ค้นหา :

ผลการค้นหา "เจ้าอาวาส"

ข่าวภูมิภาค
03 ก.ย. 62

เจ้าอาวาสวัดข่มขืน ด.ญ.นาน 5 ปี จนตั้งท้อง ขู่แฉคลิปแบล็คเมล์ เด็กในหมู่บ้านโดนหลายคน

บุรีรัมย์-ชาวบ้านจับกลุ่มวิจารณ์ กรณีมีพระซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ขนข้าวของย้ายออกจากวัด แล้วไปจำวัดอื่นในพื้นที่ อ.นางรอง เนื่องจากได้ข่มขืน ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.เมืองฝาง ตั้งแต่ปี 2558  นาน 5 ปี จนตอนนี้เด็กอายุได้ 18 ปี แต่เรื่องมาแดงขึ้นเพราะเด็กตั้งท้องได้ 5 เดือน   นางอำพร (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี แม่ของน้องบี เล่าว่า ตนเป็นม่ายทำงานอยู่กรุงเทพฯ  โดยให้ลูกสาวอยู่กับตายายที่บ้าน เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แม่ของตน โทรศัพท์บอกว่าลูกสาวมีอาการผิดปกติคล้ายคนตั้งท้อง ตนจึงเดินทางกลับบ้านสอบถามลูกสาว จนลูกยอมรับว่าตั้งท้องกับ เจ้าอาวาส เพราะได้เสียกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 ภายในกุฎิวัด   โดยเหตุเกิดเมื่อปี 2558 ลูกสาวไม่สบายนอนอยู่ห้องพยาบาลโรงเรียน จากนั้นเจ้าอาวาสทราบข่าว ได้ขับรถไปรับ เพราะเด็กเคยเข้าวัดนั่งสมาธิเป็นประจำ ลูกสาวเล่าต่อว่า จากนั้นเจ้าอาวาสให้นั่งสมาธิในกุฎิ ต่อมาเจ้าอาวาสได้เอาขวดน้ำมาให้ดื่ม เวลาผ่านไปไม่นานก็ไม่รู้สึกตัว ตื่นมาอีกทีพบว่าไม่มีเสื้อผ้า โดยเจ้าอาวาสยังข่มขู่ด้วยว่า ห้ามนำเรื่องไปบอกใครเพราะได้ถ่ายคลิปไว้  และขู่ว่าจะนำคลิปไปเผยแพร่   หลังจากทราบเรื่องจากลูกสาว ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.สองห้อง อ.เมือง ตำรวจได้เรียกตัวเจ้าอาวาสไปสอบสวน  และให้การรับสารภาพว่าทำจริง และจะขอชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท ตอนนั้นตนไม่มีทางเลือก และไม่สามารถเอาผิดคดีพรากผู้เยาว์กับเจ้าอาวาสได้ เพราะลูกสาวอายุเกินกว่า 18 ปีแล้ว จึงรับเงินค่าเสียหายที่เจ้าอาวาสเสนอให้ต่อหน้าตำรวจ   แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคาใจคือ หลังจบเรื่องเจ้าอาวาสได้ขนข้าวของย้ายออกจากวัด ไปจำวัดที่วัดอื่นทางอำเภอนางรอง ซึ่งตนถือมองว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งตามหลักแล้ว เจ้าอาวาสควรจะสึกออกจากการเป็นพระ เพราะทำผิดวินัยสงฆ์   ทั้งนี้ที่ผ่านมาเจ้าอาวาส  เคยกระทำชำเราเด็กในหมู่บ้านหลายคน แต่ชาวบ้านไม่กล้าปริปาก เพราะเจ้าอาวาส เป็นพระนักพัฒนา ชาวบ้านเคารพนับถือ จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมาย และให้สึกออกจากการเป็นพระ เพราะอาจจะไปก่อเหตุกับเยาวชนในพื้นที่อื่นอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Txok1QWL-Us

