ค้นหา :

ผลการค้นหา "เจ้าอาวาส"

ข่าวภูมิภาค
20 มิ.ย. 62

จับแล้ว อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก ยักยอกพระพุทธรูป-วัตถุโบราณไปขายนับร้อย

จากกรณี กลุ่มชาวบ้านวัดถ้ำตะโก จ.ลพบุรี ได้เดินทางเข้าร้องตำรวจกองปราบ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เร่งรัดติดตามจับกุมตัว นายอนุชาติ สุนทร หรือ พระหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก พุทธโสภา ที่แอบยักยอกวัตถุโบราณของวัดออกไปและหลบหนีหายไป มูลค่าหลายล้านบาท   ล่าสุดตำรวจจับกุมอดีตพระอนุชาติได้แล้ว ขณะหลบหนีมาพักอยู่ที่รีสอร์ทใน จ.ยโสธร โดยพฤติการณ์คือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโกพุทธโสภา เมื่อปี พ.ศ.2551 และปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา ​ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี 2558 - 2560 ได้แอบยักยอกพระพุทธรูปหลวงพ่อพุทธโสภา (พระประธานในโบสถ์)   รวมทั้งพระพุทธรูปปางต่างๆ เครื่องลายครามสมัยโบราณ และของเก่าสมัยโบราณนับ 100 รายการ ซึ่งกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวน 69 รายการ จากการตรวจสอบพบว่าสูญหายไป 53 รายการ โดยอ้างว่าได้รับการประสานจากวัดดังในจังหวัดสิงห์บุรี จะนำไปสร้างพิพิธภัณฑ์ ที่วัดดังของจังหวัดสิงห์บุรีดังกล่าว โดยการค่อยๆ เคลื่อนย้ายออกไปทีละองค์สององค์ จนเกือบหมด   ต่อมาชาวบ้านพบความผิดปกติคือพระปางห้ามสมุทร มีการนำของใหม่มาทดแทน เนื่องจากสังเกตเห็นว่าจีวรไม่มีลายดอกพิกุล หลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มสงสัยจึงได้มีการเข้ามาตรวจสอบภายในโบสถ์ ก็พบว่าหลวงพ่อพุทธโสภา และพระปางต่างๆ เครื่องลายครามสมัยสงครามโลก โอ่งเขียวไข่กา และของมีค่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกขโมยไปและนำของใหม่มาทดแทนไว้เกือบทั้งหมด   หลังจากนั้นชาวบ้านได้ไปถามพระครูอนุชาติ อภิชาโต เจ้าอาวาสในขณะนั้น ยอมรับว่าได้เป็นคนอนุญาตให้นำของมีค่าทั้งหมดไปไว้ในที่จังหวัดสิงห์บุรี ทั้งนี้ตำรวจจะนำตัวอดีตพระอนุชาติ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ou68UXdiBBk

 2,278
ข่าวภูมิภาค
18 มิ.ย. 62

ชาวบ้านวัดถ้ำตะโก แจ้งจับอดีตเจ้าอาวาส ยักยอกพระพุทธรูป-วัตถุโบราณนับร้อยรายการ

ลพบุรี-กลุ่มชาวบ้านวัดถ้ำตะโก 20 คน ได้เดินทางเข้าร้องตำรวจกองปราบ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เร่งรัดติดตามจับกุมตัว นายอนุชาติ สุนทร หรือ พระหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก พุทธโสภา ที่แอบยักยอกวัตถุโบราณของวัดออกไปและหลบหนีหายไป   โดยชาวบ้านได้สังเกตเห็นว่าเกิดความผิดปกติภายในวัดพบว่า มีการแอบยักยอกพระพุทธรูปหลวงพ่อพุทธโสภา ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์หน้าตักกว้าง 3-4 เมตร ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวลพบุรี พระพุทธรูปปางต่างๆ เครื่องลายครามสมัยโบราณ และของเก่าสมัยโบราณนับ 100 รายการ ได้หายไปจากวัด และพบความผิดปกติพระปางห้ามสมุทร มีการนำของใหม่มาทดแทนเนื่องจากสังเกตเห็นว่าจีวรไม่มีลายดอกพิกุล   หลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มสงสัยจึงได้มีการเข้ามาตรวจสอบภายในโบสถ์ ก็พบว่าถูกขโมยไปและนำของใหม่มาทดแทนไว้เกือบทั้งหมด ชาวบ้านได้ไปถามพระครูอนุชาติ อภิชาโต เจ้าอาวาสในขณะนั้น ยอมรับว่าได้เป็นคนอนุญาตให้นำของมีค่าทั้งหมดไปไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี โดยอ้างว่าเกรงใจเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวที่เคยมาช่วยบูรณะวัดแห่งนี้ เพื่อนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์และเก็บไว้ในโบสถ์บางส่วน ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้นำพระพุทธรูป และวัตถุโบราณทั้งหมดกลับมาคืนที่วัดให้เร็วที่สุด   ต่อมาวันที่ 1 พ.ค. พระครูอนุชาติ ได้หนีหายไปจากวัดและติดต่อไปได้อีกเลย จนวันที่ 2 พ.ค. ชาวบ้านได้รวมตัวเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพระครูอนุชาติ ที่ สภ.ท่าโขลง และที่ผ่านมาก็ดำเนินการไปติดตามคืนพระพุทธรูปกลับคืนมาได้บางส่วน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ สอบสวนพยานหลักฐาน ก่อนส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/m-mmcvjfokE

