ค้นหา :

ผลการค้นหา "���������������������������������������������"

แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ก.ย. 60

อุทาหรณ์ เด็ก 11 เดือน ยืนเกาะรถของเล่น พลาดล้มหัวฟาดหมดสติ ครอบครัวหวั่นกระทบสมอง

ผู้ใช้ facebook ชื่อปืน วชิรพันธ์ เสตะรุจิ โพสต์คลิปวีดีโอ ภาพเด็กหญิงวัยไม่ถึง 1 ขวบ กำลังยืนอยู่บนรถของเล่น โดยมีผู้ปกครองยืนอยู่รอบๆ แต่จังหวะที่ผู้ปกครองหันหลังให้เด็กเพียงวินาที รถของเล่นก็ตะแคง จนเด็กล้มลงกระแทกพื้นอย่างจัง จนผู้ปกครองต้องรีบเข้ามาอุ้ม   ผู้โพสต์ระบุว่า เด็กในคลิปคือลูกสาววัย 11 เดือน กำลังหัดยืน ซึ่งจังหวะที่เกิดเรื่อง ลูกสาวขึ้นไปเกาะบนรถสามล้อของเล่นของพี่สาว แล้วเกิดตกลงมา ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง จนเด็กร้องไห้แบบไม่มีเสียง แขนขาเกร็ง หมดสติไปชั่วอึกใจ ทางครอบครัวรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยระหว่างทางลูกก็มีอาการสะลึมสะลือตลอดทาง   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังผู้โพสต์ คือนายวชิรพันธ์ เสตะรุจิ วัย36 ปี พ่อของน้องโฮมมี่ ลูกสาววัย 11 เดือน เล่าเหตุการณ์ว่า เหตุเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตนกำลังสอนการบ้านลูกสาวอยู่อีกห้องหนึ่ง ส่วนน้องโฮมมี่อยู่กับแม่ และยาย แต่ตอนเกิดเรื่องเป็นจังหวะที่ยายกับแม่ ลุกขึ้นมาดูของหน้าห้องแค่ชั่ววินาทีเดียว น้องล้มลง ศีรษะกระแทกกับพื้น ซึ่งปูเป็นแผ่นโฟมสำหรับรองให้เด็กคลาน ความหนาประมาณ 1 เซ็นติเมตร  ตอนนั้นน้องร้องไห้ตัวงอแต่ไม่มีเสียง แล้วก็หมดสติไปชั่วขณะ  เมื่อนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ทำการเอ็กซเรย์ทุกอย่าง แล้วให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาล 1 คืน ก็ไม่พบอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง   วันต่อมาตนยังพาลูกไปตรวจที่คลินิกเด็กอีกแห่งเพิ่มเติม ก็พบว่าลูกไม่ได้บาดเจ็บอะไร กลับมาร่าเริงตามปกติ แพทย์ระบุว่า อาการที่น้องเป็นตอนเกิดเหตุ น่าจะเกิดจากความตกใจมากกว่า ซึ่งทางครอบครัวก็ยังไม่วางใจ เตรียมจะพาลูกไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในสัปดาห์หน้า กลัวว่าจะมีอาการบาดเจ็บอะไรตามหลังมาอีก   นายวชิรพันธ์บอกว่า ที่นำคลิปมาโพสต์ เพื่อต้องการให้เป็นอุทาหรณ์กับพ่อแม่ผู้ปกครอง ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความผิดพลาดของครอบครัว และไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นี้กับครอบครัวไหน ซึ่งหลังจากโพสต์ไปก็มีคนเข้ามาตำหนิครอบครัวตนจำนวนมาก ที่ปล่อยให้ลูกยืนเกาะรถจนเกิดอุบัติเหตุ นายวชิรพันธ์บอกว่า ยอมรับทุกๆความเห็น เพราะเป็นความผิดพลาดของครอบครัวจริงๆ แต่ก็อยากให้เรื่องดังกล่าวเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Jd2eFay6Tgg    

 7,739
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ก.ย. 60

หนุ่มส่งอาหารโพสต์คลิป ถูกรุมเตะต่อย-มีดแทงชายโครง ผ่านไป 1 เดือนคดีไม่คืบ ติดใจ ตร.ไม่แจ้งข้อหาพยายามฆ่า

เพจแหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์คลิปวีดีโอ เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า ชายเจ้าของคลิป ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ รวม 3 คน เข้ามารุมทำร้าย ทั้งเตะต่อย และใช้มีดแทงเข้าที่ชายโครง เหตุมาจากชายทั้ง 3 คน มีเรื่องกับพนักงานในร้าน แล้วตนขี่รถเข้ามาจอดพอดี ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าใจว่า ตนเป็นพวกเดียวกับคนที่มีปัญหากันอยู่ แม้จะพยายามปฏิเสธว่าตนไม่เกี่ยวข้อง แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ฟัง   เรื่องเกิดตั้งแต่คืนวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา ผ่านมาร่วมเดือน ผู้ก่อเหตุยังลอยนวล ส่วนผู้ที่ถูกทำร้ายต้องตกงาน นอกจากนี้ตำรวจยังแจ้งข้อหาผู้ก่อเหตุแค่ ทำร้ายร่างกาย ทำให้บาดเจ็บสาหัส ทั้งที่ผู้โพสต์มองว่า น่าจะเป็นข้อหาพยายามฆ่ามากกว่า   วานนี้(7 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายธวัชชัย เยาวะพันธ์ อายุ 31 ปี ผู้ที่ถูกทำร้ายในคลิป เล่าเหตุการณ์ว่า ก่อนหน้านี้ ตนทำงานขับรถส่งอาหาร ในร้านพิซซ่าแห่งหนึ่ง ปรากฎว่าในวันเกิดเหตุ 12 สิงหาคม ช่วงประมาณ 19.00 น. นายเอ(นามสมมติ) พนักงานคนหนึ่งในร้าน มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน โดยพาพรรคพวกมาเอาเรื่อง ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันภายในร้าน  ตอนนั้นตนกลับมาจากส่งอาหารพอดี เพิ่งจะจอดจักรยานยนต์หน้าร้าน  ชายร่างท้วม ซึ่งเป็นพรรคพวกของนายเอ เดินมาถามว่า “ไอ้นี่ด้วยหรือเปล่า” ก่อนจะกระชากคอเสื้อตน   ตนปฏิเสธไปว่า ตนไม่เกี่ยว ใครทะเลาะกันก็ปล่อยเขาเคลียร์กันไป ก่อนจะเดินหนีออกมา โดยมีผู้จัดการร้านเข้าไปช่วยดึงตัวชายร่างท้วมให้แยกจากตน แต่อีกฝ่ายยังไม่พอใจ ตะโกนมาว่า “ถ้าไม่เกี่ยวก็ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่งั้นเจอดีแน่” สุดท้ายชายคนดังกล่าว ก็พุ่งเข้ามาชกตน แล้วลากออกมาหน้าร้าน ตนพยายามต่อสู้เพื่อป้องกันตัว ปรากฎว่าพรรคพวกของชายร่างท้วมก็เข้ามาช่วยรุม รวมถึงนายเอก็ใช้มีดแทงตนเข้าที่ชายโครงด้านซ้าย จนล้มลงไป และยังถูกเตะเข้าที่ใบหน้าจนจมูกหัก   หลังเกิดเหตุ เพื่อนนำตนส่งโรงพยาบาล หลังจากที่รักษาตัวจนดีขึ้นแล้ว ในคืนเกิดเหตุตนก็ไปแจ้งความที่ สน.ลุมพินีทันที มีการให้ปากคำกับตำรวจ และนำกล้องวงจรปิดมาส่งมอบในวันรุ่งขึ้น ตำรวจมีการประสานขอผลการตรวจร่างกายจากแพทย์มาประกอบกับหลักฐาน   สุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนเข้าไปติดตามความคืบหน้าที่โรงพัก ทราบว่าตำรวจแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มผู้ก่อเหตุว่า “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนบาดเจ็บสาหัสทั้งทางร่างกายและจิตใจ”  ซึ่งตนก็สงสัยว่า พฤติการณ์ที่อีกฝ่ายใช้มีดแทง ไม่เข้าข่ายพยายามฆ่าหรือ ? เมื่อสอบถามกับร้อยเวร ก็ได้คำตอบว่า หากจะเข้าข่ายพยายามฆ่า ต้องถูกปาด หรือแทงที่อวัยวะสำคัญ เช่นคอ หรือหน้าอก   ตนไม่มีความรู้ทางกฎหมาย จึงตัดสินใจมาโพสต์เรื่องราวในโลกออนไลน์  หากพิสูจน์แล้วว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดแค่ ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส จริงๆ ตนก็จะไม่ติดใจอะไรอีก   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้กำกับการ สน.ลุมพินี เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุ ว่าการใช้อาวุธแทง มีเจตนาหมายจะเอาชีวิตหรือไม่ หรือแทงเข้าไปที่อวัยวะสำคัญ ที่อาจจะทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่ หากเป็นไปตามนั้น ก็จะเข้าข่ายพยายามฆ่า แต่หากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว ว่าการแทงไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต ก็ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกาย จนสาหัสเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา แล้วอัยการเห็นว่ามีประเด็นสงสัยให้สอบสวนเพิ่มเติม ก็จะส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มอีกครั้ง  ผู้เสียหายจึงไม่ต้องกังวลว่า ผู้ก่อเหตุจะถูกดำเนินคดีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะกระบวนการยุติธรรมมีการตรวจสอบอยู่หลายขั้นตอนอยู่แล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0R1n0kxoRE0  

