ค้นหา :

ผลการค้นหา "���������������������������������������������"

แชร์ออฟเดอะเดย์
02 พ.ย. 60

ชาวบ้านแห่ล้อมโรงพักพังงา คาดฝีมือ ตร.ยิงหนุ่มไปรษณีย์ แต่คดีไม่คืบ ล่าสุดเข้ามอบตัวแล้ว

เพจแหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ภาพชาวบ้านจำนวนมาก รวมตัวกันหน้าโรงพักกะปง จ.พังงา  โดยเจ้าของภาพเปิดเผยผ่าน ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านไม่พอใจเจ้าหน้าที่ หลังมีชายคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต หน้าที่ทำการ อบต.ท่านา ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงพัก โดยชาวบ้านยังระบุอีกว่า คนยิงคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ผ่านมาหลายวัน คดีกลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ    ผู้สื่อข่าว จ.พังงา เดินทางไปตรวจสอบที่ สภ.กะปง พบว่า นายธำรงค์ คงเดิม อายุ 51 ปี พร้อมด้วยชาวบ้านจำนวนกว่า 200 คน มารวมตัวกันหน้าโรงพัก เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ นายจตุวิทย์ คงเดิม ลูกชาย อายุ 29 ปี ลูกจ้างสำนักงานไปรษณีย์กะปง ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต บริเวณถนนเยื้องหน้าที่ว่าการอำเภอกะปง ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน มีผู้คนเห็นเหตุการณ์ แต่คดียังไม่คืบหน้า และยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ โดยนายธำรงค์ พ่อของผู้ตาย ได้สอบถามผู้เหตุการณ์ ทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนมีสี  ชาวบ้านเกรงว่าจะมีการช่วยเหลือกัน   เหตุการณ์ยืดเยื้อยาวนานตลอดทั้งวัน ชาวบ้านยังคงปักหลักอยู่ที่หน้าโรงพัก ยืนยันว่าจะไม่ยอมเผาศพของนายจตุวิทย์ จนกว่าจะจับคนผิดมาดำเนินคดีให้ได้ จนกระทั่งในเวลาต่อมา พล.ต.อ.บุญทวี โตรักษา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา เข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจกับมารดาของผู้ตาย   เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ที่คดีล่าช้าเนื่องจากตำรวจมีขั้นตอนในการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานวัตถุ พยานบุคคล ให้กระชับรัดกุมก่อนที่จะออกหมายจับผู้ต้องสงสัย ในขณะที่พยานหลักฐานทางนิติวิทยา ขณะนี้ได้ส่งไปทำการส่งไปตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐานเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งยังอยู่ในระหว่างการรอผลการตรวจ ส่วนกล้องวงจรปิดนั้นพบว่า มีกล้องหลายตัวเสีย จึงไม่สามารถดูภาพได้   สำหรับผู้ต้องสงสัยคนดังกล่าว เป็นตำรวจนายหนึ่ง ตำแหน่ง ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม ของ สภ.กะปง โดยผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.พังงา บอกกับชาวบ้านว่า หากใครเห็นเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ ขอให้มาให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับอันตราย ทางตำรวจจะให้การคุ้มครองอย่างเต็มที่   ทางกลุ่มชาวบ้านยังไม่พอใจ เสนอข้อเรียกร้องกับทางผู้บังคับการภูธรจังหวัดพังงา 5 ข้อคือ 1.ขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนและให้ออกนอกพื้นที่ 2.ให้ทำการสอบสวนทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องเอาผิดตาม มาตรา 157 (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) 3.ให้การคุ้มครองพยานบุคคล และให้ไปกู้ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เสีย 4.ให้ย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีออกจากพื้นที่ไปใน 24 ชั่วโมง  และ 5.ต้องไม่เอาผิดกับผู้ที่มาชุมนุม  ซึ่งทางผู้บังคับการ จ.พังงาก็ยังไม่ได้รับปาก แต่ให้ชาวบ้านไปทำหนังสือเสนอมาเป็นลายลักษณ์อักษร   ต่อมาในช่วงบ่าย นางอำนวย มารดาผู้เสียชีวิต ยังเดินทางไปที่ ที่ว่าการอำเภอกะปง เพื่อขอออกใบมรณะบัตรของลูกชาย และยังได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อทางอำเภอ และศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาได้ตั้งคณะกรรมการติดตามเรื่องดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย   ผู้สื่อข่าว จ.พังงา รายงานเพิ่มเติมอีกว่า ล่าสุดช่วงเย็นที่ผ่านมา นายตำรวจที่ถูกกล่าวหา ได้เดินทางเข้ามอบตัวที่ สภ.ตะกั่วป่า จ.พังงา (โรงพักนอกพื้นที่) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ที่โรงพักตะกั่วป่าทำการสอบสวน ก่อนจะทำการส่งตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดตะกั่วป่า ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Rtc0vAr4Nho    

 22,470
แชร์ออฟเดอะเดย์
02 พ.ย. 60

แชร์คลิปเล่นใหญ่ พระสวดมนต์จังหวะกระแทกกระทั้น เผยเป็นการสวดกระทุ้ง มักใช้ในงานอวมงคล

facebook ของผู้ใช้ชื่อ สุนทร สุนทร จันทร์ดวง ได้โพสต์ภาพ พระสงฆ์กำลังสวด ในงานทำบุญ โดยลักษณะการสวดของพระรูปหนึ่ง มีลักษณะกระแทกกระทั้น มีการโยกศีรษะตามจังหวะสวด โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความกำกับคลิปว่า “ใส่ซอง 100 (บาท) สวด 500 (บาท) เลย  สุดยอด” ผู้โพสต์ระบุอีกว่า ในคลิปเป็นการนิมนต์พระมาสวดทำบุญที่บ้าน ที่ไม่ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเป็นสถานที่ใด   อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวตรวจสอบเพิ่มเติมว่า ลักษณะการสวดแบบกระแทกกระทั้นดังกล่าว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีอยู่จริง เรียกว่าการ “สวดกระทุ้ง”  ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณว่า การสวดด้วยทำนองกระแทกเสียง จะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายให้ออกไป โดยการสวดทำนองนี้ นิยมใช้ในการสวดภาณยักษ์(ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย) หรือสวดในงานอวมงคล  ส่วนบทสวดที่ปรากฎในคลิปนั้น เป็นบทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นปฐมเทศนา กัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์   ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการเผยแพร่คลิปพระสวดในทำนองลักษณะนี้ จนเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์กันมาแล้ว เมื่อปี 2558 เป็นภาพพระสงฆ์ในพื้นที่จังหวัด เพชรบุรี สวดในงานศพ ซึ่งก็เป็นการสวดทำนอง "พระสะหัสสะนัย" แบบสวดกระทุ้ง เช่นเดียวกัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/oMluykFPGl4  

 35,656
แชร์ออฟเดอะเดย์
31 ต.ค. 60

อดีต ผจก.คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสุดทน แฉยับ เจ้าของร้านบริหารแย่ สัตว์ป่วยตายหลายชีวิต

เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสัตว์ เมื่อผู้ใช้ facebook รายหนึ่ง โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหารแนวคาเฟ่สัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพ ระบุว่าเจ้าของคาเฟ่เป็นชาวสิงคโปร์ เคยเปิดคาเฟ่สัตว์เลี้ยงที่ประเทศสิงคโปร์มาก่อน แต่บริหารจัดการไม่ดี จนแมวในร้านตายไปจำนวนมาก จนถูกสั่งให้ปิดกิจการ ต่อมาย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่เมืองไทย แต่ก็ยังมีปัญหาแบบเดิม ผ่านไปประมาณ 1 เดือน สุนัขและแมวในร้านตายไปแล้ว 7-8 ตัว เนื่องจากทุกตัวติดโรคจากกัน   ทางทีมข่าวเดินทางไปพูดคุยกับ นายอิสรชัย นิยมราษฎร์ วัย 20 ปี ผู้โพสต์ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้จัดการร้านคาเฟ่ดังกล่าว แต่ปัจจุบันลาออกมาแล้ว ด้วยเหตุผลว่า ทนพฤติกรรมของเจ้าของร้าน ที่ขาดความรับผิดชอบต่อสัตว์ในร้านไม่ไหว   นายอิสรชัยบอกว่า ร้านดังกล่าวเป็นคาเฟ่ขนาดใหญ่ มีสุนัข แมว หลายสิบตัว และยังมีสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ทั้งแรคคูน, แฟร์เร็ต และเมียร์แคต ไว้คอยบริการลูกค้า  ตอนที่ตนยังทำงานเป็นผู้จัดการร้าน พบปัญหาว่า เจ้าของไปซื้อสุนัขมาจากตลาดนัดแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้คัดกรอง ตรวจโรคก่อน แต่มาเลี้ยงรวมกับสุนัขตัวอื่นในร้าน จนหลายๆตัวติดเชื้อไวรัสพาร์โว(ไวรัสในสุนัข) ป่วยเป็นลำไส้อักเสบ ตนพยายามแจ้งเจ้าของ ซึ่งเป็นชาวสิงคโปร์ ให้พาสุนัขไปรักษา แต่เจ้าของกลับบอกว่า หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาแล้ว ไม่น่ากังวลอะไร ไม่ต้องรักษา จนสุดท้ายมีสุนัขป่วยตายคาร้าน และยังมีอีกหลายตัวไปตายที่โรงพยาบาลสัตว์ เพราะรักษาไม่ทัน   นายอิสรชัยบอกว่า แม้เจ้าของจะรู้ว่ามีสัตว์ป่วย แต่ไม่เคยมีการคัดแยกสัตว์ออกจากกัน แม้กระทั่งแมวก็เจอปัญหา ลูกแมวพิการตั้งแต่คลอด เพราะแม่แมวได้รับการดูแลไม่ถูกสุขลักษณะ จนลูกแมวตายไปหลายตัวหลังจากเกิดมาได้ไม่นาน บางตัวที่รอดมาได้ ก็ถูกจับมาให้ลูกค้าเล่นตั้งแต่อายุไม่กี่สัปดาห์  เรื่องเหล่านี้ลูกค้าไม่เคยรู้ บางคนอาจจะติดเชื้อจากสัตว์ในร้านกลับไปหรือไม่ก็ไม่ทราบ   ลูกค้าประจำหลายคน ที่รู้จักตน ก็ยังส่งภาพ ส่งข้อความมาถามว่า กลับไปที่ร้านเมื่อไม่นานมานี้ สังเกตเห็นว่าสัตว์หลายตัวเซื่องซึมผิดปกติ  ที่ร้านมีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งตนก็ได้แต่บอกว่าลาออกจากร้านมาแล้ว สุดท้ายก็ทนไม่ไหวที่เห็นสัตว์ในร้านทะยอยตาย ตนจึงตัดสินใจออกมาโพสต์เรื่องราวดังกล่าว หลังโพสต์ออกไปแล้ว ทางร้านมีการโพสต์ตอบโต้ ว่าตนเป็นอดีตพนักงานที่ไม่หวังดี   จึงขอยืนยันว่า ตนไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับเจ้าของร้าน หรือพนักงานคนอื่นๆแต่อย่างใด แต่สงสารชีวิตสัตว์ที่ควรจะได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้ วันนี้(31 ต.ค.) ตนและ วอทช์ ด็อก ไทยแลนด์(Watchdog Thailand) จะไปแจ้งความเอาผิดคาเฟ่ดังกล่าว ที่ สน.ปทุมวัน ถือว่าเป็นการนำหลักฐานต่างๆออกมาเปิดหน้าคุยกัน ซึ่งตนก็ไม่ได้ต้องการให้ทางร้านต้องปิดกิจการ แค่ขอให้ปรับปรุงคุณภาพ รักษาชีวิตสัตว์ให้ดีกว่านี้ก็พอใจแล้ว   ในขณะที่คาเฟ่ที่ถูกอ้างถึง ได้มีการออกมาโพสต์ข้อความผ่าน facebook ของทางร้าน ชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า ยอมรับว่าเหตุการณ์สัตว์ติดเชื้อพาร์โวไวรัส จนตายไปหลายตัวเป็นเรื่องจริง แต่ทางร้านได้พยายามดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างดีที่สุด ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์  มีการเชิญสัตวแพทย์มาตรวจที่ร้าน 4-5 ครั้งต่อเดือน มีการเช็ดทำความสะอาดภายในร้าน รวมทั้งอุปกรณ์ของใช้ ที่อยู่ ของสัตว์เลี้ยง ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ มีการฉีดวัคซีนต่างๆตามกำหนดทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานไวรัสดังกล่าวได้  แต่หลังจากสุนัขตาย ก็ได้มีการปรับมาตรการให้พนักงานดูแลสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้สัตว์กลับมาติดโรคอีก   ในขณะที่พนักงานหลายๆคนของร้าน ก็ยังออกมาโพสต์ข้อความ ยืนยันว่า ทั้งเจ้าของร้าน และพนักงานในร้าน ได้พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ รักษาสัตว์ที่ป่วยจนหายจากโรคไปหลายตัว ส่วนเรื่องที่ถูกโจมตีว่าทางร้านไม่ดูแลสัตว์ ปล่อยให้สัตว์ตาย นั้นไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น   สำหรับ โรคลำไส้อักเสบ จากเชื้อพาร์โวไวรัส เป็นโรคที่มีการแพร่ระบาดในสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ จนถึงประมาณ 6 เดือน ทำให้สุนัขติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร สุนัขที่ติดเชื้อจะมีอาการซึม เบื่ออาหาร มีไข้ อาเจียน ท้องเสียเป็นมูกเลือด บางตัวอาจรุนแรง เชื้อส่งผลต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ จนสุนัขตายในที่สุด   ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไวรัสชนิดนี้โดยตรง สัตวแพทย์ต้องรักษาตามอาการ แล้วให้ยากระตุ้นภูมิ เพื่อให้สุนัขสร้างภูมิขึ้นมากำจัดเชื้อได้เอง ส่วนใหญ่ลูกสุนัขที่ยังสร้างภูมิได้ไม่เต็มที่ จึงมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nE7AuWXBTUo    

 10,621
แชร์ออฟเดอะเดย์
31 ต.ค. 60

วิจารณ์สนั่น เพจอาหารสาธิตเมนูด้วงมะพร้าวตัวเป็นๆแช่น้ำปลาเปิบสด ดูสยองปนสงสาร เปิดข้อมูลชี้เป็นอาหารชาววังสมัย ร.5