 8,597
ข่าวภูมิภาค
02 ก.ย. 62

เจ้าอาวาส ข่มขืน นร.สาว นาน 5 ปี เรื่องแดงเพราะท้อง ล่าสุดย้ายวัดหนี

วันที่ 2 ก.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่ามีเจ้าอาวาสแห่งหนึ่ง ใน ต.เมืองฝาง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ขนข้าวของย้ายออกจากวัด ไปจำวัดอื่นในพื้นที่ อ.นางรอง เนื่องจากได้ข่มขืน น้องบี (นามสมมุติ) ซึ่งขณะนั้นอายุ 13 ปี ตั้งแต่ปี 2558 หรือ 5 ปีที่ผ่านมา จนขณะนี้เด็กสาวอายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งเรื่องมาแดงขึ้นเพราะเด็กสาวตั้งท้องได้ 5 เดือน   จากการสอบถามแม่ของ น.ส.บี เล่าว่า ตนเป็นม่ายทำงานอยู่กรุงเทพฯ ให้ลูกสาวอยู่กับตายายที่บ้าน เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาแม่ของตน หรือยายของลูก โทรศัพท์บอกว่าลูกสาวมีอาการผิดปกติคล้ายคนตั้งท้อง ตนจึงเดินทางกลับบ้านสอบถามลูกสาว จนลูกยอมรับว่าได้ตั้งท้องกับเจ้าอาวาสวัดดังกล่าว เพราะได้เสียกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.2 ภายในกุฎิเจ้าอาวาส   แม่ของ น.ส. บี เล่าต่อว่า จากการสอบถามลูกสาว เจ้าอาวาสมีพฤติกรรมที่ถือว่าโหดเหี้ยม วันเกิดเหตุเมื่อปี 2558 ลูกสาวไม่สบายนอนอยู่ห้องพยาบาลโรงเรียน เจ้าอาวาสทราบข่าว ได้ขับรถไปรับ เพราะเด็กเคยเข้าวัดนั่งสมาธิเป็นประจำ ลูกสาวเล่าต่อว่า จากนั้นเจ้าอาวาสให้นั่งสมาธิในกุฎิ ในเวลาต่อมาเจ้าอาวาสได้เอาขวดน้ำมาให้ดื่ม เวลาผ่านไปไม่นานลูกสาวไม่รู้สึกตัว ตื่นมาอีกทีพบว่าไม่มีเสื้อผ้า โดยเจ้าอาวาสยังมาขู่ด้วยว่า ห้ามนำเรื่องไปบอกใครเพราะได้ถ่ายคลิปไว้ มิเช่นนั้นจะเอามาแฉ    ซึ่งจากคำบอกเล่าของลูกสาว ยิ่งทำให้ตนรับไม่ได้ เพราะแต่ละครั้งเจ้าอาวาสจะสั่งให้ไปหา และขู่ทุกครั้ง ลูกสาวอึดอัดแต่ไม่มีที่ปรึกษา    โดยหลังจากทราบเรื่องจากลูกสาว ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.สองห้อง อ.เมือง ตำรวจได้เรียกตัวเจ้าอาวาสไปสอบสวน โดยเจ้าอาวาสได้ให้การรับสารภาพว่าทำจริง และจะขอชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท ตนไม่มีทางเลือก และไม่สามารถเอาคดีพรากผู้เยาว์กับเจ้าอาวาสได้ เพราะลูกสาวอายุเกินกว่า 18 ปีแล้ว จึงรับเงินค่าเสียหายที่เจ้าอาวาสเสนอให้ต่อหน้าตำรวจ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคาใจคือ หลังจบเรื่องเจ้าอาวาสได้ขนข้าวของย้ายออกจากวัด ไปจำวัดที่วัดอื่นทาง อ.นางรอง ซึ่งตนถือว่าไม่ถูกต้อง ที่จริงแล้วควรจะสึกออกจากการเป็นพระเพราะถือว่าเป็นมารศาสนา   

 20,730
ข่าวภูมิภาค
14 ส.ค. 62

ขับไล่เจ้าอาวาสวัดดังเมืองคอนมั่วสีกา ค้นกุฏิเจอกางเกงในหญิง-ปืน-เบียร์แช่ตู้เย็น

นครศรีธรรมราช-ชาวบ้านกว่า 300 คน มารวมตัวกับปิดล้อมกุฏิเจ้าคณะตำบล และเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง ใน อ.ร่อนพิบูลย์ หลังทนเห็นพฤติกรรมพาสีกาเข้ามาอยู่ภายในกุฏิมานานแล้ว โดยเจ้าอาวาสวัย 48 ปี ไม่ได้อยู่ภายในกุฏิแล้ว ทราบว่าได้หนีออกจากวัดไปตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา   จากการตรวจสอบภายในกุฏิที่พักของเจ้าอาวาส พบเงินเป็นธนบัตรพัน ร้อย ยี่สิบ และเหรียญต่างๆ ตั้งระเนระนาดอยู่ทั่วบริเวณรวมถึงสมุดบัญชีธนาคาร 4 เล่มและอาวุธปืนพกสั้น 1 กระบอก   นอกจากนี้ยังมีกางเกงใน เสื้อและผ้าถุงของผู้หญิงตากอยู่ภายในกุฏิ ขวดโหลเหล้ายาดองตั้งอยู่บนตู้ 4 ขวด รวมทั้งเบียร์ยี่ห้อหนึ่งแช่อยู่ในตู้เย็น 1 ขวด     ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บเงินที่พบอยู่บนโต๊ะ ใต้โต๊ะออกมานับ โดยนับได้ทั้งหมด 51,688 บาท และมีธนบัตรฉบับละ 1 พันบาทหลายใบก็มีรอยชำรุดจากการถูกปลวกกิน เนื่องจากทิ้งไว้ และในสมุดบัญชีมีเงินอีกจำนวนหนึ่ง โดยอาวุธปืนเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไปตรวจสอบที่ สภ.ร่อนพิบูลย์   กรรมการวัดและเป็นคนขับรถให้เจ้าอาวาสกล่าวว่า เห็นพฤติกรรมของเจ้าอาวาสมาหลายปีเกี่ยวกับการทำผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีกา และวาจาที่ด่าทอชาวบ้าน ทนเก็บไว้และเคยเตือนท่านแต่ก็ไม่ฟัง จนกระทั่งชาวบ้านทราบข่าวจึงเข้ามาจับผิด พบว่าเจ้าอาวาสได้พาสีกา เป็นคนในพื้นที่มาหลับนอนในวัด และชาวบ้านได้เข้ามาหาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ปิดประตูกุฏิไม่ให้เข้าไปด้านใน   พอช่วงชาวบ้านกลับไปหมดท่านก็ได้หนีออกจากวัดไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันนี้ชาวบ้านจึงมารวมตัวกันเพื่อที่จะพิสูจน์หลักในกุฏิก็พบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงกางเกงในผู้หญิง และพบว่าสมบัติของวัดสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆถูกทิ้งขว้างแบบไม่ได้รับการสนใจทำให้ชำรุดเสียหายเป็นจำนวนมาก   สำหรับที่วัดแห่งนี้ชาวบ้านเค้าเสื่อมศรัทธาต่อเจ้าอาวาสและไม่มีใครเข้าวัดมานานแล้วมีอยู่เพียงไม่กี่ครอบครัว ที่เข้าออกวัด ส่วนพระลูกวัดเมื่อก่อนมีอยู่รูปหนึ่งเป็นพระชราและพิการ เจ้าอาวาสก็ไล่ออกจากวัดพระรูปนั้นก้มกราบขออยู่ก็ไม่ยอม   ทั้งวัดมีแต่เจ้าอาวาสรูปเดียวไม่มีพระรูปใดอยู่ เพราะแกไม่ยอมให้อยู่ ที่ผ่านมาแกจะรับนิมนต์และเป็นพระอุปัชฌาย์ให้กับคนนอกพื้นที่เป็นหลัก แต่ในพื้นที่จะไม่มีใครนิมนต์เลยเพราะรู้พฤติกรรม ซึ่งหลังจากนี้ก็คงจะต้องช่วยกันพัฒนาวัดเพื่อให้กลับมาเป็นวัดอีกครั้ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7v0oSAPdCT0

