ค้นหา :

ผลการค้นหา "คดีไม่คืบ"

ปากท้องร้องทุกข์
30 ม.ค. 62

พ่อแม่หนุ่ม 16 ร้องกองปราบ ถูกตร.ถีบรถจยย.ล้มคอหักตาย คดีไม่คืบ

จากกรณีตำรวจ สภ.บ้านโป่ง ใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ล้ม เป็นเหตุให้เด็กอายุ16 ปีเสียชีวิต และเด็กอายุ 13 ปี บาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 ในพื้นที่ สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ขณะนี้ผ่านมากว่า 5 เดือน คดียังไม่มีความคืบหน้า ส่วนร่างเด็กชายอายุ 16 ปี ครอบครัวยังคงไม่เผา เพื่อรอความเป็นธรรมให้แก่บุตรชาย   วานนี้ (29 ม.ค.) ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วยนางจารีย์ มูลมะณี แม่เด็กอายุ16 ปี ผู้เสียชีวิต และนายนัฐวุฒ สุธาพจน์ บิดาของเด็กอายุ 14 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บขาหัก เข้าร้องเรียนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พลตำรวจตรีจิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการตำรวจกองปราบปราม   โดยแม่ของเด็กชายอายุ 16 ปี ที่เสียชีวิตจากกรณีดังกล่าวระบุว่า หลังเกิดเหตุได้มีการพยายามจะแจ้งความเอาผิดกับตำรวจคนที่เป็นผู้ถีบรถจักรยานยนต์ของลูกชาย แต่ตำรวจเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุไม่ยอมรับลงคดี และลงบันทึกประจำวันเป็นเพียงอุบัติเหตุขี่รถจักรยานยนต์พุ่งชนกำแพง ซึ่งไม่ได้มีการระบุถึงการถีบ ทั้งที่ตัวของผู้บาดเจ็บที่เป็นเด็กชายอายุ 13 ปี ที่ซ้อนท้ายมาด้วย   ยืนยันชัดเจนว่ามีการถีบจนทำให้เสียหลักล้มจริง ซึ่งในส่วนของตำรวจที่ก่อเหตุอ้างแต่เพียงว่าได้ยินเสียงท่อรถของผู้ตายดังจึงขี่รถจักรยานยนต์มาเรียกให้จอด แต่ผู้ตายไม่ยอมจอด และขี่หนีจึงขี่ไล่ก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุดังกล่าว   ส่วนสาเหตุที่ลูกชายไม่ยอมจอดรถให้ตรวจ จากการที่ครอบครัวสอบถามน้องอายุ 13 ปี บอกว่าสาเหตุที่ลูกชายไม่ยอมจอดเพราะกลัวโดนจับในเรื่องของท่อดังเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการกระทำผิดในเรื่องอื่นๆ ทางครอบครัวจึงยังไม่มีการดำเนินการกับศพของลูกชายตามพิธีทางศาสนา เพราะคิดว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเวลาได้ผ่านมานานกว่า 5 เดือนแล้ว   ทนายรณรงค์ ระบุว่า นอกจากนี้ทางครอบครัวยังได้พยายามเข้าร้องต่ออัยการจังหวัด จนมีการกลับไปให้การเพิ่มเติมที่ โรงพักบ้านโป่ง แต่ก็กลับเป็นเพียงการท้าทายจากตำรวจที่ก่อเหตุให้สาบานกันว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือถีบตามคำอ้างของผู้บาดเจ็บ และสุดท้ายก็ไม่ได้มีการลงคดี และไม่มีการส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ทั้งๆ ที่ความผิดลักษณะนี้ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหรือไม่   ขณะที่ในส่วนการช่วยเหลือของทางตำรวจกับทางครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ก็ไม่ได้มีการช่วยเหลือใดๆ มีแต่แจ้งกับทางครอบครัวว่า จะช่วยเหลือให้ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือจาก พ.ร.บ. มากขึ้นจากเดิมหากเป็นผู้ขับขี่จะได้รับเงินช่วยเหลือ 30,000 บาท แต่ถ้าเป็นคนซ้อนจะได้รับเงินช่วยเหลือมากถึง 300,000 บาท   ซึ่งทางตำรวจที่ก่อเหตุเสนอจะเป็นผู้สลับชื่อผู้ขับขี่รถในวันเกิดเหตุให้โดยอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาให้ได้มากกว่าปกติ แต่ทางครอบครัวไม่ยินยอมเพราะตัวน้องอายุ 13 ปีขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่เป็นและไม่อยากโกหก ในวันนี้จึงเดินทางมาร้องยังกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยเข้ามาดำเนินคดีนี้เนื่องจากในพื้นที่ไม่ให้ความเป็นธรรม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uEMK60_-154

 4,554
ข่าวภูมิภาค
22 ม.ค. 62

แม่ร้องปวีณา ลูกชายถูกเด็ก 7 ขวบ เตะขวดใส่น้ำมันโดนตัวจนไฟลุกเจ็บหนัก คู่กรณีโยนเงินให้แค่ 200

นางแหม่ม (นามสมมติ) อายุ 27 ปี นำ ด.ช.หนึ่ง (นามสมมุติ) ลูกชายวัย 4 ขวบ เข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เนื่องจากลูกชายถูกเพื่อนรุ่นพี่ เตะขวดน้ำอัดลมซึ่งภายในมีน้ำมันเบนซินใส่ตัวจนไฟลุกไหม้ตามตัวได้รับบาดเจ็บ ภายหลังครอบครัวของเพื่อนรุ่นพี่ไม่ได้ช่วยเหลือหรือดูแลใดๆ โดยอ้างว่าลูกชายทำตัวเองจนเกิดไฟลุกไหม้ จึงได้มาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับทางมูลนิธิฯ   โดยนางแหม่ม กล่าวว่า หลังตนเลิกรากับสามีเก่าได้ฝากลูกลชายไว้กับย่า อายุ 58 ปี ซึ่งอาศัยในพื้นที่ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และตนได้มีสามีใหม่ช่วยกันทำงานขับรถส่งของตามต่างจังหวัด นานๆ จะไปเยี่ยมลูกสักครั้งแต่ก็จะส่งเงินให้ลูกทุกเดือน กระทั่งเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ตนเดินทางไปเยี่ยมลูกที่บ้านย่า ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าลูกชายมีสภาพรอยแผลเป็นเต็มตัว แต่ที่ผ่านมาย่ากลับไม่เคยบอกว่าลูกไปเป็นอะไรมาก่อนจนกระทั่งมาพบด้วยตนเอง   นางแหม่ม กล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามทราบว่าเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ลูกชายได้ไปเล่นที่บริเวณบ้านของ ด.ช.เอก วัย 7 ขวบ ซึ่งบ้านอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ลูกชายบอกว่า ด.ช.เอก ได้นำเอาน้ำมันเบนซินใส่ขวดน้ำอัดลม ก่อนจะเตะขวดใส่ไปโดนตัวลูกชายจนไฟลุกติดตามตัว ด้วยความร้อนและความตกใจ ลูกชายได้วิ่งหนีไปกระโดดลงอ่างน้ำบริเวณใกล้เคียงจนไฟดับลง ระหว่างนั้นมีเพื่อนบ้านมาเห็นจึงไปตามย่าที่ทำงานรับจ้างอยู่ไม่ไกลก่อนพาส่งโรงพยาบาล   เมื่อผู้เป็นย่าเข้าไปพูดคุยกับครอบครัวของ ด.ช.เอก บอกเพียงว่าจะจ่ายให้แค่ 200 บาทเท่านั้น ถ้าอยากได้มากกว่านี้ให้ไปฟ้องศาล พร้อมอ้างว่าลูกชายของตนทำตัวเองจนเกิดไฟไหม้ และในช่วงเกิดเหตุก็มีเพียงเด็ก 2 คนที่อยู่ด้วยกัน แต่เมื่อถามตนถามลูกชายทุกครั้งเขาก็ยืนยันคำเดิมว่าโดน ด.ช.เอก เตะขวดที่มีน้ำมันใส่ และตนก็เชื่อว่าลูกชายโดนกระทำจริง   โดยตอนนั้นย่าเด็กบอกว่าลูกชายของตนต้องรักษาตัวนานกว่า 24 วัน ส่วนตอนนี้อาการปลอดภัยเกือบเป็นปกติแล้ว มีเพียงขาที่ยังมีอาการปวดจนเดินไม่ถนัด โดยตอนนี้ตนได้รับลูกชายกลับมาดูแลเอง ถึงแม้จะต้องไปทำงานตามต่างจังหวัดก็ตาม ส่วนเรื่องคดีก็ยังไม่มีความคืบหน้าแม้ว่าเรื่องจะเกิดมาหลายเดือนแล้ว จึงได้ร้องเรียนกับทางมูลนิธิฯเพื่อขอความช่วยเหลือ   ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ กล่าวว่า หลังรับเรื่องรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะผู้กระทำเป็นด.ช.อายุแต่เพียง 7 ขวบ เท่านั้น โดยมูลนิธิปวีณาฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือนางแหม่มกับลูกชายจำนวนหนึ่ง และประสานพ.ต.อ.วรชิต จันทร์วงศ์ ผกก.สภ.เมืองกำแพงเพชร ช่วยให้ความเป็นธรรม   พร้อมประสาน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อนัดหมายให้เจ้าหน้าที่พานางแหม่มกับลูกชายเข้าทำเรื่องขอรับเงินเยียวยาผู้เสียหายทางคดี พร้อมกันนี้จะได้ประสานกระทรวงพัฒนาสังความและความมั่นคงของมนุษย์เข้าให้การช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในวันพุธนี้ (23 ม.ค.) ตนจะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าคดีด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PVEz6LJAMVc