โลกออนไลน์วิจารณ์คลิปจากเฟซบุ๊กเพจอาหาร Feedy Thailand ที่แนะนำวิธีทำเมนูด้วงมะพร้าวแช่น้ำปลา ที่นำด้วงมะพร้าวเป็นๆ มาทำเมนูแช่น้ำปลา โดยเริ่มต้นนำด้วงตัวอวบมาแช่เหล้าขาว นำมาพักไว้ ก่อนเริ่มปรุงน้ำราดประกอบด้วย น้ำตาล น้ำปลา น้ำมะขาม ใบมะกรูด พริก ตะไคร้ แล้วเอาด้วงใส่ลงไป พร้อมเสิร์ฟ รับประทานเป็นๆ   ทำให้ชาวเน็ตบางส่วนวิจารณ์ว่าเป็นการทรมานสัตว์ ขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมการกินอาหารของคนไทย   ด้าน อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายว่า โดยปกติแล้วด้วงมะพร้าวสามารถนำมาทำอาหารได้ แต่ส่วนใหญ่จะนำมาปรุงสุกก่อนรับประทาน อย่างไรก็ตามห่วงว่าการรับประทานแบบสดๆเหมือนในคลิปอาจมีเชื้อโรค จุลินทรีย์ต่างๆ แต่ไม่ใช่พยาธิ จึงอยากแนะนำให้รับประทานแบบปรุงสุก ฆ่าเชื้อโรคเพื่อความปลอดภัย   ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ วิชาการ.คอม ชี้แจงว่าสัตว์ประเภทด้วงถือเป็นอาหารชั้นสูงระดับวังหลวง จากข้อมูลในหนังสือชีวิตในวัง ของม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเสวย เพราะทรงเห็นว่ามีวิตามินมาก เมื่อเป็นพระราชนิยม ชาววังสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงกินเป็น เห็นเป็นเรื่องธรรมดา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MwkXqOtzP60  

 72,351
แชร์ออฟเดอะเดย์
30 ต.ค. 60

เจ้าอาวาสวัดดังภูเก็ตชี้แจง หลังโดนวิจารณ์สร้างรูปปั้นหลวงพ่อแช่มไม่สมส่วน-ยักษ์ถือปืน

ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า ‘สหายไร้ตัวตน’ โพสต์ภาพรูปปั้นหลวงพ่อแช่ม สิ่งศักดิสิทธ์ที่ชาวภูเก็ต เคารพนับถือ ซึ่งเป็นองค์พระขนาดขนาดใหญ่ มีลักษณะไม่สมส่วน และรูปปั้นยักษ์ถือปืนหน้าพระอุโบสถ ภายในวัดพระนางสร้าง จังหวัดภูเก็ต   พร้อมระบุข้อความว่า "ท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างรูปปั้นเสมือนองค์หลวงพ่อแช่มผิดรูป และยักษ์ถือปืน ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในมุมมองของบุคคลภายนอกที่พบเห็น ขอให้ช่วยแชร์ข้อมูลเพื่อให้เกิดความสนใจ จนนำไปสู่การตรวจสอบความเหมาะสมในเรื่องดังกล่าว"   ล่าสุด ทีมข่าวจังหวัดภูเก็ต เดินทางไปยังวัดพระนางสร้าง เพื่อสำรวจโดยรอบขององค์พระหลวงพ่อแช่ม และรูปปั้นอื่นๆภายในวัด พบว่าในส่วนขององค์พระหลวงพ่อแช่ม เมื่อมองจากมุมต่ำด้านข้างหรือหน้าองค์พระ จะพบว่าค่อนข้างมีสัดส่วนที่ผิดปกติมากกว่า เมื่อเทียบกับมุมสูง   นอกจากนี้จากการเดินสำรวจภายในวัดยังพบว่ามีการสร้าง ศาสนวัตถุอื่นๆ เช่นรูปปั้นองค์พระ คน และสัตว์ ต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก มีทั้งที่มีการสร้างแบบวัดอื่นๆทั่วไป เช่นพระพุทธรูปน้อยใหญ่ เจ้าแม่กวนอิม ในปางต่างๆ และรูปปั้นแปลกตา เช่น รูปปั้นตำรวจ รวมถึงรูปปั้นยักษ์ถือปืน 2 ตน   ด้านพระครูวิจิต ศุภการ เจ้าอาวาสวัดพระนางสร้าง บอกว่า ในส่วนขององค์พระหลวงพ่อแช่มที่เป็นประเด็นวิพากย์วิจารณ์ว่าผิดแบบไม่สมส่วนนั้น การก่อสร้างองค์พระขนาดใหญ่นั้นก็ไม่ได้สร้างโดยพละการ ก่อนสร้างได้มีการออกแบบ มีแปลน และแผนที่คำนวนสัดส่วนแล้ว แต่ด้วยความสูงกว่า 35 เมตร จึงต้องใช้นั่งร้านยึดไว้โดยรอบขณะก่อสร้าง แต่เมื่อรื้อนั่งร้านแล้วปรากฏว่าองค์พระมีความผอมกว่าปกติ ส่วนหน้าอกเล็กกว่าปกติ ซึ่งตนก็ทราบดี แต่จะให้ทุบทิ้งก็ไม่ได้เพราะสร้างเสร็จแล้ว และในการสร้างนั้นใช้วัสดุเป็นนิลทั้งองค์ไม่ใช่ปูนธรรมดา หากจะพอกเพิ่มสัดส่วนที่หน้าอก ก็ต้องใช้งบประมาณอีกเยอะ จึงยังไม่มีแผนจะแก้ไขในขณะนี้   ทั้งนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่การก่อสร้างองค์พระขนาดใหญ่มักจะไม่เป็นไปตามแผน เพราะมีความยากกว่าการสร้างตึก เช่นหลายๆแห่งก็ปรากฏว่าองค์พระไม่สมส่วน จะให้เหมือนคงยากไม่เหมือนองค์พระขนาดเล็กที่สามารถแก้ไขได้ง่าย ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่ได้เห็นก็คงจะรู้ว่าคือหลวงพ่อแช่ม ยืนยันไม่ได้ปล่อยปะละเลยหรือเจตนาให้เกิดความผิดเพี้ยนในระหว่างก่อสร้าง   ส่วนประเด็นของยักษ์ 2 ตน ที่ถือปืนนั้น เนื่องจากคิดเป็นคติธรรมว่า หากให้ยักษ์ถือกระบองเช่นอดีตนั้น จะไม่ทันการ จึงจะต้องใช้ปืนแทน เพื่อเป็นจุดเด่นและให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเข้าวัดมากขึ้น ถึงแม้จะดูแตกต่าง   พระครูวิจิต บอกอีกว่า อยากฝากถึงประชาชนให้ช่วยมองในแง่ดีบ้าง วัตถุต่างๆในวัดนั้น สร้างขึ้นมาด้วยความจริงใจ ถึงแม้จะผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ไม่ตั้งใจทำให้เกิดความผิดเพี้ยน ขอให้ชาวบ้านช่วยเข้าใจเจตนาคือต้องการพัฒนาวัด ในส่วนของการแก้ไขนั้นคิดว่าจะยังไม่มีการแก้ไขเนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แต่คาดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QjaVOCGzqQw  

