ค้นหา :

ผลการค้นหา "สงขลา"

ข่าวภูมิภาค
09 ต.ค. 61

หนุ่มแค้นเพื่อนบ้าน คว้าปืนกระหน่ำยิงจนหมดแม็ก ดับสลด

เพื่อนบ้านติดกันมีปัญหาเรื่องสตาร์ทรถจักรยานยนต์เสียงดังเหมือนท้าทาย บานปลายถึงขั้นชักปืน 9 มม. ออกมากระหน่ำยิง 2 แม็ก ดับคาที่    วันนี้ (9 ต.ค.) ตำรวจ สภ.สทิงพระ จ.สงขลา และ เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 เข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานเหตุยิงกันตายภายในบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ยังไม่มีเลขที่ ต.บ่อดาน อ.สทิงพระ จ.สงขลา พบร่างนายสุพล ชูมณี อายุ 39 ปี เสียชีวิต โดยถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าที่ศีรษะ 1 นัด และลำตัวจนพรุนเสียชีวิตคาประตูบ้าน    จากการตรวจสอบบริเวณหน้าบ้านพบหัวกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 8 หัว และกระสุนปืนที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีก 1 นัด รวมทั้งปลอกกระสุนอีกจำนวนหนึ่ง จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายศราวิน ชูสุวรรณ อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน หลังก่อเหตุได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป   สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยผู้ตายได้เดินทางกลับมาเยี่ยมญาติที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อรวมญาติทำบุญวันสารทเดือนสิบ หรือส่งตายาย ซึ่งขณะเกิดเหตุได้ตั้งวงดื่มกินกับญาติอยู่บริเวณหน้าบ้านรวม 5 คน และระหว่างนั้นเพื่อนบ้านซึ่งเป็นผู้หญิง ได้สตาร์ทรถจักรยานยนต์ที่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งอยู่ติดกัน และบิดคันเร่งเสียงดัง ทำให้นายสุพลไม่พอใจเพราะคิดว่าถูกเบิ้ลเครื่องใส่ จึงปาแก้วใส่ และมีปากเสียงกันขึ้น   ทำให้ นายศราวิน ซึ่งเป็นน้องชายของหญิงคนดังกล่าวไม่พอใจ และโกรธแทนพี่สาว จึงเดินออกจากบ้านพร้อมกับถืออาวุธปืน 9 มม. ออกมากระหน่ำยิง นายสุพล จนล้มคว่ำหน้าบ้าน และยิงซ้ำจนหมดแม็ก และได้ใส่แม็คใหม่กระหน่ำยิงอีกชุดด้วยความโมโห    เบื้องต้น นายศราวิน ได้ประสานญาติเตรียมเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว     

 6,976
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 61

จับแล้ว ‘พี่สาว-แฟน’ ข่มขืนน้องออทิสติก ฝ่ายชายปัดข่มขืน โบ้ยพี่สาวใช้แตงกวาชำเราน้อง ย่ากร้าวขอตัดขาด

สงขลา-จากกรณีเกิดเหตุพี่สาว เป็นใจให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาวแท้ๆ อายุ 12 ปี ที่ป่วยเป็นออทิสติก แล้วยังช่วยกันจับย่าอายุ 73 ปี มัดมือมัดเท้าชิงเงินสด แล้วพากันหลบหนีไป   ล่าสุด ตร.จับกุมตัวทั้งคู่ได้แล้ว ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ในตำบลควนลัง เพื่อจะหนีไปกบดานที่อื่น จากการตรวจสอบพบว่านายสัณห์พิชญ์ หรือหมอก โบกใบ อายุ 19 ปี และนางสาวขวัญ นั้นเดิมทีที่บอกว่าอายุ 17 ปี ความจริงมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น   ภายหลังร่วมสอบปากคำนายหมอก ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ข่มขืนน้องสาวที่เป็นออทิสติก ส่วนสาเหตุที่ลงมือลักทรัพย์ผู้เป็นย่า ทางผู้ต้องหาอ้างว่า ย่าข่มขู่ว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกตำรวจ ทำให้ตนเองรู้สึกโกรธ   ส่วนผลการสอบสวนแม้ว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนจะปฏิเสธ แต่ก็ยอมรับสารภาพบางส่วน โดยเฉพาะฝ่ายชายที่บอกว่าไม่ได้ข่มขืน แต่ฝ่ายหญิงซึ่งเป็นพี่สาวของเหยื่อ เป็นคนใช้แตงกวาสอดในอวัยวะเพศน้องสาว ทางตำรวจจะใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มาประกอบซึ่งจะชัดเจนที่สุด และทั้งสองยอมรับว่ามีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย แต่ในรายละเอียดว่าลงมือข่มขืนจริงหรือไม่ หรือใช้วิธีการใดนั้นอยู่ในรายละเอียดของสำนวนการสอบสวนไม่สามารถเปิดเผยได้   ด้านพ่อของเหยื่อ เปิดเผยก่อนนำใบรับรองแพทย์ที่ตรวจร่างกาย ด.ญ.อร (นามสมมติ) อายุ 12 ปี ผู้เสียหาย จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ถูกข่มขืนจริง แต่ไม่พบคราบอสุจิ เนื่องจากกว่าจะส่งถึงมือแพทย์ช้า ประกอบกับน้องเสียเลือดมาก   ทั้งนี้อยากให้ทั้ง 2 พูดความจริงกับเจ้าหน้าที่ ส่วนจะช่วยเหลือประกันตัวหรือไม่นั้น ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ในส่วนพ่อพร้อมให้อภัย แต่ลูกต้องปรับปรุงตัวใหม่ ในขณะที่ย่าประกาศตัดความสัมพันธ์กับหลานสาวนั้น เชื่อว่าหากเวลาผ่านไปท่านคงให้อภัย   ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านหลังเกิดเหตุ โดยได้ถูกปิดไว้ชั่วคราวเพราะครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านลุงในพื้นที่ต.พังลา อ.สะเดา โดยจุดเกิดเหตุอยู่ภายในห้องนอนของ น.ส.ขวัญ กับนายหมอก ซึ่งสภาพในห้องนอนที่บริเวณข้างฝาบ้านมีการเขียนข้อความพร่ำเพ้อความรักของทั้งคู่ ซึ่งฝ่ายหญิงได้เขียนถึงฝ่ายชายระบุวันที่ 27/04/61 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งคู่เริ่มพบรักกันใหม่ๆ ก่อนที่จะมาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้   โดยข้อความที่เขียนที่ฝ่ายหญิงเขียนถึงฝ่ายชายเช่น คิดถึงพี่หมอก,ขวัญรักหมอกจะรักตลอดไป,ถ้าไม่มีเราสักคนหมอกคงอยู่ได้ ซึ่งข้อความที่เขียนจะเห็นว่าฝ่ายหญิงนั้นหลงรักฝ่ายชายมากจึงยอมทำตามทุกอย่างแม้กระทั่งการยอมให้ข่มขืนน้องสาวออทิสติกของตัวเอง   นอกจากนี้สภาพภายในห้องหน้าบ้านยังมีแคร่ที่นอน ซึ่งทั้งสองคนจับย่ามัดมือมัดเท้าและทำร้ายก่อนแหวนทอง เงินสด 300 บาทและรถจักรยานยนต์หลบหนีไป   จากการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของผู้ต้องหาทั้งสองคนพบว่ามีวันเกิด และเดือนเกิดตรงกัน แตกต่างกันแค่ปีเกิดเท่านั้น โดยฝ่ายชาย นายหมอก เกิดวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2542 อายุ 19 ปี ส่วนฝายหญิงคือ น.ส.ขวัญ ก็เกิดวันที่ 2 ตุลาคม เช่นกันแต่ พ.ศ.2545 อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นความเหมือนของทั้งคู่ กระทั่งมาพบรักและคบหากันประมาณ 3 เดือน โดยฝ่ายหญิงนั้นหลงรักฝ่ายชายมากจะเห็นได้จากข้อความที่เขียนข้างฝาบ้านในห้องนอนที่ทั้งคิดถึงและบอกรักฝ่ายชาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bN054WVzp2M