 4,199
ข่าวภูมิภาค
12 ส.ค. 62

ช็อก คนร้ายบุกยิง เจ้าอาวาสวัดทุ่งไก่ดัก มรณภาพ ท่ามกลางผู้ที่มาผู้ปฏิบัติธรรม

วันที่ 12 ส.ค. 62 เมื่อเวลา 05.00 น. ร.ต.อ.กัณตภณ สักขาพรม ร้อยเวร สภ.เมืองตราด ได้รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันเสียชีวิตที่สำนักปฏิบัติธรรมวัดสุวรรณภักดี (วัดทุ่งไก่ดัก) ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ    ที่เกิดเหตุเป็นศาลา 8 เหลี่ยมซึ่งเป็นสถานที่ทำวัตรเช้าของพระ และผู้ปฏิบัติธรรม รวมทั้งสิ้น 60 คน ซึ่งทุกคนอยู่อาการตื่นตกใจ โดยพบเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภักดี อายุ 59 ปี ถูกคนร้ายยิงมรณภาพอยู่บนอาสนะ จากการชันสูตรศพ พบถูกยิงที่หน้าท้อง 1 นัด และศีรษะอีก 2 นัด    นายธรรมฤทธิ์ จุลสินธุ์ อายุ 56 ปี โฆษกวัดสุวรรณภักดี ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เล่าว่า คนร้ายเดินเข้ามาทำทีจะเข้ามาถวายนมพระ แต่ได้หยิบปืนที่อยู่ในถุงพลาสติกยิงเจ้าอาวาสขณะสวดมนต์ ก่อนที่คนร้ายจะหลบหนีไป   ในเวลาต่อมา ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองตราด ทราบตัวผู้ก่อเหตุ คือ นายพินิจ ศิริรูป อายุ 61 ปี อยู่บ้านที่ ม.4 ต.ท่ากุ่ม อ.เมือง จ.ตราด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปที่บ้านหลังดังกล่าว พบนายพินิจ ศิริรูป อยู่ในอาการเคร่งเครียด อยู่ภายในบ้าน ก่อนที่จะเดินออกจากบ้านมามอบตัวกับตำรวจ เจ้าหน้าตำรวจจึงได้นำตัวนายพินิจ ศิริรูป ไป ยังสภ.เมืองตราด เพื่อทำการสอบสวนต่อไป   ขอบคุณข้อมูล : มติชน  

 3,836
การเมือง
08 ส.ค. 62

ศาลสั่ง 'สว.กิตติศักดิ์' ออกนอกพื้นที่ - ห้ามยุ่งกิจการวัดหลวงพ่อเงิน บางคลาน

ศาลยุติธรรมจังหวัดพิจิตร ได้คำพิพากษา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา กับพวกรวม 11คน ชุมนุมและยึดครองควบคุมพื้นที่วัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน จ.พิจิตร ด้วยการปิด-เปิดประตูวัด มิยอมให้บุคคลที่มิใช่ฝ่ายนายกิตติศักดิ์เข้าออกพื้นที่โดยอิสระ และได้ยึดครอบครองควบคุมและหวงกันพื้นที่บางส่วนไว้ เช่น กุฎิอดีตเจ้าอาวาส วิหารหลวงพ่อเงิน   โดยศาลให้ขับไล่จำเลยทั้ง 11 คน และบริวารออกจากวัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน พร้อมขนย้ายสิ่งของและสิ่งก่อสร้างออกจากวัด ห้ามจำเลยทั้ง 11 คน และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของวัด ห้ามจำเลยทั้ง 11 คน และบริวาร พักอาศัยหรือชุมนุมในวัด และห้ามจำเลยทั้ง 11คน และบริวารขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ พระครูพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม หรือ วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ดังกล่าวอีกด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wvKXEbgfHco

