ค้นหา :

ผลการค้นหา "แพทย์"

สังคม-อาชญากรรม
13 พ.ย. 60

ดร.นพ.นิพนธ์ วอนคนไทย ตรวขสุขภาพควบคู่ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกปี หลังจาก 'โจ บอยสเก๊าท์' เสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย

เมธีวิจัย สกว. ระบุต้นเหตุ โจ บอยสเก๊าท์ หัวใจวายเฉียบพลันเสียชีวิต เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและเลือดไม่ไปเลี้ยงร่างกาย วอนคนไทยตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกปีควบคู่การตรวจร่างกายปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วยความดันสูง เบาหวาน ไขมัน รวมทั้งนักกีฬาภาวะเครียด   ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขาโรคทางไฟฟ้าของหัวใจ และหัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีการเสียชีวิตของนายธนัท ฉิมท้วม หรือ 'โจ บอยสเก๊าท์' หัวใจวายขณะเล่นคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา    กรณีของโจคาดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว โดยภาวะที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่ได้ยินกันบ่อยคือ ไฟฟ้าดูด ฟ้าผ่า รวมถึงโรคต่าง ๆ ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต คือ หัวใจขาดเลือด ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย แม้ผู้ป่วยอาจจะไม่เสียชีวิตทันทีในขณะนั้น แต่จะทำให้เกิดสภาวะความผิดปกติของไฟฟ้าในหัวใจห้องล่าง เป็นเหตุให้เกิดการรวนของการนำไฟฟ้าในหัวใจ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ   การสังเกตอาการในเบื้องต้น คือ ผู้ป่วยจะเจ็บหน้าอกแล้วล้มฟุบ เนื่องจากทันทีที่กล้ามเนื้อหัวใจหดตัวจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนออกไปเลี้ยงร่างกายได้ โดยอวัยวะที่ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด คือ สมอง เมื่อเลือดไม่ไหลเวียนไปที่สมองก็จะทำให้หมดสติ หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตในที่สุด    ทั้งนี้วิธีการรักษาที่ดีสุดและเป็นวิธีเดียว คือ การใช้ไฟฟ้าแรงสูงเข้าไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติด้วยเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ถ้าไม่มีเครื่องมือดังกล่าวก็จะต้องทำ CPR เพื่อพยุงเวลาในการช่วยชีวิตผู้ป่วยให้นานที่สุด เพื่อให้หัวใจบีบเลือดออกไปเลี้ยงร่างกาย     สำหรับข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงเหมือนกับถูกรถบรรทุกทับ โดยผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด คือ กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จึงต้องตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง ส่วนผู้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากโรคดังกล่าว แต่ร่างกายอาจมีทางนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่พบบ่อย คือ กลุ่มนักกีฬา หรือผู้มีภาวะเครียด กดดัน พักผ่อนน้อย ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของหัวใจมีความผิดปกติ    ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมาจึงควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป แม้แต่คนที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่เด็กก็อาจเกิดอันตรายจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้เช่นกัน ทั้งนี้อยากขอให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง </iframe</div>

 1,673
ต่างประเทศ
13 พ.ย. 60

เด็กเม็กซิโกอ้วนที่สุดในโลก ยังไม่ถึงขวบแต่หนัก 27 กก. แม่เชื่อน้ำนมดี-หมอมึนไม่ทราบสาเหตุ

