีระบุไว้ในแอปพลิเคชั่นเป๋าตังไม่ตรงกับพื้นที่จริง ทำให้ประชาชนที่รับสิทธิ์จะนำเงินไปใช้ในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีแหล่งที่ตั้งชัดเจน และเปิดให้บริการเป็นเวลา เพราะสะดวกมากกว่า ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ที่รัฐต้องการให้เม็ดเงินลงสู่ชุมชน ช่วยให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 0.01% เท่านั้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/H1kZwiaiMUU

 28,283
เศรษฐกิจ
02 ต.ค. 62

คลังรับ ถ่ายรูปฟรุ้งฟริ้ง-ใช้แอปฯ ไม่ตรงปก อด 'ชิม-ช้อป-ใช้' เผยเร่งแก้ไขแล้ว

กระทรวงการคลัง สั่งการธนาคารกรุงไทยเร่งแก้ไขระบบสแกนโครงการชิมช้อปใน 1 – 2 วัน หลังพบปัญหาผู้รับสิทธิ์ถ่ายรูปไม่ผ่านหลายครั้ง แนะอย่าถ่ายฟรุ้งฟริ้ง หรือใช้แอปฯหน้าสวยเกินจริง   นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. เปิดเผยว่า ได้ประสานงานไปยังธนาคารกรุงไทย เพื่อปรับปรุงระบบยืนยันตัวตน โดยคาดว่าจะใช้เวลา 1-2 วัน ทำให้การถ่ายรูปตัวตนในมาตรการชิมช้อปใช้สะดวกมากขึ้น หลังจากที่เกิดปัญหา ผู้รับสิทธิ์ถ่ายรูปไม่ผ่านหลายครั้ง ซึ่งจากการประเมินปัญหาไม่ได้มาจากภาพ แต่เป็นในเรื่องของความสว่างของภาพถ่าย ก็ได้สั่งการให้ไปดูแลให้ดี ควบคุมความสว่างของภาพไม่ให้ระบบสแกนภาพยากจนเกินไป   ดังนั้นโทรศัพท์รุ่นใหม่ ที่ภาพถ่ายออกมาสวยมากๆ หรือใช้แอปพลิเคชั่น ทำให้ภาพหน้าฟรุ้งฟริ้ง ไม่ตรงกับบัตรประชาชน ก็จะไม่สามารถถ่ายภาพผ่านได้   พร้อมยืนยันว่ามาตรการชิมช้อปใช้ไม่ได้เอื้อกับผู้ประกอบการรายใหญ่ สังเกตจากการใช้จ่ายในช่วง 5 วันแรกในวงเงิน 628 ล้านบาท มีการใช้จ่ายผ่านห้างขนาดใหญ่แค่ 142 ล้านบาทหรือ 22% เท่านั้น   โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินในโครงการชิมช้อปใช้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เป็นการอุดหนุนจากรัฐ 1.9 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการใช้จ่ายจากประชาชนในกระเป๋า 2 เพื่อขอรับเงินแคชแบ็ค 15% พร้อมคาดว่าจะส่งผลกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 0.2-0.3%     ขอบคุณข้อมูล : MisterBan     ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชาวเน็ตรีวิว สแกนหน้าอย่างไรให้ตรงปก แอปเป๋าตังถึงให้ผ่าน  

 7,517
เศรษฐกิจ
27 ก.ย. 62

คลังต่ออายุค่าน้ำ-ไฟฟรี / คืนแวต ให้ผู้ถือบัตรคนจน ถึง ก.ย.63

รัฐบาลเห็นชอบให้มีการขยายเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา รวมทั้งเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5% โดยใช้งบประมาณรวมทั้งหมด 1,870 ล้านบาท   สำหรับขอบเขตมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า เดือนละ 230 บาทต่อครัวเรือน เริ่มตั้งแต่เดือน ต.ค.62- ก.ย.63 ระยะเวลา 11 เดือน ส่วนค่าน้ำประปานั้น ช่วยเหลือเดือนละ 100 บาทต่อครัวเรือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.62- ก.ย.63 ระยะเวลา 11 เดือน และสำหรับการคืนภาษี VAT ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5% โดยรัฐจะเก็บภาษี VAT จากผู้มีรายได้น้อยเพียง 2% ตั้งแต่เดือน พ.ย.62-ก.ย. 63 ระยะเวลา 10 เดือน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wLuh7aSF12g

 2,846

Top