ค้นหา :

ผลการค้นหา "ฆ่าตัวตาย"

ข่าวภูมิภาค
07 ม.ค. 63

สาวกู้ภัยโคราช อัดคลิปซดยาล้างห้องน้ำหวังฆ่าตัวตาย พ้อถูกกลั่นแกล้งเรื่องงาน มูลนิธิแจงแค่เรื่องย้ายโต๊ะ

โคราช-เกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหญิงรายหนึ่งกินน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อพยายามที่จะฆ่าตัวตาย พร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปขณะกำลังจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำ   โดยได้กล่าวตัดพ้อผู้บริหารมูลนิธิกู้ภัยชุดใหม่ว่า ตนเองได้ถูกกลั่นแกล้งทั้งการตัดเงินเดือน การเปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน และการลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้รายได้ลดน้อยลง ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งที่ตนเองทำงานกับกู้ภัยมานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นคลิปก็ถูกตัดขาดหายไป   พร้อมกันนี้สาวกู้ภัยยังได้มีการเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ในมูลนิธิ มีการใช้คำพูดแรงๆ ทำให้ไม่มีกำลังใจ ทั้งที่ทำงานมานาน 12 ปี   ด้านสามีของผู้ก่อเหตุระบุ หลังตื่นนอนเห็นภรรยากำลังยกขวดน้ำยาล้างห้องน้ำดื่มกินเข้าไปหลายอึก ตนจึงได้รีบพุ่งเข้าไปคว้าขวดออกจากปาก และรีบเอามือล้วงคอ เพื่อให้ภรรยาอาเจียนออกมา ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้แพทย์ระบุว่า ภรรยาของตนพ้นขีดอันตรายแล้ว นับว่าโชคดีที่ตนเองไปเห็นก่อน ไม่เช่นนั้นภรรยาคงจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำไปมากกว่านี้   ส่วนสาเหตุของการคิดฆ่าตัวตายครั้งนี้ ตนคาดว่าจะเกิดจากความเครียดในที่ทำงาน เพราะได้ยินภรรยาบ่นให้ฟังว่า ถูกกรรมการมูลนิธิฯ ในที่ทำงานบีบคั้นหลายอย่าง เช่น ลดเวลาทำงาน เปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน ลดค่าแรง และใช้คำพูดที่รุนแรงถึงขั้นว่าถ้าหากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาทำงาน นอกจากนี้ยังมีการจะสั่งย้ายภรรยาของตนเองไปฝึกงานใหม่ที่สุสาน ทั้งที่ภรรยามีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 12 ปีแล้ว   ประกอบกับครอบครัวของตนเองก็มีรายได้น้อย ภรรยาต้องส่งหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ช่วงบ่ายทำงานที่มูลนิธิฯ รายได้เดือนละ 9,000 บาท ส่วนตนเองทำงานที่ร้านประดับยนต์ และมาทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิฯ เช่นกัน ซึ่งครอบครัวตนมีภาระค่าใช้จ่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือ ส่งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ และค่ากินค่าอยู่ในครอบครัว ซึ่งเมื่อรายได้ลดน้อยลง และถูกบีบบังคับสารพัดเช่นนี้ ภรรยาจึงเกิดความเคียด และคิดฆ่าตัวตายดังกล่าว   ทางด้านนายอภิเชษฐ์ สันติเศรษฐสิน อายุ 66 ปี คณะกรรมสำนักงานมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊งสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสาวกู้ภัยกล่าวถึงในคลิป พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ที่ปรากฏชื่อในจดหมายลาตายของสาวกู้ภัยทั้ง 5 คน ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาที่สาวกู้ภัยระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง โดยระบุว่า   หญิงกู้ภัยสาวคนดังกล่าวได้ทำงานอยู่ที่อาคารบริจาคโลงศพหน้ามูลนิธิฯ มานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่เข้ามาบริหารก็ได้ต้องการที่จะปรับปรุงรูปแบบบริเวณจุดรับบริจาคโลงศพใหม่ โดยได้ขยับปรับย้ายโต๊ะที่นั่งเจ้าหน้าที่รับบริจาคออกมาให้อยู่ด้านหน้าอาคาร เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดเจนมากขึ้น อยู่ห่างจากจุดตั้งโต๊ะเดิมประมาณ 2 เมตร ซึ่งเมื่อย้ายโต๊ะออกมาแล้วก็ทำให้สาวกู้ภัยไม่พอใจ   หลังจากนั้นคณะกรรมการมูลนิธิฯ สั่งให้ทำงานอะไรก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ รวมทั้งไม่ยอมเข้าร่วมประชุมฟังคำชี้แจงใดๆ เมื่อคณะกรรมการ เห็นดังนั้นจึงได้มีมติให้ย้ายสาวกู้ภัยคนดังกล่าวไปศึกษาดูงานบริจาคโลงศพที่สุสานของมูลนิธิฯ ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นระยะเวลา 15 วัน นับจากวานนี้ (6 ม.ค. 63) โดยที่คณะกรรมการไม่เคยต่อว่าด้วยคำหยาบคายใดๆ และไม่ได้มีการตัดเงินเดือนแต่อย่างใด   นอกจากนี้ตนเองก็ไม่เคยรู้จักสาวกู้ภัยคนนี้เป็นการส่วนตัว และไม่มีอคติใดๆ ในการทำงานเลย ยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเดินทางไปเยี่ยมอาการสาวกู้ภัยที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และจะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sLAceIdIWvs

 1,364
สังคม
07 ม.ค. 63

สาวกู้ภัยโคราช อัดคลิปซดยาล้างห้องน้ำหวังฆ่าตัวตาย พ้อถูกกลั่นแกล้งเรื่องงาน มูลนิธิแจงแค่เรื่องย้ายโต๊ะ

โคราช-เกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหญิงรายหนึ่งกินน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อพยายามที่จะฆ่าตัวตาย พร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถืออัดคลิปขณะกำลังจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำ   โดยได้กล่าวตัดพ้อผู้บริหารมูลนิธิกู้ภัยชุดใหม่ว่า ตนเองได้ถูกกลั่นแกล้งทั้งการตัดเงินเดือน การเปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน และการลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้รายได้ลดน้อยลง ไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งที่ตนเองทำงานกับกู้ภัยมานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนั้นคลิปก็ถูกตัดขาดหายไป   พร้อมกันนี้สาวกู้ภัยยังได้มีการเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ใหญ่ในมูลนิธิ มีการใช้คำพูดแรงๆ ทำให้ไม่มีกำลังใจ ทั้งที่ทำงานมานาน 12 ปี   ด้านสามีของผู้ก่อเหตุระบุ หลังตื่นนอนเห็นภรรยากำลังยกขวดน้ำยาล้างห้องน้ำดื่มกินเข้าไปหลายอึก ตนจึงได้รีบพุ่งเข้าไปคว้าขวดออกจากปาก และรีบเอามือล้วงคอ เพื่อให้ภรรยาอาเจียนออกมา ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้แพทย์ระบุว่า ภรรยาของตนพ้นขีดอันตรายแล้ว นับว่าโชคดีที่ตนเองไปเห็นก่อน ไม่เช่นนั้นภรรยาคงจะกินน้ำยาล้างห้องน้ำไปมากกว่านี้   ส่วนสาเหตุของการคิดฆ่าตัวตายครั้งนี้ ตนคาดว่าจะเกิดจากความเครียดในที่ทำงาน เพราะได้ยินภรรยาบ่นให้ฟังว่า ถูกกรรมการมูลนิธิฯ ในที่ทำงานบีบคั้นหลายอย่าง เช่น ลดเวลาทำงาน เปลี่ยนแปลงเวลาทำงาน ลดค่าแรง และใช้คำพูดที่รุนแรงถึงขั้นว่าถ้าหากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาทำงาน นอกจากนี้ยังมีการจะสั่งย้ายภรรยาของตนเองไปฝึกงานใหม่ที่สุสาน ทั้งที่ภรรยามีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 12 ปีแล้ว   ประกอบกับครอบครัวของตนเองก็มีรายได้น้อย ภรรยาต้องส่งหนังสือพิมพ์ตอนเช้า ช่วงบ่ายทำงานที่มูลนิธิฯ รายได้เดือนละ 9,000 บาท ส่วนตนเองทำงานที่ร้านประดับยนต์ และมาทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิฯ เช่นกัน ซึ่งครอบครัวตนมีภาระค่าใช้จ่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือ ส่งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ และค่ากินค่าอยู่ในครอบครัว ซึ่งเมื่อรายได้ลดน้อยลง และถูกบีบบังคับสารพัดเช่นนี้ ภรรยาจึงเกิดความเคียด และคิดฆ่าตัวตายดังกล่าว   ทางด้านนายอภิเชษฐ์ สันติเศรษฐสิน อายุ 66 ปี คณะกรรมสำนักงานมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊งสว่างเมตตาธรรมสถานนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสาวกู้ภัยกล่าวถึงในคลิป พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ที่ปรากฏชื่อในจดหมายลาตายของสาวกู้ภัยทั้ง 5 คน ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาที่สาวกู้ภัยระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง โดยระบุว่า   หญิงกู้ภัยสาวคนดังกล่าวได้ทำงานอยู่ที่อาคารบริจาคโลงศพหน้ามูลนิธิฯ มานานกว่า 12 ปีแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิชุดใหม่เข้ามาบริหารก็ได้ต้องการที่จะปรับปรุงรูปแบบบริเวณจุดรับบริจาคโลงศพใหม่ โดยได้ขยับปรับย้ายโต๊ะที่นั่งเจ้าหน้าที่รับบริจาคออกมาให้อยู่ด้านหน้าอาคาร เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดเจนมากขึ้น อยู่ห่างจากจุดตั้งโต๊ะเดิมประมาณ 2 เมตร ซึ่งเมื่อย้ายโต๊ะออกมาแล้วก็ทำให้สาวกู้ภัยไม่พอใจ   หลังจากนั้นคณะกรรมการมูลนิธิฯ สั่งให้ทำงานอะไรก็ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ รวมทั้งไม่ยอมเข้าร่วมประชุมฟังคำชี้แจงใดๆ เมื่อคณะกรรมการ เห็นดังนั้นจึงได้มีมติให้ย้ายสาวกู้ภัยคนดังกล่าวไปศึกษาดูงานบริจาคโลงศพที่สุสานของมูลนิธิฯ ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา เป็นระยะเวลา 15 วัน นับจากวานนี้ (6 ม.ค. 63) โดยที่คณะกรรมการไม่เคยต่อว่าด้วยคำหยาบคายใดๆ และไม่ได้มีการตัดเงินเดือนแต่อย่างใด   นอกจากนี้ตนเองก็ไม่เคยรู้จักสาวกู้ภัยคนนี้เป็นการส่วนตัว และไม่มีอคติใดๆ ในการทำงานเลย ยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเดินทางไปเยี่ยมอาการสาวกู้ภัยที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และจะมีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sLAceIdIWvs