 34,949
แชร์ออฟเดอะเดย์
30 ต.ค. 60

ผู้การฯหนองคาย อัดคลิป ตร.เมาแอ๋เข้าเวรคาโรงพัก ลงโทษสั่งยืนยาม 1 เดือน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปหนึ่งระบุว่าเป็นตำรวจเมาที่ จ.หนองคาย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นคลิปที่ถ่ายโดย พล.ต.ต.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผบก.ภ.จ.หนองคาย ซึ่งได้เปิดเปยว่าเปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น .วันที่ 28 ต.ค.60 ที่ผ่านมา ตนจะวิทยุสั่งการไปยังห้องวิทยุสื่อสาร ภายในตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่วิทยุตอบรับ เห็นว่าผิดสังเกตจึงได้เดินขึ้นไปยังห้องวิทยุสื่อสาร ก็พบดาบตำรวจนายหนึ่งอยู่ในสภาพมึนเมา สวมชุดลำลองไม่ได้สวมเครื่องแบบ จึงได้สอบถามและถ่ายคลิปไว้   ดาบตำรวจนายนี้ก็ยอมรับว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาแล้วมาเข้าเวร ตนจึงสั่งให้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และวัดได้ 295 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ล่าสุดตนได้สั่งลงโทษดาบตำรวจนายนี้ด้วยการยืนยาม เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้ทบทวนการกระทำของตนเอง ซึ่งเป็นการลงโทษตามระเบียบ   พล.ต.ต.ไพศาล ยังกล่าวอีกว่า การที่ตนถ่ายคลิปไว้ด้วยนั้นเพื่อจะนำไปสั่งการในกลุ่มห้องสั่งการของตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะปล่อยคลิปให้หลุดออกมาสู่สาธารณะ เป็นการกำชับให้หัวหน้าสถานีทุกแห่งในสังกัดดูเป็นตัวอย่างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก ให้กวดขันผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี ไม่ว่าจะอยู่ในงานด้านใดขณะปฏิบัติหน้าที่ต้องพร้อมอยู่เสมอ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ozT0qLxLWx0  

 70,221
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ต.ค. 60

สคบ.ชี้ชัดสารเคลือบเครื่องยนต์ 'เมฆ มังกรบิน' ผิดฐานโฆษณา-ฉลากอันเป็นเท็จ ด้านเจ้าตัวบวชเป็นพระแล้ว

ความคืบหน้ากรณีนายเกริกพล จงเอื้อมกลาง หรือเมฆ มังกรบิน เจ้าของผลิตภัณฑ์สารเคลือบเครื่องยนต์ ที่เป็นประเด็นว่ามีการโฆษณาเกินจริง และมีผู้ใช้งานบางส่วนออกมาอ้างว่าใช้แล้วทำให้เครื่องยนต์พัง ต่อมาเจ้าหน้าที่ สคบ. ได้ยึดผลิตภัณฑ์ น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ มาตรวจสอบว่ามีความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคหรือไม่นั้น   ล่าสุดวานนี้(24 ต.ค.) นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) แถลงชี้แจงหลังประชุมคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ในเรื่องของผลิตภัณฑ์สารเคลือบเครื่องยนต์ของนายเกริกพล เนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ทาง สคบ. มีการแถลงไปนั้น เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน    โดยในที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีคำสั่งเลิกใช้หรือบรรยายสรรพคุณที่ติดอยู่บนฉลาก ที่ระบุว่า ‘เป็นสารเสริมที่มีโมเลกุลเล็กกว่าน้ำมันเครื่อง 500 เท่า จึงสามารถยึดกับผิวโลหะได้ดี ถึงแม้จะจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน หรือมีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยครั้ง สารเสริมก็จะไม่ออกมาพร้อมน้ำมันเครื่อง ลดความร้อนในเครื่องยนต์ ลดการเสียดสีทุกครั้งที่สตาร์เครื่อง ลดเสียงดังภายในเครื่องยนต์ ประหยัดน้ำมันถึง 18 เปอร์เซ็น เพิ่มอัตราเร่ง 14 เปอร์เซ็น ลดการสึกหรอ 90-80 เปอร์เซ็น’   และข้อความภาษาต่างประเทศที่มีการอวดอ้างเดียวกัน รวมถึงการใช้ข้อความที่ไม่ตรงกับความจริง และข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งในส่วนของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์   ส่วนของการแก้ไขฉลาก คณะกรรมการฯ มีมติออกคำสั่งแก้ไขให้ตรงกับประกาศฉบับที่ 17 เรื่อง ให้น้ำมันอเนกประสงค์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก โดย‘น้ำมันอเนกประสงค์’ หมายความว่าน้ำมันที่ได้จากน้ำมันดิบ น้ำมันปิโตเลียมหรือการแปรสภาพของน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วโดยจะมีสารปรุงแต่งหรือไม่ก็ตาม และใช้สำหรับงานหล่อลื่นภายนอกทุกประเภท ซึ่งจะต้องมีคำแนะนำ ตามประกาศว่า ‘ใช้หล่อลื่นอุปรณ์ภายนอกทุกประเภท เช่นในส่วนเครื่องจักรทั่วไป เป็นน้ำมันหยอดทิ้ง น้ำมันหยดในใบเลื่อย โซ่และเฟือง หรืออื่นๆ’ และข้อห้ามในการใช้ต้องระบุว่า ห้ามนำไปใช้หล่อลื่นภายในเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ และเครื่องยนต์ดีเซล หรือใช้แทนน้ำมันเครื่อง 2T   โดยผู้ประกอบธุรกิจจะต้องยกเลิกความที่ไม่เป็นความจริง และการแก้ไขจะต้องมีคำแนะนำ และวิธีใช้ตามที่ระบุ จึงจะสามารถจำหน่ายได้   ในส่วนประเด็นการตรวจสอบสารเคลือบเครื่องยนต์ มีการวิเคราะห์และให้ความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ พบว่าสารเคลือบเครื่องยนต์ดังกล่าวมีส่วนผสมของสารCHLORINNATED PARAFFIN(คลอรีเนทเตด พาราฟิน) โดยมีเจ้าของบริษัทเป็นคนจำหน่ายสารคลอรีเนทเตด พาราฟิน เข้ามาชี้แจงข้อมูล สำหรับสารตัวนี้มีวัตถุประสงค์ไว้ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อทำให้พลากสติกนิ่ม ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใช้สำหรับเครื่องยนต์ คณะกรรมการฯ จึงมีความเห็นว่าไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในเครื่องยนต์   จึงมีการดำเนินคดีตามกฎหมายใน 2 ข้อหา คือ การโฆษณาหรือใช้ฉลากที่ข้อความอันเป็นเท็จ และทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจผิด ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอีกข้อคือ ในฐานะผู้ผลิตหรือจำหน่ายสินค้า แต่แสดงฉลากไม่ถูกต้องโดยรู้หรือควรรู้ มีโทษจำคุก 1ปี ปรับ 1 แสน บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ   นายพิฆเนศ บอกอีกว่า ส่วนผู้ขาย หากยังขายสินค้าที่ยังติดฉลากไม่ถูกต้อง ก็จะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นผู้ขายควรจะต้องส่งสินค้ากลับคืนให้กลับผู้ผลิต เพื่อที่ทำการแก้ไขฉลาก เพราะตามกฎหมายหน้าที่การจัดทำฉลากคือผู้ผลิต หากพบว่ายังมีการขายอยู่ก็จะมีความผิดในฐานะผู้ขาย    เบื้องต้นจากที่เท่าที่ทราบผลการทดสอบ พบว่ามีสาร CHLORINNATED PARAFFIN(คลอรีเนทเตด พาราฟิน) เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้ในเครื่องยนต์ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายห้ามใช้สาร CHLORINNATED PARAFFIN(คลอรีเนทเตด พาราฟิน)   ผู้สื่อข่าวสอบถามว่ากรณีที่มีผู้เสียหายไม่เชื่อว่ามีการตรวจจริง นายพิฆเนศ ยืนยันว่ามีการตรวจจริง และมีหลักฐานระหว่างการทดสอบ ซึ่งหน่วยงานราชการไม่มีทางที่จะทำงานไม่รอบคอบ   ส่วนหลักฐานผลการทดสอบสามารถใช้เอาผิด ในข้อหาหลอกลวงประชาชนได้ โดยกองปราบปรามต้องแจ้งขอข้อมูลเข้ามา ทาง สคบ. ก็พร้อมจะส่งข้อมูลไปให้   ด้านความเคลื่อนไหวของเมฆ มังกรบิน เฟซบุ๊กของธนาวุฒิ จงเอื้อมกลาง น้องชายเมฆ มังกรบิน ได้โพสต์ภาพงานอุปสมบทของนายเกริกพล โดยระบุข้อความว่า ‘ดีไม่ดี ดูกันที่จิตใจ ดูกันทีความจริงจากใจ ดูกันที่การกระทำ บวชเพื่อพ่อหลวง ร.๙ พระเมฆ (มังกรบิน)’   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gvvoUTJ9zlQ  

