ค้นหา :

ผลการค้นหา "ร้องกองปราบ"

ปากท้องร้องทุกข์
29 ม.ค. 62

ครอบครัวเด็ก 16 ร้องกองปราบ ถูกตร.ถีบรถจยย. ล้มคอหักตายคดีไม่คืบ ยันไม่เผาศพแน่นอน

จากกรณีที่ เมื่อช่วงวันที่ 19 กันยายน 2561 เกิดเหตุตำรวจสภ.บ้านโป่ง ใช้เท้าถีบรถมอเตอร์ไซค์จนเป็นเหตุให้เด็กอายุ16 ปี เสียชีวิต และมีเด็กอายุ 13 ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมานานกว่า 5 เดือน คดียังไม่มีความคืบหน้าครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจึงเข้าร้องกองปราบเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนร่างเด็กชายอายุ 16 ปีที่เสียชีวิตครอบครัวยังคงไม่เผาเพื่อรอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชาย   ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยนางจารีย์ มูลมะณี แม่เด็กอายุ16ปีผู้เสียชีวิต และนายนัฐวุฒ สุธาพจน์ บิดาของเด็กอายุ14 ปีผู้ได้รับบาดเจ็บขาหัก เข้าร้องเรียนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พลตำรวจตรีจิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม    โดยนางจารีย์ แม่ของเด็กชายอายุ 16 ปี ที่เสียชีวิตจากกรณีดังกล่าวระบุว่า หลังเกิดเหตุได้มีการพยายามจะแจ้งความเอาผิดกับตำรวจคนที่เป็นผู้ถีบรถจักรยานยนต์ของลูกชาย แต่ตำรวจเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุไม่ยอมรับลงคดี และลงบันทึกประจำวันเป็นเพียงอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์พุ่งชนกำแพง ซึ่งไม่ได้มีการระบุถึงการถีบ ทั้งไที่ตัวของผู้บาดเจ็บที่เป็นเด็กชายอายุ 13 ปี ที่ซ้อนท้ายมาด้วย ยืนยันชัดเจนว่ามีการถีบจนทำให้เสียหลักล้มจริง ซึ่งในส่วนของตำรวจที่ก่อเหตุอ้างแต่เพียงว่าได้ยินเสียงท่อรถของผู้ตายดังจึงขี่รถจักรยานยนต์มาเรียกให้จอด แต่ผู้ตายไม่ยอมจอด และขี่หนีจึงขี่ไล่ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่ลูกชายไม่ยอมจอดรถให้ตรวจ จากการที่ครอบครัวสอบถามน้องอายุ 13 ปี บอกว่าสาเหตุที่ลูกชายไม่ยอมจอดเพราะกลัวโดนจับในเรื่องของท่อดังเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการกระทำผิดในเรื่องอื่นๆ ทางครอบครัวจึงยังไม่มีการดำเนินการกับศพของลูกชายตามพิธีทางศาสนา เพราะคืดว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเวลาได้ผ่านมานานกว่า 5 เดือนแล้ว    ทนายรณรงค์ ระบุว่า นอกจากนี้ทางครอบครัวยังได้พยายามเข้าร้องต่ออัยการจังหวัด จนมีการกลับไปให้การเพิ่มเติมที่ โรงพักบ้านโป่ง แต่ก็กลับเป็นเพียงการท้าทายจากตำรวจที่ก่อเหตุให้สาบานกันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือถีบตามคำอ้างของผู้บาดเจ็บ และสุดท้ายก็ไม่ได้มีการลงคดี และไม่มีการส่งเรื่องไปยัง ปปช. ทั้งๆที่ความผิดลักษณะนี้ต้องส่งเรื่องให้ ปปช. พิจารณาว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่    ขณะที่ในส่วนการช่วยเหลือของทางตำรวจกับทางครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ก็ไม่ได้มีการช่วยเหลือใดๆ มีแต่แจ้งกับทางครอยครัวว่า จะช่วยเหลือให้ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือจาก พ.ร.บ. มากขึ้นจากเดิมหากเป็นผู้ขับขี่จะได้รับเงินช่วยเหลือ 30,000 บาทแต่ถ้าเป็นคนสอนจะได้รับเงินช่วยเหลือมากถึง 300,000 บาทซึ่งทางตำรวจที่ก่อเหตุเสนอจะเป็นผู้สลับชื่อผู้ขับขี่รถในวันเกิดเหตุให้โดยอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาให้ได้มากกว่าปกติ แต่ทางครอบครัวไม่ยินยอมเพราะตัวน้องอายุ 13 ปีขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่เป็นและไม่อยากโกหก ในวันนี้จึงเดินทางมาร้องยังกองปราบปรามเพื่อขอให้ช่วยเข้ามาดำเนินคดีนี้เนื่องจากในพื้นที่ไม่ให้ความเป็นธรรม  

 5,024
สังคม-อาชญากรรม
28 ธ.ค. 61

ทนายรณรงค์ ร้องกองปราบช่วยสืบคดี 'น้องต้าแง' เชื่อเด็กไม่สามารถเดินได้ไกล รับยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนในข้อสงสัย

