ค้นหา :

ผลการค้นหา "���������������������������������������������"

แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ม.ค. 61

อุทาหรณ์ ปล่อยเด็กเดินริมถนน ทำรถเบรคกะทันหันจนรถหลังพุ่งชน ทนายชี้เอาผิดแม่เด็กได้

เฟซบุ๊กศราวุฒิ ภู่สุข  เผยคลิปวงจรปิดที่รถยนต์เบรคกะทันหัน จนรถที่ขับตามมาเกิดเสียหลักพุ่งชนท้าย ก่อนที่จะพบว่ามีเด็กผู้หญิงตัวเล็กเดินริมถนน เสี่ยงต่อการถูกรถชน ก่อนที่ผู้ปกครองจะรีบมาคว้าตัว เหตุเกิดในถนนสายหนึ่งใน จ.สระบุรี   เมื่อประกันของรถทั้ง 2 คันมาเคลียร์ จึงได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิดเห็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทั้งนี้รถคันหลังที่พุ่งชนท้ายได้ทำประกันชั้น 2 ซ่อมเฉพาะรถคู่กรณี ทำให้ต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถของตัวเอง ราคาประมาณ 2 หมื่นบาท พร้อมเตือนเป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ปกครองไม่ปล่อยปละละเลยเด็กเล็กมาวิ่งเล่นริมถนนตามลำพัง   ขณะที่ในแง่กฎหมาย ทนายเกิดผล แก้วเกิด ระบุว่ารถที่ชนท้ายสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเหตุที่เกิดขึ้นสุดวิสัยที่จะเบรคได้ทัน และสามารถไปเรียกร้องค่าเสียหายได้จากแม่ของเด็กได้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IfYMFvO7JQ4    

 27,439
แชร์ออฟเดอะเดย์
03 ม.ค. 61

โจ๋เลือดร้อนปรี่ชกลุงวัย 57 ล่าสุดเข้ามอบตัว อ้างเข้าใจผิด ผู้ปกครองโร่ขอโทษ รับผิดชอบค่าเสียหาย

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Sitthisak Boonme (สิทธิศักดิ์ บุญมี) โพสต์ภาพของชายวัยกลางคน ที่ระบุว่าเป็นพ่อของผู้โพสต์ ถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับโพสต์คลิปวีดีโอสั้นๆ เป็นภาพตอนที่พลเมืองดีหญิงสองคนลงจากรถไปช่วยชายคนดังกล่าว   ผู้โพสต์ระบุว่า พ่อของตนถูกวัยรุ่น 2 คน รุมทำร้ายร่างกาย ไม่ทราบสาเหตุว่าเพราะอะไร แต่หนึ่งในผู้ก่อเหตุได้ทำโทรศัพท์มือถือตกเอาไว้ จึงได้นำมาประกาศหาตัว ขอให้ผู้ก่อเหตุมารับผิดกับสิ่งที่ทำไว้ด้วย   ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี ไปพูดคุยกับชายที่ถูกทำร้าย คือ นายติม บุญมี วัย 57 ปี ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าด้านขวา และขอบตาข้างซ้ายมีรอยปูดบวม เขียวช้ำ และตามร่างกายบอบช้ำอีกหลายแห่ง   นายติม เปิดเผยว่า เหตุเกิดช่วง 14.30 น. ของวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ตนขี่รถขายขนมหวานตามปกติ เป็นประจำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตอนเกิดเหตุขายขนมหมดแล้ว กำลังจะขี่รถกลับบ้าน ได้แวะปัสสาวะข้างทาง บริเวณหน้าวัดบ้านเนินแสงทอง ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จู่ๆก็เห็นวัยรุ่น 2 คน อายุประมาณ 17-18 ปี ที่ตนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน อยู่ในป่ายูคาลิปตัสข้างทาง ตะโกนเรียกตน แต่ตอนนั้นลมพัดแรง จนไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายตะโกนมาว่าอะไร จึงไม่ได้ตอบ    จู่ๆวัยรุ่นก็ปรี่เข้ามาชกตนที่ที่ใบหน้า จนล้มลงไปกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บ ตอนนั้นมีพลเมืองดี เป็นหญิงสาวสองคน ขับรถผ่านมาพบเหตุการร์พอดี จึงบีบแตรไล่ จนวัยรุ่นขี่จักรยานยนต์หนีไป แต่มีคนหนึ่งทำโทรศัพท์มือถือตกเอาไว้ จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน   ในเวลาต่อมา ตร. เจ้าของคดี เปิดเผยว่า วัยรุ่นผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมามอบตัวแล้ว หลังจากเห็นภาพของตนเอง ถูกแชร์ตามหาตัวในโลกออนไลน์ โดยผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชน อายุ 17 ปี   ส่วนสาเหตุ วัยรุ่นรับสารภาพว่า ตนกับเพื่อนลงไปในทุ่งนา เพื่อจะเอาฟางข้าวมาอบไก่ แต่เห็นนายติมจอดรถเดินลงมา เข้าใจผิด คิดว่านายติมจะเข้ามาต่อว่าพวกตน ไม่ให้เก็บฟาง ทั้งที่ที่นาตรงนั้นเป็นที่ของญาติตน จึงเกิดความไม่พอใจ เข้าไปทำร้ายร่างกายในที่สุด โดยผู้ที่ทำร้ายร่างกายมีแค่ คนเดียว ส่วนเพื่อนอีกคนไม่ได้เข้ามาทำร้ายด้วย   จนกระทั่งช่วงค่ำวานนี้ ผู้ปกครองของวัยรุ่นทั้ง 2 คน ได้เดินทางไปที่บ้านของนายติม เพื่อขอโทษ ต่อสิ่งที่ลูกชายได้ทำไป และยืนยันว่าจะพาลูกชายมาขอโทษด้วยตนเอง และยินดีจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดด้วย    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/immJmPddo1Y    

 27,139
แชร์ออฟเดอะเดย์
03 ม.ค. 61

โชเฟอร์รถตู้เดือด คว้ามีดตีกันกลางถนน ทั้งที่ผู้โดยสารเต็มคัน ตร.-ขนส่งตามตัวถึงวิน สั่งปรับ 5 พันพ่วงคดีอาญา

