ค้นหา :

ผลการค้นหา "ร้องกองปราบ"

สังคม
03 ก.พ. 63

เหยื่อร้องกองปราบ ถูกร้านนาฬิกาดังตุ๋น เชิด 10 ล้าน

ผู้เสียหายถูกหลอกซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดัง ร้องกองปราบ หลังถูกเชิดเงินหนี เสียหาย10 ล้านบาท นายธีระจิตต์ (สงวนนามกุล) นายวัฒนา (สงวนนามสกุล) พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหนึ่ง เข้าร้องเรียนกับกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายเอ เจ้าของร้านซื้อขายนาฬิกาแบรนด์ดัง ห้างสรรพสินค้าย่านศรีนครินทร์ หลังซื้อขายแต่กลับไม่ได้นาฬิกา และไม่ได้เงินมัดจำคืน โดยมีผู้เสียหายกว่า20คน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท    นายธีระจิตต์ เปิดเผยว่า ได้นำนาฬิกา ยี่ห้อปาเตะ โลเล็กซ์ และริชาร์ดมิลด์ รวม 6-7เรือน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ไปฝากขายกับนายเอเจ้าของร้าน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา โดยมีเงือนไขให้นายเอนำไปขายต่อทำกำไรเอง จากนั้นก็ทราบว่ามีการขายนาฬิกาให้ แต่เมื่อถึงเวลากลับบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมนำเงินที่ขายนาฬิกามาให้ ตนเองจึงเข้าไปขอนาฬิกาคืนแต่ก็ไม่ได้ จึงขอเรือนอื่นเป็นการชดเชย โดยล่าสุดมีการนัดหมายที่จะคืนเงินในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งตอนท้ายค้างอยู่ 3-4แสน    ในขณะที่นายวัฒนา ผู้เสียหายอีกคนเปิดเผยว่า รู้จักร้านขายนาฬิกาดังกล่าวทางโซเชียลมิเดีย และมีหน้าร้านด้วย จึงมองว่ามีความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีบุคคลที่มีชื่อเสียง และดารา เข้าเป็นลูกค้ายิ่งทำให้น่าเชื่อถือ ตนเองจึงเข้าไปซื้อนาฬิกาพร้อมกับวางมัดจำ แต่เมื่อถึงเวลากลับไม่ได้ของ และไม่ได้เงินมัดจำคืน จากการสอบถามทราบว่ามีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันกว่า20คน มูลค่ากล่า10ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้มีการไปแจ้งความไว้ที่ สน.ประเวศ แต่คดีไม่คืบหน้าจึงเดินทางมาแจ้งความที่กองปราบ          ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/inrQktTVFD4

 4,501
สังคม
08 ม.ค. 63

3 สาวร้องกองปราบฯ หลังหลงอุบายหลอกให้รักแล้วเชิดเงินหนีโดยชายคนเดียวกัน

หญิงผู้เสียหาย 3 คน เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยติดตามจับกุมนายภัควรรธ์ วัฒนานนท์ ที่หลอกลวงต้มตุ๋น หลอกเอาเงินและทรัพย์สิน โดยการเข้ามาจีบทางเฟซบุ๊ก จนไว้ใจและถึงขั้นขอแต่งงาน ซึ่งมีเหยื่อ 1 ในนั้น ที่หลงเชื่อแต่งงานอยู่กินด้วยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วมีผู้เสียหายทั้งหมด 4 คน       โดยนางสาวบี หนึ่งในผู้เสียหายระบุว่า พฤติการณ์ของนายภัควรรธ์ จะอ้างว่านักเรียนนอก เป็นนักธุรกิจ อยู่ในแวดวงไฮโซ แถมยังเป็นเซียนพระชื่อดัง มีการจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ อีกทั้งแม่ของนายภัควรรธ์ก็รู้เห็นเป็นใจร่วมเล่นละครตบตาด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายตกหลุมพรางเชื่อใจก็จะหลอกให้ผ่อนรถยนต์ รถบิ๊กไบค์ โดยให้เป็นชื่อของผู้เสียหาย แต่ฝ่ายชายก็ไม่ได้ผ่อน ทิ้งภาระให้ฝ่ายหญิงต้องผ่อนแทน มีการนำทรัพย์สินของผู้เสียหายไปแล้วไม่คืน ขอเงินฝ่ายหญิงใช้ไปวันๆ       เมื่อเห็นว่าฝ่ายหญิงเริ่มหมดประโยขน์ หรือเริ่มรู้ทันก็จะเลิกราหนีหายไปดื้อๆ รวมแล้วสร้างหนี้สิน และได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้ง 4 คน ไปเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้าน 7 แสนบาท ซึ่งในปี 2562 หลอกผู้เสียหายได้ถึง 4 คน ต่อมามีหญิงผู้เสียหายไปแจ้งความเอาผิดนายภัควรรธ์ จนถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ยังคงอัพโปรไฟล์อยู่ในโลกโซเชียลเหมือนเดิม จึงมาร้องกองปราบปราบเพื่อช่วยติดตามจับกุม เพื่อถ้าปล่อยไว้อาจมีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก       น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 29 ปี ผู้เสียหายอีกรายเปิดเผยว่า นายภัควรรธน์ได้เข้ามาขอรู้จักกับตนผ่านทางโปรแกรมหาคู่ของเฟซบุ๊ก ตอนแรกอ้างตัวว่าเป็นนักธุรกิจฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัข และช่างภาพอิสระ มีฐานะดี ตนเห็นว่านายภัควรรธน์มีบุคลิกดี ดูน่าเชื่อถือ ประกอบกับพูดจาดี ทำให้หลงเชื่อใจและคบหากันได้ประมาณ 3 เดือน       น.ส.เอ กล่าวต่อว่า จากนั้น นายภัควรรธน์ได้ให้แม่มาสู่ขอแต่งงาน โดยบอกว่าเรื่องเงินสินสอดไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงวันงานแต่งจริง กลับบอกว่าไม่ได้เตรียมเงินสินสอดมา เพราะติดปัญหาบางอย่าง พร้อมกับให้ตนออกค่าใช้จ่ายไปก่อนจำนวน 3 แสนบาท และยังให้ผ่อนรถ อ้างว่าจะคืนให้ภายหลัง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เงินคืน       ทั้งนี้ผู้เสียหายมีการร่วมกันตั้งเงินรางวัลนำจับนายภัควรรธ์ เป็นเงิน 2 หมื่นบาท เพราะพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นภัยต่อสังคมและสำหรับมูลค่าความเสียหายของทั้งผู้เสียหายทั้ง 4 หากนับเป็นเงินสดมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึงภาระหนี้สิ้นที่ถูกทิ้งไว้กับบางรายที่สูงนับล้านบาท       สำหรับตัวนายภัควรรธน์ เคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ในคดีฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิ เมื่อปี 2556 นายภัควรรธน์ ยังได้แอบอ้างตัวเป็นนายแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ทำทีตีสนิทหญิงสาวคนหนึ่ง แล้วขอยืมรถยนต์จากผู้เสียหายก่อนจะเชิดรถหนีไป เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่       นอกจากนี้ยังเคยแอบอ้างเป็นนายทหารยศร้อยโท หลอกลวงผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง โดยทำทีว่ามีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชาย จากนั้นขอหยิบยืมเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวน 40,000 บาทก่อนหลบหนีไป    ชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/9m7Ill9BUXQ

