ค้นหา :

ผลการค้นหา "���������������������������������������������"

สังคม-อาชญากรรม
13 ก.ย. 60

'เมฆ มังกรบิน' ตัดพ้อคงต้องกลับไปขายยาเสพติดตามเดิม หลังถูกบุกตรวจบ้าน-ยึดน้ำยาเคลือบรถตรวจสอบ

ความคืบหน้ากรณี นายเกริกพล จงเอื้อมกลาง หรือ เมฆ มังกรบิน อดีตนักโทษคดียาเสพติด ที่ปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ จากการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ แต่กำลังเป็นประเด็นร้อน เมื่อเพจดังหลายเพจออกมาแฉว่า ผลิตภัณฑ์ของนายเกริกพล ทำให้เครื่องยนต์ของรถมีปัญหา มีผู้เสียหายหลายรายที่เตรียมไปร้องกับ สคบ. พร้อมยังพบพฤติกรรมโทรศัพท์ข่มขู่ทวงหนี้ และมีการโพสต์ภาพคู่กับอาวุธสงคราม   ล่าสุดเมื่อช่วงสายวานนี้ (12 ก.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนไทย พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบบ้านพักของนายเกริกพล จงเอื้อมกลาง ที่ตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ   โดยระหว่างการตรวจค้น นายเกริกพลก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในการเข้าตรวจค้น และนายเกริกพลยังถ่ายทอดภาพผ่านการไลฟ์สดใน facebook ของตัวเองตลอดเวลาอีกด้วย   พันตำรวจเอกพฤทธิ์ บุญปก ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโนนไทย เปิดเผยถึงผลการตรวจค้นว่า บ้านของนายเกริกพล กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างต่อเติม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นภายในตัวบ้าน และรอบๆ บริเวณบ้าน รวมทั้งตรวจค้นรถยนต์ของนายเกริกพล แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด   ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา ได้เข้าตรวจค้นภายในสำนักงานของนายเกริกพล ที่ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา โดยเจ้าหน้าที่ สคบ.ได้ให้นายเกริกพลนำเอกสารหลักฐานการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานต่างๆ ที่นายเกริกพลกล่าวอ้าง นำมาแสดง แต่นายเกริกพลอ้างว่าเอกสารยังมีไม่ครบ แต่จะไปหามามอบให้ในภายหลัง พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ สคบ.ยังได้ยึดเอาตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทุกชนิดภายในสำนักงาน ทั้งสารเคลือบเครื่องยนต์ และน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ นำกลับไปตรวจสอบคุณภาพว่าสินค้ามีคุณภาพตามที่โฆษณาอวดอ้างหรือไม่ด้วย   ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายเกริกพลได้พูดผ่าน facebook live ของตัวเอง ขณะที่เดินทางไปที่สำนักงาน ระหว่างการตรวจค้น ในเชิงประชดประชันว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่า ผลิตภัณฑ์ของตนไม่ดี สั่งให้ตนเลิกขาย ตนก็คงต้องกลับไปค้ายาเสพติดตามเดิม กลับไปเข้าร่วมกับเพื่อนๆในแก๊งตามเดิม เพราะหมดศรัทธาที่จะทำความดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Zmfr0VVhdAk    

 105,019
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ก.ย. 60

รวบหนุ่มเมากร่าง อาละวาดด่านตรวจขอนแก่น อ้างเป็นไบโพลาร์

จากกรณีคลิปหนุ่มเมากร่าง ตะคอกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านตรวจอยู่บริเวณ 4 แยกบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น หลังไม่พอใจที่ถูกตำรวจเรียกให้หยุดรถ มีการด่าทอเจ้าหน้าที่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย พร้อมกับดึงเสื้อของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนขาด พร้อมยังอ้างว่ามีพี่ชายเป็นผู้กำกับ บอกว่าไม่ขอคุยกับตำรวจ จะไปคุยในศาลเท่านั้น จนนำไปสู่การออกหมายจับ ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และข้อหาทำให้เสียทรัพย์ จนล่าสุดเมื่อวานนี้ ชายคนดังกล่าวถูกจับกุมตัวได้แล้ว   เมื่อวานนี้(12 ก.ย.) พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผู้กำกับ กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.จำลอง สุวลักษณ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น นำหมายศาล จ.ขอนแก่น เข้าจับกุมตัว นายวีรพงษ์ เสนามนตรี อายุ 32 ปี จับกุมได้ในบ้านพัก ใน ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน ที่กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจภูธรภาค 4  ก่อนจะส่งต่อมายัง สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดี   นายวีรพงษ์ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น ส่วนที่ตนไม่เดินทางมารายงานตัวตามหมายเรียก 2 ครั้งเพราะติดอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอล นอกจากนี้ยังอ้างว่า ตัวเองยังป่วย มีอาการไบโพลาร์ (อารมณ์สองขั้ว) ทำให้มีอารมณ์รุนแรง ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นเจ้าพนักงานแต่อย่างใด   ด้าน พ.ต.อ.จำลอง สุวลักษณ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากที่ผู้ต้องหาไม่มารายงานตัวตามหมายเรียก 2 ครั้ง จึงได้มีการขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา ก่อนจะ ทำการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บ้านพัก ซึ่งการที่ผู้ต้องหาไม่ให้การใดๆในชั้นพนักงานสอบสวน ก็ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา อย่างไรก็ดีขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา มีการจัดทำประวัติก่อนที่จะควบคุมตัวนำส่งศาล จ.ขอนแก่น เพื่อขออำนาจศาลฝากขังในช่วงระหว่างของการดำเนินคดีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fljllmzmsuw  

 4,549
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ก.ย. 60

นักเที่ยวตีกันในร้านดังย่านเอกมัยพังเละ พนง.เข้าห้ามโดนลูกหลงเจ็บหนัก

เพจแหม่มโพธิ์ดำ โพสต์คลิปเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท ภายในร้านอาหารกึ่งผับ ระบุว่าเป็นร้านย่านเอกมัย ภาพในคลิปแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ค่อนข้างรุนแรงและวุ่นวาย ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน มีการใช้เก้าอี้ไม้ของร้านทุบตี และขว้างปาใส่กัน   โดยแหม่มโพธิ์ดำ โพสต์ข้อความ โดยอ้างอิงแหล่งข่าววงใน ระบุว่ากลุ่มคนที่มีเรื่องในคลิป เป็นแก๊งนักแข่งรถชื่อดัง ที่มาดื่มกินที่ร้าน แล้วเกิดมีเรื่องมีราวกับพนักงานร้าน เนื่องจากมีคนของทางร้านไปจีบผู้หญิงที่มากับกลุ่มนักซิ่ง จนไม่พอใจกันกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าว เหตุการณ์นี้ทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บ ต้องรักษาตัวในห้องไอซียู   ล่าสุดช่วงค่ำวานนี้(12 ก.ย.) ทีมข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่ร้านอาหารกึ่งผับดังกล่าว ในย่านเอกมัย ได้พูดคุยกับ นายเอกวัฒน์ สุขเกษม วัย 39 ปี ผู้จัดการร้าน เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเที่ยงคืนเศษๆ คืนวันจันทร์ต่อเนื่องวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านปิดแล้ว และกำลังเคลียร์ลูกค้าออกจากร้าน  แต่มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งมากันหลายสิบคน นั่งรวมกันอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน เกิดมีปัญหากับลูกค้า 2 คน ที่ออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินผ่านโต๊ะของกลุ่มใหญ่ จนลุกลามกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทตามคลิป   ภาพที่ปรากฎในคลิป ที่เห็นว่ามีพนักงานของทางร้านเข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุทะเลาะวิวาทด้วย เนื่องจากการ์ดของร้าน รวมทั้งพนักงานพยายามจะเข้าไปห้าม และพยายามจะปกป้องลูกค้าคนอื่นๆตามหน้าที่ แต่ก็ถูกทำร้ายไปด้วย มีพนักงาน 1 คน บาดเจ็บหนัก ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล ตอนนี้ก็ยังรักษาตัวอยู่  ส่วนสาเหตุของการทะเลาะเกิดจากเรื่องอะไรนั้น ตนยังไม่ทราบ ต้องรอช่างมาเปิดกล้องวงจรปิด เพื่อหาว่าใครเป็นคนเริ่มก่อเหตุ และมีใครที่มีส่วนในเหตุการณ์นี้บ้าง   ในคืนเกิดเหตุ ตนได้ไปแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้ ที่ สน.คลองตัน ซึ่งในวันนี้(13 ก.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนัดตนเข้าไปให้ปากคำเพิ่มเติม ซึ่งก็จะนำกล้องวงจรปิดไปมอบให้เจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานด้วย   เหตุการณ์นี้ยังทำให้ทางร้านได้รับความเสียหาย ส่วนใหญ่ที่พังจะเป็นโต๊ะ และเก้าอี้ โชคดีที่ไม่ได้เสียหายรุนแรง ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจนทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว ก็จะเรียกค่าเสียหายกับผู้ก่อเหตุทั้งค่าซ่อมแซมร้าน รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Idu_fUezNYs    

