ค้นหา :

ผลการค้นหา "ดีเอสไอ"

การเมือง
03 ต.ค. 60

ทนาย”โอ๊ค” ยื่นหนังสือดีเอสไอระงับการแจ้งข้อหา ฟอกเงิน ชี้พฤติการยังไม่น่าเข้าข่าย

ทนายความนายพานทองแท้ ชินวัตร เดินทางยื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอระงับการแจ้งข้อหา ฟอกเงินแก่ลูกความ ชี้พฤติการยังไม่น่าเข้าข่าย พร้อมยืนยันกรณีที่ดีเอสไอมีหมายเรียกให้เข้าพบวันที่ 24 นี้ หากได้รับหมายก็พร้อมเดินทางมาพร้อมลูกความตามนัด ขณะที่การยื่นหนังสือในวันนี้ขอให้มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนกลับไปเป็นของ ปปง ด้วยเช่นกัน   พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีที่ดีเอสไอออกหมายเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร กับพวกรวม 4 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานฟอกเงินและสมคบกับฟอกเงิน ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ หลังไปพัวพันคดีทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร    โดยระบุว่า พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ก็ต้องออกหมายเรียกให้ทางผู้ถูกกล่าวหาเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง และนำหลักฐานมาชี้แจง ซึ่งพนักงานสอบสวนก็พร้อมตรวจสอบคำร้องและให้ความเป็นธรรมจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับจากนายพานทองแท้ว่าจะเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกหรือไม่ แต่หากวันที่ 24 ตุลาคมนี้ นายพานทองแท้ไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน หรือมีการขอเลื่อน พนักงานสอบสวนก็จะพิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นก่อน และจะพิจารณาไปตามกระบวนการออกหมายเรียกและหมายจับตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะดำเนินการส่งสำนวนต่ออัยการให้ยื่นฟ้องศาลทันในอายุความที่หมดในช่วงปลายปี 2561 อย่างแน่นอน   ส่วนในวันนี้ที่นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความของนายพานทองแท้ จะเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้พนักงานสอบสวนระงับการแข้งข้อกล่าวหาการฟอกเงินแก่นายพานทองแท้ ได้รับการรายงานแล้ว และได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนรับเรื่อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงไปตามกระบวนการ พร้อมยืนยันว่าคดีอื่นๆก็ดำเนินการเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เพียงคดีนี้คดีเดียว   ขณะที่ในเวลาต่อมานายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความของนายพานทองแท้ ชินวัตร เดินทางเข้ายื่นหนังสื่อต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษผ่าน พันตำรวจตรีวรนันท์ ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอระงับการแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงิน ของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับนายพานทองแท้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คสต. ได้แจ้งข้อหานายพานทองแท้ในข้อหารับของโจรเพียงข้อหาเดียว รวมถึงขอให้มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวน กลับไปเป็นพนักงานสอบสวนของปปง. เช่นเดิม พร้อมขอให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีนี้ด้วยความรอบด้านเป็นพิเศษ กรณีที่นายพานทองแท้ ถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน    ทั้งนี้คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร และถูกออกหมายเรียกให้มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ของนายพานทองแท้ ยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน เพราะคดีทุจริตธนาคารกรุงไทย เป็นความเกี่ยวพัน 3 กลุ่ม คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และบริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งนายพานทองแท้ เป็นบุคคลภายนอก ประกอบกับเช็ค 10 ล้านบาท ที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานคร สั่งจ่ายให้นายพานทองแท้ ได้มาก่อนมีการตรวจสอบการขออนุมัติสินเชื่อ และนายพานทองแท้ก็ไม่ทราบว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด และไม่มีเจตนาซุกซ่อนอำพรางทรัพย์สิน อีกทั้งก็ไม่ทราบว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด พฤติการณ์ของนายพานทองแท้ยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน   ส่วนกรณีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกให้นายพานทองแท้มารับทราบข้อกล่าวหาคดีนี้ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ นายชุมสายยืนยันว่านายพานทองแท้จะมาเจ้าหน้าที่พบตามกำหนดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับหมายเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด หากได้รับก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป   ด้านพันตำรวจตรีวรนัน ระบุว่า จะนำเอกสารที่ได้รับไปมอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามร้องขอ แต่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะดำเนินการ ตามกฎหมาย ส่วนเรื่องข้อกล่าวหาฟอกเงินที่ได้ทำหมายเรียกไปแล้ว จะดำเนินการระงับตามที่ร้องขอหรือไม่เป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน ที่ต้องตรวจสอบในข้อเท็จจริงต่อไป  ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 2,136
การเมือง
03 ต.ค. 60

dsi จ่อออกหมายเรียก 'พานทองแท้' พร้อมพวก รับทราบข้อหาฟอกเงิน 24 ต.ค.นี้

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ระบุภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มกฤษดาธานนท์ มีมติให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ส่งผู้แทนเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม เพื่อออกหมายเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน เข้ารับทราบข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ในวันที่ 24 ต.ค.นี้   ซึ่งผู้ต้องหาในคดีมีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำพยานหลักฐานเข้าโต้แย้งแก้ข้อกล่าวหาได้ในทุกประเด็น หรือจะไม่ให้การในชั้นสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะสรุปความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ โดยคดีนี้ดีเอสไอต้องสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จและส่งให้อัยการพิจารณา ก่อนที่คดีจะครบอายุความ 15 ปี หรือภายในกลางปี 2561   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8Wa5cQn9rBg      