 1,307
สังคม
07 ม.ค. 63

สาวร้องกองปราบ เร่งล่าตัวหนุ่มหลอกให้รักเชิดเงินแสน-สร้างหนี้ ก่อนหนีลอยนวล พบประวัติเคยก่อเหตุเมื่อปี 57

ผู้เสียหายสาว 3 ราย เดินทางร้องกองปราบ หลังถูกนายภัควรรธน์ วัฒนานนท์ หรือ หนึ่ง หลอกให้รักและหลอกยืมเงิน รวมถึงบางรายถึงขั้น แต่งงาน เสียหายนับล้านบาท ตรวจประวัติพบเคยถูกจับกุมคดีลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2557    หญิงผู้เสียหาย 3 คน เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยติดตามจับกุม นายภัควรรธ์ วัฒนานนท์ ที่หลอกลวงต้มตุ๋น หลอกเอาเงินและทรัพย์สิน โดยการเข้ามาจีบทางเฟซบุ๊ก    ผู้เสียหาย ระบุว่า ถูกนายภัควรรธ์ เข้ามาจีบทางเฟซบุ๊ก  จนไว้ใจและมีใจให้ จนถึงขั้นขอแต่งงาน ซึ่งมีเหยื่อ 1 ในนั้น ที่หลงเชื่อแต่งงานอยู่กินกับนายภัควรรธ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีผู้เสียหายทั้งหมด 4 คน    โดยนางสาวบี หนึ่งในผู้เสียหายระบุว่า พฤติการณ์ของนายภัควรรธ์ จะอ้างว่านักเรียนนอก เป็นนักธุรกิจ อยู่ในแวดวงไฮโซ แถมยังเป็นเซียนพระชื่อดัง มีการจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ แถมแม่ของนายภัควรรธ์ ก็รู้เห็นเป็นใจร่วมเล่นละครตบตาด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายตกหลุมพรางเชื่อใจก็จะหลอกให้ผ่อนรถยนต์ รถบิ๊กไบค์ โดยให้เป็นชื่อของผู้เสียหาย แต่นายภัควรรธ์ ก็ไม่ได้ผ่อน ทิ้งภาระให้ฝ่ายหญิงต้องผ่อนแทน มีการนำทรัพย์สินของผู้เสียหายแล้วไม่คืน ขอเงินฝ่ายหญิงใช้ไปวัน ๆ เมื่อเห็นว่าฝ่ายหญิงเริ่มหมดประโยขน์ หรือ เริ่มรู้ทัน ก็จะเลิกราหนีหายไปดื้อ ๆ รวมแล้วสร้างหนี้สิน และได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้ง 4 คน ไปเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้าน 7 แสนบาท ซึ่งในปี 2562 หลอกผู้เสียหายได้ถึง 4 คน   ต่อมามีหญิงผู้เสียหายไปแจ้งความเอาผิดนายภัควรรธ์ จนถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ แต่คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า นายภัควรรธ์ ยังอัพโปรไฟล์อยู่ในโลกโซเชียลเหมือนเดิม จึงมาร้องกองปราบปราบ เพื่อช่วยติดตามจับกุม ถ้าปล่อยไว้อาจมีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อเพิ่มอีก    ซึ่งผู้เสียหายทั้ง 4 คน ได้ร่วมกันตั้งเงินรางวัลนำจับนายภัควรรธ์ เป็นเงิน 2 หมื่นบาท และสำหรับมูลค่าความเสียหายของผู้เสียหายทั้ง 4 คน หากนับเป็นเงินสดมีมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมถึงภาระหนี้สิ้นที่ถูกทิ้งไว้กับบางรายที่สูงนับล้านบาท    สำหรับตัวนายภัควรรธน์ เคยถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ในคดีฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และใช้ยศโดยไม่มีสิทธิ เมื่อปี 2556 นายภัควรรธน์ ยังได้แอบอ้างตัวเป็นนายแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช ทำทีตีสนิทหญิงสาวคนหนึ่ง แล้วขอยืมรถยนต์จากผู้เสียหายก่อนจะเชิดรถหนีไป เหตุเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ 

 2,165
สังคม-อาชญากรรม
04 ม.ค. 63

ลูกชายผู้จัดการธนาคาร ถูกยิงกลางวงฉลองปีใหม่ ร้องกองปราบตรวจสำนวนใหม่ เชื่อขัดแย้งที่ดิน ไม่ใช่ชนแก้ว