โลกออนไลน์มีการแชร์คลิป เหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ระหว่างรถตู้โดยสาร 2 คัน โดยก่อนเกิดเหตุ มีการขับปาดกันไปมา ทั้งที่มีผู้โดยสารนั่งอยู่เต็มคัน ก่อนที่คนขับรถตู้ทั้ง 2 คัน จะจอดรถ ลงมามีปากเสียงกันรุนแรง จนมีการชกต่อย ก่อนที่คนขับรถตู้คันหนึ่ง จะชักอาวุธมีดออกมาไล่แทงคนขับรถตู้อีกคัน ทำให้ผู้โดยสารบนรถพากันแตกตื่นกับภาพที่ปรากฎ โดยผู้โพสต์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี   ล่าสุดวานนี้ (2 ม.ค.) พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย อินทรปรีชา ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมกำลังตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ขนส่ง เดินทางไปตรวจสอบที่ท่ารถตู้บ้านโป่ง-ปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ ในเขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง พร้อมทั้งประสาน นายมนัสชัย ตั้งวิทย์โมไนย นายช่างตรวจสภาพรถ สำนักงานขนส่งจังหวัดราชบุรี อำเภอบ้านโป่ง เข้าตรวจสอบรถตู้คันที่ผู้โดยสารนั่งพร้อมกับถ่ายคลิปวีดีโอเผยแพร่ และทราบตู้ดังกล่าวหมายเลขทะเบียน 15- 8936 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายจักรพันธ์ จันทร์เรือง อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 6 ต.โนนสำราญ อ.แกล้งสนามนาง จ.นครราชสีมา เป็นคนขับ   นายจักรพันธ์ จันทร์เรือง คนขับรถตู้โดยสาร เล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.45 น.ของวานนี้(2 ม.ค.) ตนขับรถโดยมีผู้โดยสารเต็มคัน ออกจากท่ารถ มุ่งหน้าไปส่งที่กรุงเทพฯ ขณะวิ่งมาตามถนนทรงพล อ.บ้านโป่ง มีรถตู้โดยสารอีกคัน วิ่งมาจากจังหวัดกาญจนบุรี มุ่งหน้ากรุงเทพฯ เช่นกัน มีการขับปาดหน้ากัน   รถคู่กรณีได้ขับปาดให้รถของตนจอดเข้าข้างทาง จากนั้นตนได้ลงจากรถ ส่วนคนขับรถตู้คู่กรณี ก็ได้เปิดประตูลงมาพร้อมกับมือขวาถือมีดพกปลายแหลม ก่อนจะต่อยตนเข้าที่โหนกแก้มข้างซ้าย ทั้งที่ในมือกำลังกำมีดอยู่ ตนเห็นมีดจึงรีบวิ่งหนี ส่วนคู่กรณีกลับไปขึ้นรถ ขับออกไป   ตอนแรกตนตั้งใจจะไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ห่วงผู้โดยสารที่นั่งอยู่เต็มรถ จึงขับรถไปส่งผู้โดยสารที่กรุงเทพก่อน พอกลับมาถึงท่ารถที่บ้านโป่ง ก็มีเจ้าหน้าที่มายืนรออยู่แล้ว จึงทราบว่าเหตุการณ์กลายเป็นคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์   ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ผกก.สภ.บ้านโป่ง เปิดเผยว่า ในส่วนของเหตุทะเลาะวิวาท ได้ให้นายจักรพันธ์ ไปแจ้งความเพื่อดำเนินการตามคดีอาญากับคนขับรถตู้คู่กรณี ซึ่งก็จะต้องติดตามตัวมาสอบสวน ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ขนส่งในการดำเนินการ   ด้าน นายมนัสชัย ตั้งวิทย์โมไนย นายช่างตรวจสภาพรถ สำนักงานขนส่งอำเภอบ้านโป่ง  เปิดเผยว่า ได้รายงานให้ หัวหน้าขนส่งจังหวัดรับทราบแล้ว และดำเนินการเปรียบเทียบปรับนายจักรพันธ์ เป็นเงิน 5,000 บาท ฐานใช้กิริยาวาจาไม่สุภาพ ทำให้ผู้โดยสารเกิดความตระหนกตกใจ ส่วนคู่กรณี ก็จะต้องติดตามตัวมาเพื่อเปรียบเทียบปรับเช่นกัน     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rXv_bwgeTfU    

 10,444
แชร์ออฟเดอะเดย์
03 ม.ค. 61

หนุ่มวิน จยย.เปิดใจสุดช็อก! สาววัย 18 จ้างไลฟ์สด ก่อนโดดสะพานพระราม 8 ต่อหน้า ยังหาตัวไม่พบ คาดมีปัญหาความรัก

เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อวัยรุ่นสาวอายุ 18 ปี คนหนึ่ง ถ่ายทอดภาพผ่าน facebook live ขณะตัวเองกำลังปีนขึ้นไปนั่งบนขอบสะพานพระราม พร้อมกับโพสต์ท่าถ่ายภาพ สลับกับหยิบขวดสุรามายกดื่ม ตลอดช่วงของคลิป จะมีเพลง 'แพ้แล้วพาล' ร้องโดย พลอยชมพู-ญานนีน ไวเกล เปิดไว้ตลอดเวลา   โดยช่วงท้ายของคลิป วัยรุ่นสาวปีนออกไปยืนนอกรั้วสะพาน ก่อนจะโพสต์ท่ากางแขน แล้วจู่ๆก็ทิ้งตัว ลงจากสะพานลงไปเบื้องล่าง ทำให้คนที่ถือโทรศัพท์ถ่ายคลิปตกใจ ร้องออกมา แล้วรีบกดหยุดถ่ายทันที   เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงประมาณ 01.30 น. รุ่งเช้าของวานนี้ (2 ม.ค) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บวรมงคลมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบกระเป๋าของหญิงสาววางทิ้งไว้ ในกระเป๋าพบบัตรประจำตัวประชาชน ระบุเป็นหญิงสาวอายุ 18 ปี ชาวจังหวัดระนอง และของใช้อื่นๆเล็กน้อย จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน   จากการสอบปากคำวินจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ขี่รถมาส่งวัยรุ่นสาว และเป็นผู้อัดคลิปไลฟ์สด เล่าว่า ตนรับวัยรุ่นสาวมาจากซอยนาคนิวาส 30 มาส่งที่ย่านพระราม 8 ตอนที่รับมาพบว่าหญิงสาวได้ดื่มสุรามาก่อนหน้าแล้ว และตลอดทางเจ้าตัวมีการร้องไห้ บ่นเสียใจเรื่องความรัก โดยหลังจากตนมาส่งถึงที่หมาย หญิงสาวขอจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้อยู่เป็นเพื่อน และขอให้พาขึ้นไปถ่ายรูปบนสะพาน ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มาให้ถ่ายคลิปไลฟ์สดให้ สุดท้ายก็กระโดดลงไป โดยที่นายภัทรดนัยไม่ทันได้ตั้งตัว ตอนแรกยังเห็นวัยรุ่นสาวโผล่ขึ้นมาจากน้ำ และพยายามว่าย แต่สุดท้ายก็ไหลไปตามกระแสน้ำจนหาไม่พบ   ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดต่อกับญาติ ซึ่งเป็นน้าเขยของหญิงสาวคนดังกล่าวได้  น้าเขยได้เดินทางมาให้ปากคำที่ สน.บวรมงคล โดยเล่าว่า วัยรุ่นสาวเป็นเด็กต่างจังหวัด พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก มียายเป็นผู้เลี้ยงดู แต่พอขึ้น ม.3 เจ้าตัวก็หนีออกจากบ้าน คนในครอบครัวตามหากันอยู่นาน จนมาทราบว่า มาทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่กรุงเทพฯ ได้ประมาณ 2 ปีเศษ   ส่วนเรื่องแฟน ทางครอบครัวทราบว่า วัยรุ่นสาวมีแฟนและกำลังมีปัญหากัน แต่เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวจึงไม่ได้ถามรายละเอียด  ส่วนอุปนิสัยส่วนตัว ยืนยันว่าหลานสาวเป็นเด็กรักดี และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อย่างที่ชาวเน็ตหลายคนตั้งข้อสังเกตแน่นอน   ด้าน พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ผู้กำกับการ สน.บวรมงคล นำกำลังลงเรือตำรวจน้ำตรวจจุดเกิดเหตุในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณใต้สะพานพระราม 8 เพื่อติดตามหาวัยรุ่นสาว โดยให้เรือวนดูพื้นที่โดยรอบ แต่ก็ไม่พบร่องรอย จึงประสานเรือด่วนเจ้าพระยา ช่วยสอดส่องอีกทาง ซึ่งจากการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ หากวัยรุ่นสาวจมน้ำจริง น่าจะใช้เวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง ร่างก็จะลอยขึ้นมา  เบื้องต้นจึงลงไว้เพียงการแจ้งคนหายในเบื้องต้นก่อน   ทีมข่าวยังเดินทางไปพูดคุยกับ นายภัทรดนัย นุ่มศรีนารถ อายุ 25 ปี วินจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ขี่รถมาส่งวัยรุ่นสาว เล่ากับผู้สื่อข่าวว่า ตนไปรับวัยรุ่นสาวตอนเวลาประมาณ 23.00 น. ตอนที่เจอเห็นอีกฝ่ายถือขวดสุราอยู่ในมือ แต่ไม่เหมือนคนเมา เพราะมีสติ พูดจาโต้ตอบรู้เรื่อง และยังคอยบอกทางตนมาตลอดทาง  แต่ระหว่างทางได้ยินเจ้าตัวร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดเรื่องแฟน พูดว่า ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้   จนกระทั่งมาถึงที่หมาย ใต้สะพานพระราม 8 หญิงสาวให้เงินเพิ่ม 500 บาท ขอให้ตนนั่งอยู่เป็นเพื่อนก่อน โดยหญิงสาวไปนั่งเอาเท้าแช่น้ำอยู่ใต้สะพาน ร้องไห้ และเปิดเพลงแพ้แล้วพาล จากโทรศัพท์อยู่เพลงเดียว วนไปวนมา อยู่ประมาณ 30-40 นาที ตอนนั้นตนถามอีกฝ่ายว่า “คิดจะกระโดดน้ำหรือ ? ไม่เอานะ” หญิงสาวก็ตอบว่า “หนูว่ายน้ำไม่เป็น ไม่กระโดดหรอก”   จนกระทั่งหญิงสาวหยุดร้องไห้ เหมือนหายเศร้าแล้ว ก็หันมาบอกตนว่า ให้ช่วยขึ้นไปถ่ายรูปบนสะพานให้หน่อย จึงพากันเดินขึ้นไปจนถึงกลางสะพาน ก่อนที่อีกฝ่ายจะเปิดไลฟ์สดใน facebook ยื่นมาให้ตนช่วยถ่ายให้ แล้วก็ขอให้ตนช่วยถ่ายภาพนิ่งให้ด้วย ตนจึงเอาอีกมือที่ว่างอยู่ หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาถ่ายรูปให้ อีกมือก็ถือโทรศัพท์ของหญิงสาวถ่ายไลฟ์ไป เป็นเวลาประมาณ 4-5 นาที จู่ๆหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงไปโดยที่ตนไม่ทันตั้งตัว    หลังเกิดเหตุก็รีบโทรแจ้งตำรวจ แล้ววิ่งลงจากสะพาน มาเจอคนในที่เกิดเหตุอีกสองคน จึงให้ช่วยกันตามหาหญิงสาว แต่ก็ไม่พบ  ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุก็ยังเสียใจ ถ้าตอนนั้นตนเข้าไปห้ามตั้งแต่แรก ไม่มัวถ่ายคลิปตามที่อีกฝ่ายขอ ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้   อีกด้านหนึ่ง ใน facebook ของ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า “ปล่อยให้ผู้อื่นตาย เราอาจผิด ติดคุกได้ นะครับ  ใจความโดยสรุป นายโกศลวัฒน์ระบุว่า มอเตอร์ไซค์รับจ้างน่าจะเห็นแล้ว ว่าเด็กสาวอยู่ในอาการมึนเมา เมื่อปีนขึ้นราวสะพาน และเปิดเพลงในทำนองผิดหวังเสียใจ ก็ควรจะห้ามหรือเข้าล็อกตัวไว้ ไม่ให้ข้ามราวสะพานออกไปได้  หน้าที่ตามกฎหมายต้องหยุดการกระทำไม่ให้เด็กสาวเสี่ยงชีวิต แต่กลับยืนถ่ายคลิปต่อไป อาจเป็นความผิดตาม “มาตรา 374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นแต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการดื่มสุราในคลิป หากพิสูจน์แล้วพบว่า คนถ่ายคลิป ส่งขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็จะมีความผิดตามมาตรา 26 ฐาน จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zvIb_8sw3dE    