 4,086
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ก.ย. 60

หนุ่มนำรถมาล้าง โวยถูกคาร์แคร์ทำกระจกมองข้างหัก แล้วไม่รับผิดชอบ

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ศักดา บอดี้คาร์ โพสต์ภาพและข้อความกรณีการพูดคุยกับระหว่างชาย 2 คน ภายในคาร์แคร์แห่งหนึ่ง หลังเจ้าของรถนำรถมาล้าง แล้วกระจกมองข้างเกิดเสียหาย มีคราบกาวร้อนกับกระดาษทิชชู กาวร้อนไหลใส่ประตูเป็นทาง โดยผู้เสียหายสวมเสื้อยืดสีขาวถามถึงความลับผิดชอบ สวนชายเสื้อแดงที่ดูแลคาร์แคร์ได้บอกถึงความรับผิดชอบตรงกระจกให้ จากนั้นได้ยืนคุยตกลงกันอยู่พักใหญ่ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้   ซึ่งล่าสุดเจ้าของรถได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ตร.สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ว่าเมื่อวันที่ 9 ก.ย.60 เวลา 18.00 น.ได้ให้ น้องชายนำรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส (ขอสงวนหมายเลขทะเบียน) ไปล้างรถที่คาร์แคร์แห่งหนึ่ง ในซอยวัดลาดปลาดุก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี หลังล้างรถเสร็จน้องชายได้นำรถกลับมาที่อู่ ปรากฎว่ากระจกมองข้างมีรอยหัก น้องชายจะให้ขับกลับไปที่อู่ แต่ตนเห็นว่าดึกแล้วน่าจะปิด วันรุ่งขึ้นตนจึงได้ให้น้องชายเข้าไปติดต่อที่คาร์แคร์แต่ถูกปฎิเสธ ตนจึงได้ขับรถตามไปที่คาร์แคร์ ตามที่เห็นในคลิป แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ตนจึงได้เข้าแจ้งความ   ด้านเจ้าของคาร์แคร์ที่ถูกกล่าวถึงได้ชี้แจงว่า ลูกค้าเข้ามาตอนเย็น 17.10 น.เกือบคันสุดท้ายที่เข้ามาล้าง ปกติรถเข้ามาก็ส่งเข้าล้างปกติ จากนั้นก็ออกมาดูดฝุ่นใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทางเราก็นำรถมาจอด เพราะลูกค้าไม่ได้รอ ลูกค้ามารับตอน 19.00 น.จ่ายเงินเสร็จรับรถก็ขับออกไป จากนั้นตอนสายของวันที่ 10 ก.ย.ได้นำรถเข้ามาแล้วแจ้งว่ากระจกข้างซ้ายหัก   เราได้ชี้แจงลูกค้าไปว่าทางเราไม่ได้เป็นคนทำ กาวแบบนั้นทางคาร์แคร์ก็ไม่ได้ใช้ ถ้าเราทำเรารับผิดชอบเต็มที่อยู่แล้ว ทางลูกค้าเข้ามาเจรจาจะให้ทางร้านรับผิดชอบทั้งหมด กระจกข้างและบานประตูด้วย ทางเราอยากให้จบเรื่องไป แต่ทางลูกค้าแจ้งมา 5,500 บาทตนคิดว่ามันมากไป เรายินดีจะช่วยหากระจกให้ แต่ลูกค้าจะให้ทำสีประตูด้วย ทางเราจึงขอดูกล้องวงจรปิดอีกครั้ง แต่ตนเข้าไปดูแล้วหาไฟล์ไม่เจอว่าปัญหามันเกิดกับเราหรือเปล่า หลังจากลูกค้านำไปโพสต์ส่งผลระดับหนึ่งเพราะมีคนเข้าใจและไม่เข้าใจ ตนได้เข้าแจ้งความแล้วเพราะเกิดความเสียหาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RHm_CdU0KhQ    

 7,360
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ก.ย. 60

เพจดังแฉ 'เมฆ มังกรบิน' ขายน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ โฆษณาเกินจริง ทำเครื่องยนต์พัง เจ้าตัวโต้โดนกลั่นแกล้ง