จากรณีที่เกิดเหตุการณ์ยิงผู้จัดการธนาคาร กลางงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ จนเสียชีวิต ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้ และให้การรับสาภาพว่าแค้นเพราะถูกผู้ตายดูถูก ขอชนแก้วแต่ไม่แล้วไม่ยอมชนแก้ว จึงลงมือก่อเหตุ   ล่าสุดวานนี้ (3 ม.ค. 63 ) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาลูกชายของผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ถูกคนร้ายยิงในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ จนเสียชีวิต ที่จังหวัดกระบี่ มาร้องทุกข์กองปราบปรามให้ดำเนินการตรวจสำนวนใหม่ เพราะเชื่อว่าการเสียชีวิตของพ่อ มาจากปมขัดเเย้งเรื่องที่ดิน และมีผู้อยู่เบื้องหลัง    ลูกชายของผู้จัดการธนาคาร เปิดเผยว่า แม้ผู้ต้องหาจะถูกจับกุม และดำเนินคดีในข้อฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา / พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ / มีอาวุธปืนไว้ในครอบครัวโดยผิดกฎหมาย และถูกคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้ว แต่ตนไม่ปักใจเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหา ที่สารภาพว่าก่อเหตุเพราะโมโหที่ผู้ตายไม่ชนแก้วด้วย และหลังเกิดเหตุมือปืนได้วิ่งกลับไปเอาปืนมายิงพ่อตนเอง และวิ่งไปหากำนันในพื้นที่ เพื่อให้ไปมอบตัว    ทั้งนี้เชื่อว่า สาเหตุมาจากปมที่ดิน จำนวน 18 ไร่ ที่จังหวัดกระบี่ ที่พ่อตนซื้อมาจากลูกพี่ลูกน้องในราคา 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่ นส.3 โดยตนทราบมาว่ากำนันคนที่ถูกกล่าวอ้าง ต้องการที่ดังกล่าวมานาน เพราะอยู่ติดกับที่ของกำนัน แต่เจ้าของที่เดิมไม่ขายให้ จึงร้องขอให้พ่อตนขายให้   กระทั่งเมื่อ 6 เดือนก่อนเกิดเหตุ พ่อของตนจะดำเนินการขอออกโฉนด ซึ่งจะต้องมีการรับรองจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ และในตอนนั้น กำนันได้มีการเรียกขอเงินจำนวนหนึ่งจากพ่อของตนเอง เพื่อการช่วยเหลือในการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งตนได้แอบอัดคลิปมามอบเป็นหลักฐาน    โดยการเข้ามาร้องทุกข์ในวันนี้อยากให้กองปราบดำเนินการตรวจสำนวนใหม่ เพราะเชื่อว่าการเสียชีวิตของพ่อมาจากปมขัดเเย้งเรื่องที่ดิน และมีผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่าแค่มือปืน       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/PIkD31AjjJ4

 3,128
สังคม
04 ม.ค. 63

ลูกชายผู้จัดการธนาคาร ถูกยิงกลางวงฉลองปีใหม่ ร้องกองปราบตรวจสำนวนใหม่ เชื่อขัดแย้งที่ดิน ไม่ใช่ชนแก้ว

จากรณีที่เกิดเหตุการณ์ยิงผู้จัดการธนาคาร กลางงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ จนเสียชีวิต ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้ และให้การรับสาภาพว่าแค้นเพราะถูกผู้ตายดูถูก ขอชนแก้วแต่ไม่แล้วไม่ยอมชนแก้ว จึงลงมือก่อเหตุ   ล่าสุดวานนี้ (3 ม.ค. 63 ) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาลูกชายของผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ถูกคนร้ายยิงในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ จนเสียชีวิต ที่จังหวัดกระบี่ มาร้องทุกข์กองปราบปรามให้ดำเนินการตรวจสำนวนใหม่ เพราะเชื่อว่าการเสียชีวิตของพ่อ มาจากปมขัดเเย้งเรื่องที่ดิน และมีผู้อยู่เบื้องหลัง    ลูกชายของผู้จัดการธนาคาร เปิดเผยว่า แม้ผู้ต้องหาจะถูกจับกุม และดำเนินคดีในข้อฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา / พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ / มีอาวุธปืนไว้ในครอบครัวโดยผิดกฎหมาย และถูกคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพแล้ว แต่ตนไม่ปักใจเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหา ที่สารภาพว่าก่อเหตุเพราะโมโหที่ผู้ตายไม่ชนแก้วด้วย และหลังเกิดเหตุมือปืนได้วิ่งกลับไปเอาปืนมายิงพ่อตนเอง และวิ่งไปหากำนันในพื้นที่ เพื่อให้ไปมอบตัว    ทั้งนี้เชื่อว่า สาเหตุมาจากปมที่ดิน จำนวน 18 ไร่ ที่จังหวัดกระบี่ ที่พ่อตนซื้อมาจากลูกพี่ลูกน้องในราคา 8 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่ นส.3 โดยตนทราบมาว่ากำนันคนที่ถูกกล่าวอ้าง ต้องการที่ดังกล่าวมานาน เพราะอยู่ติดกับที่ของกำนัน แต่เจ้าของที่เดิมไม่ขายให้ จึงร้องขอให้พ่อตนขายให้   กระทั่งเมื่อ 6 เดือนก่อนเกิดเหตุ พ่อของตนจะดำเนินการขอออกโฉนด ซึ่งจะต้องมีการรับรองจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ และในตอนนั้น กำนันได้มีการเรียกขอเงินจำนวนหนึ่งจากพ่อของตนเอง เพื่อการช่วยเหลือในการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งตนได้แอบอัดคลิปมามอบเป็นหลักฐาน    โดยการเข้ามาร้องทุกข์ในวันนี้อยากให้กองปราบดำเนินการตรวจสำนวนใหม่ เพราะเชื่อว่าการเสียชีวิตของพ่อมาจากปมขัดเเย้งเรื่องที่ดิน และมีผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่าแค่มือปืน       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/PIkD31AjjJ4