 1,364
ข่าวภูมิภาค
06 ม.ค. 63

เซลล์สาวท้อง 7 เดือน เครียดแฟนทิ้ง-เงินไม่พอใช้ กินยาคิดสั้นรอบ 2 ล่าสุดปลอดภัยทั้งแม่และลูก

บุรีรัมย์-สาวอายุ 24 ปี กินยานอนหลับชนิดรุนแรง แล้วเอนเบาะรถเก๋งส่วนตัว ปิดเครื่องยนต์ล็อกประตูรถ หวังจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับลูกในท้องวัย 7 เดือน แต่น้องชายและตำรวจ เข้ามาช่วยเหลือทุบกระจกรถ แล้วนำส่ง ร.พ.สตึก อ.สตึก ในสภาพไม่รู้สึกตัว   โดยสาเหตุเกิดจากความเครียดเรื่องค่าใช้จ่ายและมีปัญหากับแฟนหนุ่ม ล่าสุดอาการปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก แต่แพทย์ยังคงต้องคอยดูอาการไปก่อนอีกสักระยะ   ซึ่งผู้ก่อเหตุเปิดเผยว่า ได้คบหากับแฟนหนุ่ม และชักชวนกันไปทำงานกันที่จ.ภูเก็ต จนตั้งท้อง ต่อมาเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันกับแฟนหนุ่ม เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย ตนจึงตัดสินใจกลับมาหางานที่บุรีรัมย์ จนได้งานเป็นเซลส์ขายรถยนต์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนแฟนยังทำงานอยู่ที่ภูเก็ต และยังคงติดต่อกันเป็นประจำ แฟนยังบอกให้ไปฝากท้องพิเศษกับคลินิก โดยแฟนหนุ่มจะเป็นคนจ่ายให้   ตนจึงรู้สึกอุ่นใจว่าแฟนรักลูกและเป็นคนรับผิดชอบ กระทั่งตนได้ออกรถยนต์ มาใช้เพื่อจะได้สะดวกหากต้องไปไหนมาไหนกับลูก แต่ระยะหลังมาเมื่อโทรหาแฟนมักไม่รับสาย อ้างกำลังทำงานอยู่ จนกระทั่งทราบข่าวว่ามีแฟนใหม่ ตนเครียดหนัก หาซื้อยานอนหลับมากินกว่า 100 เม็ด แต่เพื่อนร่วมงานมาช่วยส่งที่ ร.พ.บุรีรัมย์ และหมอช่วยชีวิตไว้ทัน   แต่ยังเครียดเรื่องแฟนไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ และยังมีค่างวดรถที่ค้างไว้อีก 2 งวดจึงตัดสินใจคิดสั้นอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะไม่คิดฆ่าตัวเองอีกแล้ว เพราะสงสารลูกในท้อง และปัญหาทุกอย่างคงจะต้องมีทางออก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/seJ6IFLFroQ

 3,934
สังคม
06 ม.ค. 63

เซลล์สาวท้อง 7 เดือน เครียดแฟนทิ้ง-เงินไม่พอใช้ กินยาคิดสั้นรอบ 2 ล่าสุดปลอดภัยทั้งแม่และลูก

บุรีรัมย์-สาวอายุ 24 ปี กินยานอนหลับชนิดรุนแรง แล้วเอนเบาะรถเก๋งส่วนตัว ปิดเครื่องยนต์ล็อกประตูรถ หวังจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับลูกในท้องวัย 7 เดือน แต่น้องชายและตำรวจ เข้ามาช่วยเหลือทุบกระจกรถ แล้วนำส่ง ร.พ.สตึก อ.สตึก ในสภาพไม่รู้สึกตัว   โดยสาเหตุเกิดจากความเครียดเรื่องค่าใช้จ่ายและมีปัญหากับแฟนหนุ่ม ล่าสุดอาการปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก แต่แพทย์ยังคงต้องคอยดูอาการไปก่อนอีกสักระยะ   ซึ่งผู้ก่อเหตุเปิดเผยว่า ได้คบหากับแฟนหนุ่ม และชักชวนกันไปทำงานกันที่จ.ภูเก็ต จนตั้งท้อง ต่อมาเกิดมีปากเสียงทะเลาะกันกับแฟนหนุ่ม เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย ตนจึงตัดสินใจกลับมาหางานที่บุรีรัมย์ จนได้งานเป็นเซลส์ขายรถยนต์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนแฟนยังทำงานอยู่ที่ภูเก็ต และยังคงติดต่อกันเป็นประจำ แฟนยังบอกให้ไปฝากท้องพิเศษกับคลินิก โดยแฟนหนุ่มจะเป็นคนจ่ายให้   ตนจึงรู้สึกอุ่นใจว่าแฟนรักลูกและเป็นคนรับผิดชอบ กระทั่งตนได้ออกรถยนต์ มาใช้เพื่อจะได้สะดวกหากต้องไปไหนมาไหนกับลูก แต่ระยะหลังมาเมื่อโทรหาแฟนมักไม่รับสาย อ้างกำลังทำงานอยู่ จนกระทั่งทราบข่าวว่ามีแฟนใหม่ ตนเครียดหนัก หาซื้อยานอนหลับมากินกว่า 100 เม็ด แต่เพื่อนร่วมงานมาช่วยส่งที่ ร.พ.บุรีรัมย์ และหมอช่วยชีวิตไว้ทัน   แต่ยังเครียดเรื่องแฟนไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ และยังมีค่างวดรถที่ค้างไว้อีก 2 งวดจึงตัดสินใจคิดสั้นอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะไม่คิดฆ่าตัวเองอีกแล้ว เพราะสงสารลูกในท้อง และปัญหาทุกอย่างคงจะต้องมีทางออก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/seJ6IFLFroQ

 3,934
ข่าวภูมิภาค
06 ม.ค. 63

พ่อคว้าไม้ทุบตีลูกเมียดับ ก่อนผูกคอตายตาม รวม 4 ศพ พบ จม.เล่าปมเครียดหนี้สิน ส่งลูกเรียน ม.ดัง