 143,512
แชร์ออฟเดอะเดย์
30 ธ.ค. 60

มอบตัวแล้ว! หนุ่มในคลิปคว้าดาบไล่ฟันคู่กรณีนิ้วแหว่งกลางลานจอดรถห้างดัง

ความคืบหน้าจากกรณีที่โลกออนไลน์แชร์เรื่องราวของพ่อแม่ลูก ร้องทุกข์ถูกคู่กรณีที่ขับรถชนคว้าดาบมาไล่ฟันจนนิ้วมือแหว่งได้รับบาดเจ็บ ภายในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง   โดยในเวลาต่อมาเพจเฟซบุ๊ก “เฮียขับรถ” ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์ที่กล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่รถเก๋งสีดำกำลังวิ่งตรงไปตามเส้นทาง จากนั้นก็มีรถ BMW สีขาวขับมาอีกด้านหนึ่งและเฉี่ยวชนกัน นำไปสู่การเปิดฉากโต้เถียงกัน ก่อนที่เจ้าของรถสีขาวจะวิ่งไปหยิบมีดดาบเล่มยาวออกมาไล่ฟัน จนฝ่ายรถเก๋งสีดำต้องรีบขับรถหนีตาย    ล่าสุดเมื่อเวลา 03.00 น. ที่ผ่านมา ผู้ก่อเหตุได้เดินทางไปมอบตัวกับตำรวจที่ สน.บุคคโล แล้ว เบื้องต้นนัดให้ผู้เสียหายมาชี้ตัวในเวลา 10.30 น.                ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/vQtWq-BuXYI  

 41,256
ข่าวภูมิภาค
29 ธ.ค. 60

ออกหมายจับ หนุ่ม bmw เลือดร้อน เอามีดไล่แทงคู่กรณีนิ้วแหว่ง

ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า ‘Thanakit Zen’ โพสต์ภาพนิ้วมือที่ถูกมีดบาดจนเนื้อแหว่งไป และภาพทะเบียนรถ BMW พร้อมระบุข้อความว่า "ใครเจอรถป้ายทะเบียนนี้ BMW สีขาว ช่วยแจ้งมาที คนขับรถ BMW สีขาว ก่อเหตุ ใช้ดาบยาว พยายามแทงคนในรถ ที่จอดรถในห้างแห่งหนึ่ง ใครมีคลิปเหตุการณ์ หรือกล้องหน้ารถเหตุการณ์ โปรดแจ้งใต้คอมเม้นต์"   ล่าสุดวานนี้(28 ธ.ค.) ที่ สน.บุคคโล นายปธิกร อรุณเดชา และนางภิญดา อรุณเดชา สองสามีภรรยา ที่ถูกชายหนุ่มคนดังล่าวใช้อาวุธมีดไล่แทง ได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน และนำภาพจากกล้องวงจรปิดของห้างมามอบไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับเล่าเหตุการณ์ให้ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ฟังว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. เวลา 21.10 น. ในห้างแห่งหนึ่งย่านท่าพระ ขณะกำลังขับรถออกจากห้าง อยู่ๆมีรถเก๋ง ยี่ห้อ BMW เลี้ยวออกจากซ้ายห้างในอีกช่องทางหนึ่ง มาชนรถของตน บริเวณล้อรถด้านซ้าย   นายปธิกร บอกอีกว่า พอตนลงไปก็พูดกับชายคนดังกล่าวว่า "ตนออกมาแล้วครึ่งคัน พี่จะขับออกมาทำไม" แต่ชายคนดังกล่าวกลับบอกว่า "กูให้มึงออกแล้ว ทำไมไม่ออก" แล้วก็เดินไปหลังรถ หยิบมีดดาบความยาวกว่า 1 เมตร ออกมาเพื่อจะฟันตน ภรรยากับลูกชายเห็นท่าไม่ดี เลยเข้ามาห้าม และให้ตนขึ้นรถ   นางภิญดา ภรรยา บอกว่า ตอนตนเข้าไปห้าม ชายคนดังกล่าวไม่ยอมฟัง พยายามจะใช้มีดฟันตนกับลูกชาย ลูกชายจึงบอกให้ตนขึ้นมาหลบบนรถ พอตนเปิดประตูด้านหลังคนขับขึ้นมา แล้วกำลังจะปิด อยู่ๆชายคนดังกล่าวใช้มีดแทงเข้ามาในรถ เฉียดหน้าตน เหมือนจงใจจะแทงไปที่คนขับ ตอนนั้นตนตกใจมาก จึงตัดสินใจใช้มือจับมีดไว้ จนได้รับบาดเจ็บที่ปลายนิ้วนางด้านขวา แล้วยื้ออยู่กับชายคนดังกล่าว ก่อนที่มีดจะหล่นออกไปนอกรถ แล้วสามีก็ขับรถออกมา   สองสามีภรรยา ยืนยันว่า ไม่ได้ใช้คำหยาบคาย หรือต่อว่าชายคนดังกล่าวเลย ยอมรับว่าตอนนั้นตนตกใจมาก ซึ่งหลังจากที่ตนขับรถออกมา ชายคนดังกล่าวก็ได้ขับรถไปชนกับรถคันอื่นอีกหน้าห้าง แล้วก็หลบหนีไป   ขณะที่ตำรวจ สน.บุคคโล เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้สอบปากคำผู้เสียหาย และให้ผู้เสียหายชี้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะออกหมายจับ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/T2ApTGs1AY4  