 4,185
แชร์ออฟเดอะเดย์
08 ก.ย. 60

ตามล่าหนุ่มกร่าง ไม่จ่ายค่าเรือข้ามฟากแค่ 5 บาท ไล่ตีป้าขอเก็บตั๋ว ยายวัย 70 เข้ามาห้ามถูกชกหน้า

เพจ Social Hunter โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด 2 มุม จากบริเวณท่าเรือข้ามฟาก วัดคลองเตยนอก เป็นเหตุการณ์ตอนที่ผู้ชายสองคนเดินมาขึ้นเรือ โดยชายคนแรกเดินผ่านช่องขายตั๋วไปโดยไม่ซื้อตั๋วโดยสาร ส่วนชายคนที่เดินตามมาควักกระเป๋าสตางค์ออกมา จะซื้อตั๋ว แต่เหมือนชายคนแรกตะโกนมาบอกว่าไม่ต้องจ่าย   ไม่กี่นาทีต่อมา ก็มีหญิงวัยกลางคนเดินมาหน้าตู้ขายตั๋ว ก่อนที่ชายสองคนในคลิปจะเดินตามมา เหมือนจะเอาเรื่อง หญิงสูงวัยที่ขายตั๋วพยายามห้ามปราม แต่กลับถูกชายหนึ่ง ในสองคนชกเข้าที่หน้าอย่างแรง และพยายามจะใช้ขวดแก้วทำร้ายหญิงสูงวัยซ้ำอีก ชายอีกคนที่มาด้วยกันพยายามล็อกตัวเพื่อนเพื่อห้ามปราม เกิดเป็นความชุลมุนวุ่นวาย   ผู้โพสต์ระบุว่า ชายในคลิปเป็นลูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่บางกระเจ้า จะมาขึ้นเรือข้ามฟากจากคลองเตย ข้ามไปฝั่งบางกระเจ้าโดยไม่ยอมซื้อตั๋ว ทั้งที่ราคาแค่ 5 บาท  เมื่อหญิงคนเก็บตั๋วเรียกดูตั๋ว ชายในคลิปไม่มีให้ เกิดมีปากเสียงกัน ถึงขั้นจะลงไม้ลงมือ หญิงที่ขายตั๋วพยายามห้าม แต่กลับถูกทำร้ายเสียเอง   ทีมข่าวลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ที่ท่าเรือข้ามฟากวัดคลองเตยนอก ได้พูดคุยกับนางสมศรี อุ่นสกุลสุข วัย 70 ปี คนขายตั๋วเรือที่ถูกทำร้าย เล่าเหตุการณ์ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายตุ้ยซึ่งเป็นหลานชายของเจ้าของเรือ พาเพื่อน 1 คน มาขึ้นเรือกลับบ้านที่ฝั่งบางกระเจ้า โดยตัวนายตุ้ยเดินผ่านไปไม่ซื้อตั๋ว เมื่อเพื่อนที่เดินตามมาจะควักเงินจ่าย นายตุ้ยก็หันมาบอกว่าไม่ต้องจ่าย ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะปกตินายตุ้ยมักจะมาขึ้นเรือฟรีอยู่บ่อยๆอยู่แล้ว   แต่ปรากฎว่า เมื่อลงไปยืนรอเรืออยู่ที่โป๊ะ เจ้าของเรือซึ่งเป็นป้าสะใภ้ของนายตุ้ย มาขอตรวจตั๋ว ปรากฎว่านายตุ้ยไม่พอใจ ไล่ทำร้ายป้าสะใภ้ตัวเองมาจนถึงตู้ขายตั๋ว ตนก็ห้ามปราม ไม่อยากให้มีเรื่องกัน ปรากฎว่านายตุ้ยหันมาชกเข้าหน้าด้านซ้ายอย่างแรง ทั้งยังจะเอาขวดแก้วมาฟาดซ้ำ โชคดีที่เพื่อนของนายตุ้ยล็อกคอ ลากตัวออกไปได้ในที่สุด   ในขณะที่นางมาลี ทิกำ วัย 59 ปี เจ้าของเรือ ซึ่งเป็นภรรยาของลุงแท้ๆของนายตุ้ย เล่าว่า ตอนที่นายตุ้ยมาถึงท่าเรือ ตนไปเข้าห้องน้ำ จึงไม่เห็นว่าได้ซื้อตั๋วหรือไม่ พอออกมาก็เห็นว่านายตุ้ยยืนรอเรืออยู่กับเพื่อน เมื่อเข้าไปถามหาตั๋วเรือ นายตุ้ยก็ตะคอกกลับมาว่า “มึงจะเก็บเงินเพื่อนกูหรือ ?” ก่อนจะเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วพูดว่า “มึงเอาไหม 1,000 บาท เอาไหม ?”  ตนเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพเมาสุรา พูดจาไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร แล้วเดินหนีออกมา ปรากฎว่านายตุ้ยเดินตามมา เอาขวดน้ำปาใส่ตน จึงเดินไปที่ตู้ขายตั๋วเพื่อขอความช่วยเหลือ ปรากฎว่านายตุ้ยกลับไปทำร้ายนางสมศรีที่เข้ามาห้ามปราม   นางมาลียังบอกว่า เมื่อนายตุ้ยข้ามฝั่งไปถึงฝั่งบางกระเจ้า ยังตามไปอาละวาดที่บ้านของตน ลูกสาวของตนซึ่งอยู่ในบ้านโทรมาบอกว่า นายตุ้ยมาทุบและเตะประตูบ้าน จนกระทั่งเพื่อนลากตัวออกไป    โดยนิสัยแล้ว นายตุ้ยมักจะมีปัญหาทะเลาะวิวาทบ่อย จนคนที่ท่าเรือรู้นิสัยกันดี ก็พยายามจะไม่มีปัญหาด้วย แม้แต่ตนซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ ก็ยังมาเจอเหตุการณ์นี้ ยอมรับว่ากังวลมาก เพราะบ้านของตนอยู่ในละแวกเดียวกันกับนายตุ้ยในตำบลบางกระเจ้า กลัวว่าจะอีกฝ่ายจะกลับมาก่อกวนหรือทำร้ายอีก   ทีมข่าวนั่งเรือข้ามฟากไปตรวจสอบที่ชุมชนที่อยู่ของนายตุ้ย ในตำบลบางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เท่าที่สอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ ทราบว่านายตุ้ยไม่ค่อยอยู่ที่บ้านในชุมชนนี้ นานๆครั้งจะไปๆมาๆ ไม่ทราบว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน   ด้าน พ.ต.ท.พีรธรรม คำจร รองผู้กำกับ ปราบปราม สน.ท่าเรือ ซึ่งลงพื้นที่ไปตรวจสอบตอนเกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้ง ได้ไปพูดคุยกับผู้เสียหาย และพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ซึ่งฝ่ายสอบสวนก็ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล และภาพกล้องวงจรปิด เตรียมออกหมายจับผู้ก่อเหตุต่อไป  เบื้องต้นได้ประสานไปยัง สภ.พระประแดง ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ของบ้านผู้ก่อเหตุ ให้ช่วยสืบสวนติดตามตัวด้วย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3wB8UDY2IF0    

