ค้นหา :

ผลการค้นหา "แพทย์"

ต่างประเทศ
31 ม.ค. 61

สุดสยอง! เผยภาพ 'พยาธิตัวตืด' ยาวเกือบ 3 เมตร หลังพบในตัวหนุ่มสิงคโปร์ที่ชอบกินปลาดิบ

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวน่าตกใจกรณีพบพยาธิตัวตืดยาวถึง 9 ฟุต 2 นิ้ว หรือกว่า 2.8 เมตร ภายในท้องของชายคนหนึ่งซึ่งชื่นชอบการรับประทานปลาดิบหรือซูชิของญี่ปุ่น     ภาพของพยาธิที่ต้องพับถึง 18 ทบถึงสามารถถ่ายรูปในเฟรมเดียวกันได้ ถูกบันทึกโดยแพทย์จากแผนกจุลชีววิทยาของโรงพยาบาลในสิงคโปร์   ภาพประกอบข่าว   ด้านศาสตราจารย์ Hsu Li Yang ระบุว่าวัตถุประสงค์ที่ออกมาเปิดเผยกรณีศึกษาอันโด่งดังซึ่งเกิดขึ้นในปี 2016 เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากการกินอาหารดิบ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของพยาธิตัวตืดเพิ่มมากขึ้นในสิงคโปร์ ซึ่งก็คล้ายคลึงกับในหลายประเทศพัฒนาแล้วที่การบริโภคปลาดิบได้รับความนิยมสูง แต่การติดเชื้อกลับแตกต่างกันออกไป บางคนไม่มีอาการผิดปกติ ในขณะที่บางคนมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย และปวดท้อง อย่างเห็นได้ชัด   ภาพประกอบข่าว   สำหรับพยาธิตัวตืดส่วนใหญ่เกิดจากการกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงให้สุกก่อน    

 9,599
แชร์ออฟเดอะเดย์
26 ม.ค. 61

สธ.ลงตรวจพื้นที่ หลังโซเชียลแชร์คลิป 2 ตายายคล้ายรับทำแท้ง พบเป็นหมอจริง ล่าสุดปิดคลินิกแล้ว

โลกออนไลน์แพร่คลิปในสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ระบุว่าเป็นคลินิกคล้ายรับทำแท้งโดยสองตายาย ย่านพุทธมณฑลสาย 4 โดยเป็นคลิปสั้น ๆ ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการทำแท้งจริงหรือไม่ ล่าสุดคลินิกดังกล่าวปลดป้ายปิดร้านหนี ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ   โดยคลิปนี้มีความยาวประมาณ 2 นาที โดยจับภาพผู้สูงอายุชายหญิง 2 คน นั่งอยู่ด้วยกัน จากนั้นชายสูงวัยซึ่งอ้างว่าเป็นแพทย์ได้ยื่นมือสองข้างไปจับที่ท้องของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเหมือนทำอะไรบางอย่าง โดยมีการพูดคุยกับหญิงสาวที่อยู่บนเตียงเรื่องอายุครรภ์   จากนั้นหญิงสูงวัยได้ลุกเดินมาที่เตียงบอกให้ปลดเข็มขัดแล้วใช้มือคลำท้อง พร้อมกับพูดว่า น่าจะ 9 สัปดาห์กว่า ตกลงมั้ย 6 พัน นอกจากนี้ยังพูดว่า มีลูกแล้ว 3 คน วันก่อนมา 2 คน คนเล็กขวบกว่า คนนี้ไม่เอา ก่อนที่หญิงสาวคนนี้จะล้วงเงินมาจ่ายให้กับสองตายาย ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการทำแท้งจริงหรือไม่   ต่อมาทาง จนท.สาธารณสุขได้เข้าตรวจสอบคลินิกดังกล่าวพบเป็นอาคารพาณิชย์ 1 คูหา 5 ชั้น ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยด้านหน้าเขียนป้ายติดไว้ว่าร้านปิดถาวรแล้วค่ะ รวมถึงมีการปลดป้ายชื่อคลินิกออก แต่เนื่องจากไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นโดยพลการ ทำให้ไม่สามารถเข้าตรวจค้นภายในได้   เมื่อสอบถามร้านค้าใกล้กับคลินิก บอกว่า คลินิกแห่งนี้เปิดมานานกว่า 20 ปี ไม่เคยทราบว่ามีการเปิดรับทำแท้งด้วย เคยเห็นแต่คนฝากครรภ์ ซึ่งคุณตาเป็นหมอ ทั้งคู่ไม่ค่อยแข็งแรง เคยเปรยว่าอยากจะปิดกิจการ   จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบมีชายสูงอายุคนดังกล่าวมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม(แพทย์) ได้รับอนุญาตเมื่อปี 2507 เปิดคลินิกถูกต้องตามกฎหมาย และกำลังตรวจสอบภายในคลินิกว่ามีการกระทำความผิดรับทำแท้งจริงหรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/scbHj-EF9cI    