 4,426
การเมือง
28 ก.ย. 60

ทนาย 'โอ๊ค พานทองแท้' ยื่นขอความเป็นธรรม ดีเอสไอ คดีฟอกเงินฯ

ทนายความส่วนตัว โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ยื่นหนังสือถึงอธิบดีDSI ให้พิจารณาคดีฟอกเงินกรุงไทยอย่างถี่ถ้วน เพราะคดีนี้มีผู้กระทำผิดร่วมกว่า 150 คน ขออย่างเจาะจงเพียงกลุ่มใดพิเศษ เชื่อหลักฐานไม่มีน้ำหนักต่อการแจ้งข้อกล่าวหา     นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความส่วนตัวนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอ็สไอ) เพื่อให้พิจารณาคดีฟอกเงินกรุงไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากในคดีนี้มีผู้ร่วมกระทำผิดรวมกว่า150ราย ที่รับเช็คในลักษณะกระจายหลายบุคคล ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่ดีเอ็สไอจะเจาะจงดำเนินคดีแบบเร่งรัดกับบุคคลกลุ่มใดพิเศษ  ทังนี้ทนายความ เชื่อว่าการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดของดีเอ็สไอยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะเอาผิดกับนายพานทองแท้   ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายจับตามมองว่า การเร่งรัดคดีของนายพานทองแท้ เป็นเกมส์ทางการเมือง ทนายความ บอกว่า ส่วนตัวของนายพานทองแท้ ไม่รู้สึกกังวลใด เพราะถือเป็นคนละส่วนกัน อีกทั้งกระบวนการของอดีตานายกฯที่ศาลฎีกาฯตัดสินนั้น ถือเป็นไปตามตามขั้นตอน เชื่อว่าคดีเหล่านี้จะไม่ถูกนำมาเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 3,298
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ย. 60

'พ.ต.อ.นิรันดร์' อดีต ผบ.สำนักคดีอาญา dsi พลัดตกตึกชั้น 8 ดับ ลูกชายไม่เชื่อพ่อฆ่าตัวตาย คาดเป็นอุบัติเหตุ

นนทบุรี-เกิดเหตุชายพลัดตกจากลานจอดรถอาคารของคอนโดแห่งหนึ่งเสียชีวิต ทราบชื่อต่อมาคือ พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ อายุ 61 ปี อดีตผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาเทคโนโลยี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)   จากการสอบสวนลูกชายของ พ.ต.อ.นิรันดร์ ระบุว่าคุณพ่อเกษียณอายุราชการมาได้แค่ปีเดียว ปกติพักอยู่ที่บ้านย่านรามอินทรา 3 ทุกวันจะขับรถมาส่งตนทำงานที่ สน.บางโพ เสร็จแล้วจะไปเปิดร้านเช่าหนังสือใกล้โรงเรียนโยธินบูรณะ แต่ช่วงนี้พ่อบ่นปวดหลังจึงมาออกกำลังกายที่สปอร์ตคลับของคอนโด พ่อไม่มีโรคประจำตัวหรือมีเรื่องเครียด คาดว่าน่าจะพลัดตกมาจากลานจอด   ด้าน จนท.เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายมาออกกำลังกายที่สปอร์ตคลับที่ชั้น 10 ของคอนโดฯ หลังออกกำลังกายเสร็จได้ลงมาที่ชั้น 8 เพื่อขับรถกลับ คาดว่าอาจจะยืนพิงขอบกำแพงลานจอดรถแล้วเสียหลักพลัดตกลงมา แต่อย่างไรก็ตามต้องรอผลชันสูตรของนิติวิทยาศาสตร์ และผลตรวจที่เกิดเหตุของตำรวจพิสูจน์หลักฐานอีกครั้ง เบื้องต้น พ.ต.ท.กวินท์ ลูกชายให้ปากคำว่าไม่มีสาเหตุอะไรที่จะทำให้พ่อคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งจะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป   ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้แสดงความเสียใจกับครอบครัว พ.ต.อ.นิรันดร์ หลังทราบข่าวการเสียชีวิต ทั้งนี้ในส่วนคดี เผยผู้ตายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำคดีแล้วตั้งแต่มีการโอนย้ายและเกษียณอายุราชการ โดยได้ส่งมอบสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องไปเรียบร้อยแล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XKAU_LGcmyQ  

 8,134
การเมือง
07 ก.ย. 60

dsi โต้ไม่เคยสั่งแจ้งข้อหา 'โอ๊ค พานทองแท้'