สำนักข่าว mirror นำเสนอเรื่องราวของ ลูอิส มานูเอล กอนซาเลส ทารกเพศชายชาวเม็กซิโก เจ้าของแชมป์ทารกน้อยที่อ้วนที่สุดในโลก หลังมีอายุเพียง 10 เดือน แต่กลับหนักถึง 27 กิโลกรัม จากที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดอยู่ที่ 3.5 กิโลกรัม ล่าสุดแม่ของหนูน้อยแต่ตัวยักษ์ได้ออกมาขอความช่วยเหลือเนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต ขณะที่แพทย์ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร     รายงานข่าวระบุว่า แม้ว่าที่ผ่านมาแพทย์จะทำการตรวจสอบหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด แต่ 1 ในข้อสันนิษฐานคาดว่าเด็กชายน่าจะป่วยเป็นโรคพราเดอร์-วิลลี่ ซินโดรม ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม ทำให้กินจุ กล้ามเนื้ออ่อนแอ  โดยความผิดปกตินี้อาจทำให้เกิดโรคหัวใจ สมองและอวัยวะเพศมีพัฒนาการล่าช้า     อิซาเบล วัย 24 ปี แม่ของทารกจ่ำม้ำ เปิดเผยว่า ลูอิสคลอดออกมามีน้ำหนักตัวเท่ากับพี่ชายที่ปัจจุบันมีอายุ 3 ขวบแล้ว แต่ตอนนี้กลับตัวใหญ่กว่ามาก โดยตอนที่มีอายุ 2 เดือนเขาหนักถึง 10 กิโลกรัม อีก 8 เดือนต่อมาก็เพิ่มมาอีกเกือบ 20 กิโลกรัม ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะเป็นเพราะตัวเองมีน้ำนมที่ดีมาก ตอนนี้ลูกชายต้องสวมเสื้อผ้าของเด็กอายุ 2-3 ขวบ เดินหรือคลานไม่ได้ ทำได้เพียงแค่ทรงตัวนั่งเท่านั้น และความผิดปกติที่เกิดขึ้นทำให้เธอต้องผลัดกันกับสามีพาลูกไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลเป็นประจำ มากสุด 4 ครั้งต่อสัปดาห์     เธอและสามีรู้สึกเจ็บปวดแทนทุกครั้งที่เห็นพยาบาลพยายามควานหาเส้นเลือดของลูกเวลาเจาะเลือด และเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน สามีเป็นคนงานในโรงงานน้ำผลไม้มีรายได้เพียง 6,500 บาทต่อเดือน เธอจึงตัดสินใจโพสต์เฟซบุ๊กเปิดรับบริจาคเงินเพื่อนำไปรักษาลูก หลังกุมารแพทย์บอกว่าอาจจะต้องฉีดฮอร์โมนควบคุม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 18,000 บาทต่อครั้ง     ล่าสุดครอบครัวของเด็กชายมีความหวังครั้งใหม่ หลัง ซิลเวีย โอรอสโก ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ได้ติดต่อเสนอตัวช่วยตรวจรักษาเด็กชาย เนื่องจากเห็นว่าชีวิตของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย โดยขณะนี้กำลังรอผลการวิเคราะห์ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ส่งไปตรวจที่สหรัฐฯ แต่เบื้องต้นวิเคราะห์ว่าอาการของเด็กชายอาจจะเกี่ยวข้องกับตอนที่แม่ตั้งครรภ์แล้วขาดสารอาหารบางอย่าง ซึ่งส่งผลทำให้ระบการเผาผลาญของเด็กชายผิดปกติ       สำหรับเม็กซิโกเป็นประเทศที่ประสบปัญหาเด็กป่วยเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งลูอิสก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด    

 25,058
ต่างประเทศ
08 พ.ย. 60

ยูกันดาวุ่น! คนไข้โดนลอยแพ หลังหมอนัดสไตรค์ประท้วงเงินเดือนต่ำ เผยหมอจบใหม่ได้แค่ 1 หมื่นบาท

สำนักข่าว The Sun นำเสนอเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศยูกันดา กรณีผู้ป่วยจำนวนมากถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพทุกข์ทรมาน หลังแพทย์ของโรงพยาบาลประท้วงนัดหยุดงาน ซึ่งเป็นถือเป็นการสไตรค์ของบุคลากรทางการแพทย์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี     รายงานข่าวระบุว่า แพทย์ในยูกันดาได้ออกมาเดินขบวนประท้วง หลังประสบปัญหาค่าตอบแทนต่ำและการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 รายจากการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนจริง     ด้าน Faustus Kavuma นายกสมาคมแพทย์ยูกันดา เปิดเผยว่า การประท้วงครั้งนี้เกิดจากแพทย์ไม่ได้รับเงินเดือนที่เป็นธรรม โดยแพทย์จบใหม่ได้เงินเดือนเพียง 1 หมื่นบาท ส่วนแพทย์อาวุโสได้เงินเดือนเพียง 3 หมื่นบาท ซึ่งทางสมาคมต้องการให้ปรับขึ้นเงินเดือนแพทย์เป็น 7.7 หมื่นบาท และ 4.1 แสนบาทตามลำดับ     ขณะที่ Diana Atwine ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นค่อนข้างกินวงกว้าง เพราะไม่ใช่แค่แพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม แต่รวมไปถึงข้าราชการทุกคนก็ไม่ได้รับเงินเดือนที่น่าพอใจเช่นเดียวกัน ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันได้เงินเดือนอยู่ที่ 2.1 แสนบาท โดยเบื้องต้นทางกระทรวงยินดีที่จะพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้แพทย์ แต่ขอให้ทุกคนอดทนรอไปก่อน       สำหรับการประท้วงที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจแก่ ประธานาธิบดี Yoweri Museveni วัย 73 ปี ซึ่งกุมอำนาจในตำแหน่งผู้นำประเทศมายาวนานกว่า 31 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่อเค้าทวีความร้อนแรง หลังเขามีความพยายามที่จะขยายฐานเสียงของตัวเองให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมีขึ้นในปี 2021    

 13,391
ต่างประเทศ
02 พ.ย. 60

เผยคลิปนาที หมออินเดียผ่าคลอดทารกแฝดมี 2 หัวในร่างเดียว ก่อนสิ้นใจตายหลังเกิดได้วันเดียว