 17,804
ต่างประเทศ
25 ม.ค. 61

อดีตแพทย์ทีมยิมนาสติกสหรัฐฯ โดนโทษจำคุก 175 ปี คดีล่วงละเมิดเด็กสาว-นักกีฬาโอลิมปิก 160 คน

นายแลร์รี่ แนสเซอร์ อดีตแพทย์ทีมยิมนาสติกโอลิมปิกของสหรัฐอเมริกา วัย 54 ปี ถูกตัดสินจำคุก 40-175 ปี หลังคำให้การฐานะพยานจากเหยื่อเกือบ 160 คนของเขา ที่เป็นเด็กสาวรวมถึงนักกีฬาโอลิมปิกชาวอเมริกัน ด้านผู้พิพากษา ได้แสดงไม่พอใจ และปฏิเสธที่จะตอบรับการขอโทษของนายแนสเซอร์ โดยระบุว่าเขาไม่มีความจริงใจที่จะแสดงออกมา 

 19,984
ต่างประเทศ
24 ม.ค. 61

ช็อก! พบเข็มเย็บผ้า 16 เล่ม ในตัวทารกวัย 11 เดือน หมอชี้เด็กกลืนเองไม่ได้-แม่ร่ำไห้ไม่รู้มาได้ไง

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวน่าตกใจที่เกิดขึ้นที่ประเทศอุซเบกิสถาน กรณีพบเข็มเย็บผ้ามากถึง 16 เล่ม ภายในตัวของเด็กชายวัยเพียง 11 เดือน     รายงานข่าวระบุว่า แม่ของเด็กชายพาลูกมาโรงพยาบาลหลังพบว่ามีอาการไข้ขึ้นสูง แต่ทันทีที่แพทย์ได้เห็นผลเอกซเรย์ก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามีเข็มแหลมคมจำนวนมากติดอยู่ทั่วร่างกาย ทั้งหัวใจ , ลำคอ , กระดูกสันหลัง , ลำไส้ใหญ่ และกระเพาะปัสสาวะ จากที่ตอนแรกสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคปอดบวม     หลังจากพบความจริงสุดช็อก แพทย์ก็รีบทำการผ่าตัดด่วนกินเวลายาวนานถึง 9 ชั่วโมง นำเข็มออกมาได้ 13 เล่ม แบ่งเป็น 9 เล่มจากช่องท้อง , 1 เล่มจากคอ และ 3 จากหน้าอก โดยขณะนี้เด็กชายอยู่ระหว่างการผ่าตัดครั้งที่สอง เพื่อนำเข็มที่เหลือซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตออกมา     ขณะที่แพทย์เชื่อว่ามีคนจงใจให้เด็กกลืนเข็มทั้งหมดลงไป เนื่องจากเด็กไม่สามารถกลืนเข็มลงไปได้ด้วยตัวเอง ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาทำการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพุ่งเป้าหาความจริงว่าเข็มที่พบเข้าไปอยู่ในตัวของเด็กได้อย่างไร และใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบ     ด้านแม่เด็กเปิดใจทั้งน้ำตาว่า พ่อของลูกทำงานอยู่ที่รัสเซีย ส่วนเธอก็เลี้ยงลูกอยู่กับแม่ ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครมาหาที่บ้าน เธอจึงไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร      

 97,956
ต่างประเทศ
24 ม.ค. 61

แพทย์จีนรักษาสาวป่วยมะเร็งผิวหนัง เกิดมาพร้อมปานดำไซซ์ยักษ์บนหน้า

สำนักข่าว metro  นำเสนอเรื่องราวของ เสี่ยวเหยียน หญิงสาวเคราะห์ร้ายชาวจีนวัย 23 ปี ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาทำให้มีปานดำขนาดใหญ่บนใบหน้ามาตั้งแต่เกิด และทางเดียวที่จะสามารถรักษาไม่ให้มันลุกลามกลายเป็นมะเร็งร้ายคร่าชีวิตของเธอได้คือการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่     หญิงสาวที่ขณะนี้อยู่ระหว่างรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลรัฐในเซี่ยงไฮ้ หลังปานดำบนใบหน้าเริ่มแสดงอาการเมื่อปลายเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ซึ่งแพทย์ได้ประเมินว่ามันเป็นการส่งสัญญาณถึงการเจริญเติบโตของมะเร็ง      ขณะที่เจ้าตัวเปิดใจว่า แม้จะมีปานขนาดใหญ่อยู่บนหน้ามาตั้งแต่เกิด แต่เธอก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติ มีวัยเด็กที่เล่นสนุกกับเพื่อนๆ แต่เมื่อเธอเติบโตขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวกลับส่งผลในทางลบ หลังต้องเผชิญกับคำวิจารณ์เรื่องรูปลักษณ์ต่างๆ นานาอย่างไร้เหตุผล     รายงานข่าวระบุว่า ครอบครัวของหญิงสาวตัดสินใจพาเธอมารักษาที่เซี่ยงไฮ้ตามคำแนะนำของแพทย์ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว พร้อมทุ่มเงินไปเกือบ 5 แสนบาท ซึ่งการรักษาได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยช่วงแรกของกระบวนการสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับหญิงสาวเป็นอย่างมาก เพราะใบหน้าถูกขยายใหญ่ผิดสัดส่วนจนเหมือนกับไข่ไก่ จากการถูกฉีดน้ำเกลือเข้าไปใบหน้า แต่แพทย์ก็ได้ให้คำสัญญาว่าจะมอบใบหน้าใหม่ให้กับเธอ ภายหลังจากกระบวนการการรักษาเสร็จสิ้น    