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการตรวจสอบหลักฐานสำนวนคดีฟอกเงินการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มกฤษดาธานนท์ว่าครบถ้วนหรือไม่   พร้อมชี้แจงถึงการตั้งธงสั่งแจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ ชินวัตรว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ไม่เคยตั้งธงในการสอบสวน หากพบมูลความผิดต้องสั่งฟ้อง ถ้าไม่พบก็สั่งไม่ฟ้อง ไม่ว่าจะสั่งอย่างไรก็ต้องมีคำตอบอธิบายให้ประชาชน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pJgQFq1B_AU    

 1,433
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ย. 60

ตร.เร่งสืบผู้ฆ่า 'อดีตจนท.ที่ดินพังงา' ดับคาห้องขัง ดีเอสไอ ชี้ใช้หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์จากสำนวนเดิม

ตำรวจเร่งสืบหาผู้ทำให้นายธวัชชัยเสียชีวิตในห้องขังดีเอสไอจะใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากสำนวนเดิม   พ.ต.อ. มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่ นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา เสียชีวิต ภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2559 ต่อมาศาลได้สรุปสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิตของนายธวัชชัย ว่าถูกผู้อื่นทำให้เสียชีวิต โดยวันนี้ทางตำรวจได้เรียกตัวนายชัยณรงค์ อนุกูล น้องชายนายธวัชชัย มาให้ปากคำเพิ่มเติม พร้อมกับรับแจ้งความร้องทุกข์   พ.ต.อ. มานะ กล่าวว่า หลังศาลระบุสาเหตุการเสียชีวิตของนายธวัชขัย แล้ว โดยพบว่าเสียชีวิตจากอาการตับแตก และเลือดออกในช่องท้อง ก็เป็นคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนต้องสืบสวนหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ไม่ว่าบุคคลนั้นจะทำไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม โดยพนักงานสอบสวนจะใช้หลักฐานผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ จากสำนวนการชันสูตรพลิกศพนายธวัชชัย มาประกอบเป็นหลักฐานเพื่อหาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งมีผู้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนควบคุมตัว ระหว่างควบคุมตัว และหลังควบคุมตัว โดยขณะนี้มีเป้าหมายบุคคลต้องสงสัยแล้ว และจะทยอยเรียกตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นรายละเอียดในสำนวน    ขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กำชับพนักงานสอบสวนให้เร่งหาตัวผู้กระทำความผิด ที่ทำให้นายธวัชชัย เสียชีวิตโดยให้รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ที่พบศพนายธวัชชัย อยู่ในสถานที่ราชการ ที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่าไม่ว่าใครที่เป็นผู้กระทำความผิด ก็จะถูกจับตัวมาดำเนินคดีอย่างแน่นอน   ข่าวที่เกี่ยวข้องจากเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์  

 2,456
การเมือง
28 ส.ค. 60

แจ้ง 8 ข้อหา "กบฎ-อั้งยี่-ซ่องโจร" 6 ผู้ปราศรัยม็อบปี 56-57 เข้าพบดีเอสไอเช้านี้ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

  อดีตผู้ขึ้นเวทีเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เข้าพบพนักงานสอบสวนฝ่ายคดีอาญา 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษตามหมายเรียกในข้อหากบฏ อั่งยี่ ซ่องโจร กับข้อหาอื่นๆอีกรวม 8 ข้อหา จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 2556-2557   โดยวันนี้มีผู้ถูกกล่าวหามาพบเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายพิภพ ธงไชย เรือตรีเเซมดิน เลิศบุตร นายกิตติชัย ใสสะอาด นายสุริยัน ทองหนูเอียด และนายสาวิทย์ แก้วหวาน โดยผู้ถูกกล่าวหาได้ให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา หลังเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำเบื้องต้น และทำการพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว ได้นัดผู้ถูกกล่าวหามาพบอีกครั้งภายใน 1 เดือน   โดยคดีดังกล่าว ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกรวมรวม 58 รายที่ออกมาร่วมชุมนุม ทั้งนี้ ผู้ที่มารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ ล้วนเป็นเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดิม และภายหลังกลุ่ม คปท. ได้เข้าเป็นแนวร่วมของกลุ่ม กปปส. ด้วย   ส่วนนายพิภพกล่าวว่า ตามที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากช่วงนั้นพวกตนได้ร่วมขึ้นเวทีการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพียงต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่น จึงค่อนข้างสบายใจ

 1,763
สังคม-อาชญากรรม
18 ส.ค. 60

คืบหน้าตามหา ผอ.อ้อย ชาวบ้านช่วยลุยน้ำพลิกป่าตามหา ด้านพ่อแม่เตรียมร้อง ดีเอสไอ-รมว.กลาโหม ช่วยเปิดปากทหารยศร้อยเอกบอกที่ซ่อน ผอ.อ้อย