สำนักข่าว mirror เผยแพร่ภาพนาทีแพทย์อินเดียผ่าคลอดเด็กทารกฝาแฝด เกิดมาพร้อมความผิดปกติมี 2 ศีรษะในร่างเดียวกัน เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่น่าเศร้าที่ทารกน้อยเสียชีวิตหลังลืมตามาดูโลกได้เพียงวันเดียว   *** คลิปมีภาพที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ***    คลิปวิดีโอความยาวไม่ถึง 1 นาที แสดงภาพของแพทย์กำลังผ่าคลอดให้หญิงท้องแก่รายหนึ่ง ก่อนจะดึงร่างของฝาแฝด 2 หัวซึ่งมีน้ำหนักตัวแรกคลอดอยู่ที่ 3.6 กิโลกรัมออกมาและนำไปเช็ดทำความสะอาด     ด้านนายแพทย์ Sanjay Bansode หัวหน้าแผนกนรีเวชวิทยาของโรงพยาบาล Swami Ramanand Teerth Government Hospital ในรัฐมหาราษฏระ เปิดเผยว่า แม่ของทารกฝาแฝดเคยคลอดลูกสาว 3 คนและลูกชาย 1 คน ท้องนี้ถือเป็นท้องที่ 5 แล้ว ซึ่งจากผลการสแกนทำให้ทราบว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติ มีสองหัวแต่ใช้ร่างกาย แขนและขาร่วมกัน แพทย์จึงตัดสินใจที่จะทำคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอด เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทารกน้อยเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น     

 46,471
สังคม-อาชญากรรม
02 พ.ย. 60

ตร.ลำปาง ออกหมายเรียกแพทย์ เสริมนมสาวสองดับ เผยขอเข้าพบหลังเผาศพก่อน

         ตำรวจสภ.เขลางค์นคร ออกหมายเรียกแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดสาวประเภทสองตายแล้ว หลังทราบว่า นายแพทย์วัย 31 ปี เป็นผู้ทำการรักษาผ่าตัดจนเป็นเหตุดังกล่าว              วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 รายงานข่าวแจ้ง ถึงความคืบหน้า กรณี สาวประเภทสองชาวลำพูนอายุ 22ปี ที่เข้าใช้บริการเสริมทรวงอกที่  สถานเสริมความงามในเขตตัว อ.เมือง จ.ลำปาง และเสียชีวิตลงเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่า คลินิกดังกล่าวเปิดบริการโดยไม่มีใบอนุญาตนั้น             ล่าสุด ขณะนี้ผู้เสียหายรวมกว่า 7 ราย แล้วหลังจากเคยเข้ามาใช้บริการศัลยกรรมจมูก ที่คลินิกดังกล่าวบางรายมีอาการ เจ็บป่วย ที่บริเวณจมูก แล้ว ต้องกับมาผ่าตัดแก้ไขถึง 3 รอบจนจมูกเริ่มเน่า มีหนองไหลออกมา และมีซิลิโคนโผล่ อีกทั้งมีผู้เสียหายอีกหลายรายได้รับผลกระทบ จากการไปเสริมคาง และได้รับผลกระทบ ส่วนล่าสุดยังคงมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อคลินิกเวชกรรมดังกล่าว รวม 7 คนแล้วและยังมีเข้ามาร้องทุกข์ต่อเนื่อง            ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำพยานและเจ้าหน้าที่ในคลินิกเวชกรรมดังกล่าวหลังนายแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเสริมทรวงอก ให้สาวประเภทสองชาวลำพูนอายุ 22 ปี แล้วเสียชีวิตนั้น ทางพนักงานสอบสวนได้ส่งหมายเรียกไปยัง นายแพทย์คนดงกล่าวแล้ว ซึ่งจะขอเข้าพบพนักงานสอบสวนหลังเสร็จพิธีฌาปนกิจศพของสาวประเภทสองชาวลำพูนอายุ 22ปีก่อน ถึงจะทำการเข้าพบ            ทั้งนี้ จากการติดตามความเคลื่อนไหวของผู้เสียหายที่เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พบว่าทางคลินิกได้ให้เบอร์ผู้ประสานงานของคลินิกไว้ เพื่อให้ผู้เสียหายโทรศัพท์ติดต่อเจรจาค่าเสียหายทุกราย ดังนั้น หากผู้เสียหายรายใดที่เข้าใช้บริการกับคลินิกดังกล่าว สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ที่ สภ.เขลางค์นคร อเมือง จ.ลำปาง           ด้าน พ.ต.อ.จิตพล วงษ์วัน ผกก.สภ.เขลางค์นคร กล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้เสียหายรายใด โอนเงินไปแล้ว แต่ยังไม่ไปรับการทำศัลยกรรม และยังไม่ได้รับเงินคืนก็สามารถเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เขลางค์นครได้ซึ่งตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ข่าวที่เกี่ยวข้อง </iframe</div>

 5,263
ต่างประเทศ
10 ต.ค. 60

เผยภาพสุดสยอง! แพทย์อินเดียผ่าตัดเนื้องอกที่ไต ไซส์มหึมาหนัก 5.5 กก. ใหญ่กว่าไตปกติ 50 เท่า