 17,243
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ต.ค. 60

วิจารณ์ยับ คลิปแฉชายเก็บค่าจอดรถหน้ากองสลาก คันละ 100 บาท อ้าง “ผมดูแลอยู่”

ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า 'ธุรีดิน แห้งผาด' โพสต์คลิปวิดีโอ เป็นของชายคนหนึ่งเรียกเก็บเงินค่าที่จอดรถ บริเวณหน้ากองสลากเก่า โดยคนถ่ายได้สอบถามว่าใครอนุญาตให้มาเก็บเงินค่าจอดรถ และเก็บแพงถึงคันละ 100 บาท ชายคนดังกล่าวก็ตอบว่า “ผมดูแลอยู่ พี่สั่งให้เก็บ” ผู้ที่ถ่ายคลิปจึงบอกอีกฝ่ายว่า ไม่มีสิทธิ์มาเก็บเงินรถค่าจอดรถในพื้นที่ดังกล่าวได้ และจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการ   โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “มาเก็บตังค่าจอดรถหน้ากองฉลากพื้นที่ชนะสงคราม เก็บประชาชนที่มากราบพระบรมฉายาลักษณ์ เก็บคันละ100บาท”   คลิปดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ คลิป

 19,825
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ต.ค. 60

เจ้าของร้านเจ็บใจ ถูกมนุษย์ป้าหลอกซื้อล้อแม็ก ชิ่งไม่จ่ายเงิน แล้วยังชนรถพังเสียหาย

เพจแหม่มโพธิ์ดำ  โพสต์เรื่องราวที่ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกเพจรายหนึ่ง ระบุว่า ถูกหญิงวัยกลางคน ติดต่อมาขอซื้อล้อแม็กพร้อมยางรถยนต์ แต่หลังจากเปลี่ยนล้อเสร็จแล้ว กลับขับรถถอยชน รถของเจ้าของร้านเสียหาย ก่อนหลบหนีไป   ผู้สื่อข่าว จ.ปทุมธานี จึงเดินทางไปพูดคุยกับผู้เสียหาย คือนายเศกสิทธิ์ ศรีสุข เจ้าของร้านขายล้อแม็กมือสอง เล่าเหตุการณ์ว่า เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา มีผู้หญิงวัยกลางคน ติดต่อมาขอซื้อล้อแม็กกับตน พร้อมนำรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า พรีรันเนอร์สีขาว เข้ามาด้วย เมื่อตกลงราคากันได้ที่ราคา 9,900 บาท ตนก็ทำการเปลี่ยนล้อแม็กพร้อมยางให้ ปรากฎว่าพอเปลี่ยนเสร็จ หญิงคนดังกล่าวบอกว่าไม่มีเงินสด จะขับรถไปกดเงินให้ ที่ตู้ ATM หน้าปากซอย   นายเศกสิทธิ์จึงขอขับรถตามประกบไปด้วย ปรากฎว่าไปถึงตู้ ATM ก็ยังบอกว่ากดเงินไม่ออก จึงต้องย้อนกลับมาที่ร้าน หญิงรายนี้อ้างอีกว่า จะไปขอยืมเงินจากญาติ ที่บ้านอยู่ในละแวกใกล้เคียง ตอนนั้นตนมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาที่ร้านพอดี ตามไปด้วยไม่ได้ ป้าของตนจึงอาสาจะนั่งรถไปกับหญิงสาวรายนี้แทน    แต่จังหวะที่หญิงคนดังกล่าวถอยรถออกจากร้าน กลับถอยมาชนรถกระบะของตน กับรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่จนได้รับความเสียหาย หญิงคนขับบอกว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจะโทรเรียกประกันมาเคลียร์ แล้วก็ขับรถออกไป แต่หายไปนานผิดสังเกต ตนจึงให้คนที่ร้านโทรไปถามป้าว่าอยู่ที่ไหน ป้าบอกว่า ถูกหญิงคนดังกล่าวปล่อยทิ้งเอาไว้ที่ร้านอาหาร ก่อนจะขับรถหนีไป แล้วติดต่อไม่ได้อีก   ด้าน นางพะยอม อยู่ชมสุข ป้าของนายเศกสิทธิ์ เล่าว่า ตนเคยรู้จักหญิงคนนี้มาก่อน เพราะเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว หญิงรายนี้เคยอาศัยอยู่ในละแวกบ้านเดียวกัน แต่ก็หายหน้าไปนาน จนกระทั่งมาซื้อล้อแม็กกับหลานชาย  ด้วยความที่เคยคุ้นหน้ากัน จึงอาสานั่งรถไปด้วย เพื่อไปเอาเงินมาจ่ายค่าล้อแม็ก แต่พอไปถึงร้านอาหาร อีกฝ่ายกลับบอกให้ลงจากรถ ให้กินก๋วยเตี๋ยวรอ เพราะบ้านญาติที่จะไปยืมเงิน พาคนแปลกหน้าไปด้วยไม่ได้ ตอนแรกตนจะไม่ยอมลง แต่อีกฝ่ายดับเครื่องรถ ตนจึงต้องลง ไม่กี่อึดใจต่อมาอีกฝ่ายก็ขับหนีไป โทรศัพท์ติดต่อก็ถูกตัดสาย แล้วติดต่อไม่ได้อีก   หลังเกิดเหตุ นายเศกสิทธิ์ได้นำหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความไว้ที่ สภ.หนองเสือ โดยมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก ทั้งค่าล้อแม็กพร้อมยาง 9,900 บาท แล้วยังมีค่าซ่อมรถของตัวเองที่ถูกชน อีกหลายพันบาท อย่ากให้เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมหญิงรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/StBNMdIec4Y  

 9,017
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ต.ค. 60

ชื่นชมตำรวจสายตรวจ เข้าช่วยชายเป็นลมทรุดกลางถนน ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