ทนายรณรงค์ เข้าร้องกองปราบปราบให้ช่วยสืบสวนคดีเด็กหายในไร่อ้อย เชื่อเด็กไม่สามารถเดินได้ไกลขนาดนั้น แต่รับยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนในข้อสงสัย   (28 ธ.ค. 61) ในช่วงเช้าวันนี้ นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้มีการจัดคณะทำงานจากส่วนกลางลงพื้นที่ตรวจสอบคดีนี้ ทนายรณรงค์ ระบุว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่มีหลักฐานใดชัดเจนพอน่าสงสัยว่าคดีนี้เป็นการฆาตกรรมหรือไม่ แต่จากสภาพร่างกายของเด็กชายที่ป่วยเป็นโปลิโอ ประกอบกับระยะห่างจากจุดที่หายไปถึงจุดที่พบศพ ที่ห่างออกไปกว่า 2 กิโลเมตร อีกทั้งพื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าอ้อย ทำให้เกิดข้อสงสัยความเป็นไปได้ว่าเด็กอาจถูกคนล่อลวง หรืออุ้มพาไปในจุดที่พบศพ    นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตร่องรอยการเผาสถานที่เกิดเหตุ 3 จุด ในช่วงไม่กี่วันหลังพบศพ ซึ่งส่วนนี้ได้ประสานไปยังแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจจนะสุนันท์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ส่งทีมเก็บพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เข้าไปค้นหาความผิดปกติเป็นการเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้มองว่าคดีนี้ตำรวจในพื้นที่เอง ก็ทำงานอย่างหนักไม่มีข้อบกพร่องใด แต่อยากขอให้ทางกองปราบปรามจัดส่งทีมเข้าร่วมตรวจสอบคู่ขนาน เผื่อมีมุมมองต่อคดีนี้ที่แตกต่างกันออกไป ส่วนหากว่าผลการชันสูตรจากทางนิติวิทย์ฯ จะออกไปในแนวทางเดียวกับ นิติเวช ทางครอบครังก็ยังต้องการคำตอบในเรื่องของระยะทาง ซึ่งต้องหาข้อพิสูจน์ต่อไป    นอกจากนี้ทราบว่าในส่วนของทางสถานฑูต ยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมที่ต้องการให้กองปราบดำเนินการตรวจสอบ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นจ้อสงสัยใดเนื่องจาก    ขณะนี้ทางสถานฑูตยังเดินทางมาไม่ถึง โดยพลตำรวจโทสุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเดินทางมาประชุมภายในที่กองบังคับการปราบปราม บอกว่า ทราบเรื่องที่จะมีผู้เสียหายจะมาร้องขอให้ทางกองปราบปรามคลี่คลายปมความสงสัยนี้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้ทางผู้บังคับการกองปราบปรามเป็นผู้พิจารณา ส่วนแนวทางการรับคลี่คลายคดีของตำรวจสอบสวนกลาง ต้องพิจารณาจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เช่นผลทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การสันนิฐาน หรือคิดไปเอง ไม่มีหลักฐานสนับสนุน ขณะที่ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ วรวีร์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุ์กรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หัวหน้าคณะทำงานในการชันสูตรเด็กชายต้าแง หรือซูลุย พิว ระบุว่าในเบื้องต้นวันนี้คณะทำงานที่ตั้งขึ้นทั้งหมดจะดำเนินการผ่าชันสูตรโดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผ่าได้ในช่วงเวลาเที่ยงของวันนี้ โดยยังยืนยันว่าการดำเนินการชันสูตรจะดำเนินการพิสูจน์ในข้อสงสัยที่ทาวครอบครัวมีข้อสงสัยก่อน เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันนี้ซึ่งหากไม่มีข้อสงสัยพิเศษเพิ่มเติม ก็จะสามารถส่งร่างคืนให้กับทางครอบครัวหรือพนักงานสอบสวนได้ทันทีในช่วงเย็นวันนี้  

 7,663
สังคม-อาชญากรรม
26 ธ.ค. 61

พ่อ ‘หงส์ขาว’ ร้องกองปราบฯ ช่วยคลี่คลายคดี สงสัยลูกสาวถูกฆาตกรรม

 วันที่ 26 ธ.ค.61 เมื่อเวลา 10.00 น. ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยนายสุริยันต์ ศรีไสล บิดาของ น.ส.นิติยาภรณ์ ศรีไสล หรือ น้องแนน นักมวยหญิงฉายา ‘หงส์ขาว ม.ราชภัฎจอมบึง’ และนางสาวปรียาภรณ์ ศรีไสล พี่สาว    นำหลักฐานภาพถ่ายแชทข้อความสนทนาที่อ้างว่าเป็นหนึ่งในข้อความที่มีการติดต่อระหว่างผู้ต้องสงสัยกับผู้เสียชีวิต ยื่นขอให้ตำรวจกองกำกับการ 5 กองบังคับการกองปราบปราม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ช่วยคลี่คลายข้อสงสัย เนื่องจากครอบครัวยังติดใจปมการเสียชีวิตของน้องแนน ที่ผูกคอเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำอยู่กับประตูห้องพักภายในห้องเช่า ที่ อ.เมือง จ.ราชบุรี เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 17 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา และยังพบว่ามีทรัพย์สินส่วนหนึ่งได้หายไปจากที่เกิดเหตุ   โดย นายสุริยันต์ เผยยังคงติดใจปมการเสียชีวิตในหลายประเด็น ทั้งเรื่องร่องรอยบาดแผลที่บริเวณคอคล้ายถูกรัดคอในจุดที่อยู่ต่ำกว่าปกติ ลักษณะการพันเชือกรัดคอ ไม่พบเครื่องไอแพดอุปกรณ์สมาร์โฟนที่หายไปจากที่เกิดเหตุ รวมถึงเรื่องที่มีคนตามวนเวียนลูกสาวที่เข้ามาตีสนิททักเรื่องดวงชะตา ซึ่งเคยบุกเข้าไปหาถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว   ขณะที่ น.ส.ปรียาภรณ์ ยังบอกว่า ได้พูดคุยกับน้องสาวก่อนเสียชีวิต ซึ่งน้องสาวได้ถ่ายภาพไอแพดที่มีการสนทนาและภาพถ่ายแฟนเก่าของแฟนหนุ่มส่งมาปรึกษา หลังจากนั้นก็ทราบว่าทั้งสองยังมีเรื่องทะเลาะกันอีกหลายครั้ง ถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดี แต่เมื่อไอแพดเครื่องดังกล่าวหายไปจากที่เกิดเหตุ จึงมีการตั้งข้อสงสัยและเชื่อว่าในไอแพดน่าจะมีเบาะแสที่ช่วยคลี่คลายความสงสัยต่างๆ ได้   ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ระบุว่า ตอนนี้ยังมีหลักฐานไม่มาก มีเพียงภาพถ่ายที่เป็นการสนทนา มาขอให้ตำรวจช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากครอบครัวผู้เสียชีวิตมีประเด็นติดใจสงสัย และเรื่องนี้ก็ได้รับคำแนะนำจากแพทย์นิติเวชให้ลองตรวจสอบข้อเท็จจริง   โดยในวันพรุ่งนี้ ทางครอบครัวจะไปทำพิธีเชิญวิญญาณผู้เสียชีวิต เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และขอดูหลักฐานที่มีการรวบรวมได้ในคดีนี้ เพื่อนำไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป   สำหรับคดีนี้ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิต ระบุว่า ยังมีโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิตที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานซ้ำรอบที่ 2 ของตำรวจในพื้นที่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เพียงเก็บลายนิ้วมือแฝงไว้เพียงอย่างเดียว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของน้องแนน    เบื้องต้นตั้งไว้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มคนที่มีความสนิทสนมกับน้องแนนอยู่แล้ว ได้แก่ แฟนหนุ่มของน้องแนน และหมอดูที่เข้าไปตีสนิท ส่วนอีกกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มคนมีสี ที่ทางครอบครัวยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในตอนนี้    