 902
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ค. 62

ทนายจ่ออุทธรณ์-ยื่นประกัน 'อดีตพระพรหมดิลก' เจ้าอาวาสวัดสามพระยา หลังศาลสั่งจำคุก 6 ปี คดีเงินทอนวัด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุกอดีตเจ้าอาวาส 6 ปี และผู้ช่วยวัดสามพระยา 3 ปี ในคดีร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ส่วนคดีอื่นให้ยกฟ้อง ขณะที่ทนายความเตรียมขอยื่นอุทธรณ์ และประกันตัว   โดยกลุ่มภิกษุสงฆ์และศิษยานุศิษย์ ของนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม หรือ มส. และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณและอดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา คดีร่วมฟอกเงินทุจริตงบประมาณ สำนักพระพุทธศาสนา ให้วัดสามพระยา   โดยทั้ง 2 ตกเป็นจำเลยในคดี ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม และอดีตเจ้าอาวาส ถูกฟ้องอีกคดี ในฐานความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนันเจ้าพนักงานฯ , ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542   ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ในความผิดร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากงบประมาณ ที่ได้รับมาจากสำนักพระพุทธศาสนา หรือ พศ. จำนวน 5 ล้านบาทนั้น เป็นงบที่ให้สนับสนุนการศึกษาโรงเรียนปริยัติธรรม แต่วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรม แต่จำเลยไม่ส่งคืน พศ. แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินไปใช้ ก่อสร้างและบูรณาการสิ่งปลูกสร้างในวัด โดยอ้างว่าเข้าใจว่าเป็นงบบูรณาการที่เคยขอไป   แต่ในการสืบพยานนัดแรกจำเลยไม่ได้นำเอกสารของบ และ รับงบมายื่นต่อศาล แต่ขอเพิ่มเติมภายหลัง ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญ อีกทั้ง มีการเบิกงบไปฝากบัญชีประจำ รวม 2 บัญชี เพื่อเอาดอกเบี้ยเงินฝาก การกระทำของจำเลยทั้ง 2 จึงเป็นการ ยักย้าย เปลี่ยนทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการทุจริต ของคดีมูลฐานความผิดทุจริตงบประมาณสนับสนุนการศึกษาวัดของ พศ.   ศาลจึงลงโทษ ให้จำเลย ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ต้องรับโทษ 2 เท่า ของโทษทางคดี ลงโทษจำคุกรวม 6 ปี และยกฟ้อง ใน คดีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 2 ตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี   ขณะที่นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของ นายสมทรง จำเลยที่ 2 เตรียมยื่นขอประกันตัวภายใน 2-3 วันและขออุทธรณ์ ตามขั้นตอนกระบวนการคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกินหนึ่งปีอย่างไรก็ตามมีข้อสงสัยในเรื่องการของบสนับสนุนในการก่อสร้างที่จำเลยทั้ง 2 ขอไปยังสำนักพุทธ ว่ามีการเซ็นอนุมัติออกมาอย่างถูกต้องหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2Jdy7syy_8I

 1,512
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 พ.ค. 62

คลิปฉาวทิ้งทวนก่อนบวช นาคเต้นนัวโคโยตี้ เจ้าอาวาสชี้ไม่ถือว่าผิด เพราะตอนเต้นยังไม่เป็นพระ

สงขลา-โลกโซเชียลแชร์ภาพชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังบวชนาค และได้ขึ้นไปเต้นกับสาวๆ โคโยตี้ที่นุ่งน้อยห่มน้อยบนรถกระบะที่ติดตั้งเครื่องเสียง กลายเป็นกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมถึงความไม่เหมาะสม โดยเกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา นั้น   ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ซึ่งไม่ขอเผยตัวและเผยชื่อวัดรวมทั้งนาคที่ปรากฏอยู่ในคลิป ซึ่งขณะนี้ก็บวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งนี้จริงๆ และขอให้จบเรื่องนี้ไม่ต้องการให้ขยายความเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะไม่ส่งผลดีกับใคร ทั้งกับวัดและพระพุทธศาสนา   ซึ่งได้มีการพูดคุยกับพระรูปนี้แล้ว และยอมรับว่า ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขณะนี้ก็ตั้งใจบวชเรียน และศึกษาธรรม รวมทั้งยังรู้สึกผิดเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทำไปด้วยอารมณ์ที่คึกคะนอง และความสนุกสนานในขณะนั้น พร้อมกับขอโทษทุกคนที่ทำให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสมนี้ขึ้นด้วย   เจ้าอาวาสได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า คลิปที่ปรากฏเป็นข่าวเกิดขึ้นในงานบวชนาคเมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นบริเวณลานศาลาเอนกประสงค์นอกวัด แต่ในคืนนั้นตนได้ติดกิจนิมนต์ไม่ได้อยู่ที่วัด และมาทราบทีหลัง ซึ่งก็ไม่เหมาะสมจริงๆ   ส่วนที่สังคมตั้งคำถามว่า ผิดไหม เรื่องนี้ยังไม่ถือว่าผิด เพราะยังเป็นนาค ไม่ได้เป็นสงฆ์ และไม่ได้ห่มเหลือง เพียงแต่พฤติกรรมนั้น อาจจะไม่เหมาะสมที่นาคจะไปแสดงพฤติกรรมแบบนี้ ส่วนนาคในคลิปขณะนี้ก็บวชเป็นพระ และยังไม่มีกำหนดว่า จะสึกวันใด และขอโทษสังคม พร้อมกับขอโอกาสกับสิ่งที่ผิดพลาดไป และยืนยันว่า ตั้งใจบวชเรียนจริงๆ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bQ00-_v5DXc

