ค้นหา :

ผลการค้นหา "���������������������������������������������"

แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ธ.ค. 60

คลิปนาทีหวาดเสียว รถบรรทุกเลี้ยวมองไม่เห็น เฉี่ยว จยย.ล้ม ล้อหลังทับหัวคนขับเสียชีวิต

เฟซบุ๊ก Toomtam Worrawech ได้โพสต์คลิปจากกล้องหน้ารถบันทึกนาทีที่ รถ จยย.กำลังขับผ่านหน้าบริเวณเคหะบางพลีเมืองใหม่ จ.สมุทรปราการ รถพ่วงได้ขับเลี้ยวซ้ายไปชนกับ จยย.ที่ขับมาทางซ้ายจนล้มคว่ำ ก่อนที่ล้อหลังของรถบรรทุกจะขับทับศีรษะของผู้ขี่ จยย.คันดังกล่าวจนเสียชีวิตคาที่    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3OHEUYM0BcE

 19,891
แชร์ออฟเดอะเดย์
25 ธ.ค. 60

นายกเล็กอุตรดิตถ์ โพสต์ภาพไร้เงา ขรก.บ่ายวันศุกร์ ชี้ต้นตอปมขัดแย้งภายใน 3 ขั้ว

นายยิ่งใหญ่ อายะนันทน์  นายกเทศมนตรีตำบลท่าสัก อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า“ความว่างเปล่าเวลานี้ 14.40 น.ที่เทศบาลท่าสัก ศุกร์-สุขกันมากเลยครับท่านผู้ชม ว่างแม้นกระทั่งห้องทำงาน ภาพที่ถ่ายทั้งหมดเวลา 14.40 น. วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2560"   พร้อมมีภาพโรงจอดรถยนต์ที่ไม่มีรถยนต์จอด ห้องทำงานของสำนักปลัดเทศบาลตำบลท่าสักที่มีเพียงโต๊ะทำงาน และเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ไม่มีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่เลย ประตูหน้าห้องถูกล็อกกุญแจเรียบร้อยแล้ว ทำให้ชาวเน็ตวิจารณ์ถึงพฤติกรรมการทำงานของข้าราชการดังกล่าว   ซึ่งทางนายกเทศมนตรีท่าสักยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวจริง เพราะหมดความอดทนกับการทำงานของข้าราชการ และพนักงานบางคนของเทศบาลตำบลท่าสักแล้ว ย้ำว่าเป็นเพียงบางคนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด มีบางคนไม่สนองนโยบายของผู้บริหารเทศบาลที่เป็นนโยบายที่เกิดประโยชน์กับประชาชน ให้ทำงานก็อ้างติดระเบียบ ทำไปเดี๋ยวมีความผิด หน่วยงานรัฐเอกชนจะนำสิ่งของเข้ามาช่วยเหลือก็บอกปัดไป ยุยงให้สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) บางคนคอยขัดขวางการทำงานฝ่ายบริหารทั้งที่เรื่องที่ทำนั้นเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ จ้องจับผิดการทำงานของฝ่ายบริหารที่ทำให้กับประชาชน วันศุกร์บ่ายก็กลับบ้านกันแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่เกิดขึ้นมานานแล้ว   ล่าสุดรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ระบุ สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เบื้องต้นพบมีความขัดแย้งภายในระหว่างผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลและข้าราชการประจำรวม 3 ขั้วที่ขัดแย้งกัน อาจใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยสลับหรือโยกย้ายข้าราชการ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hGm4-NjmtcU    

 97,233
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ธ.ค. 60

คลิปเดือด หนุ่มกร่างแค้นแทนเพื่อนปมรถชน ชกลูกสาวแท็กซี่ตาแตก 'วง cocktail' เสนอช่วยผู้เสียหายสู้คดีเต็มที่