 890
ปากท้องร้องทุกข์
01 ธ.ค. 61

ชาวอุบลฯ โร่ร้องกองปราบ หลังถูกฟ้องจับไล่ออกจากที่ดินทำกิน อ้างแพ้คดีอย่างไม่เป็นธรรม

ชาวอุบลราชธานี เข้าร้องเรียน กองปราบ หลังถูกฟ้องจับไล่ออกจากที่ดินทำกิน อ้างแพ้คดีอย่างไม่เป็นธรรม    นายมณีโชติ พร้อมครอบครัว เข้าร้องเรียนกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม หลังแพ้คดี ฟ้องร้องที่ดินทำกิน ซึ่งศาลฎีกาสั่ง ให้ที่ดินที่อยู่ในข้อพิพาท เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ตกเป็นของโจกท์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง ตัวแทนครอบครัว เปิดเผยว่า โฉนดที่ดินแปลงนี้ มีมาตั้งแต่มี 2537 และทางครอบครัวซื้อมาตั้งแต่ปี 2543 อยู่อาศัย ใช้ทำกินเรื่อยมา กระทั่งปี 2556 เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง พร้อมเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจังหวัด มารางวัดที่ดินเพื่อออกโฉนด นส.3.ก ซึ่งรุกล้ำที่ดินของตัวเอง จึงยื่นคัดค้านการรางวัด จนเกิดการฟ้องร้องคดีกัน    พร้อมอ้างว่า เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง คู่กรณี นั้น แจ้งว่า ครอบครัวทำกินรุกล้ำที่ดิน และยึดครองไม่ตรงกับอาณาเขตตามโฉนด ซึ่งทางครอบครัวยืนยัน ทำกินบนที่ดินตัวเอง มานานร่วม 20 ปี เมื่อถูกฟ้องร้อง เกิดข้อพิพาท ในที่ดิน ก็ต่อสู้ มาจนถึง ศาลฎีกา และ แพ้คดี อีกทั้งล้าสุด มีหนังสือ ฟ้องขับไล่ ออกจากที่ดิน ข้อพิพาท จึงรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเข้าร้องเรียนกับกองปราบให้ช่วยเหลือ

 7,195
ปากท้องร้องทุกข์
28 พ.ย. 61

สาวร้องกองปราบฯ เอาผิดคลินิกทำหน้าอกเน่า ด้านเอเจนซี่ออกตัว ขอโทษแทนหมอ บอกยินดีรับผิดชอบ