 108,426
ต่างประเทศ
22 ม.ค. 61

เหมือนได้ชีวิตใหม่! หนุ่มอินเดียผ่าตัดนำนิ้วเท้าทดแทนนิ้วโป้งที่ขาด หลังพลุระเบิดใส่มือ

สำนักข่าว metro รายงานข่าวนักเรียนชายชาวอินเดียสูญเสียนิ้วโป้งจากการเล่นดอกไม้ไฟ แต่ล่าสุดแพทย์ได้ทดแทนนิ้วมือที่ขาดหายไปด้วยนิ้วโป้งเท้า ซึ่งการผ่าตัดเพิ่งเกิดขึ้นในเดือนนี้ โดยฝีมือทีมศัลยแพทย์ถึง 8 ชีวิต และใช้เวลาในห้องผ่าตัดมากกว่า 8 ชั่วโมง     Ankur Yadav หนุ่มวัย 20 ปี จากรัฐอุตตรประเทศ สูญเสียนิ้วโป้งของมือขวาไปตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ขณะจุดพลุเฉลิมฉลองในเทศกาลของชาวฮินดู แต่พลุเกิดระเบิดใส่มือจนแพทย์จำเป็นต้องนิ้วโป้งทิ้ง ทำให้เขาพลาดโอกาสเรียนหนังสือ เพราะไม่สามารถเขียนหนังสือได้ แต่ตอนนี้เขาเด็กเหมือนได้ชีวิตใหม่ หลังแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐผ่าตัดนำนิ้วเท้ามาทดแทน     ด้านเจ้าตัวเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีครึ่ง เขาต้องพึ่งพาคนอื่นในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะไม่สามารถแม้กระทั่งจับปากกา ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจมาก  พร้อมทั้งยอมรับว่าไม่เคยได้ยินเรื่องการผ่าตัดปลูกถ่ายมาก่อน แต่เมื่อได้รับโอกาสเขาจึงไม่รีรอที่จะแสดงความต้องการ เพราะไม่อยากจะเป็นภาระให้ครอบครัวและอยากจะกลับไปเรียนอีกครั้ง ซึ่งนิ้วเท้าที่ถูกนำมาทดแทนนิ้วมือก็อยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกลับมาเป็นปกติแล้ว     ด้านแพทย์ผู้ทำการรักษาเปิดเผยว่า คนไข้ได้รับการผ่าตัดภายนอกมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งจากการที่เขาสูญเสียนิ้วหัวแม่มือไป ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของมือลดลงไปถึง 40% สำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายในครั้งนี้ แพทย์ได้ตัดนิ้วเท้ามาฝังไว้ที่มือขวาเพื่อทำหน้าที่เป็นนิ้วหัวแม่มือ พร้อมทำการเชื่อมต่อหลอดเลือดดำ หลอดเลือดแดง และเส้นประสาท ซึ่งผลลัพธ์จะทำให้คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และจะไม่ส่งผลกระทบกับการเดินแต่อย่างใด      หลังจากเข้ารับการผ่าตัดเพียง 4 วัน คนไข้ก็สามารถเดินได้ โดยขณะนี้เขายังอยู่ระหว่างพักฟื้นหลังผ่าตัด เพื่อกลับไปเรียนหนังสืออย่างที่ตั้งใจไว้อีกครั้ง    

 33,586
ต่างประเทศ
16 ม.ค. 61

รอดปาฏิหาริย์! หมอจีนผ่าตัด 8 ชม. ยื้อชีวิตคนงานก่อสร้างถูกเหล็ก 4 แท่งเสียบทะลุร่าง