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Tharntong Rodluk โพสต์คลิปวีดีโอ เล่าเหตุการณ์ว่า พ่อของตนซึ่งขับแท็กซี่ ถูกมอเตอร์ไซค์ขี่มาชนท้าย แต่กลุ่มเพื่อนของมอเตอร์ไซค์กลับมาเอาเรื่องพ่อของตน กล่าวหาว่าไปชนเพื่อนจนบาดเจ็บ ก่อนจะเข้ามาทำร้ายร่างกายพ่อ  ผู้โพสต์และน้องสาวเข้าไปขวาง แต่กลับถูกชายในคลิปต่อยหน้าจนได้รับบาดเจ็บ   นอกจากนี้ยังมีคลิปที่ถ่ายจากบนรถแท็กซี่ โดยบอกว่าหลังจากถูกทำร้ายร่างกาย พวกตนก็ขึ้นมาหลบบนรถ แต่อีกฝ่ายก็ยังอาละวาด เข้ามาถีบประตูรถ ส่วนน้องสาวที่ถูกต่อยจนบาดเจ็บ ก็ยังร้องไห้ด้วยความกลัวอยู่บนรถด้วย   และอีกมุมเป็นภาพจากกล้องหน้ารถกู้ภัย ที่เข้าไปช่วยคนเจ็บ จะเห็นว่าชายคนดังกล่าว พยายามเข้าไปทำร้ายร่างกายคนขับแท็กซี่หลายครั้ง แม้จะมีคนเข้าไปห้าม และมีเด็กผู้หญิงสองคน(ลูกสาว) มายืนขวางเอาไว้ แต่ก็ยังถูกทำร้ายไปด้วย   จากการพูดคุยกับนายกฤตภาส รอดหลัก วัย 43 ปี คนขับแท็กซี่ที่ถูกชนท้าย เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นคืนวันอาทิตย์ ต่อเนื่องเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ตอนเวลาประมาณ 00.50 น. ตนขับรถแท็กซี่กำลังจะไปรับลูกสาว 2 คน ที่ไปดูคอนเสิร์ต ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แต่พอขับมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านอาหาร ขับในเลนซ้ายกำลังจะไปยูเทิร์นใต้สะพาน จู่ๆก็ได้ยินเสียงดังโครม ดังมาจากท้ายรถ จึงรีบหยุดรถลงมาดู เห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ขับมาชนท้าย มีผู้ชายสองคนนอนบาดเจ็บอยู่ จังหวะนั้นก็มีพลเมืองดีรีบโทรแจ้งกู้ภัยให้ ส่วนตนก็ดูอาการคนเจ็บ ก่อนจะเรียกประกัน  ส่วนลูกสาว 2 คน ที่รออยู่หน้าร้านอาหาร เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งข้ามถนนมาหาตน   ไม่กี่นาทีต่อมา ผู้ชายที่เป็นคนซ้อนรู้สึกตัว แล้วโทรศัพท์หาเพื่อน บอกว่าตัวเองรถชน ให้มาช่วยดูหน่อย  เมื่อกลุ่มเพื่อนของคนเจ็บมาถึง ก็เข้ามาพูดจาหาเรื่องตน กล่าวหาว่าตนขับปาดหน้ามาชน ทำให้เพื่อนของตัวเองบาดเจ็บ  ซึ่งตนก็พยายามชี้แจงอย่างใจเย็น ว่าไม่ได้ขับปาด ตนขับมาในเลนซ้ายแต่แรกอยู่แล้ว และเป็นฝ่ายถูกชนท้าย   อีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์เกรี้ยวกราด ข่มขู่ตนว่าถ้าเปิดกล้องดูแล้ว เห็นว่าตนเป็นฝ่ายชนเพื่อน จะกระทืบให้จมเท้า  จากนั้นก็เหมือนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ปรี่เข้ามาทำร้าย  ลูกสาวทั้งสองคนก็เข้ามาขวาง พร้อมกับอัดคลิปไปด้วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมหยุด ชกเข้ามา ถูกทั้งตนและลูกสาวหลายครั้ง แต่ที่หนักที่สุดคือลูกสาวคนเล็ก ถูกหมัดเข้าใต้ตาอย่างจังจนเป็นแผลแตกเลือดไหล   ตอนนั้นกู้ภัยเข้ามาห้าม แต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะอีกฝ่ายมีหลายคน จึงบอกให้พวกตนขึ้นไปนั่งในรถแท็กซี่ของตัวเองก่อน จึงรีบขึ้นรถล็อกประตู อีกฝ่ายก็ยังพยายามตามมาเอาเรื่อง ใช้เท้าถีบรถจนด้านข้างยุบหลายจุด  สุดท้ายตำรวจสายตรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ตนกลัวจะถูกทุบรถ จึงแจ้งตำรวจว่าขอไปก่อน แล้วก็ขับรถออกจากที่เกิดเหตุทันที   นายกฤตภาสบอกว่า ยอมรับว่าตอนเกิดเหตุโกรธมาก แต่พยายามสงบสติอารมณ์ ไม่ไปตอบโต้ ตอนนี้ก็ยังเสียใจที่ลูกสาวต้องมาเจ็บตัว แต่ก็ขอให้เรื่องดำเนินไปตามกฎหมาย ไม่คิดจะไปแก้แค้นเอาคืนอะไรกับใคร   ด้านนางสาวกชกร รอดหลัก วัย 18 ปี ลูกสาวของนายกฤตภาส เล่าว่าที่ตนเอาตัวไปบังพ่อเอาไว้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายทำร้ายพ่อ และกันไม่ให้พ่อสู้กับอีกฝ่ายด้วย เพราะถ้าพ่อสู้ จะต้องถูกรุมอย่างแน่นอน  ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังทำร้าย ทั้งที่ตนกับพี่สาว ซึ่งก็เป็นผู้หญิงทั้งคู่ พยายามพูดจาขอร้องตลอดเวลา ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้    โดยทางผู้เสียหายพ่อลูก ก็ได้เดินทางไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.บางเสาธง ตำรวจแจ้งข้อหาชายในคลิป ฐานทำร้ายร่างกาย และทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งจะต้องเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็มีข้อมูลของผู้ก่อเหตุอยู่แล้ว หากตามตัวแล้วไม่มา ก็จะออกหมายเรียก หมายจับต่อไป    ส่วนกรณีของ ผู้ชายสองคนที่ขี่รถมาชนท้ายนั้น ก็อยู่ในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก  ซึ่งก็ต้องรอผู้บาดเจ็บอาการดีขึ้นจึงจะสอบปากคำได้ ว่าใครผิดใครถูก เบื้องต้นได้ให้แพทย์ทำการตรวจแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้ว อยู่ระหว่างการรอผล   ด้าน รปภ.ของร้านอาหาร ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุ เล่าว่าตอนเกิดเหตุดึกมากแล้ว ถนนโล่ง ตนมองเห็นว่ารถแท็กซี่ขับมาในเลนซ้าย ส่วนจักรยานยนต์ขับตามหลังมาในเลนเดียวกัน แต่จู่ๆจักรยานยนต์ก็พุ่งไปชนท้ายเสียงดังสนั่น ร่างของผู้ชายสองคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์มา ลอยไปตกบนถนน นอนบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดเพิ่มเติม   ในขณะที่พยานอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ก็เล่าว่า กลุ่มชายในคลิป ตามมาดูอาการเพื่อนที่บาดเจ็บ แล้วก็โมโหกันมาก กรูเข้ามาจะทำร้ายคนขับแท็กซี่ ซึ่งลูกสาวก็เข้าไปขวางเอาไว้ ทำให้ถูกต่อยไปด้วย แม้กระทั่งกู้ภัยที่เข้าไปห้าม ก็ยังโดนลูกหลง ถูกหมัดของชายคนดังกล่าวไปหลายครั้งด้วย   ทีมข่าวพยายามติดต่อไปยังชายในคลิป แต่อีกฝ่ายไม่รับโทรศัพท์ และยังปิด facebook ส่วนตัวไปแล้ว หลังถูกชาวเน็ตเข้าไปรุมด่าทอเป็นจำนวนมาก   โดยในโลกออนไลน์ มีการขุดคุ้ยตามล่าหาตัวชายในคลิป ถึงขั้นที่มีเพจหนึ่งใน facebook ประกาศตั้งค่าหัวชายรายนี้ หากใครไปตามหาตัว และทำร้ายร่างกายได้ จะได้เงินค่าหัวประมาณ 3 หมื่นบาท ซึ่งก็ถูกชาวเน็ตส่วนหนึ่ง วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าเป็นการใช้ศาลเตี้ยตัดสิน ทั้งๆที่ควรจะนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายมากกว่า ก่อนที่ในเวลาต่อมาโพสต์ดังกล่าว จะถูกลบไป   ในขณะที่ เพจ facebook ของวง Cocktail ซึ่งเป็นวงที่ไปแสดงคอนเสิร์ต ในคืนเกิดเหตุ ได้โพสต์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวระบุว่า    “จากเหตุการณ์ที่มีอันธพาลรุมทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้  พวกคุณทุกคนจะต้องได้รับโทษอย่างสาสม สิ่งที่คุณทำจะต้องย้อนกลับมาหาตัวคุณอย่างแน่นอน   ทราบข่าวมาว่าเหตุเกิด หลังจากน้องเกด(ลูกสาวคนโต) และน้องสาว มาชมคอนเสิร์ตของเรา และกำลังรอคุณพ่อมารับ ทางวงเป็นกำลังใจให้ ขอให้คุณพ่อ น้องเกด และน้องสาว หายไวๆและได้รับความยุติธรรมครับ   ทางวงยินดีให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายทุกอย่าง อำนวยความสะดวก จัดหาทนาย รวมถึงค่าต่อสู้คดีทุกบาท ทั้งสิ้นเพื่อเอาผิดคนกลุ่มนี้เต็มที่ครับ   **ได้พูดคุยกับน้องเกดแล้วล่าสุด น้องเล่าว่าน้องสาวยังมีอาการน่าเป็นห่วง ช่วยกันแชร์เพื่อตามหาคนร้ายรวมถึงช่วยกันส่งกำลังใจให้น้องด้วยนะครับ”   ส่วนอีกคนที่ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ คือเสี่ยโป้-นายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หลังมีกระแสข่าวกล่าวอ้างว่า เสี่ยโป้รู้จักกับชายที่อยู่ในคลิป และเตรียมจะนำตัวชายคนนี้ ไปมอบตัวกับตำรวจ   ทีมข่าวสอบถามไปยังเสี่ยโป้ ได้คำตอบว่า ตนไม่ได้รู้จักกับชายในคลิปแต่อย่างใด แต่จำหน้าได้ว่าเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในละแวกบ้าน  ตน จึงติดต่อไปหารุ่นพี่ที่รู้จักกัน และทราบว่ารุ่นพี่คนนี้รู้จักกับชายในคลิปด้วย ประสานบอกให้ไปมอบตัวกับตำรวจ แต่อีกฝ่ายเข้าใจผิด คิดว่าตนจะพาพรรคพวกไปอุ้มชายคนดังกล่าวมาทำร้าย ซึ่งก็ยืนยันว่าตนไม่ได้ต้องการไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย แค่ช่วยแจ้งคนรู้จัก ให้บอกคนในคลิปไปมอบตัวเท่านั้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CJQBVgRQi44    