 17,028
แชร์ออฟเดอะเดย์
28 ธ.ค. 60

ทหารเรือเมาป่วน ปีนเวทีชกนักร้องหญิง สุดท้ายถูกตามเอาคืนอ่วม ล่าสุดไกล่เกลี่ยจบลงด้วยดี ต้นสังกัดสั่งสอบด่วน

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Arunee Wungphu (อรุณี วังผือ) โพสต์คลิปวีดีโอ เหตุการณ์วงดนตรีในร้านอาหารแห่งหนึ่ง กำลังทำการแสดงอยู่บนเวที จู่ๆก็มีชายคนหนึ่ง วิ่งขึ้นไปบนเวที แล้วชกเข้าไปที่ศีรษะของนักร้องหญิง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ชุลมุน   ผู้โพสต์ระบุว่า ชายที่ปรากฎในคลิปเป็นทหาร ปีนขึ้นมาบนเวที ด้วยอาการมึนเมา ก่อนจะลงมือชกต่อยทั้งมือกีต้าร์ และนักร้องหญิง โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน สุดท้ายชายคนดังกล่าวถูกรวบตัวได้ ก่อนจะถูกบรรดาสมาชิกของวงที่โกรธแค้น รุมทำร้ายคืนจนสภาพสะบักสะบอม   นอกจากนี้ผู้โพสต์ยังทำการ ถ่ายทอดสดทาง Facebook Live เป็นเหตุการณ์ตอนที่เจ้าหน้าที่ของร้านอาหาร ควบคุมตัวชายผู้ก่อเหตุไว้ได้ ก่อนจะนำตัวออกจากบริเวณร้านไป  ผู้โพสต์ยังเดินไปซักถามอาการของเพื่อนนักร้องหญิงที่ถูกชก พบว่ามีอาการปวดบวมที่ศีรษะด้วย   ทีมข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่ร้านอาหารที่เกิดเหตุ ย่านปิ่นเกล้า จากการสอบถามพนักงานของร้านทราบว่า เหตุเกิดช่วงกลางดึกของวันอังคารที่ผ่านมา โดยชายในคลิปเป็นลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้าน ดื่มสุราเข้าไปจนมึนเมา ก่อนจะแอบปีนขึ้นไปบนเวที ทางด้านข้าง ซึ่งเป็นจุดที่ติดกับหน้าทางเข้าห้องน้ำชาย ระหว่างที่วงดนตรีกำลังทำการแสดง แล้วก่อเหตุตามในคลิป   โดยตอนที่ทีมข่าวไปตรวจสอบที่เกิดเหตุนั้น วงดนตรีผู้เสียหาย ยังไม่มาที่ร้าน แต่เจ้าหน้าที่ของร้านได้ทำการโทรศัพท์ถึง นางสาวอรุณี วังผือ นักร้องนำคนหนึ่งของวง (คนโพสต์ แต่ไม่ใช่คนที่ถูกต่อย) เพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้ทำการสอบถามเหตุการณ์   นางสาวอรุณีเล่าว่า พวกตนไม่เคยรู้จักกับชายผู้ก่อเหตุมาก่อน และก่อนเกิดเหตุ ทางวงก็ไม่ได้มีปัญหาผิดใจกับลูกค้าในร้านแต่อย่างใด จู่ๆคู่กรณีก็ปีนขึ้นเวที มาต่อยมือกีต้าร์ของวงก่อนเป็นคนแรก แล้วก็วิ่งปรี่มาชกโดนนักร้องนำหญิง ชื่อ“น้ำ” แล้วเหตุการณ์ก็ชุลมุนทันที เพราะคนในวงพากันทิ้งเครื่องดนตรี แล้ววิ่งไล่จับตัวชายคนดังกล่าว จนจับตัวได้ แล้วรุมทำร้ายด้วยความโกรธแค้น   หลังเกิดเหตุทราบว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นทหารเรือ โดยได้มีการไปเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่ สน.บางยี่ขัน แต่ตนไม่ได้ไปด้วย มาทราบภายหลังว่าทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาตกลงกันได้ และไม่ได้ดำเนินคดีใดๆต่อกันอีก   ด้าน เรือตรี ประดับชัย เรืองรื่น ที่ปรึกษาของร้านอาหารดังกล่าว เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ทางร้านได้ไปร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยด้วย และทางร้านยินดีจะรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย  เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากลูกค้ารายนี้มึนเมา แล้วอาจจะไม่พอใจวงดนตรี เรื่องคำพูดแซวกันไปมาระหว่างนักดนตรี กับลูกค้า จนปีนขึ้นไปก่อเหตุ   ส่วนกรณีที่ว่า ผู้ก่อเหตุเป็นทหารหรือไม่นั้น ทางร้านไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ บอกได้แต่เพียงว่าเป็น “ชายคล้ายทหาร” เพราะตอนเกิดเหตุไม่ได้มีการแต่งกายในเครื่องแบบ และไม่ได้พกพาอาวุธแต่อย่างใด   หลังจากนี้ทางร้านก็จะต้องหามาตรการในการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น โดยอาจจะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในแต่ละจุดให้มากขึ้น ป้องกันเหตุเกิดซ้ำสอง   ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทางกองทัพเรือได้ทำการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น ทราบว่าชายผู้ก่อเหตุ เป็นทหารของกองทัพเรือจริง ยศจ่าตรี โดยจะต้องประสานต้นสังกัดของทหารนายดังกล่าว ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน และจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vq90vcdrTks    

 33,743
แชร์ออฟเดอะเดย์
28 ธ.ค. 60

รพ.ขอนแก่นแจงปมโพสต์ fb ด่าคนไข้ ชี้เป็นฝีมืออดีตแฟนหนุ่ม จนท. ฉุนง้อคืนดีไม่สำเร็จ เลยสร้างเฟสบุ๊คปลอมมาก่อกวน