 44,036
สังคม-อาชญากรรม
29 ส.ค. 61

ออกหมายจับ พี่สาว-แฟนหนุ่ม ข่มขืนน้องป่วยออทิสติก พ่อแฉลูกสาวกำลังหลง เพิ่งคบได้3เดือน ซ้ำบังคับให้เสพยา

สงขลา-จากกรณี น.ส.ขวัญ พี่สาววัย 17 พานายหมอก แฟนหนุ่มอายุ 22 มาก่อเหตุข่มขืนน้องสาววัย 12 ปีที่ป่วยออทิสติก และจับย่าแท้ๆมัดมือมัดเท้าพร้อมชิงทองคำหลบหนีไป   ล่าสุด ตร.ออกหมายจับใน 3 ข้อหา ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี / ทำร้ายร่างกาย / และลักทรัพย์  โดยทางชุดสืบสวนกำลังเร่งหาเบาะแสของทั้ง 2 คนและน่าจะยังคงกบดานอยู่ในพื้นที่ อ.สะเดา   ด้านผู้เป็นพ่อของ 2 พี่น้องเล่าว่า นายหมอกกำลังจะสู่ขอลูกสาวคนโต อ้างว่ารักจริงหวังแต่ง ภายในเดือนนี้แต่เกิดเรื่องเสียก่อน โดยวันนั้นนายหมอกได้โทรศัพท์มาบอกว่า ลูกสาวคนเล็กมีเลือดออกให้กลับมารับตัวพารักษาโรงพยาบาลสะเดาหนึ่งคืน รุ่งขึ้นแพทย์ให้นำตัวลูกสาวคนเล็กไปตรวจที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยปล่อยให้ย่าอยู่เพียงลำพังในบ้านพัก ก่อนที่ลูกสาวคนโต และนายหมอกจะหวนกลับมา ลักรถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ แหวนทองคำของย่า และเงินสด 300 บาท และจับย่ามัดมือมัดเท้าก่อนหลบหนีไป   สำหรับประวัติของ 2 ผู้ต้องหาเพิ่งคบกันได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น หลังจากที่ฝ่ายชายติดคุกคดีข่มขืนเด็กเมื่อปี 59 ขณะอยู่ในคุกได้ฝังมุกที่อวัยวะเพศ และมีความวิปริตทางเพศ เมื่อออกมาจากคุกในปี 60 ก็ไม่มีอาชีพที่แน่นอน และมาพบรักกับฝ่ายหญิง   ซึ่งฝ่ายหญิงมีความลุ่มหลงมากได้พาเข้ามาอยู่ที่บ้าน และติดยาเสพติดจากการถูกฝ่ายชายบังคับ จนทำให้เกเรไม่ไปเรียน ในวันเกิดเหตุนอกจากจะรู้เห็นเป็นใจให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาวแล้ว ยังเป็นคนจับย่าของตัวเองมัดมืดมัดเท้าและทำร้ายร่างกายด้วยตนเอง   ขณะที่แม่ของนายหมอกบอกว่า ลูกชายเพิ่งมีแฟนคบกันได้ 3 เดือน แต่ก็เงียบหายไป หลังทราบเรื่องตอนนี้ตนเองเครียดมาก ขอให้ลูกชายยอมรับความจริงและมอบตัว หากไม่กล้าก็ขอให้ส่งข้อความมาบอกแม่ แล้วแม่จะเป็นคนพาไปพบตำรวจเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7FGBCtItNzE