 283,296
แชร์ออฟเดอะเดย์
20 ธ.ค. 60

หนุ่มงงขี่ จยย. แต่โดนใบสั่งรถยนต์เลขทะเบียนเดียวกัน บก.จร.คาดผิดพลาดที่ระบบ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า ‘พงศกร สุทธิรัตน์’ โพสต์ภาพใบสั่งรถแวนคันหนึ่งฝ่าฝืนกฎจราจร โดยการเปลี่ยนเลนในเขตพื้นที่ห้าม พร้อมกับภาพทะเบียนรถจักรยานยนต์ ที่มีเลขทะเบียนตรงกับรถแวนคันดังกล่าว   โดยผู้โพสต์ระบุข้อความประมาณว่า "ทำไมถึงทำกันขนาดนี้ โทรไปก็ไม่รับ ตนแอบไปมีรถยนต์ตอนไหนทำไมไม่บอกตัวเอง"   ด้านนายพงศกร สุทธิรัตน์ ผู้โพสต์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. มีจดหมายใบสั่งมาส่งที่บ้าน ตอนแรกตนคิดว่าใบสั่งดังกล่าวเป็นของตน แต่พอเปิดออกดูปรากฎว่า ในภาพไม่ใช่รถจักรยานยนต์ของตน แต่เป็นรถแวนหมายเลขทะเบียน 2กธ – 3224 กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับทะเบียนรถจักรยานยนต์ของตน และชื่อ นามสกุล และยี่ห้อรถ ในใบสั่งก็ตรงกับรถของตน   ตอนนั้นตนงงมาก ทำไมถึงเป็นรถยนต์ หลังจากนั้นตนก็พยายามติดต่อไปหาเจ้าหน้าที่ตามเบอร์ที่ให้ไว้ในใบสั่ง เพื่อจะบอกว่าในใบสั่งไม่ใช่รถตน แต่ปรากฎว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รับสาย ซึ่งเรื่องแบบนี้ตนไม่เคยเจอมาก่อน แต่หลังจากที่โพสต์ไปก็มีคนทักมาบอกว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ คนที่ทักมาใช้รถยนต์แต่กลับได้ใบสั่งรถจักรยานยนต์ที่หมายเลขทะเบียนเดียวกัน   นายพงศกร บอกอีกว่า ตนคิดว่าหมายเลขทะเบียนอาจตรงกันได้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่น่าจะออกใบสั่งผิดพลาดขนาดนี้ จากรถยนต์เป็นรถจักรยานยนต์ มันคนละประเภทกัน ซึ่งก่อนที่จะออกใบสั่ง เจ้าหน้าที่น่าจะมีการตรวจสอบบ้าง   ต่อมาเวลา 16.30 น. นายพงศกร เดินทางไปที่กองบังคับการตำรวจจราจร เพื่อจะสอบถามกรณีที่ออกใบสั่งผิดพลาด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับเรื่องไว้ และประสานให้ นายพงศกร เข้ามาพบอีกครั้งในวันนี้(20 ธ.ค.)   แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบปรากฎว่าหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ของ นายพงศกร ตรงกับหมายเลขทะเบียนรถของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร คาดว่าน่าจะเกิดข้อผิดพลาดขณะทำการออกใบสั่ง   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายสุกรี จารุภูมิ ผู้อำนวยการกองตรวจการขนส่งทางบก เกี่ยวกับกรณีรถต่างประเภทกัน แล้วหมายเลขทะเบียนจะเหมือนกันหรือไม่ ผอ.สุกรี บอกว่า หมายเลขทะเบียน สามารถที่จะเหมือนกันได้ เฉพาะประเภทรถที่ต่างกัน ส่วนมากจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล กับรถจักรยานยนต์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aHyD-A9rynI  

 7,180
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ธ.ค. 60

งงในงง! ชาวเมืองชลสงสัย ทางหลวงติดป้ายบอกทางซ้อนกัน 2 ป้าย ข้อความเหมือนกันเป๊ะ ล่าสุดรื้อถอนแล้ว

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Montri Piromrach แชร์ภาพป้ายบอกทางสองป้าย ตั้งซ้อนกันอยู่ โดยทั้งสองป้ายหน้าตาเหมือนกันทุกประการ ผู้โพสต์ระบุข้อความว่า   “ป้ายบอกทางสองป้ายนี้แตกต่างกันอย่างไร ผมคิดไม่ตก ทุกพยางค์ ทุกสัญลักษณ์เหมือนกันหมด ป้ายใหญ่(ด้านหลัง)ติดตั้งนานแล้ว ป้ายเล็กเพิ่งจะติดตั้ง น่าจะสักก 2-3 วัน ป้ายเก่าผุพังไหม = ไม่, ขวางทางจราจรไม่ = ไม่ เพราะตั้งอยู่บนฟุตปาธ, ป้ายเก่าตัวอักษรเลือนรางไหม = ไม่, เสาไม่แข็งแรงไหม = ไม่ โคตรแข็งแรง”   ผู้โพสต์ยังระบุอีกว่า ตนแค่สงสัยในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี คนที่เป็นผู้รับผิดชอบ อาจจะต้องการให้ประชาชนปลอดภัย สีตัวอักษรอาจแตกต่างกัน แต่ตกก็ไม่รู้เรื่องสี ดูยังไงก็เหมือนกัน และหากจะติดตั้งป้ายใหม่ เหตุใดจึงไม่รื้อป้ายเดิม   จากการตรวจสอบป้ายบอกทางดังกล่าว  พบอยู่บริเวณ ก่อนถึงสี่แยกไฟแดงอ่าวอุดม ฝั่งขาเข้า อ.ศรีราชา ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าป้ายบอกทางดังกล่าว ถูกรื้อถอนไปแล้ว จากเดิมที่ซ้อนกันอยู่ 2 ป้าย ปัจจุบันเหลือแค่ป้ายที่นำมาติดตั้งใหม่แค่ป้ายเดียว   จากการสอบถามประชาชนบริเวณดังกล่าว บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าหน้ากรมทางหลวง ได้เข้ามารื้อถอนป้ายเก่าที่ซ้อนกันอยู่ออกไป ก่อนหน้าที่ผู้สื่อข่าวจะมาตรวจสอบไม่นาน  ตอนแรกชาวบ้านก็สงสัยว่าป้ายเดิมมีอยู่แล้ว จะนำป้ายใหม่มาติดตั้งซ้ำซ้อนทำไม ในเมื่อป้ายเดิมก็ยังอยู่ในสภาพดี ข้อความบนป้ายก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง เป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้อย่างสิ้นเปลือง ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GLSiaehCgBk    

 4,221
แชร์ออฟเดอะเดย์
18 ธ.ค. 60

แชร์ว่อนป้ายห้าม grab-uber รับผู้โดยสารย่านเซ็นทรัลเวิลด์ ล่าสุดถูกลอกออกแล้ว เร่งหาตัวคนติด