เป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับพฤติกรรมของ 'เมฆ มังกรบิน' หรือ นายเกริกพล จงเอื้อมกลาง ชายหนุ่มที่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ซึ่งนายเกริกพลเป็นอดีตนักโทษคดียาเสพติด พ้นโทษออกมา ทำธุรกิจผลิตน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ ยี่ห้อของตัวเองขาย และยังชอบโพสต์ภาพตัวเองขณะช่วยเหลือสังคมลงในโลกออนไลน์บ่อยๆ จนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง   กรณีที่เคยเป็นกระแสฮือฮาก่อนหน้านี้ คือเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายเกริกพล ได้โพสต์คลิปวีดีโอเล่าว่า ตนใช้เงินส่วนตัว 4 แสนบาท สร้างถนนเป็นทางเข้าวัด พร้อมระบุในคลิปว่า หากนำเงิน 4 แสนบาทมาใช้โดยไม่ทุจริต โกงกิน ก็สามารถสร้างถนนดีๆได้เป็นระยะทางไกลมาก   กรณีดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการจงใจทำความดีเพื่อสร้างภาพหรือไม่ ก่อนที่ในเวลาต่อมา เพจ Drama Addict จะออกมาเปิดเผยข้อมูลจากวิศวกรโยธาว่า ที่นายเกริกพลสามารถสร้างถนนได้ด้วยเงิน 4 แสนบาท เพราะสร้างผิดหลักทางวิศวกรรม หากมีการตรวจคุณภาพก่อนรับงานแบบราชการ ก็ต้องรื้อใหม่ สร้างใหม่ทั้งหมด   ล่าสุด ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกรณีดราม่าขึ้นอีกครั้ง เมื่อเพจสังคมอักเสบ ได้โพสต์แฉว่า น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ที่นายเกริกพลขาย มีการโฆษณาเกินจริง อ้างว่าใช้แล้วทำให้เครื่องยนต์แรงขึ้น นำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐอเมริกา, มี ISO รองรับ และยังผ่านการทดสอบจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมาแล้ว ว่าได้คุณภาพจริง แต่จากข้อมูลของเพจ สังคมอักเสบ ระบุว่ามีลูกค้าหลายรายซื้อไปใช้แล้ว เครื่องยนต์ของรถเกิดความเสียหาย    นอกจากนี้ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ก็ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ไม่มีผู้ประกอบการรายใด นำผลิตภัณฑ์มารับการวิเคราะห์ทดสอบในห้องแล็บ และไม่มีหน่วยงานใดในมหาวิทยาลัย ออกใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ใดๆทั้งสิ้น ทางมหาวิทยาลัยยังระบุว่า ขอให้ผู้ที่นำชื่อมหาวิทยาลัยไปกล่าวอ้าง ยุติการกระทำดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะต้องมีการดำเนินคดีทางกฎหมาย   วานนี้(11 ก.ย.) ทีมข่าวยังเดินทางไปอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ย่านบางนา ซึ่งเป็นอู่ที่รับน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ของนายเกริกพลมาขายและใช้งานในอู่ โดยนายบุญช่วย ศรีกิมแก้ว วัย 38 ปี เจ้าของอู่ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า นายเกริกพลโฆษณาผ่าน facebook ว่า น้ำยาของตัวเอง ใช้แทนน้ำมันเครื่อง เติมเข้าไปเพื่อไปปกป้องเครื่องยนต์ และยังเพิ่มแรงม้าให้รถด้วย จนกลายเป็นกระแสในวงการรถ มีลูกค้ามาถามขอซื้อหลายครั้ง จนตัดสินใจรับมาขายบ้าง โดยรับมาจากตัวแทนจำหน่ายของนายเกริกพล ที่อยู่ย่านอุดมสุข แต่ปรากฎว่า เมื่อใช้น้ำยาดังกล่าวเติมรถให้ลูกค้า ทั้งรถยนต์ และจักรยานยนต์ มีลูกค้าหลายรายกลับมาบอกว่ารถมีปัญหา   ช่างของอู่ยังนำน้ำยาดังกล่าว มาลองหยอดเครื่องยนต์ พบว่าน้ำยามีความเหนียว หนืด ทำให้เครื่องยนต์หมุนแทบไม่ได้ ทั้งที่ปกติใช้น้ำมันเครื่องหยอดลงไป จะเข้าไปหล่อลื่น ให้เครื่องยนต์หมุนได้ดีขึ้น  นอกจากนี้ เมื่อนำรถที่เติมน้ำยาดังกล่าวมาถ่ายน้ำมันเครื่อง พบว่าน้ำมันเครื่องสีดำผิดปกติ มีคราบเหนียวๆข้นๆติดออกมาด้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุทำให้เครื่องยนต์พัง  ขณะนี้มีผู้เสียหายหลายรายกำลังรวมตัวกัน เพื่อไปร้องกับ สคบ.ด้วย   ด้านนายอภิสิทธิ์ อาคาเขตร์ วัย 36 ปี เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนนำจักรยานยนต์มาถ่ายน้ำมันเครื่อง แล้วอยากทดลองใช้น้ำยาดังกล่าวแทนน้ำมันเครื่อง เพราะมีคนแนะนำว่าดี  แต่ปรากฎว่าเติมไปได้แค่เดือนเศษๆ รถจักรยานยนต์ก็เร่งไม่ขึ้น และยังมีเสียงดังออกมาจากเครื่องยนต์ สุดท้ายนำรถไปเข้าศูนย์ พบว่าข้อเหวี่ยงในเครื่องยนต์เสียหายทั้งหมด ต้องเปลี่ยนใหม่หลายชิ้น หมดค่าซ่อมไป 7 พันกว่าบาท   นอกจากนี้ facebook เพจสังคมอักเสบ ยังนำคลิปวีดีโอที่นายเกริกพล ทำ facebook live ตัดเอาบางช่วงบางตอนมาเผยแพร่ เป็นภาพขณะที่นายเกริกพล โทรศัพท์ไปทวงหนี้ บรรดาตัวแทนจำหน่าย ที่ค้างชำระค่าสินค้า โดยมีการใช้คำพูดรุนแรง ขู่กรรโชก ขู่จะตามไปทำร้าย หากอีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายเงิน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก   ต่อมาเพจแหม่มโพธิ์ดำ ยังโพสต์ภาพ ที่นายเกริกพลถ่ายรูป ถือปืนอาวุธสงครามอยู่ในมือ โดยระบุว่า หากพิสูจน์แล้วว่าเป็นปืนจริง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายฐานครอบครองอาวุธสงคราม   ต่อมาผู้สื่อข่าว จ.นครราชสีมา เดินทางไปที่บริษัทของนายเกริกพล อยู่ที่ ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้พูดคุยเปิดใจกับ นายเกริกพล จงเอื้อมกลาง อายุ 37 ปี ระบุว่า ตนขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมานานกว่า 2 ปี มีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หลายคนออกมากล่าวหาว่า ผลิตภัณฑ์ของตนไม่มีคุณภาพ ทั้งที่ความจริงแล้วก็มีอีกหลายคนที่นำไปใช้งาน แล้วได้ผลดี ซึ่งตนก็พร้อมจะให้หน่วยงานทางภาครัฐเข้ามาตรวจสอบตลอดเวลา   โดยส่วนตัวเชื่อว่า คนที่ออกมาโจมตี น่าจะเป็นกลุ่มตัวแทนจำหน่ายที่ไม่ทำตามข้อกำหนดจนถูกตัดสิทธิ์ แล้วเกิดความไม่พอใจ หรือเป็นคู่แข่งทางการค้า ที่เห็นสินค้าของตนขายดี จนมีการกลั่นแกล้งทางธุรกิจ   ส่วนกรณีที่มีการโพสต์ภาพอาวุธสงครามนั้น นายเกริกพลบอกว่า เป็นภาพวันที่ลูกค้า ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร แต่งกายชุดทหารเต็มยศ เดินเข้ามาพร้อมอาวุธปืน มาซื้อสินค้ากับตน ตนจึงขออนุญาตยืมอาวุธปืนมาถือเท่านั้น ซึ่งก็คนถ่ายรูปแล้วนำไปโพสต์ ตนไม่ได้โพสต์เอง  ซึ่งหากจะมีการเอาผิด ก็ต้องเอาผิดกับคนโพสต์มากกว่า ซึ่งขณะนี้ตนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BBpBLa833aM    