 13,464
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 62

รวบเจ้าอาวาสวัดดังใน จ.สุพรรณบุรี หลังหนีคดีพยายามฆ่านาน 15 ปี

บุกรวบเจ้าอาวาสวัดดัง ใน จ.สุพรรณบุรี ก่อคดีหลบหนีหมายจับ ‘พยายามฆ่าฯ’ 2 หมาย ไปบวชเป็นพระ นานกว่า 15 ปี จนได้ตำแหน่งเจ้าอาวาส   กองปราบปรามจับกุมตัวนายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ หรือ พระครูสังฆรักษ์ปพนสรรค์ กนตธัมโม อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ 821/47 ลง 24 พ.ย.2547 และหมายจับศาลจังหวัดสมุยที่ 93/48 ลง 2 มิ.ย.2548 ในข้อหา ‘ร่วมกันพยายามฆ่าฯ, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ’   สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2547 นายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ กับพวก ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช และปี พ.ศ.2548 ก็ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นอีกครั้งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎรธานี แล้วหลบหนีการจับกุมมาบวชเป็นพระภิกษุภายในวัดแห่งหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี เป็นระยะเวลาถึง15 ปี จนได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสามารถสืบสวนติดตามจับกุมตัวไว้ได้ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ขณะกำลังเดินทางกลับวัด  

 8,825
แชร์ออฟเดอะเดย์
23 พ.ย. 61

สั่งสอบพระวัดดัง จ.น่าน โชว์ภาพอวดรวย กินเที่ยวสุดหรู หลังเปิดบริจาคไถ่ชีวิตโค-กระบือ ชาวบ้านเชื่อโดนกลั่นแกล้ง

กรณีโลกออนไลน์มีการแชร์โพสต์ จากเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return.v4 ออกมาแฉพฤติกรรมของพระ ซึ่งเป็นถึงระดับเจ้าอาวาสวัดดังในเขต อ.เมืองน่าน ในลักษณะใช้ผ้าเหลืองหากินโดยการเปิดรับบริจาค ทำบุญด้วยการไถ่ชีวิตโคกระบือผ่านเพจชื่อวัด ขณะที่ใช้อีกเฟซบุ๊กว่า มานี มานะ อวดความร่ำรวย โชว์ภาพเที่ยว กิน นอนหรูหรา   ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดดังกล่าว พบว่า มีชาวบ้าน มาอยู่บริเวณวัดประมาณ 8-10 คน โดยชาวบ้านเหล่านี้ ได้วิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียล ที่มีการแชร์กันออกไปมากมาย แต่เมื่อมาที่วัดกลับพบว่า เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว ออกไปกิจนิมนต์ ตั้งแต่ช่วงเช้า จนกระทั่งช่วงบ่ายก็ยังไม่กลับมา ซึ่งคาดว่า เจ้าอาวาสไปกิจนิมนต์หลายที่ จึงได้เฝ้ารออยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส   ล่าสุด นายทศพร ผ่องศรีสุข ปลัดอำเภอเมืองน่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่วัดดังกล่าว โดยพบคณะกรรมการวัด และชาวบ้านกำลังเตรียมการจัดงานวันลอยกระทง   โดยทางด้านชาวบ้านไม่เชื่อข้อมูลที่แชร์กันในโลกออนไลน์ เนื่องจากเจ้าอาวาสเป็นพระนักพัฒนา และงานกฐินวัดที่ผ่านเงินทุกบาทก็เข้าบัญชีวัดทั้งหมด ซึ่งคาดว่าน่าจะมีคนกลั่นแกล้งเจ้าอาวาส หรือ มีคนไม่พอใจเจ้าอาวาส และส่งข้อมูลผิดๆ ให้กระจายไปในโลกออนไลน์ ทำให้เจ้าอาวาสวัดเสียชื่อเสียง   ขณะที่นายสุริยนต์ สว่างเมฆ ไวยวัชกรวัด เปิดเผยว่า โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือนั้น เป็นโครงการที่เจ้าอาวาสทำขึ้นเองส่วนตัว เงินร่วมทำบุญไม่ได้เข้าบัญชีวัด แต่ร่วมทำบุญโอนผ่านเข้าบัญชีส่วนตัวเจ้าอาวาส ซึ่งก็แจ้งให้ทราบทุกครั้ง โดยทำมาแล้ว 2 ครั้ง และกำลังเปิดรับบริจาคครั้งที่ 3 อย่างไรก็ดียังไม่เชื่อตามข้อมูลที่มีการแชร์กัน เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าอาวาสได้ช่วยพัฒนาวัด จากที่แทบจะเป็นวัดร้าง ให้กลายเป็นวัดที่มีผู้คนมาศรัทธา   อย่างไรก็ตามขณะนี้ทาง พระครูสิรินันทวิทย์ เจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน ได้ตั้งคณะกรรมการสงฆ์สอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารและหลักฐานต่างๆ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sTWIzw7RrW4

 4,696
ข่าวภูมิภาค
15 พ.ย. 61

พระลูกวัดหัวร้อน ใช้จอบจามหัวเจ้าอาวาส-หลวงพ่อสูงอายุเลือดสาด ฉุนไม่ได้ลาสิกขา พบประวัติป่วยทางจิต