อุดรธานี-ตำรวจ สภ.เพ็ญ ได้รับแจ้งเหตุ ฆ่ายกครัว 4 ศพ ที่บ้านในหมู่ 1 ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ พบศพนายไชยสาน ซ่อนชัย อายุ 50 ปีเจ้าของบ้าน ใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกคอกับกิ่งมะม่วง เมื่อเดินเข้าบ้าน ในห้องโถงชั้นล่างศพนางวัชราภรณ์ ซ่อนชัย อายุ 50 ปี ภรรยาของนายไชยสาน ใกล้กันนั้นพบศพ น.ส.คชาภรณ์ ซ่อนชัย อายุ 23 ปี และ น.ส.ศศริธร ซ่อนชัย อายุ 19 ปี นอนตายจมกองเลือด นอกจากนี้พบท่อนไม้ยาวประมาณ 50 ซม.วางอยู่ข้างศพ และถาดใส่ดอกไม้ธูปเทียนและขวดน้ำตั้งอยู่ปลายเท้าทั้ง 3 ศพด้วย   จากกการชันสูตรของเจ้าหน้าที่พบว่าทั้ง 3 ศพ ถูกทุบด้วยของแข็งบริเวณศีรษะทำให้มีบาดแผลฉกรรจ์ลึกถึงกะโหลก และนิ้วมือข้างซ้าย แพทย์ระบุทั้งหมดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. และพบจดหมายเขียนด้วยลายมือนายไทยสาน เขียนใส่กระดาษปฎิทินขนาดใหญ่ วางอยู่หน้าห้องน้ำ ใจความว่า...   1.ชีวิตที่ล้มเหลว ผมขอโทษพี่น้องที่ทำลำบากใจมาตลอด เป็นหนี้ทุกคน เพราะผมมันจน เป็นหนี้ทุกคนเพราะรักลูกๆพาตั้งใจเรียน ผมเลยกู้ยืมทุกอย่าง คิดว่ามันจะรอด จบมาได้ทำงานเลยจะมาช่วยน้อง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ รถยนต์ติดไฟแนนซ์ เหลือประมาณ 60,000 บาท (ใบนาเอาไปจำนำไว้อำเภอเพ็ญ ตรงข้ามโลตัส 5,000 บาท ตึกสีชมพูไปติดต่อเขาดู เผื่อเขาให้ไถ่คืนเสียดาย ขอโทษญาติทุกคน เพื่อนทุกคน ที่ตัดสินใจแบบนี้ ลูกกลับปีใหม่ จะกลับไปเรียนไม่มีเงินให้ลูกกลับไปเรียน ขอโทษพ่อตาแม่ยายด้วยที่ต้องจบชีวิตครอบครัวแบบนี้ เพราะไม่มีทางออกจริงๆ   2. ถึงอี๊ดไม่ใช้หนี้ และพี่เพลิน รวมทั้งไปงานปีใหม่ เขาก็มีแต่พูดให้ ขอบคุณน้าอันที่เข้าใจ และให้กำลังใจมาตลอด เงินค่าหวยให้จวบตามกลับให้เลย   3. เพื่อนร่วมงานมีแต่คนดีๆ เราขอโทษที่ทำรับหนี้แทนเรา ลูกมาปีใหม่จะกลับไปเรียน ม.ข. มีเงิน 8,000 บาท ทอง 1 สลึงไม่รู้อยู่ไหน ลูกเราเรียนเก่งแต่ไม่มีงานทำ หมุนอย่างไรก็ไม่พอ เงินเดือนไม่พอรายจ่าย เพราะเราสร้างเองและรักลูก ลูกเราเรียนดี ไม่เคยทำให้ผิดหวังในการเรียน ให้อี๊ดเป็นธุระงาน”   พ่อตาของนายไชยสานเล่าว่า ลูกเขยและลูกสาว ทำงานเป็นลูกจ้างประจำอยู่ที่ศูนย์หม่อนไหมเขต 4 อำเภอเพ็ญ จ.อุดรธานี ส่วน น.ส.คชาภรณ์ เพิ่งเรียนจบคณะเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วน น.ส.ศศิธร กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลูกเขยเป็นคนดี รักลูกรักเมียมาก ไม่เคยให้ลูกเมียลำบาก ส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ ซึ่งเคยยกมรดกเป็นที่นาให้ แต่ก็นำไปขายส่งลูกเรียน และกู้เงินในระบบประมาณ 2 ล้านมาส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยทั้งสองคน   แต่ถ้าหากดื่มเหล้า นิสัยก็จะเปลี่ยนไป อาจจะวู่วามไม่ยอมใคร แต่เคยมาบ่นให้ฟังว่า มีหนี้สินมากเพราะส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย แต่ลูกจบมายังไม่มีงานทำ ไม่เคยคิดว่าลูกเขยจะคิดสั้นแบบนี้ ถ้ามาปรึกษาพ่อแม่และญาติพี่น้อง ก็จะช่วยเหลือกัน   ส่วนน้องสาวนายไชยสาน ให้การว่า ปัญหาน่าจะมาจากเรื่องเงินไม่มีให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไม่เคยเล่าปัญหาให้ฟัง แต่จะไปยืมเงินตน ไม่นานก็เอาไปคืน แต่ไม่นานก็ไปยืมอีก ตนไม่เคยบอกว่าถ้าขาดเหลืออะไร ก็ให้มาหานะพี่ ส่วนหนี้สินเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้ แต่เห็นเขียนว่ามีหนี้ประมาณ 2 ล้าน แต่ญาติพี่น้องก็ไม่เคยทวง ไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้   ทางด้านนายณฐพล วิถี นายอำเภอเพ็ญ เปิดเผยว่า จากการตรวจที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยาน สรุปได้ว่า เป็นการฆาตกรรมและฆ่าตัวตาย โดยนายไชยสานไปซื้อเหล้าขาวและธูปเทียน ที่ร้านค้าภายในหมู่บ้าน มาดื่มย้อมใจ 2 ขวด ก่อนใช้ท่อนไม้รองเก้าอี้โยก ขนาดเหมาะมือ ทุบศีรษะเมียและลูกนอนจมกองเลือดตายในบ้าน แล้วจัดดอกไม้ธูปเทียนขอขมา แล้วเขียนจดหมายลาตาย ก่อนใช้ผ้าขาวม้าผูกคอที่ขื่อหลังคาหน้าห้องน้ำ   แต่พบว่าหลังคาต่ำผู้ตายรูปร่างสูง จึงย้ายไปผูกที่ต้นมะม่วงหน้าบ้าน เช้าตรู่ มีชาวบ้านขี่ รถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็น จึงไปเรียกญาติผู้ตายมาดู ต่างแปลกใจว่าทำไมลูกเมียไม่ออกมาดู จึงได้เข้าไปเรียกในบ้าน ก็พบลูกเมียถูกทุบหัวนอนจมกองเลือดตายกองกันทั้ง 3 คน ซึ่งมาจากปัญหาหนี้สิน ที่ไปกู้ยืมมาส่งลูกเรียนตามที่เขียนระบายในจดหมาย ซึ่งญาติทั้งสองฝ่ายไม่ได้ติดใจ จึงมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uyFY8mdNE9I

 4,198
อาชญากรรม
06 ม.ค. 63

พ่อคว้าไม้ทุบตีลูกเมียดับ ก่อนผูกคอตายตาม รวม 4 ศพ พบ จม.เล่าปมเครียดหนี้สิน ส่งลูกเรียน ม.ดัง

อุดรธานี-ตำรวจ สภ.เพ็ญ ได้รับแจ้งเหตุ ฆ่ายกครัว 4 ศพ ที่บ้านในหมู่ 1 ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ พบศพนายไชยสาน ซ่อนชัย อายุ 50 ปีเจ้าของบ้าน ใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกคอกับกิ่งมะม่วง เมื่อเดินเข้าบ้าน ในห้องโถงชั้นล่างศพนางวัชราภรณ์ ซ่อนชัย อายุ 50 ปี ภรรยาของนายไชยสาน ใกล้กันนั้นพบศพ น.ส.คชาภรณ์ ซ่อนชัย อายุ 23 ปี และ น.ส.ศศริธร ซ่อนชัย อายุ 19 ปี นอนตายจมกองเลือด นอกจากนี้พบท่อนไม้ยาวประมาณ 50 ซม.วางอยู่ข้างศพ และถาดใส่ดอกไม้ธูปเทียนและขวดน้ำตั้งอยู่ปลายเท้าทั้ง 3 ศพด้วย   จากกการชันสูตรของเจ้าหน้าที่พบว่าทั้ง 3 ศพ ถูกทุบด้วยของแข็งบริเวณศีรษะทำให้มีบาดแผลฉกรรจ์ลึกถึงกะโหลก และนิ้วมือข้างซ้าย แพทย์ระบุทั้งหมดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. และพบจดหมายเขียนด้วยลายมือนายไทยสาน เขียนใส่กระดาษปฎิทินขนาดใหญ่ วางอยู่หน้าห้องน้ำ ใจความว่า...   1.ชีวิตที่ล้มเหลว ผมขอโทษพี่น้องที่ทำลำบากใจมาตลอด เป็นหนี้ทุกคน เพราะผมมันจน เป็นหนี้ทุกคนเพราะรักลูกๆพาตั้งใจเรียน ผมเลยกู้ยืมทุกอย่าง คิดว่ามันจะรอด จบมาได้ทำงานเลยจะมาช่วยน้อง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ รถยนต์ติดไฟแนนซ์ เหลือประมาณ 60,000 บาท (ใบนาเอาไปจำนำไว้อำเภอเพ็ญ ตรงข้ามโลตัส 5,000 บาท ตึกสีชมพูไปติดต่อเขาดู เผื่อเขาให้ไถ่คืนเสียดาย ขอโทษญาติทุกคน เพื่อนทุกคน ที่ตัดสินใจแบบนี้ ลูกกลับปีใหม่ จะกลับไปเรียนไม่มีเงินให้ลูกกลับไปเรียน ขอโทษพ่อตาแม่ยายด้วยที่ต้องจบชีวิตครอบครัวแบบนี้ เพราะไม่มีทางออกจริงๆ   2. ถึงอี๊ดไม่ใช้หนี้ และพี่เพลิน รวมทั้งไปงานปีใหม่ เขาก็มีแต่พูดให้ ขอบคุณน้าอันที่เข้าใจ และให้กำลังใจมาตลอด เงินค่าหวยให้จวบตามกลับให้เลย   3. เพื่อนร่วมงานมีแต่คนดีๆ เราขอโทษที่ทำรับหนี้แทนเรา ลูกมาปีใหม่จะกลับไปเรียน ม.ข. มีเงิน 8,000 บาท ทอง 1 สลึงไม่รู้อยู่ไหน ลูกเราเรียนเก่งแต่ไม่มีงานทำ หมุนอย่างไรก็ไม่พอ เงินเดือนไม่พอรายจ่าย เพราะเราสร้างเองและรักลูก ลูกเราเรียนดี ไม่เคยทำให้ผิดหวังในการเรียน ให้อี๊ดเป็นธุระงาน”   พ่อตาของนายไชยสานเล่าว่า ลูกเขยและลูกสาว ทำงานเป็นลูกจ้างประจำอยู่ที่ศูนย์หม่อนไหมเขต 4 อำเภอเพ็ญ จ.อุดรธานี ส่วน น.ส.คชาภรณ์ เพิ่งเรียนจบคณะเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วน น.ส.ศศิธร กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลูกเขยเป็นคนดี รักลูกรักเมียมาก ไม่เคยให้ลูกเมียลำบาก ส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ ซึ่งเคยยกมรดกเป็นที่นาให้ แต่ก็นำไปขายส่งลูกเรียน และกู้เงินในระบบประมาณ 2 ล้านมาส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยทั้งสองคน   แต่ถ้าหากดื่มเหล้า นิสัยก็จะเปลี่ยนไป อาจจะวู่วามไม่ยอมใคร แต่เคยมาบ่นให้ฟังว่า มีหนี้สินมากเพราะส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย แต่ลูกจบมายังไม่มีงานทำ ไม่เคยคิดว่าลูกเขยจะคิดสั้นแบบนี้ ถ้ามาปรึกษาพ่อแม่และญาติพี่น้อง ก็จะช่วยเหลือกัน   ส่วนน้องสาวนายไชยสาน ให้การว่า ปัญหาน่าจะมาจากเรื่องเงินไม่มีให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไม่เคยเล่าปัญหาให้ฟัง แต่จะไปยืมเงินตน ไม่นานก็เอาไปคืน แต่ไม่นานก็ไปยืมอีก ตนไม่เคยบอกว่าถ้าขาดเหลืออะไร ก็ให้มาหานะพี่ ส่วนหนี้สินเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้ แต่เห็นเขียนว่ามีหนี้ประมาณ 2 ล้าน แต่ญาติพี่น้องก็ไม่เคยทวง ไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้   ทางด้านนายณฐพล วิถี นายอำเภอเพ็ญ เปิดเผยว่า จากการตรวจที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยาน สรุปได้ว่า เป็นการฆาตกรรมและฆ่าตัวตาย โดยนายไชยสานไปซื้อเหล้าขาวและธูปเทียน ที่ร้านค้าภายในหมู่บ้าน มาดื่มย้อมใจ 2 ขวด ก่อนใช้ท่อนไม้รองเก้าอี้โยก ขนาดเหมาะมือ ทุบศีรษะเมียและลูกนอนจมกองเลือดตายในบ้าน แล้วจัดดอกไม้ธูปเทียนขอขมา แล้วเขียนจดหมายลาตาย ก่อนใช้ผ้าขาวม้าผูกคอที่ขื่อหลังคาหน้าห้องน้ำ   แต่พบว่าหลังคาต่ำผู้ตายรูปร่างสูง จึงย้ายไปผูกที่ต้นมะม่วงหน้าบ้าน เช้าตรู่ มีชาวบ้านขี่ รถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็น จึงไปเรียกญาติผู้ตายมาดู ต่างแปลกใจว่าทำไมลูกเมียไม่ออกมาดู จึงได้เข้าไปเรียกในบ้าน ก็พบลูกเมียถูกทุบหัวนอนจมกองเลือดตายกองกันทั้ง 3 คน ซึ่งมาจากปัญหาหนี้สิน ที่ไปกู้ยืมมาส่งลูกเรียนตามที่เขียนระบายในจดหมาย ซึ่งญาติทั้งสองฝ่ายไม่ได้ติดใจ จึงมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uyFY8mdNE9I