 10,207
ข่าวภูมิภาค
25 ก.ค. 62

ชาวบ้านขับไล่ เจ้าอาวาสวัดดังสงขลา กกสีกาพม่าคากุฏิ-บริหารวัดไม่โปร่งใส

สงขลา-ชาวบ้านกว่า 500 คน ใน ต.พะวง อ.เมือง รวมตัวกันหน้ากุฎิเจ้าอาวาส เพื่อกดดันและขับไล่ให้ พระมหาเอกชัย ชุติมนุโต เจ้าอาวาสวัดน้ำกระจาย ออกจากวัดโดยทันที หลังชาวบ้านได้สังเกตุเห็นมีผู้หญิงอยู่ในกุฎิพระในยามวิกาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม   อีกทั้งที่ผ่านมาชาวบ้านยังตั้งข้อสงสัยถึงการบริหารเงินวัดที่ไม่โปร่งใสโดยไม่มีคณะกรรมการวัดคอยกำกับดูแลการเบิกจ่ายเงินของวัด อีกทั้งยังมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้านเป็นที่เอือมระอาของชาวบ้าน ไม่เหมาะสมที่จะเป็นเจ้าอาวาส ก่อนที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบ   ซึ่งหลังจากที่ตำรวจได้รับแจ้งจากชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านได้บุกเข้าไปตรวจสอบที่กุฏิเจ้าอาวาส พบว่าภายในกุฏิซึ่งอยู่ด้านหลังวัด พบผู้หญิงสัญชาติพม่า จำนวน 5 คน อยู่ในกุฎิ และพบพระสงฆ์สัญชาติพม่าจำนวน 2 รูป ซึ่งอยู่กุฎิติดกัน หลังจากที่เจ้าหน้าตำรวจตรวจสอบเอกสารพบว่าทั้งหมดได้เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถถามถึงสาเหตุที่เข้ามาอยู่ในวัดนี้ได้เนื่องจากพูดจากันไม่รู้เรื่อง   หลังจากนั้นได้มีชาวบ้านเดินทางเข้ามาเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่วัด ขณะเดียวกันชาวบ้านอีกกลุ่มได้เข้าไปนำพระมหาเอกชัย เจ้าอาวาสซึ่งนั่งสวดมนต์ อยู่ในศาลาการเปรียญ พร้อมกับตะโกนขับไล่เจ้าอาวาสให้ออกจากวัด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเจ้าอาวาสเข้าไปนั่งในรถเนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากชาวบ้าน   ต่อมาเจ้าคณะตำบลพะวง พร้อมด้วยตำรวจ ได้เดินทางมาหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าว โดยได้นำพระมหาเอกชัย เจ้าอาวาส พร้อมกับผู้หญิงสัญชาติพม่า และพระสงฆ์สัญชาติพม่า อีก 2 รูป ขึ้นรถตำรวจออกจากวัด ทันทีและยอมลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำกระจาย และจะทำการย้ายวัดไปอยู่ที่วัดอื่น ทำให้ชาวบ้านต่างพอใจและแยกย้ายกับกลับบ้าน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Xtt-u6Pt3T8

 4,493
ข่าวภูมิภาค
11 ก.ค. 62

สาวถูกจับก้นในโบสถ์ แจ้งความหลวงพ่อ-สื่อท้องถิ่น โพสต์ใส่ร้ายชอบนุ่งสั้นเข้าวัด เตือนแล้วไม่ฟัง

สงขลา-คดีหญิงสาวถูกจับก้นในวัดดังหาดใหญ่ยังวุ่นไม่จบ ล่าสุดหญิงสาวรายนี้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดและเพจข่าวท้องถิ่นในอ.หาดใหญ่ ที่ให้สัมภาษณ์ใส่ร้ายและนำเสนอข่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาท จากที่เป็นผู้ถูกกระทำและออกมาเตือนภัยสังคมให้ตำรวจจับคนร้ายแต่กลายเป็นฝ่ายถูกจับผิดแทน   จากคดีหญิงสาวถูกชายหนุ่มขยำก้นในโบสถ์วัดศรีสว่างวงศ์ หรือ วัดเกาะเสือ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังไม่จบและทำท่าจะวุ่นวายต่อ เพราะหลังจากที่เมื่อวานนี้หญิงสาวคนนี้ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดเกาะเสือ ที่นำภาพหญิงคนหนึ่งที่นุ่งสั้นไปนั่งไหว้พระในโบสถ์มาโพสต์ผ่านโซเชียล ตอบโต้ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของหญิงสาวคนนี้ที่นุ่งสั้นห่มสั้นเข้าวัดและเคยตักเตือนแล้ว แต่กลับตอบกลับว่าพระยิ่งเตือนก็ยิ่งชอบ   ล่าสุดหญิงสาวคนนี้ก็ได้ไปแจ้งความที่สภ.หาดใหญ่ อีกรอบ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พระครูปลัดภูวนัย สุเมธโส เจ้าอาวาสวัดศรีสว่างวงศ์ ที่พูดใส่ร้ายตน และเพจข่าวท้องถิ่นใน อ.หาดใหญ่ เพจหนึ่งที่นำบทสัมภาษณ์เจ้าอาวาสไปลงในลักษณะหมิ่นประมาท   โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ตนต้องการออกมาช่วยเหลือสังคม ให้ตำรวจจับกุมชายโรคจิตคนนี้ที่ก่อเหตุขยำก้นเธอในวัด เพื่อไม่ให้ไปก่อนเหตุกับลูกหลานใครอีก และไม่เคยพูดจาให้ร้ายวัดเกาะเสือและวัดก็ไม่ได้ผิดอะไร หรือเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ เพียงแค่เหตุเกิดที่วัดเกาะเสือเท่านั้น   แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าอาวาส นำภาพขณะตนนุ่งสั้นมาโพสต์และให้สัมภาษณ์ ในลักษณะใส่ร้ายตนว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนุ่งสั้นมาวัดทำให้เป็นสาเหตุให้ถูกขยำก้น และเคยตักเตือนตนหลายครั้ง   ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เคยมีเจ้าอาวาส หรือพระองค์ไหนในวัดมาเตือน และก็ไม่เคยไม่พูดคุยหรือยุ่งเกี่ยวกับพระเพียงแค่มาสวดมนต์ขอพระในโบสถ์เท่านั้น   แต่กลับกลายเป็นว่าตนกลายเป็นจำเลยสังคม ทำให้วัดเสียหายและถูกเจ้าอาวาสตำหนิ แทนที่จะมาช่วยกันจับตัวคนร้ายแต่กลับมาโทษเธอคนเดียว ทั้งๆที่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวัดหรือพระในวัดเลย   เช่นเดียวกับเพจหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ที่นำบทสัมภาษณ์เจ้าอาวาสไปลงจนตนเองกลายเป็นฝ่ายผิด และตกเป็นจำเลยสังคมทั้งๆที่เป็นผู้ถูกกระทำ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความอีกครั้ง เพื่อให้ดำเนินกับทั้งเจ้าอาวาสวัดเกาะเสือ และเพจที่เสนอข่าวบิดเบือน จนทำให้เธอเสียหาย ซึ่งเข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และพรบ.คอมพิวเตอร์ด้วย   หญิงสาวคนนี้ยังบอกอีกว่า ที่ออกมาเพื่อต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง เพราะเธอเป็นผู้ถูกกระทำและนำเรื่องที่เป็นภัยสังคมออกมาเตือน ไม่ได้จะหาเรื่องกับพระหรือทำให้วัดเสียหาย แต่กลับกลายเป็นว่าตนถูกพระจับผิด แทนที่จะมาช่วยกันแก้ปัญหาสังคมจับโจรโรคจิตเพื่อไม่ให้ไปก่อเหตุกับใครอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9azzQ8ACI2E