  เมื่อวานนี้ (27 พ.ย.) นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม พาผู้เสียหาย 2 คน เดินทางไปที่กองบังคับการปราบปราม เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของคลินิก ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน  นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และโฆษณาเกินจริง    หลังผู้เสียหายทั้ง 2 ไปเสริมหน้าอกจากคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ปรากฎว่าหน้าอกเน่า  หนองทะลัก เลือดคั่ง  ต้องการให้เอเจนซี่และคลินิกรับผิดชอบ ภายหลังทราบว่าหมอที่ทำการผ่าตัดไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง โดยไม่ได้ประจำอยู่คลินิกแห่งนี้แล้วแต่ไปเปิดคลินิกแห่งใหม่ ทั้งนี้มีผู้เสียหายนมเน่าอีกหลายรายที่ไปเสริมหน้าอกกับหมอคนดังกล่าว ซึ่งไม่กล้าแจ้งความเพราะอับอาย บางรายกลัวครอบครัวรู้เพราะแอบไปเสริมหน้าอก   น.ส.แนน อายุ 23 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เผยว่า ตนติดตามเพจๆ หนึ่ง รีวิวศัลยกรรมหน้าอก ตนเห็นว่าทำแล้วสวยดี กระทั่งคลินิกมีโปรโมชั่นจึงตัดสินใจเสริมหน้าอก 350 CC เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา โดยติดต่อผ่านเซลล์ให้ไปทำที่คลินิกย่านปทุมธานี เสียค่าใช้จ่ายรวมยา 36,000 บาท  ระหว่างที่ทำการเสริมหน้าอกเหมือนหมอไม่มีความเชี่ยวชาญ  หลังจากผ่าตัดเสร็จส่งกระจกดูปรากฎว่าฐานนมทั้งสองข้างไม่เท่ากัน จึงแจ้งหมอแต่หมอบอกว่ารอให้อาการบวมมันยุบก่อนเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง     ตนกลับบ้านผ่านไป 3 วัน เลือดไหลออกเยอะมากบริเวณแผลที่เกิดจากการเย็บ สอบถามไปยังคลินิกระบุว่ามันเป็นเลือดเสียที่ต้องไหลออก ตนคิดว่าไม่ปกติจึงไปโรงพยาบาลใกล้บ้านแต่ไม่ได้รับรักษาเพราะเป็นเคสศัลยกรรม  ตอนที่ตนไปเสริมหน้าอกก็เซ็นสัญญาเป็นเวลา 1 ปี กับคลินิกดังกล่าวเพื่อให้เขาดูแล   หากเปลี่ยนหมอคนใหม่มาดูแล ตนเกรงว่าคลินิกจะไม่รับผิดชอบ จึงกลับไปที่คลินิกเดิม เขาทำการกดซิลิโคนที่เต้านมเอาลิ่มเลือดที่คั่งออก  โดย 3-4 วันแรกบวม ช้ำ เขียวทั้งตัว จากนั้นก็กลับบ้านซึ่งทางคลินิกบอกไม่ได้ผิดปกติ ถ้าปวดให้กินยา เวียนหัวให้กินน้ำหวานตนทนนอนเจ็บอยู่ที่บ้านทำอะไรไม่ได้ ผ่านไป 2-3 อาทิตย์ แผลติดเชื้อ มีน้ำหนองไหลออกมา ติดต่อไปทางคลินิกเหมือนเดิม และถ่ายรูปให้ดู เขาก็แจ้งว่ามันเป็นปกติเดี๋ยวก็หาย เป็นเลือดที่ใกล้จะหมด ตนสังเกตแผลทุกวัน มันมีกลิ่นเหม็นรู้เลยว่าเป็นหนองตนจึงตัดสินใจไปคลินิก หมอเปิดดูแผลก็ตกใจเพราะแผลติดเชื้อ จึงทำการกรีดเต้านมถอดซิลิโคนออกมาล้างฆ่าเชื้อ คว้านหนองออก แล้วยัดซิลิโคนอันเดิมใส่เข้าไปใหม่ ตอนนี้แผลหายดีแล้วแต่รอยเย็บไม่สวย ฐานนมที่แก้ไขก็ไม่เท่ากันเหมือนเดิม หัวนมข้างซ้ายชี้ขึ้น ตนอยากให้เข้าไปตรวจสอบว่าเป็นหมอเฉพาะทางตามที่โฆษณาหรือไม่    ส่วน น.ส.เมย์  อายุ 33 ปี  ผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง เผยว่า เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ตนก็ไปเสริมหน้าอกที่คลินิกดังกล่าวเหมือนกัน โดยเสริมขนาด 400 CC ค่าใช้จ่ายและสเปคซิลิโคนเหมือนกันกับ น.ส.แนน หลังจากที่เสริมหน้าอกเสร็จกลับมาบ้านเริ่มมีอาการบวม  สอบถามหมอบอกว่าไม่เป็นไร วันที่ไปคลินิกเพื่อคลายผ้าพันหน้าอกออก มีเจ้าหน้าที่ที่อยู่เคาน์เตอร์เป็นคนคลายผ้าไม่ใช่หมอหรือพยาบาล เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวดูแผลบอกว่าปกติ ตนรู้สึกว่ามันไม่ปกติ จากนั้นกลับตกกลางคืนพบว่าแผลเริ่มม่วงช้ำลามไปตามตัว บวมไปจนถึงอวัยวะเพศ  ผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์เต้านมบวม  หมอบอกต้องเจาะเอาเลือดออก  โดยการเปิดแผลเอาซิลิโคนออกแล้วใช้มือกวาดเลือดออก 4-5 ถ้วยกาแฟ แล้วก็ยัดซิลิโคนอันเก่าเข้าไป พอกลับมาถึงบ้านมีอาการหน้ามืด มีเลือดและน้ำใส ๆ ไหลออกจากแผล  จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล หมอแจ้งว่าหน้ามืดเพราะเกิดจากความเข้มข้นของเลือดต่ำฉับพลันอันตรายถึงชีวิต แอดมิดนอนโรงพยาบาล 9 วัน 8 คืน  ตนไลน์ติดต่อคลินิกตั้งแต่เข้าโรงพยาบาล เขาบอกจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ และจะออกค่านวดหน้าอกให้ 1 ครั้ง มูลค่า 900 บาท   ด้านนายรณรงค์ กล่าวว่า ตรวจสอบแพทย์ที่ศัลยกรรมผ่าตัดเสริมหน้าอกให้ผู้เสียหาย เบื้องต้นพบว่าเป็นแพทย์รักษาโรคทั่วไปไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง นอกจากนี้พบว่ามีผู้เสียหายหลายคนที่เข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอกกับแพทย์คนดังกล่าวแล้วหน้าอกเน่า อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบคลินิกว่ามีใบอนุญาตเปิดดำเนินการถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะยื่นหนังสือให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ตรวจสอบต่อไป      โดย 10.00 น ของวันนี้ (28 พ.ย.) จะพาผู้เสียหายเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค  มีรายงานว่าจะมีผู้เสียหายรายใหม่ เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม  ก่อนจะลงพื้นที่ตรวจค้นคลินิกดังกล่าว  เอเจนซี่หรือผู้จัดการเซลล์หาลูกค้าให้คลินิก ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า ผู้เสียหายจองทำหน้าอกผ่านเซลล์ ตนก็เพิ่งทราบจากเซลล์ว่ามีเคสหน้าอกเน่า ซึ่งได้คุยกับผู้เสียหายแล้วบอกมีอะไรให้มาคุยกันพร้อมเคลียร์ ยินดีรับผิดชอบและขอโทษแทนหมอ  ส่วนใหญ่คนที่ไปทำหน้าอกไม่ได้ติดต่อมาหาตน จึงไม่ทราบว่าใครหน้าอกเน่าบ้าง     หากใครเสริมหน้าอกแล้วมีปัญหาก็จะให้รีบกลับมาที่คลินิกไม่ปล่อยทิ้งไว้นานจนเน่า อย่างไรก็ตามตนยังไม่ได้เจอผู้เสียหายจึงไม่รู้ว่าหน้าอกเน่าอย่างไร  เชื่อว่ายังไงหมอก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ อาจต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งเอเจนซี่และคลินิก แต่ที่คุยกันเบื้องต้นผู้เสียหายอยากแก้หน้าอกใหม่แต่ไม่อยากแก้ที่คลินิกเดิม ยืนยันคลินิกเปิดดำเนินการถูกต้อง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SdvBUHUCluU