โลกออนไลน์แชร์ภาพป้ายสติ๊กเกอร์ที่มีคำเตือน ห้าม Grab ,UBER ,GoBike มารับผู้โดยสาร ซึ่งติดอยู่บริเวณ ตู้ชุมสายโทรศัพท์ ปากทางเข้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้กับรั้วของวัดปทุมวนาราม ถนนพระราม 1 ซึ่งเป็นจุดที่มักเรียกรถแท็กซี่ได้ยาก ทำให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์   ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตำรวจ ระบุว่าได้รับรายงานจาก สน.ปทุมวันว่าทาง สน.ปทุมวันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริเวณที่ปรากฏว่ามีป้ายสติ๊กเกอร์ติดคำเตือนดังกล่าวแล้ว ล่าสุดพบว่าถูกลอกออกแล้ว   สอบถามพยานที่อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ทราบเพียงว่า มีชายไม่ทราบชื่อเป็นผู้นำมาติด ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ส่วนที่มีการติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าวและแกะออก เมื่อไหร่นั้นยังไม่ทราบ ขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวและสถานที่ใกล้เคียงแล้ว   สำหรับประเด็นที่สงสับว่าผู้ใดเป็นผู้นำมาติดสามารถกระทำได้หรือไม่นั้น ในส่วนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ คงต้องรอผลการสืบสวนสอบสวน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้แน่ชัด แต่จากที่ดูลักษณะของสติ๊กเกอร์ดังกล่าวแล้ว ไม่น่าจะเป็นสติ๊กเกอร์ของหน่วยงานราชการที่นำมาติดแต่อย่างใด   ซึ่งการติดป้ายคำเตือนในลักษณะดังกล่าวในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เข้าข่ายความผิด ตาม พรบ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 (ปรับไม่เกิน 5,000 บาท)   ทั้งนี้มีชาวเน็ตวิจารณ์ว่าผู้ที่นำป้ายมาติดอาจเป็นฝีมือของผู้เสียประโยชน์ เช่นแท็กซี่ หรือวิน จยย.บริเวณดังกล่าว เพราะไม่พอใจพฤติกรรมของ Grab ,UBER ,GoBike ที่มาแย่งรับผู้โดยสาร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/g8uu5tK271o  

 13,640
แชร์ออฟเดอะเดย์
15 ธ.ค. 60

หนุ่มโพสต์โวย เจอฟุตปาธโผล่ขึ้นขวาง กลางถนนเชียงใหม่ ทำ จยย.ล้มบาดเจ็บ

โลกออนไลน์ของชาวจังหวัดเชียงใหม่ มีการแชร์ภาพและข้อความจากผู้ใช้ facebook ชื่อ Theerat Fankaew ที่โพสต์เล่าเรื่องอุบัติเหตุของเพื่อนตัวเอง ที่ขี่จักรยานยนต์เที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรไม่เป็นอะไร แต่กลับมาเจออุบัติเหตุบนท้องถนนในตัวเมืองเชียงใหม่ จากการออกแบบถนนที่ผิดพลาด ถนนเลนซ้ายสุด ที่ออกแบบให้เป็นเลนสำหรับจักรยานเป็นทางยาว จู่ๆก็มีฟุตปาธก่อขึ้นมากลางทาง  ทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาชนฟุตปาธล้มคว่ำ ได้รับบาดเจ็บ   ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ ทราบว่าผู้บาดเจ็บคือ นายชวภัทร หลักเพชร อายุ 45 ปี เป็นพี่ชายของ ทีมงานเรื่องเล่าเช้านี้ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นายชวภัทรขี่จักรยานยนต์จากกรุงเทพไปเที่ยวเชียงใหม่ ตอนเกิดเหตุ นายชวภัทรขับขี่มาในเลนปกติ แต่ถูกรถยนต์เบียด จึงเบี่ยงออกทางซ้าย เห็นว่าทางซ้ายเป็นเลนถนนมาตลอด แต่ปรากฎว่าเบี่ยงเลนออกไปก็ไปชนกับขอบฟุตปาธอย่างจัง จนได้รับบาดเจ็บ กระดูกหน้าแข้งหักสองท่อน ต้องผ่าตัด ดามเหล็กเอาไว้ แพทย์ระบุว่าต้องรักษาตัวประมาณ 6 เดือน   ล่าสุด นายจำเนียร สีเขื่อนแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ บนถนนราชพฤกษ์ ก่อนถึงแยกพืชสวนโลก ก่อนชี้แจงว่า เลนช่องซ้ายสุด ที่มีปลายทางเชื่อมต่อกับฟุตปาธนั้น ไม่ใช่ช่องทางการจราจร แต่เป็นไหล่ทาง ที่ตีคู่มากับทางจักรยาน และบนช่องจราจรจะตีเส้นทึบไว้ตลอดทั้งเส้นอยู่แล้ว ให้รู้ว่าช่องซ้ายสุดไม่ใช่ช่องจราจร  และที่ปลายทางต้องทำเป็นฟุตปาธขึ้นมา เพราะทางข้างหน้าเป็นสี่แยกใหญ่ เป็นแบบนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน   สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าผู้บาดเจ็บไม่ใช่คนในพื้นที่ จึงไม่ชำนาญเส้นทาง ประกอบกับอาจจะมีรถคันอื่นบดบัง จนไม่ทันได้สังเกต ซึ่งหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็ได้มาติดตั้งป้ายสัญญาน และเครื่องกั้นทางเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9LjZ4IMVX64

 76,470
แชร์ออฟเดอะเดย์
15 ธ.ค. 60

ดราม่า! ไกด์ทัวร์ปีนพระปรางค์วัดอรุณฯ อ้างแค่ไปตามลูกทัวร์ ถาม “จะต้องให้ไปกราบกระเบื้องไหม” เผยโดนขุดเพราะมีเรื่องกับคนแฉ