สำนักข่าว mirror เผยแพร่ภาพน่าสยดสยอง ขณะแพทย์อินเดียผ่าตัดเนื้องอกที่ไตไซส์ใหญ่ยักษ์ เปรียบเทียบแล้วมีขนาดถึง 50 เท่าของไตผู้ป่วย   *** คลิปมีภาพที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ***    Manju Devi หญิงสาวจากรัฐมคธ วัย 28 ปี  ได้รับความทรมานจากเนื้องอกมานานกว่า 3 ปี โดยผลการสแกนพบว่าก้อนเนื้อดังกล่าวมีขนาดกว้าง 31 เซนติเมตร และยาว 19 เซนติเมตร ก่อนที่ทีมศัลยแพทย์จะใช้เวลานานกว่า 8 ชั่วโมง จึงสามารถนำเนื้องอกน้ำหนักถึง 5.5 กิโลกรัมออกมาจากไตของคนไข้ได้สำเร็จ     ด้านหัวหน้าทีมผ่าตัดจากโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในเมืองมุมไบ เปิดเผยว่า ก้อนเนื้องอกขนาดมหึมาที่เกิดขึ้นในร่างกายทำให้คนไข้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยช่วงสามปีที่ผ่านมาเธอไปรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่เนื่องจากเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากเกินไป การผ่าตัดจึงถูกเลื่อนออกไปตลอด     กระทั่งเนื้องอกมีสภาพสมบูรณ์ขยายตัวค่อนไปทางด้านซ้ายของช่องท้อง เบียดบังตำแหน่งของลำไส้และตับอ่อน ภายหลังประเมินอาการอย่างละเอียด แพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดไตในระดับพิเศษ ก่อนที่คนไข้จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ หลังนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลนาน 1 สัปดาห์     ขณะที่ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ได้ออกมายืนยันว่าเนื้องอกในไตของคนไข้รายดังกล่าวถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยค้นพบมา    

 9,427
ต่างประเทศ
26 ก.ย. 60

เผยคลิปชวนสยอง! แพทย์อินเดียดึง ‘หนอนปรสิต’ ยาว 10 ซม. ออกจากหน้าคนไข้

สำนักข่าว  mirror เผยแพร่คลิปวิดีโอชวนสยองที่เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย ขณะแพทย์ดึงหนอนปรสิตตัวยาว 10 เซนติเมตรออกมาจากใบหน้าของคนไข้ชายรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา     คลิปความยาว 1 นาที แสดงภาพตั้งแต่แพทย์ค่อยๆ ใช้อุปกรณ์ดึงเอาหนอนสีขาวตัวยาวคล้ายกับเส้นด้ายออกมาจากใบหน้าของคนไข้ชายวัย 28 ปี หลังมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล  KIMS Hospital  ในรัฐเกรละ ด้วยอาการใบหน้าด้านซ้ายบวม     ภายหลังตรวจอาการแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเขามีก้อนซีสต์อยู่ในบริเวณที่มีอาการบวมจึงตัดสินใจผ่าตัดเจาะก้อนเนื้อดังกล่าว แต่เมื่อเปิดปากแผลกลับพบว่ามีหนอนปรสิตซึ่งคาดว่าน่าจะเจริญเติบโตมาเป็นระยะเวลานานนับเดือน     ด้านนายแพทย์ Zuhail Bin Nazar ศัลยแพทย์ผู้ทำการรักษาเปิดเผยว่า คนไข้มาพบแพทย์หลังมีอาการบวมที่ใบหน้าซีกซ้ายและดวงตาซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ผลจากการทำ CT สแกนพบว่ามีฝีอยู่ในบริเวณดังกล่าว จากการสอบถามได้ความว่าคนไข้เป็นมานานกว่า 10 เดือนแล้ว โดยเมื่อปีที่แล้วเขารู้สึกเหมือนมีหนอนไชที่ดวงตา หลังไปรักษาอาการก็หายไป     กระทั่งใบหน้าซีกซ้ายมีอาการบวม ก่อนจะลามไปดวงตาจึงมาพบแพทย์อีกครั้ง ภายหลังจากอ่านประวัติการรักษาทางการแพทย์ จึงพบข้อสังเกตว่าซีสต์ยังไม่เคยถูกผ่าออก ซึ่งทันทีที่เจาะเข้าไปก็พบว่ามีหนอนตัวยาวและยังคงมีอยู่ เชื่อว่าน่าจะเป็นหนอนชนิดหนึ่งของโรคพยาธิฟิลาเรียซึ่งเป็นโรคพยาธิที่เกิดจากพยาธิตัวกลม     สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเคสที่ค่อนข้างหาได้ยาก เพราะถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยพบหนอนในส่วนต่างๆ ของร่างกายคนไข้ แต่ก็ยังไม่เคยเจอตัวที่มีขนาดยาวเท่านี้มาก่อน โดยในกรณีนี้อาจเป็นเพราะหนอนอาศัยอยู่ในถุงซีสต์จึงทำให้มันมีขนาดตัวยาวมากกว่าปกติ ซึ่งทางแพทย์ก็ได้ส่งหนอนตัวดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านปรสิตวิทยา (Parasitology) ทำการศึกษาแล้ว          