 11,914
ข่าวภูมิภาค
28 ส.ค. 61

สลด พี่สาววัย 17 ให้แฟนหนุ่มข่มขืนน้องสาววัย 12 ป่วยออทิสติก-จับย่ามัดมือเท้า ชิงทองหลบหนี

สงขลา-ญาติร้องขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชน กรณีหลานสาวคือ น้องอร (นามสมมติ) อายุ 12 ปี ซึ่งป่วยเป็นออทิสติก ถูกพี่สาวแท้ๆ คือ น.ส.ศิริขวัญ อายุ 17 ปี พร้อมกับ นายหมอก อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นแฟนหนุ่ม ร่วมกันกระทำชำเราจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องถูกส่งไปตรวจร่างกาย และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่   โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 20 ส.ค. 61 ที่ผ่านมา และทางญาติได้เข้าแจ้งความกับทางตำรวจ สภ.สะเดา เอาไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวทั้งคู่ได้ และกลัวว่าเรื่องจะเงียบหายไป   ด้านผู้เป็นย่า เล่าให้ฟังว่า ตนรับหน้าที่เลี้ยงดูหลานสาว 2 คน คือ น้องขวัญ อายุ 17 ปี และ น้องอร อายุ 12 ปี ที่เป็นออทิสติก หลังจากที่พ่อแม่ทั้งคู่ได้หย่าร้าง และแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศละทาง จากนั้นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 20 ส.ค. เนื่องจากพบว่า น้องอร นอนเลือดโชกอยู่ภายในบ้าน โดยที่อวัยวะเพศมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเรียกญาติๆ ให้ช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่ ในทันที   และเมื่อถาม น้องขวัญ พี่สาวซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก็บอกแต่เพียงว่า ได้เอาแตงกวายัดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของน้องสาวเท่านั้น แต่หลังจากที่ทางแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็กลับพบพิรุธ เนื่องจากพบร่องรอยของการถูกข่มขืน และให้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จากนั้นทางญาติจึงได้เค้นถามผู้เป็นพี่สาวอีกครั้ง แต่ก็ยังยืนคำพูดเดิม   ต่อมาในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้นคือ วันที่ 22 ส.ค. น้องขวัญ และนายหมอก แฟนหนุ่ม ก็ได้จับตนมัดมือมัดเท้า และชิงเอาแหวนทองที่ใส่อยู่ พร้อมกับเงินสด 300 บาท และรถจักรยานยนต์อีกคัน ขับหลบหนีไปไม่กลับมาอีกเลย โดยทางญาติเดินทางไปแจ้งความกับทางตำรวจ สภ.สะเดา ซึ่งขณะนี้ทราบว่า กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนหาตัวของทั้งคู่   นอกจากนี้ทางญาติยังได้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมกับนำภาพของผู้ที่ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คน เพื่อให้ชาวบ้านทั้งในพื้นที่ อ.สะเดา และใกล้เคียง ช่วยกันแจ้งเบาะแสให้กับทางตำรวจ สภ.สะเดา   ด้าน ตร.ระบุ จากการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบพยานปากคำแวดล้อม จนนำไปสู่การออกหมายจับนายหมอกแล้ว เนื่องจากเป็นคดีที่กระทบต่อสถาบันครอบครัว ส่วนพี่สาวอายุ 17 ปี ยังเป็นเยาวชน จึงต้องให้ศาลเยาวชนจังหวัดสงขลาเป็นผู้พิจารณา เมื่อได้ตัวมาจะได้ให้ทีมสหวิชาชีพร่วมสอบปากคำ เพื่อหามูลเหตุแรงจูงใจในการก่อเหตุ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนยังอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 รายมาดำเนินคดีตามกฏหมาย คาดว่าน่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีในเร็ววันนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/5PCV220lLUY

 53,416
ข่าวภูมิภาค
14 ส.ค. 61

'น้องโก้' เด็ก ม.1 ถูกเพื่อนต่อยสลบเสียชีวิตแล้ว แม่ร่ำไห้ลูกจากไปวันเกิดตัวเอง

วันนี้ (14 ส.ค.)  ด.ช. โก้ อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา จ.สงขลา เสียชีวิตลงแล้ว หลังจากที่ถูก ด.ช.แทน เพื่อนร่วมชั้นเรียนและเป็นนักมวยต่อยเข้าที่หน้าจนสลบและเลือดคั่งในสมอง และถูกส่งไปรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลหาดใหญ่ ตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมาเป็นเวลา 12 วัน    โดยขณะนี้ญาติได้เตรียมสถานที่ภายในวัดควนลัง ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ เป็นสถานที่รดน้ำศพและตั้งบำเพ็ญกุศลศพซึ่งจะเริ่มขึ้นในเวลา 18.00 น. วันนี้ ท่ามกลางความเศร้าของญาติพี่น้อง   นางสาวศรีปัญญา ช่วยสม อายุ 38 ปี มารดาของน้องโก้ เปิดเผยว่า น้องโก้ต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูในสภาพที่ไม่รู้สึกตัวและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมาตลอด และอาการไม่ดีขึ้นความดันเริ่มลดลงเรื่อยๆ กระทั่งจากไปอย่างสงบเมื่อเวลา 07.20 น.วันนี้ ซึ่งตรงกับวันเกิดของน้องโก้ ซึ่งมีอายุครบ13ปี พอดี เนื่องจากน้องโก้เกิดวันที่ 14 สิงหาคม    และในวันนี้จะนำเค้กวันเกิดมาเป่าให้น้องโก้พร้อมๆ กับพิธีรดน้ำศพด้วย ขณะที่แพทย์เตรียมผ่าชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตอีกครั้ง และ ต้องการเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีกับคู่กรณีอย่างถึงที่สุดเพราะทำให้ลูกชายเสียชีวิต    ด้านความคดีหน้าของคดี ทางพ.ต.ท.บัญญัติ วงษ์สุวรรณ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.ทุ่งตำเสา เจ้าของคดีเผยว่า คดียังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา ด.ช.แทน คู่กรณีฐานทำร้ายร่างกาย แต่เมื่อน้องโก้ มาเสียชีวิตก็ต้องแจ้งข้อหาเพิ่ม   สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมาระหว่างที่เป็นชั่วโมงกิจกรรมช่วงบ่าย จากผลการสอบสวนพยานแวดล้อมของตำรวจทราบว่า ด.ช.โก้ ได้ถ่มน้ำลายใส่ด.ช.แทน ทำให้ด.ช.แทนเตะไปหนึ่งครั้งและต่อยไปที่หน้าจนล้มลงและสลบ ซึ่งคาดว่าอาจจะมาจากศรีษะฟาดพื้นทำให้เลือดคั่งในสมอง   ดูข่าวเพิ่มเติม เด็กม.1 ต่อยเพื่อนร่วมห้องเลือดคั่งในสมอง สลบอยู่ไอซียู ญาติยันดำเนินคดีถึงที่สุด  