ผู้ใช้ facebook ชื่อ ดุสิต สีเมืองเบ้า ได้โพสต์คลิปวีดีโอ พร้อมภาพนิ่ง เป็นภาพเหตุการณ์ขณะชายวัยกลางคน เข็นรถเข็นมาหยุดอยู่ริมถนน ก่อนจะลงไปนั่งที่ขอบทาง ลักษณะเหมือนมีอาการเจ็บป่วย ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสองนาย ขี่รถผ่านมาพอดี จึงหยุดรถยืนสังเกตการณ์อยู่อีกฝั่งของถนน   จู่ๆชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ ก็ค่อยๆฟุบหน้าลง หมดสติ ศีรษะทิ่มลงกับพื้น ตำรวจทั้งสองนายเห็นเข้าจึงรีบวิ่งข้ามถนนมาช่วยเหลือผู้ป่วยทันที  โดยในภาพนิ่งของโพสต์ดังกล่าว จะเห็นรถกู้ภัยมาถึงจุดเกิดเหตุ และรีบปฐมพยาบาลช่วยชีวิตชายคนดังกล่าว ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล   ทีมข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ที่ สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่สายตรวจในคลิป ได้พูดคุยกับ สิบตำรวจตรี ดุสิต สีเมืองเบ้า ผู้บังคับหมู่งานป้องกัน และปราบปราม สน.สำราญราษฎร์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวานนี้ ตอน 07.30 น. ตนกับเพื่อนสายตรวจ ออกปฏิบัติหน้าที่ ตรวจตราความเรียบร้อยตามปกติ จนมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  เห็นชายคนดังกล่าวท่าทางแปลกๆ เหมือนคนกำลังจะข้ามถนน แต่จู่ๆก็ลงไปนั่งกับขอบทาง เดาว่าน่าจะมีอาการป่วย จึงหยุดรถสังเกตการณ์   จนกระทั่งเห็นชายคนดังกล่าวหมดสติ ฟุบลงกับพื้น จึงรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ ก่อนจะวิทยุไปที่ศูนย์ ขอรถกู้ชีพมาที่จุดเกิดเหตุ ตอนนั้นเห็นว่าผู้ป่วยไม่ได้สติแล้ว โชคดีที่รถกู้ชีพของร่วมกตัญญูมาถึงภายในเวลาเพียง 1-2 นาที  เจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูปฐมพยาบาลเบื้องต้นจนผู้ป่วยกลับมาได้สติ แล้วจึงนำตัวส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนตนกับเพื่อนสายตรวจก็ออกปฏิบัติหน้าที่ต่อตามปกติ   หลังเกิดเหตุ ได้นำคลิปเหตุการณ์มาโพสต์ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนให้ความสนใจ และชื่นชมมากขนาดนี้ ถือว่าทำให้ตนมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ดีใจที่ทราบภายหลังว่าผู้ป่วยปลอดภัยดีแล้ว หากตอนนั้นไม่มีคนเห็น หรือเข้าไปช่วยทันเวลา อาจจะเป็นอันตรายมากกว่านี้   ด้าน พ.ต.อ.ต่อเกียรติ พรหมบุตร ผู้กำกับ สน.สำราญราษฎร์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสอบถาม ทราบว่าผู้ป่วยในคลิปคือ นายพรชัย สีสังข์ อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูระบุว่า ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ กับโรคไต เจ้าหน้าที่กู้ชีพไปถึงที่เกิดเหตุ ตรวจเบื้องต้นพบว่า ค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงทำการให้อ๊อกซิเจน จนผู้ป่วยกลับมาได้สติ ตอบโต้ได้ จึงทราบว่านายพรชัยมีอาการอ่อนเพลีย เพราะพักผ่อนน้อย และยังไม่ได้รับประทานอาหาร เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็อาการดีขึ้นแล้ว แต่ก็ส่งตัวให้แพทย์ทำการตรวจโดยละเอียด จนทราบว่าอาการปลอดภัยดีแล้ว   พ.ต.อ.ต่อเกียรติ ยังได้ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ต.ต.ดุสิต ที่มีไหวพริบ จัดการสถานการณ์ได้ดี จนทำให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือทันเวลา พร้อมยังรายงานให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงรับทราบแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Fn4OzlbFSiY    

 9,796
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ต.ค. 60

แชร์ว่อน คลิปพ่อค้าเร่แอบทิ้งขยะ จนท.ดักซุ่มเจอพ่อค้ากาแฟบน bts หอบขยะทิ้งกองสุมข้างถนน

เพจเฟซบุ๊ก กลุ่มคนไทย ไม่เอาหาบเร่ แผงลอย ได้โพสต์คลิปวีดีโอ ที่ถ่ายจากบนสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีสุรศักดิ์ ถ่ายลงมาที่ถนนเบื้องล่าง เห็นภาพพ่อค้าเร่ เข็นรถเข็นมาทิ้งขยะถุงใหญ่หลายถุง บนฟุตปาธข้างถนน ซึ่งตรงจุดดังกล่าวมีถุงขยะจำนวนมาก วางกองรวมกันอยู่ก่อนแล้ว หลังจากทิ้งขยะเสร็จ พ่อค้าคนดังกล่าวก็เข็นรถจากไป   ผู้โพสต์ เขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของพ่อค้ารายดังกล่าว โดยบอกว่า ถึงแม้จุดดังกล่าวจะมีถังขยะตั้งอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาถุงขยะมาวางกองรอบๆถังแบบนี้ได้ พร้อมกับเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบด้วย   ช่วงเย็นวานนี้(18 ต.ค.) นางสาวภัคภร สงวนศักดิ์ ผู้อำนวยการเขตบางรัก พร้อมเจ้าหน้าที่เทศกิจ และเจ้าหน้าที่เขตบางรัก ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยให้เจ้าหน้าที่แอบสังเกตการณ์ที่จุดเกิดเหตุในคลิป จนกระทั่งเห็นว่ามีชายคนหนึ่งเดินลงมาจากสถานี BTS สุรศักดิ์ พร้อมนำขยะจำนวนมากลงมาวางที่จุดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปแสดงตัว พร้อมสอบถามข้อเท็จจริง   จากการสอบถามชายคนดังกล่าว ทราบว่าเป็นพนักงานประจำร้านขายกาแฟ ที่เช่าพื้นที่ขายอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า หลังจากปิดร้านช่วงเย็น จึงนำขยะลงมาวางทิ้ง โดยรับสารภาพว่านำมาทิ้งแบบนี้หลายครั้งแล้ว  โดยก่อนหน้านี้เคยเอาไปทิ้งที่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นพื้นที่เขตสาทร แต่ถูกสั่งห้าม จึงเปลี่ยนมาทิ้งฝั่งนี้แทน   เจ้าหน้าที่จึงทำการตักเตือน ไม่ให้นำขยะมาทิ้งอีก เพราะจุดดังกล่าวไม่ใช่จุดพักขยะ(จุดที่นำขยะมาวาง รอรถขยะมาเก็บ) ทางเขตเพียงแค่นำถังขยะเล็ก ที่เป็นถังโปร่งใสมาตั้งเอาไว้ เพื่อให้ประชาชนที่ลงมาจากรถไฟฟ้า มีที่ทิ้งขยะเล็กๆน้อยๆเท่านั้น   ส่วนประเด็นรถเข็นขายของเร่ที่ปรากฎในคลิปว่านำขยะมาทิ้งนั้น ทางเทศกิจตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่แผงลอยในพื้นที่  แต่เป็นผู้ค้าเร่ที่เข็นรถผ่านมา เห็นว่ามีขยะกองอยู่ จึงนำมาทิ้งบ้าง เบื้องต้นทราบว่าเป็นรถเข็นขายมะพร้าว ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศกิจจะกวดขันไม่ให้มีผู้ค้าเร่นำขยะมาทิ้งอีก   ผู้สื่อข่าวยังไปตรวจสอบบนสถานีรถไฟฟ้า พบว่าพนักงานที่นำขยะมาทิ้ง ปิดร้านกาแฟ กลับไปแล้ว จึงไปสอบถามจากผู้ค้าร้านอื่น ได้รับข้อมูลว่า ปกติทาง BTS จะมีห้องเก็บขยะอยู่ใต้บันไดทางขึ้นสถานี ให้ผู้ค้าที่มาเช่าที่นำขยะไปทิ้งในห้องดังกล่าว และทาง BTS ก็ได้กำชับผู้ค้าอยู่เสมอว่า ห้ามนำขยะไปทิ้งข้างทางซึ่งเป็นพื้นที่ของกทม. แต่ห้องเก็บขยะของ BTS จะเปิด-ปิด เป็นเวลา หากห้องขยะปิดแล้ว ก็ต้องเก็บขยะเอาไว้ในร้านก่อน รอจนวันรุ่งขึ้นค่อยนำไปทิ้ง    เมื่อตรวจสอบตรงใต้บันไดทางขึ้น BTS พบว่าประตูห้องเก็บขยะปิดแล้ว แต่ก็ยังมีผู้นำถุงขยะหลายถุงมาวางทิ้งไว้หน้าห้อง โดยไม่แน่ชัดว่าเป็นขยะจากที่ใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HLcTyzxLM2s  