จากกรณีที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ไปส่งลูกสาวที่ ร.ร.อนุบาลดำรงราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.60 แล้วขับรถเก๋งหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งพ่อแม่ ญาติพี่น้องได้เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนและสื่อมวลชนให้ช่วยติดตามหา จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบตัว น.ส.จุฑาภรณ์ ล่าสุด พ่อแม่ได้พึ่งหมอปลา มือปราบสัมภเวสี ชื่อดังของประเทศไทย เพื่อให้ช่วยค้นหาตัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น   ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสนองศักดิ์ ยินธนานนท์ ผู้ใหญ่บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และนายวิทยา เกษแก้ว อายุ 37 ปี สามีของ น.ส.จุฑาภรณ์  ได้พากันนำเอาเรือท้องแบน และเรือหางยาวไปที่อ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนล่างใกล้กับสามเหลี่ยมมรกต ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อที่จะใช้เรือล่องไปตามลำห้วย ตรวจค้นจุดที่ต้องสงสัยว่าจะมีการนำเอาร่างของ ผอ.อ้อยมาซุกซ่อนเอาไว้ ซึ่งตามลำห้วยคดเคี้ยวไปมา แต่ว่าคณะญาติพี่น้องที่ค้นหาก็ไม่ย่อท้อ พากันลุยค้นหาอย่างต่อเนื่อง    ขณะที่บริเวณโดยรอบป่าใกล้กับสามเหลี่ยมมรกต บรรดาญาติพี่น้องอีกส่วนหนึ่งก็ยังคงเดินลุยป่าท่ามกลางสภาพอากาศที่บางครั้งร้อนจัด บางช่วงก็มีฝนตกโปรยลงมา ขณะเดียวกัน บริเวณป่าบางส่วนเจ้าหน้าที่ทหารก็เตือนชุดที่ค้นหาว่าไม่ควรเข้าไป เนื่องจากว่าบริเวณดังกล่าวอาจจะมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ เนื่องจากเป็นเขตสู้รับเก่ากับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งขณะนี้มีความไม่ปกติระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศลาว ใกล้กับบริเวณนี้ด้วย จึงเตือนให้ชุดค้นหาระมัดระวังอันตรายจากกับระเบิดด้วย แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบร่างของ น.ส.จุฑาภรณ์แต่อย่างใด   ทางด้าน น.ส.หมายปอง อุ่นอ่อน อายุ 39 ปี พี่สาวของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า ตนพร้อมด้วย นายบัวกัน อุ่นอ่อน ผู้ใหญ่บ้านโนนเจริญ ซึ่งเป็นอา จะเข้าพบกับอัยการ จ.กันทรลักษ์ เพื่อหารือและขอความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย อีกทั้งเตรียมที่จะทำหนังสือไปยื่นกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และไปยื่นหนังสือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้ช่วยเหลือ หวั่นเกรงว่าคดีนี้จะเป็นมวยล้ม เนื่องจากว่าผู้ต้องหาสำคัญเป็นนายทหารยศร้อยเอก รวมทั้งจะขอให้ รมว.กลาโหม สั่งการให้นายทหารยศร้อยเอกคนนี้ได้แจ้งเบาะแสจุดที่คาดว่าจะเป็นที่ซ่อนตัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ด้วย   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 15,875
สังคม-อาชญากรรม
10 ส.ค. 60

นำจนท.dsi เข้าเครื่องจับเท็จ ยันไม่มีส่วนกับการตายของ "ธวัชชัย" จนท.ที่ดิน แม้ศาลชี้มีคนทำให้ตาย

พันตำรวจเอก ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดพังงา ที่เสียชีวิตภายในห้องควบคุมของดีเอสไอ ว่า ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ที่เป็นผู้รับคำสั่งศาลมาสืบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ ดีเอสไอ.ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้ไปแล้ว แต่เนื่องจากอำนาจการดำเนินคดียังเป็นของตำรวจ จึงไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากนี้ได้   ส่วนกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงภายในดีเอสไอ ยืนยันว่ามีการดำเนินการเสร็จสิ้นและส่งผลสรุปไปให้ตำรวจแล้ว โดยในสำนวนมีการนำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และบุคคลต้องสงสัยรวม 5 คน เข้าเครื่องจับเท็จและสอบสวนไปแล้ว ทราบว่าได้ข้อสรุปว่า ไม่พบความผิดปกติ หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตดังกล่าว แต่ส่วนทางพนักงานสอบสวน จะขอให้มีการตรวจสอบซ้ำหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับตำรวจว่าจะขอให้ดีเอสไอสนับสนุนอย่างไรบ้าง โดยยืนยันว่าพร้อมให้การสนับสนุนทุกกระบวนการ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 4,368
ข่าวภูมิภาค
10 ส.ค. 60

บุกค้น 9 ร้านอาหารเมืองพัทยา เจอรังนกปลอมทำจากยางไม้ ขาย นทท.