 1,278
ข่าวภูมิภาค
21 ม.ค. 62

สาวร้องคดีไม่คืบ ถูกไอ้หื่นมุดมุ้ง ใช้เชือกรัดคอหวังข่มขืน ผวา คนร้ายยังวนเวียนซุ่มแอบมองในป่าข้างบ้าน

วันที่ 21 ม.ค. 62 เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ชาว จ.ชัยนาท ว่าถูกเพื่อนบ้านในละแวกที่อยู่อาศัยเดียวกันพยายามข่มขืน โดยใช้เชือกรัดคอในยามวิกาล เมื่อช่วงเวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 14 ม.ค. 62 ที่ผ่านมา    เบื้องต้น ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางน้ำสาคร เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ แต่อยากวอนขอให้หน่วยงานเร่งนำตัวผู้กระทำผิดลงโทษตามกฎหมายเพราะปกติอยู่กับแม่ และลูกน้อยอีก 2 คน สามีทำงานที่ กรุงเทพฯ กลัวว่าคนร้ายจะวกกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก เนื่องจากไม่กี่วันมานี้ คนร้ายก็มาที่บ้านอีก ซุ่มดูอยู่ในป่าข้างบ้าน   นางเอ กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 62 ตอนประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คนร้ายได้ไปทำการล็อกประตูห้องของแม่ซึ่งนอนอยู่กับลูกชาย 10 ขวบ เพราะมีแม่กุญแจสายยูคล้องไว้อยู่ คนร้ายจึงกดล็อกได้และเก็บลูกกุญแจไป    จากนั้นคนร้ายได้เข้ามาในมุ้งของตน แล้วกดเอามือปิดปาก มืออีกข้างเอาเชือกรัดคอ ตนพยายามดิ้นสู้สุดกำลัง ตอนนั้นนอนอยู่กับลูกสาววัย 8 ขวบ ดิ้นสู้จนหมวกไอ้โม่งหลุดออกมา ทำให้เห็นหน้าชัดเจนว่าเป็นใคร จากนั้นคนร้ายก็วิ่งหนีไป    โดยคนร้ายทำโทรศัพท์หล่นข้างที่นอน เหมือนคนร้ายใช้โทรศัพท์เป็นไฟฉายส่องเข้ามา คาดว่าเป็นตอนที่ตนออกไปนอกบ้าน แล้วไม่ได้ล็อกบ้าน อาจจะซุ่มอยู่แล้วแอบเข้ามา พอเห็นว่าตนนอนหลับแล้วจึงเข้ามาในมุ้ง    จากการที่ได้ต่อสู้ขัดขืน ทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณใต้คาง และใบหน้า มีอาการบวมช้ำ จากการที่คนร้ายใช้มือปิดปาก และใช้เชือกรัดคอ    ซึ่งหลังหมวกไอ้โม่งคนร้ายหลุดออก ตนจำได้ว่าเป็นนายพรรษา ซึ่งบ้านอยู่ซอยถัดไป และเคยเข้ามาในบ้าน เพิ่งออกจากคุกมาได้ 3 เดือน ข้อหาลักทรัพย์ หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความที่ สภ.หางน้ำสาคร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ดำเนินการจับกุม คนร้ายยังมาวนเวียน ซุ่มแอบมองความเคลื่อนไหวอยู่ในป่าข้างบ้านทุกวัน    ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก ลูกสาวไม่กล้าเดินเข้าบ้านคนเดียว ในบ้านมีแม่ ตนเอง ลูกชายวัย 10 ขวบ และลูกสาว 8 ขวบ สามีทำงานอยู่กรุงเทพฯ ขณะนี้ได้ขอให้สามีลางานเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนสักระยะหนึ่งก่อน อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะยังมาวนเวียนอยู่ข้างบ้าน    ด้านมารดาของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตอนคนร้ายออกไปแล้ว ลูกสาวไปเรียกหน้าห้อง แต่ตนออกจากห้องไม่ได้ เพราะห้องถูกล็อกกุญแจไว้แล้วเอาลูกกุญแจไปด้วย ตนจึงถีบประตูออกมา เห็นลูกสาวสั่นเล่าอะไรไม่ถูก บอกว่าแม่คนเข้าบ้าน “มันจะข่มขืนหนู” มันเอาเชือกรัดคอและอุดปาก    ตอนนี้กลัวมาก กลัวมันจะย้อนกลับมาทำอีก ลูกหลานกลัวจนสั่น หลังเกิดเหตุมันยังมาวนเวียนข้างบ้านทุกวัน ลูกเขยทำงานกรุงเทพฯ ก็ต้องมาคอยเฝ้าดูแลไม่รู้เขาจะไล่ออกจากงานหรือเปล่า และอยากให้ตำรวจแวะเวียนมาดูแลหน่อย    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อ ออกหมายจับ คาดว่าจะออกหมายจับได้ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมทำการประสานข้อมูลเพื่อให้งานสายตรวจช่วยตระเวนดูรอบๆ ตำบล เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวนี้ด้วย  

 14,115
สรุปข่าว
18 ม.ค. 62

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 18 ม.ค.62 บิ๊กป้อมงอนสื่อ-วันเลือกตั้งเหมาะสุด24 มี.ค.-เบรคขึ้นค่ารถเมล์-ขับช้าแช่เลนขวาต้องโดนใบสั่ง