 64,412
ต่างประเทศ
11 ก.ย. 60

สยอง! หมออินเดียผ่าตัดนำก้อนเส้นผมไซส์มหึมาออกจากท้องคนไข้หญิงป่วย ‘โรคราพันเซล’

สำนักข่าว The Sun เผยแพร่ภาพน่าตกใจ กรณีแพทย์ชาวอินเดียผ่าตัดนำก้อนเส้นผมความยาวกว่า 25 เซนติเมตร และกว้าง 12 เซนติเมตร ออกมาจากท้องของคนไข้หญิงรายหนึ่ง     รายงานข่าวระบุว่า หญิงสาวอายุประมาณ 20 ปี ได้รับความทรมานจากอาการป่วยที่เรียกว่า “โรคราพันเซล” ซึ่งเกิดจากการกินเส้นผมของตัวเองเข้าไป จนกลายเป็นก้อนขนาดมหึมาหนักกว่า 750 กรัม      โดยผลการสแกนตรวจพบว่า มีก้อนเส้นผมปรากฏอยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนของคนไข้ ส่งผลให้กระเพาะอาหารเกิดการขยายตัวผิดปกติ ก่อนแพทย์จะตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัดด่วนไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังคนไข้อาเจียนตลอดเวลาและปวดท้องอย่างรุนแรง       ด้านแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองมุมไบ เปิดเผยว่า คนไข้รายนี้อยู่ระหว่างประเมินอาการป่วยทางจิตซึ่งน่าจะป่วยเป็น โรคดึงผมตัวเอง (Trichotillomania) โดยความผิดปกติจะไปกระตุ้นคนไข้กินผมตัวเอง     สำหรับแนวทางการรักษาคนไข้ประเภทนี้ หากเป็นก้อนผมขนาดเล็กนั้นไม่จำเป็นต้องผ่าตัด สามารถนำออกมาได้ด้วยวิธีการส่องกล้อง แต่ไม่ใช่ในกรณีที่ก้อนผมมีขนาดใหญ่มากจนไปกระทบกับกระเพาะอาหารอย่างเช่นคนไข้หญิงรายดังกล่าว    

 24,121
ต่างประเทศ
22 ส.ค. 60

สยอง! ชายจีนปวดหูรุนแรง หมอผงะเจอตุ๊กแกตัวเป็นๆ อยู่ข้างใน คาดดอดเข้าไปตอนนอนหลับ

สำนักข่าว UPI ของสหรัฐอเมริการายงานข่าวชวนสยองที่เกิดขึ้นในประเทศจีน กรณีแพทย์ของโรงพยาบาลในเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง นำตุ๊กแกตัวเป็นๆ ออกมาจากรูหูคนไข้ชายรายหนึ่ง     แพทย์ผู้ทำการรักษาเปิดเผยว่า หลังจากตื่นนอนคนไข้มีอาการเจ็บปวดภายในหูอย่างรุนแรงจึงตัดสินใจมาโรงพยาบาล เมื่อทำการตรวจก็พบว่ามีตุ๊กแกที่ยังคงมีชีวิตอยู่ภายใน แพทยจึงได้ใช้ยาชาและใช้คีมดึงสัตว์ชวนสยองออกมาจากหูของคนไข้โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที ก่อนจะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านต่ออีก 2 วัน ไม่ต้องนอนพักรักษาตัว     ทั้งนี้แพทย์สันนิษฐานว่า ตุ๊กแกตัวนี้น่าจะคลานเข้าไปในหูขณะคนไข้กำลังนอนหลับสนิท ส่วนตุ๊กแกที่ถูกคีบออกมาอยู่ในสภาพหางขาดนั้น ก็เชื่อว่าหางของมันน่าจะขาดก่อนจะคลานเข้าไป        

 6,840
ข่าวภูมิภาค
21 ส.ค. 60

แพทย์เผย ผลชันสูตรศพ 'พลทหารทาโร่' ระบบเลือด-หัวใจล้มเหลว ชี้ยังไม่ทราบสาเหตุ คาดอีก 2 สัปดาห์ทราบผล

 ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจนำศพพลทหารนพดล วรกิจพันธุ์ หรือทาโร่ วัย 21 ปี ทหารกองประจำการ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 45 (มทบ.45) ผลัด 1 ค่ายวิภาวดีรังสิต อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เสียชีวิตหลังจากเพื่อนทหารด้วยกันพามาส่งที่บ้านในสภาพอ่อนเพลีย โดยบอกว่าก่อนหน้านี้ถูกซ่อม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ต่อมาญาติได้ติดใจสาเหตุการตายจึงได้เข้าแจ้งความก่อนมีการนำศพส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ     ร.ต.อ.ทะนงศิลป์ นายน้อย รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองสุราษฎร์  เปิดเผยว่า เบื้องต้นพลทหารนพดล เสียชีวิตเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 19 ส.ค. ก่อนจะมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเนื่องจากญาติติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต โดยตนได้รับมอบหมายให้นำศพส่งมาชันสูตรหาสาเหตุที่สถาบันนิติเวช เมื่อศพมาถึงเจ้าหน้าที่ได้ทำการซีทีสแกนอวัยวะภายในก่อนจะทำการผ่าพิสูจน์ โดยหลังจากผลชันสูตรจากแพทย์ออกมา ตนก็จะเป็นตัวแทนทางญาติผู้เสียชีวิตนำศพกลับไปให้ญาติบำเพ็ญกุศล ส่วนผลชันสูตรก็จะนำไปประกอบในสำนวนคดี และในส่วนของการสอบปากคำพยานอื่นๆ ตนไม่ได้เป็นผู้สอบเนื่องจากมีการตั้งเป็นคณะทำงานในคดีนี้    เบื้องต้นผลการชันสูตรพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากระบบเลือดและหัวใจล้มเหลว แต่ยังไม่ทราบว่าล้มเหลวจากสาเหตุใด ต้องนำชิ้นเนื้อและอวัยวะภายในส่งไปตรวจพิสูจน์ในห้องแล็บ เนื่องจากศพมีการฉีดฟอร์มาลีนและมีการผ่ามาก่อนหน้านี้แล้ว โดยคาดว่าประมาณ 2 สัปดาห์ผลการตรวจจากห้องแล็บจึงจะออก   ขอบคุณที่มา ข่าวสด ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 5,488
ต่างประเทศ
16 ส.ค. 60

หมดหนทาง! พ่อจีนคุกเข่าวอนหมออย่าหยุดรักษาลูกป่วยสมองขาดเลือด หลังทุ่มเงินจนหมดตัวแล้ว

สำนักข่าว The Sun นำเสนอเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน กรณีพ่อคุกเข่าอ้อนวอนแพทย์อย่าหยุดรักษาลูกชายที่ป่วยด้วยภาวะสมองขาดเลือด (Hypoxic Ischaemic Encephalopathy) ตั้งแต่เกิด หลังได้ใช้เงินที่กู้มาหมดไปกับการรักษาทุกบาททุกสตางค์แล้ว       DU Zhiying ชายวัย 30 ปี จากมณฑลอานฮุย ได้ยืมเงินจำนวนเกือบ 1 ล้านบาทและยังไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดมาอีก 2 แสนบาท เพื่อมาใช้รักษา Yiwei ลูกน้อยวัย 7 เดือน ที่นอกจากจะป่วยสมองขาดเลือดแล้วยังได้รับความทรมานจากหลายอาการอีก ทั้งภาวะติดเชื้อในสมอง, น้ำคั่งในโพรงสมอง และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้     ย้อนไปหลังได้รับการวินิจฉัยว่าลูกมีภาวะสมองขาดเลือด พ่อแม่ก็ได้พาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นๆ อีกหลายแห่ง หลังเด็กมีอาการท้องร่วงและนอนไม่หลับ ซึ่งแพทย์ยืนยันว่าจะต้องทำการผ่าตัดด่วนโดยมีค่าใช้จ่ายสูงเกือบ 4 แสนบาท และแม้ว่าการผ่าตัดในครั้งแรกจะลุล่วงไปด้วยดี แต่แพทย์กลับระบุว่าเด็กจะต้องได้รับการผ่าตัดอีก ซึ่งต้องใช้เงินมากกว่า 2.5 ล้านบาท แต่ทางครอบครัวไม่มีเงินแล้ว และที่แย่กว่านั้นพ่อก็กำลังถูกตามล่าจากแก๊งเงินกู้นอกระบบ     ล่าสุดจากการช่วยเหลือขององค์กรการกุศลได้มีการเปิดระดมทุนหาเงินเพื่อใช้ในการรักษาเด็กเคราะห์รายนี้ โดยยอดเงินขณะนี้มีผู้ใจบุญบริจาคเข้ามาแล้วราว 1 ล้านบาท ทำให้ความหวังขอคนเป็นพ่อแม่ที่จะได้เห็นลูกหายเป็นปกติใกล้เข้ามาทุกทีๆ  

 5,685
ต่างประเทศ
15 ส.ค. 60

แช่แข็งร่างหญิงจีนป่วยมะเร็งตาย หลังสามีเชื่อวิทยาศาสตร์ในอนาคตจะช่วยฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