โลกออนไลน์ของชาวจังหวัดขอนแก่น วิจารณ์กรณีที่ผู้ใช้ facebook รายหนึ่ง โพสต์ข้อความระบุว่า ถูกเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน ของโรงพยาบาลขอนแก่น เข้ามาคอมเม้นต์ด่าด้วยคำหยาบคายใน facebook เนื่องจากผู้โพสต์อัพรูปใน facebook ของตัวเอง พร้อมกับกดเช็คอินสถานที่ “โรงพยาบาลขอนแก่น”  โดยอีกฝ่ายอ้างว่า เมื่อมีคนกดเช็คอินสถานที่โรงพยาบาล จะมีการแจ้งเตือนมาที่คอมพิวเตอร์ของตัวเอง จนรบกวนการทำงาน   โดย facebook ของผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ยังคอมเม้นต์ท้าทายด้วยว่า หากข้องใจ ให้มาหาได้เลย ที่แผนก ER (ห้องฉุกเฉิน)   ล่าสุดวานนี้(27 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ โรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้พูดคุยกับนางสมพร หงส์เวียง ตำแหน่ง รองหัวหน้างานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน  เปิดเผยว่า facebook ที่ปรากฎในโพสต์ดังกล่าว เป็นภาพของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจริงๆ ชื่อนางสาววันเพ็ญ ร่มโพธิ์ แต่ไม่ได้เป็น facebook จริงๆของเจ้าตัว เป็นฝีมือของอดีตแฟนหนุ่มชื่อ “เอก” ที่นำภาพและชื่อของนางสาววันเพ็ญ ไปสร้าง facebook ปลอมขึ้นมาเพื่อก่อกวน เนื่องจากโกรธแค้น ที่ตามง้อขอคืนดี แต่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอม  เรื่องราวผ่านมากว่า 5 ปี จนกระทั่งนางสาววันเพ็ญมีครอบครัว มีลูกแล้ว แต่อดีตแฟนหนุ่มรายนี้ยังใช้ facebook ปลอมนี้ มาก่อกวนไม่เลิก   โดยตลอด 5 ปี ที่ผ่านมา นายเอก อดีตแฟนหนุ่มนำ facebook ปลอมนี้ ไปด่าทอคนไข้ของโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้ง ทางโรงพยาบาลก็ต้องคอยมาชี้แจงเท่าที่จะสามารถชี้แจงได้  คนไข้บางรายถึงขั้น มาที่โรงพยาบาล เพื่อจะเอาเรื่องกับนางสาววันเพ็ญอีกด้วย ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ต้องช่วยอธิบายให้เข้าใจว่าเป็น facebook ปลอม   โดยนางสาววันเพ็ญ ได้ไปแจ้งความเอาผิดกับอดีตแฟนหนุ่มรายนี้ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ไว้แล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินการ ออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อย  ทราบเบาะแสล่าสุดว่าอยู่ที่ จ.นครปฐม แต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้   นอกจากนี้ นางสมพรยังนำคลิปเสียง บทสนทนาระหว่าง นางสาววันเพ็ญ ที่พูดคุยกับนายเอก มาเปิดให้ผู้สื่อข่าวได้ฟังด้วย จากบทสนทนาจับใจความได้ว่า นางสาววันเพ็ญขอให้อดีตแฟนหนุ่มเลิกตามก่อกวน เพราะเลิกรากันไปหลายปีแล้ว และนายเอกก็เคยถึงขั้นขู่ฆ่าลูกของนางสาววันเพ็ญมาแล้ว ทำให้นางสาววันเพ็ญเองต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงมาตลอดหลายปี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ShGVVcfPrZg    

 10,218
แชร์ออฟเดอะเดย์
26 ธ.ค. 60

จวกยับ เพจอ้างตัวเป็นหมอชาวบ้าน กล่าวหาแม่เด็กกินของไม่ดีตอนท้อง ทำลูกเป็นมะเร็ง

เป็นอีกกรณีที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้ facebook รายหนึ่ง โพสต์ภาพหน้าจอบทสนทนา ระหว่างผู้โพสต์ กับแอดมินของเพจ facebook เพจหนึ่ง ที่อ้างตัวเป็นหมอชาวบ้าน เรียกตนเองว่า “หมอนอกกะลา” ใช้การรักษาโรคแบบธรรมชาติบำบัด   ผู้โพสต์ปรึกษาเพจดังกล่าวว่าลูกของตน อายุแค่ 1 ขวบเศษ ป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ระยะที่ 4 อาการกำลังทรุดตัว ขอคำปรึกษาในการช่วยรักษาลูกสาวให้หายจากมะเร็ง แต่ทางเพจกลับตอบมาว่า วิธีธรรมชาติบำบัดของตนไม่สามารถช่วยได้ ยังไงก็รักษาไม่หาย และสาเหตุที่ลูกสาวของผู้โพสต์เป็นมะเร็ง ก็มาจากการที่ตัวผู้โพสต์ ชอบกินของหวาน นม เห็ด ขนมปัง นมถั่วเหลือง และโดยเฉพาะเนยเทียม ซึ่งอาหารเหล่านี้ ทำให้ลูกที่เกิดออกมาเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อย   ผู้โพสต์จึงนำข้อความในแชทดังกล่าวมาโพสต์ ในทำนองเสียใจ ที่ตัวเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์ กินของไม่ดีเข้าไปจนเป็นต้นเหตุให้ลูกเป็นมะเร็ง   อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตจำนวนมาก เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ข้อมูลที่ทางเพจบอกกับแม่เด็ก เป็นข้อมูลที่บิดเบือนไปจากความจริงอย่างมาก และการกินอาหารเหล่านี้ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ใช่สาเหตุของโรคมะเร็งอย่างแน่นอน   นอกจากนี้ ยังมีการไปขุดคุ้ยเพจดังกล่าว ว่าเจ้าของเพจไม่ใช่คนที่มีความรู้ทางการแพทย์ ชอบเอาข้อมูลผิดๆมาเผยแพร่ อ้างว่าช่วยรักษาโรคต่างๆได้ เช่น ให้ผู้ป่วยมะเร็งกินน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง โดยการนำน้ำมะนาวมาผสมกับเบคกิ้งโซดา ผสมเกลือและน้ำเปล่า ดื่มเข้าไปช่วยปรับค่า PH ในร่างกายให้เป็นด่าง   แต่ก็เป็นที่เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า สูตรรักษาโรค ที่เพจดังกล่าวนำมาเผยแพร่ มีที่มาจากชายชาวอเมริกัน ชื่อ โรเบิร์ต โอ ยัง ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับรักษาโรคร้ายด้วยน้ำด่าง แต่สุดท้ายพบว่าเป็นเรื่องลวงโลก จนถูกศาลตัดสินจำคุก ฐานประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาต ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา   ทีมข่าวพยายามติดต่อไปยังเพจดังกล่าว เพื่อขอคำชี้แจงจากเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด   ผู้สื่อข่าว จ.สงขลา ไปพูดคุยกับ นางอาวาติฟ นิแม อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดปัตตานี ผู้โพสต์ และแม่ของเด็กหญิงอันรีน สามา ที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ระยะที่ 4 ตั้งแต่อายุได้ 10 เดือน ปัจจุบัน เด็กหญิงอันรีน อายุ 1 ขวบเศษ ยังรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ หลังจากแพทย์โรงพยาบาลปัตตานี ตรวจพบมะเร็ง ก่อนจะส่งมารักษาที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์   โดยนางอาวาติฟ เล่าว่า เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ ที่รู้ข่าวอาการป่วยของลูกสาว แนะนำให้ตนรู้จักกับเพจดังกล่าว ทราบว่าเป็นเพจที่ให้คำปรึกษา เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็ง จึงได้ส่งข้อความไปขอความช่วยเหลือ ตอนแรกที่ได้คำตอบมาก็เสียใจมาก เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกป่วยเป็นมะเร็ง แต่พอมาทราบความจริง ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ที่ไปหลงเชื่อเพจดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะถือว่าตนหลงเชื่อ และส่งข้อความไปขอคำปรึกษาเอง   ตอนนี้ขออย่างเดียว คือขอให้ลูกหายเป็นปกติ ตอนนี้ครอบครัวลำบากมาก ที่ผ่านมามีผู้ใจบุญบริจาคเงินมาช่วยเหลือ แต่เงินก็หมดไปกับการรักษาลูก เพราะมีค่าใช้จ่ายที่เกินจากสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่มากพอสมควร   ทีมข่าวยังสอบถามไปยัง นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเด็ก เปิดเผยว่า ทางกรมการแพทย์ได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจากข้อมูลที่เพจดังกล่าวอ้างว่า อาหารต่างๆที่แม่กินเข้าไปทำให้เด็กเป็นมะเร็งนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะสารก่อมะเร็ง มักจะมาจากยาฆ่าแมลง, การได้รับรังสีบางอย่างระหว่างตั้งครรภ์ หรือเกิดจากกรรมพันธุ์   สำหรับโรคมะเร็งในเด็กนั้น ก็ถือว่าพบได้น้อย คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 10 เมื่อเทียบกับมะเร็งในผู้ใหญ่  ส่วนเรื่องของการรักษานั้น ก็สามารถรักษาให้หายได้ ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และการได้รับการรักษาที่ถูกต้อง   โดยเบื้องต้น ทางกรมการแพทย์ได้ออกเอกสารให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนเกี่ยวกับโรคมะเร็งในเด็ก ผ่านทาง facebook ของกรมฯ และเตรียมจะส่งไปยังสื่อช่องทางต่างๆต่อไปด้วย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/x8Z9tL-OKMs  