-วิกฤตฝุ่นจิ๋ว อุตุฯเตือนอากาศปิดคลุมกรุงเทพฯหนักสุดอาทิตย์นี้ 20 ม.ค. รองนายกฯฉัตรชัย ระบุอีก 7 วันความกดอากาศระลอกใหม่จากจีนจะมา แต่ยันยังคุมได้ เอาอยู่ คาดไม่เกิน ก.พ.สถานการณ์คลี่คลาย นายกฯโพสต์แจงแก้ปัญหาฝุ่นละอองจิ๋ว สั่งพรุ่งนี้ต้องไม่มีรถเมล์ควันดำ รถเมล์ต้องใช้น้ำมัน B20 ภายใน 1 ก.พ. ทางด่วนติดตั้งเครื่องปล่อยฝุ่นละอองน้ำ รฟฟ.งดและปรับเวลาก่อสร้าง 7 วัน คมนาคมสั่งรถเมล์เติม B20 เกือบ 3 พันคัน พาณิชย์จับขายหน้ากากอนามัยโก่งราคา และในภาวะแบบนี้ศุลกากรออกประกาศนำเข้าหน้ากากอนามัยต้องเสียภาษี เตือน 20 ม.ค.ฝุ่นจิ๋วอาจกลับมาวิกฤตอีกรอบ รบ.สั่งห้ามรถควันดำวิ่ง เชื่อไม่เกิน ก.พ.คลี่คลาย   -คืบหน้าเฟซบุ๊กเทพโซโล โผล่อีกคลิปโชว์กระทืบคนเบี้ยวค่ายา อ้างฝีมือแก๊งสาขาประจวบฯ รองผบ.ตร.สั่งตามล่าใครคือเทพโซโล ประสาน ปปส.และบก.ปอท. สืบหา ชาวเน็ตตั้งค่าหัวไล่ล่าเอาให้หนัก แบบอื่นที่ทำคนอื่นเจ็บตาย ครอบครัวเหยื่อที่ตายอยากให้จับให้ได้ ไม่อยากให้เกิดกับคนอื่นอีก ล่าตัว 'เทพบุตร โซโล' ตั้งค่าหัว-รุมตื๊บเหมือนทำกับคนอื่น ญาติคนตายโวย ตร.ไม่ให้ดูหน้าคนร้าย อ้างจะเสียรูปคดี    -คืบหน้ากราดยิงที่ดุสิตธานีในเคนย่า สื่อเคนย่าเผยภาพนาทีกลุ่มอัลชาบับจุดชนวนระเบิดพลีชีพ ที่ระเบียงห้องอาหาร อีกคลิปคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือกระจายตัวเข้าศูนย์การค้า ก่อนกราดยิงและจุดระเบิดพลีชีพ ยอดตายเพิ่มเป็น 21 ราย เจ็บ 28 ราย สื่อ ตปท.นำเสนอข่าวบิ๊กป้อมบอกคนร้ายเลือกก่อเหตุดุสิตธานี เพราะอาหารอร่อย เพจวาสนา นาน่วม โพสต์บิ๊กป้อมงอนสื่อ อาจงดสัมภาษณ์สื่อยาว เปิดคลิปกลุ่มอัลชาบับจุดระเบิดพลีชีพ หลังกราดยิงเคนยา 'บิ๊กป้อม' งอนแค่พูดเล่นกับสื่อแต่ถูกนำเป็นประเด็น    -วิษณุยอมรับวันเลือกตั้งที่เหมาะสุดคือ 24 มี.ค.62 คาด พ.ร.ฎ.จะประกาศใช้ภายในสัปดาห์หน้า ดังที่พล.อ.ประวิตรบอกไว้ ชี้กรอบเวลา 150 วันเป็นคนละเรื่องกับการรับรอง ส.ส.ภายใน 60 วัน แต่หาก กกต.นำมาเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ขอให้บริหารจัดการให้ได้ ไม่หวั่นสมชัย อดีต กกต.ท้วง บอกอย่าตีตนไม่ก่อนไข้ ถ้ามีปัญหาค่อยไปยื่นศาล รธน. วงในมีการแจ้ง พ.ร.ฎ.ออกภายใน 23 ม.ค. ชัดแล้วว่าจะเลือกตั้ง 24 มี.ค. 'วิษณุ' มองแล้ว 24 มี.ค.เหมาะเลือกตั้งที่สุด    -สุดารัตน์ยังย้ำวันเลือกตั้งต้องไปถามบิ๊กตู่ ถ้าประกาศชัดก็จะดีกับทุกฝ่าย บรรยากาศทุกด้านจะดีขึ้นโดยเฉพาะเศรษฐกิจ พรรคอยากรู้ความชัดเจนของวันเลือกตั้งเหมือน ปชช. ความอึมครึมแบบนี้อาจเป็นประโยชน์เฉพาะผู้มีอำนาจเท่านั้น   -กรณี กกต.จะตรวจสอบแกนนำพรรคเพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ บินพบทักษิณยิ่งลักษณ์ วรวัจน์ พรรคไทยรักษาชาติ แฉโดนกกต.ตามสอบปมบินไปอังกฤษ ชี้หากตนถูกตรวจสอบ ก็ต้องไปสอบ 4 รมต.พลังประชารัฐด้วย เพราะนัดคุยกับสมคิด-ประวิตร เช่นกัน เด็กทักษิณซัด กกต.อย่า 2 มาตรฐาน ต้องสอบ 4 รมต.พปชร.ด้วย    -พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวผู้สมัคร 350 เขต ที่สนามช้าง บุรีรัมย์ อนุทินประกาศความพร้อมเป็นนายกฯ บอกเลือกเปิดตัวที่บุรีรัมย์ เพราะเนวินเป็นพี่ชาย และเป็นอาจารย์ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย เปิดนโยบายหวือหวาให้ปลูกกัญชาเสรี ตามโมเดลแคลิฟอร์เนียให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ ทุกครอบครัวปลูกกัญชาได้ ภูมิใจไทยเลือกถิ่นเนวิน เปิดตัวพรรค 'อนุทิน' ลั่นพร้อมเป็นนายก ชูนโยบายหวือ ให้ปลูกกัญชาได้ทุกบ้าน    -เบรคขึ้นค่ารถเมล์ ขสมก.ชะลอขึ้นราคารถรุ่นเก่าทั้งหมด ยังเก็บรถครีมแดง 6.50 ตลอดสาย รถแอร์ครีมน้ำเงินเก็บ 10-18 บาทตามระยะทาง โดย 21 ม.ค.จะปรับเฉพาะ NGV รุ่นใหม่และรถร่วม ขสมก. รัฐบาลเบรกขึ้นค่ารถเมล์เก่า ขสมก. 2,500 คัน เมล์ร้อนครีมแดงยัง 6.50 บาท   -ตร.บุกจับแม่วัยรุ่นบนรถทัวร์ หลังทะเลาะสามี ลูกร้องไม่หยุดเลยปล่อยให้ลูกขวบเศษคลานริมสระให้ไปตายในน้ำ นำตัวแม่ไปทำแผน ร้องขอจุดธูป ร้องไห้ขอขมากอดศพลูกเวทนา ตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แม่วัยรุ่นทะเลาะสามี ปล่อยลูกให้คลานลงสระจมน้ำตาย ตร.คุมตัวทำแผนร่ำไห้กอดศพลูก   -ทูตญี่ปุ่นพาครอบครัวเหยื่อสาวร้องรองนายกฯ ถามความคืบหน้าสาวญี่ปุ่นถูกฆ่าในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเมื่อ 12 ปีก่อน แต่ยังจับคนร้ายไม่ได้ หวั่นคดีหมดอายุความ 20 ปี ประจินยันยังตามคดีต่อเนื่อง ตรวจ DNA แล้ว 300 คน แต่ไม่พบผู้ต้องสงสัย สั่งเพิ่มรางวัลนำจับจาก 1.6 ล้าน เป็น 2 ล้าน   -สนช.รับหลักการร่าง พรบ.จราจรทางบก แก้กม.เอาผิดคนขับรถความเร็วต่ำแต่วิ่งเลนขวา เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากการแซงรถ โดยจะเพิ่มความเร็วบนถนนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่ขับช้าแต่อยู่เลนขวา ต้องกำหนดความเร็วเพื่อแก้ปัญหามนุษย์ลุงป้าขับช้าแช่เลนขวา ต้องโดนใบสั่ง สนช.แก้ พรบ.จราจร กำหนดโทษใหม่ ลงโทษมนุษย์ลุงป้า ขับช้าแช่เลนขวา   -ตร.หนุ่มล่าระทึกรถต้องสงสัยไม่จอดให้ตรวจ คนในรถบอกจะเข้าค่าย ตร.ยิงสกัดเสียงดังสนั่น เสียงวิจารณ์ใครผิดใครถูก ล่าระทึก ตร.หนุ่มยิงสกัดรถต้องสงสัย ซิ่งหนีไม่ยอมจอด ชาวเน็ตวิจารณ์ไม่ผิดทำไมไม่จอด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pLEZbGpXEfg