 3,025
สังคม-อาชญากรรม
02 พ.ย. 61

กลุ่มตัวแทนอาหารเสริมร้องกองปราบเอาผิด บริษัทเรียกคืนสินค้าแต่ไม่คืนเงิน เสียหายนับล้าน

กลุ่มตัวแทนขายอาหารเสริม เข้าค้องกองปราบ หลังบริษัทเรียกคืนสินค้า อ้างจะคืนเงินแต่เมื่อส่งสินค้าคืนแล้วกลับไม่ได้เงินคืน เสียหายนับ 5 ล้านบาท   (2 พ.ย.61) จากกรณีที่นายพศุตม์ บานแย้ม หรืออาร์ต นักแสดงและผู้ที่มีชื่อถือหุ้นบริษัทดีซูส (ประเทศไทย) จำกัด เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองชุมพร เพื่อให้ดำเนินคดีกับกรรมการหุ้นส่วน 2 ราย ตามความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนบริษัท หลังพบปัญหาการจัดการภายในบริษัท และมีการสั่งเรียกคืนสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้รับสินค้ามาจำหน่ายรวมกว่า 20 คน ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีหนึ่งในกรรมการบริษัทดังกล่าว ในความผิดฐานฉ้อโกง หลังไม่ปฏิบัติตามสัญญาคืนเงินค่าสินค้าตามที่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้กับตำรวจ และที่ได้ประกาศกับกลุ่มตัวแทนจำหน่ายสินค้าก่อนหน้านี้    หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายสินค้า ระบุว่า ได้รับสินค้ามาจำหน่ายให้ลูกค้ามานานกว่า 1 ปี นับตั้งแต่ที่เริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2560 ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีการจำหน่ายมีทั้งครีมบำรุงผิวหน้าและอาหารเสริม จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนได้รับประกาศจากทางบริษัทให้เรียกเก็บสินค้าคืน โดยอ้างว่าจะปิดกิจการและจะคืนเงินค่าสินค้าให้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม โดยมีการออกประกาศจากบริษัทอย่างเป็นทางการ จากนั้นตัวแทนบริษัทยังได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองชุมพร ซึ่งมาทราบภายหลังว่ามีการเปลี่ยนแปลงว่าจะคืนเงินในวันที่ 1 พฤศจิกายนแทน ซึ่งปัจจุบันสินค้าได้ส่งคืนไปทั้งหมดแล้ว แต่กลุ่มตัวแทนผู้จำหน่ายก็ยังไม่ได้รับเงินคืน เห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวคล้ายมีเจตนาบ่ายเบี่ยงฉ้อโกง จึงตัดสินใจรวมตัวเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีกับกรรมการบริษัทดังกล่าว    ทั้งนี้สำหรับผู้ที่จะดำเนินคดี ตัวแทนผู้จำหน่ายสินค้า ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับหนึ่งในกรรมการบริษัทที่ไม่ใช่นายพศุตม์ บานแย้ม เนื่องจากกรรมการบริษัทรายดังกล่าวเป็นผู้เดียวที่ดำเนินการทั้งหมด ทั้งเรียกคืนสินค้า ออกเอกสารต่างๆ ส่วนความเสียหายที่พบรวมเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยจะแจ้งข้อหาฉ้อโกงกับหนึ่งในกรรมการบริษัทคนดังกล่าว พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาเพื่อส่งเรื่องให้ผู้ที่รับผิดชอบไปดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็น กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