 90,514
แชร์ออฟเดอะเดย์
12 ก.ย. 60

วงจรปิดจับภาพนาทีหญิงรอดตายปาฏิหาริย์ หลังเกิดรถชนกันสนั่นในระยะเฉียดฉิว

ผู้สื่อข่าว จ.นครราชสีมา รายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา กล้องวงจรปิด ตรงจุดกลับรถหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนฝรั่ง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สามารถจับภาพอุบัติเหตุ รถชนกันอย่างรุนแรง โดยตอนเกิดเหตุ มีหญิงสาวคนหนึ่ง ยืนรอข้ามถนนอยู่ตรงเกาะกลาง ตรงจุดเกิดเหตุพอดี แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย   ภาพจากคลิปจะเห็นว่า ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินข้ามถนน ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เกาะกลางถนน รอจะข้ามไปอีกฝั่ง ก่อนที่จะมีรถเก๋งสีดำพุ่งมาด้วยความเร็ว แล้วชนท้ายรถที่ขับชะลอกำลังรอกลับรถอย่างรุนแรง ทำให้รถยนต์ลอยกระเด็น ข้ามหญิงที่ยืนรอบริเวณเกาะกลางถนนรอดตายอย่างหวุดหวิด   ผู้สื่อข่าวไปสอบถามจาก นายประสิทธิ์ อายุ 55 ปี ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนกำลังนั่งทำงานอยู่ ก็ได้ยินเสียงรถเบรคอย่างแรง จึงหันไปดู เห็นภาพรถเก๋งสีขาวถูกรถเก๋งสีดำพุ่งชนท้าย จนรถเก๋งสีดำกระเด็นลอยขึ้นไปชนกับป้ายบอกทาง ซึ่งขณะนั้นมีหญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 50 ปี กำลังยืนรอข้ามถนนพอดี แต่ว่ากลับรอดตายปาฏิหาริย์ ซึ่งนายประสิทธิ์เองก็ไม่ทราบว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นใคร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/XE-EvimzLVI    

 23,283
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 ก.ย. 60

'พี่เตี้ย' ไม่พลาดใส่เกียร์หมา! วิ่งเข้าโค้งสปิริต รับน้องขึ้นดอย มช.

โลกออนไลน์แชร์คลิปน่ารักของ 'เจ้าเตี้ย' สุนัขพันธุ์ทาง มีลักษณะเตี้ย ขาสั้น ที่อาศัยภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมวิ่งขึ้นดอยสุเทพ บริเวณโค้งสปิริต ในงานประเพณีรับน้องขึ้นดอย ประจำปี 2560   ที่เหล่านักศึกษาชั้นปี 1 ซึ่งเป็นน้องใหม่ รวมทั้งนักศึกษาชั้นปีต่างๆ และนักศึกษาเก่าที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วรวมนับหมื่นคน ร่วมกันเดินจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่   ซึ่งพี่เตี้ย ไม่พลาดที่จะร่วมสร้างสีสันต้อนรับน้องๆเฟรชชี่ปี 1 ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sfbPCipV0Jg  

 69,584
แชร์ออฟเดอะเดย์
11 ก.ย. 60

นร.สาวสุราษฎร์ฯ สวมบทผู้ประกาศหน้าใหม่ รายงานข่าวโจรขโมย กกน.เพื่อนสุดฮา

เฟซบุ๊ก หงส์ อติพร แชร์คลิปนักเรียนหญิงโชว์ลีลาการรายงานข่าวในสไตล์ขบขัน โดยรายงานข่าวโจรปล้นกางเกงใน สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ที่ได้รับชม   จากการตรวจสอบพบว่าเด็กผู้หญิงในคลิปคือ น.ส.วรรณกร ทาบสุวรรณ อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนบ้านาวิทยาคม จ.สุราษฎร์ธานี ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาเมื่อเรียนเสร็จฝนได้ตกลงมาอย่างหนักทำให้นักเรียนไม่สามารถออกไปไหนได้ จึงได้นั่งจับกลุ่มเล่นกับเพื่อน และได้เล่นเป็นผู้สื่อข่าวรายงานข่าว   จากนั้นครูฝึกสอนได้เห็นและได้นำโทรศัพท์มาอัดคลิปและนำไปโพสเฟชดังกล่าว โดยในคลิปได้มีเพื่อนถือไมค์ จากนั้น น.ส.วรรณกรได้รายงานข่าวว่าได้มีโจรมาขโมยกางเกงในของนักเรียนคนหนึ่งไป ให้นำมาคืนด้วย เพราะตอนนี้เพื่อนไม่มีกางเกงในใส่แล้ว เพราะที่มีอยู่ขาดบ้าง บางตัวต้องใช้ยางรัด จนคนที่ได้ดูต้องแอบยิ้มและหัวเราะตามๆๆไป    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yk4TFHPC9f8  

 21,525
แชร์ออฟเดอะเดย์
09 ก.ย. 60

ผกก.สั่งตามหาญาติ ชายเปลือยซิ่งจยย.ทางด่วนดินแดง พบมีอาการป่วยจิต จำได้แค่ชื่อตัวเอง

จากกรณีชายไม่สวมเสื้อผ้า ขี่รถจักรยานยนต์สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขึ้นบนทางด่วนเฉลิมมหานครหรือทางด่วนขั้นที่1 (ทางด่วนดินแดง-บางนา) ก่อนเจ้าหน้าที่จะสกัดตัวไว้ได้บริเวณทางออกเพลินจิตฝั่งใต้หรือจุดกลับรถดวงพิทักษ์ แขวงและเขตคลองเตย จากการสอบสวนบอกได้แค่ชื่อนามสกุลและที่อยู่เท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามหาญาติ   ล่าสุด พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผกก.สน.ลุมพินี เปิดเผยว่า หลังจากตำรวจสน.ทางด่วน 1 ควบคุมตัวชายที่พบว่ามีอาการป่วยทางจิตดังกล่าวได้บริเวณทางออกเพลินจิตฝั่งใต้ ก่อนส่งตัวมาดำเนินคดีที่ สน.ลุมพินี แจ้งข้อหาตามความผิดฐานกระทำการอันควรขายหน้าแก่ธารกำนัล จากการซักถามทราบชื่อ นายกนกศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ชาวจ.นครนายก    ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกับตำรวจ สภ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อติดตามญาติขมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติม ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้ เบื้องต้นไม่พบสารเสพติดในร่างกาย ก่อนควบคุมตัวส่ง รพ.สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อตรวจสภาพร่างกายต่อไป   ข้อมูลจาก มติชนออนไลน์ คลิป

 13,348
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ก.ย. 60

อุทาหรณ์ เด็ก 11 เดือน ยืนเกาะรถของเล่น พลาดล้มหัวฟาดหมดสติ ครอบครัวหวั่นกระทบสมอง