 2,266
สังคม-อาชญากรรม
09 ม.ค. 62

แม่ร้องกองปราบ ลูกสาววัย 16 ถูก 3 โจ๋ลูกผู้มีอิทธิพลรุมโทรม คดีไม่คืบ ยังเย้ย "โอกาสหน้าจะมาใหม่"

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม พาครอบครัวชาวประมง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้ายื่นหนังสือต่อ พลตำรวจตรี จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกสาววัย 16  ปี ถูกกลุ่มเยาวชนชาย 3 คน อายุ 16-17 ปี รุมโทรมในห้องน้ำสาธารณะริมชายหาดแห่งหนึ่ง ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา  ซึ่งทางครอบครัวแจ้งความไว้ที่ สภ.ปากน้ำปราณ ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่คดีไม่คืบหน้า   หญิงสาวผู้เสียหายเล่าว่า เหตุเกิดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 04.00 น. วันนั้นเพื่อนของตนชวนไปกินหมูกะทะ โดยตนใส่ชุดนอนออกไปเพราะคิดว่าออกไปไม่นาน บังเอิญไปเจอกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นเพื่อนเคยเรียนที่เดียวกัน นั่งดื่มเบียร์อยู่ริมชายหาด โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุแกล้งหยอกล้อ ยึดกุญแจรถ จยย.ไป ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันขอกลับบ้านก่อนเพราะต้องไปเข้าค่ายในเวลา 03.00 น. จึงเหลือตนเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ระหว่างนั้นได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปกลุ่มผู้ก่อเหตุขณะนั่งอยู่ริมชายหาดไว้   ต่อมากลุ่มผู้ก่อเหตุจะเลี้ยงเบียร์ตนแต่ตนไม่ดื่ม ก่อนที่เบียร์จะหมดนั้นตนบอกว่าจะกลับบ้านแล้วจึงขอกุญแจคืน หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุบอกว่าโยนกุญแจไว้หน้าห้องน้ำชาย  ตนจึงให้พาไปเอาแต่ก็ยังหาไม่เจอ จากนั้นชายคนดังกล่าวอ้างว่า ได้นำกุญแจรถไปซ่อนไว้ในห้องน้ำหญิง ตนจึงเข้าไปดู โดยที่กลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน แกล้งช่วยกันหาไล่เปิดประตูทีละห้อง กระทั่งถึงห้องสุดท้าย หนึ่งในกลุ่มกลุ่มผู้ก่อเหตุพูดว่า กุญแจอยู่ในถังขยะภายในห้องน้ำตนก็เดินเข้าไปดู   จากนั้นกลุ่มผู้เสียหายผลักตนเข้าไปในห้องน้ำ จับตัวกระแทกชักโครกได้รับบาดเจ็บ ฟกช้ำทั่วท้อง ตนพยายามขัดขืนทั้งถีบและผลักก็สู้แรงใม่ได้ ตะโกนเรียกให้คนมาช่วย แต่ดึกมากจึงไม่มีใครได้ยิน  กระทั่งแฟนหนุ่มได้เข้ามาช่วย หลังจากที่ออกจากห้องน้ำ กลุ่มผู้ก่อเหตุจะไปส่งกลับบ้านแต่ตนไม่ไปโดยให้พี่มารับ ก่อนจะแยกย้ายกัน หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุพูดว่า “โอกาสหน้าจะมาใหม่” ตอนนี้สภาพจิตใจย่ำแย่ต้องพบจิตเวช   หลังเกิดเรื่องหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ทักแชทเฟซบุ๊กมาขอโทษ ระบุว่า “พี่ขอโทษนะ  พี่ทำผิดไปแล้ว ผิดก็ว่าไปตามผิดเมาก็เมา มันผ่านไปแล้วน้องไม่ต้องคิดเยอะ” ซึ่งตนก็แชทตอบโต้เพื่อให้ผู้ก่อเหตุตายใจ เพื่อให้ตำรวจติดตามตัวมาดำเนินคดี   แม่ของผู้เสียหาย ระบุว่า หลังแจ้งความผ่านมานานกว่า 1 เดือน พนักงานสอบสวน สภ.ปากน้ำปราณ ยังไม่มีการเรียกสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง และยังไม่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุหรือเก็บพยานหลักฐานแวดล้อมใดๆ โดยเฉพาะเสื้อผ้าของลูกสาวที่ใส่ในวันเกิดเหตุ ก็ไม่ได้ส่งไปตรวจสอบ เมื่อทวงถามความคืบหน้าทางคดี ก็ถูกพนักสอบสวนต่อว่าอย่างหยาบคาย ไล่ออกจากโรงพักบอกว่าผมไม่อยากคุยกับคุณ ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายผู้เสียหาย จากวันนั้นก็ไม่กล้าติดต่อร้อยเวรอีก   พอตกเป็นข่าวและทราบว่าตนจะเข้าร้องทุกข์ที่กองปราบปรามฯ พนักงานสอบสวนได้ติดต่อมาหาให้ไปพบเพื่อทำการปากคำพร้อมขอให้ยุติการเดินทางมาที่กองปราบปรามฯ ขอให้ทำคดีต่อได้มั้ย ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนพยายามให้ไกล่เกลี่ยกัน พร้อมเรียกฝั่งคู่กรณีมาพูดคุยอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทำให้ไม่มั่นใจการทำงานของตำรวจในท้องที่ กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม และกลัวว่าลูกสาวจะคิดสั้น เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ไม่คิดว่าจะมาทำกับเพื่อนแบบนี้   “หลังเกิดเรื่องตนเห็นลูกสาวเจ็บท้องผิดสังเกต จึงถามว่าทำไม่ไปหาหมอ กระทั่งลูกสาวร้องไห้เล่าความจริงให้ฟัง ก่อนจะพาเข้าแจ้งความ โดยเจ้าหน้าที่ให้ลูกสาวไปชี้บ้านของผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ส่วนผลการตรวจร่างกายพนักงานสอบสวนก็ไม่แจ้งให้ทราบ ไม่เคยถามว่าจะเอาเรื่องอย่างไร แค่ถามลูกสาวว่าจะเรียกร้องเงินเท่าไหร่  ด้วยความเป็นเด็กลูกสาวบอกจะเรียกคนละ 50,000 บาท และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด แต่ตนไม่ขอรับเงิน  ขณะที่พ่อแม่ของผู้ก่อเหตุมาขอเคลียร์ที่บ้านแต่ตนไม่รับเคลียร์”   ส่วนน้าของผู้เสียหาย กล่าวว่า ผู้ปกครองของเด็กทั้ง 3 คน ขอให้ยอมความ  อย่างไรก็ตามพ่อแม่ของเด็กทั้ง  2 ฝ่าย รู้จักกัน โดยผู้ปกครองของเด็กทั้งสามเสนอเงินให้รวมกัน 50,000  บาท แต่ฝ่ายของตนไม่ขอรับเงิน เพราะไม่พอใจที่แฟนสาวของ 1 ในกลุ่มผู้ก่อเหตุไปโพสต์เฟซบุ๊กเยาะเย้ยหลานของตนว่า “โดนไปขนาดนั้นยังร่านได้เลยอะเก่งจัง น่าสงสารชีวิตหนอชีวิตพบเจออะไรแบบเนี้ย”ยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด   ด้าน ทนายรณรงค์ กล่าวว่า 1 ใน 3 เยาวชนผู้ก่อเหตุ เป็นหลานนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพลในท้องที่ และยังโพสประจานผู้เสียหายลงสื่อออนไลน์ สร้างความเสียหายต่อตัวเด็กและครอบครัว จึงได้นำหลักฐาน ภาพวงจรปิด ภาพถ่ายที่เกิดเหตุและเสื้อผ้าที่น้องผู้เสียหายสวมใส่ในวันเกิดเหตุ มาเป็นหลักฐานยื่นขอความเป็นธรรมพร้อมขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน สภ.ปากน้ำปราณ ด้วย   วันนี้ (9 ม.ค.) จะพาครอบครัวของหญิงสาววัย 16 ปี คนดังกล่าว เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อสอบถามความคืบหน้าทางคดี เชื่อว่าอาจมีผู้ร่วมก่อเหตุ 3-10 คน ส่วนหนึ่งช่วยดูต้นทาง โดยพนักงานสอบสวนจะให้ผู้เสียหายเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมในวันนี้(9ม.ค.) หลังจากนั้นก็จะให้สหวิชาชีพมาร่วมสอบปากคำเนื่องจากผู้เสียหายยังเป็นเยาวชน โดยเหยื่ออาจเล่าไม่หมด เบื้องต้น จนท.ระบุว่า ผู้เสียหายรู้จักชอบพอกับหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ไม่คิดว่าจะถูกรุมโทรม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/H3BKMjnFCy4