สำนักข่าว The Sun เผยแพร่ภาพชวนหวาดเสียวของ Zhang Yuan คนงานก่อสร้างหลังถูกเหล็กเส้นถึง 4 แท่ง แทงทะลุร่างแต่สามารถรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา     คนงานชายวัย 43 ปี พลัดตกลงมาจากอาคารภายในไซต์งานก่อสร้างแห่งหนึ่งที่มณฑลกวางตุ้ง ก่อนร่างจะถูกเหล็กเส้นที่อยู่ด้านล่างเสียบทะลุ 4 จุด ได้แก่ หน้าอก ท้อง กระดูกเชิงกราน และขา ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยไม่สามารถนำเหล็กออกได้ ทำได้เพียงใช้เลื่อยตัดเหล็กให้สั้นลง ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลและเข้ารับการผ่าตัดด่วนซึ่งใช้เวลายาวนานถึง 8 ชั่วโมง       ด้านแพทย์ผู้ทำการรักษาเปิดเผยว่า คนไข้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก , หลัง, ช่องท้อง, กระดูกเชิงกราน และต้นขาซ้าย โดยเฉพาะกระเพาะอาหารและลำไส้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด แต่โชคดีที่เหล็กไม่ได้ทำลายหัวใจและหลอดเลือดแดงใหญ่ แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เขาก็จะเสียชีวิตเนื่องจากเสียเลือดมาก แต่โชคดีที่รอดชีวิตมาได้ โดยขณะนี้ชายหนุ่มยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล      

 18,308
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 61

สธ. เร่งแก้ปัญหาโรคท้องร่วง 'ไวรัสโรต้า' คาดทราบผลภาย ก.พ. นี้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเร่งสอบสาเหตุ โรคท้องเสียจากเชื้อไวรัสโรต้า ( Rotavirus )แพร่ระบาดในผู้ใหญ่ คาดจะทราบผลภายในเดือนหน้า   ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา และที่ปรึกษากรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เร่งเพาะเชื้อโรตาไวรัสในห้องวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อหาสาเหตุของการติดเชื้อที่แพร่ระบาดในผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นได้อย่างไรหรือเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ทั้งที่ที่ผ่านมาจะติดเชื้อเฉพาะเด็กเท่านั้นและเมื่อได้รับวัคซีนและเป็นโรคซ้ำก็จะหายไป    แต่ล่าสุดนี้ได้กลับมาติดเชิ้อในผู้ใหญ่อีกเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ทั้งนี้คาดว่าจะทราบผลได้ภายใน 1 เดือนศ.เกียรติคุณนพ.ประเสริฐ ยังเปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมของกรมควบคุมโรคกว่า 2 ชั่วโมงเมื่อวานนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาต่างแสดงความห่วงใยที่เมื่อผู้ใหญ่เป็นทำไมถึงรุนแรงกว่าเดิม ซึ่งการรักษาโรต้าไวรัสในผู้ใหญ่ยังไม่มียา ต้องรักษาตามอาการ ป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำมากเกินไป พร้อมตั้งข้อสังเกตุว่า ปกติเมื่อผู้ใหญ่ท้องเสียจากเชื้อโรต้าไวรัสจะไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ข้อมูลกรมควบคุมโรคพบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตบ้างแล้ว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ กลังเร่งหาคำตอบและแก้ปัญหาอยู่   

 3,710
ต่างประเทศ
25 ธ.ค. 60

แพทย์สหรัฐฯ เตรียมผ่าตัดช่วยชีวิต ด.ช.คิวบา ป่วยเนื้องอกยักษ์โผล่บนหน้า

สำนักข่าว mirror นำเสนอเรื่องราวน่าสงสารของ Emanuel Zayas  เด็กชายชาวคิวบาวัย 14 ปี ได้รับความทุกข์ทรมานจากเนื้องอกขนาดใหญ่บนใบหน้า ซึ่งแม้แพทย์จะระบุว่าไม่ใช่มะเร็งและไม่ได้ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แต่ก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตเพราะทำให้การหายใจและกินอาหารยากลำบาก จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน     ศัลยแพทย์ในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ กำลังเรียกร้องให้สาธารณสุขจ่ายค่าผ่าตัด เพื่อรักษาชีวิตของเด็กชายเคราะห์ร้ายที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงไมอามีเมื่อเดือนที่ โดยได้รับวีซ่าสำหรับการรักษาทางการแพทย์  หลังจากพ่อแม่ของเด็กชายตระเวนหาหมอในคิวบามารักษาแต่ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งล่าสุดเด็กชายกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดนำเนื้องอกน้ำหนักมากถึง 4.5 กิโลกรัมออกที่โรงพยาบาล Jackson Memorial Hospital ในวันที่ 12 มกราคมปีหน้า โดยคาดว่าจะใช้เวลานานถึง 8-10 ชั่วโมง พร้อมด้วยทีมศัลยแพทย์มากถึง 4 ทีม     ด้านหัวหน้าศัลยแพทย์เปิดเผยว่า เด็กชายป่วยเป็นโรคเนื้องอกกระดูกตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ ความผิดปกติดังกล่าวทำให้เขาขาพิการ กระดูกกะโหลกอ่อนตัวลงและทำให้เนื้องอกไม่หยุดการเจริญเติบโต ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาเนื้องอกจะแตกและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนการผ่าตัดที่กำลังจะเกิดขึ้นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือการสูญเสียเลือด ทั้งนี้หลังเข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกในเดือนหน้า คนไข้จะต้องผ่าตัดอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อสร้างขากรรไกร โดยคาดว่าเด็กชายน่าจะหายเป็นปกติในช่วงปลายปีหน้า     สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางโครงการ International Kids Fund ของมูลนิธิ Jackson Health Foundation จะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยผ่านการระดมเงินบริจาคจากผู้ใจบุญ ซึ่งทางมูลนิธิก็ได้ออกมาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาค ถือเป็นการส่งต่อความรักในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้      