 3,128
สังคม-อาชญากรรม
28 พ.ย. 62

พ่อค้าไก่ย่างร้องกองปราบ ถูกจับเป็นแพะ ติดคุกฟรีคดีฉกเพชร 15 ล้าน

นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 50 ปี พ่อค้าไก่ย่าง พร้อมด้วยภรรยาและทนายความ เข้าร้องกองปราบ เพื่อแจ้งความเอาผิด บริษัทกาแล็คซี่ ไดมอนด์จำกัด น.ส.บุญญรัตน์ รัศมีสุขานนท์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเสาธง ในข้อหา แจ้งความเท็จจนได้รับโทษทางคดีอาญา และเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   หลังจากที่ นายพิสิษฐ์ ถูกกล่าวหาว่า เป็นคนร้ายวิ่งราวเพชรมูลค่า 15.8 ล้านบาท จนต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำเป็นกว่าร่วม 7 เดือน 10 วัน ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกฟ้อง โดยนำหลักฐานเป็นเอกสารคำตัดสินในคดีดังกล่าวของศาลมามอบให้กับพนักงานสอบสวนพิจารณา   นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ก.พ. 2560 ตนเองถูกตำรวจ สน.บางเสาธง จับกุมตัวที่บ้านพัก โดยอ้างว่า ตนเองเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีวิ่งราวเพชรมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 ซึ่งมี บริษัทกาแล็คซี่ น.ส.บุญญรัตน์ เป็นผู้แจ้งความไว้ ก่อนที่ตำรวจชุดดังกล่าว จะพาตนไปที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งที่ จ.นครพนม แล้วใช้กำลังทำร้ายร่างกาย บังคับให้ตนยอมรับสารภาพและบอกที่ซ่อนเพชร แต่ด้วยความที่ตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวจึงได้ตอบปฏิเสธกลับไป   ตำรวจชุดดังกล่าว ได้นำตนส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวน สน.บางเสาธง ทำการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการตามกฎหมาย จนกระทั่งตนต้องถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำนาน 7 เดือน 10 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว   ต่อมาตน นำเรื่องเข้าร้องเรียนยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ช่วยเหลือทางคดี จนมีการสืบหาพยานหลักฐานมาหักล้างและยืนยันว่าตนเป็นแพะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อปี 2561 ศาลมีคำสั่งยกฟ้องและเป็นอันสิ้นสุดทางคดี นอกจากนี้ตนยังแปลกใจว่า ภายหลังสิ้นสุดคดีทำไมทางบริษัทเจ้าของเพชร ถึงไม่ได้สนใจที่จะตามหาตัวคนร้ายตัวจริง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ต้องเป็นแพะทางคดีได้รับความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก   โดนสังคมตราหน้าว่าเป็นขี้คุก ลูกโดนเพื่อนล้อ ทั้งยังกลายเป็นหนี้สินกว่า 6 แสนบาท ที่ผ่านมามีเพียงเงินเยียวยาช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม 1 แสนบาท ส่วนคู่กรณีที่กล่าวหานั้น ไม่มีแม้แต่จะมาสนใจหรือคำขอโทษ ในวันนี้ตนจึงได้ตัดสินใจมายังกองปราบเพื่อนแจ้งความเอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ตนต้องกลายเป็นแพะทั้งที่ตนไม่ได้ทำความผิด   ด้านพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องทำการสอบปากคำนายพิสิษฐ์ เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐาน ก่อนจะส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8U_6-f6Tjo8

 1,534
สังคม
28 พ.ย. 62

พ่อค้าไก่ย่างร้องกองปราบ ถูกจับเป็นแพะ ติดคุกฟรีคดีฉกเพชร 15 ล้าน

นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 50 ปี พ่อค้าไก่ย่าง พร้อมด้วยภรรยาและทนายความ เข้าร้องกองปราบ เพื่อแจ้งความเอาผิด บริษัทกาแล็คซี่ ไดมอนด์จำกัด น.ส.บุญญรัตน์ รัศมีสุขานนท์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเสาธง ในข้อหา แจ้งความเท็จจนได้รับโทษทางคดีอาญา และเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ   หลังจากที่ นายพิสิษฐ์ ถูกกล่าวหาว่า เป็นคนร้ายวิ่งราวเพชรมูลค่า 15.8 ล้านบาท จนต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำเป็นกว่าร่วม 7 เดือน 10 วัน ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกฟ้อง โดยนำหลักฐานเป็นเอกสารคำตัดสินในคดีดังกล่าวของศาลมามอบให้กับพนักงานสอบสวนพิจารณา   นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ก.พ. 2560 ตนเองถูกตำรวจ สน.บางเสาธง จับกุมตัวที่บ้านพัก โดยอ้างว่า ตนเองเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีวิ่งราวเพชรมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 ซึ่งมี บริษัทกาแล็คซี่ น.ส.บุญญรัตน์ เป็นผู้แจ้งความไว้ ก่อนที่ตำรวจชุดดังกล่าว จะพาตนไปที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งที่ จ.นครพนม แล้วใช้กำลังทำร้ายร่างกาย บังคับให้ตนยอมรับสารภาพและบอกที่ซ่อนเพชร แต่ด้วยความที่ตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวจึงได้ตอบปฏิเสธกลับไป   ตำรวจชุดดังกล่าว ได้นำตนส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวน สน.บางเสาธง ทำการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการตามกฎหมาย จนกระทั่งตนต้องถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำนาน 7 เดือน 10 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว   ต่อมาตน นำเรื่องเข้าร้องเรียนยังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ช่วยเหลือทางคดี จนมีการสืบหาพยานหลักฐานมาหักล้างและยืนยันว่าตนเป็นแพะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อปี 2561 ศาลมีคำสั่งยกฟ้องและเป็นอันสิ้นสุดทางคดี นอกจากนี้ตนยังแปลกใจว่า ภายหลังสิ้นสุดคดีทำไมทางบริษัทเจ้าของเพชร ถึงไม่ได้สนใจที่จะตามหาตัวคนร้ายตัวจริง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ต้องเป็นแพะทางคดีได้รับความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก   โดนสังคมตราหน้าว่าเป็นขี้คุก ลูกโดนเพื่อนล้อ ทั้งยังกลายเป็นหนี้สินกว่า 6 แสนบาท ที่ผ่านมามีเพียงเงินเยียวยาช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม 1 แสนบาท ส่วนคู่กรณีที่กล่าวหานั้น ไม่มีแม้แต่จะมาสนใจหรือคำขอโทษ ในวันนี้ตนจึงได้ตัดสินใจมายังกองปราบเพื่อนแจ้งความเอาผิดกับบุคคลเหล่านี้ที่ทำให้ตนต้องกลายเป็นแพะทั้งที่ตนไม่ได้ทำความผิด   ด้านพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องทำการสอบปากคำนายพิสิษฐ์ เพื่อนำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐาน ก่อนจะส่งต่อให้กับผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8U_6-f6Tjo8

 1,534
สังคม
16 พ.ย. 62

บ่าว-สาวป้ายแดง ร้องกองปราบถูกบริษัทออแกไนซ์แสบ จ่ายเงินแล้วกลับเบี้ยวงานดื้อๆ พบมีผู้เสียหายกว่า 50 คู่

วันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา คู่บ่าว-สาวป้ายแดง แห่แจ้งจับบริษัทออแกไนซ์ รับจัดงานแต่ง พบมีผู้เสียหายกว่า 50 คู่ จ่ายเงินไปแล้ว แต่กลับไม่มาจัดงานให้ บางรายจัดงานไม่ตรงตามที่คุยกันไว้   โดยคู่บ่าว-สาวทั้งหมด เข้าแจ้งความกองปราบปราม ระบุว่า รู้จักบริษัทรับจัดงานแต่งงาน ผ่านเพจในเฟสบุ๊ก และงานเวดดิ้งแฟร์ ในโรงแรมแห่งหนึ่ง และเคยไปดูการจัดงานให้คู่บ่าวสาวรายอื่น ซึ่งงานก็ออกมาดูดีและน่าเชื่อถือ อีกทั้งให้ข้อเสนอที่พึงพอใจ จึงตัดสินใจว่าจ้างจัดงานแต่ง พร้อมจ่ายเงินมัดจำ แต่พอถึงเวลากลับทิ้งไปดื้อ ๆ ส่วนบางรายจัดงานให้ไม่ตรงตามสเป็คที่ตกลงไว้   ผู้เสียหายรายหนึ่ง ที่ถูกเบี้ยวจัดงานแต่ง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กล่าวว่า ทั้งที่ได้ตกลงเลือกรูปแบบเเพคเก็จ และส่งตัวอย่างการตกแต่งมุมต่าง ๆ ในงานมาให้ และจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้า แต่พอถึงวันจริง กลับไม่มีการจัดงานใด ๆ จนใกล้ถึงเวลางานก็ยังติดต่อบริษัทไม่ได้  โชคดีที่ทางโรงแรม สถานที่จัดงาน ได้ช่วยแก้ปัญหา นำอุปกรณ์ของทางโรงแรม รวมทั้งซุ้มดอกไม้ มาช่วยประดับตกแต่งภายในงาน ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง และเสร็จก่อนงานจะเริ่ม และมาทราบภายหลังว่า มีหลายคู่แต่งงานที่ถูกเบี้ยวงานแบบเดียวกันนี้ บางรายมีการจัดงานไม่ตรงตามสเป็คที่ตกลงกันไว้ โดยทางบริษัทยังไม่ยอมคืนเงินให้ผู้เสียหาย     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/59g-1EWhpDU

 1,954
สรุปข่าว
15 พ.ย. 62

เพลิงไหม้โรงแรมมณเฑียร- อดีตภรรยา พล.ต.ต. นำหลักฐานร้องกองปราบฯ - บ่าวสาว 50 คู่แจ้งความถูกบริษัทฯเวดดิ้งทิ้งงาน

ไฟไหม้ รร.มณเฑียร ถ.สุรวงศ์   เกิดเหตุเพลิงไหม้ รร.มณเฑียร ถ.สุรวงศ์ เขตบางรัก เบื้องต้นพบแสงเพลิง และประกายไฟบริเวณชั้น 6 และลุกลามไปยังชั้น 7 ซึ้งกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำ ล่าสุดสามารถระงับเพลิงเอาไว้ได้แล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนระดมฉีดน้ำไม่ให้เพลิงปะทุ โดยเจ้าหน้าที่กำลังอพยบผู้คน เนื่องจากมีกลุ่มควันเป็นจำนวนมาก   อดีตภรรยา พล.ต.ต. นำหลักฐานร้องกองปราบฯ   อดีต ภรรยา พล.ต.ต. ที่ก่อเหตุกราดยิงในห้องพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดจันทบุรี นำเอกสารหลักฐานร้องเรียนกับกองปราบปราม โดยยืนยันว่าที่ดิน จำนวน 1800 ไร่ เป็นที่ธรณีสงค์ ไม่ใช่ที่ดินของมูลนิธิ หรือของคู่กรณี   บ่าวสาว ร้องกองปราบ ถูกบริษัทเวดดิ้งชิ่งงาน   คู่บ่าวสาวจำนวนกว่า 50 คู่ เข้าร้องเรียน 3 บริษัทที่รับจัดงานแต่งงาน บางรายจ่ายเงินแล้ว แต่ไม่มาจัดงานตามที่กำหนด ขณะที่บางรายมาจัดงานแต่ก็ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ พฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อโกง เกรงว่าบ่าวสาวคู่อื่นจะตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติม

 4,601
สังคม-อาชญากรรม
11 ต.ค. 62

เมียหนุ่มใหญ่วิศวกร ร้องกองปราบ เอาผิดหมอรพ.ดัง วินิจฉัยโรคผิด เป็นเหตุให้สามีเสียชีวิต

ครอบครัวหนุ่มใหญ่วิศวกร บริษัทอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง ร้องกองปราบปรามเอาผิดโรงพยาบาลดังย่านประชาชื่น หลังวินิจฉัยโรคผิด ทำให้เสียชีวิต   วันที่ 11 ต.ค. ภรรยาและลูกชายวัย 13 ปี ของนายศุภชัย อธิภาคย์ อายุ 45 ปี อดีตวิศกรไฟฟ้า ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายอิเล็คทรอนิกส์ของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ แห่งหนึ่ง พร้อมทนายความเดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้เอาผิดกับแพทย์หญิงโรงพยาบาลย่านประชาชื่น ข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย    จากกรณีเมื่อประมาณ 22 นาฬิกา วันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ภรรยาได้ขับรถพาผู้ตาย ไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย แขนขาอ่อนแรง แต่รู้สึกตัวดี โดยได้เข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล ซึ่งมีแพทย์หญิงคนหนึ่งเป็นผู้ทำการตรวจวินิจฉัยโรค ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนระบุว่า ผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการแน่นหน้าอก   โดยเป็นอาการป่วยเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร จึงรักษาด้วยการฉีดยาและอนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้าน จากนั้นประมาณเที่ยงคืน นายศุภชัย ได้เกิดอาการชักเกร็ง ตาเหลือก น้ำลายฟูมปาก ก่อนที่จะเสียชีวิต และทางครอบครัวได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ ทำให้ครอบครัว เชื่อว่าการเสียชีวิตของสามีครั้งนี้ เกิดจากความผิดพลาดของแพทย์ในการวินิจฉัยโรค   ภรรยาผู้ตายกล่าวทั้งน้ำตา ว่าตั้งแต่สามีเสียชีวิต ไม่เคยได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลเพื่อแสดงความรับผิดต่อกรณีที่เกิดขึ้น และการสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากสามีเป็นเสาหลักครอบครัว ดูแลตัวเอง ที่เป็นแม่บ้าน, ลูกชายวัย 13 ปี, รวมทั้งพ่อ-แม่ อายุกว่า 70 ปี ซึ่งมีอาการป่วยต้องพบแพทย์อยู่เป็นประจำ     ขอบคุณภาพ : เพจ วรกร ทนายวรกร พงศ์ธนากุล  