 1,996
ข่าวภูมิภาค
24 มิ.ย. 62

คนใจบาปบุกยิงหมูป่า วัดดังสุพรรณฯ เลือดไหลน่าเวทนา คาดลอบยิงไปชำแหละ

สุพรรณบุรี-พระอธิการเช้ากมฺมสุทฺโธ อายุ 70 ปีเจ้าอาวาสวัดเขาใหญ่ หมู่ 2 ต.เขาพระ อ.เดิมบางนางบวช แจ้งว่ามีคนร้ายบุกเข้ามายิงเจ้สบิลลี่ หมูป่าอายุประมาณ 6 ปี ที่ทางวัดเลี้ยงไว้ ได้รับบาดเจ็บ   เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยกันล้อมจับอย่างทุลักทุเล เพื่อนำตัวไปรักษา ตรวจสอบเบื้องต้นพบเจ้าบิลลี่ ถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่แก้มซ้ายใกล้ตาเลือดไหลเป็นทางเป็นที่น่าเวทนา เจ้าหน้าที่จึงอาบน้ำทำความสะอาดล้างบาดแผล และฉีดยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เดิมบางนางบวช มาตรวจสอบเพื่อสืบสวนหาตัวคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุ   เจ้าอาวาสบอกว่า ทางวัดได้เลี้ยงหมูป่าไว้ให้อยู่กับธรรมชาติ ครั้งแรกมีไม่กี่ตัวต่อมาได้ออกลูกออกหลานทำให้ปัจจุบันนี้มีหมูป่าทั้งหมดกว่า 20 ตัว โดยทางวัดจะนำข้าวก้นบาตรที่เหลือจากพระฉันแล้วมาเป็นอาหาร   กระทั่งวันนี้ขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจของสงฆ์ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่บริเวณทางเข้าวัดพร้อมกับเสียงหมูป่าที่เลี้ยงไว้ร้องขึ้นเสียงดังจึงรีบลงมาดูก็พบรถยนต์กระบะสีดำ จำทะเบียนไม่ได้ ขับออกไปจากบริเวณวัดอย่างรวดเร็ว จึงรีบไปดูเจ้าหมูป่าก็พบว่าเจ้าบิลลี่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ มีเลือดไหนไหลออกมาที่บริเวณแก้มซ้ายใกล้กับตา จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยกันนำส่งไปรักษา   สำหรับคนร้ายที่ก่อเหตุยิงหมูป่าของวัดครั้งนี้ คาดว่าเป็นพวกที่ใจทรามเห็นว่าที่วัดแห่งนี้มีหมูป่าอยู่จำนวนมาก จึงเข้ามาลอบยิงเพื่อนำไปชำแหละเนื้อขาย หรือยิงไปทำอาหารกิน ก่อนหน้านี้ เจ้าโบ้ หมูป่าเพศผู้ของวัดที่เลี้ยงไว้อายุเกือบ 10 ปีน้ำหนัก ประมาณ 200 กิโลก็เคยถูกคนร้ายลอบยิงได้รับบาดเจ็บรอดตายมาแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CP86f0_zRLA

 1,317
ข่าวภูมิภาค
20 มิ.ย. 62

จับแล้ว อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก ยักยอกพระพุทธรูป-วัตถุโบราณไปขายนับร้อย

จากกรณี กลุ่มชาวบ้านวัดถ้ำตะโก จ.ลพบุรี ได้เดินทางเข้าร้องตำรวจกองปราบ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เร่งรัดติดตามจับกุมตัว นายอนุชาติ สุนทร หรือ พระหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก พุทธโสภา ที่แอบยักยอกวัตถุโบราณของวัดออกไปและหลบหนีหายไป มูลค่าหลายล้านบาท   ล่าสุดตำรวจจับกุมอดีตพระอนุชาติได้แล้ว ขณะหลบหนีมาพักอยู่ที่รีสอร์ทใน จ.ยโสธร โดยพฤติการณ์คือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโกพุทธโสภา เมื่อปี พ.ศ.2551 และปฏิบัติหน้าที่เรื่อยมา ​ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี 2558 - 2560 ได้แอบยักยอกพระพุทธรูปหลวงพ่อพุทธโสภา (พระประธานในโบสถ์)   รวมทั้งพระพุทธรูปปางต่างๆ เครื่องลายครามสมัยโบราณ และของเก่าสมัยโบราณนับ 100 รายการ ซึ่งกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวน 69 รายการ จากการตรวจสอบพบว่าสูญหายไป 53 รายการ โดยอ้างว่าได้รับการประสานจากวัดดังในจังหวัดสิงห์บุรี จะนำไปสร้างพิพิธภัณฑ์ ที่วัดดังของจังหวัดสิงห์บุรีดังกล่าว โดยการค่อยๆ เคลื่อนย้ายออกไปทีละองค์สององค์ จนเกือบหมด   ต่อมาชาวบ้านพบความผิดปกติคือพระปางห้ามสมุทร มีการนำของใหม่มาทดแทน เนื่องจากสังเกตเห็นว่าจีวรไม่มีลายดอกพิกุล หลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มสงสัยจึงได้มีการเข้ามาตรวจสอบภายในโบสถ์ ก็พบว่าหลวงพ่อพุทธโสภา และพระปางต่างๆ เครื่องลายครามสมัยสงครามโลก โอ่งเขียวไข่กา และของมีค่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกขโมยไปและนำของใหม่มาทดแทนไว้เกือบทั้งหมด   หลังจากนั้นชาวบ้านได้ไปถามพระครูอนุชาติ อภิชาโต เจ้าอาวาสในขณะนั้น ยอมรับว่าได้เป็นคนอนุญาตให้นำของมีค่าทั้งหมดไปไว้ในที่จังหวัดสิงห์บุรี ทั้งนี้ตำรวจจะนำตัวอดีตพระอนุชาติ ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ou68UXdiBBk