 4,198
อาชญากรรม
05 ม.ค. 63

สู้ไม่ไหวหนี้ท่วม สามีควงไม้ฟาดภรรยาและลูกดับยกครัว ก่อนแขวนคอลาโลก

จ.อุดรธานี มีเรื่องราวสุดเศร้า สู้ต่อไปไม่ไหวหนี้สินเยอะก่อเหตุทุบหัวเมียและลูกก่อนผูกคอตัวเองตายรวม 4 ศพ โดยวันนี้ (5 ม.ค.62) เวลา 07.59 น.ร.ต.อ.อดุล ขาวขำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุ ฆ่ายกครัว 4 ศพ ที่บ้านเลขที่ 260 หมู่ 1 ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ศักดา เหมือนโพธิ์ รอง ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.ชลิต ศรีหานู ผกก.สภ.เพ็ญ พ.ต.อ.บรรจบ ศรีหานาวี ผกก.สอบสวน ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.ท.วัชราภรณ์ วายโศกา สว.พิสูจน์หลักฐานอุดรธานี นายณฐพล วิถี นายอำเภอเพ็ญ แพทย์เวร รพ.เพ็ญ อาสากู้ภัยสว่างเมธาธรรม รุดไปตรวจสอบ   เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งไม้ครึ่งปูน มีชาวบ้านจำนวนมากมุงดู ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ใต้ต้นมะม่วงติดรั้วหน้าบ้าน พบศพนายไทยสาน ซ่อนชัย อายุ 50 ปีเจ้าของบ้าน ใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกคอกับกิ่งมะม่วง สภาพศพสวมเสื้อยืดคอโปโลลายขาวดำ กางเกงขาสั้น เมื่อเดินเข้าประตูหลังบ้าน ซึ่งเป็นครัว พบหยดเลือดเป็นทางยาว ในห้องโถงชั้นล่างศพนางวัชราภรณ์ ซ่อนชัย อายุ 50 ปีภรรยาของนายไทยสาน ใกล้กันนั้นพบศพ น.ส.คชาภรณ์ ซ่อนชัย อายุ 23 ปี และ น.ส.ศศริธร ซ่อนชัย อายุ 19 ปี นอนตายจมกองเลือด พบท่อนไม้ยาวประมาณ 50 ซม.วางอยู่ข้างศพ และถาดใส่ดอกไม้ธูปเทียนและขวดน้ำตั้งอยู่ปลายเท้าทั้ง 3 ศพด้วย   จากกการชันสูตรของเจ้าหน้าที่พบว่าทั้ง 3 ศพ ถูกทุบด้วยของแข็งบริเวณศีรษะทำให้มีบาดแผลฉกรรจ์ลึกถึงกะโหลก และนิ้วมือข้างซ้ายศพ น.ส.คชาภรณ์ แตกและหัก จากการชันสูตรไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย แพทย์ระบุทั้งหมดเสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. นอกจากนี้ยังพบผ้าขาวม้าผูกกับขื่อหลังคาหน้าห้องน้ำ ชั้นวางรองเท้ากระจัดกระจาย และพบจดหมายเขียนด้วยลายมือนายไทยสาน เขียนใส่กระดาษปฎิทินขนาดใหญ่ วางอยู่หน้าห้องน้ำ ใจความว่า   1 ชีวิตที่ล้มเหลว ผมขอโทษพี่น้องที่ทำลำบากใจมาตลอด เป็นหนี้ทุกคน เพราะผมมันจน เป็นหนี้ทุกคนเพราะรักลูกๆพาตั้งใจเรียน ผมเลยกู้ยืมทุกอย่าง คิดว่ามันจะรอด จบมาได้ทำงานเลยจะมาช่วยน้อง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ รถยนต์ติดไฟแนนซ์ เหลือประมาณ 60000 บาท (ใบนาเอาไปจำนำไว้อำเภอเพ็ญ ตรงข้ามโลตัส 5000 บาท ตึกสีชมพูไปติดต่อเขาดู เผื่อเขาให้ไถ่คืนเสียดาย ขอโทษญาติทุกคน เพื่อนทุกคน ที่ตัดสินใจแบบนี้ ลูกกลับปีใหม่ จะกลับไปเรียนไม่มีเงินให้ลูกกลับไปเรียน ขอโทษพ่อตาแม่ยายด้วยที่ต้องจบชีวิตครอบครัวแบบนี้ เพราะไม่มีทางออกจริงๆ 2. ถึงอี๊ดไม่ใช้หนี้ และพี่เพลิน รวมทั้งไปงานปีใหม่ เขาก็มีแต่พูดให้กำลังใจ ขอบคุณน้าอันที่เข้าใจ และให้กำลังใจมาตลอด เงินค่าหวยให้จวบตามกลับให้เลย 3. เพื่อนร่วมงานมีแต่คนดีๆ เราขอโทษที่ทำรับหนี้แทนเรา ลูกมาปีใหม่จะกลับไปเรียน ม.ข. มีเงิน 8000 บาท ทอง 1 สลึงไม่รู้อยู่ไหน ลูกเราเรียนเก่งแต่ไม่มีงานทำ หมุนอย่างไรก็ไม่พอ เงินเดือนไม่พอรายจ่าย เพราะเราสร้างเองและรักลูก ลูกเราเรียนดี ไม่เคยทำให้ผิดหวังในการเรียน ให้อี๊ดเป็นธุระงาน”   เจ้าหน้าที่ตร.ได้สอบสวนนายบุญจันทร์ แสนเหมทอง อายุ 76 ปี พ่อตา ให้การว่า นายไทยสาน และนางวัชราภรณ์ ลูกเขยและลูกสาว ทำงานเป็นลูกจ้างประจำอยู่ที่ศูนย์หม่อนไหมเขต 4 อำเภอเพ็ญ จ.อุดรธานี ส่วน น.ส.คชาภรณ์ พึ่งเรียนจบคณะเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วน น.ส.ศศิธร กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลูกเขยเป็นคนดี รักลูกรักเมียมาก ไม่เคยให้ลูกเมียลำบาก ส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ ซึ่งเคยยกมรดกเป็นที่นาให้ แต่ก็นำไปขายส่งลูกเรียน และกู้เงินในระบบประมาณ 2 ล้านมาส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยทั้งสองคน แต่ถ้าหากดื่มเหล้า นิสัยก็จะเปลี่ยนไป อาจจะวู่วามไม่ยอมใคร แต่เคยมาบ่นให้ฟังว่า มีหนี้สินมากเพราะส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย แต่ลูกจบมายังไม่มีงานทำ ไม่เคยคิดว่าลูกเขยจะคิดสั้นแบบนี้ ถ้ามาปรึกษาพ่อแม่และญาติพี่น้อง ก็จะช่วยเหลือกัน     ส่วนนางรุ่งการ ขารบ อายุ 45 ปี น้องสาวนายไทยสวน ให้การว่า ปัญหาน่าจะมาจากเรื่องเงินไม่ให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไม่เคยเล่าปัญหาให้ฟัง แต่จะไปยืมเงินตน ไม่นานก็เอาไปคืน แต่ไม่นานก็ไปยืมอีก ตนไม่เคยบอกว่าถ้าขาดเหลืออะไร ก็ให้มาหานะพี่ ส่วนหนี้สินเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้ แต่เห็นเขียนว่ามีหนี้ประมาณ 2 ล้าน แต่ญาติพี่น้องก็ไม่เคยทวง แต่ก็ไม่เคยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ไม่เคยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้     ทางด้านนายณฐพล วิถี นายอำเภอเพ็ญ เปิดเผยว่า จากการตรวจที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยาน สรุปได้ว่า เป็นการฆาตกรรมและฆ่าตัวตาย โดยเมื่อเวลา 21.00 น เมื่อคืนนี้ นายไทยสวน หัวหน้าครอบครัว ไปซื้อเหล้าขาวและธูปเทียน ที่ร้านค้าภายในหมู่บ้าน มาดื่มย้อมใจ 2 ขวด ก่อนใช้ท่อนไม้รองเก้าอี้โยก ขนาดเหมาะมือ ทุบศีรษะเมียและลูกนอนจมกองเลือดตายในบ้าน แล้วจัดขันและดอกไม้ธูปเทียนขอขมา แล้วเขียนจดหมายลาตาย ก่อนใช้ผ้าขาวม้าผูกคอที่ขื่อหลังคาหน้าห้องน้ำ แต่พบว่าหลังคาต่ำผู้ตายรูปร่างสูง จึงย้ายไปผูกที่ต้นมะม่วงหน้าบ้าน เช้าตรู่ มีชาวบ้านขี่ รถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็น จึงไปเรียกญาติผู้ตายมาดู ต่างแปลกใจว่าทำไมลูกเมียไม่ออกมาดู จึงได้เข้าไปเรียกในบ้าน ก็พบลูกเมียถูกทุบหัวนอนจมกองเลือดตายกองกันทั้ง 3 คน ซึ่งมาจากปัญหาหนี้สิน ที่ไปกู้ยืมมาส่งลูกเรียนตามที่เขียนระบายในจดหมาย ซึ่งญาติทั้งสองฝ่ายไม่ได้ติดใจ จึงมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประพณี ต่อไป   ชมผ่านยูทูป : https://youtu.be/XHbATwIuEKg