จนท.กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำกำลังร่วมตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายรวม 9 แห่ง เพื่อตรวจตรวจสอบสถานประกอบการจำหน่ายอาหารปลอมประเภทรังนกนางแอ่นให้กับนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1.พาราไดซ์หูฉลาม 2.ร้านกินรี 3.ร้านพัทยาสตาร์สปาแอนด์มาสซาส 4.ร้านจิงกง 5.ร้านอาหารจีน ซินไหจิง 6.ร้านอาหารจีนฉางเฮาหูฉลาม 7.ร้านอาหารจีน เฮงเฮง หูฉลาม 8.ร้านอาหารเวียดไทย และ 9.ร้านล้านคนรู้จัก   โดยกระจายกำลังออกตรวจสอบตามร้านต่างๆ ก็จะตรวจยึดวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่มีลักษะต้องสงสัยส่งต่อไปยังองค์การอาหารและยาเพื่อพิสูจน์ความชัดเจนต่อไป   ด้าน จนท.กล่าวว่าที่ผ่านมาได้รับรายงานเรื่องของการลักลอบจำหน่ายรังนกนางแอ่นปลอมให้กับนักท่องเที่ยวในลักษณะเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้ได้รับความเสียหายเชิงธุรกิจในภาพรวมของประเทศกว่า 4 พันล้านบาทต่อปี และการลักลอบจำหน่ายรังนกนางแอ่นปลอมหรือที่ทำมาจากยางไม้หรือยางคารายา ยังเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคด้วย   ทั้งนี้ ได้มีการเก็บหลักฐานเพื่อนำไปตรวจสอบ หากพบว่ามีพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการมีความผิดฐานผลิตอาหารปลอม, ฐานจำหน่ายอาหารปลอม ตามมาตรา 25(2) ประกอบมาตรา 27(2) จะต้องนะวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 1 แสนบาท ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รวมทั้งฐานปลอมปนอาหารเพื่อจำหน่ายหรือเสนอขายบุคคลเสพย์ ตามมาตรา 236 ประมวลกฎหมายอาญา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_pzzMdDSWp4  

 13,461
ปากท้องร้องทุกข์
08 ส.ค. 60

ผู้เสียหายร้อง dsi ถูกร้านพรีออเดอร์ดังใน ig โกงเสียหายร่วม 10 ล้าน

กลุ่มผู้เสียหาย ประมาณ 10 คน รวมตัวกันไปที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของร้านขายสินค้าแบรนด์เนมออนไลน์ ฐานฉ้อโกงประชาชน หลังมีผู้เสียหายจำนวนมาก สั่งสินค้าประเภทรองเท้า และกระเป๋า จากร้านดังกล่าว ที่ลงขายใน instagram แบบพรี-ออเดอร์ แต่ปรากฎว่าโอนเงินไปแล้วไม่ได้ของ ผู้เสียหายรวมแล้วกว่า 180 คน เสียหายรวมเกือบ 10 ล้านบาท   ตัวแทนผู้เสียหายเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ร้านดังกล่าวเปิดขายมาแล้วหลายปี มีผู้ติดตาม Instagram ของร้านเป็นจำนวนมาก เนื่องจากร้านนี้ ลงขายสินค้าแบรนด์เนม โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังๆ ที่กำลังได้รับความนิยม ในราคาถูกกว่าร้านอื่นๆ อ้างว่านำเข้าจากต่างประเทศ   ที่สำคัญคือ มีดารา และเน็ตไอดอล สั่งสินค้าจากร้านนี้แล้วได้รับสินค้าจริงๆ  จึงมีการลงรูปสินค้าแล้ว แท็ก Instagram ทางร้านเพื่อให้เครดิต จนมีคนแห่เข้าไปสั่งสินค้าตามเป็นจำนวนมาก   พฤติการณ์ของทางร้าน เมื่อลูกค้าไปสั่งสินค้า เช่น รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดัง ในราคาประมาณ 2 หมื่นบาท หรือกระเป๋าแบรนด์เนม ราคาหลายหมื่นบาท ทางร้านบอกว่าเป็นสินค้าพรีออเดอร์ ต้องรอสินค้าประมาณ 15 วัน  สามารถโอนเงินแค่ครึ่งเดียวก่อน แล้วค่อยโอนส่วนที่เหลือเมื่อสินค้ามาถึงไทยก็ได้   แต่หากยินดีโอนเต็มจำนวนตั้งแต่แรก ก็จะได้ราคาพิเศษ ที่ถูกกว่าร้านอื่นๆหลายพันบาท   แต่ปรากฎว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องได้รับของ ลูกค้าหลายรายไม่ได้รับสินค้าตามที่ตกลงกัน ทางร้านมักจะอ้างว่า ติดปัญหาเรื่องการนำเข้า ทำให้สินค้าล่าช้า สุดท้ายก็เงียบหาย ขาดการติดต่อ  จนกระทั่งมีคนเข้าไปคอมเม้นต่อว่า ใน Instagram ของทางร้าน นำไปสู่การรวมตัวกันของผู้เสียหาย พบว่ามีผู้ที่เจอปัญหาเดียวกันรวมแล้วกว่า 180 คน บางรายเป็นร้านค้า ที่มาสั่งของไปขายต่อ เสียหายรายเดียวเกือบ 7 แสนบาท  มูลค่าความเสียหายรวมๆแล้วเกือบ 10 ล้านบาท   ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้เสียหายเคยรวมตัวไปแจ้งความไว้ กับทั้งกองปราบปราม และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ทั้งสองหน่วยงานรับเรื่องไว้ โดยมีการเรียกตัวเจ้าของร้านดังกล่าวมาสอบสวน พบว่าเป็นหญิงสาววัย 25 ปี ซึ่งก็มาให้การกับตำรวจตามที่ถูกเรียก อ้างว่าไม่ได้โกงลูกค้าอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ติดปัญหาบางอย่างทำให้ส่งสินค้าไม่ทัน ซึ่งตัวเองก็กำลังรวบรวมหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์อยู่   แต่หากทางร้านค้ามีหลักฐานยืนยัน เช่นใบสั่งซื้อสินค้าจากร้านต่างประเทศ ก็ขอให้นำออกมาแสดง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ แต่หากไม่มี ทางผู้เสียหายยืนยันว่าจะเอาผิดตามกฎหมายให้ถึงที่สุด   ทั้งนี้ทางดีเอสไอได้รับเรื่องเอาไว้ และจะดำเนินการสืบสวน สอบสวนตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bE3YogTZAfo    