 2,375
ข่าวภูมิภาค
18 มิ.ย. 62

ชาวบ้านวัดถ้ำตะโก แจ้งจับอดีตเจ้าอาวาส ยักยอกพระพุทธรูป-วัตถุโบราณนับร้อยรายการ

ลพบุรี-กลุ่มชาวบ้านวัดถ้ำตะโก 20 คน ได้เดินทางเข้าร้องตำรวจกองปราบ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เร่งรัดติดตามจับกุมตัว นายอนุชาติ สุนทร หรือ พระหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก พุทธโสภา ที่แอบยักยอกวัตถุโบราณของวัดออกไปและหลบหนีหายไป   โดยชาวบ้านได้สังเกตเห็นว่าเกิดความผิดปกติภายในวัดพบว่า มีการแอบยักยอกพระพุทธรูปหลวงพ่อพุทธโสภา ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์หน้าตักกว้าง 3-4 เมตร ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวลพบุรี พระพุทธรูปปางต่างๆ เครื่องลายครามสมัยโบราณ และของเก่าสมัยโบราณนับ 100 รายการ ได้หายไปจากวัด และพบความผิดปกติพระปางห้ามสมุทร มีการนำของใหม่มาทดแทนเนื่องจากสังเกตเห็นว่าจีวรไม่มีลายดอกพิกุล   หลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มสงสัยจึงได้มีการเข้ามาตรวจสอบภายในโบสถ์ ก็พบว่าถูกขโมยไปและนำของใหม่มาทดแทนไว้เกือบทั้งหมด ชาวบ้านได้ไปถามพระครูอนุชาติ อภิชาโต เจ้าอาวาสในขณะนั้น ยอมรับว่าได้เป็นคนอนุญาตให้นำของมีค่าทั้งหมดไปไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี โดยอ้างว่าเกรงใจเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวที่เคยมาช่วยบูรณะวัดแห่งนี้ เพื่อนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์และเก็บไว้ในโบสถ์บางส่วน ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้นำพระพุทธรูป และวัตถุโบราณทั้งหมดกลับมาคืนที่วัดให้เร็วที่สุด   ต่อมาวันที่ 1 พ.ค. พระครูอนุชาติ ได้หนีหายไปจากวัดและติดต่อไปได้อีกเลย จนวันที่ 2 พ.ค. ชาวบ้านได้รวมตัวเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพระครูอนุชาติ ที่ สภ.ท่าโขลง และที่ผ่านมาก็ดำเนินการไปติดตามคืนพระพุทธรูปกลับคืนมาได้บางส่วน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ สอบสวนพยานหลักฐาน ก่อนส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/m-mmcvjfokE

 977
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ค. 62

ทนายจ่ออุทธรณ์-ยื่นประกัน 'อดีตพระพรหมดิลก' เจ้าอาวาสวัดสามพระยา หลังศาลสั่งจำคุก 6 ปี คดีเงินทอนวัด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พิพากษาจำคุกอดีตเจ้าอาวาส 6 ปี และผู้ช่วยวัดสามพระยา 3 ปี ในคดีร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ส่วนคดีอื่นให้ยกฟ้อง ขณะที่ทนายความเตรียมขอยื่นอุทธรณ์ และประกันตัว   โดยกลุ่มภิกษุสงฆ์และศิษยานุศิษย์ ของนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม หรือ มส. และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณและอดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษา คดีร่วมฟอกเงินทุจริตงบประมาณ สำนักพระพุทธศาสนา ให้วัดสามพระยา   โดยทั้ง 2 ตกเป็นจำเลยในคดี ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม และอดีตเจ้าอาวาส ถูกฟ้องอีกคดี ในฐานความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนันเจ้าพนักงานฯ , ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542   ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง ในความผิดร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากงบประมาณ ที่ได้รับมาจากสำนักพระพุทธศาสนา หรือ พศ. จำนวน 5 ล้านบาทนั้น เป็นงบที่ให้สนับสนุนการศึกษาโรงเรียนปริยัติธรรม แต่วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนปริยัติธรรม แต่จำเลยไม่ส่งคืน พศ. แต่กลับมอบอำนาจให้ผู้อื่นเบิกถอนเงินไปใช้ ก่อสร้างและบูรณาการสิ่งปลูกสร้างในวัด โดยอ้างว่าเข้าใจว่าเป็นงบบูรณาการที่เคยขอไป   แต่ในการสืบพยานนัดแรกจำเลยไม่ได้นำเอกสารของบ และ รับงบมายื่นต่อศาล แต่ขอเพิ่มเติมภายหลัง ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญ อีกทั้ง มีการเบิกงบไปฝากบัญชีประจำ รวม 2 บัญชี เพื่อเอาดอกเบี้ยเงินฝาก การกระทำของจำเลยทั้ง 2 จึงเป็นการ ยักย้าย เปลี่ยนทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการทุจริต ของคดีมูลฐานความผิดทุจริตงบประมาณสนับสนุนการศึกษาวัดของ พศ.   ศาลจึงลงโทษ ให้จำเลย ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ต้องรับโทษ 2 เท่า ของโทษทางคดี ลงโทษจำคุกรวม 6 ปี และยกฟ้อง ใน คดีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 2 ตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี   ขณะที่นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของ นายสมทรง จำเลยที่ 2 เตรียมยื่นขอประกันตัวภายใน 2-3 วันและขออุทธรณ์ ตามขั้นตอนกระบวนการคาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกินหนึ่งปีอย่างไรก็ตามมีข้อสงสัยในเรื่องการของบสนับสนุนในการก่อสร้างที่จำเลยทั้ง 2 ขอไปยังสำนักพุทธ ว่ามีการเซ็นอนุมัติออกมาอย่างถูกต้องหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2Jdy7syy_8I