 12,750
สังคม-อาชญากรรม
05 ม.ค. 63

เซลล์สาวท้อง 7 เดือน กินยานอนหลับ-ขังตัวในรถ หวังฆ่าตัวตาย เหตุพิษเศรษฐกิจ

บุรีรัมย์-สาวท้อง 7 เดือน กินยานอนหลับ ดับเครื่องล็อคประตูรถเก๋งจอดใต้ร่มไม้หน้าบ้าน หวังฆ่าตัวตาย ญาติมาเจอแจ้งตำรวจ หามร่างส่งโรงพยาบาลช่วยทัน พบเป็นเซลล์ขายรถยนต์ ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายตก แฟนบอกเลิก   วันที่ 4 ม.ค.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สตึก ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีผู้หญิงท้องแก่ขังตัวเองอยู่ภายในรถ ขอให้ตำรวจเข้าไปช่วยเหลือ   เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถยี่ห้อซูซูกิ รุ่นเซียส สีขาว จอดอยู่ใต้ต้นมะขาม บริเวณปากทางเข้าบ้านของตัวเอง ตรวจสอบรถล็อคประตูไว้ ไม่ติดเครื่อง ภายในรถฝั่งคนขับพบหญิงท้องแก่สภาพหมดสติในลักษณะปรับเบาะเอนลง ทราบชื่อ น.ส.จารุวรรณ ตระกุลรัมย์ อายุ 24 ปี   ตำรวจตัดสินใจทุบกระจกข้างรถ แล้วดึงล็อคออก พบว่า น.ส.จารุวรรณ ไม่ได้สติแล้ว จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสตึก แพทย์ได้ทำการช่วยเหลือจนสามารถฟื้นสติขึ้นมาได้ ส่วนลูกในท้องแพทย์จะต้องประเมินอาการอีกครั้ง   สอบถาม น้องชาย เล่าว่า พี่สาวทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้พี่สาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้โทรมาบอกว่าให้ตามหาพี่สาวด้วย เพราะเกรงว่าจะทำร้ายตัวเอง ตนจึงเดินดูเห็นรถพี่สาวที่จอดอยู่ใต้ร่มไม้ แต่ไม่ได้ติดเครื่อง   ไปดูพบว่าพี่สาวนอนหมดสติอยู่ในรถ จึงรีบโทรแจ้งตำรวจให้มาช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุตนคาดว่า พี่สาวมีเรื่องคิดมากหลายเรื่อง เท่า ที่ทราบพี่สาวไม่มีเงินจ่ายค่างวดรถ และไม่มีเงินไปฝากท้องที่ใกล้จะคลอด เนื่องจากช่วงหลังพี่สาวขายรถไม่ได้ยอด ทำให้ไม่มีเงิน   ด้าน แม่นางสาวจารุวรรณ เล่าว่า ลูกสาวได้อยู่กินกับแฟนหนุ่ม มา 2 ปี กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ต่อมาแฟนหนุ่มบอกเลิก ตั้งแต่ตั้งท้องได้ 1 เดือน ทำให้ลูกสาวเครียดมาก เคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยกินยานอนหลับไปประมาณ 100 เม็ด แต่เพื่อนบ้านนำส่ง รพ.บุรีรัมย์ ล้างท้องช่วยชีวิตไว้ทัน ที่ผ่านมาลูกสาวมักบ่นให้ฟังเสมอ มีหนี้ติดค่างวดรถยนต์ ยังไม่มีเงินจ่ายมา 2 งวดติดกัน   ประกอบกับแฟนหนุ่มไม่รับผิดช่วยเหลือเรื่องเงินทอง เมื่อเวลาเที่ยงของวันนี้ ลูกสาวบอกตนว่าจะขับรถยนต์ไปซื้อของที่ตลาด แต่กลับมาที่บ้านเห็นจอดไว้ใต้ร่มไม้ ทุกคนคิดว่าลงจากรถเข้าไปในบ้านแล้ว เวลานานผิดสังเกตก็ไม่เห็นลูกสาว จึงเดินมาดูที่จอดรถปรากฏว่า เห็นนั่งบนเบาะคนขับแต่เรียกไม่ได้สติแล้ว         ชมผ่านยูทูปที่นี่ :  https://youtu.be/qKBDePBYvOo

 10,127
สังคม
05 ม.ค. 63

เซลล์สาวท้อง 7 เดือน กินยานอนหลับ-ขังตัวในรถ หวังฆ่าตัวตาย เหตุพิษเศรษฐกิจ

บุรีรัมย์-สาวท้อง 7 เดือน กินยานอนหลับ ดับเครื่องล็อคประตูรถเก๋งจอดใต้ร่มไม้หน้าบ้าน หวังฆ่าตัวตาย ญาติมาเจอแจ้งตำรวจ หามร่างส่งโรงพยาบาลช่วยทัน พบเป็นเซลล์ขายรถยนต์ ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายตก แฟนบอกเลิก   วันที่ 4 ม.ค.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สตึก ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่ามีผู้หญิงท้องแก่ขังตัวเองอยู่ภายในรถ ขอให้ตำรวจเข้าไปช่วยเหลือ   เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถยี่ห้อซูซูกิ รุ่นเซียส สีขาว จอดอยู่ใต้ต้นมะขาม บริเวณปากทางเข้าบ้านของตัวเอง ตรวจสอบรถล็อคประตูไว้ ไม่ติดเครื่อง ภายในรถฝั่งคนขับพบหญิงท้องแก่สภาพหมดสติในลักษณะปรับเบาะเอนลง ทราบชื่อ น.ส.จารุวรรณ ตระกุลรัมย์ อายุ 24 ปี   ตำรวจตัดสินใจทุบกระจกข้างรถ แล้วดึงล็อคออก พบว่า น.ส.จารุวรรณ ไม่ได้สติแล้ว จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสตึก แพทย์ได้ทำการช่วยเหลือจนสามารถฟื้นสติขึ้นมาได้ ส่วนลูกในท้องแพทย์จะต้องประเมินอาการอีกครั้ง   สอบถาม น้องชาย เล่าว่า พี่สาวทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้พี่สาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้โทรมาบอกว่าให้ตามหาพี่สาวด้วย เพราะเกรงว่าจะทำร้ายตัวเอง ตนจึงเดินดูเห็นรถพี่สาวที่จอดอยู่ใต้ร่มไม้ แต่ไม่ได้ติดเครื่อง   ไปดูพบว่าพี่สาวนอนหมดสติอยู่ในรถ จึงรีบโทรแจ้งตำรวจให้มาช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุตนคาดว่า พี่สาวมีเรื่องคิดมากหลายเรื่อง เท่า ที่ทราบพี่สาวไม่มีเงินจ่ายค่างวดรถ และไม่มีเงินไปฝากท้องที่ใกล้จะคลอด เนื่องจากช่วงหลังพี่สาวขายรถไม่ได้ยอด ทำให้ไม่มีเงิน   ด้าน แม่นางสาวจารุวรรณ เล่าว่า ลูกสาวได้อยู่กินกับแฟนหนุ่ม มา 2 ปี กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ต่อมาแฟนหนุ่มบอกเลิก ตั้งแต่ตั้งท้องได้ 1 เดือน ทำให้ลูกสาวเครียดมาก เคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยกินยานอนหลับไปประมาณ 100 เม็ด แต่เพื่อนบ้านนำส่ง รพ.บุรีรัมย์ ล้างท้องช่วยชีวิตไว้ทัน ที่ผ่านมาลูกสาวมักบ่นให้ฟังเสมอ มีหนี้ติดค่างวดรถยนต์ ยังไม่มีเงินจ่ายมา 2 งวดติดกัน   ประกอบกับแฟนหนุ่มไม่รับผิดช่วยเหลือเรื่องเงินทอง เมื่อเวลาเที่ยงของวันนี้ ลูกสาวบอกตนว่าจะขับรถยนต์ไปซื้อของที่ตลาด แต่กลับมาที่บ้านเห็นจอดไว้ใต้ร่มไม้ ทุกคนคิดว่าลงจากรถเข้าไปในบ้านแล้ว เวลานานผิดสังเกตก็ไม่เห็นลูกสาว จึงเดินมาดูที่จอดรถปรากฏว่า เห็นนั่งบนเบาะคนขับแต่เรียกไม่ได้สติแล้ว         ชมผ่านยูทูปที่นี่ :  https://youtu.be/qKBDePBYvOo