 16,073
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ธ.ค. 60

คลิปนาทีหวาดเสียว รถบรรทุกเลี้ยวมองไม่เห็น เฉี่ยว จยย.ล้ม ล้อหลังทับหัวคนขับเสียชีวิต

เฟซบุ๊ก Toomtam Worrawech ได้โพสต์คลิปจากกล้องหน้ารถบันทึกนาทีที่ รถ จยย.กำลังขับผ่านหน้าบริเวณเคหะบางพลีเมืองใหม่ จ.สมุทรปราการ รถพ่วงได้ขับเลี้ยวซ้ายไปชนกับ จยย.ที่ขับมาทางซ้ายจนล้มคว่ำ ก่อนที่ล้อหลังของรถบรรทุกจะขับทับศีรษะของผู้ขี่ จยย.คันดังกล่าวจนเสียชีวิตคาที่    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3OHEUYM0BcE

 20,030
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ธ.ค. 60

นายกเล็กอุตรดิตถ์ โพสต์ภาพไร้เงา ขรก.บ่ายวันศุกร์ ชี้ต้นตอปมขัดแย้งภายใน 3 ขั้ว

นายยิ่งใหญ่ อายะนันทน์  นายกเทศมนตรีตำบลท่าสัก อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า“ความว่างเปล่าเวลานี้ 14.40 น.ที่เทศบาลท่าสัก ศุกร์-สุขกันมากเลยครับท่านผู้ชม ว่างแม้นกระทั่งห้องทำงาน ภาพที่ถ่ายทั้งหมดเวลา 14.40 น. วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560"   พร้อมมีภาพโรงจอดรถยนต์ที่ไม่มีรถยนต์จอด ห้องทำงานของสำนักปลัดเทศบาลตำบลท่าสักที่มีเพียงโต๊ะทำงาน และเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ไม่มีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่เลย ประตูหน้าห้องถูกล็อกกุญแจเรียบร้อยแล้ว ทำให้ชาวเน็ตวิจารณ์ถึงพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการดังกล่าว   ซึ่งทางนายกเทศมนตรีท่าสักยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวจริง เพราะหมดความอดทนกับการทำงานของข้าราชการ และพนักงานบางคนของเทศบาลตำบลท่าสักแล้ว ย้ำว่าเป็นเพียงบางคนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด มีบางคนไม่สนองนโยบายของผู้บริหารเทศบาลที่เป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์กับประชาชน ให้ทำงานก็อ้างติดระเบียบ ทำไปเดี๋ยวมีความผิด หน่วยงานรัฐเอกชนจะนำสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือก็บอกปัดไป ยุยงให้สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) บางคนคอยขัดขวางการทำงานฝ่ายบริหารทั้งที่เรื่องที่ทำนั้นเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ จ้องจับผิดการทำงานของฝ่ายบริหารที่ทำให้กับประชาชน วันศุกร์บ่ายก็กลับบ้านกันแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่เกิดขึ้นมานานแล้ว   ล่าสุดรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ระบุ สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เบื้องต้นพบมีความขัดแย้งภายในระหว่างผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลและข้าราชการประจำรวม 3 ขั้วที่ขัดแย้งกัน อาจใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยสลับหรือโยกย้ายข้าราชการ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hGm4-NjmtcU    

 97,427
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ธ.ค. 60

คลิปเดือด หนุ่มกร่างแค้นแทนเพื่อนปมรถชน ชกลูกสาวแท็กซี่ตาแตก 'วง cocktail' เสนอช่วยผู้เสียหายสู้คดีเต็มที่