 4,986
สังคม-อาชญากรรม
05 ส.ค. 60

เปิดคำสั่งศาลคดี 'อดีตจนท.ที่ดินพังงา' เสียชีวิตในห้องขังดีเอสไอ ระบุถูกทำให้ตาย ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

เมื่อวานนี้ (4 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งการขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิตของ นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน จ.พังงา ผู้ต้องหาออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติกว่าพันแปลง หลังเสียชีวิตภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 30 ส.ค.59 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148 และ 150 แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด และใครป็นผู้ทำ ระหว่างบุคคลนั้นถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุมผู้ต้องหาของดีเอสไอได้ถึงแก่ความตาย โดยศาลก็ได้ทำการไต่สวนพยานนับตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา และในวันนี้ก็เป็นการนัดฟังคำสั่งครั้งที่ 2  โดยมีนายชัยณรงค์ อนุกูล น้องชายของผู้เสียชีวิต พร้อมด้วยทนายความ เดินทางมาฟังคำสั่งศาลด้วย   โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2559 ดีเอสไอร่วมกันจับกุมนายธวัชชัย ตามหมายจับของศาลอาญาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และนำตัวไปควบคุมยังห้องควบคุมผู้ต้องหาที่ห้องควบคุมชั้น 6 อาคารดีเอสไอ โดยระหว่างการควบคุม ผู้ตายมีอาการหมดสติ มีถุงเท้ารัดอยู่ที่คอผูกติดกับบานพับประตูในห้องควบคุม ซึ่งเจ้าพนักงานที่ควบคุมอ้างว่าผู้ตายใช้ผูกคอ จึงทำการช่วยเหลือกู้ชีพเบื้องต้น และแจ้งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และนำตัวส่งโรงพยาบาล ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย   ด้านพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เจ้าหน้าที่นิติเวช เจ้าพนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง ร่วมชันสูตรพลิกศพ พบว่า สาเหตุการตายเกิดจากเลือดออกในช่องท้อง ตับแตกจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ร่วมกับขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ   มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าเหตุและพฤติการณ์การตายเป็นอย่างไร ได้ความจากนายชยพล หวานชะเอม, พ.ต.ท.ไพโรจน์ เล้ารัตนานุรักษ์ และนายสมมาส นาควงษ์ พยานผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ว่า ได้ควบคุมตัวผู้ตายมาโดยตลอด จนเวลาประมาณ 01.00 น. พบผู้ตายนั่งหมดสติอยู่ในห้องควบคุม มีถุงเท้ารัดบริเวณคอ และบานพับประตู จึงดำเนินการช่วยเหลือ และมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะมารับตัวทำการกู้ชีพ   แต่เมื่อพิจารณาสภาพศพผู้ตายตามเอกสาร มีสภาพเป็นรอยแดงผ่านลูกกระเดือก ซึ่งได้ความจาก พ.ต.อ.นพ.