 27,306
สังคม
11 ต.ค. 62

เมียหนุ่มใหญ่วิศวกร ร้องกองปราบ เอาผิดหมอรพ.ดัง วินิจฉัยโรคผิด เป็นเหตุให้สามีเสียชีวิต

ครอบครัวหนุ่มใหญ่วิศวกร บริษัทอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง ร้องกองปราบปรามเอาผิดโรงพยาบาลดังย่านประชาชื่น หลังวินิจฉัยโรคผิด ทำให้เสียชีวิต   วันที่ 11 ต.ค. ภรรยาและลูกชายวัย 13 ปี ของนายศุภชัย อธิภาคย์ อายุ 45 ปี อดีตวิศกรไฟฟ้า ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายอิเล็คทรอนิกส์ของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ แห่งหนึ่ง พร้อมทนายความเดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้เอาผิดกับแพทย์หญิงโรงพยาบาลย่านประชาชื่น ข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย    จากกรณีเมื่อประมาณ 22 นาฬิกา วันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ภรรยาได้ขับรถพาผู้ตาย ไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้าย แขนขาอ่อนแรง แต่รู้สึกตัวดี โดยได้เข้ารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล ซึ่งมีแพทย์หญิงคนหนึ่งเป็นผู้ทำการตรวจวินิจฉัยโรค ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนระบุว่า ผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เกิดการแน่นหน้าอก   โดยเป็นอาการป่วยเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร จึงรักษาด้วยการฉีดยาและอนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวต่อที่บ้าน จากนั้นประมาณเที่ยงคืน นายศุภชัย ได้เกิดอาการชักเกร็ง ตาเหลือก น้ำลายฟูมปาก ก่อนที่จะเสียชีวิต และทางครอบครัวได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ ทำให้ครอบครัว เชื่อว่าการเสียชีวิตของสามีครั้งนี้ เกิดจากความผิดพลาดของแพทย์ในการวินิจฉัยโรค   ภรรยาผู้ตายกล่าวทั้งน้ำตา ว่าตั้งแต่สามีเสียชีวิต ไม่เคยได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลเพื่อแสดงความรับผิดต่อกรณีที่เกิดขึ้น และการสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากสามีเป็นเสาหลักครอบครัว ดูแลตัวเอง ที่เป็นแม่บ้าน, ลูกชายวัย 13 ปี, รวมทั้งพ่อ-แม่ อายุกว่า 70 ปี ซึ่งมีอาการป่วยต้องพบแพทย์อยู่เป็นประจำ     ขอบคุณภาพ : เพจ วรกร ทนายวรกร พงศ์ธนากุล  

 27,306
สังคม-อาชญากรรม
13 ก.ย. 62

'อดีตพีอาร์สาว' ร้องกองปราบถูกแฟนเก่าผลักตกตึกจนพิการ ซ้ำบอกคนอื่นตกเอง ทำหมดสิทธิรับเงินช่วยเหลือ

อดีตพีอาร์ไนท์คลับพัทยา ร้องกองปราบปรามขอรื้อคดี หลังถูกอดีตแฟนหนุ่มทำร้ายร่างกายจนพลัดตกตึก 5 ชั้น กลายเป็นคนพิการ โดยก่อนหน้าอดีตแฟนหนุ่มชาวฝรั่งเศสแจ้งความตนเองพลัดตกเอง ทำให้ไม่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม   (13 ก.ย. 62) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นำนางสาวสุณิสา เชิดสกุล อดีตพีอาร์ไนท์คลับแห่งหนึ่งในจังหวัดพัทยา พร้อม นางสาวณัฐชยา เชิดสกุล พี่สาว นำหลักฐานใบแจ้งความ ภาพถ่ายขณะที่เข้าพักรักษาอาการบาดเจ็บ มาร้องพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ช่วยรื้อคดีที่ถูกอดีตแฟนชาวฝรั่งเศสทำร้ายร่างกายผลักตกคอนโด 5 ชั้น จนทำให้ร่างกายพิการ ที่เคยแจ้งความไว้ในพื้นที่ สภ.เมืองพัทยา ก่อนหน้านี้ 3 เดือน แต่คดีไม่มีความคืบหน้า   นางสาวสุณิสา เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2562 เวลาประมาณ 03.00 นาฬิกา ตนเองต้องการไปเก็บเสื้อผ้าที่ห้องพี่สาว แต่นายคริสเตียน ฟิลลิปส์ ชอง ชาร์ก อดีตแฟนหนุ่มชาวฝรั่งเศสเข้าใจว่าผู้เสียหายเก็บเสื้อผ้าหนีตามชายอื่น จึงเกิดความหึงหวง และเกิดการทำร้ายร่างกาย ฉุดกระชาก และบีบคอ บริเวณริมระเบียง ก่อนตนเองพลัดตกลงมาจากชั้น 5 ของอพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งในพัทยา ส่งผลให้กระดูกสันหลังหัก ขาหัก และลำไส้ฉีกขาด กลายเป็นผู้พิการประเภท 3 ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้   โดยขณะที่ตนเองนอนรักษาตัวอยู่ห้องไอซียู โดยไม่ได้สติ อดีตแฟนหนุ่มชาวฝรั่งเศส ได้เข้าลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.เมืองพัทยา โดยแจ้งพนักงานสอบสวนว่าตนเองเป็นคนพลัดตกลงมาจากระเบียงเอง พร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือ จำนวน 6,000 บาท ให้กับมารดา ที่โรงพยาบาล ก่อนเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศส โดยที่พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการสอบปากคำตนเองแต่อย่างใด   ด้าน ทนายความ ระบุว่า ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา สรุปว่าเป็นการพลัดตกลงมาเอง โดยไม่ใช่การถูกทำร้าย ทำให้ผู้เสียหายไม่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม จึงขอให้ตำรวจกองปราบ รื้อคดีพิสูจน์ว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย และรื้อคดีขึ้นมาทำใหม่เนื่องจากผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะอดีตแฟนหนุ่มเป็นลูกจ้างเจ้าของคลับหรูหลายแห่งซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

 2,243
สังคม-อาชญากรรม
22 ก.ค. 62

พ่อแม่ ร้องกองปราบฯ คลี่คลายคดี หลังลูกชายเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เชื่อถูกฆ่า สงสัยลูก ตร.ยศใหญ่