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Tharntong Rodluk โพสต์คลิปวีดีโอ เล่าเหตุการณ์ว่า พ่อของตนซึ่งขับแท็กซี่ ถูกมอเตอร์ไซค์ขี่มาชนท้าย แต่กลุ่มเพื่อนของมอเตอร์ไซค์กลับมาเอาเรื่องพ่อของตน กล่าวหาว่าไปชนเพื่อนจนบาดเจ็บ ก่อนจะเข้ามาทำร้ายร่างกายพ่อ  ผู้โพสต์และน้องสาวเข้าไปขวาง แต่กลับถูกชายในคลิปต่อยหน้าจนได้รับบาดเจ็บ   นอกจากนี้ยังมีคลิปที่ถ่ายจากบนรถแท็กซี่ โดยบอกว่าหลังจากถูกทำร้ายร่างกาย พวกตนก็ขึ้นมาหลบบนรถ แต่อีกฝ่ายก็ยังอาละวาด เข้ามาถีบประตูรถ ส่วนน้องสาวที่ถูกต่อยจนบาดเจ็บ ก็ยังร้องไห้ด้วยความกลัวอยู่บนรถด้วย   และอีกมุมเป็นภาพจากกล้องหน้ารถกู้ภัย ที่เข้าไปช่วยคนเจ็บ จะเห็นว่าชายคนดังกล่าว พยายามเข้าไปทำร้ายร่างกายคนขับแท็กซี่หลายครั้ง แม้จะมีคนเข้าไปห้าม และมีเด็กผู้หญิงสองคน(ลูกสาว) มายืนขวางเอาไว้ แต่ก็ยังถูกทำร้ายไปด้วย   จากการพูดคุยกับนายกฤตภาส รอดหลัก วัย 43 ปี คนขับแท็กซี่ที่ถูกชนท้าย เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นคืนวันอาทิตย์ ต่อเนื่องเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ตอนเวลาประมาณ 00.50 น. ตนขับรถแท็กซี่กำลังจะไปรับลูกสาว 2 คน ที่ไปดูคอนเสิร์ต ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แต่พอขับมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านอาหาร ขับในเลนซ้ายกำลังจะไปยูเทิร์นใต้สะพาน จู่ๆก็ได้ยินเสียงดังโครม ดังมาจากท้ายรถ จึงรีบหยุดรถลงมาดู เห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ขับมาชนท้าย มีผู้ชายสองคนนอนบาดเจ็บอยู่ จังหวะนั้นก็มีพลเมืองดีรีบโทรแจ้งกู้ภัยให้ ส่วนตนก็ดูอาการคนเจ็บ ก่อนจะเรียกประกัน  ส่วนลูกสาว 2 คน ที่รออยู่หน้าร้านอาหาร เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งข้ามถนนมาหาตน   ไม่กี่นาทีต่อมา ผู้ชายที่เป็นคนซ้อนรู้สึกตัว แล้วโทรศัพท์หาเพื่อน บอกว่าตัวเองรถชน ให้มาช่วยดูหน่อย  เมื่อกลุ่มเพื่อนของคนเจ็บมาถึง ก็เข้ามาพูดจาหาเรื่องตน กล่าวหาว่าตนขับปาดหน้ามาชน ทำให้เพื่อนของตัวเองบาดเจ็บ  ซึ่งตนก็พยายามชี้แจงอย่างใจเย็น ว่าไม่ได้ขับปาด ตนขับมาในเลนซ้ายแต่แรกอยู่แล้ว และเป็นฝ่ายถูกชนท้าย   อีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์เกรี้ยวกราด ข่มขู่ตนว่าถ้าเปิดกล้องดูแล้ว เห็นว่าตนเป็นฝ่ายชนเพื่อน จะกระทืบให้จมเท้า  จากนั้นก็เหมือนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ปรี่เข้ามาทำร้าย  ลูกสาวทั้งสองคนก็เข้ามาขวาง พร้อมกับอัดคลิปไปด้วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมหยุด ชกเข้ามา ถูกทั้งตนและลูกสาวหลายครั้ง แต่ที่หนักที่สุดคือลูกสาวคนเล็ก ถูกหมัดเข้าใต้ตาอย่างจังจนเป็นแผลแตกเลือดไหล   ตอนนั้นกู้ภัยเข้ามาห้าม แต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะอีกฝ่ายมีหลายคน จึงบอกให้พวกตนขึ้นไปนั่งในรถแท็กซี่ของตัวเองก่อน จึงรีบขึ้นรถล็อกประตู อีกฝ่ายก็ยังพยายามตามมาเอาเรื่อง ใช้เท้าถีบรถจนด้านข้างยุบหลายจุด  สุดท้ายตำรวจสายตรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ตนกลัวจะถูกทุบรถ จึงแจ้งตำรวจว่าขอไปก่อน แล้วก็ขับรถออกจากที่เกิดเหตุทันที   นายกฤตภาสบอกว่า ยอมรับว่าตอนเกิดเหตุโกรธมาก แต่พยายามสงบสติอารมณ์ ไม่ไปตอบโต้ ตอนนี้ก็ยังเสียใจที่ลูกสาวต้องมาเจ็บตัว แต่ก็ขอให้เรื่องดำเนินไปตามกฎหมาย ไม่คิดจะไปแก้แค้นเอาคืนอะไรกับใคร   ด้านนางสาวกชกร รอดหลัก วัย 18 ปี ลูกสาวของนายกฤตภาส เล่าว่าที่ตนเอาตัวไปบังพ่อเอาไว้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายทำร้ายพ่อ และกันไม่ให้พ่อสู้กับอีกฝ่ายด้วย เพราะถ้าพ่อสู้ จะต้องถูกรุมอย่างแน่นอน  ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังทำร้าย ทั้งที่ตนกับพี่สาว ซึ่งก็เป็นผู้หญิงทั้งคู่ พยายามพูดจาขอร้องตลอดเวลา ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้    โดยทางผู้เสียหายพ่อลูก ก็ได้เดินทางไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.บางเสาธง ตำรวจแจ้งข้อหาชายในคลิป ฐานทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งจะต้องเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็มีข้อมูลของผู้ก่อเหตุอยู่แล้ว หากตามตัวแล้วไม่มา ก็จะออกหมายเรียก หมายจับต่อไป    ส่วนกรณีของ ผู้ชายสองคนที่ขี่รถมาชนท้ายนั้น ก็อยู่ในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก  ซึ่งก็ต้องรอผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้นจึงจะสอบปากคำได้ ว่าใครผิดใครถูก เบื้องต้นได้ให้แพทย์ทำการตรวจแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้ว อยู่ระหว่างการรอผล   ด้าน รปภ.ของร้านอาหาร ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ เล่าว่าตอนเกิดเหตุดึกมากแล้ว ถนนโล่ง ตนมองเห็นว่ารถแท็กซี่ขับมาในเลนซ้าย ส่วนจักรยานยนต์ขับตามหลังมาในเลนเดียวกัน แต่จู่ๆจักรยานยนต์ก็พุ่งไปชนท้ายเสียงดังสนั่น ร่างของผู้ชายสองคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มา ลอยไปตกบนถนน นอนบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดเพิ่มเติม   ในขณะที่พยานอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ก็เล่าว่า กลุ่มชายในคลิป ตามมาดูอาการเพื่อนที่บาดเจ็บ แล้วก็โมโหกันมาก กรูเข้ามาจะทำร้ายคนขับแท็กซี่ ซึ่งลูกสาวก็เข้าไปขวางเอาไว้ ทำให้ถูกต่อยไปด้วย แม้กระทั่งกู้ภัยที่เข้าไปห้าม ก็ยังโดนลูกหลง ถูกหมัดของชายคนดังกล่าวไปหลายครั้งด้วย   ทีมข่าวพยายามติดต่อไปยังชายในคลิป แต่อีกฝ่ายไม่รับโทรศัพท์ และยังปิด facebook ส่วนตัวไปแล้ว หลังถูกชาวเน็ตเข้าไปรุมด่าทอเป็นจำนวนมาก   โดยในโลกออนไลน์ มีการขุดคุ้ยตามล่าหาตัวชายในคลิป ถึงขั้นที่มีเพจหนึ่งใน facebook ประกาศตั้งค่าหัวชายรายนี้ หากใครไปตามหาตัว และทำร้ายร่างกายได้ จะได้เงินค่าหัวประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งก็ถูกชาวเน็ตส่วนหนึ่ง วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าเป็นการใช้ศาลเตี้ยตัดสิน ทั้งๆที่ควรจะนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายมากกว่า ก่อนที่ในเวลาต่อมาโพสต์ดังกล่าว จะถูกลบไป   ในขณะที่ เพจ facebook ของวง Cocktail ซึ่งเป็นวงที่ไปแสดงคอนเสิร์ต ในคืนเกิดเหตุ ได้โพสต์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวระบุว่า    “จากเหตุการณ์ที่มีอันธพาลรุมทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้  พวกคุณทุกคนจะต้องได้รับโทษอย่างสาสม สิ่งที่คุณทำจะต้องย้อนกลับมาหาตัวคุณอย่างแน่นอน   ทราบข่าวมาว่าเหตุเกิด หลังจากน้องเกด(ลูกสาวคนโต) และน้องสาว มาชมคอนเสิร์ตของเรา และกำลังรอคุณพ่อมารับ ทางวงเป็นกำลังใจให้ ขอให้คุณพ่อ น้องเกด และน้องสาว หายไวๆและได้รับความยุติธรรมครับ   ทางวงยินดีให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายทุกอย่าง อำนวยความสะดวก จัดหาทนาย รวมถึงค่าต่อสู้คดีทุกบาท ทั้งสิ้นเพื่อเอาผิดคนกลุ่มนี้เต็มที่ครับ   **ได้พูดคุยกับน้องเกดแล้วล่าสุด น้องเล่าว่าน้องสาวยังมีอาการน่าเป็นห่วง ช่วยกันแชร์เพื่อตามหาคนร้ายรวมถึงช่วยกันส่งกำลังใจให้น้องด้วยนะครับ”   ส่วนอีกคนที่ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ คือเสี่ยโป้-นายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หลังมีกระแสข่าวกล่าวอ้างว่า เสี่ยโป้รู้จักกับชายที่อยู่ในคลิป และเตรียมจะนำตัวชายคนนี้ ไปมอบตัวกับตำรวจ   ทีมข่าวสอบถามไปยังเสี่ยโป้ ได้คำตอบว่า ตนไม่ได้รู้จักกับชายในคลิปแต่อย่างใด แต่จำหน้าได้ว่าเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในละแวกบ้าน  ตน จึงติดต่อไปหารุ่นพี่ที่รู้จักกัน และทราบว่ารุ่นพี่คนนี้รู้จักกับชายในคลิปด้วย ประสานบอกให้ไปมอบตัวกับตำรวจ แต่อีกฝ่ายเข้าใจผิด คิดว่าตนจะพาพรรคพวกไปอุ้มชายคนดังกล่าวมาทำร้าย ซึ่งก็ยืนยันว่าตนไม่ได้ต้องการไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย แค่ช่วยแจ้งคนรู้จัก ให้บอกคนในคลิปไปมอบตัวเท่านั้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CJQBVgRQi44    