 5,834
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

แม่โพสต์อุทาหรณ์ ลูกแพ้นมวัว แต่ถูกครูบังคับให้กิน สุดท้ายต้องย้ายที่เรียน แพทย์ชี้อันตรายถึงชีวิต

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลัง facebook เพจ Drama-Addict โพสต์เรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่ลูกชายวัย 3 ขวบไปเข้าเรียนที่โรงเรียน โดยลูกมีอาการแพ้นมวัวตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งแม่ก็ได้แจ้งกับทางโรงเรียนแล้วว่าลูกมีอาการแพ้นมวัว ต้องระวังเรื่องอาหาร   ต่อมาพบว่าลูกชายมีอาการป่วยบ่อย เป็นผื่นตามตัว ถ่ายเป็นมูกเลือด สุดท้ายจึงไปสอบถามจากคุณครูผู้ดูแล จึงทราบว่า ครูป้อนนมวัวให้เด็กกิน โดยใช้ไซริงค์ดูดนมแล้วฉีดเข้าปากเด็ก โดยบอกว่าเด็กไม่ยอมดื่มนมเอง  สุดท้ายแม่จึงตัดสินใจให้ลูกลาออก ย้ายโรงเรียนไปเรียนที่อื่นแทน และอยากนำเรื่องมาเผยแพร่เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองคนอื่นๆ   วานนี้ (6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์พูดคุยกับคุณแม่วัย 36 ปี เจ้าของเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งขอไม่เปิดเผยทั้งชื่อตนกับลูก และไม่ระบุโรงเรียนที่เกิดเหตุ ยืนยันว่าไม่ต้องการจะฟ้องร้อง เอาผิดใคร แค่ต้องการนำเสนอเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์เท่านั้น   คุณแม่คนดังกล่าวเปิดเผยว่า ลูกชายของตนแพ้นมวัวตั้งแต่เด็ก ต้องระวังเรื่องอาหารมาโดยตลอด ทำให้ลูกมีปัญหาเรื่องการกินอาหารด้วยตัวเอง อาหารบางอย่างก็กินไม่ได้ รวมทั้งจิตแพทย์เด็กก็ลงความเห็นว่า ลูกชายของตนเป็นเด็กปรับตัวได้ช้า หากเข้าโรงเรียนจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะอาจจะปรับตัวได้ไม่เท่ากับเด็กๆคนอื่นๆ   โดยหลังจากสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนแล้ว วันปฐมนิเทศตนก็แจ้งกับครูประจำชั้น และครูผู้ช่วย เรื่องอาการแพ้ของลูก พร้อมนำใบรับรองแพทย์มามอบให้คุณครู แต่คุณครูบอกว่าไม่ต้องใช้ แค่จดบันทึกไว้ก็พอ ซึ่งมาทราบภายหลังว่า ครูผู้ช่วยที่ตนพูดคุยด้วยในวันนั้น เป็นคนละคนกับที่ดูแลประจำห้องเรียนของลูกชายจริงๆ   ต่อมาพบว่าลูกกลับมาบ้านแล้วมีอาการผิดปกติ คือกลัวการดื่มนมถั่วเหลือง จากที่เคยดื่มได้ปกติ ก็จะปฏิเสธตลอด เมื่อไปสอบถามกับคุณครู ครูก็ยอมรับว่าป้อนนมวัวให้น้องดื่ม ตอนนั้นตนยังไม่ได้ว่าอะไร คิดว่าอาจจะเกิดการผิดพลาดขึ้นได้ จึงทำความเข้าใจกับครูใหม่ว่าลูกแพ้นมวัว ครูจึงให้แม่เตรียมนมถั่วเหลืองมาเองด้วยทุกวัน  แต่หลังจากนั้นก็ยังพบว่า ลูกยังมีอาการป่วยบ่อย มีผื่นขึ้น เริ่มมีปัญหากับทางเดินหายใจ หายใจครืดคราดตอนนอน รวมทั้งมีการขับถ่ายเป็นมูกเลือดด้วย   ต่อมาตนมาพบปัญหาเพิ่มเติมคือ ลูกเป็นแผลช้ำในปาก เมื่อสอบถามคุณครูก็ทราบว่า ลูกไม่ยอมทานข้าวตอนที่คุณครูป้อน จนเกิดการบาดเจ็บขึ้นเล็กน้อย ตอนนั้นตนเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้ติดใจอะไร  จนกระทั่งวันหนึ่งไปรับลูกกลับจากโรงเรียน ลูกบอกว่ามีอะไรติดคอ ให้ดื่มน้ำก็ไม่หาย จนกระทั่งจับลูกเอาท้องพาดและตบก้น ลูกก็คายอาหารที่ติดคอออกมา เป็นผักต่างๆที่ติดค้างอยู่ในคอ ในสภาพเป็นชิ้นโตๆ เหมือนไม่ได้ผ่านการเคี้ยว  รวมทั้งยังเคยขับถ่ายออกมาเป็นผักชิ้นๆ ที่ไม่ได้ย่อยด้วย   ตอนนั้นมั่นใจแล้วว่า คุณครูบังคับให้ลูกกินอาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ตนก็เคยบอกครูไปแล้วว่า ลูกของตนมีปัญหา ไม่ยอมเคี้ยวอาหาร