อนุราช จิตศิล ผู้ตรวจพิสูจน์สถานที่เกิดเหตุว่า ร่องรอยดังกล่าวจะพบในกรณีที่ผู้ตายถูกผู้อื่นกระทำ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ผูกคอตายนั้น จะพบรอยแดงบริเวณเหนือลูกกระเดือกรัดใต้คางพาดผ่านไปทางหลังใบหูทั้งสองข้าง   ขณะที่ นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพ ได้เบิกความประกอบผลการตรวจพิสูจน์ พบบาดแผลช้ำบริเวณท้อง 3 แห่ง โดยบาดแผลดังกล่าวเกิดก่อนเวลาที่ผู้ตายจะถึงแก่ความตาย และเกิดจากของแข็งไม่มีคมกระแทก โดยมีแรงกระทำมากพอสมควร โดยเฉพาะบาดแผลบริเวณกลางท้อง จนทำให้เกิดรอยช้ำที่ขั้วลำไส้ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ตายมีอาการเจ็บจุกเป็นอย่างมาก และพบว่ากล่องกระดูกเสียงหักทั้งสองข้าง ซึ่งเกิดจากการกดรัดบริเวณคอด้านหน้าตำแหน่งลูกกระเดือก และยังพบบาดแผลกดรัดบริเวณคอด้านหน้าขนาดกว้าง 0.5 เซนติเมตร มีบาดแผลเฉียงขึ้นไปทางด้านหลัง น่าจะเกิดจากมีวัตถุรัดคอผู้ตายในระยะเวลาเพียงเล็กน้อย ซึ่งถุงเท้าของกลางไม่น่าสามารถทำให้เกิดรอยรัดดังกล่าวได้ และจากบาดแผลฟกช้ำบริเวณคอและที่กระดูกกล่องเสียงที่หักนั้น ซึ่งโดยทั่วไปการผูกคอส่วนใหญ่ไม่สามารถเกิดรอยบริเวณกลางลูกกระเดือกได้ แต่การที่พบผู้ตายมีกระดูกซี่โครงด้านขวาและด้านซ้ายหักนั้น จากการตรวจศพทำให้ทราบว่า เกิดก่อนที่ผู้ตายจะถึงแก่ความตาย และอาจเป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นและเข้ากับการปั๊มหัวใจในการกู้ชีพผู้ตาย   ส่วนที่พบว่ามีตับฉีกขาดมาก และมีเลือดออกในช่องท้องประมาณ 1,000 ซีซี ซึ่งอาการทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่สมดุลกัน การเลือกออกดังกล่าวทำให้ผู้ตายเกิดอาการช็อกหมดสติได้ และตับที่แตกอย่างรุนแรงก่อให้เกิดความเจ็บปวดมาก ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องจุลทรรศน์แสดงว่าอาการตับแตกเกิดขึ้นก่อนเวลา 01.00 น. และการที่ตับแตกแบบรุนแรงสามารถสันนิษฐานได้ว่าผู้ตายน่าจะไม่มีแรงกระทำอย่างอื่นต่อไปได้   ทั้งนี้พยานผู้ตรวจพิสูจน์ดังกล่าวเป็นพยานคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในคดี และเบิกความตามหลักวิชาการ จึงมีน้ำหนักรับฟังประกอบกันแล้วสันนิษฐานและมีคำสั่งว่า สาเหตุการตายเกิดจากของแข็งไม่มีคมกระแทก ตับแตก เลือดออกในช่องท้อง ร่วมกับการขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ   เมื่อจากการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาก่อเหตุโดยไม่ทราบแน่ชัดว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำ จึงอาศัยเหตุผลดังคำวินิจฉัยมีคำสั่งว่า ผู้ตายคือนายธวัชชัย อนุกูล ตายที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2559 เวลา 04.43 น. เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย คือ สืบเนื่องมาจากถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกตับแตก เลือดออกในช่องท้อง ร่วมกันกับการขาดอากาศหายใจจากการผูกคอทำให้ตาย โดยยังไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำ โดยระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ โดยศาลยังมีคำสั่งให้ส่งสำนวนการไต่สวนชันสูตรพลิกศพของศาล ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป   ด้านนายชัยณรงค์ อนุกูล น้องชายนายธวัชชัย เปิดเผยภายหลังรับทราบคำสั่งศาลว่า ตนกำลังหารือกับทนายความที่จะติดตามการดำเนินการพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ต่อไปถึงการหาตัวผู้ที่ทำให้พี่ชายเสียชีวิต ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำรายงานสรุปการเสียชีวิตไว้ และศาลก็รับฟังว่ามีบุคคลอื่นทำให้ตาย                 ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/VKZ8qqGm2QY  