 2,399
สังคม-อาชญากรรม
03 ต.ค. 61

'อัจฉริยะ' ร้องกองปราบฯ เอาผิด 'ทนายคนดัง' เพิ่มปมคลิปฉาวเรียก 5 แสนวิ่งเต้นคดี

อัจฉริยะ เดินหน้าร้องเอาผิด ทนายคนดัง เพิ่มเติมคดีเรียกรับเงิน 5 แสนอ้างเพิ่มโทษคู่กรณี คดีผู้เสียหายถูกหลอกเล่นแชร์ตู้แช่กว่า 10 ล้านบาท   วันนี้ (3 ต.ค. 61) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีทนายความชื่อดัง กรณีที่เป็นคนกลางเรียกรับเงินจำนวน 5 แสนบาท จากผู้เสียหาย 2 สามีภรรยา เจ้าของบริษัทส่งออกอาหารทะเลในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่เป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงทรัพย์ ถูกหลอกให้ลงทุนธุรกิจห้องเย็น มีพฤติกรรมเป็นแชร์ลูกโซ่แชร์ลูกโซ่ โดยทนายความชื่อดังว่าสามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือทางคดีได้ โดยการเจรจาให้พนักงานอัยการเพิ่มข้อหากับผู้ต้องหาได้    นายอัจฉริยะ ระบุว่าในวันนี้มาแจ้งความดำเนินคดีกับทนายความคนดัง ตามความผิดมาตรา 143 ผู้ใดเรียกรับผลประโยชน์ อันเป็นการจูงใจเจ้าพนักงานโดยการทุจริต เพราะเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะการวิ่งเต้นคดี เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับนำคลิปเสียงที่ระบุว่าเป็นเสียงของทนายความคนดัง เจราจาเรียกรับเงินวิ่งเต้นคดีมาเป็นหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนด้วย    ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอัจฉริยะได้นำคลิปบันทึกเสียงระบุว่าเป็นเสียงของทนายษิทรา ซึ่งมีการเจรจาเรียกรับเงินวิ่งเต้นคดีมาเผยแพร่ คลิปดังกล่าวบันทึกโดยสองสามีภรรยา แต่ภายหลังอัยการไม่ได้สั่งฟ้องข้อหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาแต่อย่างใด สองสามีภรรยาจึงรู้ความจริงว่าถูกทนายความคนดังหลอกลวง จึงขอเงิน 5 แสนบาท จากทนายความคนดังคืน และทนายความคนดังก็ยอมคืนเงินให้ในเวลาต่อมา    นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยังนำกรณีนี้ของทนายความคนดังไปให้ข้อมูลกับสภาทนายความ ซึ่งต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการสภาทนายความได้มีความเห็นให้สอบสวนทางวินัยกับทนายคนดังกล่าวแล้ว ซึ่งต่อจากนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะดำเนินการพิจารณาหลักฐานเพื่อตรวจสอบดูว่าเข้าเงื่อนไขในการรับคดีนี้หรือไม่ ก่อนจะส่งเรื่องให้ผู้บังคับการกองปราบปรามพิจารณารับคดีอีกครั้ง

 3,618
สังคม-อาชญากรรม
23 ส.ค. 61

ทบ. ลงดาบ 'ทหาร' ผิดวินัยร้ายแรง ปมล่วงละเมิดทางเพศ ด.ช. วัย 7 ขวบ พักราชการ-งดการจ่ายเงินเดือน

จากกรณีแม่เด็ก 7 ขวบ ร้องกองปราบฯ หลังถูกจ่าทหารล่วงละเมิดทางเพศบุตรชาย ที่บ้านพักในค่ายทหาร จังหวัดตรัง หลังก่อเหตุผู้ต้องหาพยายามเจรจาค่าเสียหายกว่า 3 แสนบาท เพื่อให้ยุติการเอาผิด ขณะที่ผู้เสียหายยืนยันดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดนั้น   ล่าสุด (23 ส.ค.61) พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า โดยหน่วยต้นสังกัดได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุ ผลสอบสวนพบว่ากำลังพลได้กระทำผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง ด้วยการกระทำอนาจารและละเมิดทางเพศต่อผู้เยาว์ โดยได้ถูกลงโทษด้วยการจำขัง 15 วัน ตั้งแต่ 15 - 29 มิถุนายน ปี 2561 พร้อมงดเลื่อนขั้นเงินเดือน    ส่วนความผิดทางกฎหมายผู้ปกครองของผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความในคดีอาญา ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยยอด และกำลังพลดังกล่าวได้ถูกนำไปฝากขังไว้ที่เรือนจำ มณฑลทหารบกที่ 43 พร้อมกันนี้ได้ถูกพักราชการและงดการจ่ายเงินเดือนตั้งแต่เดือน มิถุนายน ปี 2561   กองทัพบกขอเรียนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคล ซึ่งหน่วยได้ดำเนินการลงโทษทางวินัยตามระเบียบของทางราชการแล้ว สำหรับความผิดในคดีอาญา ขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม    ทั้งนี้ หน่วยต้นสังกัดได้อำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย  

 5,584
สังคม-อาชญากรรม
23 ส.ค. 61

แม่ร้องกองปราบฯ ลูกชายวัย 7 ขวบ ถูกทหารล่วงละเมิดทางเพศ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

แม่เด็ก 7 ขวบ ร้องกองปราบฯ หลังถูกจ่าทหารล่วงละเมิดทางเพศบุตรชาย ที่บ้านพักในค่ายทหาร จังหวัดตรัง หลังก่อเหตุผู้ต้องหาพยายามเจรจาค่าเสียหายกว่า 3 แสนบาท เพื่อให้ยุติการเอาผิด ขณะที่ผู้เสียหายยืนยันดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด วันนี้ (23 ส.ค.) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้นำ แม่ของเด็กชาย วัย 7 ขวบ ที่ถูกทหารกระทำชำเรา เข้าร้องทุกข์กับ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ร่วมตรวจสอบคดีนี้ เนื่องจาก ผู้ต้องหาเป็นทหาร เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยแม่ของเด็กชาย ผู้เสียหาย มีอาชีพรับจ้างซักผ้า-รีดผ้า อยู่ในค่ายทหารแห่งหนึ่ง ใน อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ระบุว่าลูกชายวัย 7 ขวบ ถูกทหารยศจ่าสิบเอก ในค่ายดังกล่าว ล่วงละเมิดทางเพศ    เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนเกิดเหตุตนกำลังรีดผ้าอยู่ในบ้านพัก และทหารคนดังกล่าวได้นำผ้ามาให้รีดที่บ้านพัก จากนั้น ได้ขอตัวกลับ แต่มาทราบในภายหลังว่าได้เข้ามากระทำอนาจารโดยการล่วงละเมิดบุตรชายวัย 7 ขวบของตน   หลังจากทราบเรื่อง จึงพาบุตรชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ก่อนที่จะเดินทางไปแจ้งความ ไว้ที่ สภ.ห้วยยอด และภายหลังเกิดเหตุคู่กรณีได้ส่งคนกลางเข้ามาเจรจาเพื่อจะขอชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท แต่ตนไม่ขอรับ เพราะรับไม่ได้ที่บุตรชายถูกกระทำ และต้องการเอาผิดกับผู้ต้องหา จึงได้ย้ายออกมาจากค่ายทหาร ส่วนคดีความที่เกิดขึ้นได้ สอบถามกับทางพนักงานสอบสวนได้รับข้อมูลว่า ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการศาลทหารไปแล้ว    ทางด้านทนายรณรงค์ระบุว่า ผลตรวจสอบร่างกายของทางแพทย์ยืนยันว่าเด็กชายวัย 7 ขวบถูกล่วงละเมิดทางเพศ และมีหลักฐานเป็นคราบอสุจิของคู่กรณีอยู่ที่ทวารหนักของเด็ก สำหรับข้อหาที่ตำรวจ สภ.ห้วยยอด แจ้งกับผู้ต้องหาคือ กระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และวันนี้อยากจะขอให้ตำรวจกองปราบปราม ไปร่วมตรวจสอบสำนวนคดีเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นทหาร   (คลิป)  