นครศรีธรรมราช-เจ้าอาวาสวัดวัย 91 และหลวงพ่อวัย 78 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกพระในวัดเดียวกันใช้จอบจามหัว เป็นแผลลึกเลือดไหลนองอาการสาหัส ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด   จากการสอบถามญาติโยมในที่เกิดเหตุทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าอาวาสนอนป่วยติดเตียงอยู่ในกุฎิ นานแล้ว โดยมีลูกหลานมาเฝ้าคอยดูแลด้วยกัน 5 คน ขณะนั้นได้มีพระพีระยุทธ อายุ 37 ปี เป็นพระลูกวัดได้แหวกวงล้อมลูกหลานเจ้าอาวาสเข้ามาในกุฎิ พร้อมทั้งลากจอบที่ห่อด้วยจีวรพระ ออกมาสับ ฟันลงบนศรีษะของเจ้าอาวาสอย่างไม่ยั้ง เลือดกระฉูดไปทั่วบริเวณห้อง จนวงแตกกระเจิงด้วยความตกใจเพราะไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน   หลังจากนั้นพระผู้ก่อเหตุได้วิ่งไปที่กุฎฺของพระดำรง ชัยธรรม ที่อยู่ข้างเมรุ พร้อมทั้งใช้จอบฟันลงบนหัวของพระดำรง และใช้ก้อนหินใหญ่ทุบซ้ำหลายทีจนนอนแน่นิ่งคาที่ ท่ามกลางสายตาของผู้คนในวัด หลังจากนั้นชาวบ้าน และหน่วยกู้ภัยได้ช่วยกันจับตัวคนก่อเหตุเอาไว้ เพื่อส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ สภ.เขาพนมดำเนินคดี   ส่วนสาเหตุชาวบ้านเปิดเผยว่า พระมือจอบได้มาบวชอยู่ที่วัดมะม่วงเอนตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา และชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว และในช่วงเช้าพระรูปดังกล่าวต้องการลาสิกขาบท แต่ยังไม่มีพระทำพิธีให้ จึงลาสิกขาบทไม่ได้ เนื่องจากเจ้าอาวาสก็ป่วยไข้ จึงคาดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และก่อเหตุร้ายขึ้น   หลังชาวบ้านช่วยกันจับตัวพระพีระยุทธ ตำรวจได้นำตัวมาสอบสวนที่สภ.เขาพนม แต่ให้การวกวน และมีอาการคล้ายคนสติไม่ดี จึงได้ตรวจสอบประวัติพบว่าเคยเข้ารักษาตัวที่ รพ.สราญรมย์ จ.สุราษฏร์ธานี เนื่องจากสติไม่ดี มีอาการทางประสาท จึงได้นำตัวไปที่ รพ.เขาพนม เพื่อทำการฉีดยาสงบสติ และให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอย่างใกล้ชิดแล้ว   เบื้องต้นทางญาติแจ้งว่า พระพีระยุทธ สติไม่ดีมีอาการทางประสาท คาดว่าเกิดจากความเครียดที่ทางวัดไม่ยอมสึกให้ หลังจากนี้จะดำเนินการต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3p3n6dQJ5SI

 1,441
ข่าวภูมิภาค
18 ต.ค. 61

รวบเจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่ ลวง ด.ช.ไปมีเพศสัมพันธ์กว่า 10 ราย ชาวบ้านตกใจ ที่ผ่านมาพัฒนาวัดดีเยี่ยม

เชียงใหม่-ตร.สภ.หางดง นำตัว นายพันธ์ศักดิ์ แสนคำวัง อายุ 37 ปี หรืออดีตพระพันธ์ศักดิ์ ฐิตสีโล อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีวารีสถาน หรือวัดน้ำโท้ง มาสอบสวนเพิ่มเติม ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมตามหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในข้อหากระทำความผิดฐาน กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ที่วัดศรีวารีสถาน หรือวัดน้ำโท้ง ต.สบแม่ข่า อ.หางดง จ.เชียงใหม่   สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นเด็กชาย ไปร้องกับทางตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมให้ข้อมูลว่า นายพันธ์ศักดิ์ ได้ล่อลวงชักชวนโดยให้สิ่งตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ เพื่อมีความสัมพันธ์กับเด็กชาย เบื้องต้นมากกว่า 10 ราย ซึ่งผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบอย่างละเอียด จนออกมหมายเข้าจับกุมตัวดังกล่าว   รายงานข่าวแจ้งว่าบรรยากาศที่วัดศรีวารีสถาน(วัดน้ำโท้ง) พระสงฆ์และสามเณรของวัดยังคงปฏิบัติศาสนกิจตามปกติ ขณะที่มีบรรดาชาวบ้านและศรัทธาเดินทางเข้าทำบุญตามปกติเช่นกัน รวมทั้งมีการนั่งล้อมวงพูดคุยกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   ซึ่งส่วนใหญ่ต่างยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางรักษาการเจ้าอาวาสไม่เคยมีการแสดงพฤติกรรมใดๆ ที่ผิดสังเกตหรือส่อว่าจะมีการกระทำลักษณะดังกล่าว และตลอดเวลาที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้พัฒนาวัดเป็นอย่างดี เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน   ในส่วนของทางวัดนั้น จากนี้ทางคณะกรรมการวัดและชาวบ้านจะมีการประชุมหารือร่วมกันอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป โดยเฉพาะงานทอดกฐินที่กำหนดจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือน พ.ย.61 ซึ่งคณะที่จะมาทอดกฐินนั้น เป็นลูกศิษย์ของรักษาการเจ้าอาวาสที่ถูกจับกุม แต่เมื่อมาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจึงไม่แน่ใจว่าทางคณะจะยังคงมาทอดกฐินตามเดิมหรือไม่ ซึ่งจะมีการติดต่อประสานงานไปเพื่อพูดคุยหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Vmme2M7PJR8

 28,386
ข่าวภูมิภาค
27 ก.ย. 61

เจ้าอาวาสรับเสียใจ สื่อสารรถแบคโฮผิดพลาด ทุบเจดีย์บรรจุอัฐิบรรพบุรุษชาวบ้านเสียหาย