จะทานได้เฉพาะข้าวกับน้ำซุป หรืออาหารอ่อนๆเท่านั้น   ซึ่งการบังคับให้กินอาหารก็ทำให้ลูกหวาดกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน มีอาการร้องไห้เสียงดัง ตัวสั่น เวลาที่อยู่ที่โรงเรียน สุดท้ายทนไม่ไหว จึงต้องพาลูกไปลาออกเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา   ตอนที่คุณพ่อพาลูกชายไปลาออก ก็ยังพาลูกไปลาเพื่อนๆในห้อง ได้ยินเด็กๆในห้องบอกว่า ลูกชายถูกคุณครูเอาไซริงค์ฉีดนมเข้าปาก แล้วลูกชายก็ร้องไห้ เพราะไม่ชอบนมวัว  ตอนที่เด็กๆพูด ก็มีผู้บริหารโรงเรียนยืนอยู่ด้วย ผู้บริหารก็หันมาบอกคุณพ่อว่า “คุณครูแค่อยากให้เด็กรู้รสชาติของนมวัว กับอาหารเท่านั้น”   คุณแม่คนดังกล่าวบอกอีกว่า ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ตอนนี้พยายามดูแลสภาพจิตใจลูกให้กลับมาเป็นปกติ เพราะลูกยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ย้ายโรงเรียนใหม่ คุณครูให้ตนไปดูแลที่โรงเรียนตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยในการปรับตัว ซึ่งลุกก็ดีขึ้นตามลำดับ   ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ทางครอบครัวไม่ได้ติดใจที่จะเอาเรื่องใคร เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบกับลูก ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับเจ้าของโรงเรียน เจรจากันจนเข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว แต่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์กับผู้ปกครองทุกคน รวมทั้งคนที่ประกอบอาชีพครู   ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนดังกล่าว ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดระยอง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า  ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางครอบครัวไม่ได้กรอกในใบประวัติตั้งแต่แรกว่าลูกปัญหาแพ้อาหารอะไรบ้าง รวมทั้งปัญหาการปรับตัวช้าของเด็ก จำเป็นต้องได้รับการดูแลมากกว่าเด็กๆคนอื่น ทำให้ครูอาจจะรับมือได้ไม่ดีพอ ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ได้มีการเจรจากับทั้งคุณพ่อและแม่ของเด็ก ขอโทษทางครอบครัวที่ทางโรงเรียนดูแลเด็กได้ไม่ดีพอ และได้คืนเงินค่าเรียนให้ทางครอบครัวไปแล้ว โดยหลังจากเกิดปัญหาดังกล่าว ตนก็ได้แจ้งกับทางคณะผู้บริหารไปว่า หลังจากนี้จำเป็นจะต้องงดรับเด็กที่มีพัฒนาการช้าเข้าเรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก   ผู้สื่อข่าวยังเดินทางไปพูดคุยกับ พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ โรงพยาบาล BNH ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้นมวัวในเด็ก บอกว่า นมวัวถือเป็นอาหารที่พบว่าก่อให้เกิดการแพ้ได้มากที่สุดจากการสำรวจทั่วโลก โดยมากจะพบในเด็ก  ซึ่งอาการแพ้จะมีสองประเภท คือแพ้แบบเฉียบพลัน หากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับนมวัวเข้าไป จะเกิดอาการช็อค ระบบหายใจล้มเหลว จนอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ประเภทเฉียบพลันจะพบได้น้อย   อีกประเภทคือ การแพ้นมวัวแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการเป็นผื่นตามตัว ใบหน้า ข้อพับต่างๆ มีผลต่อระบบย่อยอาหาร อาจขับถ่ายเป็นมูกเลือด หรืออาเจียน รวมทั้งยังส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการนอนกรน เป็นหวัดบ่อย ติดเชื้อในทางเดินหายใจได้ง่าย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IDwgJo1XFoI  