 13,157
สังคม-อาชญากรรม
04 ส.ค. 60

ศาลชี้ "ธวัชชัย" จนท.ที่ดินที่ผูกคอคาห้องขัง dsi ถูกผู้อื่นทำให้ตาย ไม่ได้ฆ่าตัวเอง น้องไล่บี้หาคนทำ

ศาลอาญามีคำสั่งชี้ "ธวัชชัย อนุกูล" อดีตจนท.ที่ดินพังงาที่ตายในห้องขังดีเอสไอ "ถูกผู้อื่นทำให้ตาย" ไม่ใช่ฆ่าตัวตายเอง น้องชายเตรียมไล่บี้หาคนก่อเหตุ ด้านดีเอสไอเรียกพนักงานสอบสวนพร้อมอัยการถกด่วนบ่ายนี้   วันนี้ศาลอาญานัดฟังคำสั่งการขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพ การเสียชีวิตของนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดิน จังหวัดพังงา ผู้ต้องหาออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติกว่าพันแปลง ที่เสียชีวิตด้วยการผูกคอด้วยถุงเท้า มีอาการตับแตกและซี่โครงหัก ภายในห้องควบคุมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559   โดยอัยการขอให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายเป็นใคร เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด และใครเป็นผู้ทำ ระหว่างถูกควบคุมตัว โดยศาลได้ไต่สวนพยานจนนัดฟังคำสั่งครั้งที่ 2 หลังจากเลื่อนจากเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากการทำคำสั่งยังไม่แล้วเสร็จ   ในวันนี้นายชัยณรงค์ อนุกูล น้องชายของนายธวัชชัย ได้เดินทางมาฟังคำสั่งศาล พร้อมด้วยทนายความนายชัยณรงค์ ล่าสุดเปิดเผยว่าศาลได้มีคำสั่งแล้วว่าผู้ตายคือนายธวัชชัย เสียชีวิตเพราะมีบุคคลอื่นทำให้ตาย ดังนั้นจึงไม่ใช่การฆ่าตัวตาย โดยตนกำลังหารือกับทนายความ ที่จะติดตามการดำเนินการของพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ต่อไปถึงการหาตัวผู้ที่ทำให้พี่ชายเสียชีวิต ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำรายงานสรุปการเสียชีวิตไว้ และศาลก็รับฟังว่ามีบุคคลอื่นทำให้ตาย   โดยหลังศาลมีคำสั่งออกมาแล้ว มีข่าวว่าทางพันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะเรียกประชุมชุดพนักงานสอบสวนพร้อมอัยการ ในเรื่องดังกล่าวในช่วงบ่ายวันนี้   อนึ่ง ย้อนกลับไปหลังวันเกิดเหตุเมื่อปลายปีที่แล้ว ผกก.สน.ทุ่งสองห้องเคยระบุไว้ว่าการตายของนายธวัชชัย อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการถูกผู้อื่นทำให้ตาย ส่วนน.พ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวในขณะนั้นว่ามีกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งหมดได้ แต่ไม่สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้เพื่อเคารพสิทธิผู้วายชนม์ นอกจากนี้ผู้บัญชาการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ยังระบุว่ามีร่องรอยของแข็งที่ไม่มีคมมีส่วนยืนยันว่าเป็นการถูกผู้อื่นทำให้ตายด้วย   ข่าวที่เกี่ยวข้องย้อนหลัง  

 9,787
สังคม-อาชญากรรม
03 ส.ค. 60

dsi ตรวจสอบเบาะแส 'ธัมมชโย' ใช้ช่องทางธรรมชาติหนีไปยุโรป

พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามตัว พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี โดยเจ้าหน้าที่ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตำรวจ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้มีการติดตามตัวเพื่อกลับมาดำเนินคดี   ซึ่งข้อมูลการข่าวล่าสุดที่ได้มานั้น พบว่า มีศิษยานุศิษย์ ลักลอบพาหนีออกนอกประเทศ โดยใช้ช่องทางธรรมชาติประเทศเพื่อนบ้านแถวชายแดน ก่อนที่จะเดินทางหลบหนีไปประเทศแถบทวีปยุโรป ซึ่งจากการตรวจสอบ ยังไม่พบข้อมูลยืนยันว่าเป็นความจริง   ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับหน่วยงานต่างประเทศ ว่ามีบุคคลลักษณะคล้ายพระธัมมชโย เข้าไปในประเทศแถบทวีปยุโรปหรือไม่ ซึ่งทางดีเอสไอนั้น อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบ ทั้งนี้จากการตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ยังไม่พบว่ามีรายชื่อของพระธัมมชโย เดินทางออกนอกประเทศแต่อย่างใด   ส่วนการดำเนินคดี ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 15 คดี โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเช็กเงินสดกว่า 878 ฉบับ เพื่อติดตามนำเงินทั้งหมดกลับคืนมา พร้อมกับยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ยังคงวางกำลังติดตามความเคลื่อนไหวทั้งภายในและบริเวณนอกวัดพระธรรมกาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_w8J4ES8-eo    

 839
สังคม-อาชญากรรม
20 ก.ค. 60

เปิดภาพ 'อดีตเณรคำ' ในชุดขาว หลังสละจีวรให้ดีเอสไอสอบเครียดทั้งคืน-นำตัวส่งอัยการแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่านายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ ซึ่งเป็นอดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ยอมสละจีวรและสวมชุดเสื้อขาว กางเกงขาวเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่รับการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา   และเมื่อเวลา 09.10 นาฬิกา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีเศษ ได้นำตัวนายวิรพล สุขผล หรือเณรคำ อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ตามการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยในการควบคุมตัวมายังสำนักงานอัยการ ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นั่งประกบบริเวณเบาะนั่งตอนหลังรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีดำ โดยได้จัดเจ้าหน้าที่คุ้มกันมาในรถอีกจำนวน 3 คัน   ภายหลังนำตัวมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำตัวนายวิรพล ลงมาจากรถ ซึ่งนายวิรพล อยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว โดยสวมกางเกงขายาวสีขาว มีสีหน้านิ่งเฉย โดยไม่มีการตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด มีเพียงการส่งรอยยิ้ม และถูกนำตัวขึ้นมายังชั้น 11 เพื่อเข้าพบกับอัยการสำนักงานฝ่ายคดีพิเศษ ซึ่งในวันนี้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำการส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน เพื่อให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป      ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 22,744

Top