นครนายก-พระสมพงศ์ หรืออดีตเจ้าอาวาสวัดเกาะพิกุลศรีโสภณ ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา ได้เดินทางมาที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนา พร้อมกับทนาย เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมรับทราบข้อกล่าวหา จากกรณีที่ว่าจ้างให้รถแบคโฮมาลอกคลองบริเวณหลังวัด ที่อยู่ติดกับเจดีย์ที่บรรจุอัฐของชาวบ้านกว่า 50 หลัง และได้มีการทุบทำลายเจดีย์ลงเกือบทั้งหมดเหลือไว้ไม่กี่หลัง   โดยหลังจากเกิดเรื่องเจ้าของรถแบคโฮได้มาพบกับชาวบ้าน และระบุว่าเจ้าอาวาสเป็นคนสั่งให้ตนทุบเจดีย์ทั้งหมดได้เลย จนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบซึ่งมีผลต่อทางจิตใจต่างได้มารวมตัวกันที่วัดดังกล่าว จนเป็นที่มาของการขับไล่เจ้าอาวาสรูปดังกล่าว เพราะได้สูญเสียบรรพบุรุษไปเพราะการกระทำที่ไม่ยั้งคิด   ทางอดีตเจ้าอาวาสพอเกิดเรื่องได้หลบหนีออกจากวัดไป จนคณะสงฆ์อำเภอบ้านนาได้มาเยียวยาให้กับชาวบ้าน จัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับอัฐิบรรพบุรุษของชาวบ้าน และได้มีคำสั่งปลดพระสมพงศ์ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่วันนั้นเป็นตนมา   จากนั้นชาวบ้านได้พากันมาแจ้งความไว้ที่ สภ.บ้านนาเพื่อต้องการเอาผิดต่ออดีตเจ้าอาวาสรูปดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งความเอาไว้ จนได้ออกหมายเรียกอดีตเจ้าอาวาสวัดเกาะพิกุลศรีโสภณมารับทราบข้อกล่าว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อพระสมพงศ์ไว้ 1ข้อหา คือ ทำให้เสียทรัพย์   ขณะที่ทางพระสมพงศ์ ได้เปิดใจต่อผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าที่เครียดว่า ตนเองยอมรับผิดถึงการกระทำทั้งหมด แต่เป็นเหตุสุดวิสัยโดยมีการสื่อสารกับคนขับรถแบคโฮผิด แต่มันพลาดไปแล้วตนเองก็ต้องยอมรับสภาพไป และฝากขอโทษญาติโยมที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจทั้งหมด ตนเองก็เสียใจเพราะเจดีย์ที่ถูกทำลายลงก็มีอัฐิของพ่อกับแม่ของตนเองอยู่ด้วยเช่นกัน และยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด   หลังจากเกิดเหตุตนเองได้หลบหนีออกจากวัดไปโดยมีเพียงจีวรผืนเดียวติดตัวออกมา เพราะเกรงว่าจะถูกชาวบ้านที่ทราบข่าวจะมาทำร้ายตนเอง ส่วนเรื่องที่ว่ามีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาแจ้งความว่า ถูกยิงปืนบริเวณหน้าบ้านหลังจากเกิดเหตุเพียงวันเดียว   ตนเองยืนยันได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ และหลังจากนี้ยังไม่ทราบว่าจะไปจำวัดอยู่ที่ไหน ส่วนกรณีเรื่องสึกจากการเป็นพระตนเองไม่ขอสึกเพราะว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิดต่อวินัยของสงฆ์จึงยังขอบวชต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DtGebmBMvL8