 9,051
สังคม-อาชญากรรม
12 ธ.ค. 60

แพทย์เตือนไม่เล่น ไม่แชร์ 'ฝันหวานกดหลับ' ชี้อันตรายถึงชีวิต ย้ำผู้ปกครองคอยดูแลเข้มงวด

รมการแพทย์เตือนวัยรุ่นเล่น “ ฝันหวานกดหลับ” เสี่ยงตาย อันตรายถึงชีวิต ชี้ผู้ปกครองคอยดูแลเข้มงวด พร้อมงดการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบ   นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การเล่นที่เรียกว่า ฝันหวานกดหลับ เเละมีอีกหลายชื่อ เช่น choking game , pass-out challenge , fainting game, space cowboy เป็นต้น เป็นการเล่นของวัยรุ่นที่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งเป็นการเล่นที่อันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้และไม่ควรทำตามเป็นอย่างยิ่ง วิธีการ คือ ให้เพื่อนหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ และยืนเบ่งท้อง แล้วให้เพื่อนอีกคนไปกดหน้าอก ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนเข้าหัวใจได้และทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง จนเกิดอาการหมดสติ สาเหตุที่ทำให้หมดสติเกิดจาก 2 กลไกหลัก คือ 1. การหายใจเข้าออกลึกๆยาวๆ ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มีอาการชาตามตัว หน้ามืดวิงเวียน และทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นด่างซึ่งจะทำให้ความดันต่ำลงได้ง่าย 2.การกลั้นหายใจและเบ่ง และการกดหน้าอกหรือท้อง ทำให้เลือดเข้าหัวใจได้ลดลง จึงไปเลี้ยงสมองลดลงเช่นกัน จนนำไปสู่การหมดสติ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต   แพทย์หญิงวิพรรณ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เกิดจากอาจล้มศีรษะกระแทกพื้น เกิดบาดแผลรุนแรงหรือเลือดออกในสมอง หากสมองขาดออกซิเจนนาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ การกดหน้าอกรุนแรงที่ผิดวิธีอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักรุนแรงและเป็นอันตรายต่อปอดและหัวใจ และที่สำคัญอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้    หากพบเหตุการณ์ที่มีคนเล่นเช่นนี้แล้วเกิดอาการหมดสติ วิธีการช่วยเหลือ คือ ต้องจับนอนราบกับพื้นโดยเร็วเพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปสู่สมองได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้กลับมาคืนฟื้นสติโดยเร็ว แต่หากไม่ฟื้นไม่หายใจและคลำชีพจรไม่ได้ ให้เริ่มการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ทันที อย่างไรก็ตาม การป้องปรามเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คือ การที่ผู้ปกครองคอยดูแลไม่ให้เด็กเล่นที่อันตรายเช่นนี้และงดการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์เพื่อไม่ให้เกิดการลอกเลียนแบบต่อไป

 393,762
ต่างประเทศ
12 ธ.ค. 60

แพทย์ไต้หวันโวยโพสต์ภาพแม่คลอดลูก แต่กลับถูกเฟซบุ๊กแบนเหตุเป็นภาพลามก

สำนักข่าว mirror รายงานข่าวสูตินรีแพทย์ชาวไต้หวันโพสต์ภาพคุณแม่ขณะให้กำเนิดลูกน้อยบนเฟซบุ๊กเพื่อยกย่องในความกล้าหาญ แต่กลับถูกแบนเนื่องจากเป็นภาพลามกอนาจาร     เจสัน หลิน สูตินรีแพทย์ของสถานพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงไทเป โพสต์รูปหญิงสาวท้องแก่ที่กำลังคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติ หลังได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งภาพมีการเบลอไม่เห็นอวัยวะเพศ หลังจากโพสต์ไปเพียงไม่นานภาพดังกล่าวก็ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นกระแสไวรัล แต่ภายในเวลาต่อมากลับพบว่าถูกแบนจากเฟซบุ๊กเพราะมีเนื้อหาลามกอนาจาร     สูตินรีแพทย์ผู้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประทับใจ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่พอใจถึงการแบนในครั้งนี้โดยระบุว่า เฟซบุ๊กลบภาพอบอุ่นหัวใจที่แสดงให้เห็นถึงความรักของแม่คนหนึ่งทิ้ง ทั้งๆ ที่เขามีจุดประสงค์ยกย่องคุณแม่ใจสู้ เพราะมองว่ามันเป็นวินาทีแห่งความงดงามของชีวิต     ขณะที่ทางเฟซบุ๊กได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า สังคมเฟซบุ๊กประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งด้านอายุ ,ภูมิหลัง และความเชื่อ ทำให้จำเป็นต้องมีมาตรฐานการตรวจสอบเนื้อหาที่สอดคล้องกันทั่วโลก ซึ่งมาตรฐานนี้รวมถึงการจำกัดการเผยแพร่ภาพเปลือย จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมภาพดังกล่าวถึงถูกลบทิ้งเมื่อมีคนรายงานเข้ามา   รายงานข่าวระบุว่า สูตินรีแพทย์หนุ่มยังได้โพสต์ภาพเดียวกันนี้บนอินสตาแกรม ซึ่งยังคงอยู่จนถึงตอนนี้ โดยเขาได้เขียนข้อความให้คนไปติดตามต่อที่ไอจี ขณะที่ทางเฟซบุ๊กยังไม่ได้ออกมาให้คำตอบกับสื่อท้องถิ่น หลังขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎข้อห้ามเนื้อหาที่เข้าข่ายลามกอนาจารว่าทำงานอย่างไร  