 14,633
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

คลิปกระบะย้อนศรเลนขวา ประสานงาปิกอัพ สลด เด็ก 6 เดือนเสียชีวิต คนขับย้อนศรอาการสาหัส

ผู้ใช้ facebook ชื่อ “โดมคอมพิวเตอร์ และกล้องวงจรปิด” ได้โพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด จับภาพอุบัติเหตุ รถกระบะสีเทาคันหนึ่งขับย้อนศร จนไปชนประสานงากักระบะสีดำ ที่วิ่งมาตามปกติอย่างรุนแรง ทำให้เด็กชายวัย 6 เดือน ที่นั่งมาในรถคันสีดำ(ที่ขับมาในทางปกติ) ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา   คลิปดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตต่างก็ตำหนิพฤติกรรมของกระบะสีเทาอย่างรุนแรง โดยระบุว่า การขับย้อนศรชิดริมขอบทางก็ยังเสี่ยงอุบัติเหตุแล้ว แต่กรณีนี้ ขับสวนเลนในเลนขวาสุด(ขวาของทางปกติ หากสวนเลนจะอยู่ทางซ้าย) ที่สุดก็ทำให้เกิดการสูญเสีย อีกทั้งผู้เสียชีวิตยังเป็นเด็กอายุเพียง 6 เดือน   ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุพรรณบุรีรายงานว่า เหตุเกิดที่ถนนมาลัยแมน สาย 321 ช่วงโค้งสวนเเตง สุพรรณบุรี-อู่ทอง ระหว่าง กม.ที่ 87-88 ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย   ร.ต.อ.ประเทือง น้ำดอกไม้ รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า เหตุเกิดช่วง 17.30 น. ของวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมร่วมใจสวนแตง เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.เจ้าพระยายมราช ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ สีเทา ป้ายทะเบียนสุพรรณบุรี ชนประสานงากับรถกระบะสี่ประตู สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร  ในที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บหลายราย บางคนยังติดอยู่ในตัวรถ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่าง นำตัวออกมา ก่อนนำส่งโรงพยาบาล   คนขับกระบะสีเทาคันที่ย้อนศร คือ นายวิมล พุ่มก๋ง อายุ 53 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนรถกระบะสีดำที่ถูกชน มาเป็นครอบครัวทั้งหมด 5 คน  คนขับคือ นายพิพัฒน์ พันธุ์จันทร์ อายุ 25 ปี ไม่ได้รับบาดเจ็บ  แต่คนที่เหลืออีก 4 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด โดยเฉพาะเด็กชายไชยวัฒน์ ลูกชายวัย 6 เดือนของคนขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา   จากการสอบสวนนายพิพัฒน์ คนขับกระบะสีดำ เล่าว่า ตนกับครอบครัว ประกอบด้วย ภรรยา, ลูกชายวัย 6 เดือน, บิดา และมารดา ขับรถมาจาก มาจาก จ.ชัยนาท ใช้เส้นทางที่เกิดเหตุ เพื่อจะกลับบ้านที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี  มาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง จู่ๆก็มีรถยนต์กระบะ สีเทาของนายวิมล ขับย้อนศรสวนเลนมาทางเลนขวาด้วยความเร็วสูง จนรถพุ่งชนประสานงากันอย่างจัง   สำหรับอาการบาดเจ็บ ของครอบครัวนายพิพัฒน์ ล่าสุด นางระเบียบ พันธุ์จันทร์ อายุ 50 ปี (มารดาของคนขับ) และ นางกมลชนก พันธุ์จันทร์ อายุ 27 ปี (ภรรยาของคนขับ) แพทย์ให้กลับบ้านได้แล้ว ส่วนนายสงคราม พันธุ์จันทร์ อายุ 51 ปี (บิดาของคนขับ) ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช คาดว่าจะกลับบ้านได้ใน 1-2 วันนี้   ส่วนนายวิมล พุ่มก๋ง อายุ 53 ปี อาชีพขายปลาสลิด ซึ่งเป็นคู่กรณีที่ขับรถย้อนศรมา ขณะนี้อาการสาหัส นอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ยังไม่สามารถให้การกับเจ้าหน้าที่ได้  จึงยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ขับรถย้อนศร ว่าเป็นการจงใจขับย้อนศร  หรืออยู่ในอาการมึนเมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้แพทย์ตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างรองผลจากการตรวจเลือด อย่างไรก็ตามต้องรอให้นายวิมลคนขับย้อนศรมาอาการดีขึ้นก่อน จึงสามารถสอบสวนสาเหตุที่แท้จริงเพื่อดำเนินการต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xrb4n33PtgY    