 2,419
ข่าวภูมิภาค
04 ก.ย. 61

อึ้ง เฟซบุ๊กวัดนครพนมใช้รูปโปรไฟล์สาวโป๊ ที่แท้พระทำใส่ร้ายหวังขึ้นเป็นเจ้าอาวาส

นครพนม-มีรายงานว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า 'วัดภูเขาทองหนองญาติ เมืองนครพนม' และ 'วัดภูเขาทอง เมืองนครพนม' ขอเข้าไปเป็นเพื่อนกับหญิงสาวหลายรายในหลายๆ จังหวัด ใช้รูปโปร์ไฟล์เป็นหญิงสาวโป๊เปลือย พร้อมกับมีหน้าของพระ 2 รูป อ้างว่าชื่อ 'พระหน่อง' เจ้าอาวาส และ 'พระใหม่' พระลูกวัด ปรากฏในเฟซบุ๊กดังกล่าว จนญาติโยมสงสัยในพฤติกรรม   โดยพระอธิการบุญมี หรือชื่อเล่นว่า หน่อง ตกใจที่มีรูปของตนปรากฏอยู่ในเฟซบุ๊ก พร้อมยืนยันกับญาติโยมว่าตนไม่ใช่เจ้าของเฟซบุ๊กนี้ แต่สงสัยอดีตพระลูกวัดสองรูปที่หนีออกจากวัดไปครึ่งปีนี้ คือพระพิชัย แก้วมณี อายุประมาณ 40 ปี และพระพิเชษฐ์ ขันธะภักดี อายุ 52 ปี   พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆว่า รู้จักกับพระพิชัยซึ่งพื้นเพเป็นคนจังหวัดขอนแก่น ครั้งไปเข้าปริวาสกรรมที่จังหวัดหนองบัวลำภู จากนั้นปี 59 พระพิชัยก็เดินทางมาหาที่วัด ตนจึงชักชวนให้จำพรรษาอยู่ด้วยกัน ระหว่างนั้นพระพิชัยก็รู้จักมักคุ้นกับโยมที่เป็นกรรมการวัด 2-3 คน   ต่อมาถึงปี 60 พระพิเชษฐ์ พื้นเพเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด ได้มาเยี่ยมเพื่อนชื่อพระใหม่ ซึ่งเป็นพระลูกวัดของตน พี่น้องของพระใหม่จึงขอให้ตนรับพระพิเชษฐ์จำพรรษาด้วย พระทั้งสามรูปจึงมีความสนิทสนมกันยิ่งขึ้น   กระทั่งมีการเลือกกรรมการวัดชุดใหม่ แทนชุดเก่าที่หมดวาระลง พระพิชัยตั้งตนเป็นแกนนำให้ชาวบ้านเลือกกรรมการที่ตนเองเสนอชื่อไป ปรากฎว่าไม่มีใครเลือกบุคคลที่พระพิชัยเสนอ ทำให้เกิดความแค้นฝังใจ พระพิชัยและพระพิเชษฐ์ร่วมมือกันกับชาวบ้านพรรคพวกของตน หาเรื่องใส่ร้ายพระอธิการบุญมีให้ได้รับความเสียหาย   โดยตั้งเฟซบุ๊กปลอมอ้างว่าชื่อ พระหน่อง เจ้าอาวาส ขณะนั้นพระการุณ อัจจาทโร อายุ 48 ปี พระลูกวัดอีกรูป เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของพระทั้งสอง โดยใช้พระใหม่เป็นเครื่องมือช่วยในการเติมเงินใส่เบอร์โทรศัพท์ พระการุณจึงไปบอกพระใหม่ และให้คิดในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า การที่พระทั้งสองสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ก็ไม่ต่างจากพระเทวทัต   พระใหม่ เผยว่าสนิทกับพระทั้งสองจริง แต่ไม่รู้เรื่องที่พระคู่นี้ดำเนินการอะไร จึงแอบดูจนรู้ความจริงว่าพระทั้งสองปลอมเฟซบุ๊กใส่ร้ายเจ้าอาวาส เกิดความสำนึกผิดจึงเข้ารับสารภาพกับพระอธิการบุญมีที่กุฏิ จากนั้นก็เรียกพระทั้งคู่มาสอบสวนกลางดึก แต่ทั้งสองไม่ยอมรับความจริง   กระทั่งรุ่งเช้าตอนออกบิณฑบาตจึงรู้ว่าพระพิชัยกับพระพิเชษฐ์หนีออกจากวัดไปแล้ว ทางพระอธิการบุญมีก็ไม่ได้เอะใจว่าพระทั้งสองจะใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวใส่ร้าย จนมีญาติโยมมาสอบถามข้อเท็จจริง จึงพากันไปแจ้งความดำเนินคดี   พระใหม่ เผยอีกว่าพระพิชัยต้องการเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ จึงร่วมกับพระพิเชษฐ์และชาวบ้าน 2-3 คน วางแผนโค่นล้มพระอธิการบุญมี โดยหวังจะเข้ามาดูแลเรื่องเงินๆทองๆ จึงสอดแทรกคนของตนเข้าคัดเลือกเป็นกรรมการวัดชุดใหม่ แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะชาวบ้านไม่เลือก ทำให้คนกลุ่มนี้ใช้วิชามารหาเรื่องใส่ร้ายเรื่อยมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหมายเรียกพระทั้งสองมาให้ปากคำ หากไม่มาตามหมายครบ 2 ครั้ง ก็จะออกหมายจับทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FIO3h8P9EEc

 1,539
ข่าวภูมิภาค
07 ส.ค. 61

แม่ชีเดินหน้าร้อง พศ.เอาผิดเจ้าอาวาสวัดเขาสุกิม มีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว

จากกรณี นายปรเมษฐ เนติธรรมรักษ์ ประธานชมรมเนติธรรมรักษ์ พร้อมกับพระครูธรรมธร หรือ พระปู พระวินยาธิการ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เข้ายื่นเอกสารหลักฐานต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อเอาผิด   กล่าวหาว่า พระอธิการทองพูน เจ้าอาวาสวัดเขาสุกิม ว่านำมวลชนมาปิดล้อมขับไล่ออกจากกุฏิ และไล่ทำร้ายร่างกาย และยังอ้างว่าพัวพันแม่ชีรายหนึ่ง ต่อมา พระอธิการทองพูน แถลงโต้กลับพระคู่กรณี และงัดหลักฐานเด็ด อ้างคำสารภาพของแม่ชีว่ารับจ้างสร้างเรื่อง หาเงินเรียน ปริญญาโท   ล่าสุดแม่ชีเดินหน้าร้องเรียนยืนหนังสื่อ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถระสมาคม พุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัด นครปฐมตรวจสอบ เอาผิดเจ้าอาวาสมีสัมพันธ์กับตน ยืนยันพยานหลักฐานชัดเจน   โดยนายปรเมษฐ เปิดเผยว่า นำหลักฐานมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัดดัง ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่่างเจ้าอาวาสฯ กับแม่ชี และพระบางรูปที่ออกมาเป็นพยานเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ รวมทั้งตรวจสอบเรื่ิองเจ้าอาวาสคนดังกล่าวระบุว่าพระผู้ใหญ่ 2 รูปทุจริตเงินทอนวัด   ขณะที่ แม่ชีคนดังกล่าว ระบุยืนยันว่าในส่วนของตนมีข้อมูลและหลักฐานที่แสดงถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาสคนดังกล่าวว่ามีความสัมพันธ์กับตนจริง จึงนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ เนื่องจากต้องการให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบว่าอาจเข้าข่ายการอาบัติปาราชิกหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ก็เคยร้องเรียนไปแล้วตั้งแต่ปี 2548 แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้า   กระทั่งล่าสุดเมื่อปี 2559 ก็มีคำสั่งไม่ให้ตนเข้าวัดที่พระรูปดังกล่าวเป็นเจ้าอาวาสหรือไม่ โดยตนสงสัยว่าทำอะไรผิด ทั้งที่เคยเป็นลูกศิษย์วัดดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2516 ทั้วนี้ตนไม่ขอให้รายละเอียด เนื่ิองจากเป็นเรื่องที่หน่วยงานต้องตรวจสอบ ขอให้ทางหน่วยงานออกมาให้รายละเอียดเอง   ด้านผู้รับเรื่องเปิดเผยว่าจะตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดก่อน แบ่งเป็นเรื่ิองการทุจริต และเรื่ิองธรรมวินัย จึงต้องขอเวลาในการตรวจสอบให้รอบคอบและรัดกุม พร้อมยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย   จากนั้นแม่ชีได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑลเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยมีทนายความมาด้วย ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำส่งต่อไปที่ต้น ที่เกิดเหตุจังหวัดจันทบุรี ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/N8qhaDXFdIw