วันที่ 22 ก.ค. 62 เมื่อเวลา 10.00 น. ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมนายเวียง สิทคชวัน และนางเครือวัลย์ สิทคชวัน พ่อแม่ของนายธนวิชณ์ สิทคชวัน อายุ 24 ปี ที่เสียชีวิตในจังหวัดตรังอย่างมีเงื่อนงำ     ซึ่งหลังจากการเสียชีวิตทางโรงพยาบาลสุขภาพชุมชน แห่งหนึ่งในจังหวัดตรังได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เนื่องจากในระหว่างการเสียชีวิต ผู้ตายสภาพศพนอนคว่ำหน้าลงไปในน้ำส่วนเท้าอยู่บนดิน สร้างความเคลือบแคลงให้กับพ่อแม่ของผู้ตายก่อนนำศพส่งไปชันสูตรอย่างโรงพยาบาลสงขลาราชนครินทร์    โดยผลการชันสูตรพบว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากของแข็งไม่มีคมกระทบถึงศรีษะอย่างรุนแรง จึงได้เดินทางเข้าร้องทุกข์ขอให้หรือฟื้นคดีที่สถานีตำรวจภูธรรัษฎา อ.รัษฎา จ.ตรัง แต่ทางพนักงานสอบสวนปฏิเสธที่จะหรือฟื้นคดีโดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอ จึงได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม รื้อฟื้นคดีเพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม เนื่องจากหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเป็นลูกของนายตำรวจยศใหญ่โตในพื้นที่ มีส่วนพัวพัน    หลังจากพบว่าลูกชายเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะเชิงชู้สาวกับหญิงสาวคนหนึ่ง จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการถูกฆาตกรรมในครั้งนี้และต้องการให้กองบังคับการปราบปรามเข้าคลี่คลายคดี   ข่าวที่เกี่ยวข้อง พ่อแม่ร้องสื่อเชื่อลูกชายถูกฆ่า แต่ ตร.สรุปคดีเป็นไฟช็อตตาย ทั้งที่ไม่ได้ต่อไฟ คาดปมชู้สาว  

 949
ข่าวภูมิภาค
22 ก.ค. 62

พ่อแม่ร้องสื่อเชื่อลูกชายถูกฆ่า แต่ ตร.สรุปคดีเป็นไฟช็อตตาย ทั้งที่ไม่ได้ต่อไฟ คาดปมชู้สาว

ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนายเวียง สิทคชวัน และนางเครือวัลย์ สิทคชวัน ชาว อ.รัษฎา จ.ตรัง ว่าลูกชายคือนายธนวิชณ์  สิทคชวัน อายุ 24 ปี เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ อยู่คลองน้ำภายในพื้นที่บ้านของตนเอง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2562   สภาพศพนอนคว่ำหน้าศีรษะแช่ลงอยู่ในคลองน้ำ ขาพาดอยู่บนตลิ่ง ห่างจากบ้านพักประมาณ 200 เมตร โดยตำรวจในท้องที่ได้ตรวจสอบจุดพบศพ พบสายไฟต่อตรงมาจากบ้านพัก แต่ไม่มีการเก็บหลักฐานในที่เกิดหรือวัตถุพยานต่างๆ ไปตรวจสอบ ขณะที่แพทย์จาก รพ.รัษฎา ชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น ระบุว่า ลูกชายของตนเองเสียชีวิตจากถูกไฟฟ้าช็อต ทั้งที่ลากสายจริงแต่ยังไม่ได้ต่อไฟ   ทางครอบครัวก็ไม่ได้ท้วงติงอะไร แต่แปลกใจทำไมศพส่วนศีรษะแช่อยู่ในคลองน้ำ ซึ่งห่างจากจุดที่พบสายไฟประมาณ 3 เมตร โดยนำศพลูกตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัด ระหว่างตั้งบำเพ็ญกุศล มีเพื่อนบ้านมาบอกได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือหลายครั้ง จึงตัดสินใจส่งศพของลูกชายไปผ่าพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการตายที่นิติเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   โดยแพทย์ระบุ สภาพศพภายในมีบาดแผลฟกช้ำใต้หนังศรีษะด้านหน้า มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นในด้านซ้าย สาเหตุการตายสมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกกับวัตถุแข็งไม่มีคม ซึ่งขัดแย้งกับผลชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นของตำรวจท้องที่และแพทย์ รพ.รัษฎา ที่ระบุว่าถูกไฟฟ้าช็อตตาย ทางครอบครัวสงสัยว่าพบนอนคว่ำหน้าศีรษะอยู่ในน้ำ เหตุใดศีรษะจึงถูกกระแทกด้วยวัตถุแข็ง ทั้งที่บริเวณเป็นเนินดินไม่มีก้อนหินขนาดใหญ่   ทั้งนี้ครอบครัวผู้ตายคาดปมเหตุอาจมาจากเรื่องชู้สาวหรือไม่ โดยสงสัยนายเจมส์ ลูกเลี้ยงของนายตำรวจยศใหญ่ในท้องที่ แฟนสาวของนายเจมส์ และแฟนสาวของผู้ตาย เชื่อว่าทั้ง 3 คน อาจรู้เห็นกับการตาย ซึ่งหลังพบศพแฟนสาวของผู้ตายได้โทรศัพท์มาบอกว่า แฟนหนุ่มของตนไม่ได้จมน้ำตาย   และก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยไปทำงานอยู่ที่ จ.ภูเก็ต พร้อมกับแฟนสาว ส่วนนายเจมส์ บ้านอยู่ละแวกเดียวกันและเป็นเพื่อนกับผู้ตาย ก็พาแฟนสาวไปทำงานอยู่ จ.ภูเก็ต เช่นกัน โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ผู้กลับมาอยู่ที่บ้านที่ จ.ตรัง คนเดียวเพื่อเตรียมสอบนายสิบกองหนุน   จากนั้นผู้ตายเล่าให้แม่ฟังว่า แฟนสาวแอบคบหากับนายเจมส์ ถึงขั้นมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งแฟนสาวของนายเจมส์ ก็ทราบเรื่องนี้จนทะเลาะกับผู้ตาย ที่แฟนสาวของผู้ตายไปยุ่งกับนายเจมส์  ต่อมาแฟนสาวของนายเจมส์กลับจาก จ.ภูเก็ต มาอยู่บ้านที่ จ.ตรัง เคยตามมาหาผู้ตายที่บ้านถึง 2 ครั้ง โต้เถียงกันเรื่องหึงหวง และเรื่องส่งของอะไรบ้างอย่างซึ่งไม่ทราบเป็นของอะไร   และหลังเกิดเหตุแฟนของลูกชายได้หยิบเอาโทรศัพท์ลูกชายไปจากที่เกิดเหตุ พอตนเริ่มสงสัยการเสียชีวิตของลูกชาย จึงได้ไปขอโทรศัพท์ลูกกลับคืนมา พบว่าข้อความจำนวนมากถูกลบหายไป   แม่ของผู้ตาย กล่าวว่า ตนยังเก็บศพชายไว้ จะไม่เผาจนกว่าคดีจะคลี่คลาย หากถูกฆาตกรรมก็อยากให้ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษ ลูกชายเสียชีวิต 5 เดือนแล้ว แต่คดีไม่คืบ สอบถามร้อยเวรเจ้าของคดีก็บอกให้ทางครอบครัวไปหาหลักฐานมา อย่างไรก็ตามหลังลูกชายชีวิต ได้ทำเรื่องร้องเรียนไปที่ตำรวจภูธรตรังเพื่อขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวน และรอจนได้เอกสารตอบกลับมาจากตำรวจภูธรตรังว่า พนักงานสอบสวนรอเอกสารผลการชันสูตรจาก รพ.สงขลานครินทร์   ตนจึงสอบถามไปที่ รพ.สงขลานครินทร์ ได้รับคำตอบว่าได้ส่งผลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว ตนจึงกลับไปขอดูผลชันสูตรจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและติดต่อไปที่ตำรวจภูธรตรังอีกครั้งแต่ได้รับคำตอบว่า ให้ สภ.รัษฎา เป็นผู้ทำคดี ซึ่งมีการบ่ายเบี่ยงกันไปมา   และ 10.00 น.ของวันนี้ (22 ก.ค.) ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม จะพาครอบครัวผู้ตาย เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม ให้ช่วยคลี่คลายคดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/C7eYpRT9YZg