 10,213
ข่าวภูมิภาค
17 ธ.ค. 61

สาวท้อง 1 เดือนถูกคนร้ายทุบตีหวังข่มขืนในสวนยาง โวยคนร้ายเส้นใหญ่ ถูกตร.จับได้แต่กลับปล่อยตัว

ตรัง-สาววัย 23 ปี กำลังตั้งท้อง 1 เดือน ถูกคนร้ายใช้ท่อนไม้ทุบตีและพยายามข่มขืน ขณะกำลังกรีดยาง แต่ตอนนี้ยังตามคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุไม่ได้ หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวคนร้ายมาสอบปากคำแล้วปล่อยไป จนสร้างความหวาดผวาให้กับคนในพื้นที่ไม่กล้าออกไปกรีดยาง   โดยผู้เสียหายเล่าว่า หลังจากเกิดเหตุตนรู้สึกเหมือนมีประจำเดือนมาตลอดเวลา จากการอัลตร้าซาวด์ของหมอ พบว่าลูกแท้งแต่เป็นการแท้งแบบคุกคาม ซึ่งเด็กมีโอกาสรอด 50% เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงหัวใจ แต่เด็กยังมีชีวิตอยู่ หมอสั่งว่าไม่ให้ตนไปไหนไม่ให้ทำอะไร จากการตรวจยังพบว่ามีเลือดเป็นสีดำตกค้างช้ำเลือดที่เกิดจากการทุบตี และวันที่ 24 ธ.ค.2561 นี้หมอนัดตรวจครรภ์อีกที   ตนเห็นว่าคนร้ายเส้นใหญ่มาก ถูกคุมตัวมาไม่ต้องใส่กุญแจมือและปล่อยตัวออกไปได้โดยไม่ต้องประกันตัว ตนเองจำลักษณะรูปร่าง หรือการแต่งตัวของผู้ร้ายได้อย่างครบถ้วนก็ตาม แม้ตอนแรกผู้ต้องหายังคงปฏิเสธ และให้การยอมรับสารภาพในเวลาต่อมา แต่ตำรวจเมินเฉยและปล่อยตัวกลับบ้าน ซึ่งตนเองยังรู้สึกกลัวทุกวัน   ขณะที่แม่ของผู้เสียหาย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนคิดว่าต้องมีคนในพื้นที่ผู้สมรู้ร่วมคิด ซึ่งตำรวจได้สอบปากคำแล้วก็ปล่อย ตนไม่ได้ต้องการอะไรเพียงอยากให้คนผิดได้รับกรรมบ้าง หากคนร้ายยังลอยนวลอยู่ เกรงว่าจะไปทำคนอื่นอีก หรือเพราะครอบครัวเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้จักคนใหญ่คนโต ซึ่งตอนนี้ลูกสาวดูเปลี่ยนไปมากไม่เหมือนคนเดิม หลังจากเกิดเหตุกลายเป็นคนเงียบขรึม ทำงานไม่ไหว ขวัญเสีย หยุดกรีดยางมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ เป็นแรมเดือนแล้วไม่มีรายได้เนื่องจากหวาดกลัว ไปจ้างเขากรีดยางให้ก็ไม่มีใครกล้า ตำรวจไม่เคยโทรมาคุย เงียบกริบ   ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับปากว่าหากมีความคืบหน้าจะโทรมาแจ้งแต่ก็เงียบหาย ไม่บอกผลอะไรเลยเงียบสนิท ส่วนกลุ่มคนร้ายที่สมรู้ร่วมคิดได้ย้ายไปอยู่แถว จ.เชียงราย หมดแล้ว เพราะรู้ว่าญาติๆ ของตนไม่พอใจ จึงอยากฝากทางตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นหูเป็นตาและช่วยลงมาดูแลคดีเอาผิดคนร้ายให้ถึงที่สุด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/r56v7q5NCbo

 5,136
แชร์ออฟเดอะเดย์
03 ธ.ค. 61

ตร.แจงเข้าเวรแค่คนเดียว ทำคดีไม่ทัน หลังสาวว่าที่สมัคร ส.ส.ฉะเชิงเทรา โดนสามีทำร้าย ร้องคดีไม่คืบ

น.ส.นิ่ม (นามสมมติ) อายุ 32 ปี เจ้าของธุรกิจร้านนวดแผนไทยแห่งหนึ่งใน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และยังเป็นว่าที่ผู้เตรียมลงสมัคร ส.ส.เขต 2 จากพรรคการเมืองหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ร้องเรียนว่าถูกอดีตสามี คือ นายนิรุตต์ ธรรมกูล อายุ 40 ปี ที่อยู่กินด้วยกันมาได้เพียงประมาณ 10 เดือน   ทำร้ายร่างกายตบตีจนล้มลง ก่อนเหยียบที่อกและใช้เท้ากระทืบที่ใบหน้า จิกผมทุบตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีบาดแผลฟกช้ำไปทั่วร่างกายและมีอาการปูดบวมจนต้องเย็บบาดแผลที่ใบหน้าบริเวณเหนือคิ้วด้านซ้ายถึง 6 เข็ม หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความแต่คดีไม่คืบ   ต่อมา พ.ต.ท.เดชฤทธิ์ ศรีคชา สารวัตรสอบสวนเวร สภ.บางคล้า ได้รับคำชี้แจงว่า เหตุที่ตำรวจทำงานล่าช้านั้น เนื่องจากมีคดีเกิดขึ้นหลายคดีพร้อมกันในพื้นที่ และ สภ.บางคล้ามีพนักงานสอบสวน เข้าเวรบริการประชาชนแค่เพียง 1 นายเท่านั้น   ด้าน ร.ต.อ.ประมวล พูลศิลป์ รองสารวัตรสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีนี้ว่า ได้รับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับคดีนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว และได้ส่งตัวผู้ได้รับบาดเจ็บไปให้แพทย์ทำการตรวจร่างกายแล้ว ซึ่งยังต้องรอใบรับรองผลการตรวจจากทางแพทย์ และรอการนัดสอบปากคำจากผู้เสียหาย ตลอดจนพยานอีก 2 ปากที่อยู่ในเหตุการณ์   ส่วนผู้ก่อเหตุนั้นทราบว่าได้เข้ามาขนของออกจากบ้านไปแล้ว ซึ่งก็จะออกหมายเรียกตัวให้มาสอบปากคำ ซึ่งหากออกหมายเรียกไปแล้วไม่มาตามนัด ก็จะออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yiBTqWscQMA

 2,504
สังคม-อาชญากรรม
19 มี.ค. 61

คลิปกระบะขับไล่บี้ จยย.ก่อนขับต่อไปไม่เหลียวแล คาดชนผิดคัน ผ่านไป 3 เดือนคดีไม่คืบ

เพจแหม่มโพธิ์ดำแพร่คลิปจากกล้องวงจรปิด เป็นเหตุการณ์ที่รถกระบะขับไล่บี้รถจักรยานยนต์จนล้ม ก่อนขับต่อไปไม่เหลียวแล บนถ.บางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ   เจ้าของรถจักรยานยนต์ระบุ น้องชายเอารถไปขับจนเกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส อยู่โรงพยาบาลนานกว่า 1 เดือน เพิ่งได้กลับบ้าน ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นเหตุชนผิดคัน เพราะวันเกิดเหตุมีรุ่นพี่แถวบ้านไปมีเรื่อง แต่ขับรถ จยย.สีเดียวกัน อาจทำให้กระบะเข้าใจผิด ขับพุ่งชนดังกล่าว   ซึ่งหลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งความ แต่เหตุการณเกิดตั้งแต่เดือน ธ.ค.60 ผ่านไป 3 เดือน ยังไม่คืบหน้า อีกทั้งยังต้องตกงาน เพราะไม่มีรถทำงาน จึงอยากให้ผู้ก่อเหตุมารับผิดชอบกับเหตุดังกล่าว       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p2x8S0sHY9w    