สำนักข่าว mirror นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจ กรณี Zhan Wenlian หญิงวัย 49 ปี ได้รับการแช่แข็งร่างเพื่อรักษาสภาพเซลล์เนื้อเยื่อและร่างกาย รอคอยที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในอนาคต หรือที่เรียกว่า ไครโอนิกส์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และถือเป็นคนแรกในประเทศจีน หลังเจ้าตัวสมัครใจเป็นอาสาในโครงการสุดท้าทายทางการแพทย์     Gui Junmin ผู้เป็นสามี ตัดสินใจยกร่างของภรรยาที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดให้กับโครงการแช่แข็งร่าง ซึ่งเกิดจากเป็นความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งทีมนักวิจัยด้านชีวภาพ โรงพยาบาลแพทย์ รวมทั้งที่ปรึกษาจากองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐอเมริกา โดยหวังว่าความเจริญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ในอนาคตจะช่วยรักษาโรคและช่วยให้ภรรยาฟื้นคืนชีพได้ในวันหนึ่ง     เขาและภรรยามีแนวคิดต่อต้านการเผาทำลายศพ จึงตั้งใจจะบริจาคร่างกายให้กับการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อที่ความก้าวไกลจะกลับคืนมาสู่สังคม และหากตัวเขาเสียชีวิตลงก็จะเข้ากระบวนการเดียวกับภรรยาเช่นเดียว เพราะคิดว่าหากวันหนึ่งที่คนรักฟื้นขึ้นมา อีกฝ่ายอาจจะรู้สึกเหงา เขาจึงอยากจะอยู่ข้างๆ     ด้านผู้ดำเนินโครงการจากเมืองจี่หนาน มณฑลซานตง เปิดเผยว่า ร่างของผู้บริจาคจะถูกนำไปบรรจุเอาไว้ในถังขนาดใหญ่ที่มีไนโตรเจนเหลวมากถึง 2,000 ลิตร และจะถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิติดลบ 196 องศาเซลเซียส ซึ่งครอบครัวของผู้บริจาคก็ทราบดีว่ากระบวนการนี้มีความเสี่ยงสูงและสุดท้ายอาจจะล้มเหลว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความว่าวิทยาศาสตร์ในอนาคตจะนำพาชีวิตของคนอันเป็นที่รักกลับคืนมาได้อีกครั้ง      

 56,547
ต่างประเทศ
07 ส.ค. 60

หมอมะกันอัดคลิปชวนท้องไส้ปั่นป่วน นาทีเจาะฝีไซส์ยักษ์ใต้วงแขนคนไข้หญิง

สำนักข่าว metro เผยแพร่ภาพการรักษาชวนท้องไส้ปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในคลินิกแห่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา  ขณะแพทย์ทำการเจาะฝีขนาดยักษ์บริเวณใต้วงแขนให้คนไข้หญิงรายหนึ่ง   *** มีภาพที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ***     คลิปความยาวกว่า 3 นาที แสดงภาพตั้งแต่แพทย์ใช้อุปกรณ์เจาะเข้าไปที่ก้อนฝีขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นตรงรักแร้ จนน้ำหนองไหลทะลักออกมาราวกับเปิดก็อก ก่อนจะใช้มือบีบกระตุ้นให้หนองไหลลงถุงพลาสติกที่รองรับ และยังใช้กรรไกรถ่างปากแผลให้เปิดกว้าง ส่งผลให้หนองยิ่งพุ่งทะลักออกมากขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นภาพอันน่าชวนสยอง     นายแพทย์ไมเคิล ลูอิส จากรัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำการเจาะฝีขนาดใหญ่ มันยังเป็นเรื่องที่เขาชอบมากๆ และไม่ได้เป็นปัญหารบกวนอะไรสำหรับตัวเขามากนัก แม้บางครั้งมันจะส่งกลิ่นไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ก็ตาม      

 106,986
สังคม-อาชญากรรม
04 ส.ค. 60

อดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พาเมียเข้าแจ้งความหลังถูกตบ ปมเข้าใจผิดจากเฟซบุ๊ก

    คืบหน้าเหตุอดีตผู้สมัคร ส.ส.อ่างทอง พาภรรยาเข้าแจ้งความหลังถูกทำร้าย วันที่ 4 ส.ค. 60จากกรณี ผู้เสียหาย น.ส.ภาณี ลือขจร อายุ 27 ปี เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง กรณีถูกหญิงสาวทำร้ายร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เหตุเกิดเมื่อเช้าของวันที่ 1 ส.ค.ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้    ล่าสุด พ.ต.อ.ประสาทพร ศรีสุขโข ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง กล่าวว่า ในขณะนี้ ทราบตัวผู้ต้องหาแล้ว ขั้นตอนทางกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ ขั้นตอนต่อไปรอรายงานชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหาย จากแพทย์ เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์ทางผู้เสียหายได้ไปนอนพักรักษาตัวที่ รพ.อ่างทอง   โดย ข้อหาที่จะใช้ในการดำเนินคดี ต้องโทษหนักหรือเบา ขึ้นอยู่กับ การลงความเห็นของแพทย์ ซึ่งหากรวบรวม หลักฐานได้ครบ จะออกหมายเรียก ในทันที ในข้อหา ทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ จากการสอบสวน เบื้องต้น สาเหตุมาจากการโพสต์ลงเฟซบุ๊กและเกิดการเข้าใจผิดของฝ่ายผู้ต้องหาและมีการมาเคลียร์กันและเกิดความเข้าใจผิด จึงลงมือทำร้ายกัน    ด้านผู้เสียหาย น.ส.ภาณี ลือขจร หลังจากเข้าแจ้งความ ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากผู้ต้องหา ส่วนในเรื่องของ สุขภาพ ทางแพทย์ ยังคงให้สังเกตอาการ เนื่องจาก ได้รับความกระทบกระเทือน บริเวณศีรษะ ค่อนข้างรุนแรง ส่วนบาดแผลตามร่างกาย รอยฟกช้ำ อยู่ในอาการดีขึ้นตามลำดับ และยังมีอาการ มึนศีรษะในบางครั้ง  