 154,261
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ธ.ค. 60

เพจดังแฉ! คลิปดราม่าดังแพทย์หื่นพยายามข่มขืนพยาบาลเมืองรถม้า ผ่านมาเกือบปีคดีไม่คืบ

          เมื่อ 26 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก 'แหม่มโพธิ์ดำ' ได้โพสตข้อความถึงกรณี หลุดดราม่าดังแพทย์หื่นเมืองรถม้า ที่โด่งดังในพันทิป โดยข้อความระบุว่า เมื่อวันที่18 กุมภาพันธ์ ช่วงบ่ายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง พี่พยาบาลเข้าไปหยิบยาที่ห้องคลอด เพื่อเอาไปใช้ในห้องฉุกเฉิน จังหวะจะเข้าห้องฉุกเฉิน แพทย์หื่นนั่นก็ ลวนลามพี่พยาบาล และพยายามดันพี่เขาเข้าไปในห้องพักแพทย์ ลวนลามและกระทำอนาจารอย่างน่ารังเกียจ พอหลุดมาได้เพราะได้ยินเสียงเมียหมอตะโกนตามหา แพทย์หื่นเลยหยุด เลิกงานพี่เขาก็พยายามติดต่อหาแฟน จนสามีเขารู้เรื่องก็ให้ไปแจ้งความกับตรวจร่างกาย หลายๆคนไม่ทราบเรื่องจริงเพราะโดนปิดข่าว สุดท้ายเหยื่อเลยกลายเป็นตัวปัญหา ทั้งๆที่โดนคนเลวๆทำร้าย แต่หลายๆฝ่ายก็นิ่งเฉยเพราะไม่ใช่เรื่องของตัว กว่าเรื่องจะขยับก็คือพวกเขาต้องเดินหน้าสู้กันเอง ทั้งอับอายที่ถูกละเมิด และต้องต่อสู้กับคนภายในเพราะเขาไม่เข้าใจ จะบอกใครมากก็ไม่ได้ ลูกพี่เขาเองก็ยังไม่รู้เรื่อง พวกพี่เขารู้สึกแย่มากๆทั้งครอบครัวค่ะ ทำไมคนเลวๆทำผิดถึงยังเชิดหน้าชูตาในสังคมคะ หนูได้ข่าวมาว่านี่ไม่ใช่การกระทำผิดหนแรก หมอหื่นคนนี้เคยเปลี่ยนชื่อหนีคดีมาแล้ว ขอให้เวรกรรมตามทันมันเสียที     ล่าสุด 8 ธันวาคม 2560 เพจเฟซบุ๊ก 'แหม่มโพธิ์ดำ' ได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว โดยข้อความระบุว่า #คลิปหลุดดราม่าดังแพทย์หื่นเมืองรถม้า #ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ในโรงพยาบาล #หมอบ้ากามพยายามข่มขืนพยาบาลในโรงพยาบาล จากดราม่าแพทย์หื่นในรถม้าที่โด่งดังในพันทิป และควีนนำมาลงเพจ เราเห็นว่าคดีไม่มีความคืบหน้าเลย เราเลยขอแสดงหลักฐานให้ดูว่ามันคือเรื่องจริง ในคลิปเป็นช่วงที่เหยื่อ กลับมาจากห้องที่ห้องเก็บยาชา เพื่อกลับมาที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งประตู อยู่ทางซ้ายของภาพ และตรงกับประตู ห้องพักแพทย์ด้วย ส่วนมัน แอบรอที่ ปากประตูเข้าห้องฉุกเฉินแล้ว พอเหยื่อเดินถือยากลังจะเข้าห้องฉุกเฉิน มันก็ทำทีว่าจะเดินสวนแล้วพยามใช้ตัวบังเดินเบียดให้เข้าห้องพักแพทย์ แต่พอเหยื่อขัดขืน พยายามหลบแต่มันก็จับข้อมือของเหยื่อไว้ พยามดันเข้าไปให้ได้ เหยื่อสู้แรงไม่ไหว เพราะมันตัวโตกว่า สังเกตดีๆจะเห็นว่า เท้าเหยื่อ ไหลไปตามแรงดันเลย ยังดีที่มีภาพบันทึกไว้ แต่ ขนาดเห็นอย่างนี้ ยังกล้าช่วยกันอีก ถ้ากล้องเสียหรือว่าจับภาพไม่ได้ มันคงกล่าวหาว่าผู้หญิงแทน ไม่รู้ว่าหน่วยงานราชการจะอุ้มคนที่มีนิสัยแบบนี้ไปทำไม คนเป็นหมอควรมีสติ และจรรยาบรรณมากกว่านี้ไหม นี่มันเกินในที่ทำงาน โรงพยาบาล และเป็นสถานที่ราชการด้วยนะ และคนที่ถูกกระทำก็เป็น พยาบาล ในมือก็ยังกำขวดยาด้วย จะเอาไปช่วยคนแท้ๆ ต้องมาเจอแบบนี้ ขอความเป็นธรรมให้เธอหน่อย ทุกวันนี้ยังนอนสะดุ้งหวาดกลัวตลอด  