โลกออนไลน์ มีการแชร์ภาพจากผู้ใช้ facebook ชื่อ “นางฟ้าใจร้าย กูไม่ใช่แม่พระ” โพสต์ภาพคนสองคนขึ้นไปถ่ายภาพกับพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยใช้เท้าเหยียบไปที่ฐานพระปรางค์  ผู้โพสต์ระบุว่า ผู้หญิงผมยาวที่ยืนด้านหน้า คือนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่คนที่ยืนด้านหลัง เป็นมัคคุเทศก์ชาวไทย แต่กลับไม่รู้จักกาลเทศะ แทนที่จะตักเตือน หรือห้ามปรามลูกทัวร์ของตัวเอง กลับขึ้นไปถ่ายรูปในลักษณะไม่เคารพสถานที่ ทั้งที่ควรจะรู้ว่า พระปรางค์เป็นศาสนสถานที่คนไทยให้ความเคารพนับถือ     ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีเพื่อนๆที่ทำอาชีพมัคคุเทศก์เข้าไปตักเตือน อีกฝ่ายกลับไม่สำนึก ตอบโต้กลับมาด้วยการประชดประชัน ถามว่าจะต้องให้ไปกราบกระเบื้องพระปรางค์เลยหรือไม่ จึงจะพอใจ   หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของไกด์คนดังกล่าวจำนวนมาก นอกจากนี้ในเพจ Dr.K. V.3 ยังขุดคุ้ยเรื่องราวของไกด์คนดังกล่าว ซึ่งเป็นทอม ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายอย่าง โดยเฉพาะการถ่ายรูปกับลูกทัวร์สาวชาวจีน แบบกอดแนบชิด หรือแม้กระทั่งถ่ายภาพจูบปากกับลูกทัวร์สาว โพสต์ลงในโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง   ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นางสาวนรนนท นรคามินทร์ วัย 44 ปี ไกด์ทัวร์ที่ปรากฎในภาพ เปิดเผยว่า ภาพที่ปรากฎออกไปนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ลูกทัวร์ชาวจีนของตน ปีนขึ้นไปถ่ายภาพบนพระปรางค์ ตนเห็นเข้าจึงรีบขึ้นไปห้าม และจะพาลูกทัวร์ลงมา แต่อีกฝ่ายไม่ยอม บอกว่าต้องถ่ายรูปก่อน ตนจึงยอมถ่ายรูปด้วย เพื่อให้ลูกทัวร์ยอมลงมาจากพระปรางค์ ไม่คิดว่าภาพจะถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อต่างๆมากขนาดนี้    นางสาวนรนนท ยอมรับว่าภาพดังกล่าวตนเป็นผู้โพสต์เอง เพื่อจะเตือนบรรดาลูกทัวร์ว่าไม่ควรทำแบบนี้ แต่กลับมีผู้ไม่หวังดี นำไปเผยแพร่ต่อจนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา มีบรรดาไกด์คนอื่นๆเข้ามาต่อว่าตนจำนวนมาก แม้ตนจะขอโทษไปแล้ว ก็เหมือนว่าทุกคนยังไม่พอใจ จึงตอบไปว่า ต้องให้ตนไปกราบกระเบื้องเลยดีไหม เพื่อให้ทุกคนสบายใจ   ส่วนคนที่นำภาพของตนไปเผยแพร่นั้น ตนทราบว่าเป็นไกด์ผู้หญิงที่ชื่อ “ฟ้า” ซึ่งมีเรื่องบาดหมางกับตนมาก่อน ถึงขั้นลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกายตนมาแล้วหลายครั้ง คอยใส่ร้ายป้ายสีตนด้วยเรื่องส่วนตัวหลายอย่าง ตอนนี้มีคดีความที่ตนไปแจ้งความเอาผิดกับ นางสาวฟ้า ไว้หลายคดี   หลังจากเกิดเรื่อง ก็มีตำรวจท่องเที่ยวติดต่อมาหาตน เรียกตนไปสอบสวน ซึ่งตนก็ยินดีที่จะเข้าไปชี้แจงความบริสุทธิ์ใจ ในวันที่ 18 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ก็เตรียมที่จะเข้าไปให้ปากคำกับตำรวจท่องเที่ยว และจะไปแจ้งความเอาผิดนางสาวฟ้าด้วย ในคราวเดียวกันเลย   ด้าน นางสาวฟ้า (สงวนชื่อจริง) ผู้โพสต์ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า นางสาวนรนนท เป็นคนโพสต์ภาพปีนพระปรางค์ ลงในโซเชียลมีเดียของตัวเอง และมีคนส่งภาพมาให้ตนดู ในฐานะของมัคคุเทศก์ ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ยิ่งมีการตักเตือนกันในกลุ่มของมัคคุเทศก์ ก็ยังไม่สำนึกผิด จึงอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการเอาผิด เพื่อไม่ให้ไปทำพฤติกรรมแบบนี้อีก   ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายบอกว่า ตนมีเรื่องบาดหมางส่วนตัว จนนำภาพไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเสียหาย  ตนยอมรับว่ามีปัญหาส่วนตัวกับนางสาวนรนนทจริง แต่มองว่าเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องส่วนตัวที่มีคดีความกันอยู่ก็ส่วนหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการวิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kMIenDSBqq0    

 20,911
แชร์ออฟเดอะเดย์
14 ธ.ค. 60

เตือนภัย สาวขี่ จยย.ถูกสายเคเบิ้ลห้อยระโยงระยาง บาดคอเจ็บ ล่าสุดเทศบาลเชียงใหม่จัดเก็บแล้ว

เชียงใหม่-มีโพสต์เตือนภัย กรณีพบหญิงสาวประสบเหตุถูกวัตถุที่มีลักษณะคล้ายลวดหรือสายไฟพาดเข้าบริเวณลำคอระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าซอย 8 ถนนเชียงใหม่-ลำพูน ข้างสำนักงานแขวงกาวิละ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้ได้รับบาดเจ็บและต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล   โดยนอกจากเตือนภัยให้ผู้ขับขี่แล้วยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบจุดเกิดเหตุช่วงคืนที่ผ่านมาและพบว่าเหตุดังกล่าวน่าจะเกิดจากสายเคเบิ้ลที่จัดเก็บไม่เรียบร้อยและถูกปล่อยให้ห้อยระโยงระยางจนเกิดเหตุดังกล่าว   จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบว่าสายเคเบิ้ลที่ห้อยระโยงระยางจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้ถูกจัดเก็บให้เป็นระเบียบแล้ว โดยจากการสอบถามผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงทราบว่า หลังจากที่เรื่องดังกล่าวมีการนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียและถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทำให้ทางเทศบาลนครเชียงใหม่โดยเจ้าหน้าที่แขวงกาวิละได้ทำการจัดเก็บสายเคเบิ้ลดังกล่าวให้เป็นระเบียบแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำและเป็นอันตรายกับผู้ที่ขับขี่รถผ่านไปมาในซอยดังกล่าวอีก   ทั้งนี้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยย่านจุดเกิดเหตุ บอกว่า ไม่ทราบว่าผู้ที่ประสบเหตุเป็นใคร แต่ที่ผ่านมาสายเคเบิ้ลในซอยดังกล่าวห้อยระโยงระยางไร้ระเบียบมานานแล้ว เหมือนกับอีกหลายจุดทั่วเมืองเชียงใหม่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุขึ้นจึงไม่มีผู้สนใจ ทำให้เช้าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ ต้องเข้ามาทำการจัดเก็บสายเคเบิ้ลให้เป็นระเบียบ โดยที่ทางเจ้าของสายเคเบิ้ลตัวจริงยังไม่ได้ออกมาแสดงตัวและแสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย ซึ่งหากเป็นไปได้เสนอแนะว่าการวางสายเคเบิ้ลควรจะต้องทำให้เป็นระเบียบและหมั่นตรวจสอบบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น   ขณะที่จ่าเอกอภิสาร ยานุช ทนายความ และเจ้าของเพจเฟซบุ๊กให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายสำหรับประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียง แสดงความเห็นว่า กรณีนี้หากสายดังกล่าวเป็นของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนใดๆ จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งในส่วนของผู้เสียหายเบื้องต้นแนะนำให้ไปทำการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งรวบรวมใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุดังกล่าว เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเรียกร้องกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZZJW0Y2b2P4

 14,711
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ธ.ค. 60

แบรนด์ดังทำฮือฮารอบใหม่ ออกกระเป๋าทรงถุงพลาสติก เริ่มต้น 3 หมื่นบาท ล่าสุดเปิดพรีออเดอร์หมดเกลี้ยง