 36,001
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ส.ค. 61

เด็กม.1 ต่อยเพื่อนร่วมห้องเลือดคั่งในสมอง สลบอยู่ไอซียู ญาติยันดำเนินคดีถึงที่สุด

สงขลา-ด.ช.ณัฐวุฒิ ทองสอน อายุ 13 ปี หรือน้องโก้ นักเรียนชั้นม.1 ถูกเพื่อนร่วมห้องชื่อด.ช.แทน อายุ 13 ปีที่เป็นนักมวยต่อยจนสลบและอาการสาหัสอยู่ในห้องไอซียูโรงพยาบาลหาดใหญ่มา 3 วันและยังไม่ฟื้น   ญาติเผยมีอาการเลือดคั่งในสมอง พร้อมเข้าแจ้งความกับตำรวจสภ.ทุ่งตำเสา โดยจะดำเนินคดีกับนักเรียนที่ก่อเหตุรวมทั้งผู้ปกครองให้ถึงที่สุด ทั้งทางแพ่งและอาญา และตำหนิทางโรงเรียนส่งตัวน้องถึงมือแพทย์ช้า หลังเกิดเหตุยังไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือช่วยเหลือทางครอบครัวแต่อย่างใด   ขณะที่เพื่อนร่วมห้องของน้องโก้ที่บาดเจ็บและน้องแทนที่เป็นคนต่อย เปิดเผยว่า จริงๆแล้วทั่งคู่เป็นเพื่อนกันและอยู่ในกลุ่มเดียวกันกินข้าวด้วยกันตลอด แต่ในวันเกิดเหตุไม่ทราบว่ามีเรื่องทะเลาะหรือขัดใจอะไรกัน   ทีแรก ด.ช.โก้ ได้ถ่มน้ำลายใส่ด.ช.แทน แต่ไม่โดนจึงได้ถ่มน้ำลายใส่อีกครั้งจนโดนตัว ทำให้ ด.ช.แทน ลุกมาเตะเข้าที่ก้น 1 ครั้ง และต่อยเข้าที่กราม 1 ครั้ง จนล้มลงและหมดสติ และไม่ได้เข้าไปต่อยซ้ำหรือตะลุมบอนกันแต่อย่างใด เป็นการมีเรื่องกันทั้งสองคนเท่านั้น   ด้าน ตร.ระบุเบื้องต้นได้รับแจ้งความเท่านั้นยังไม่ได้ตั้งข้อหากับคู่กรณีแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนพยานแวดล้อมทั้งสามฝ่ายรวมทั้งผลตรวจจากแพทย์โรงพยาบาลหาดใหญ่อีกครั้งถึงสาเหตุของอาการบาดเจ็บว่ามาจากสาเหตุใด และจะสอบสวน ด.ช.ต่อหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะยังเป็นเยาวชน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f1nPFpforL8

 9,832
ข่าวภูมิภาค
18 ก.ค. 61

หนุ่มนำผ้ายันต์ลองของ พลาดถูกกระสุนเจาะน่องขวาเจ็บ ยังกำผ้ายันต์แน่นไม่ยอมปล่อย

สงขลา-หนุ่มวัย 20 ปี นำผ้ายันต์หนังเหนียวมาลองของ ใช้คีมตอกกระสุนปืน เพื่อที่จะเอาหัวกระสุนไปทำตะกุดของขลัง แต่พลาดกระสุนเจาะเข้าที่น่องขาขวาได้รับบาดเจ็บ เจ้าตัวยังกำผ้ายันต์ไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแม้จะไปโรงพยาบาล    โดยญาติที่อยู่ด้วยกันในช่วงเกิดเหตุบอกว่า ผู้บาดเจ็บเพิ่งได้ผ้ายันต์มา และขณะเกิดเหตุก็แขวนผ้ายันต์ไว้ที่คอและอยู่ในอาการที่เหงื่อแตกผิดปกติ จึงเข้าไปถามและบอกว่าเป็นผ้ายันต์จะเอาออกให้ก็ไม่ยอม   กระทั่งได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัดจึงเข้ามาดูก็พบว่า ถูกกระสุนปืนเข้าที่น่องขวาบาดเจ็บและผ้ายันต์ก็ยังแขวนอยู่ที่คอ ก่อนที่จะเอามากำไว้แน่นไม่ยอมปล่อยและยังพกติดตัวไปโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการลองของก็เป็นได้ และผู้บาดเจ็บ ก็ยังชอบสักยันต์ตามตัวอีกด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pTLyG5K_SRs