 14,990
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ต.ค. 60

สาวกินขนมจีน ผงะเจอทิชชู่ในน้ำยา เจ้าของร้านมึนไม่รู้ตกไปตอนไหน พร้อมน้อมรับความผิด

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Gunn Kunvara โพสต์ภาพขนมจีนน้ำยาจานหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุบางอย่างคล้ายกระดาษทิชชู่ปะปนอยู่กับน้ำยาขนมจีน พร้อมระบุข้อความว่า" เต็มๆตา#ออกมาจากหมอเลยนะ" โดยระบุสถานที่คือ ขนมจีนเส้นสด พวงเพชร พัทยา ซึ่งชาวเน็ทต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก   ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปยังผู้โพสต์ ซึ่งเปิดเผยเพียงเล็กน้อยว่า ได้ไปทานขนมจีนที่ร้านดังกล่าว โดยสั่งน้ำยากะทิ และน้ำยาป่ามารับประทาน ทางร้านได้นำน้ำยาขนมจีนใส่หม้อดินมาเสิร์ฟ หลังจากรับทานได้ไม่นาน ได้ตักน้ำยากะทิมาเติมในจาน พบว่ามีวัตถุแปลกปลอมบางอย่างลักษณะคล้ายกระดาษทิชชู่ จึงเรียกพนักงานมาดู ซึ่งได้รับคำตอบว่าเป็นผักดอง ตนจึงรีบเช็คบิลและออกจากร้านไป ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามนัดสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ แต่กลับไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ ก่อนลบโพสดังกล่าวออกไป   ต่อมาได้ไปตรวจสอบที่ร้านขนมจีนเส้นสด ทางเจ้าของร้าน เปิดเผยว่าได้ทราบเรื่องราวดังกล่าวแล้ว ในวันเกิดเหตุตนเองเป็นคนที่เดินมาคุยกับลูกค้ารายนี้เอง ซึ่งลูกค้าถามเพียงว่า “นี่คืออะไร” ตนเองได้มองดูจึงคิดว่าเป็นผักดอง จึงตอบลูกค้าไปตามทีเห็น ซึ่งลูกค้ารายนี้ไม่ได้โต้แย้งหรือระบุว่าเป็นกระทิชชู่แต่อย่างใด พร้อมเช็คบิลออกไปตามปกติ ก่อนจะปรากฏเรื่องราวดังกล่าว   ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องตนเองคนไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ และไม่คิดจะตอบโต้ เนื่องจากตนเป็นผู้ประกอบการ มีหน้าที่บริการผู้บริโภคให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องกระดาษทิชชู่ตนเองไม่ทราบเหมือนกันว่าไม่ตกอยู่ในหม้อดินได้อย่างไร โดยตนเปิดร้านมากว่า 10 ปี ยอมรับว่าเคยมีเรื่องลักษณะมาแล้วครั้งนึง เกี่ยวกับเหตุพบเส้นผมในอาหาร ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรเช่นกัน และถูกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจสอบจนทำให้ชื่อเสียงร้านย่ำแย่ไป ตนจึงจำเป็นบทเรียนตั้งแต่ครั้งนั้น จะไม่ทำให้ชื่อเสียงร้านเสื่อมเสียอีก   โดยทางร้านเน้นย้ำการปรุงอาหารแบบเปิด ทำกันวันต่อวัน ต่อหน้าลูกค้า ทำน้ำยาขนมจีน เส้นขนมจีน หรืออาหารอื่นๆ ก็ปรุงกันสดๆ ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่า น้ำยาขนมจีนของทางร้านใช้เนื้อปลาในการปรุงให้น้ำข้น ไม่ใช้วัตถุแปลกปลอมแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/s7d_noDXQkw  

 158,082
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ต.ค. 60

แชร์ยาน้ำปริศนาเทลงพื้นเป็นฟอง อ้างรักษามะเร็ง-เบาหวาน 'อ.อ๊อด' ชี้เป็นสารละลายกรด ยันโลกนี้ไม่มียาครอบจักรวาล

ผู้ใช้ facebook ชื่อ LooBa BaLoo(ลูบา บาลู) โพสต์คลิปวีดีโอ เป็นภาพ ขณะผู้โพสตื เทของเหลวสีฟ้าลงบนพื้นกระเบื้อง พบว่ามีฟองอากาศขึ้นมาเป็นจำนวนมาก โดยผู้โพสต์ระบุว่า ของเหลวดังกล่าว เป็นยาแผนโบราณที่มารดาของตนได้มาจากคนรู้จัก อ้างว่าผสมน้ำดื่มแล้ว ช่วยรักษาโรคร้ายแรงได้หลายโรค ทั้งมะเร็ง และเบาหวาน แต่ตนไม่ไว้ใจนำมาตรวจสอบเป็นภาพแบบในคลิป จึงนำมาโพสต์ถามในโลกออนไลน์ว่า เป็นยาจริงๆหรือเป็นสารเคมีอันตราย   จากการสอบถามไปยัง นายวัชรา สระวิจิตร อายุ 30 ปี ผู้โพสต์ เปิดเผยว่า แม่ของตนได้ยาน้ำดังกล่าวมาจากเพื่อนบ้าน ลักษณะเป็นน้ำสีฟ้า บรรจุในขวดพลาสติก ไม่มีฉลากใดๆทั้งสิ้น โดยเพื่อนบ้านอ้างว่า ซื้อมาจากจังหวัดสุรินทร์ ใช้ยาดังกล่าวจำนวนเล็กน้อย ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยรักษาโรคมะเร็ง และเบาหวานได้ โดยเพื่อนบ้านดื่มเป็นประจำมาเป็นเวลานานแล้ว เห็นว่าสุขภาพแข็งแรงขึ้น จึงนำมาแนะนำให้แม่ตนดื่มบ้าง   แต่นายวัชรา หยิบขวดดังกล่าวมาตรวจสอบ แล้วทำขวดหล่น ของเหลวหกลงพื้น แล้วเกิดฟองขึ้นแบบที่ปรากฎ กลิ่นของเหลวมีกลิ่นฉุนเหมือนน้ำยาล้างห้องน้ำ เมื่อสัมผัสโดนผิวหนังก็รู้สึกแสบ ส่วนมารดาของตนบอกว่า ลองผสมน้ำดื่มไปแล้ว 1 ครั้ง รสชาติออกเปรี้ยว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ จึงห้ามไม่ให้มารดาดื่มอีก ก่อนจะนำเรื่องราวมาโพสต์ถามผู้รู้ในโลกออนไลน์   ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามไปยัง รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์สาขาเคมีอินทรีย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากได้ดูคลิปดังกล่าวแล้ว เปิดเผยว่า ของเหลวดังกล่าวเป็นสารละลายกรดแน่นอน เนื่องจากมีรสเปรี้ยว สัมผัสผิวแล้วจะแสบ ที่สำคัญคือเทลงพื้นแล้วเกิดฟอง   โดยสาเหตุที่เกิดฟอง เนื่องจากสารดังกล่าวไปเจอปูนขาว ที่อยู่ตรงยาแนวกระเบื้อง กรดเมื่อเจอปูนขาวจะทำปฏิกริยากัน แยกอากาศออกจากน้ำ จนเกิดฟองในที่สุด   แต่จากการดูคลิป ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นกรดชนิดใด ต้องนำมาเข้าห้องแล็บตรวจสอบ หากพบว่าเป็นกรดเกลือ, กรดไนตริก หรือกรดกำมะถัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย เพราะกรดเหล่านี้หาซื้อง่าย แต่เป็นอันตราย บางชนิดถึงขั้นละลายโลหะได้ ไม่ควรนำเข้าสู่ร่างกาย  แต่จากที่ผู้โพสต์เล่าว่า วิธีใช้ให้ผสมน้ำเปล่าปริมาณมากๆก่อนดื่ม ก็ถือว่าช่วยเจือจางกรดลงได้มาก จึงยังไม่เป็นอันตรายฉับพลัน   แต่ที่ยืนยันได้แน่นอนคือ สารดังกล่าวไม่ใช่ยารักษาโรคครอบจักรวาล ดังที่อ้างสรรพคุณแน่นอน เพราะหากมีใครคิดค้นยาดังกล่าวได้จริง คงได้รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ไปแล้ว   ผู้สื่อข่าวยังสอบถามไปยังแหล่งข่าว ซึ่งเป็นเภสัชกร ทราบว่า ยารักษาโรคหลายชนิดก็มีฤทธิ์เป็นกรด มีความเป็นไปได้ที่เทลงพื้นแล้วจะทำปฏิกริยาจนเกิดฟอง แต่ยาที่รักษาโรคมะเร็งทุกชนิด โรคเบาหวาน ได้ในตัวเดียว ไม่มีอยู่จริง รวมทั้งการซื้อยาที่ไม่มีฉลากระบุมากินเองเป็นเรื่องอันตราย การซื้อยามากินเอง ต้องซื้อจากร้านยาที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ต้องมีเภสัชกรให้คำแนะนำ หรือใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น จึงจะปลอดภัย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NMmihlxUjMg  