 10,127
สังคม
05 ม.ค. 63

พิษเศรษฐกิจ! เซลล์สาวท้องแก่กรอกยานอนหลับ ขังตัวหมกเก๋งหวังลาโลก

วันที่ 4 ม.ค.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ว่า มีผู้หญิงท้องแก่ขังตัวเองอยู่ภายในรถ ขอให้ตำรวจเข้าไปช่วยเหลือ   เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง ที่หมู่ที่ 6 บ้านคูขาด อ.สตึก พบรถยี่ห้อซูซูกิ รุ่นเซียส สีขาว จอดอยู่ใต้ต้นมะขามบริเวณปากทางเข้าบ้านของตัวเอง   ตรวจสอบรถล็อกประตูไว้แต่ไม่ติดเครื่อง ภายในรถฝั่งคนขับพบหญิงท้องแก่สวมชุดพนักงานขายรถของบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ สภาพหมดสติอยู่ในรถในลักษณะปรับเบาะเอนลง ทราบชื่อ น.ส.จารุวรรณ ตระกุลรัมย์ อายุ 24 ปี   ตำรวจจึงตัดสินใจทุบกระจกข้างรถ แล้วดึงล็อกออก พบว่า น.ส.จารุวรรณ ไม่ได้สติแล้ว จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสตึก แพทย์ได้ทำการช่วยเหลือจนสามารถฟื้นสติขึ้นมาได้ ส่วนลูกในท้องแพทย์จะต้องประเมินอาการอีกครั้ง   สอบถาม น้องชาย อายุ 18 ปี เล่าว่า พี่สาวทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้พี่สาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้โทรมาบอกว่าให้ตามหาพี่สาวด้วย เพราะเกรงว่าจะทำร้ายตัวเอง ตนจึงเดินดูเห็นรถพี่สาวที่จอดอยู่ใต้ร่มไม้ แต่ไม่ได้ติดเครื่อง   จึงไปดูพบว่าพี่สาวนอนหมดสติอยู่ในรถ จึงรีบโทรแจ้งตำรวจ ให้มาช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุตนคาดว่า พี่สาวมีเรื่องคิดมากหลายเรื่อง เท่าที่ทราบพี่สาวไม่มีเงินจ่ายค่างวดรถ และไม่มีเงินไปฝากท้องที่ใกล้จะคลอด เนื่องจากช่วงหลังพี่สาวขายรถไม่ได้ยอด ทำให้ไม่มีเงิน   ด้าน นางพุฒิ สถานสุข อายุ 44 ปี แม่นางสาวจารุวรรณ เล่าว่า ลูกสาวได้อยู่กินกับแฟนหนุ่มเป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ มา 2 ปี กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ต่อมาแฟนหนุ่มบอกเลิก ตั้งแต่ตั้งท้องได้ 1 เดือน ทำให้ลูกสาวเครียดมาก   เคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้วครึ่งหนึ่ง โดยกินยานอนหลับไปประมาณ 100 เม็ด แต่เพื่อนบ้านนำส่ง รพ.บุรีรัมย์ ล้างท้องช่วยชีวิตไว้ทัน ที่ผ่านมาลูกสาวมักบ่นให้ฟังเสมอ มีหนี้ติดค่างวดรถยนต์ ยังไม่มีเงินจ่ายมา 2 งวดติดกัน   ประกอบกับแฟนหนุ่มไม่รับผิดช่วยเหลือเรื่องเงินทอง เมื่อเวลาเที่ยงของวันนี้ ลูกสาวบอกตนว่าจะขับรถยนต์ไปซื้อของที่ตลาด แต่กลับมาที่บ้านเห็นจอดไว้ ใต้ร่มไม้ทุกคนคิดว่าลงจากรถเข้าไปในบ้านแล้ว เวลานานผิดสังเกตก็ไม่เห็นลูกสาว จึงเดินมาดูที่จอดรถปรากฏว่า เห็นนั่งบนเบาะคนขับแต่เรียกไม่ได้สติแล้ว         ชมผ่านยูทูปที่นี่ : https://youtu.be/qOElvc4ay9o    

 51,799
ข่าวภูมิภาค
03 ม.ค. 63

เสี่ยรับซื้อกุ้งแม่น้ำ เครียดพิษเศรษฐกิจ ผูกคอตายลาโลก ทิ้ง จม.เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์

เรื่องเศร้ารับต้นปี เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจที่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจที่ต้องปิดตัวลง และรายล่าสุดเป็นนายฉลองชัย น้าสกุล อายุ 54 ปี เจ้าของธุรกิจรับซื้อขายกุ้งแม่น้ำที่ จ.สมุทรสงคราม เครียดจัด ผูกคอเสียชีวิตใต้ต้นขนุน ใช้เชือกไนลอนสีแดงกับกิ่งต้นขนุนสูงจากพื้นประมาณ 3 เมตร ในกระเป๋าเสื้อพบกระดาษสมุดฉีกเขียนข้อความว่า   "ธุรกิจค้ากุ้งล้มเพราะพิษเศรษฐกิจ หมดเงินก็หมดศักดิ์ศรี เราเป็นหนี้ไม่มีปัญญาใช้เขา เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์ (แม่จ๋าพ่อลาก่อน)"   ญาติผู้เสียชีวิตเล่าว่า ผู้ตายนั้นเครียด เรื่องหาเงินจ่ายค่างวดรถไม่ทัน ค้างค่างวดรถยนต์มา 3 งวดแล้ว ในอดีตผู้ตายเคยทำธุรกิจ รับซื้อกุ้งแม่น้ำไปขายต่อ ซึ่งช่วง2-3ปีที่ผ่านมารายได้ดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้มีเงินใช้เงินเก็บ จะซื้อสิ่งของอะไรในบ้านก็ซื้อเงินสด มีฐานะในระดับหนึ่ง แต่มาช่วงปี 62 ธุรกิจแย่ ซื้อขายกุ้งแม่น้ำไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนั้นรถยนต์คันเก่าที่ผ่อนมาเกือบหมดค่างวดแล้วก็ถูกยึด เพราะไม่มีเงินจ่าย   จากนั้นเพื่อนผู้ตายได้ช่วยกันดาวน์รถกระบะมือสองให้ผู้ตายไว้ทำมาหากิน  ผู้ตายก็เปลี่ยนมาทำอาชีพขายหอยตามตลาดนัด โดยรับหอยสดไปขายเป็นกิโล แต่รายได้ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งช่วงปีใหม่ ผู้ตายก็บ่นว่าอยากตาย ไม่มีเงินใช้หนี้ค่างวดรถ ซึ่งปกติผู้ตายเป็นคนขยัน ประหยัด อดออม แต่ต้องมาเจอกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่แย่ และหาทางออกไม่ได้ จึงคิดสั้น   ขณะที่นางสาวสมปอง พวงเขียว อายุ 45 ปี ภรรยาผู้ตายเล่าว่าตนอยู่กินกับผู้ตายมากว่า 10 ปีกับผู้ตาย มีลูกชายด้วยกัน 1 สามีตนเป็นคนดี ดูแลครอบครัวดีมาตลอด แต่ระยะหลัง เพราะพิษเศรษฐกิจรับซื้อขายกุ้งแม่น้ำมีปัญหา เพราะมีคนทำธุรกิจนี้มากขึ้นและมีการกดราคากัน จากเดิมที่เคยรับซื้อโลละ 800 บาท แต่ต้องเอาไปขายบเพียงโลละ 500 บาท เพราะถูกตัดราคาและร้านอาหารที่สั่งซื้อก็มียอดน้อยลง ด้วยความที่กุ้งเป็นของสด หากเก็บไว้ก็มีแต่เน่าเสีย จึงต้องยอมขายขาดทุน และเป็นปัญหานี้สะสมมาเรื่อย จนเลิกทำธุรกิจนี้   ต่อมาหันมารับหอยไปขายตามตลาดนัด ซึ่งก็ไม่พอกิน เพราะราคาหอยที่รับมาสูงขึ้นก็ต้องปรับราคาไป แต่พอเอาไปขายคนซื้อน้อยลง ทำให้รายได้ในครอบครัวไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงต้องค่าจ่ายค่างวดรถกระบะ ที่ต้องผ่อนเดือนละ 6,000 บาท 3งวด โดยเพื่อนของสามีเป็นคนดาวน์รถคันนี้ให้ แต่ยังไม่มีเงินจ่ายค่างวดแม้แต่งวดเดียว สามีจึงเครียด และเป็นคนเก็บกด ที่ผ่านมาบ่นว่าอยากตายมาเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ไม่คิดจะมาเกิดเหตุแบบนี้ ส่วนจดหมายที่สามีเขียนนั้น ก็เป็นการระบายสิ่งที่สามีอัดอั้นในใจ    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าอยากฝากอะไรถึงปัญหาเศรษฐกิจ ที่หลายๆผู้ประกอบการต้องเจอกับภาวะขาดทุนและปิดตัวลง นางสมปองตอบว่า พูดไม่ออก และคิดว่าคนทำธุรกิจทุกคนก็รับรู้ว่าปัญหา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yBBBevjzus0

 18,402
อาชญากรรม
03 ม.ค. 63

เสี่ยรับซื้อกุ้งแม่น้ำ เครียดพิษเศรษฐกิจ ผูกคอตายลาโลก ทิ้ง จม.เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์