 14,771
เศรษฐกิจ
28 พ.ย. 60

ก.สาธารณสุข เร่งแก้ปัญหาวัณโรค หลังพบผู้ป่วยไทยติดระดับ 1 ใน 14 ของประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าบุคลากรทางการแพทย์ต้องปลอดวัณโรค หลังพบสถิติแพทย์เป็นวัณโรคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และติด 1 ใน 14 ประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูง 171 ต่อ 1 แสนคน ตั้งเป้าภายในปี 64 ต้องลดอัตราลงอยู่ที่ 88 ต่อ แสนคน หากมีอาการต้องรักษาทันที   นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณะสุข เปิดการประชุมความร่วมมือในการดูแลสุขภาพบุคลากรทางการแพทย์ ครั้งที่ 10 ซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์จาก 33 ประเทศ เข้าร่วมประชุม โดยเน้นย้ำในเรื่องของการแก้ปัญหาบุคลากรทางการณ์แพทย์ติดเชื้อวัณโรค ที่มีสถิติเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่อง และประเทศไทยติด 1 ใน 14 ประเทศ ที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงอยู่ที่จำนวน 171 ต่อ 1 แสนคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก หากไม่รีบดำเนินการจะกลายเป็นปัญหาโรคติดต่อที่ร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคต    นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณะสุข กล่าวว่า เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ป่วยเป็นวัณโรคจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานอย่างมาก ซึ่งจะมีความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อให้ผู้ป่วยและเพื่อนร่วมงาน หรือผลข้างเคียงจากการกินยา ทำให้ต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัวเอง และรู้สึกอับอายที่จะเปิดเผยว่าตัวเองเป็นวัณโรค จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ป่วยด้วยวัณโรค ซึ่งปัญหาวัณโรคนี้ทางกระทรวงสาธารณะสุขได้ดำเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มเสี่ยง โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 ซึ่งเน้นย้ำในบุคลากรทางการแพทย์ โดยปีที่แล้วได้เน้นย้ำในผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของผู้ที่เป็นวัณโรค และรองลงมาเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ป่วยโรคHIV มีอัตราความเสี่ยง 8 –15 เท่าของคนปกติ โดยตั้งเป้าภายในปี 2564 อัตราการป่วยเป็นวัณโรคของกลุ่มเสี่ยงจะต้องลดลงเหลือ 88 ต่อ ประชากร 1 แสนคน   ทั้งนี้แนวทางป้องกันอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเราไม่รู้ว่าใครเป็นวัณโรคบ้าง เพียงแค่เดินผ่าน หรือสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นได้ทั้งหมด ซึ่งหากพบอาการไอเป็นเลือด มีไข้ต่ำๆทุกวัน เสมหะมีเลือดปน ควรรีบพบแพทย์โดยทันที หรือบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค โดยเฉพาะพ่อแม่และญาติพี่น้องที่อยู่ภายในบ้านหลังเดียวกัน หากมีอาการควรรีบพบแพทย์โดยทันที ซึ่งเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด และการรักษาจะต้องกินยาให้ครบ 6 เดือนโดยห้ามขาด หากมีภาวะดื้อยาก็จะต้องรักษาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงตั้งแต่ระดับ 1 แสนบาท ถึงหลักล้านบาทหากดื้อยาหลายชนิด      

 2,211
ต่างประเทศ
20 พ.ย. 60

สยอง! หมอจีนผ่าตัดนำ ‘ปลาไหลเป็นๆ’ ออกจากท้องคนไข้ชาย หลังยัดเข้าไปในทวารหนักตอนเมา