 20,942
ข่าวภูมิภาค
03 ส.ค. 60

แพทย์ เผยอาการผู้บาดเจ็บจาก 'หมีควาย' ขย้ำ! ชี้อาการน่าเป็นห่วง

ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ แถลงอาการของผู้บาดเจ็บจากหมีควายแก้วทำร้าย ล่าสุดยังไม่พ้นขีดอันตราย   นายแพทย์กอบชัย จิระชาญชัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยคณะแพทย์และพยาบาล ร่วมแถลงข่าวขั้นตอนของการรักษาและอาการของนาย ฝน พรหมลัทธิ อายุ 38 ปี ที่ถูกหมีควายแก้วทำร้ายจนอาการสาหัส ต่อสื่อมวลชนที่ร่วมฟังการแถลงข่าว  กล่าวว่า ขณะที่ผู้บาดเจ็บมาถึงโรงพยาบาลอาการค่อนข้างหนัก ผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัวและสัญญาณชีพอ่อนมาก พบบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณสีข้างด้านซ้าย และบริเวณหลังด้านซ้าย บริเวณลำตัวก็มีบาดแผลที่เกิดจากรอยเล็บ รอยฟันที่กัดแบบจมเขี้ยวเป็นบาดแผลที่ลึก และมีอาการเสียเลือดเป็นจำนวนมาก   จากการตรวจร่างกายของแพทย์พบว่าผู้ป่วยมีลมรั่วในช่องปอดทั้ง 2 ข้าง ซึ่งน่าจะเกิดจากกรงเล็บของหมีที่จิกทะลุเข้าไปในผนังทรวงอกและไปถูกเนื้อของปอดจนทะลุ การรักษาในเบื้องต้นแพทย์ได้ใส่ท่อระบายทรวงอก เพื่อเอาลมกับเลือดที่ค้างอยู่ในช่องปอดทั้ง 2 ข้างออกมา เนื่องจากถ้าปล่อยทิ้งไว้ลมหรืออากาศก็จะกดจนปอดยุบ ซึ่งจะทำให้มีผู้ป่วยมีอาการลมหายใจล้มเหลวได้ หลังจากนั้นแพทย์ได้ใส่ทอช่วยหายใจและทำการรักษาด้วยการให้สารน้ำ และให้เลือดทดแทน ซึ่งตอนนี้ทางแพทย์ได้นำผู้ป่วยมาทำการรักษาอยู่ในหอผู้ป่วย ไอ.ซี.ยู . ตึกศัลยกรรม    ซึ่งขณะนี้อาการโดยทั่วไปของผู้ป่วยยังวิกฤตอยู่และยังไม่พ้นขีดอันตราย เนื่องจากความดันยังไม่คงที่ และเสียเลือดเป็นจำนวนมากทำให้มีภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งดูจากอาการของผู้ป่วยเริ่มมีปัสสาวะออกน้อย หลังจากแพทย์ได้ทำการรักษาผู้ป่วยเริ่มมีภาวะดีขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยตื่นและรู้สึกตัว พูดคุยรู้เรื่อง สามารถที่จะพูดจาโต้ตอบกับแพทย์และคนเยี่ยมได้ ซึ่งในขณะนี้แพทย์ยังต้องเฝ้าติดตามอาการจากสัญญาณชีพ การให้สารน้ำ การให้เลือดชดเชย การพยุงระบบทางเดินหายใจด้วยการใส่ท่อเครื่องช่วยหายใจ และใน 24 – 48 ชั่วโมง ก็จะทราบว่าผู้ป่วยมีอาการไตวายเฉียบพลันร่วมด้วยจริงหรือไม่ ส่วนบาดแผลบนร่างกายแพทย์ได้ทำการเย็บแผล ส่วนแผลที่มีขนาดใหญ่ก็ได้ใส่สายระบายเลือดและน้ำเหลืองให้ไหลออกมา   เบื้องต้นก็ได้ให้ยาปฏิชีวนะไปก่อนเพราะในระยะแรกในช่วงวันสองวันนี้ ยังไม่ทราบว่าบาดแผลจะมีการติดเชื้อหรือไม่ เพราะการติดเชื้อจะต้องมีระยะฟักตัว ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากของหมีคงจะต้องมีอยู่แล้ว เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดต้องมี เช่นเชื้อพิษสุนัขบ้า แต่โอกาสพบน้อยในหมี ซึ่งหมีก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนที่มันทำร้ายคนก็อาจจะเกิดจากที่คนไปรบกวนมันทำให้มันโกรธ จนมาถึงขั้นทำร้ายในที่สุด    ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 29,035

Top