 6,188
สังคม-อาชญากรรม
30 ก.ค. 61

พยานเล่าเหตุการณ์ในร้านเหล้า 'อ๊อฟ' ชักสีหน้าใส่หนุ่มมาจีบ 'น้องหญิง' - 'อัจฉริยะ' จ่อพาพ่อเหยื่อร้องกองปราบ

จากกรณี น้องหญิง อายุ 19 ปี เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ขณะเดินทางกลับบ้าน หลังไปเที่ยวสถานบันเทิงกับเพื่อนใน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดย อ๊อฟ ชายแปลกหน้าที่ขับรถไปส่งหญิงกลับบ้าน อ้างว่าผู้ตายกระโดดลงจากรถเทรลเลอร์ลงมาเองนั้น       ล่าสุดมีพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริง คือ นายเก่ง ช่างติดตั้งระบบไฟฟ้าของร้านเหล้าที่น้องหญิงกับเพื่อนไปเที่ยว ระบุว่า กลุ่มของน้องหญิง ทั้งหมด 4 คน ได้เดินเข้ามาในร้านแล้วนั่งดื่มเหล้าโต๊ะเดียวกับตน โดยหญิงและเป็ดนั่งบริเวณหัวโต๊ะ ข้างเป็ด คือท็อป ถัดไปคือ อ๊อฟ ตน และ ต๋อง ส่วนฝั่งตรงข้ามโต๊ะ คือ โก๊ะและกั๊ก เพื่อนของตน   นายเก่งเผยว่า น้องหญิงเป็นคนน่ารัก ผิวขาว จึงมีคนเข้าไปคุยด้วยเยอะ มีน้องคนหนึ่งชื่อนายโก๊ะ ชอบน้องหญิง จึงได้ขอเบอร์และเฟซบุ๊กตอนช่วงที่น้องหญิงเดินเข้าห้องน้ำ น้องหญิงก็ให้มาและพูดคุยดี ระหว่างที่นั่งดื่มอยู่ นายอ๊อฟแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจ คล้ายอาการหึงหวง    ตนมาทราบจากนายโก๊ะว่าก่อนทั้ง 4 คนจะกลับออกจากร้านไป น้องหญิงมาเข้าห้องน้ำ แล้วนายอ๊อฟตามมาชวนให้กลับ แต่ท่าทางของน้องหญิงดูเหมือนยังไม่อยากกลับ ซึ่งตอนที่กลุ่มของน้องหญิงขึ้นรถกลับไป ทุกคนต่างเดินขึ้นรถเองแบบไม่ได้มีอาการมึนเมา และขับรถออกไปตามปกติ   ขณะที่ครอบครัวของน้องหญิงได้เดินทางมาพบนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เพื่อขอความช่วยเหลือทางคดี ซึ่งพ่อของหญิง สงสัยว่าลูกสาวอาจถูกฆาตกรรมมากกว่าอุบัติเหตุ   โดยนายอัจฉริยะระบุว่า ผลชันสูตรพลิกศพของน้องหญิงไม่ตรงกับคำให้การของอ๊อฟที่อ้างว่าผู้ตายกระโดดลงมาจากรถเอง โดยตั้งข้อสงสัยว่าหากกระโดดลงมาจากรถเทรลเลอร์ขณะที่กำลังแล่นจริง น่าจะต้องมีรอยแผลมากกว่านี้ แต่จากผลตรวจศพพบมีรอยที่ศีรษะเพียงเล็กน้อย   สำหรับพฤติกรรมของอ๊อฟยังพบว่าเคยมีประวัติข่มขืนหญิงสาวบนรถ โดย “เป็ด” เป็นคนจัดหาผู้หญิงมาให้บริการทางเพศกับคนเหล่านี้ เรามีหลักฐานชัดเจน เรามั่นใจหลักฐานที่จะไปให้กองปราบปรามคลี่คลายคดีนี้ เพราะไม่มั่นใจการทำงานของตำรวจในพื้นที่                         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/v2UmZh4Ilew

 16,102
สังคม-อาชญากรรม
21 มิ.ย. 61

สมาพันธ์ทนายร้องกองปราบ เอาผิด ชุดตร.บุกจับ 'สุกิจ' ทำเกินเหตุ พร้อมเดินหน้าร้องหน่วยงานอื่น

สมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทย เดินทางร้องกองปราบเอาผิดเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทนายสุกิจ อ้างผิดทำร้ายร่างกายและกระทำเกินกว่าเหตุ ก่อนจะเตรียมเดินหน้าร้องทุกข์ ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป   นายวรกร พงศ์ธนากุล ประธานสมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนทนายกว่า 10 ราย เดินทางเข้ากล่าวโทษ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความตกเป็นผู้ต้องหาคดีบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ควบคุมชุดจับกุมในวันเกิดเหตุ จนบานปลายจนถึงขั้นต้องจับกดลงพื้นและใส่กุญแจมือนายสุกิต จนอ้างว่าต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากบาดเจ็บจากการโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามเข้าจับกุมดังกล่าวนั้น   โดยนายวรกร ระบุว่าการเดินทางมาในวันนี้เนื่องจากทางสมาพันธ์ฯ ได้รับการติดต่อจากนายสุกิจ ซึ่งยืนยันว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนายสุกิจต้องการดำเนินการเอาผิดข้าราชการตำรวจชุดจับกุม และจากการที่ทางสมาพันธ์ฯ ตรวจสอบคลิปในวันเกิดเหตุทั้งหมด พบว่านายสุกิจไม่ได้มีพฤติการหลบหนี และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมตัวได้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่หลายนายจับนายสุกิจลงพื้น จนทำให้นายสุกิจ ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกเคลื่อน  ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทางสมาพันธ์ฯ เห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดกว่าเหตุอันสมควร และยังเป็นการทำร้ายร่างกาย และการออกมากล่าวโทษในครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวเพราะนายสุกิจ ไม่ได้เป็นเพียงทนายความ แต่ยังเป็นประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ถูกเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ เพราะตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 29 วรรค 3 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมผู้ต้องหาโดยสามารถกระทำได้เพียงแค่เท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนี แต่ขณะเข้าจับกุมนายสุกิจ อยู่ในสถานีตำรวจ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย และยังมีสื่อมวลชนที่ร่วมสังเกตุการณ์จำนวนมาก ไม่สามารถหลบหนีได้ จึงเดินทางมากล่าวโทษ ในข้อหาทำร้ายร่างกาย และกระทำการเกินกว่าเหตุอันสมควร   นอกจากนี้ทางสมาพันธ์ฯ จะเดินหน้าร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น ปปช. ปปท. เพิ่มเติม เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดต่อชุดจับกุมต่อไป เบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้ทำการรับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษนี้ไว้ก่อนจะส่งเรื่องต่อให้กับ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 1,819
ปากท้องร้องทุกข์
01 มิ.ย. 61

สาวร้องกองปราบ ถูกผู้กอง สภ.ราชบุรี ทำร้ายร่างกายพยายามข่มขืน ผ่านมากว่า 1 เดือน คดีไม่คืบ

สาวราชบุรี ร้องกองปราบ หลังถูกตำรวจยศร้อยตำรวจเอก ทุบตี พยายามข่มขืน เกรงกลัวอิทธิพลข่มขู่ ข้อมูลทราบว่ามีตำรวจคนดังกล่าวเคยทำร้ายผู้หญิงมาแล้ว 3-4 ราย   ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นำสาวราชบุรี ผู้เสียหายจากการถูกนายตำรวจ ยศร.ต.อ. สังกัดสภ.เมืองราชบุรี ใช้กลอุบายหลอกลวงทุบตีจนบาดเจ็บสาหัส เพื่อพยายามข่มขืนทารุณกรรมทางเพศ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยดำเนินคดีและจับกุมนายตำรวจคนดังกล่าว เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพล    ผู้เสียหาย ระบุว่ารู้จักกับร้อยเวรนายนี้จากการแจ้งความดำเนินคดีในคดีหนึ่ง โดย 27 เมษายน 2561 ตำรวจนายนี้ได้เชิญตนเองมาที่สถานีตำรวจ โดยได้ใช้กลอุบายอ้างว่าจะให้คำแนะนำเกี่ยวคดีความ เมื่อมาถึงนายตำรวจคนดังกล่าวได้ข่มขู่ขอกุญแจรถ และทำร้ายร่างกาย ก่อนจะบังคับให้ตนเองไปนั่งฝั่งข้างคนขับ แล้วขับรถไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เพื่อหวังจะข่มขืน และ มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว กระทั่งมีพนักงานโรงแรมเข้ามาช่วยเหลือ ตนเองจึงไปแจ้งความที่ สภอ.ราชบุรี แต่ผ่านมากว่า 1 เดือนคดีไม่มีความคืบหน้า และตนเองก็ถูกตำรวจยศร้อยตำรวจเอกคนดังกล่าวข่มขู่ ให้ถอดแจ้งความ    วันนี้ตนเองจึงเข้ามาร้องเรียนที่กองปราบ เพื่อขอความเป็นธรรม นอกจากนี้ตนเองทราบว่า ร.ต.อ.คนดังกล่าวมีประวัติเคยทำร้ายผู้หญิงได้รับบาดเจ็บคล้ายตนเอง 3-4 ราย ซึ่งคิดว่าตนเองเป็นรายล่าสุด และอยากให้คดีนี้เป็นตัวอย่างของสังคมต่อไป    ขณะที่ทนายรณณรงค์ ระบุว่า อาการล่าสุดของผู้เสียหายรายนี้ บริเวณศรีษะด้านซ้ายมีรอยช้ำ และ แก้วหูได้รับการกระทบกระเทือนไม่สามารถใช้การได้ จากการตรวจสอบร้อยตำรวจเอกคนดังกล่าวยังคงทำงานตามปกริในสภอ.ราชบุรี อยู่ซึ่งไม่ได้รับโทษแต่อย่างใด ตนเองเกรงว่าตำรวจรายนี้จะเข้ามายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และ ข่มขู่พยาน พร้อมเกรงว่าผู้เสียหายจะไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยวันนี้ได้เดินทางมาขอคุ้มครองพยานด้วย  

 3,987

Top