ยังคงสร้างเสียงฮือฮาไม่หยุด สำหรับแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง บาลองเซียก้า Balenciaga หลังจากที่เคยออกกระเป๋า หน้าตาคล้ายถุงสายรุ้ง ที่ใช้กันตามตลาดนัดในประเทศไทย รวมทั้งกระเป๋าหน้าตาเหมือนถุงช็อปปิ้งของห้างเฟอร์นิเจอร์ IKEA ไปแล้วก่อนหน้านี้   ล่าสุดแบรนด์บาลองเซียก้า ออกกระเป๋าคอลเล็คชั่นใหม่ ในชื่อ Supermarket Shopper (ซูเปอร์มาร์เก็ต ช็อปเปอร์) เป็นกระเป๋า 3 แบบ ที่หน้าตาคล้ายถุงพลาสติกในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่วัสดุทำจากหนังแกะอย่างดีทั้งใบ โดยในเว็บไซท์ของบางลองเซียก้าระบุไว้ว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อ (Shopping Bag)   โดยกระเป๋าแบบแรก เป็นกระเป๋าไซส์กลาง(ไซส์ M) มีสองสี คือสีเขียว และ สีฟ้า ด้านหน้าของกระเป๋า จะพิมพ์ลายโลโก้ของบาลองเซียก้า (ลายตัว B สองตัวหันหลังชนกัน ชื่อลาย ดับเบิลบี)   แบบที่สองเป็นกระเป๋าไซส์ใหญ่ (ไซส์ L) เป็นกระเป๋าสีขาว มีลายกรอบสี่เหลี่ยมสีเหลืองตรงกลาง พิมพ์ข้อความว่า “The Power of Dreams” พร้อมโลโก้ของแบรนด์   ส่วนแบบสุดท้าย เป็นกระเป๋าไซส์ใหญ่ (ไซส์ L) กระเป๋าสีแดง พิมพ์คำว่า Europe (ยุโรป)   กระเป๋าคอลเล็คชั่นนี้ ราคาแตกต่างกันไปตามขนาดและรูปทรง ไซส์กลาง(ไซส์M) ราคาอยู่ที่ 950 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3 หมื่น 1 พันบาท ในขณะที่ไซส์ใหญ่(ไซส์ L) ราคาอยู่ที่ 1050 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3 หมื่น 4 พันบาท    กระเป๋าทั้ง 3 แบบ เปิดขายแบบพรีออเดอร์ทางเว็บไซท์ (กดสั่งซื้อและจ่ายเงินออนไลน์ก่อน แล้วจะจัดส่งให้ภายหลัง) ก่อนที่จะวางขายหน้าร้าน ซึ่งล่าสุด กระเป๋าไซส์ M ทั้งสีเขียว และสีฟ้า ถูกสั่งซื้อจนหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_6Tjzt2-bV0

 20,687
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ธ.ค. 60

มาแนวใหม่! พ่อค้าขายปลาสดยัดไส้ข้าวโพด ทำเนียนเป็นไข่ปลา เตือนแม่บ้านพึงระวัง

‎โลกออนไลน์แชร์ภาพจากเฟซบุ๊ก Theerawat Chansamak‎ เป็นภาพของปลาสด ที่เตรียมนำมาประกอบอาหาร แต่กลับพบว่ามีข้าวโพดปะปนกับเครื่องใน โดยระบุว่า   "กลโกงพ่อค้าสมัยนี้ ยัดข้าวโพดใส่ปากปลาจนเต็มใส่แล้วบอกลูกค้าว่าปลาไข่ อันนี้พ่อไปซื้อมานะครับ มารู้อีกทีคือตอนจะทำครัวละ"   โดยทางผู้โพสต์กล่าวว่า มาเห็นภาพนี้ตอนที่แม่เตรียมทำกับข้าว มองแว้บแรกก็คิดว่าเป็นไข่ปลา แต่เมื่อดูดีๆพบว่าเป็นข้าวโพด ที่คาดว่าพ่อค้าจะยัดเพื่อเพิ่มน้ำหนัก จึงฝากเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ซื้อได้เพิ่มความระมัดระวัง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/c12MpWbdLJw

 15,450
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ธ.ค. 60

วิจารณ์ คลิปเจ้าหนี้ลพบุรีสายโหด ไลฟ์สดเผาบ้านลูกหนี้ อ้างมีสัญญา ทนายยันยังไงก็ ผิด กม.

โลกออนไลน์แชร์คลิปจากเพจ DR.K v.3 ระบุว่า "โหดสัสลพบุรี เจ้าหนี้สายโหดเเค้นจัด ไลฟ์สดเผาบ้านลูกหนี้ ไม่โง่จริงทำไม่ได้"   โดยตรวจสอบพบว่าเป็นเหตุการณ์ที่หนุ่มลพบุรี ไลฟ์สดขึ้นเฟซบุ๊กขณะเผาบ้านลูกหนี้ โดยทำการจุดไฟและเผาบ้านคนอื่น พร้อมกับมีการพูดจาท้าทายด้วยถ้อยคำหยาบคาย ในทำนองว่า เผาบ้านเลย ไม่ใช้หนี้หรอ เจอกันแน่ ทำให้ในเวลาต่อมามีผู้ชมเข้าไปวิจารณ์ต่อว่าจำนวนมาก ทำให้ผู้โพสต์ตอกกลับว่า รู้กันไหมว่าเรื่องราวเป็นมายังไง เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ สัญญามีลายเซ็นยึดบ้านไม่ยึดที่ดิน มันกู้เงินไป แค่นี้มันน้อยไป ใครต้องติดคุกกันแน่   ด้านทนายเกิดผล แก้วเกิด ระบุว่าการวางเพลิงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา โทษหนักถึงประหารชีวิต แม้จะอ้างว่ายึดบ้านมาจากลูกหนี้ ซึ่งถ้าอยู่ห่างไกล ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้อื่น สามารถเผาได้ แต่ถ้าอยู่ในเขตชุมชนที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถือว่ามีความผิด    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/q_e3ZTNpq_E

 20,992
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ธ.ค. 60

เพจดังแฉ! คลิปดราม่าดังแพทย์หื่นพยายามข่มขืนพยาบาลเมืองรถม้า ผ่านมาเกือบปีคดีไม่คืบ