 9,289
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ต.ค. 60

ชื่นชม รองผู้ว่าฯบุรีรัมย์สวมชุดขาว ลงช่วยคนเจ็บจากอุบัติเหตุ ระหว่างรอกู้ภัยมาถึง

ในโลกออนไลน์ของชาวบุรีรัมย์ มีการโพสต์ภาพชื่นชม ข้าราชการชายสวมชุดขาว กับ จนท.หญิงที่สวมชุดไทยจิตรลดา กำลังให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่นอนอยู่กลางถนน โดยทั้งคู่ช่วยกางร่ม พร้อมกับใช้ผ้าพัดวีให้ผู้บาดเจ็บระหว่างที่รอรถกู้ภัยมาถึง โดยมีการระบุว่าบุคคลที่ปรากฎในภาพ คือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และทีมงานที่ผ่านมาพบอุบัติเหตุพอดี จึงลงมาให้การช่วยเหลือ   อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้(16 ต.ค.) เป็นเหตุ รถจักยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง ทำให้มีคนขี่จักรยานยนต์ ซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนอยู่กลางถนน มีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดบริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์  โดยหน่วยกู้ชีพสวายจีก มาถึงที่เกิดเหตุ รีบนำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครหลายคน มาช่วยอำนวยความสะดวกการจราจรเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนด้วย   ในที่เกิดเหตุมี นายอนุรัฐ ไทยตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยทีมงานเข้าไปช่วยเหลือทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ระหว่างที่รอรถกู้ภัยมาถึง โดยมีการนำร่มออกมากางบังแดดให้ผู้บาดเจ็บ ใช้ผ้าเช็ดคราบเลือด พร้อมพูดคุยให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกตัวอยู่ตลอด โดยมีนายอนุรัฐ รองผู้ว่าราชการฯ ใช้ผ้าพัดเพื่อระบายความร้อนให้ผู้บาดเจ็บด้วย   นายอนุรัฐ เปิดเผยเพียงสั้นๆว่า ตอนเกิดเหตุกำลังจะเดินทางไปเป็นประธานในพิธีบรรพชาหมู่ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่วัดกลางพระอารามหลวง แต่ออกมาพบอุบัติเหตุพอดี จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่มารับคนเจ็บ ก่อนจะอยู่ช่วยปฐมพยาบาล และดูแลผู้บาดเจ็บเบื้องต้นก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะมา   เหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะทำให้ตนเดินทางไปเปิดงานพิธีอุปสมบทหมู่ล่าช้าไปเล็กน้อย แต่เรื่องชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญกว่า และการเข้าไปช่วยเหลือ ตนก็มองว่าก็เป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ว่าจะเป็นใครผ่านมาพบ ก็ต้องเข้าไปช่วยเหลืออยู่แล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lq0vhHBxF_Y  

 1,322
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ต.ค. 60

ปรบมือให้! 3 หนุ่มบิ๊กไบค์ขี่รถนำ ช่วยเปิดทางรถฉุกเฉิน รีบนำผู้ป่วยส่ง รพ.

แชร์คลิปวีดีโอจากผู้ใช้ facebook ชื่อ Chartkla Ao Sarika Uta (ชาติกล้า โอ๋ สาริกา อุทา) เป็นภาพจากหน้ารถฉุกเฉิน ที่กำลังรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยมีกลุ่มคนขี่จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ทั้งหมด 3 คัน ช่วยกันขับนำทาง ช่วยเปิดทางให้รถฉุกเฉินขับผ่านไปได้ เนื่องจากตอนเกิดเหตุ การจราจรหนาแน่นมาก จนสามารถนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา   คลิปดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังจากโพสต์ไปเพียง 24 ชั่วโมง ก็มีคนกดเข้ามาดูมากกว่า 4 แสนครั้ง พร้อมมีการคอมเม้นท์ชื่นชม จิตอาสาของชายขี่บิ๊กไบค์ทั้ง 3 คนอีกด้วย   โดย นายชาติกล้า อุทา เป็นอาสากู้ชีพสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นผู้โพสต์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว จ.นครนายก ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตนกำลังขับรถฉุกเฉิน นำผู้ป่วยไปส่งโรงพยาบาล ตอนนั้นผู้ป่วยอาการน่าเป็นห่วง ใบหน้าซีกขวาบวมทั้งหน้า ต้องเร่งนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด โดยใช้เส้นทางถนนสาย 3049 นครนายก แต่เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว ทำให้การจราจรหนาแน่น รถฉุกเฉินผ่านไปได้ยากลำบาก แม้จะเปิดสัญญานไฟไซเรนแล้วก็ตาม   แต่จู่ๆก็มีมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ 3 คัน ขับมาตรงหน้ารถฉุกเฉิน แล้วพยายามขับนำหน้ารถ พร้อมกับบอกรถคันอื่นๆให้ช่วยเปิดทางให้ ไปตลอดทาง จนกระทั่งพ้นช่วงที่รถติด มาถึง 4 แยกไฟแดง รถฉุกเฉินจึงสามารถเลี้ยวไปทางโรงพยาบาลได้ ก่อนที่กลุ่มบิ๊กไบค์จะแยกไปอีกทาง ซึ่งตัวนายชาติกล้า คนขับรถฉุกเฉิน ก็ได้กล่าวขอบคุณกลุ่มบิ๊กไบค์ผ่านลำโพงหน้ารถด้วย สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็ไม่ทราบว่า คนขี่บิ๊กไบค์ทั้ง 3 คนเป็นใคร แต่รู้สึกขอบคุณที่ให้การช่วยเหลือ และอยากให้คนในสังคมมีน้ำใจต่อกันแบบนี้มากๆ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zA1-3xoqAZg  

 11,077

Top