ผู้ใช้ facebook ชื่อปืน วชิรพันธ์ เสตะรุจิ โพสต์คลิปวีดีโอ ภาพเด็กหญิงวัยไม่ถึง 1 ขวบ กำลังยืนอยู่บนรถของเล่น โดยมีผู้ปกครองยืนอยู่รอบๆ แต่จังหวะที่ผู้ปกครองหันหลังให้เด็กเพียงวินาที รถของเล่นก็ตะแคง จนเด็กล้มลงกระแทกพื้นอย่างจัง จนผู้ปกครองต้องรีบเข้ามาอุ้ม   ผู้โพสต์ระบุว่า เด็กในคลิปคือลูกสาววัย 11 เดือน กำลังหัดยืน ซึ่งจังหวะที่เกิดเรื่อง ลูกสาวขึ้นไปเกาะบนรถสามล้อของเล่นของพี่สาว แล้วเกิดตกลงมา ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง จนเด็กร้องไห้แบบไม่มีเสียง แขนขาเกร็ง หมดสติไปชั่วอึกใจ ทางครอบครัวรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยระหว่างทางลูกก็มีอาการสะลึมสะลือตลอดทาง   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังผู้โพสต์ คือนายวชิรพันธ์ เสตะรุจิ วัย36 ปี พ่อของน้องโฮมมี่ ลูกสาววัย 11 เดือน เล่าเหตุการณ์ว่า เหตุเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตนกำลังสอนการบ้านลูกสาวอยู่อีกห้องหนึ่ง ส่วนน้องโฮมมี่อยู่กับแม่ และยาย แต่ตอนเกิดเรื่องเป็นจังหวะที่ยายกับแม่ ลุกขึ้นมาดูของหน้าห้องแค่ชั่ววินาทีเดียว น้องล้มลง ศีรษะกระแทกกับพื้น ซึ่งปูเป็นแผ่นโฟมสำหรับรองให้เด็กคลาน ความหนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร  ตอนนั้นน้องร้องไห้ตัวงอแต่ไม่มีเสียง แล้วก็หมดสติไปชั่วขณะ  เมื่อนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ทำการเอ็กซเรย์ทุกอย่าง แล้วให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาล 1 คืน ก็ไม่พบอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง   วันต่อมาตนยังพาลูกไปตรวจที่คลินิกเด็กอีกแห่งเพิ่มเติม ก็พบว่าลูกไม่ได้บาดเจ็บอะไร กลับมาร่าเริงตามปกติ แพทย์ระบุว่า อาการที่น้องเป็นตอนเกิดเหตุ น่าจะเกิดจากความตกใจมากกว่า ซึ่งทางครอบครัวก็ยังไม่วางใจ เตรียมจะพาลูกไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในสัปดาห์หน้า กลัวว่าจะมีอาการบาดเจ็บอะไรตามหลังมาอีก   นายวชิรพันธ์บอกว่า ที่นำคลิปมาโพสต์ เพื่อต้องการให้เป็นอุทาหรณ์กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความผิดพลาดของครอบครัว และไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นี้กับครอบครัวไหน ซึ่งหลังจากโพสต์ไปก็มีคนเข้ามาตำหนิครอบครัวตนจำนวนมาก ที่ปล่อยให้ลูกยืนเกาะรถจนเกิดอุบัติเหตุ นายวชิรพันธ์บอกว่า ยอมรับทุกๆความเห็น เพราะเป็นความผิดพลาดของครอบครัวจริงๆ แต่ก็อยากให้เรื่องดังกล่าวเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Jd2eFay6Tgg    

 7,861
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ก.ย. 60

หนุ่มส่งอาหารโพสต์คลิป ถูกรุมเตะต่อย-มีดแทงชายโครง ผ่านไป 1 เดือนคดีไม่คืบ ติดใจ ตร.ไม่แจ้งข้อหาพยายามฆ่า

เพจแหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์คลิปวีดีโอ เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า ชายเจ้าของคลิป ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ รวม 3 คน เข้ามารุมทำร้าย ทั้งเตะต่อย และใช้มีดแทงเข้าที่ชายโครง เหตุมาจากชายทั้ง 3 คน มีเรื่องกับพนักงานในร้าน แล้วตนขี่รถเข้ามาจอดพอดี ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าใจว่า ตนเป็นพวกเดียวกับคนที่มีปัญหากันอยู่ แม้จะพยายามปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวข้อง แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ฟัง   เรื่องเกิดตั้งแต่คืนวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ผ่านมาร่วมเดือน ผู้ก่อเหตุยังลอยนวล ส่วนผู้ที่ถูกทำร้ายต้องตกงาน นอกจากนี้ตำรวจยังแจ้งข้อหาผู้ก่อเหตุแค่ ทำร้ายร่างกาย ทำให้บาดเจ็บสาหัส ทั้งที่ผู้โพสต์มองว่า น่าจะเป็นข้อหาพยายามฆ่ามากกว่า   วานนี้(7 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายธวัชชัย เยาวะพันธ์ อายุ 31 ปี ผู้ที่ถูกทำร้ายในคลิป เล่าเหตุการณ์ว่า ก่อนหน้านี้ ตนทำงานขับรถส่งอาหาร ในร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง ปรากฎว่าในวันเกิดเหตุ 12 สิงหาคม ช่วงประมาณ 19.00 น. นายเอ(นามสมมติ) พนักงานคนหนึ่งในร้าน มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน โดยพาพรรคพวกมาเอาเรื่อง ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันภายในร้าน  ตอนนั้นตนกลับมาจากส่งอาหารพอดี เพิ่งจะจอดจักรยานยนต์หน้าร้าน  ชายร่างท้วม ซึ่งเป็นพรรคพวกของนายเอ เดินมาถามว่า “ไอ้นี่ด้วยหรือเปล่า” ก่อนจะกระชากคอเสื้อตน   ตนปฏิเสธไปว่า ตนไม่เกี่ยว ใครทะเลาะกันก็ปล่อยเขาเคลียร์กันไป ก่อนจะเดินหนีออกมา โดยมีผู้จัดการร้านเข้าไปช่วยดึงตัวชายร่างท้วมให้แยกจากตน แต่อีกฝ่ายยังไม่พอใจ ตะโกนมาว่า “ถ้าไม่เกี่ยวก็ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่งั้นเจอดีแน่” สุดท้ายชายคนดังกล่าว ก็พุ่งเข้ามาชกตน แล้วลากออกมาหน้าร้าน ตนพยายามต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ปรากฎว่าพรรคพวกของชายร่างท้วมก็เข้ามาช่วยรุม รวมถึงนายเอก็ใช้มีดแทงตนเข้าที่ชายโครงด้านซ้าย จนล้มลงไป และยังถูกเตะเข้าที่ใบหน้าจนจมูกหัก   หลังเกิดเหตุ เพื่อนนำตนส่งโรงพยาบาล หลังจากที่รักษาตัวจนดีขึ้นแล้ว ในคืนเกิดเหตุตนก็ไปแจ้งความที่ สน.ลุมพินีทันที มีการให้ปากคำกับตำรวจ และนำกล้องวงจรปิดมาส่งมอบในวันรุ่งขึ้น ตำรวจมีการประสานขอผลการตรวจร่างกายจากแพทย์มาประกอบกับหลักฐาน   สุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนเข้าไปติดตามความคืบหน้าที่โรงพัก ทราบว่าตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มผู้ก่อเหตุว่า “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนบาดเจ็บสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจ”  ซึ่งตนก็สงสัยว่า พฤติการณ์ที่อีกฝ่ายใช้มีดแทง ไม่เข้าข่ายพยายามฆ่าหรือ ? เมื่อสอบถามกับร้อยเวร ก็ได้คำตอบว่า หากจะเข้าข่ายพยายามฆ่า ต้องถูกปาด หรือแทงที่อวัยวะสำคัญ เช่นคอ หรือหน้าอก   ตนไม่มีความรู้ทางกฎหมาย จึงตัดสินใจมาโพสต์เรื่องราวในโลกออนไลน์  หากพิสูจน์แล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดแค่ ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จริงๆ ตนก็จะไม่ติดใจอะไรอีก   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้กำกับการ สน.ลุมพินี เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุ ว่าการใช้อาวุธแทง มีเจตนาหมายจะเอาชีวิตหรือไม่ หรือแทงเข้าไปที่อวัยวะสำคัญ ที่อาจจะทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่ หากเป็นไปตามนั้น ก็จะเข้าข่ายพยายามฆ่า แต่หากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว ว่าการแทงไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต ก็ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย จนสาหัสเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา แล้วอัยการเห็นว่ามีประเด็นสงสัยให้สอบสวนเพิ่มเติม ก็จะส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มอีกครั้ง  ผู้เสียหายจึงไม่ต้องกังวลว่า ผู้ก่อเหตุจะถูกดำเนินคดีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะกระบวนการยุติธรรมมีการตรวจสอบอยู่หลายขั้นตอนอยู่แล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0R1n0kxoRE0  