 283,629
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ธ.ค. 60

หนุ่มงงขี่ จยย. แต่โดนใบสั่งรถยนต์เลขทะเบียนเดียวกัน บก.จร.คาดผิดพลาดที่ระบบ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า ‘พงศกร สุทธิรัตน์’ โพสต์ภาพใบสั่งรถแวนคันหนึ่งฝ่าฝืนกฎจราจร โดยการเปลี่ยนเลนในเขตพื้นที่ห้าม พร้อมกับภาพทะเบียนรถจักรยานยนต์ ที่มีเลขทะเบียนตรงกับรถแวนคันดังกล่าว   โดยผู้โพสต์ระบุข้อความประมาณว่า "ทำไมถึงทำกันขนาดนี้ โทรไปก็ไม่รับ ตนแอบไปมีรถยนต์ตอนไหนทำไมไม่บอกตัวเอง"   ด้านนายพงศกร สุทธิรัตน์ ผู้โพสต์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. มีจดหมายใบสั่งมาส่งที่บ้าน ตอนแรกตนคิดว่าใบสั่งดังกล่าวเป็นของตน แต่พอเปิดออกดูปรากฎว่า ในภาพไม่ใช่รถจักรยานยนต์ของตน แต่เป็นรถแวนหมายเลขทะเบียน 2กธ – 3224 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับทะเบียนรถจักรยานยนต์ของตน และชื่อ นามสกุล และยี่ห้อรถ ในใบสั่งก็ตรงกับรถของตน   ตอนนั้นตนงงมาก ทำไมถึงเป็นรถยนต์ หลังจากนั้นตนก็พยายามติดต่อไปหาเจ้าหน้าที่ตามเบอร์ที่ให้ไว้ในใบสั่ง เพื่อจะบอกว่าในใบสั่งไม่ใช่รถตน แต่ปรากฎว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รับสาย ซึ่งเรื่องแบบนี้ตนไม่เคยเจอมาก่อน แต่หลังจากที่โพสต์ไปก็มีคนทักมาบอกว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ คนที่ทักมาใช้รถยนต์แต่กลับได้ใบสั่งรถจักรยานยนต์ที่หมายเลขทะเบียนเดียวกัน   นายพงศกร บอกอีกว่า ตนคิดว่าหมายเลขทะเบียนอาจตรงกันได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่น่าจะออกใบสั่งผิดพลาดขนาดนี้ จากรถยนต์เป็นรถจักรยานยนต์ มันคนละประเภทกัน ซึ่งก่อนที่จะออกใบสั่ง เจ้าหน้าที่น่าจะมีการตรวจสอบบ้าง   ต่อมาเวลา 16.30 น. นายพงศกร เดินทางไปที่กองบังคับการตำรวจจราจร เพื่อจะสอบถามกรณีที่ออกใบสั่งผิดพลาด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับเรื่องไว้ และประสานให้ นายพงศกร เข้ามาพบอีกครั้งในวันนี้(20 ธ.ค.)   แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบปรากฎว่าหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ของ นายพงศกร ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร คาดว่าน่าจะเกิดข้อผิดพลาดขณะทำการออกใบสั่ง   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายสุกรี จารุภูมิ ผู้อำนวยการกองตรวจการขนส่งทางบก เกี่ยวกับกรณีรถต่างประเภทกัน แล้วหมายเลขทะเบียนจะเหมือนกันหรือไม่ ผอ.สุกรี บอกว่า หมายเลขทะเบียน สามารถที่จะเหมือนกันได้ เฉพาะประเภทรถที่ต่างกัน ส่วนมากจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล กับรถจักรยานยนต์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aHyD-A9rynI  

 7,227
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ธ.ค. 60

งงในงง! ชาวเมืองชลสงสัย ทางหลวงติดป้ายบอกทางซ้อนกัน 2 ป้าย ข้อความเหมือนกันเป๊ะ ล่าสุดรื้อถอนแล้ว

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Montri Piromrach แชร์ภาพป้ายบอกทางสองป้าย ตั้งซ้อนกันอยู่ โดยทั้งสองป้ายหน้าตาเหมือนกันทุกประการ ผู้โพสต์ระบุข้อความว่า   “ป้ายบอกทางสองป้ายนี้แตกต่างกันอย่างไร ผมคิดไม่ตก ทุกพยางค์ ทุกสัญลักษณ์เหมือนกันหมด ป้ายใหญ่(ด้านหลัง)ติดตั้งนานแล้ว ป้ายเล็กเพิ่งจะติดตั้ง น่าจะสักก 2-3 วัน ป้ายเก่าผุพังไหม = ไม่, ขวางทางจราจรไม่ = ไม่ เพราะตั้งอยู่บนฟุตปาธ, ป้ายเก่าตัวอักษรเลือนรางไหม = ไม่, เสาไม่แข็งแรงไหม = ไม่ โคตรแข็งแรง”   ผู้โพสต์ยังระบุอีกว่า ตนแค่สงสัยในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี คนที่เป็นผู้รับผิดชอบ อาจจะต้องการให้ประชาชนปลอดภัย สีตัวอักษรอาจแตกต่างกัน แต่ตกก็ไม่รู้เรื่องสี ดูยังไงก็เหมือนกัน และหากจะติดตั้งป้ายใหม่ เหตุใดจึงไม่รื้อป้ายเดิม   จากการตรวจสอบป้ายบอกทางดังกล่าว  พบอยู่บริเวณ ก่อนถึงสี่แยกไฟแดงอ่าวอุดม ฝั่งขาเข้า อ.ศรีราชา ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าป้ายบอกทางดังกล่าว ถูกรื้อถอนไปแล้ว จากเดิมที่ซ้อนกันอยู่ 2 ป้าย ปัจจุบันเหลือแค่ป้ายที่นำมาติดตั้งใหม่แค่ป้ายเดียว   จากการสอบถามประชาชนบริเวณดังกล่าว บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหน้ากรมทางหลวง ได้เข้ามารื้อถอนป้ายเก่าที่ซ้อนกันอยู่ออกไป ก่อนหน้าที่ผู้สื่อข่าวจะมาตรวจสอบไม่นาน  ตอนแรกชาวบ้านก็สงสัยว่าป้ายเดิมมีอยู่แล้ว จะนำป้ายใหม่มาติดตั้งซ้ำซ้อนทำไม ในเมื่อป้ายเดิมก็ยังอยู่ในสภาพดี ข้อความบนป้ายก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้อย่างสิ้นเปลือง ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GLSiaehCgBk    

 4,306
แชร์ออฟเดอะเดย์
18 ธ.ค. 60

แชร์ว่อนป้ายห้าม grab-uber รับผู้โดยสารย่านเซ็นทรัลเวิลด์ ล่าสุดถูกลอกออกแล้ว เร่งหาตัวคนติด

โลกออนไลน์แชร์ภาพป้ายสติ๊กเกอร์ที่มีคำเตือน ห้าม Grab ,UBER ,GoBike มารับผู้โดยสาร ซึ่งติดอยู่บริเวณ ตู้ชุมสายโทรศัพท์ ปากทางเข้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้กับรั้วของวัดปทุมวนาราม ถนนพระราม 1 ซึ่งเป็นจุดที่มักเรียกรถแท็กซี่ได้ยาก ทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์   ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตำรวจ ระบุว่าได้รับรายงานจาก สน.ปทุมวันว่าทาง สน.ปทุมวันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริเวณที่ปรากฏว่ามีป้ายสติ๊กเกอร์ติดคำเตือนดังกล่าวแล้ว ล่าสุดพบว่าถูกลอกออกแล้ว   สอบถามพยานที่อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ทราบเพียงว่า มีชายไม่ทราบชื่อเป็นผู้นำมาติด ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ส่วนที่มีการติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าวและแกะออก เมื่อไหร่นั้นยังไม่ทราบ ขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวและสถานที่ใกล้เคียงแล้ว   สำหรับประเด็นที่สงสับว่าผู้ใดเป็นผู้นำมาติดสามารถกระทำได้หรือไม่นั้น ในส่วนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ คงต้องรอผลการสืบสวนสอบสวน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้แน่ชัด แต่จากที่ดูลักษณะของสติ๊กเกอร์ดังกล่าวแล้ว ไม่น่าจะเป็นสติ๊กเกอร์ของหน่วยงานราชการที่นำมาติดแต่อย่างใด   ซึ่งการติดป้ายคำเตือนในลักษณะดังกล่าวในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เข้าข่ายความผิด ตาม พรบ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 (ปรับไม่เกิน 5,000 บาท)   ทั้งนี้มีชาวเน็ตวิจารณ์ว่าผู้ที่นำป้ายมาติดอาจเป็นฝีมือของผู้เสียประโยชน์ เช่นแท็กซี่ หรือวิน จยย.บริเวณดังกล่าว เพราะไม่พอใจพฤติกรรมของ Grab ,UBER ,GoBike ที่มาแย่งรับผู้โดยสาร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/g8uu5tK271o  

 13,771

Top