 51,563
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

บุกรังกลุ่มชายนุ่งโสร่ง อัดคลิปเลียนแบบโจรก่อการร้าย สารภาพเมาน้ำกระท่อม

จากกรณีมีการแพร่คลิปกลุ่มชายนุ่งโสร่ง ปิดบังหน้าตา แพร่ภาพสดแอบอ้างตัวเป็นกลุ่ม สโตย ดารุสลามสตูล พูดจาเชิงยั่วยุเลียนแบบเหตุการณ์โจรก่อการร้าย ในต่างประเทศ สร้างความผวาให้คนในพื้นที่   ล่าสุด จนท.ได้นำกำลังตรวจค้นพื้นที่ จ.สตูล พบชายในคลิป พบอุปกรณ์เสพน้ำกระท่อม และขวดยาแก้ไอ น้ำอัดลมใช้ในการเสพ ภายในสวนปาล์ม   จากการควบคุมตัวเบื้องต้นผู้ก่อเหตุให้การว่า ทำไปด้วยความคึกคะนอง หลังเสพน้ำต้มพืชกระท่อม 2 หม้อ ก่อนนึกสนุกกับเพื่อนอัดคลิปไม่มีเจตนาที่จะสร้างความปั่นป่วน และขอโทษประชาชนคนสตูลที่ทำไปโดนรู้เท่าไม่ถึงการณ์   โดยตำรวจได้ตั้งข้อหาพกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะ มีโทษปรับตามคดีเพียง 100 บาท ในขณะที่อีก 3 คน ตำรวจยังต้องหาตัวให้เจออีกครั้งเพื่อสอบสักถาม ถึงการกระทำผ่านคลิปดังกล่าวว่าต้องการอะไร    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bwPhg_mQPn8    