 4,225
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ก.ย. 60

ตามล่าหนุ่มกร่าง ไม่จ่ายค่าเรือข้ามฟากแค่ 5 บาท ไล่ตีป้าขอเก็บตั๋ว ยายวัย 70 เข้ามาห้ามถูกชกหน้า

เพจ Social Hunter โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด 2 มุม จากบริเวณท่าเรือข้ามฟาก วัดคลองเตยนอก เป็นเหตุการณ์ตอนที่ผู้ชายสองคนเดินมาขึ้นเรือ โดยชายคนแรกเดินผ่านช่องขายตั๋วไปโดยไม่ซื้อตั๋วโดยสาร ส่วนชายคนที่เดินตามมาควักกระเป๋าสตางค์ออกมา จะซื้อตั๋ว แต่เหมือนชายคนแรกตะโกนมาบอกว่าไม่ต้องจ่าย   ไม่กี่นาทีต่อมา ก็มีหญิงวัยกลางคนเดินมาหน้าตู้ขายตั๋ว ก่อนที่ชายสองคนในคลิปจะเดินตามมา เหมือนจะเอาเรื่อง หญิงสูงวัยที่ขายตั๋วพยายามห้ามปราม แต่กลับถูกชายหนึ่ง ในสองคนชกเข้าที่หน้าอย่างแรง และพยายามจะใช้ขวดแก้วทำร้ายหญิงสูงวัยซ้ำอีก ชายอีกคนที่มาด้วยกันพยายามล็อกตัวเพื่อนเพื่อห้ามปราม เกิดเป็นความชุลมุนวุ่นวาย   ผู้โพสต์ระบุว่า ชายในคลิปเป็นลูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่บางกระเจ้า จะมาขึ้นเรือข้ามฟากจากคลองเตย ข้ามไปฝั่งบางกระเจ้าโดยไม่ยอมซื้อตั๋ว ทั้งที่ราคาแค่ 5 บาท  เมื่อหญิงคนเก็บตั๋วเรียกดูตั๋ว ชายในคลิปไม่มีให้ เกิดมีปากเสียงกัน ถึงขั้นจะลงไม้ลงมือ หญิงที่ขายตั๋วพยายามห้าม แต่กลับถูกทำร้ายเสียเอง   ทีมข่าวลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ที่ท่าเรือข้ามฟากวัดคลองเตยนอก ได้พูดคุยกับนางสมศรี อุ่นสกุลสุข วัย 70 ปี คนขายตั๋วเรือที่ถูกทำร้าย เล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายตุ้ยซึ่งเป็นหลานชายของเจ้าของเรือ พาเพื่อน 1 คน มาขึ้นเรือกลับบ้านที่ฝั่งบางกระเจ้า โดยตัวนายตุ้ยเดินผ่านไปไม่ซื้อตั๋ว เมื่อเพื่อนที่เดินตามมาจะควักเงินจ่าย นายตุ้ยก็หันมาบอกว่าไม่ต้องจ่าย ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะปกตินายตุ้ยมักจะมาขึ้นเรือฟรีอยู่บ่อยๆอยู่แล้ว   แต่ปรากฎว่า เมื่อลงไปยืนรอเรืออยู่ที่โป๊ะ เจ้าของเรือซึ่งเป็นป้าสะใภ้ของนายตุ้ย มาขอตรวจตั๋ว ปรากฎว่านายตุ้ยไม่พอใจ ไล่ทำร้ายป้าสะใภ้ตัวเองมาจนถึงตู้ขายตั๋ว ตนก็ห้ามปราม ไม่อยากให้มีเรื่องกัน ปรากฎว่านายตุ้ยหันมาชกเข้าหน้าด้านซ้ายอย่างแรง ทั้งยังจะเอาขวดแก้วมาฟาดซ้ำ โชคดีที่เพื่อนของนายตุ้ยล็อกคอ ลากตัวออกไปได้ในที่สุด   ในขณะที่นางมาลี ทิกำ วัย 59 ปี เจ้าของเรือ ซึ่งเป็นภรรยาของลุงแท้ๆของนายตุ้ย เล่าว่า ตอนที่นายตุ้ยมาถึงท่าเรือ ตนไปเข้าห้องน้ำ จึงไม่เห็นว่าได้ซื้อตั๋วหรือไม่ พอออกมาก็เห็นว่านายตุ้ยยืนรอเรืออยู่กับเพื่อน เมื่อเข้าไปถามหาตั๋วเรือ นายตุ้ยก็ตะคอกกลับมาว่า “มึงจะเก็บเงินเพื่อนกูหรือ ?” ก่อนจะเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วพูดว่า “มึงเอาไหม 1,000 บาท เอาไหม ?”  ตนเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพเมาสุรา พูดจาไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร แล้วเดินหนีออกมา ปรากฎว่านายตุ้ยเดินตามมา เอาขวดน้ำปาใส่ตน จึงเดินไปที่ตู้ขายตั๋วเพื่อขอความช่วยเหลือ ปรากฎว่านายตุ้ยกลับไปทำร้ายนางสมศรีที่เข้ามาห้ามปราม   นางมาลียังบอกว่า เมื่อนายตุ้ยข้ามฝั่งไปถึงฝั่งบางกระเจ้า ยังตามไปอาละวาดที่บ้านของตน ลูกสาวของตนซึ่งอยู่ในบ้านโทรมาบอกว่า นายตุ้ยมาทุบและเตะประตูบ้าน จนกระทั่งเพื่อนลากตัวออกไป    โดยนิสัยแล้ว นายตุ้ยมักจะมีปัญหาทะเลาะวิวาทบ่อย จนคนที่ท่าเรือรู้นิสัยกันดี ก็พยายามจะไม่มีปัญหาด้วย แม้แต่ตนซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ ก็ยังมาเจอเหตุการณ์นี้ ยอมรับว่ากังวลมาก เพราะบ้านของตนอยู่ในละแวกเดียวกันกับนายตุ้ยในตำบลบางกระเจ้า กลัวว่าจะอีกฝ่ายจะกลับมาก่อกวนหรือทำร้ายอีก   ทีมข่าวนั่งเรือข้ามฟากไปตรวจสอบที่ชุมชนที่อยู่ของนายตุ้ย ในตำบลบางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เท่าที่สอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ ทราบว่านายตุ้ยไม่ค่อยอยู่ที่บ้านในชุมชนนี้ นานๆครั้งจะไปๆมาๆ ไม่ทราบว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน   ด้าน พ.ต.ท.พีรธรรม คำจร รองผู้กำกับ ปราบปราม สน.ท่าเรือ ซึ่งลงพื้นที่ไปตรวจสอบตอนเกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้ง ได้ไปพูดคุยกับผู้เสียหาย และพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ซึ่งฝ่ายสอบสวนก็ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล และภาพกล้องวงจรปิด เตรียมออกหมายจับผู้ก่อเหตุต่อไป  เบื้องต้นได้ประสานไปยัง สภ.พระประแดง ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ของบ้านผู้ก่อเหตุ ให้ช่วยสืบสวนติดตามตัวด้วย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3wB8UDY2IF0    

 5,944
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

แม่โพสต์อุทาหรณ์ ลูกแพ้นมวัว แต่ถูกครูบังคับให้กิน สุดท้ายต้องย้ายที่เรียน แพทย์ชี้อันตรายถึงชีวิต