 1,644
ข่าวภูมิภาค
15 ก.ค. 61

พ่อค้ายาบ้าโดดชั้น2 เผ่นหนีตร.บุกจับ ทิ้งเมียรับเคราะห์ลำพัง-โทรไปหาโดนตัดสายทิ้ง

ตำรวจ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บุกบ้าน นายอาริศ หมัดอะด้ำ อายุ 26 ปี หรือ บังหลี พ่อค้ายาบ้า แต่จังหวะที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเข้าจับกุมคนร้ายไหวตัวทันกระโดดลงมาจากชั้น 2 หลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด   จากการตรวจสอบภายในห้องพบ น.ส.นารีรัตน์ ฤทธิบูรณ์ หรือ นาเดียร์ อายุ 29 ปี ภรรยา อยู่ในห้องเพียงคนเดียว ตรวจค้นพบไอซ์ 3 ถุง น้ำหนักรวม 4.13 กรัม และยาบ้า 4 เม็ด เบื้องต้นยอมรับว่าเป็นของตนกับสามีจริง เจ้าหน้าที่จึงให้ น.ส.นารีรัตน์ โทรศัพท์ไปหาสามี พยายามพูดอ้อนวอนขอให้กลับมารับผิดด้วยกัน แต่สุดท้ายสามีกลับตัดสายทิ้งไปและปิดเครื่องหนีติดต่อไม่ได้อีกเลย ปล่อยให้ น.ส.นารีรัตน์ นั่งร้องไห้และถูกจับกุมเพียงคนเดียว   ด้าน น.ส.นารีรัตน์ ให้การว่า แต่งงานอยู่กินกับนายอาริศมา 7 ปี มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ก่อนหน้านี้เคยติดคุกในคดียาเสพติดมาแล้ว 5 ปี ส่วนนายอาริศรอดไปได้ และเพิ่งพ้นโทษออกมาได้ 8 เดือน ซึ่งนายอาริศก็รอและกลับมาอยู่กินกันอีกครั้ง และร่วมกันค้ายาเสพติดกระทั่งถูกตำรวจจับกุม ซึ่งนายอาริศก็ยังคงหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวทิ้งให้ตนเองติดคุกอีกเป็นครั้งที่ 2   ทั้งนี้ตำรวจได้ออกหมายจับนายอาริศแล้วในข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย                      ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/TBeNOU-HoYo

 10,826
ข่าวภูมิภาค
04 ก.ค. 61

พ่อไลฟ์เฟซบุ๊ก นำลูกสาว 3 ขวบแขวนคอประชดเมีย โชคดีช่วยได้ทัน

สงขลา-ตร.หาดใหญ่ รับแจ้งมีชายนำลูกสาวทำการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก โดยพยายามฆ่าตัวตาย ก่อนเข้าไปช่วยเหลือทั้งคู่ไว้ได้ทัน ขณะที่พยายมใช้เชือกทำเป็นบ่วง2 บ่วงผูกติดกับราวบันไดขึ้นชั้น 2   จากการตรวจสอบภาพที่ไลฟ์สด เป็นอดีตทหารยศสิบตรี อายุ 32 ปี นำลูกสาวอายุ 3 ขวบมาพยายามแขวนคอตายคู่กันกับเชือกที่ทำบ่วงไว้ 2 บ่วงและผูกติดกับราวบันไดขึ้นสองของบ้านพัก เพื่อให้อดีตภรรยาได้เห็นตัวเองกับลูกสาวตายไปต่อหน้าต่อตาประชดอดีตภรรยา   พร้อมตัดพ้อเรื่องที่ภรรยาไปอยู่กับชายอื่น จับลูกสาวถอดเสื้อผ้า จุดธูปจุดเทียนขอขมา เผาภาพ บัตรประชาชนและเฟซบุ๊กของภรรยา และบอกว่าหากภรรยาไม่มาหาภายใน 2 ทุ่มก็จะแขวนคอตายทันที และในตอนท้ายได้นำลูกสาวมานั่งที่ตักและให้ร้องเรียกหาแม่   และระหว่างนั้นเพื่อนของอดีตภรรยาเห็น จึงรีบโทรศัพท์ไปบอกอดีตภรรยาให้ทราบ จากนั้นทุกคนจึงรีบแจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยให้ไปช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องพังประตูบ้านเข้าไปช่วย ทั้งสองพ่อลูกเอาไว้ได้ทัน โดยมีแม่เด็กตามมาดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะที่ผู้ก่อเหตุ พยายามขับรถจักรยานยนต์ตามรถกู้ภัยมาตลอดเส้นทางรวมทั้งวนเวียนอยู่หน้าสภ.หาดใหญ่ หลายรอบเพื่อที่จะเอาลูกคืน   จากการสอบถามญาติบอกว่า ฝ่ายชายกับอดีตภรรยาสาวได้แยกทางกันมาหลายเดือนและอดีตภรรยาขอหย่า ทำให้ฝ่ายชายเครียดรวมทั้งปัญหาเรื่องหนี้สิน และเคยขู่ที่จะแขวนคอตายพร้อมกับลูกสาวมาหลายครั้ง เพื่อประชดอดีตภรรยา กระทั่งมาเกิดเหตุดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/6gyM1oATSvo

 14,182
ข่าวภูมิภาค
22 มิ.ย. 61

ชาวบ้านแตกตื่น น้ำทะเลแหลมสมิหลาลดฮวบ นักวิชาการชี้เป็นปรากฏการณ์น้ำลงช่วงมรสุม ไม่อันตราย