 4,708
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ม.ค. 61

ร้อง! โจ๋กร่างใช้ปืนปากกาไล่ยิงวัยรุ่นกลางชุมชน 2 ครั้ง คาดปมขัดแย้งสถาบัน ผ่านไป 10 วันคดีไม่คืบ

กล้องวงจรปิดจับภาพเหตุการณ์ วัยรุ่นชาย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนในหมู่บ้าน ฝ่ากลางวงของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ก่อนใช้อาวุธคล้ายปืนปากกาจ่อยิงกลุ่มวัยรุ่นกลางหมู่บ้านย่านลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขณะกำลังฉลองปีใหม่ เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนต้องวิ่งหลบหนีเข้าบ้าน เพื่อความปลอดภัย   โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นำคลิปวิดีโอไปโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ครอบครัวของเธอถูกวัยรุ่นชาย 2 คน ใช้ปืนปากกาไล่ยิงถึง 2 ครั้งแล้ว โดยครั้งแรกไม่ได้แจ้งตำรวจ แต่ครั้งนี้แจ้งความไว้เพื่อขอให้ตำรวจติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาสอบสวน แต่ผ่านไป 10 วันยังไม่มีความคืบหน้า   จากการสอบถามผู้เป็นแม่ของวัยรุ่นผู้เสียหาย เล่าว่าลูกชายเป็นหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่น ขณะเกิดเหตุกำลังจัดงานฉลองปีใหม่ในหมู่บ้านกับเพื่อนบ้านอีกหลายหลัง พอช่วงประมาณเที่ยงคืน ได้มีวัยรุ่นชาย 2 คน ได้ขี่รถจักรยานยนต์วนไปมา 2-3 รอบ ทราบชื่อหนึ่งในนั้นคือนายกัน อายุ 17 ปี  กระทั่งลงไปใช้ปืนปากกายิงเพื่อนของลูกชายที่ใส่เสื้อสีเทาแต่คาดว่ากระสุนด้าน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บ   แต่ผู้ก่อเหตุก็ยังวนเวียนมายิงอีกหลายครั้ง ทั้งที่กลุ่มลูกชายและเพื่อนไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องกันมาก่อน คาดว่าเป็นความขัดแย้งกันในเรื่องสถาบัน เมื่อไปแจ้งตำรวจก็ยังไม่มีความคืบหน้า แม้ผ่านมาแล้ว 10 วัน อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงวนเวียนในหมู่บ้าน จึงอยากเร่งให้ติดตามตัวมาดำเนินคดี   ด้าน ตร.สภ.คูคต กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาขอหมายจับ เพราะมีหลักฐานชัดเจนและรู้ตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งจะนำตัวมาดำเนินคดีเร็วๆนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yQlFuR8RAlM

 8,500
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
14 ธ.ค. 60

เจ้าของบริษัทร้อง พนง.ปลอมลายเซ็นสั่งจ่ายเช็ค 4.7 ล้าน ผ่านไป 10 เดือนคดีไม่คืบ แบงค์ไร้รับผิดชอบ

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ คุยประเด็นเจ้าของบริษัทกล้องวงจรปิดร้องเรียน ถูกพนักงานปลอมลายเซ็น สั่งจ่ายเช็ค 162 ฉบับ มูลค่า 4.7 ล้านบาท ก่อนเบิกเงินสด และตัวพนักงานหลบหนีหลังก่อเหตุ จึงแจ้งความกับ สน.บางพลัด ผ่านไป 10 เดือนคดีไม่คืบ จวกธนาคารสีเขียวสะเพร่า ทั้งที่ลายเซ็นไม่เหมือน และไม่แสดงความรับผิดชอบกับเหตุที่เกิดขึ้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RgX4_sqmrco

 39,344
แชร์ออฟเดอะเดย์
24 พ.ย. 60

ภรรยาร้องเพจดัง สามีติดตั้งป้ายไฟในห้าง ถูกไฟดูดตกกระแทกพื้นเสียชีวิต คดีไม่คืบ-ไร้การเยียวยา

เพจแหม่มโพธิ์ดำ โพสต์เรื่องราวที่ได้รับการร้องเรียน จากหญิงคนหนึ่ง เล่าว่าเธอกับสามีไปรับงานติดป้ายตัวหนังสือ ให้ร้านขายอุปกรณ์กีฬา ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แล้วถูกไฟดูด จนพลัดตกลงมาจากบันได ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง เลือดคั่งในสมอง สุดท้ายสามีก็เสียชีวิตในวันต่อมา   เรื่องราวผ่านมา 1 เดือนแล้ว ตอนนี้ทางครอบครัวยังไม่ได้รับคำตอบว่า ใครจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ แม้แต่ตำรวจที่รับเรื่องเอาไว้ ก็บอกว่าไปตรวจดูที่เกิดเหตุ แต่สภาพที่เกิดเหตุเปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว ไม่สามารถตามเรื่องต่อได้อีก   ทีมข่าวเดินทางไปพูดคุยกับ นางสาวอังศวีร์ ตาดำ วัย 36 ปี ภรรยาของผู้เสียชีวิต คือนายกฤดิชล นิรุตติชนน วัย 40 ปี เล่ากับทีมข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา เธอและสามีรับงานในฐานะซับคอนแทรค ไปติดตั้งป้ายไฟร้านค้า ให้ร้านขายอุปกรณ์กีฬา ภายในห้างสรรพสินค้าที่ จ.นครราชสีมา ซึ่ง ณ วันที่เกิดเหตุ ห้างยังไม่เปิดทำการ มีกำหนดการณ์เปิดวันแรกช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน   วันแรกของการทำงานไม่มีปัญหาอะไร ติดตั้งป้ายเสร็จไปแล้วหลายจุด  จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันต่อมา (23 ต.ค.) สามีขึ้นไปติดป้ายตัวหนังสือ คำว่า RUNNING ที่ผนังเสร็จแล้ว กำลังจะต่อหม้อแปลงไฟฟ้าของป้าย  เข้ากับสายไฟของหลอดสปอตไลท์ของร้าน เพื่อให้ป้ายตัวหนังสือ ใช้ไฟฟ้าวงจรเดียวกับสปอตไลท์  (เปิดสวิตช์ไฟสปอตไลท์ ป้ายตัวหนังสือก็จะไฟติดด้วยพร้อมกัน)   ก่อนที่สามีจะต่อสายไฟ ตนก็เดินไปที่ตู้ควบคุมไฟ เพื่อปิดไฟทั้งหมด ตรงจุดที่จะต่อสาย ซึ่งปกติแล้ว การเปิด-ปิดไฟ จะมีช่างไฟคอยดูแลให้ แต่งานนี้ตนต้องปิดเอง พอเห็นว่าไฟสปอตไลท์ดับหมดแล้ว สามีก็เริ่มต่อสายไฟ แต่จู่ๆสามีก็ร้อง “โอ๊ย” ก่อนจะร่วงลงมาจากบันได ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง หมดสติไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฟื้นขึ้นมาได้ แต่อาการน่าเป็นห่วง   เพื่อนร่วมงานโทรเรียกรถกู้ภัยมารับ แต่ รปภ.ของห้างบอกว่า ตามกฎจะไม่สามารถให้รถภายนอกเข้าได้ ต้องให้รถพยาบาลของห้างนำตัวไปส่งโรงพยาบาลเอง ซึ่งบนรถพยาบาลนั้นก็มีแค่ รปภ. ตน และ สามี รวม 3 คนนั่งไปด้วยกัน ไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตใดๆ   ไปถึงโรงพยาบาล แพทย์ประเมินแล้วอาการหนัก ต้องส่งตัวให้โรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัด ซึ่งหลังจากแพทย์เอ็กซเรย์อย่างละเอียด ก็พบว่าเลือดคั่งในสมอง ต้องรีบผ่าตัด แต่โอกาสรอดน้อยมาก  เช้าวันรุ่งขึ้น(24 พ.ย.) สามีก็เสียชีวิตในที่สุด   หลังเกิดเรื่องตนยังไม่ได้ไปแจ้งความทันที เพราะอยู่ตัวคนเดียว ต้องจัดการเรื่องสามีให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จนกระทั่งช่วงงานศพ พยายามติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ของทางห้าง  ได้รับคำตอบว่า ต้องไปติดต่อกับร้านขายอุปกรณ์กีฬา ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ที่เกิดเหตุ  ส่วนทางร้านอุปกรณ์กีฬาก็แจ้งว่า ยังดำเนินการใดๆให้ไม่ได้ ให้ตนไปแจ้งความก่อน แล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน   หลังจากนั้นตนก็ต้องเดินทางจากกรุงเทพ ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า จากวันที่เกิดเหตุ มาจนถึงวันที่แจ้งความ ทิ้งช่วงหลายวัน สถานที่เกิดเหตุมีการตกแต่งจนเสร็จเรียบร้อย ผิดไปจากสภาพเดิมแล้ว ตรวจสอบอะไรไม่ได้อีก   นางสาวอังศวีร์บอกว่า อยากให้ทางตำรวจสอบสวนว่า ช่างไฟที่ห้างจ้างมาเดินระบบไฟ มีมาตรฐาน ทำงานถูกต้องหรือไม่ เพราะสามีทำงานติดตั้งป้ายมา 20 ปี ไม่เคยถูกไฟดูด ไม่ทราบว่าในวันดังกล่าว ไฟดูดได้อย่างไร หากตรวจสอบแล้ว การดำเนินการของช่างถูกต้องทุกอย่าง ตนก็พร้อมจะยอมรับ แต่ตอนนี้อยากให้มีคนเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาบ้าง เพราะผ่านมาร่วมเดือน ยังไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ตอนนี้ขาดเสาหลักของครอบครัว มีลูกที่ยังเด็ก รวมกับภาระค่าใช้จ่ายอีกมากที่ต้องจ่าย   ด้าน พันตำรวจโท ธนภัทร เหล่าทะนนท์ รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เจ้าของคดีดังกล่าวเปิดเผยว่า  จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ คาดว่าน่าจะเป็นอุบัติเหตุ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 1 ปาก คือ ภรรยาของผู้ตาย ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ส่วนพยานแวดล้อมคนอื่นๆ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างติดตามตัวมาสอบปากคำ   เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงก่อนที่ห้างสรรพสินค้ากำลังจะเปิดให้บริการ ทำให้พยานแวดล้อมส่วนใหญ่ เป็นคนงานต่างถิ่นที่เข้ามาทำงาน เมื่องานเสร็จ คนงานก็แยกย้ายไปทำงานต่อที่อื่น ทำให้การติดตามตัวพยานใช้ระยะเวลานาน นอกจากนี้ก็ยังต้องผลการชันสูตรศพผู้ตาย จากโรงพยาบาลมาประกอบในสำนวนคดีด้วย ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อสรุปคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UOOchjSjhmY    