เรื่องเศร้ารับต้นปี เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจที่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจที่ต้องปิดตัวลง และรายล่าสุดเป็นนายฉลองชัย น้าสกุล อายุ 54 ปี เจ้าของธุรกิจรับซื้อขายกุ้งแม่น้ำที่ จ.สมุทรสงคราม เครียดจัด ผูกคอเสียชีวิตใต้ต้นขนุน ใช้เชือกไนลอนสีแดงกับกิ่งต้นขนุนสูงจากพื้นประมาณ 3 เมตร ในกระเป๋าเสื้อพบกระดาษสมุดฉีกเขียนข้อความว่า   "ธุรกิจค้ากุ้งล้มเพราะพิษเศรษฐกิจ หมดเงินก็หมดศักดิ์ศรี เราเป็นหนี้ไม่มีปัญญาใช้เขา เสียชีพดีกว่าเสียสัตย์ (แม่จ๋าพ่อลาก่อน)"   ญาติผู้เสียชีวิตเล่าว่า ผู้ตายนั้นเครียด เรื่องหาเงินจ่ายค่างวดรถไม่ทัน ค้างค่างวดรถยนต์มา 3 งวดแล้ว ในอดีตผู้ตายเคยทำธุรกิจ รับซื้อกุ้งแม่น้ำไปขายต่อ ซึ่งช่วง2-3ปีที่ผ่านมารายได้ดี สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้มีเงินใช้เงินเก็บ จะซื้อสิ่งของอะไรในบ้านก็ซื้อเงินสด มีฐานะในระดับหนึ่ง แต่มาช่วงปี 62 ธุรกิจแย่ ซื้อขายกุ้งแม่น้ำไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนั้นรถยนต์คันเก่าที่ผ่อนมาเกือบหมดค่างวดแล้วก็ถูกยึด เพราะไม่มีเงินจ่าย   จากนั้นเพื่อนผู้ตายได้ช่วยกันดาวน์รถกระบะมือสองให้ผู้ตายไว้ทำมาหากิน  ผู้ตายก็เปลี่ยนมาทำอาชีพขายหอยตามตลาดนัด โดยรับหอยสดไปขายเป็นกิโล แต่รายได้ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งช่วงปีใหม่ ผู้ตายก็บ่นว่าอยากตาย ไม่มีเงินใช้หนี้ค่างวดรถ ซึ่งปกติผู้ตายเป็นคนขยัน ประหยัด อดออม แต่ต้องมาเจอกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่แย่ และหาทางออกไม่ได้ จึงคิดสั้น   ขณะที่นางสาวสมปอง พวงเขียว อายุ 45 ปี ภรรยาผู้ตายเล่าว่าตนอยู่กินกับผู้ตายมากว่า 10 ปีกับผู้ตาย มีลูกชายด้วยกัน 1 สามีตนเป็นคนดี ดูแลครอบครัวดีมาตลอด แต่ระยะหลัง เพราะพิษเศรษฐกิจรับซื้อขายกุ้งแม่น้ำมีปัญหา เพราะมีคนทำธุรกิจนี้มากขึ้นและมีการกดราคากัน จากเดิมที่เคยรับซื้อโลละ 800 บาท แต่ต้องเอาไปขายบเพียงโลละ 500 บาท เพราะถูกตัดราคาและร้านอาหารที่สั่งซื้อก็มียอดน้อยลง ด้วยความที่กุ้งเป็นของสด หากเก็บไว้ก็มีแต่เน่าเสีย จึงต้องยอมขายขาดทุน และเป็นปัญหานี้สะสมมาเรื่อย จนเลิกทำธุรกิจนี้   ต่อมาหันมารับหอยไปขายตามตลาดนัด ซึ่งก็ไม่พอกิน เพราะราคาหอยที่รับมาสูงขึ้นก็ต้องปรับราคาไป แต่พอเอาไปขายคนซื้อน้อยลง ทำให้รายได้ในครอบครัวไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงต้องค่าจ่ายค่างวดรถกระบะ ที่ต้องผ่อนเดือนละ 6,000 บาท 3งวด โดยเพื่อนของสามีเป็นคนดาวน์รถคันนี้ให้ แต่ยังไม่มีเงินจ่ายค่างวดแม้แต่งวดเดียว สามีจึงเครียด และเป็นคนเก็บกด ที่ผ่านมาบ่นว่าอยากตายมาเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ไม่คิดจะมาเกิดเหตุแบบนี้ ส่วนจดหมายที่สามีเขียนนั้น ก็เป็นการระบายสิ่งที่สามีอัดอั้นในใจ    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าอยากฝากอะไรถึงปัญหาเศรษฐกิจ ที่หลายๆผู้ประกอบการต้องเจอกับภาวะขาดทุนและปิดตัวลง นางสมปองตอบว่า พูดไม่ออก และคิดว่าคนทำธุรกิจทุกคนก็รับรู้ว่าปัญหา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yBBBevjzus0

 18,402
สังคม-อาชญากรรม
03 ม.ค. 63

ยายวัย 70 ป่วยซึมเศร้า ฆ่าน้องสาวอายุ 68 ป่วยอัลไซเมอร์ ก่อนผูกคอตัวเองตาย แต่สุดท้ายน้องสาวรอด

ขอนแก่น-พบศพนางสาวนิตยา อายุ 70 ปี ใช้ผ้าขาวม้าและสายไฟ ผูกคอตัวเองกับวงกบประตูห้องน้ำ ในสภาพนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้าสีฟ้า เสียชีวิตมาประมาณ 3 ชม. ในบ้านพักที่ อ.เมืองขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบนางสาวกฤษณา อายุ 68 ปี น้องสาวผู้ตาย ได้รับบาดเจ็บ มีร่องรอยถูกทำร้ายที่ลำคอ จนมีรอยเขียวช้ำ เลือดออกหูทั้งสองข้าง ตาข้างขวาถลน มีหมอนสีขาววางอยู่บนอก และมีเชือกสีขาวคล้องที่แขนแล้วมัดติดกับที่จับของเก้าอี้นอน   ส่วนสภาพในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ มีเพียงจดหมายลาตาย 2 ฉบับ ฉบับแรกเขียนข้อความสั้นๆ ว่า “ป้อมพี่ขอโทษแทนไอ้_าติชั่วนั้นด้วย พี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ให้อภัยพี่ด้วย เอาเงินทำบุญพี่ด้วย 2 คน”   ส่วนฉบับที่ 2 เขียนยาว 1 หน้ากระดาษ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2562 ข้อความว่า ป้ายังมีสติดีอยู่ ป้ากินยาตัวไหนก็แพ้หมด ไม่ใช่ป้าไม่อยากหาย แต่มันแพ้จริงๆ ถ้าป้าเป็นอะไรไป ป้าขอโทษพี่น้อง หลานๆ ทุกคน โดยเฉพาะป้อม จิ๋ว ก๊อฟ ชาตินี้ป้าเกิดมามีบาปกรรมหนัก ป้าเอาแม่แป๋วไปด้วย มันเป็นกรรมผูกพัน ต่อไปอีกทุกชาติ ป้ามีทางเลือก อยู่ตอนเป็นก็ตกนรกทั้งเป็น ตายไปก็ตกนรกอเวจีที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ป้าขอให้น้องๆ หลานๆทุกคนอภัยอโหสิกรรมให้ป้าด้วย ร่างกายป้ามันเสียหายหมดทั้งตัว เจ็บปวดตั้งแต่ข้อเท้า กระดูกหลัง อยู่ต่อไปป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียงทั้งสองคน   การฆ่าตัวตายมันเป็นบาปมาก ป้าไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายสักที แต่ทีนั้นไม่มีทางออกจริงๆ ก๊อฟเรื่องรถถ้าสงสารป้า ก๊อฟรู้มั้ยน้าป้อมมาอยู่ดูแลป้ากับแม่ มันเหนื่อยแค่ไหน เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เหมือนเราไม่รู้จักบุญคุณคน มันซื้อเป็นเงินไม่ได้ อย่าให้มันผิดแบบป้าเลย อย่าให้เสียความรู้สึก แม่เอาเงินน้าป้อม คืนไม่หมดเป็นแสนๆ น้าป้อมก็ไม่ว่าอะไร พูดไปก็ไม่มีจะให้ น้าป้อมยังรู้บุคุณแม่ และป้าขออย่าให้ละเลาะกันเลยป้าจะได้ตายตาหลับ ลาก่อน”   ด้านน้องชายของคนตายและคนเจ็บ กล่าวว่า นางสาวนิตยาเป็นพี่สาวคนโต ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาหลายปีแล้ว กินยารักษาตัวมาโดยตลอด แต่ไม่ดีขึ้น ส่วนนางสาวกฤษณา เป็นพี่สาวคนรอง ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มานานแล้วเช่นกัน   ตนอาศัยอยู่ในบ้านเช่ากับพี่สาวทั้งสองคน และดูแลพี่สาวทั้งสองคนมานานแล้ว เพราะทั้งสองคนเป็นคนป่วย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยปัญหาอะไร พูดคุยกันรู้เรื่อง แต่ก่อนจะเกิดเหตุนั้น ช่วงบ่ายสามโมงเย็น ตนทะเลาะกับพี่สาวคนโตในเรื่องปัญหาของครอบครัว จึงเดินออกจากบ้านไป ในบ้านจึงมีเพียงพี่สาวอยู่กันสองคน   พอมืดค่ำจึงกลับมาที่บ้านเพื่อหาอาหารเย็นให้พี่สาว ปรากฏว่าในบ้านปิดไฟมืดสนิท จึงรีบเปิดประตูบ้านเข้าไป เปิดไฟดูก็เห็นพี่สาวคนรองนอนหมดสติที่เก้าอี้นอน ส่วนพี่สาวคนโตผูกคอที่ประตูห้องน้ำ จึงรีบโทรแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัย ให้มาช่วยเหลือพี่สาวทั้งสองคน แต่พี่สาวคนโตตายแล้ว ส่วนพี่สาวคนรองอาการสาหัส   ตร.ระบุ จากการสอบถามเพื่อนบ้านใกล้เคียง ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องหรือเสียงทะเลาะกันออกมาจากห้องเช่าที่เกิดเหตุ และจากการดูในห้องพักและจดหมายลาตายของผู้ตายแล้ว น่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และสภาพจิตใจที่ไม่ปกติจากอาการป่วยโรคซึมเศร้า จึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการทำร้ายร่างกายน้องสาวจนสลบ และอาจจะคิดว่าตาย จึงได้ผูกคอตัวเองตายตาม   ส่วนน้องชายที่เป็นผู้ดูแลก็ไม่ติดใจสาเหตุการตายของพี่สาว เพราะพี่สาวเคยบ่นจะฆ่าตัวบ่อยๆ และเคยบอกว่าถ้าจะตายจะเอาพี่สาวคนรองไปด้วย ซึ่งน้องชายก็ไม่คิดว่าพี่สาวจะทำจริง อย่างไรก็ตามจะได้ส่งศพให้แพทย์นิติเวช ชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XQvkvHad_mk