 1,599
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 พ.ค. 62

คลิปฉาวทิ้งทวนก่อนบวช นาคเต้นนัวโคโยตี้ เจ้าอาวาสชี้ไม่ถือว่าผิด เพราะตอนเต้นยังไม่เป็นพระ

สงขลา-โลกโซเชียลแชร์ภาพชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังบวชนาค และได้ขึ้นไปเต้นกับสาวๆ โคโยตี้ที่นุ่งน้อยห่มน้อยบนรถกระบะที่ติดตั้งเครื่องเสียง กลายเป็นกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมถึงความไม่เหมาะสม โดยเกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา นั้น   ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ ซึ่งไม่ขอเผยตัวและเผยชื่อวัดรวมทั้งนาคที่ปรากฏอยู่ในคลิป ซึ่งขณะนี้ก็บวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งนี้จริงๆ และขอให้จบเรื่องนี้ไม่ต้องการให้ขยายความเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะไม่ส่งผลดีกับใคร ทั้งกับวัดและพระพุทธศาสนา   ซึ่งได้มีการพูดคุยกับพระรูปนี้แล้ว และยอมรับว่า ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และขณะนี้ก็ตั้งใจบวชเรียน และศึกษาธรรม รวมทั้งยังรู้สึกผิดเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทำไปด้วยอารมณ์ที่คึกคะนอง และความสนุกสนานในขณะนั้น พร้อมกับขอโทษทุกคนที่ทำให้เกิดภาพที่ไม่เหมาะสมนี้ขึ้นด้วย   เจ้าอาวาสได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า คลิปที่ปรากฏเป็นข่าวเกิดขึ้นในงานบวชนาคเมื่อคืนวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นบริเวณลานศาลาเอนกประสงค์นอกวัด แต่ในคืนนั้นตนได้ติดกิจนิมนต์ไม่ได้อยู่ที่วัด และมาทราบทีหลัง ซึ่งก็ไม่เหมาะสมจริงๆ   ส่วนที่สังคมตั้งคำถามว่า ผิดไหม เรื่องนี้ยังไม่ถือว่าผิด เพราะยังเป็นนาค ไม่ได้เป็นสงฆ์ และไม่ได้ห่มเหลือง เพียงแต่พฤติกรรมนั้น อาจจะไม่เหมาะสมที่นาคจะไปแสดงพฤติกรรมแบบนี้ ส่วนนาคในคลิปขณะนี้ก็บวชเป็นพระ และยังไม่มีกำหนดว่า จะสึกวันใด และขอโทษสังคม พร้อมกับขอโอกาสกับสิ่งที่ผิดพลาดไป และยืนยันว่า ตั้งใจบวชเรียนจริงๆ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bQ00-_v5DXc

 13,736
สังคม-อาชญากรรม
14 ก.พ. 62

รวบเจ้าอาวาสวัดดังใน จ.สุพรรณบุรี หลังหนีคดีพยายามฆ่านาน 15 ปี

บุกรวบเจ้าอาวาสวัดดัง ใน จ.สุพรรณบุรี ก่อคดีหลบหนีหมายจับ ‘พยายามฆ่าฯ’ 2 หมาย ไปบวชเป็นพระ นานกว่า 15 ปี จนได้ตำแหน่งเจ้าอาวาส   กองปราบปรามจับกุมตัวนายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ หรือ พระครูสังฆรักษ์ปพนสรรค์ กนตธัมโม อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ 821/47 ลง 24 พ.ย.2547 และหมายจับศาลจังหวัดสมุยที่ 93/48 ลง 2 มิ.ย.2548 ในข้อหา ‘ร่วมกันพยายามฆ่าฯ, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ’   สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2547 นายปพนสรรค์ เพ็ชร์พันธุ์ กับพวก ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช และปี พ.ศ.2548 ก็ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นอีกครั้งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎรธานี แล้วหลบหนีการจับกุมมาบวชเป็นพระภิกษุภายในวัดแห่งหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี เป็นระยะเวลาถึง15 ปี จนได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสามารถสืบสวนติดตามจับกุมตัวไว้ได้ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ขณะกำลังเดินทางกลับวัด  

 8,953
แชร์ออฟเดอะเดย์
23 พ.ย. 61

สั่งสอบพระวัดดัง จ.น่าน โชว์ภาพอวดรวย กินเที่ยวสุดหรู หลังเปิดบริจาคไถ่ชีวิตโค-กระบือ ชาวบ้านเชื่อโดนกลั่นแกล้ง