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลัง facebook เพจ Drama-Addict โพสต์เรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ลูกชายวัย 3 ขวบไปเข้าเรียนที่โรงเรียน โดยลูกมีอาการแพ้นมวัวตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งแม่ก็ได้แจ้งกับทางโรงเรียนแล้วว่าลูกมีอาการแพ้นมวัว ต้องระวังเรื่องอาหาร   ต่อมาพบว่าลูกชายมีอาการป่วยบ่อย เป็นผื่นตามตัว ถ่ายเป็นมูกเลือด สุดท้ายจึงไปสอบถามจากคุณครูผู้ดูแล จึงทราบว่า ครูป้อนนมวัวให้เด็กกิน โดยใช้ไซริงค์ดูดนมแล้วฉีดเข้าปากเด็ก โดยบอกว่าเด็กไม่ยอมดื่มนมเอง  สุดท้ายแม่จึงตัดสินใจให้ลูกลาออก ย้ายโรงเรียนไปเรียนที่อื่นแทน และอยากนำเรื่องมาเผยแพร่เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองคนอื่นๆ   วานนี้ (6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์พูดคุยกับคุณแม่วัย 36 ปี เจ้าของเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งขอไม่เปิดเผยทั้งชื่อตนกับลูก และไม่ระบุโรงเรียนที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าไม่ต้องการจะฟ้องร้อง เอาผิดใคร แค่ต้องการนำเสนอเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์เท่านั้น   คุณแม่คนดังกล่าวเปิดเผยว่า ลูกชายของตนแพ้นมวัวตั้งแต่เด็ก ต้องระวังเรื่องอาหารมาโดยตลอด ทำให้ลูกมีปัญหาเรื่องการกินอาหารด้วยตัวเอง อาหารบางอย่างก็กินไม่ได้ รวมทั้งจิตแพทย์เด็กก็ลงความเห็นว่า ลูกชายของตนเป็นเด็กปรับตัวได้ช้า หากเข้าโรงเรียนจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะอาจจะปรับตัวได้ไม่เท่ากับเด็กๆคนอื่นๆ   โดยหลังจากสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนแล้ว วันปฐมนิเทศตนก็แจ้งกับครูประจำชั้น และครูผู้ช่วย เรื่องอาการแพ้ของลูก พร้อมนำใบรับรองแพทย์มามอบให้คุณครู แต่คุณครูบอกว่าไม่ต้องใช้ แค่จดบันทึกไว้ก็พอ ซึ่งมาทราบภายหลังว่า ครูผู้ช่วยที่ตนพูดคุยด้วยในวันนั้น เป็นคนละคนกับที่ดูแลประจำห้องเรียนของลูกชายจริงๆ   ต่อมาพบว่าลูกกลับมาบ้านแล้วมีอาการผิดปกติ คือกลัวการดื่มนมถั่วเหลือง จากที่เคยดื่มได้ปกติ ก็จะปฏิเสธตลอด เมื่อไปสอบถามกับคุณครู ครูก็ยอมรับว่าป้อนนมวัวให้น้องดื่ม ตอนนั้นตนยังไม่ได้ว่าอะไร คิดว่าอาจจะเกิดการผิดพลาดขึ้นได้ จึงทำความเข้าใจกับครูใหม่ว่าลูกแพ้นมวัว ครูจึงให้แม่เตรียมนมถั่วเหลืองมาเองด้วยทุกวัน  แต่หลังจากนั้นก็ยังพบว่า ลูกยังมีอาการป่วยบ่อย มีผื่นขึ้น เริ่มมีปัญหากับทางเดินหายใจ หายใจครืดคราดตอนนอน รวมทั้งมีการขับถ่ายเป็นมูกเลือดด้วย   ต่อมาตนมาพบปัญหาเพิ่มเติมคือ ลูกเป็นแผลช้ำในปาก เมื่อสอบถามคุณครูก็ทราบว่า ลูกไม่ยอมทานข้าวตอนที่คุณครูป้อน จนเกิดการบาดเจ็บขึ้นเล็กน้อย ตอนนั้นตนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้ติดใจอะไร  จนกระทั่งวันหนึ่งไปรับลูกกลับจากโรงเรียน ลูกบอกว่ามีอะไรติดคอ ให้ดื่มน้ำก็ไม่หาย จนกระทั่งจับลูกเอาท้องพาดและตบก้น ลูกก็คายอาหารที่ติดคอออกมา เป็นผักต่างๆที่ติดค้างอยู่ในคอ ในสภาพเป็นชิ้นโตๆ เหมือนไม่ได้ผ่านการเคี้ยว  รวมทั้งยังเคยขับถ่ายออกมาเป็นผักชิ้นๆ ที่ไม่ได้ย่อยด้วย   ตอนนั้นมั่นใจแล้วว่า คุณครูบังคับให้ลูกกินอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็เคยบอกครูไปแล้วว่า ลูกของตนมีปัญหา ไม่ยอมเคี้ยวอาหาร จะทานได้เฉพาะข้าวกับน้ำซุป หรืออาหารอ่อนๆเท่านั้น   ซึ่งการบังคับให้กินอาหารก็ทำให้ลูกหวาดกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน มีอาการร้องไห้เสียงดัง ตัวสั่น เวลาที่อยู่ที่โรงเรียน สุดท้ายทนไม่ไหว จึงต้องพาลูกไปลาออกเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา   ตอนที่คุณพ่อพาลูกชายไปลาออก ก็ยังพาลูกไปลาเพื่อนๆในห้อง ได้ยินเด็กๆในห้องบอกว่า ลูกชายถูกคุณครูเอาไซริงค์ฉีดนมเข้าปาก แล้วลูกชายก็ร้องไห้ เพราะไม่ชอบนมวัว  ตอนที่เด็กๆพูด ก็มีผู้บริหารโรงเรียนยืนอยู่ด้วย ผู้บริหารก็หันมาบอกคุณพ่อว่า “คุณครูแค่อยากให้เด็กรู้รสชาติของนมวัว กับอาหารเท่านั้น”   คุณแม่คนดังกล่าวบอกอีกว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ตอนนี้พยายามดูแลสภาพจิตใจลูกให้กลับมาเป็นปกติ เพราะลูกยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ย้ายโรงเรียนใหม่ คุณครูให้ตนไปดูแลที่โรงเรียนตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยในการปรับตัว ซึ่งลุกก็ดีขึ้นตามลำดับ   ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ทางครอบครัวไม่ได้ติดใจที่จะเอาเรื่องใคร เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบกับลูก ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับเจ้าของโรงเรียน เจรจากันจนเข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์กับผู้ปกครองทุกคน รวมทั้งคนที่ประกอบอาชีพครู   ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดระยอง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า  ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางครอบครัวไม่ได้กรอกในใบประวัติตั้งแต่แรกว่าลูกปัญหาแพ้อาหารอะไรบ้าง รวมทั้งปัญหาการปรับตัวช้าของเด็ก จำเป็นต้องได้รับการดูแลมากกว่าเด็กๆคนอื่น ทำให้ครูอาจจะรับมือได้ไม่ดีพอ ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ได้มีการเจรจากับทั้งคุณพ่อและแม่ของเด็ก ขอโทษทางครอบครัวที่ทางโรงเรียนดูแลเด็กได้ไม่ดีพอ และได้คืนเงินค่าเรียนให้ทางครอบครัวไปแล้ว โดยหลังจากเกิดปัญหาดังกล่าว ตนก็ได้แจ้งกับทางคณะผู้บริหารไปว่า หลังจากนี้จำเป็นจะต้องงดรับเด็กที่มีพัฒนาการช้าเข้าเรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก   ผู้สื่อข่าวยังเดินทางไปพูดคุยกับ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ โรงพยาบาล BNH ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้นมวัวในเด็ก บอกว่า นมวัวถือเป็นอาหารที่พบว่าก่อให้เกิดการแพ้ได้มากที่สุดจากการสำรวจทั่วโลก โดยมากจะพบในเด็ก  ซึ่งอาการแพ้จะมีสองประเภท คือแพ้แบบเฉียบพลัน หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับนมวัวเข้าไป จะเกิดอาการช็อค ระบบหายใจล้มเหลว จนอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ประเภทเฉียบพลันจะพบได้น้อย   อีกประเภทคือ การแพ้นมวัวแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการเป็นผื่นตามตัว ใบหน้า ข้อพับต่างๆ มีผลต่อระบบย่อยอาหาร อาจขับถ่ายเป็นมูกเลือด หรืออาเจียน รวมทั้งยังส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนกรน เป็นหวัดบ่อย ติดเชื้อในทางเดินหายใจได้ง่าย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IDwgJo1XFoI  