สงขลา-จากกรณีชาวบ้านแชร์ภาพ ปรากฏการณ์น้ำทะเลในอ่าวไทยบริเวณชายหาดชลาทัศน์ หรือที่ชาวบ้านปักษ์ใต้เรียกกันว่า แหลมสมิหลา โดยเฉพาะหน้าฐานทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา ลดลงต่ำมากผิดปกติ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีการส่งต่อไปกันไปในโลกโซเชียลเป็นจำนวนมาก ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่ำลือ กันไปต่างๆ นานา ตามความเชื่อ บ้างก็ว่าจะเกิดสึนามิ หรือจะเกิดภัยร้ายแรงธรรมชาติ   ด้านอาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ศูนย์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า จากปรากฏการณ์น้ำทะเลในอ่าวไทยลดลงอย่างผิดปกติเกิดจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่เสริมกัน 2 เหตุการณ์   คือ เป็นช่วงน้ำเกิด คือ น้ำในช่วงข้างขึ้น 1-3 ค่ำเดือน 8 ทำให้เวลาเกิดน้ำลง น้ำจะต่ำลงมาก ปรากฏที่สองคือ มรสุมตระวันตกเฉียงใต้กำลังแรงเป็นตัวดันน้ำออกจากชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัด นราธิวาส ถึงชุมพร ทำให้น้ำทะเลในอ่าวไทยลดลงต่ำมากกว่าปกติ ซึ่งไม่เหตุการณ์ร้ายๆ ไม่มีลางบอกเหตุภัยธรรมชาติรุนแรง ส่วนการกรมเจ้าท่านำเรือดูทรายเพื่อถมชายหาดชลาทัศน์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นี้   ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่าปรากฏการณ์น้ำลงต่ำในอ่าวไทยยังเกิดต่อเนื่อง ผมจึงนำแผนที่ของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มาให้ดูกันชัดๆ เพื่อช่วยอธิบาย เราจะได้ไม่ตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิดว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยพิบัติโน่นนี่   แผนที่มีสีต่างๆ นั่นคือสีของระดับน้ำ ดูเสกลสีข้างล่างได้ว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยสูงหรือต่ำแค่ไหน หากดูฝั่งอันดามัน เราจะเห็นสีส้มตรงชายฝั่ง เทียบจากสเกล จะเห็นว่าน้ำสูงกว่าปกติ   หากดูอ่าวไทยฝั่งตะวันตก จะเห็นสีเขียวเข้มตลอดชายฝั่ง เช่น ประจวบยาวไปจนสุดชายแดน เมื่อเทียบจากสเกลจะเห็นว่าตัวเลขติดลบ หมายความว่าระดับน้ำเฉลี่ยต่ำกว่าปรกติ อาจจะถึง 50 เซนติเมตร   แผนที่มีคำว่า surge หมายถึงเกิดจากแรงลม ช่วงนี้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดเข้าเมืองไทย ลมมรสุมพัดเข้าอันดามัน ดันน้ำมากองริมชายฝั่ง น้ำย่อมสูงกว่าปกติ   ลมมรสุมพัดข้ามแผ่นดินภาคใต้ เข้ามาในอ่าวไทย ผลักน้ำออกไปจากชายฝั่ง ทำให้ระดับน้ำเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ นอกจากแรงลมแล้ว ระดับน้ำยังมีขึ้นลงเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมากน้อยต่างกันไปในรอบเดือน   ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เป็นช่วงที่น้ำลงต่ำเป็นพิเศษของรอบเดือนนี้ ประจวบกับแรงลมมรสุม ทำให้น้ำที่ลงต่ำอยู่แล้ว ลดต่ำลงไปอีก ปะการังอยู่ริมฝั่ง ย่อมโผล่พ้นน้ำมามากกว่าปรกติ ติดต่อกันเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง   แต่ถ้าถามว่าปะการังเป็นอะไรไหม ? คำตอบคือไม่เป็น   ปะการังและสิ่งมีชีวิตริมฝั่ง อยู่ในเขตน้ำขึ้นน้ำลงอยู่แล้ว จึงมีการปรับตัวตามธรรมชาติ สามารถทนต่อการโผล่พ้นน้ำได้ในระดับหนึ่ง   จึงอยากเน้นย้ำว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ แม้อาจไม่เป็นประจำทุกเดือน เพราะต้องเป็นจังหวะที่ลมแรงมาตอนที่น้ำลงต่ำสุดในรอบเดือน จึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เมื่อลมมรสุมอ่อนกำลังลงในเดือนกันยา ลักษณะเช่นนี้ก็จะหมดไปครับ ขอบคุณแผนที่จากกรมอุทกศาสตร์ครับ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/P2cfjV3LuK4

 5,260
ปากท้องร้องทุกข์
14 มิ.ย. 61

วงจรปิดจับภาพชัด สาวช็อค! รถเก๋งถูกชายปริศนาสาดสีใส่เปื้อนทั้งคัน ยันไม่เคยมีปัญหากับใคร