 1,517
สังคม-อาชญากรรม
11 ก.ค. 62

ผู้เสียหายโร่ร้องกองปราบ ถูกหลอกลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ขายสินค้า 20 บาท สูญเงินนับ 10 ล้าน

กลุ่มผู้เสียหายร้องกองปราบปราม ดำเนินคดีฉ้อโกงผู้อื่น กับชายหนุ่ม 27 ปี เจ้าของฉายาอายุน้อยร้อยล้าน ที่หลอกลวงให้ร่วมลงทุนธุรกิจร้านขายสินค้า 20 บาท เมี่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้ จะทำทีว่าจะส่งของให้ ก่อนบ่ายเบี่ยงและติดต่อไม่ได้ มูลค่าความเสียหายนับสิบล้านบาท    (11 ก.ค.62) โดยกลุ่มผู้เสียหายกว่า 10 คน เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีฉ้อโกงกับนาย นพพล บุญโชคยิ่ง หรือเบนซ์ อายุ 27 ปี เจ้าของเพจโอเค 20 ที่กลุ่มผู้เสียหายอ้างว่า ถูกหลอกให้ร่วมลงทุน ซื้อเฟรนไชส์ธุรกิจขายของราคา 20 บาท โดยเมื่อมีการทำสัญญา ก็อ้างว่าจะส่งสินค้าไปให้ แต่สุดท้ายกลับไม่ส่ง ก่อนพร้อมหลบหนีไป รวมมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท   หนึ่งในผู้เสียหาย นส.นัทชาพัฒน์ หิรัญวรสถิต เล่าว่า ตนเองได้เจอเพจโอเค 20 ผ่านทางเฟซบุ๊ก และเห็นว่าเจ้าของธุรกิจดังกล่าว มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจาก มีการไปออกรายการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SMEs หลายรายการ รวมถึงรายการของคนดัง ทำให้เกิดความเชื่อถือ และติดต่อไปขอร่วมลงทุน ซึ่งจะมีแพ็คเกจต่างๆ เริ่มต้นที่ 9,999 บาท ไปจนถึงหลักแสน หลักล้าน    สำหรับผู้เสียหายรายนี้ ร่วมลงทุนเป็นจำนวนเงินประมาณ 430,000 บาท โดยนายนพพล ระบุว่า จะส่งสินค้าให้หลังจากที่ตนเองทำร้านเสร็จ ระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน พร้อมเร่งให้มีการโอนเงิน เมื่อได้รับเงินไปแล้ว นายนพพล กลับไม่ยอมส่งสินค้าให้ พร้อมบ่ายเบี่ยง และขอเลื่อนเวลาการส่งของ ก่อนจะไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย    เมื่อไปตรวจสอบพบว่าเจ้าของธุรกิจรายนี้ ถูกแบล็กลิสต์ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ในคดีเช็คเด้ง จึงยิ่งทำให้กลุ่มผู้เสียหายมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าถูกหลอก จึงรวมตัวมาร้องทุกข์ และเมื่อตรวจสอบไปที่เจ้าของโรงงานตัวจริง ก็ทำให้ทราบว่า นายนพพล ไม่มีการสต็อกสินค้ารายการใด ๆ ส่งให้กับลูกค้า และเมื่อพูดคุยกับผู้เสียหายรายอื่น ๆ ก็พบว่า เพจนี้ได้เปิดและหลอกลวงประชาชน มานานกว่า 2 ปีแล้ว มีผู้เสียหายหลงเชื่อ ไม่ต่ำกว่า 50 ราย มูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาท และปัจจุบันก็ยังคงเปิดเพจหลอกลวงประชาชนอยู่-ผู้เสียหาย จึงอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีทางอาญา นายนพพรในข้อหาฉ้อโกง พร้อมเร่งดำเนินการปิดเพจโอเค 20 โดยเร็วที่สุด เพราะยังคงมีผู้เสียหายหลงเชื่อ ทยอยโอนเงินร่วมลงทุนอยู่ พร้อมขอให้รายการโทรทัศน์ ที่เคยให้นายนพพล ไปออกรายการ ออกมาชี้แจง และ ยกเลิกการรับรองธุรกิจดังกล่าว เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้คนหลงเชื่อ เป็นจำนวนมาก

 5,242

Top