 6,294
ข่าวภูมิภาค
24 ก.ค. 61

เจ้าอาวาสคนใหม่นำ จนท.บุกตรวจสอบเงินบริจาควัดบางคลาน ด้านลูกศิษย์เจ้าอาวาสเก่าเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง

พิจิตร-ที่วัดหิรัญญาราม หรือวัดบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล ทางคณะสงฆ์พร้อมด้วย รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางคลาน พร้อมกับตัวแทนเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาพิจิตร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 50 นาย ได้เข้าตรวจสอบเงินบริจาค และ เงินที่จำหน่ายวัตถุมงคล วัดบางคลาน ซึ่งเป็นวัดของหลวงพ่อเงิน พระเกจิ ชื่อดังของจังหวัดพิจิตร   โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ ได้มีชาวบ้านกว่า 200 คน ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนเจ้าอาวาสองค์เก่า ที่มีการปลดออกจากเจ้าอาวาส หลังพบมีการร้องเรียนในการบริหารวัดไม่โปร่งใส โดยชาวบ้านได้มีการมาจุดธูปเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง คณะกรรมการตรวจสอบเงิน และ มีการโต้เถียง กับทางคณะกรรมการที่จะเข้าตรวจสอบ โดยมีการโต้เถียงกันประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่คณะกรรมการจะเข้าตรวจสอบเงิน   จากนั้นทางคณะกรรมการตรวจสอบ ได้มีการตัดลูกกุญแจที่ล็อควิหารหลวงพ่อเงิน ที่ทางคณะกรรมการวัดชุดเก่าได้ล็อคไว้ แต่ไม่ได้มอบลูกกุญแจให้กับทางเจ้าหน้าที่ โดยหลังจากที่เข้าไปในวิหารได้มีการเปิดตู้บริจาค โดยมีคณะกรรมการสงฆ์ สำนักพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่กว่า 40 คน ทำการตรวจนับเงินในตู้บริจาคซึ่งจะใช้เวลาในการตรวจสอบและนับเงินในตู้บริจาค จำนวน 19 ตู้ ตู้ละ 1 ชั่วโมง   ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการตรวจนับเงินบริจาคแล้วเสร็จประมาณตี 3 และจะได้นำเงินในตู้ที่รับบริจาคทั้งหมดนำไปฝากที่ธนาคารในชื่อของบัญชีวัด คาดว่าเงินทั้งหมดเกือบล้านบาท ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกไปยังบริเวณศาลาการเปรียญอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นสถานที่เก็บวัตถุมงคลจำนวนมาก คาดว่ามีมูลค่ามหาศาลกว่าสิบล้านบาท แต่ยังมีกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนอดีตเจ้าอาวาสมายืนคุมเชิงบริเวณศาลาดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงลดการเผชิญหน้า โดยชะลอระยะเวลาออกไปก่อน ส่วนอดีตเจ้าอาวาสยังเก็บตัวอยู่ในกุฏิ   ขณะที่พระราชสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินวัดบางคลาน หลังกระบวนการของศาลจังหวัดพิจิตรทั้ง 3 ศาล ให้อดีตเจ้าอาวาสวัดส่งคืนทรัพย์สินวัด ให้รักษาการเจ้าอาวาส ซึ่งผู้มารวมตัวกันขัดขวางคงไม่รู้กระบวนการของศาล ที่มีเรื่องฟ้องร้องเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งแพ่ง อาญา ฟ้องหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง และทุกเรื่อง เมื่อ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา   โดยเป็นวัดเดียวในจังหวัดพิจิตรที่มีปัญหามากที่สุด “การออกมาใส่ร้ายกล่าวหาพระผู้ใหญ่ คือกล่าวหาตนไปเรียกเงิน ตนบอกไปแล้วว่า การที่เราขอยืมเงินไปสร้างอุโบสถ์ วัดถ้ำชาละวัน วัดบางคลานไม่ให้ ก็จบแล้ว ไม่เกี่ยวกับการสั่งปลดใคร อย่านำมาเป็นประเด็นหาว่าตนสั่งปลดเจ้าอาวาส จริงๆ แล้วการสั่งปลดพระครูวิสิฐ สีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลานนั้น เพราะถูกร้องเรียนหลายเรื่องหลายประเด็น กระทั่ง พระเถระสมาคมตั้งกรรมการสอบและสั่งปลดออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาปลดกันได้ ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานคนที่ชูเอกสารเพื่อดำเนินคดี   พระราชสิทธิเมธี  กล่าวอีกว่า ยอมรับว่า วัดบางคลาน หลวงพ่อเงิน มีผลประโยชน์มาก ดังนั้น จะไปปรึกษาหลายฝ่าย เพื่อขอยกวัดบางคลาน เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเงินเกจิชื่ดังของชาวพิจิตรให้อยู่ในความดูแลภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ในรัฐกาลที่ 10 เพราะต่อไปใครจะขอสร้างหลวงพ่อเงิน หรือทำอะไร จะโดยตรงที่พระบรมราชูปถัมภ์ในรัฐกาลที่ 10 เพราะทุกวันนี้ ใครจะสร้างหลวงพ่อเงิน ไม่มีการขออนุญาต มีแต่แสวงหาผลประโยชน์     ด้านพระครูพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม กล่าวว่า ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งมา 4 ปี ไม่สามารถเข้ามาจัดระเบียบบริหารวัด หรือ ตรวจสอบบัญชี วัตถุมงคล ภายในวัดได้เลย เนื่องจากมีกลุ่มมวลชนของอดีตเจ้าอาวาสมาขัดขวางตลอดเวลา จึงนำมาด้วยคำสั่งศาลในวันนี้ เพื่อตรวจนับเงินบริจาค ตรวจสมุดบัญชีธนาคารอื่นๆ   สำหรับข้อพิพาทขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้าน วัดบางคลาน และ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ เนื่องจากมีคดีความฟ้องร้องถึงศาลฎีกาพิพากษา ที่ปลดอดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ชอบด้วยกฎหมายถูกต้องแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่ 5437/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 รวมถึงการใช้อำนาจในแต่งตั้ง รักษาการเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน องค์ใหม่ และแต่งตั้งคณะไวยาวัจกรชุดใหม่เพื่อดูแลวัดวาอารามและทรัพย์สินเงินทองของวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน แต่ยังมีกลุ่มชาวบ้าน ที่ยังสนับสนุน เจ้าอาวาสองค์เก่า จึงมีการขัดแย้ง กับทางเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oTqosCZu260