สงขลา-ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นเหตุการณ์ ขณะที่ชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์นำสี ซึ่งใส่ในถุงมาขว้างใส่รถเก๋งโตโยต้า วีออส ซึ่งจอดอยู่ริมถนนศรีสุดา เขตเทศบาลนครสงขลา ทำให้ตัวรถด้านหลังตั้งแต่หลังคา กระจก ฝากระโปรงท้าย และประตูด้านหลัง เต็มไปด้วยคราบสีแดงซึ่งเป็นสีน้ำมัน   สำหรับรถเก๋งคันนี้เป็นของ นางสาวอลิชา วิจิตรกานนท์ อายุ 34 ปี ซึ่งมีบ้านพักอยู่ในย่านถนนศรีสุดา ใกล้กับที่นำรถไปจอดไว้ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณตี 5 ผู้เสียหายได้นำคลิปวิดีโอและรถที่ถูกสาดสีเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองสงขลาไว้แล้วเพื่อเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุ   ผู้เสียหายเล่าว่า ปกกติจะนำรถมาจอดไว้ริมถนนตรงจุดนี้ประจำไม่เคยมีปัญหาอะไร เนื่องจากบ้านตนอยู่ในซอยรถยนต์ไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ กระทั่งเมื่อช่วงตี 5 น้องสาววิ่งมาบอกว่ารถถูกสาดสี จึงรีบออกมาดูก็พบว่าเต็มไปด้วยสีแดงเกือบทั้งคัน   ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบว่ามาจากเรื่องใดเนื่องจากไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับใคร เพราะเป็นคนแถวนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่จอดรถก็ไม่เคยมีปัญหา เพราะไม่ได้ไปขวางหน้าบ้านหรือขวางทางใคร จึงยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมชายคนนี้จึงนำสีมาปาใส่รถตนเอง   อย่างไรก็ตามยังโชคดีที่เป็นสีน้ำมัน สามารถใช้น้ำมันก๊าดและเครื่องขัดสีรถขัดสีออกได้ โดยที่สีไม่ติดตัวรถจนเสียหาย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_cOGKIgcGfU

 4,378
ข่าวภูมิภาค
10 มิ.ย. 61

แพทย์เผย 'น้องหนูนา' เสื้อพันล้อรถจยย.กระชากแขนขาด อาการดีขึ้น ไม่ซึมเศร้า

กู้ภัยหาดใหญ่รุดช่วยเด็กชายวัย 10 ขวบ ขาซ้ายติดอยู่ในล้อรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง บนถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจึงสามารถ ช่วยเด็กออกมาได้ใช้      ส่วนความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของ น้องหนูนา อายุ 5 ขวบ ชาว จ.สุรินทร์ ที่ถูกล้อรถจักรยานยนต์ ดึงเอาเสื้อและแขนเข้าล้อหลังรถ จนแขนขาดนั้น ล่าสุดอาการดีขึ้นตามลำดับ ไม่อยู่ในอาการซึมเศร้า ตามร่างกาย มีร่องรอยขูดขีดเล็กน้อยไม่เป็นบาดแผล เด็กพูดคุย กับพ่อ แม่ และญาติได้ไม่งอแง     ด้านนายแพทย์สมภพ สารวนางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลสุรินทร์ ระบุว่า นอกจากการดูแลรักษาด้านบาดแผลก็ยังต้องดูแลในเรื่องของจิตใจการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ส่วนย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช ที่นครราชสีมานั่น ช่วงแรกได้ให้ครอบครัวในการตัดสินใจ และช่วงนี้ทางผู้ปกครอง ก็ได้ตัดสินใจในการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ศักยภาพในการรักษาของเราทำได้เต็มที่ การได้รับกระทบกระเทือนด้านสมองไม่มี ส่วนอื่นๆของร่างกายไม่มี มีเพียงแขนอย่างเดี่ยว การรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ก็จะอยู่ที่โรงพยาบาล สักหนึ่งอาทิตย์   ขณะที่พ่อของน้องหนูนาได้ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน โดยเตรียมจะเปิดบัญชีรับบริจาค หลังมีประชาชนสอบถามมาเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคตข้างหน้า ตนเองในฐานะพ่อ ก็ขอขอบพระคุณประชาชนทั่วไปทุกท่าน ที่สอบถามอาการของน้องหนูนา มีความห่วงใย และจะบริจาคช่วยเหลือ                   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/5M18txlT75U

 3,744
แชร์ออฟเดอะเดย์
03 มิ.ย. 61

คนรักหมาสะเทือนใจ! คลิปสุนัขในศูนย์ฟื้นฟูถูกวางยาเบื่อชักตาย 3 ตัว เผยยังหายไปอีก 20 ตัว

คนรักหมาสะเทือนใจ! กรณีโลกออนไลน์แชร์คลิป สุนัข 3 ตัวของกลุ่มอาสาบ้านหมายิ้มหาดใหญ่ ที่เลี้ยงไว้ภายในศูนย์ฟื้นฟูและดูแลสุนัขจรจัดหรือบ้านพักพิงหมาเหงาของเทศบาลนครหาดใหญ่ ในพื้นที่ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ เกิดอาการชักเกรง ถูกวางยาเบื่อก่อนจะเสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา   ล่าสุดทาง WATCHDOG THAILAND ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.คอหงส์ แล้ว หลังผลตรวจของแพทย์ระบุว่าถูกวางยาทำให้ไปกดประสาทและหัวใจหยุดเต้นฉับพลันแต่ต้องรอผลการตรวจเศษกระดูกและชิ้นเนื้อที่พบในกระเพาะอาหารว่าเป็นยาพิษชนิดใด   ด้านตัวแทน WATCHDOG THAILAND เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุสุนัขที่ดูแลอยู่ในคอกของกลุ่มอาสาบ้านหมายิ้มหาดใหญ่หลายตัวได้วิ่งออกไปยังบริเวณปากทางเข้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดกรง ก่อนที่จะกลับเข้ามาที่คอกและเริ่มมีอากาชักเกรง 3 ตัว ทีแรกคิดว่าเป็นอาการฮิสโตรกจากความร้อน แต่ได้ตายทันที1 ตัวส่วนอีก2ตัวได้รีบพาไปหาหมอแต่ก็ไม่ทัน ซึ่งผลตรวจแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าถูกวางยาแต่จะเป็นสารพิษชนิดไหนนั้นยังรอผลตรวจ   นอกจากสุนัขทั้ง3ตัวที่ตายแล้ว ยังสงสัยว่าสุนัขประมาณ 20 ตัว ที่อยู่ภายใต้การดูแลขอศูนย์ฟื้นฟูและดูแลสุนัขจรจัด ซึ่งปกติจะวิ่งเล่นอยู่บริเวณปากทางเข้าทุกวันและจุดเดียวกันกับที่สุนัขที่ตายทั้ง3 ตัวไปกินอาหารได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกวางยาเบื่อและตายไปแล้วเช่นกัน จึงได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพราะค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ามีการวางยาเบื่อสุนัขแน่นอน และเอาผิดกับผู้ก่อเหตุ                       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/hJQCAugKRLg