 14,765
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

คลิปกระบะย้อนศรเลนขวา ประสานงาปิกอัพ สลด เด็ก 6 เดือนเสียชีวิต คนขับย้อนศรอาการสาหัส

ผู้ใช้ facebook ชื่อ “โดมคอมพิวเตอร์ และกล้องวงจรปิด” ได้โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด จับภาพอุบัติเหตุ รถกระบะสีเทาคันหนึ่งขับย้อนศร จนไปชนประสานงากักระบะสีดำ ที่วิ่งมาตามปกติอย่างรุนแรง ทำให้เด็กชายวัย 6 เดือน ที่นั่งมาในรถคันสีดำ(ที่ขับมาในทางปกติ) ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา   คลิปดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างก็ตำหนิพฤติกรรมของกระบะสีเทาอย่างรุนแรง โดยระบุว่า การขับย้อนศรชิดริมขอบทางก็ยังเสี่ยงอุบัติเหตุแล้ว แต่กรณีนี้ ขับสวนเลนในเลนขวาสุด(ขวาของทางปกติ หากสวนเลนจะอยู่ทางซ้าย) ที่สุดก็ทำให้เกิดการสูญเสีย อีกทั้งผู้เสียชีวิตยังเป็นเด็กอายุเพียง 6 เดือน   ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุพรรณบุรีรายงานว่า เหตุเกิดที่ถนนมาลัยแมน สาย 321 ช่วงโค้งสวนเเตง สุพรรณบุรี-อู่ทอง ระหว่าง กม.ที่ 87-88 ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย   ร.ต.อ.ประเทือง น้ำดอกไม้ รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า เหตุเกิดช่วง 17.30 น. ของวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมร่วมใจสวนแตง เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.เจ้าพระยายมราช ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ สีเทา ป้ายทะเบียนสุพรรณบุรี ชนประสานงากับรถกระบะสี่ประตู สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร  ในที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บหลายราย บางคนยังติดอยู่ในตัวรถ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่าง นำตัวออกมา ก่อนนำส่งโรงพยาบาล   คนขับกระบะสีเทาคันที่ย้อนศร คือ นายวิมล พุ่มก๋ง อายุ 53 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนรถกระบะสีดำที่ถูกชน มาเป็นครอบครัวทั้งหมด 5 คน  คนขับคือ นายพิพัฒน์ พันธุ์จันทร์ อายุ 25 ปี ไม่ได้รับบาดเจ็บ  แต่คนที่เหลืออีก 4 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด โดยเฉพาะเด็กชายไชยวัฒน์ ลูกชายวัย 6 เดือนของคนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา   จากการสอบสวนนายพิพัฒน์ คนขับกระบะสีดำ เล่าว่า ตนกับครอบครัว ประกอบด้วย ภรรยา, ลูกชายวัย 6 เดือน, บิดา และมารดา ขับรถมาจาก มาจาก จ.ชัยนาท ใช้เส้นทางที่เกิดเหตุ เพื่อจะกลับบ้านที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี  มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง จู่ๆก็มีรถยนต์กระบะ สีเทาของนายวิมล ขับย้อนศรสวนเลนมาทางเลนขวาด้วยความเร็วสูง จนรถพุ่งชนประสานงากันอย่างจัง   สำหรับอาการบาดเจ็บ ของครอบครัวนายพิพัฒน์ ล่าสุด นางระเบียบ พันธุ์จันทร์ อายุ 50 ปี (มารดาของคนขับ) และ นางกมลชนก พันธุ์จันทร์ อายุ 27 ปี (ภรรยาของคนขับ) แพทย์ให้กลับบ้านได้แล้ว ส่วนนายสงคราม พันธุ์จันทร์ อายุ 51 ปี (บิดาของคนขับ) ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช คาดว่าจะกลับบ้านได้ใน 1-2 วันนี้   ส่วนนายวิมล พุ่มก๋ง อายุ 53 ปี อาชีพขายปลาสลิด ซึ่งเป็นคู่กรณีที่ขับรถย้อนศรมา ขณะนี้อาการสาหัส นอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ยังไม่สามารถให้การกับเจ้าหน้าที่ได้  จึงยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ขับรถย้อนศร ว่าเป็นการจงใจขับย้อนศร  หรืออยู่ในอาการมึนเมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้แพทย์ตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรองผลจากการตรวจเลือด อย่างไรก็ตามต้องรอให้นายวิมลคนขับย้อนศรมาอาการดีขึ้นก่อน จึงสามารถสอบสวนสาเหตุที่แท้จริงเพื่อดำเนินการต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xrb4n33PtgY    

 51,751
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

บุกรังกลุ่มชายนุ่งโสร่ง อัดคลิปเลียนแบบโจรก่อการร้าย สารภาพเมาน้ำกระท่อม

จากกรณีมีการแพร่คลิปกลุ่มชายนุ่งโสร่ง ปิดบังหน้าตา แพร่ภาพสดแอบอ้างตัวเป็นกลุ่ม สโตย ดารุสลามสตูล พูดจาเชิงยั่วยุเลียนแบบเหตุการณ์โจรก่อการร้าย ในต่างประเทศ สร้างความผวาให้คนในพื้นที่   ล่าสุด จนท.ได้นำกำลังตรวจค้นพื้นที่ จ.สตูล พบชายในคลิป พบอุปกรณ์เสพน้ำกระท่อม และขวดยาแก้ไอ น้ำอัดลมใช้ในการเสพ ภายในสวนปาล์ม   จากการควบคุมตัวเบื้องต้นผู้ก่อเหตุให้การว่า ทำไปด้วยความคึกคะนอง หลังเสพน้ำต้มพืชกระท่อม 2 หม้อ ก่อนนึกสนุกกับเพื่อนอัดคลิปไม่มีเจตนาที่จะสร้างความปั่นป่วน และขอโทษประชาชนคนสตูลที่ทำไปโดนรู้เท่าไม่ถึงการณ์   โดยตำรวจได้ตั้งข้อหาพกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะ มีโทษปรับตามคดีเพียง 100 บาท ในขณะที่อีก 3 คน ตำรวจยังต้องหาตัวให้เจออีกครั้งเพื่อสอบสักถาม ถึงการกระทำผ่านคลิปดังกล่าวว่าต้องการอะไร    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bwPhg_mQPn8    

 11,622

Top