 5,510
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 60

แม่ร้องลูกชายวัย 5 ขวบถูกทหารพันจ่าอากาศ เอาถุงน้ำร้อนนาบอัณฑะ ต้องตัดอวัยวะเพศทิ้ง 7 เดือนคดีไม่คืบ

แม่พาลูกชาย 5 ขวบขอความช่วยเหลือทนายสงกานต์ ร้องเรียนถูกสามีเพื่อนสนิทที่เป็นทหารอากาศยศพันจ่า ที่นำลูกไปฝากเลี้ยงตั้งแต่อายุ 9 เดือน เพราะตัวแม่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด โดยปกติแล้วเธอจะโทรศัพท์กลับมาคุยกับคนที่ฝากเลี้ยงเป็นประจำ เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของลูกชาย ซึ่งเธอก็จะรับโทรศัพท์ทุกครั้ง กระทั่งช่วงหลัง คนรับจ้างเลี้ยงเด็กก็ไม่รับสายเธอเป็น 10 สาย จึงรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเกิดเหตุร้ายกับลูกชาย จึงรีบกลับจากต่างจังหวัดตรงไปหาลูกชายทันที แต่เมื่อไปที่บ้านไม่พบลูกชาย ก่อนมาทราบว่าเด็กได้รับบาดเจ็บอยู่โรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส   จากการสอบถามพบว่าเด็กถูกทหารอากาศทำโทษใส่กุญแจมือติดกับเก้าอี้ พร้อมนำน้ำร้อนวางนาบอัณฑะ ทำให้เป็นแผลฉกรรจ์ ต้องตัดอวัยวะเพศออก ต้องต่อท่อปัสสาวะให้ เบื้องต้นแม่ยังไม่ปักใจเชื่อ แต่เมื่อสอบถามกับลูกชายของเพื่อนที่อยู่บ้านเดียวกันก็บอกตรงกับเด็กที่บาดเจ็บ แม่เผยแจ้งความผ่านมา 7 เดือนคดียังไม่คืบ อย่างไรก็ตามทางทนายสงกานต์จะพาไปร้องขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เร่งรัดคดีและจะยื่นเรื่องไปที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ช่วยเหลือด้านการรักษา   ขณะที่ผกก.โรงพักธัญบุรี ระบุความคืบหน้าทางคดี ที่ผ่านมาได้มีสอบพยานหลักฐานแล้ว ทางตัวทหารอากาศได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้วปฏิเสธ ต่อมาอัยการสั่งฟ้อง ซึ่งศาลนัดสืบพยาน 1 ก.ย.60 นี้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kclUv7t_Ko8  