          เมื่อ 26 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก 'แหม่มโพธิ์ดำ' ได้โพสตข้อความถึงกรณี หลุดดราม่าดังแพทย์หื่นเมืองรถม้า ที่โด่งดังในพันทิป โดยข้อความระบุว่า เมื่อวันที่18 กุมภาพันธ์ ช่วงบ่ายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง พี่พยาบาลเข้าไปหยิบยาที่ห้องคลอด เพื่อเอาไปใช้ในห้องฉุกเฉิน จังหวะจะเข้าห้องฉุกเฉิน แพทย์หื่นนั่นก็ ลวนลามพี่พยาบาล และพยายามดันพี่เขาเข้าไปในห้องพักแพทย์ ลวนลามและกระทำอนาจารอย่างน่ารังเกียจ พอหลุดมาได้เพราะได้ยินเสียงเมียหมอตะโกนตามหา แพทย์หื่นเลยหยุด เลิกงานพี่เขาก็พยายามติดต่อหาแฟน จนสามีเขารู้เรื่องก็ให้ไปแจ้งความกับตรวจร่างกาย หลายๆคนไม่ทราบเรื่องจริงเพราะโดนปิดข่าว สุดท้ายเหยื่อเลยกลายเป็นตัวปัญหา ทั้งๆที่โดนคนเลวๆทำร้าย แต่หลายๆฝ่ายก็นิ่งเฉยเพราะไม่ใช่เรื่องของตัว กว่าเรื่องจะขยับก็คือพวกเขาต้องเดินหน้าสู้กันเอง ทั้งอับอายที่ถูกละเมิด และต้องต่อสู้กับคนภายในเพราะเขาไม่เข้าใจ จะบอกใครมากก็ไม่ได้ ลูกพี่เขาเองก็ยังไม่รู้เรื่อง พวกพี่เขารู้สึกแย่มากๆทั้งครอบครัวค่ะ ทำไมคนเลวๆทำผิดถึงยังเชิดหน้าชูตาในสังคมคะ หนูได้ข่าวมาว่านี่ไม่ใช่การกระทำผิดหนแรก หมอหื่นคนนี้เคยเปลี่ยนชื่อหนีคดีมาแล้ว ขอให้เวรกรรมตามทันมันเสียที     ล่าสุด 8 ธันวาคม 2560 เพจเฟซบุ๊ก 'แหม่มโพธิ์ดำ' ได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว โดยข้อความระบุว่า #คลิปหลุดดราม่าดังแพทย์หื่นเมืองรถม้า #ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ในโรงพยาบาล #หมอบ้ากามพยายามข่มขืนพยาบาลในโรงพยาบาล จากดราม่าแพทย์หื่นในรถม้าที่โด่งดังในพันทิป และควีนนำมาลงเพจ เราเห็นว่าคดีไม่มีความคืบหน้าเลย เราเลยขอแสดงหลักฐานให้ดูว่ามันคือเรื่องจริง ในคลิปเป็นช่วงที่เหยื่อ กลับมาจากห้องที่ห้องเก็บยาชา เพื่อกลับมาที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งประตู อยู่ทางซ้ายของภาพ และตรงกับประตู ห้องพักแพทย์ด้วย ส่วนมัน แอบรอที่ ปากประตูเข้าห้องฉุกเฉินแล้ว พอเหยื่อเดินถือยากลังจะเข้าห้องฉุกเฉิน มันก็ทำทีว่าจะเดินสวนแล้วพยามใช้ตัวบังเดินเบียดให้เข้าห้องพักแพทย์ แต่พอเหยื่อขัดขืน พยายามหลบแต่มันก็จับข้อมือของเหยื่อไว้ พยามดันเข้าไปให้ได้ เหยื่อสู้แรงไม่ไหว เพราะมันตัวโตกว่า สังเกตดีๆจะเห็นว่า เท้าเหยื่อ ไหลไปตามแรงดันเลย ยังดีที่มีภาพบันทึกไว้ แต่ ขนาดเห็นอย่างนี้ ยังกล้าช่วยกันอีก ถ้ากล้องเสียหรือว่าจับภาพไม่ได้ มันคงกล่าวหาว่าผู้หญิงแทน ไม่รู้ว่าหน่วยงานราชการจะอุ้มคนที่มีนิสัยแบบนี้ไปทำไม คนเป็นหมอควรมีสติ และจรรยาบรรณมากกว่านี้ไหม นี่มันเกินในที่ทำงาน โรงพยาบาล และเป็นสถานที่ราชการด้วยนะ และคนที่ถูกกระทำก็เป็น พยาบาล ในมือก็ยังกำขวดยาด้วย จะเอาไปช่วยคนแท้ๆ ต้องมาเจอแบบนี้ ขอความเป็นธรรมให้เธอหน่อย ทุกวันนี้ยังนอนสะดุ้งหวาดกลัวตลอด  

 14,185
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ธ.ค. 60

เก๋งเลี้ยวเข้าทุ่งดอกทานตะวัน ริม ถ.เกษตร-นวมินทร์ ไปเจอช่องว่าง ทำรถพุ่งตก ยังไม่รู้ใครจะรับผิดชอบ

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Nantawan Siriwan โพสต์ภาพ รถยนต์คันหนึ่ง ตกลงไปจากขอบถนน หน้ารถทิ่มลงที่พื้นข้างทางได้รับความเสียหาย โดยจุดที่เกิดเหตุจะเห็นว่า มีลักษณะเหมือนปากซอยแยกออกไปจากถนนเส้นหลัก แต่เลี้ยวออกไปแล้ว เป็นขอบถนนโล่งๆ ไม่มีอะไรกั้น ทำให้รถที่เลี้ยวออกไปตามเส้นทางดังกล่าว พลัดตกลงไปตามที่ปรากฎในภาพ   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นางนันทวัน ศิริวัน เจ้าของรถในภาพ เล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา ตนขับรถไปตามถนนเกษตร-นวมินทร์ เพื่อจะไปถ่ายรูปที่ทุ่งดอกทานตะวัน ริมถนนเส้นดังกล่าว (ณตอนเกิดเหตุ จัดเป็นสวนดอกดาวเรือง สำหรับงานวันที่ 5 ธันวาคม) พอมาถึงจุดเกิดเหตุ เห็นว่ามีทางแยกสำหรับเลี้ยว จึงเข้าใจผิดว่า เป็นทางเลี้ยวเข้าทุ่งดอกทานตะวัน เลี้ยวเข้าไปแล้ว จะมีทางลาดลงไปยังเบื้องล่าง แต่พอเลี้ยวเข้ามาแล้ว หน้ารถของตัวเองค่อนข้างสูง จึงไม่เห็นว่าจริงๆแล้ว สุดขอบทางไม่มีอะไรรองรับอยู่ จึงพุ่งตกลงไป โชคดีที่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก   จากการสอบถามคนในพื้นที่ทราบว่า ทางแยกที่เกิดเหตุนี้ เดิมเป็นฟุตปาธ แต่มีผู้ประกอบการเอกชนมาตัดฟุตปาธ น่าจะตั้งใจทำเป็นทางเข้าทุ่งดอกทานตะวัน แต่ยังไม่มาจัดการให้เรียบร้อย จึงกลายเป็นทางแยกที่รถพุ่งตกลงไปได้ ทราบว่าก่อนที่ตนจะประสบเหตุ ก็มีรถคันอื่นๆตกลงไปก่อนหน้าแล้วหลายคัน   หลังเกิดเหตุ ตนไปแจ้งกับ เขตลาดพร้าว ทางเขตบอกว่าเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ที่ดูแลถนนเส้นดังกล่าวอยู่ แต่เมื่อโทรศัพท์ไปถามกับแขวงการทางกรุงเทพ กรมทางหลวง กลับได้รับคำตอบว่า ทางเขตต้องรับผิดชอบ ตนจึงยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัดว่า สุดท้ายแล้ว ใครต้องมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้  สุดท้ายจึงไปแจ้งความเอาไว้ที่ สน.โชคชัย เป็นหลักฐานไว้ก่อนในเบื้องต้น แต่เรื่องค่าเสียหาย ตนต้องรับผิดชอบเองไปก่อน ทั้งค่าจ้างรถยก รถลาก และค่าซ่อมรถหลังจากนี้   โดยส่วนตัวก็ยอมรับว่าตนก็ประมาท และไม่ได้สังเกตทางให้ดีก่อน แต่โดยส่วนตัวก็ตคิดว่า ถนนที่มีคนสัญจรไปมาตลอดเวลา ไม่ควรปล่อยให้มีปัญหาแบบนี้ ทราบว่าหลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็รีบมากั้นรั้วที่ช่องดังกล่าวทันที ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ต้องมีใครตกลงไปแบบตนอีก   ด้าน นางสาว วนิดา เจียงไพศาลกุล ผู้อำนวยการเขตลาดพร้าว เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ทางเขตได้รับแจ้งตั้งแต่ตอนเกิดเหตุ หลังจากตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าเป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงจริงๆ ซึ่งทางเขตก็ได้ประสานกรมทางหลวงให้รีบเข้ามาแก้ไข โดยทางเขตได้ไปกั้นรั้วชั่วคราวไว้ก่อน ก่อนที่วันรุ่งขึ้น (30 พ.ย.) กรมทางหลวงก็เข้ามาก่อปูนปิดทางเข้าดังกล่าวทันที ส่วนเรื่องค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่ทางกรมทางหลวง กับผู้เสียหาย จะต้องไปพูดคุยกัน   อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวพยายามสอบถามไปยัง แขวงการทางกรุงเทพฯ กรมทางหลวง แต่ไม่สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Vpr_kNVF-I4  