 3,481
สังคม-อาชญากรรม
03 มิ.ย. 61

สลด ผ่าท้องวาฬนำร่องเกยตื้นที่สงขลา พบถุงพลาสติก 80 ใบ

จากกรณีพบวาฬนำร่องครีบสั้น (Globicephala macrorhynchus) ความยาวลำตัว 4.5 เมตร ความยาวรอบตัวบริเวณครีบข้างยาว 2.3 เมตร ลอยมาเกยตื้นในคลองนาทับ ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ล่าสุดวาฬตัวนี้ได้ตัวลงแล้วหลังสัตวแพทย์พยายามยื้อชีวิตนานถึง 5 วัน       นอกจากนี้ได้มีการเผยแพร่ภาพน่าตกใจ หลังสัตวแพทย์ผ่าพิสูจน์แล้วพบกับถุงพลาสติกในกระเพาะมากถึง 80 ใบ รวม 8 กก. หลังทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ระดมมาช่วยรักษาให้ยาและช่วยพยุงอาการจนเต็มกำลัง หลังวาฬมีอาการเกร็งตัว และสำรอกถุงพลาสติกขนาดใหญ่ออกมารวม 5 ใบ แต่ในที่สุดวาฬได้เสียชีวิตลงในเวลา 16.45 น. เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.      ขณะที่พบกวางเขาใหญ่ตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากกินถึงพลาสติกเข้าไป เจ้าหน้าที่จึงอยากขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวให้ทิ้งอาหารไว้ในที่ทิ้งขยะ และเก็บให้มิดชิด                          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/DnshGN3bZxw  

 6,722
ข่าวภูมิภาค
02 มิ.ย. 61

สุดเหี้ยม! สาวใหญ่นักธุรกิจถูกเผานั่งยาง-ทุบกระดูกแหลก คาดฝีมืออดีตสามีหลังหายตัวไปพร้อมรถเบนซ์

ตำรวจ สภ.คอหงส์ จ.สงขลา รับแจ้งพบศพถูกเผานั่งยางบริเวณป่าพรุและทุ่งนาร้างในพื้นที่บ้านท่านางหอม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบร่องรอยของการเผาเหลือเพียงกองเถ้าถ่าน พร้อมกับเศษลวดยางรถจยย. นอกจากนี้ยังพบแหวนเพชรอยู่ในกองเถ้าถ่าน 1 วง บริเวณโดยรอบ พบเศษกะโหลกศีรษะที่ถูกทุบจนเป็นชิ้นเล็กๆ และเศษกระดูกส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่แตกละเอียดจนไม่สามารถนำมาต่อเป็นรูปร่างได้ และยังพบฟันปลอมที่ตกอยู่ในพงหญ้า โดยคาดว่าศพถูกเผาจนไหม้หมดแล้วนำเศษกระดูกที่เหลือไปทุบให้แตกละเอียด ก่อนทิ้งในพงหญ้าเพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้ตรวจสอบได้ว่าเป็นใคร และในบริเวณเดียวกันยังพบยางรถจยย.ที่ยังไม่ได้เผาอีก 1 เส้น เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมรายละเอีดยที่พบไว้ตรวจสอบ   โดยระหว่างนั้นได้มี นางปวีณา ขุนทรงอักษร อายุ 58 ปี เดินทางมายังที่เกิดเหตุ เนื่องจาก น.ส.ภิญญดา แป้นจันทร์ อายุ 48 ปี หรืออ้อย ซึ่งเป็นน้องสาวได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. และได้แจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองสงขลา ซึ่งทันทีที่เห็นแหวนเพชรและฟันปลอมก็ยืนยันว่าเป็นแหวนเพชรของน้องสาว จึงเชื่อว่าศพที่ถูกเผานั่งยางน่าจะเป็นน้องสาวอย่างแน่นอน จากการสอบสวนทราบว่า น.ส.ภิญญดา เป็นนักธุรกิจขายตรงและขายประกัน เป็นคนหน้าตาดี มีฐานะ ได้หายออกไปจากบ้านตั้งแต่คืนวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับรถเบนซ์สีดำ นอกจากนี้ที่บ้านพักของ น.ส.ภิญญดา ยังพบคราบเลือดอีกด้วย กระทั่งมาพบศพเผานั่งยางที่คาดว่าจะเป็น น.ส.ภิญญดา     ด้าน พล.ต.ต.ปรีดา เปี่ยมวารี ผบก.ภ.จว.สงขลา เปิดเผยว่าพบตัวผู้ต้องสงสัยที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ น.ส.ภิญญดา คืออดีตสามี ที่ได้หย่าร้างกันไปแล้ว แต่ได้กลับมาอยู่ที่บ้านหลังเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่ในฐานะฉันสามีภรรยา โดยในคืนวันเกิดเหตุชาวบ้านได้ยินเสียงทั้งคู่ทะเลาะกัน จนกระทั่งหายตัวไปทั้งคู่พร้อมกับรถเบนซ์ ซึ่งตำรวจกำลังติดตามตัวอดีตสามีมาสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป                         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/XKSbNrtKd3E

 18,373

Top