 43,098
สังคม-อาชญากรรม
06 ก.ค. 60

แม่ร้องปวีณา ลูกสาวออกกรีดยางถูกฆ่าข่มขืน ผ่านไปเป็นเดือนยังไม่มีเบาะแสคนร้าย

2 แม่ลูกจาก จ.ตรัง เข้าร้องเรียนกับมูลนิธิปวีณาหงสกุล หลังลูกสาวคนสุดท้อง อายุ 21 ปี ถูกคนร้ายฆ่า-ข่มขืน ระหว่างออกไปกรีดยางพารากลางดึก เรื่องเกิดตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค.60 แต่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ คนร้ายยังลอยนวล  ทางครอบครัวรู้สึกว่าคดีไม่มีความคืบหน้า และยังต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง และยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกของผู้ตาย ที่อายุยังน้อยอีก 2 คน     โดยผู้ตายออกไปกรีดยางกลางดึก เพื่อจะนำน้ำยางไปขาย เอาเงินมาจ่ายค่าชุดนักเรียนให้ลูก แต่จนถึงช่วงบ่ายของวันที่ 13 พ.ค. ก็ยังไม่กลับมา พี่สาวจึงไปติดต่อคนในพื้นที่ช่วยกันออกตามหา จนพบว่าเสียชีวิตอยู่ในบ่อน้ำ ไม่ไกลจากบ้าน สภาพศพพบว่าเสื้อชั้นในถูกถลกขึ้นไปอยู่เหนือหน้าอก กางเกงวอร์ม ที่ผู้ตายสวมใส่ และกางเกงชั้นในถูกรูดลงมาอยู่ที่บั้นท้าย ลำคอถูกบีบเขียวช้ำ มีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งที่คิ้วและเบ้าตาขวาจนแตก ใบหูขวามีรอยถูกกัด เบื้องต้นเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ บริเวณที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้ ต้นหญ้าถูกทับราบไปเป็นบริเวณกว้าง ทางครอบครัวเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนในพื้นที่ และน่าจะเป็นคนใกล้ตัว เพราะตอนที่นางสาวเอออกไปกรีดยาง ไม่ใช่ช่วงปกติที่ชาวบ้านออกไปกรีดกัน น่าจะเป็นคนที่รู้ว่านางสาวเอจะออกจากบ้านกลางดึก แล้วไปดักรอก่อเหตุ   หลังเกิดเหตุ ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการสอบสวน นำตัวผู้ต้องสงสัยหลายรายไปสอบปากคำและตรวจ DNA   ส่วนร่างของลูกสาว ก็ส่งให้โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ทำการชันสูตรโดยละเอียด ก่อนที่ทางครอบครัวจะทำการฌาปนกิจตามศาสนา แต่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบสองเดือน ก็ยังไม่รู้ตัวคนร้าย  ทางครอบครัวพยายามสอบถามไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายครั้ง ก็ได้คำตอบเหมือนเดิมว่ายังอยู่ระหว่างสอบสวน ทำให้ครอบครัวยังหวาดกลัวอันตราย เนื่องจากคนร้ายยังลอยนวล ตอนนี้ต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวง ไม่กล้าออกจากบ้าน รายได้ก็ขาดหายไปจากเดิม ไม่เพียงพอใช้จ่าย   ด้าน ตร.สภ.รัษฎา จ.ตรัง เจ้าของคดี เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีว่า ตั้งแต่เกิดเหตุมีการตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยละเอียด มีการปูพรมตามหาเบาะแส แต่พบว่าคนร้ายไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้เลย มีเพียงร่องรอยการต่อสู้ที่จุดเกิดเหตุ ส่วนข้าวของต่างๆของผู้ตาย ก็พบ DNA ของผู้อื่นเพียง 1 จุด ที่ไฟฉายของผู้ตาย ตำรวจจึงเก็บตัวอย่าง DNA เอาไว้ สันนิษฐานว่าเป็นของคนร้าย   อย่างไรก็ตาม จากที่มีการสันนิษฐานไปก่อนหน้านี้ ว่าผู้ตายถูกข่มขืน เนื่องจากสภาพศพถูกถลกเสื้อผ้า และยังพบเมือกคล้ายอสุจิที่ช่องคลอด แต่หลังจากได้รับผลตรวจชันสูตรโดยละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเมือกที่พบในช่องคลอดไม่ใช่อสุจิ และไม่พบ DNA ของผู้อื่น บนร่างกายของผู้ตายเลย แต่ก็เป็นไปได้ว่า DNA หายไปเพราะศพจมอยู่ในน้ำ   หลังจากนั้นได้มีการสอบปากคำผู้ต้องสงสัย รวมทั้งทยอยนำตัวมาตรวจ DNA ไปแล้วทั้งหมด 32 ราย  ไม่มีใครที่มี DNA ตรงกับที่เก็บได้บนไฟฉายเลย ส่วนมือถือของผู้ตายที่หายไป ก็ไม่ใช่สมาร์ทโฟน คาดว่าคนร้ายนำไปโยนทิ้ง เพราะจากการตรวจจับสัญญาน และเลขอีมี่ของเครื่อง ยังไม่พบว่ามีการนำมาเปิดใช้งานอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่า มีการติดตามสืบสวนคดีนี้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเลยอย่างที่ทางผู้เสียหายเข้าใจ แต่การทำงานต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือจับกุมผิดตัว จะกลายเป็นปัญหาจับแพะตามมาได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/G-V4RXIdb3s    

 6,591
สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ค. 60

แม่ร้องปวีณาช่วยจี้คดีลูกสาวถูกฆ่าข่มขืนในสวนยาง 2 เดือนคดีไม่คืบ

                           น.ส.พนิดา (ขอสงวนนามสกุล) ชาวจ.ตรัง พร้อมมารดาและหลาน 2 คน อายุ 2 ขวบ กับ 4 ขวบ เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี จากกรณีน.ส.สุนิสา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี น้องสาว ซึ่งเป็นมารดาของเด็กทั้ง 2 คนถูกคนร้ายฆ่าข่มขืนบริเวณหนองน้ำใกล้สวนยางพารา เหตุเกิดเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 12 พ.ค.ต่อเนื่องวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า                ด้าน แม่ของนางสาวสุนิสา (ขอสงวนนามสกุล)กล่าวว่าก่อนเกิดเหตุลูกสาวตนได้ออกไปกรีดยางพาราช่วงกลางดึกเพื่อหาเงินมาเป็นค่าชุดนักเรียนให้ลูกทั้ง 2 คน เนื่องจากใกล้เปิดเทอม แต่โชคร้ายไปเจอคนร้ายที่ดักซุ่มอยู่ ฆ่าอย่างทารุณ ซึ่งสภาพศพยกทรงถูกถลกขึ้นไปอยู่เหนือหน้าอก สวมกางเกงวอร์มสีดำพร้อมกางเกงในถูกรูดมาคาอยู่ที่ก้น ลำคอถูกบีบเขียวช้ำ และมีบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งที่คิ้วและเบ้าตาขวาแตก ใบหูขวามีรอยถูกกัด เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง                ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งศพไปชันสูตรศพที่ รพ.รัษฎา พบว่ามีร่องรอยถูกข่มขืนด้วย ส่วนสามีของน.ส.สุนิสานั้น ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางไปทำงานที่อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งกลับมาหาลูกและภรรยาเพื่อเอาเงินมาให้อาทิตย์ละครั้ง หลังน้องสาวเสียชีวิตไปตนต้องดูแลหลานทั้ง 2 คน และครอบครัวต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงเพราะ ทั้งเวลาผ่านมาร่วม 2 เดือนแล้วแต่คนร้ายยังลอยนวล ชาวบ้านในละแวกเดียวกันก็ไม่กล้าที่จะออกไปกรีดยางเพราะกลัวจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตนเองตนได้ปรึกษากับญาติพี่น้องอยากเรียกร้องความเป็นธรรมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับกุมคนร้ายจึงได้พากันเข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณาฯ ให้ความช่วยเหลือ                ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา กล่าวว่าขณะนี้ได้ประสาน พล.ต.ต.สมพงศ์ ทองใบ ผบก.ภ.จว.ตรัง และพ.ต.อ.ชัยรัตน์ กาญจนเนตร ผกก.สภ.รัษฎา จ.ตรัง ช่วยให้ความเป็นธรรมกับญาติผู้เสียชีวิตเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วซึ่งตนเองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเวลานี้ทางบ้านของผู้ที่เสียชีวิตก็ไม่กล้าออกไปทำงานและที่บ้านก็มีแต่ผู้หญิงจึงไปกล้าที่จะออกไปทำงานและคาดว่าน่าจะจับคนร้ายมาดำเนินคดีได้ในเร็วๆนี้และในวันพฤหัสบดี ที่ 6 ก.ค. 60 เวลา ทางมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรีจะพาญาติผู้ตายเข้าพบ พล.ต.ต.สมพงศ์ ทองใบ ผบก.ภ.จว.ตรัง ณ ภูธรจังหวัดตรัง        

 4,447
สังคม-อาชญากรรม
27 มิ.ย. 60

ครอบครัวทำบุญครบรอบ 2 ปี 'เสี่ยชูวงษ์' โอดคดีไม่คืบ ลุยเดินหน้าฟ้องเอง

ครอบครัวนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ทำบุญครบรอบการเสียชีวิต 2ปี ตั้งข้อสังเกตคดียังไม่คืบหน้า พี่สาวระบุในคดีโอนหุ้นที่ พ.ต.ท.บรรยิน โบรกเกอร์สาวและพริตตี้ เป็นผู้ต้องหา คดียังไม่มีสำนวนส่งไปถึงศาล ยังอยู่ที่ชั้นอัยการสูงสุด ส่วนคดีฆาตกรรม ที่จับ พ.ต.ท.และโบรกเกอร์สาวได้ที่เขาใหญ่ ยังอยู่ในชั้นอัยการที่ศาล จ.พระโขนง ซึ่งยังไม่สรุปว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งทางครอบครัวเห็นว่าทุกคดีเป็นไปอย่างล่าช้า จึงจะเดินหน้าฟ้องเอง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/E0DwLIitMXg  

 11,386

Top