กรณีโลกออนไลน์มีการแชร์โพสต์ จากเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return.v4 ออกมาแฉพฤติกรรมของพระ ซึ่งเป็นถึงระดับเจ้าอาวาสวัดดังในเขต อ.เมืองน่าน ในลักษณะใช้ผ้าเหลืองหากินโดยการเปิดรับบริจาค ทำบุญด้วยการไถ่ชีวิตโคกระบือผ่านเพจชื่อวัด ขณะที่ใช้อีกเฟซบุ๊กว่า มานี มานะ อวดความร่ำรวย โชว์ภาพเที่ยว กิน นอนหรูหรา   ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดดังกล่าว พบว่า มีชาวบ้าน มาอยู่บริเวณวัดประมาณ 8-10 คน โดยชาวบ้านเหล่านี้ ได้วิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียล ที่มีการแชร์กันออกไปมากมาย แต่เมื่อมาที่วัดกลับพบว่า เจ้าอาวาสวัดดังกล่าว ออกไปกิจนิมนต์ ตั้งแต่ช่วงเช้า จนกระทั่งช่วงบ่ายก็ยังไม่กลับมา ซึ่งคาดว่า เจ้าอาวาสไปกิจนิมนต์หลายที่ จึงได้เฝ้ารออยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส   ล่าสุด นายทศพร ผ่องศรีสุข ปลัดอำเภอเมืองน่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่วัดดังกล่าว โดยพบคณะกรรมการวัด และชาวบ้านกำลังเตรียมการจัดงานวันลอยกระทง   โดยทางด้านชาวบ้านไม่เชื่อข้อมูลที่แชร์กันในโลกออนไลน์ เนื่องจากเจ้าอาวาสเป็นพระนักพัฒนา และงานกฐินวัดที่ผ่านเงินทุกบาทก็เข้าบัญชีวัดทั้งหมด ซึ่งคาดว่าน่าจะมีคนกลั่นแกล้งเจ้าอาวาส หรือ มีคนไม่พอใจเจ้าอาวาส และส่งข้อมูลผิดๆ ให้กระจายไปในโลกออนไลน์ ทำให้เจ้าอาวาสวัดเสียชื่อเสียง   ขณะที่นายสุริยนต์ สว่างเมฆ ไวยวัชกรวัด เปิดเผยว่า โครงการไถ่ชีวิตโคกระบือนั้น เป็นโครงการที่เจ้าอาวาสทำขึ้นเองส่วนตัว เงินร่วมทำบุญไม่ได้เข้าบัญชีวัด แต่ร่วมทำบุญโอนผ่านเข้าบัญชีส่วนตัวเจ้าอาวาส ซึ่งก็แจ้งให้ทราบทุกครั้ง โดยทำมาแล้ว 2 ครั้ง และกำลังเปิดรับบริจาคครั้งที่ 3 อย่างไรก็ดียังไม่เชื่อตามข้อมูลที่มีการแชร์กัน เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าอาวาสได้ช่วยพัฒนาวัด จากที่แทบจะเป็นวัดร้าง ให้กลายเป็นวัดที่มีผู้คนมาศรัทธา   อย่างไรก็ตามขณะนี้ทาง พระครูสิรินันทวิทย์ เจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน ได้ตั้งคณะกรรมการสงฆ์สอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารและหลักฐานต่างๆ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sTWIzw7RrW4

 4,752
ข่าวภูมิภาค
15 พ.ย. 61

พระลูกวัดหัวร้อน ใช้จอบจามหัวเจ้าอาวาส-หลวงพ่อสูงอายุเลือดสาด ฉุนไม่ได้ลาสิกขา พบประวัติป่วยทางจิต

นครศรีธรรมราช-เจ้าอาวาสวัดวัย 91 และหลวงพ่อวัย 78 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกพระในวัดเดียวกันใช้จอบจามหัว เป็นแผลลึกเลือดไหลนองอาการสาหัส ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด   จากการสอบถามญาติโยมในที่เกิดเหตุทราบว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าอาวาสนอนป่วยติดเตียงอยู่ในกุฎิ นานแล้ว โดยมีลูกหลานมาเฝ้าคอยดูแลด้วยกัน 5 คน ขณะนั้นได้มีพระพีระยุทธ อายุ 37 ปี เป็นพระลูกวัดได้แหวกวงล้อมลูกหลานเจ้าอาวาสเข้ามาในกุฎิ พร้อมทั้งลากจอบที่ห่อด้วยจีวรพระ ออกมาสับ ฟันลงบนศรีษะของเจ้าอาวาสอย่างไม่ยั้ง เลือดกระฉูดไปทั่วบริเวณห้อง จนวงแตกกระเจิงด้วยความตกใจเพราะไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน   หลังจากนั้นพระผู้ก่อเหตุได้วิ่งไปที่กุฎฺของพระดำรง ชัยธรรม ที่อยู่ข้างเมรุ พร้อมทั้งใช้จอบฟันลงบนหัวของพระดำรง และใช้ก้อนหินใหญ่ทุบซ้ำหลายทีจนนอนแน่นิ่งคาที่ ท่ามกลางสายตาของผู้คนในวัด หลังจากนั้นชาวบ้าน และหน่วยกู้ภัยได้ช่วยกันจับตัวคนก่อเหตุเอาไว้ เพื่อส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ สภ.เขาพนมดำเนินคดี   ส่วนสาเหตุชาวบ้านเปิดเผยว่า พระมือจอบได้มาบวชอยู่ที่วัดมะม่วงเอนตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา และชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว และในช่วงเช้าพระรูปดังกล่าวต้องการลาสิกขาบท แต่ยังไม่มีพระทำพิธีให้ จึงลาสิกขาบทไม่ได้ เนื่องจากเจ้าอาวาสก็ป่วยไข้ จึงคาดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และก่อเหตุร้ายขึ้น   หลังชาวบ้านช่วยกันจับตัวพระพีระยุทธ ตำรวจได้นำตัวมาสอบสวนที่สภ.เขาพนม แต่ให้การวกวน และมีอาการคล้ายคนสติไม่ดี จึงได้ตรวจสอบประวัติพบว่าเคยเข้ารักษาตัวที่ รพ.สราญรมย์ จ.สุราษฏร์ธานี เนื่องจากสติไม่ดี มีอาการทางประสาท จึงได้นำตัวไปที่ รพ.เขาพนม เพื่อทำการฉีดยาสงบสติ และให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวอย่างใกล้ชิดแล้ว   เบื้องต้นทางญาติแจ้งว่า พระพีระยุทธ สติไม่ดีมีอาการทางประสาท คาดว่าเกิดจากความเครียดที่ทางวัดไม่ยอมสึกให้ หลังจากนี้จะดำเนินการต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3p3n6dQJ5SI

 1,465

Top