 42,348
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ธ.ค. 60

ดราม่าเดือด! แม่ค้าแฉแรปเปอร์ดังบุกร้าน ฉุนถูกคอมเม้นท์วิจารณ์ ด้านนักร้องวอน ฟังความสองข้าง

เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ กรณีของ “ยัวบอย ทีเจ (UrBoyTJ)” หรือ นายจิรายุทธ ผโลประการ แรปเปอร์ชื่อดัง ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า มีปัญหาบาดหมางกับ นายกวินท์ ดูวาล อดีตเพื่อนร่วมวง ทรี ทู วัน จนแฟนสาวของกวินท์ออกมาโพสต์ข้อความเดือดถึง ทีเจ ว่าทำเพลงโด่งดัง แต่ไม่เคยให้เกียรติ ไม่เคยให้เครดิตเพื่อนร่วมวง  จนกลายเป็นประเด็นร้อน ที่เพจ “ใต้เตียงดารา” หยิบมานำเสนอในช่วงสิ้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา   ล่าสุดเกิดกรณีดราม่าขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีผู้ใช้ facebook รายหนึ่ง เข้าไปคอมเม้นในเพจ “ใต้เตียงดารา” ระบุว่า ตนเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านสยาม โดย ทีเจ เคยมาลองเสื้อที่ร้าน ตนจึงขอถ่ายรูปเอาไว้ แต่เจ้าตัวบอกว่าคิดค่าลิขสิทธิ์หลายพันบาท หรือไม่ก็ต้องยกเสื้อให้ฟรีๆ 1 ตัว   คอมเม้นท์ดังกล่าวกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะในเวลาต่อมา แม่ค้าคนดังกล่าวโพสต์ภาพระบุว่า นักร้องหนุ่มพาพรรคพวกบุกมาหาที่ร้าน เพราะไม่พอใจที่เห็นตนไปคอมเม้นท์ในเพจดังกล่าว   ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง น.ส.ปลา (ไม่เปิดเผยชื่อจริง-นามสกุล) แม่ค้าเสื้อผ้าคนดังกล่าว เล่าเหตุการร์ว่า เหตุการณ์ที่นักร้องหนุ่มมาลองเสื้อที่ร้าน เกิดขึ้นประมาณ 1 ปีก่อน ตอนนั้นตนไม่รู้จักอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเป็นนักร้องดัง เห็นว่ามาลองเสื้อที่ร้าน ใส่แล้วดูเท่ดี จึงขอถ่ายรูปเอาไว้ แต่อีกฝ่ายบอกว่า ถ้าจะถ่าย ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 7 พันบาท หรือไม่ก็ต้องยกเสื้อให้ 1 ตัว ตนจึงไม่ถ่าย อีกฝ่ายจึงถามกลับมาว่า “ไม่รู้หรือว่า ผมเป็นใคร” ตนก็ตอบไปว่าไม่รู้ สุดท้ายก็แยกย้ายกันไป   หลังจากนั้นมาเห็นเรื่องราวของนักร้องหนุ่มในเพจดังกล่าว จึงเข้าไปคอมเม้นท์ แบ่งปันประสบการณ์ที่ตนเคยเจอมา ก็เหมือนกันการแสดงความคิดเห็นเรื่องดาราเหมือนคนอื่นๆทั่วไป แต่ปรากฎว่า เมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา นักร้องหนุ่ม มาหาถึงร้าน พร้อมพรรคพวกรวม 4 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด เข้ามาถึงโต๊ะที่ตนนั่งอยู่ตามลำพังในร้าน แล้วถามซ้ำๆว่า “มีปัญหาอะไรกับผม ไปคอมเม้นท์แบบนั้น มีปัญหาอะไรกับผม”   ตอนนั้นคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะอีกฝ่ายก็ไม่บอกว่าต้องการอะไร ได้แต่ถามคำถามเดิมซ้ำๆ จึงเถียงกันอยู่นานหลายนาที ยอมรับว่ามีการขึ้นเสียงใส่กัน แต่ไม่มีการแตะต้องตัวกันแต่อย่างใด สุดท้ายอีกฝ่ายก็ยอมเลิกราไป   น.ส.ปลา ระบุอีกว่า มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก ศิลปินดารามากมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่มีใครบุกไปหาตัวต่อตัวแบบนี้  ล่าสุดเห็นว่าศิลปินหนุ่มออกมาโพสต์แก้ต่าง ว่าสิ่งที่ตนโพสต์ออกไปไม่เป็นความจริง ขอยืนยันว่าตนมีกล้องวงจรปิดในร้านถึง 3 ตัว ที่ยังไม่เอาออกมาเปิดเผย เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่ต่อความยาวออกไปอีก  นอกจากนี้อีกฝ่ายก็ยังอัดคลิปเอาไว้เช่นกัน หากคิดว่าฝ่ายตัวเองทำถูก ก็สามารถเอาคลิปของตัวเองออกมาเผยแพร่ได้เลย   ด้าน ยัวบอยทีเจ ได้โพสต์ข้อความผ่าน facebook ส่วนตัว ระบุข้อความว่า   “ฟังความข้างเดียวกันมานานแล้วนะครับ ผมขอพูดบ้าง ในฐานะของคนคนหนึ่ง   ผมแวะไปที่ร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่งที่สยาม เพื่อจะไปถามว่า มีปัญหาอะไรกับผมหรือเปล่า ให้คุยต่อหน้าเลย ไม่ต้องด่ากันลับหลังไปมา   คนเราบางคนสมัยนี้ขาดวิจารณญาณ คิดว่าพออยู่ในอินเตอร์เน็ตแล้วจะพูดอะไรก็ได้ เรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้างและไม่รับผิดชอบคำพูดของตัวเอง   ผมไม่ได้รับคำวิจารณ์ไม่ได้ครับ ผมรับได้เสมอ และปรับปรุงตัวตามคำวิจารณ์ที่มีประโยชน์เสมอ เพียงแต่อยากจะเข้าไปอธิบายให้ฟังว่าเกิดอะไร แต่พอดีแม่ค้าเขาไม่ฟัง และจวกผมยับเลย ก็เลยทำไรไม่ได้นอกจากยิ้มและเดินออกมา   ผมไม่ได้หยิ่งและคิดว่าตัวเองดัง ผมไม่เคยเอาชื่อเสียงของตัวเองไปขอเสื้อผ้าใครใส่หรือใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม และนี้คือความจริงที่อยากให้รู้เอาไว้   ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้าไปหาเรื่องใครแม้แต่นิดเดียว ผมเข้าไปในฐานะคนธรรมดาเพื่อที่จะบอกแค่ว่า ผมไม่ได้ใช้ชื่อเสียงไปขอเสื้อฟรีร้านคุณแบบที่คุณคิดและเอาผมไปพูดให้เสียหายเลย แต่ดูเหมือนว่าการใส่ไฟนั้นรุนแรงและโดนตะโกนด่ากลับมาไม่เหลือชิ้นดี   ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนจะเข้าใจว่าผมและเพื่อนเข้าไปหาเรื่อง แต่เปล่าครับ ผมมีแค่คำถามที่ผมอยากถามแต่เมื่อถามไปแล้วไม่ได้คำตอบ ผมก็เดินออกมา พร้อมคำด่าไล่หลังออกมาว่า  “เป็นคนสาธารณะ แล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็น”   อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวพยายามติดต่อไปที่ผู้จัดการส่วนตัวของ ทีเจ แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/a3gcESBtvq0    

 27,676

Top