 1,776
อาชญากรรม
03 ม.ค. 63

ยายวัย 70 ป่วยซึมเศร้า ฆ่าน้องสาวอายุ 68 ป่วยอัลไซเมอร์ ก่อนผูกคอตัวเองตาย แต่สุดท้ายน้องสาวรอด

ขอนแก่น-พบศพนางสาวนิตยา อายุ 70 ปี ใช้ผ้าขาวม้าและสายไฟ ผูกคอตัวเองกับวงกบประตูห้องน้ำ ในสภาพนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้าสีฟ้า เสียชีวิตมาประมาณ 3 ชม. ในบ้านพักที่ อ.เมืองขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบนางสาวกฤษณา อายุ 68 ปี น้องสาวผู้ตาย ได้รับบาดเจ็บ มีร่องรอยถูกทำร้ายที่ลำคอ จนมีรอยเขียวช้ำ เลือดออกหูทั้งสองข้าง ตาข้างขวาถลน มีหมอนสีขาววางอยู่บนอก และมีเชือกสีขาวคล้องที่แขนแล้วมัดติดกับที่จับของเก้าอี้นอน   ส่วนสภาพในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ มีเพียงจดหมายลาตาย 2 ฉบับ ฉบับแรกเขียนข้อความสั้นๆ ว่า “ป้อมพี่ขอโทษแทนไอ้_าติชั่วนั้นด้วย พี่ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ให้อภัยพี่ด้วย เอาเงินทำบุญพี่ด้วย 2 คน”   ส่วนฉบับที่ 2 เขียนยาว 1 หน้ากระดาษ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2562 ข้อความว่า ป้ายังมีสติดีอยู่ ป้ากินยาตัวไหนก็แพ้หมด ไม่ใช่ป้าไม่อยากหาย แต่มันแพ้จริงๆ ถ้าป้าเป็นอะไรไป ป้าขอโทษพี่น้อง หลานๆ ทุกคน โดยเฉพาะป้อม จิ๋ว ก๊อฟ ชาตินี้ป้าเกิดมามีบาปกรรมหนัก ป้าเอาแม่แป๋วไปด้วย มันเป็นกรรมผูกพัน ต่อไปอีกทุกชาติ ป้ามีทางเลือก อยู่ตอนเป็นก็ตกนรกทั้งเป็น ตายไปก็ตกนรกอเวจีที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ป้าขอให้น้องๆ หลานๆทุกคนอภัยอโหสิกรรมให้ป้าด้วย ร่างกายป้ามันเสียหายหมดทั้งตัว เจ็บปวดตั้งแต่ข้อเท้า กระดูกหลัง อยู่ต่อไปป่วยเป็นผู้ป่วยติดเตียงทั้งสองคน   การฆ่าตัวตายมันเป็นบาปมาก ป้าไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายสักที แต่ทีนั้นไม่มีทางออกจริงๆ ก๊อฟเรื่องรถถ้าสงสารป้า ก๊อฟรู้มั้ยน้าป้อมมาอยู่ดูแลป้ากับแม่ มันเหนื่อยแค่ไหน เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เหมือนเราไม่รู้จักบุญคุณคน มันซื้อเป็นเงินไม่ได้ อย่าให้มันผิดแบบป้าเลย อย่าให้เสียความรู้สึก แม่เอาเงินน้าป้อม คืนไม่หมดเป็นแสนๆ น้าป้อมก็ไม่ว่าอะไร พูดไปก็ไม่มีจะให้ น้าป้อมยังรู้บุคุณแม่ และป้าขออย่าให้ละเลาะกันเลยป้าจะได้ตายตาหลับ ลาก่อน”   ด้านน้องชายของคนตายและคนเจ็บ กล่าวว่า นางสาวนิตยาเป็นพี่สาวคนโต ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาหลายปีแล้ว กินยารักษาตัวมาโดยตลอด แต่ไม่ดีขึ้น ส่วนนางสาวกฤษณา เป็นพี่สาวคนรอง ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มานานแล้วเช่นกัน   ตนอาศัยอยู่ในบ้านเช่ากับพี่สาวทั้งสองคน และดูแลพี่สาวทั้งสองคนมานานแล้ว เพราะทั้งสองคนเป็นคนป่วย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยปัญหาอะไร พูดคุยกันรู้เรื่อง แต่ก่อนจะเกิดเหตุนั้น ช่วงบ่ายสามโมงเย็น ตนทะเลาะกับพี่สาวคนโตในเรื่องปัญหาของครอบครัว จึงเดินออกจากบ้านไป ในบ้านจึงมีเพียงพี่สาวอยู่กันสองคน   พอมืดค่ำจึงกลับมาที่บ้านเพื่อหาอาหารเย็นให้พี่สาว ปรากฏว่าในบ้านปิดไฟมืดสนิท จึงรีบเปิดประตูบ้านเข้าไป เปิดไฟดูก็เห็นพี่สาวคนรองนอนหมดสติที่เก้าอี้นอน ส่วนพี่สาวคนโตผูกคอที่ประตูห้องน้ำ จึงรีบโทรแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัย ให้มาช่วยเหลือพี่สาวทั้งสองคน แต่พี่สาวคนโตตายแล้ว ส่วนพี่สาวคนรองอาการสาหัส   ตร.ระบุ จากการสอบถามเพื่อนบ้านใกล้เคียง ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องหรือเสียงทะเลาะกันออกมาจากห้องเช่าที่เกิดเหตุ และจากการดูในห้องพักและจดหมายลาตายของผู้ตายแล้ว น่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และสภาพจิตใจที่ไม่ปกติจากอาการป่วยโรคซึมเศร้า จึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการทำร้ายร่างกายน้องสาวจนสลบ และอาจจะคิดว่าตาย จึงได้ผูกคอตัวเองตายตาม   ส่วนน้องชายที่เป็นผู้ดูแลก็ไม่ติดใจสาเหตุการตายของพี่สาว เพราะพี่สาวเคยบ่นจะฆ่าตัวบ่อยๆ และเคยบอกว่าถ้าจะตายจะเอาพี่สาวคนรองไปด้วย ซึ่งน้องชายก็ไม่คิดว่าพี่สาวจะทำจริง อย่างไรก็ตามจะได้ส่งศพให้แพทย์นิติเวช ชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XQvkvHad_mk

 1,776
อาชญากรรม
02 ม.ค. 63

ญาติเข้ารับศพหญิงถูกอดีตสามีฆ่าปาดคอ เผยอโหสิกรรมให้ ไม่ทราบว่าทั้งคู่มีปัญหากันหนัก

ญาติของผู้จัดการสถานบันเทิง ที่ถูกอดีตสามีเชือดคอเสียชีวิต อโหสิกรรม เชื่อปมฆาตกรรมมาจากการขอคืนดีอดีตภรรยาไม่สำเร็จ ได้เดินทางมารับศพนางสาวรัตนา ปิ่นคำ ที่นิติเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดจังหวัดยโสธร   พี่สาวของนางสาวรัตนา ระบุว่า น้องสาวได้เคยทำเรื่องบริจาคร่างกายไว้ แต่เพราะเสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรม ต้องมีการผ่าพิสูจน์ศพ จึงไม่สามารถบริจาคร่างกายได้ ครอบครัวจึงจะรับศพไปดำเนินการตามพิธีทางศาสนา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางครอบครัวได้ขออโหสิกรรมให้กับฝ่ายชาย และรู้สึกเห็นใจที่ต้องสูญเสียเช่นเดียวกัน   พร้อมยืนยันว่า สาเหตุการฆาตกรรม มาจากการที่ฝ่ายชายพยายามขอคืนดีกับน้องสาวแต่ไม่สำเร็จ พร้อมมองว่า ตำรวจควรให้ความสำคัญกับผู้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนทำการเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายที่พยายามจะกระโดดตึก เพราะถ้าให้การช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บส่งถึงโรงพยาบาลได้รวดเร็ว ก็อาจจะช่วยชีวิตได้ โดยที่ผ่านมาไม่เคยรับรู้ว่า น้องชายมีปัญหากับน้องสะใภ้ เพราะไม่เคยมาปรึกษา อีกทั้งไม่เคยรู้จักกับฝ่ายหญิงเป็นการส่วนตัว จึงไม่ทราบสาเหตุของการก่อเหตุครั้งนี้   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/LOBRoyLbLDs  

 403

Top