 13,975
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
14 มิ.ย. 61

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า เปิดปูม 'พิสิฐชัย' จนท.ดีเอสไอ ปมโพสต์แฉเงินทอนวัด

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตามประเด็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ มีคำสั่งให้นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษระดับซี 8 กองคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ้นจากหน้าที่ทันที   หลังโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มีการจับกุมดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดชื่อดังใน กทม. เกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด โดยให้ไปปฎิบัติหน้าที่สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ   นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่นายพิสิฐชัย มีความสนิทสนมกับพระดังหลายราย ทั้งวัดธรรมกาย รวมทั้งอดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม  อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม  ที่หลบหนีคดีเงินทอนวัดอยู่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NsbwqxydLtc

 9,008
สังคม-อาชญากรรม
24 พ.ค. 61

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ให้ประกัน5พระผู้ใหญ่คดีโกงเงินทอนวัด-จับสึก ก่อนคุมส่งเรือนจำฯ

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง  หลังจากตำรวจกองบังคับการปราบปราม นิมนต์เชิญ  พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระครูสิริวิหารการสมจิตร จันทร์ศรี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศ, พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ // พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร  และ พระอรรถกิจโสภณ เลขาเจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสามพระยา   ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินทอนวัด  มาฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง          ศาลฯใช้เวลาพิจารณานานหลายชั่วโมงกระทั่งล่าสุด ศาลได้มีคำสั่ง ไม่ให้ประกันพระผู้ใหญ่ทั้ง 5 รูป ทำให้ตามกระบวนการต้องสึกจากความเป็นพระ และคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ        ขณะที่ น.ส.ฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา มารดาของร.ท.ฐิติทัศน์ พิพนธ์พิทยา นาย ทหารสังกัด ศรภ. และ น.ส.นุชรา สิทธินอก ศาลไม่ให้ประกันตัวเช่นกัน  ก่อนจะคุมตัวทั้งหมด เข้าเรือนจำฯ      

 8,747
สังคม-อาชญากรรม
24 พ.ค. 61

สึก 'พระพุทธอิสระ' พร้อมคุมตัวเข้าเรือนจำ หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

     จากกรณีตำรวจกองปราบปราม ได้ควบคุมตัว “พระพุทธะอิสระ” หรือพระสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีปล้นทรัพย์และเป็นหัวหน้าอังยี่ ซ่องโจร และคดีปลอมพระปรมาภิไธย 2 สำนวน โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวมายื่ขอฝากขังต่อศาลอาญา ถ.รัชดาฯ พร้อมคัดค้านการประกันตัว นั้น        ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้ใช้เวลาในการพิจารณาคำร้องฝากขังนานกว่า  4 ชั่วโมง ก่อนที่อนุญาตตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวนรับฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.- 4 มิ.ย.นี้  พร้อมให้นำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ         นอกจากนี้ มีรายงานว่าเมื่อเวลา 16.00 น.  ทางสำนักพุทธทาสศาสนาได้นิมนต์พระชั้นผู้ใหญ่จากวัดเสมียนนารี 3 รูป มายังศาลอาญาเพื่อทำการลาสิกขาพระพุทธะอิสระที่ห้องควบคุมอย่างเงียบๆ เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมราชฑัณฑ์ นำรถคุมขัง 4 ประตูมารับด้านใน โดยพบนายสุวิทย์สวมชุดขาวเดินออกมาจากห้องคุมขังด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นอกจากนี้ยังพบลูกศิษย์ที่ยกมือไหว้ร่ำไห้ และตะโกนว่า "หลวงปู่สู้ๆ"  

 16,436

Top