สำนักข่าว metro รายงานข่าวชวนสยองที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน กรณีแพทย์ผ่าตัดนำปลาไหลตัวเป็นๆ ออกจากท้องของคนไข้ชายรายหนึ่ง   *** คลิปมีภาพที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ***    ชายอายุประมาณ 40 ปี ที่ไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล Nanchang University hospital ในมณฑลเจียงซี ซึ่งผลเอกซเรย์ก็สร้างความตกตะลึงเมื่อพบว่ามีปลาไหลนากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในท้อง ก่อนแพทย์จะทำการผ่าตัดนำสิ่งแปลกปลอมมีชีวิตออกมาสำเร็จ ขณะที่คนไข้ยังคงพักฟื้นอาการอยู่ในโรงพยาบาล     ด้านศัลยแพทย์เชื่อว่าคนไข้ตั้งใจนำปลาไหลใส่เข้าไปในทวารหนักของตัวเอง แต่เจ้าตัวปฏิเสธไม่ยอมพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ปลาไหลตัวดังกล่าวมาติดอยู่ในร่างกาย บอกแต่เพียงก่อนเกิดเหตุเขาดื่มสุราจนมึนเมาไม่ได้สติ     สำหรับเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในจีน ย้อนไปเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ก็เคยเกิดกรณีชายวัย 49 ปี จากมณฑลกวางตุ้ง นำปลาไหลใส่เข้าไปในทวารหนักเพื่อรักษาอาการท้องผูก แต่สุดท้ายแพทย์ต้องผ่าตัดนำออกมาจากลำไส้                  

 39,914
สังคม-อาชญากรรม
13 พ.ย. 60

ดร.นพ.นิพนธ์ วอนคนไทย ตรวขสุขภาพควบคู่ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกปี หลังจาก 'โจ บอยสเก๊าท์' เสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย

เมธีวิจัย สกว. ระบุต้นเหตุ โจ บอยสเก๊าท์ หัวใจวายเฉียบพลันเสียชีวิต เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดตัวและเลือดไม่ไปเลี้ยงร่างกาย วอนคนไทยตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกปีควบคู่การตรวจร่างกายปกติ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วยความดันสูง เบาหวาน ไขมัน รวมทั้งนักกีฬาภาวะเครียด   ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.นพ.นิพนธ์ ฉัตรทิพากร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสาขาโรคทางไฟฟ้าของหัวใจ และหัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยกรณีการเสียชีวิตของนายธนัท ฉิมท้วม หรือ 'โจ บอยสเก๊าท์' หัวใจวายขณะเล่นคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา    กรณีของโจคาดว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว โดยภาวะที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่ได้ยินกันบ่อยคือ ไฟฟ้าดูด ฟ้าผ่า รวมถึงโรคต่าง ๆ ที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต คือ หัวใจขาดเลือด ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย แม้ผู้ป่วยอาจจะไม่เสียชีวิตทันทีในขณะนั้น แต่จะทำให้เกิดสภาวะความผิดปกติของไฟฟ้าในหัวใจห้องล่าง เป็นเหตุให้เกิดการรวนของการนำไฟฟ้าในหัวใจ และหัวใจเต้นผิดจังหวะ   การสังเกตอาการในเบื้องต้น คือ ผู้ป่วยจะเจ็บหน้าอกแล้วล้มฟุบ เนื่องจากทันทีที่กล้ามเนื้อหัวใจหดตัวจะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนออกไปเลี้ยงร่างกายได้ โดยอวัยวะที่ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด คือ สมอง เมื่อเลือดไม่ไหลเวียนไปที่สมองก็จะทำให้หมดสติ หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตในที่สุด    ทั้งนี้วิธีการรักษาที่ดีสุดและเป็นวิธีเดียว คือ การใช้ไฟฟ้าแรงสูงเข้าไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติด้วยเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ถ้าไม่มีเครื่องมือดังกล่าวก็จะต้องทำ CPR เพื่อพยุงเวลาในการช่วยชีวิตผู้ป่วยให้นานที่สุด เพื่อให้หัวใจบีบเลือดออกไปเลี้ยงร่างกาย     สำหรับข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงเหมือนกับถูกรถบรรทุกทับ โดยผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด คือ กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จึงต้องตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง ส่วนผู้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงจากโรคดังกล่าว แต่ร่างกายอาจมีทางนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่พบบ่อย คือ กลุ่มนักกีฬา หรือผู้มีภาวะเครียด กดดัน พักผ่อนน้อย ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของหัวใจมีความผิดปกติ    ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงดังที่กล่าวมาจึงควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง ควบคู่กับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป แม้แต่คนที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่เด็กก็อาจเกิดอันตรายจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้เช่นกัน ทั้งนี้อยากขอให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง </iframe</div>

 1,665

Top