 11,504
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 ก.ย. 60

หนุ่มเจ้าของกระบะ โอดโดนประณามทารุณสัตว์ ยันโดนคนแกล้งผูกคอแมวลากไปกับถนน

จากคลิปที่แชร์ในโลกโซเชียล รุมประณามหนุ่มตรัง ขับรถยนต์กระบะเชือกผูกคอแมว 2 ตัว ทารุณกรรมขับลากครูดไปตามท้องถนน นอนตายเรียงกันบนท้องถนนอย่างน่าสะเทือนใจ   ล่าสุดคนขับรถคันดังกล่าว กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากตนได้จอดรถทิ้งไว้ที่บ้านเป็นเวลา 3 วัน เพราะต้องไปเป็นกรรมการแข่งขันรถออฟโรด แนสชาแลนจ์ ตรัง 2017 และตนเองก็มีรถหลายคัน รวมทั้งรถกระบะคันในคลิป เมื่อกลับมาก็ได้สตาร์ทรถออกไปเลย กระทั่งรถวิ่งไปถึง ต.ทุ่งค่าย ก็เลี้ยวเข้าไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. และพอกดเงินเสร็จหันกลับมาดู เหลือบเห็นเด็กปั๊มน้ำมันมองใต้รถของตน ซึ่งขณะนั้นเข้าใจว่าแก๊สรั่ว   แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้รถ และมองไปใต้รถ ก็เห็นแมว 2 ตัว ถูกผูกติดไว้อยู่ใต้รถ จึงนึกในใจว่าน่าจะมีใครกลั่นแกล้งเอาแมวตายมาล่ามไว้ และยังรู้สึกอายคน กลัวคนมาเห็นเยอะ และยังตั้งสติไม่ได้ จึงรีบขับรถไปหาพื้นที่ว่างๆที่ไม่มีรถ แล้วก็ปลดแมวออก ปรากฏว่า แมวทั้งหมดมี 3 ตัว แต่อีกตัวหนึ่งนั่งอยู่บนแหนบใต้เพลารถ ตนก็เลยปลดเชือกที่ผูกคอแมวทั้ง 3 ตัว อีกตัวที่รอดวิ่งกระโจนหนีเข้าป่าข้างทาง ส่วนที่เหลือ 2 ตัวที่ตาย ตนก็ปลดทิ้งไว้ข้างๆ ป่าละเมาะ   พร้อมยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตนไม่ทราบจริงๆ และไม่ได้เป็นคนทำทารุณต่อสัตว์ตามที่ถูกโพสต์ประณามในโซเชียล จากนั้น ได้เก็บซากแมวไปขุดหลุมฝังทำพิธีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับแมวทั้ง 2 ตัว และได้ไปทำบุญถวายสังฆทาน และทำพิธีรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์   ทั้งนี้ตนไม่ถือโทษโกรธเคืองใคร และเข้าใจว่าคนที่ถ่ายคลิปไม่ทราบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามก็รู้สึกเสียใจ อาจจะผิดพลาดตรงที่ไม่ได้มองไปรอบรถ ไม่ได้ดูใต้ท้องรถก่อนสตาร์ทเครื่องออกมา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4g66u3QWxR0

 17,015
แชร์ออฟเดอะเดย์
06 ก.ย. 60

ฮีโร่ตัวจริง! หนุ่มขายพวงมาลัย แต่งชุดสไปเดอร์แมน ปรี่ช่วยคนถูกรถชน กลางแยกไฟแดงเพชรบุรี

โลกออนไลน์ มีการแชร์ภาพจาก facebook ของตำรวจภูธรท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นภาพวงจรปิดจับภาพอุบัติเหตุ บริเวณแยกไฟแดงท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี รถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ ทำให้คนขี่จักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ นอนอยู่บนถนน   แต่ในคลิปจะเห็นพลเมืองดี สวมชุดสไปเดอร์แมน วิ่งเข้ามาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ จนคนที่ได้เห็นคลิปพากันชื่นชมชายในคลิป ยกย่องว่าเป็นฮีโร่ในชีวิตจริง   ผู้สื่อข่าว จังหวัดเพชรบุรี ไปพูดคุยกับหนุ่มในชุดสไปเดอร์แมนที่ปรากฎคลิป ชื่อ นายวสันต์ เกตุสุวรรณ พ่อค้าขายพวงมาลัย ซึ่งจะขายพวงมาลัยอยู่ที่แยกไฟแดงที่เกิดเหตุเป็นประจำ นายวสันต์เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนประกอบอาชีพแสดงลิเก ก่อนจะผันตัวมาขายพวงมาลัย โดยมีวิธีการเรียกลูกค้าด้วยการหาชุดแปลกๆมาสวมใส่ ส่วนมากจะเป็นชุดซุปเปอร์ฮีโร่ต่างๆที่คนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น สไปเดอร์แมน ไอออนแมน หรือแบทแมน เป็นต้น   นายวสันต์ เล่าว่า เมื่อช่วง 08.40 น.ของวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา มีรถจักรยานยนต์เบี่ยงเลนกะทันหัน จนถูกรถยนต์กระบะสีขาวพุ่งเข้าชนจนคนขี่ลอยกระเด็น โชคดีรถบรรทุกสิบล้อที่วิ่งตามหลังมาวิ่งเฉียดไปไม่ชนซ้ำ  ตอนนั้นตนกำลังขายพวงมาลัย เห็นเหตุการณ์จึงรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ โดยวิ่งกางแขนเข้าไปเพื่อ ส่งสัญญานให้รถที่กำลังวิ่งมารู้ว่าเกิดอุบัติเหตุ และชะลอรถไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ก่อนช่วยเจ้าหน้าที่นำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว   โดยหลังจากที่คลิปเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาชื่นชมตนเป็นจำนวนมาก ก็รู้สึกดีใจ และขอบคุณทุกๆความเห็น เป็นกำลังใจให้ตนทำตัวเป็นพลเมืองดี และประกอบอาชีพสุจริตต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dFzrs4x1AO4  

 1,758
แชร์ออฟเดอะเดย์
06 ก.ย. 60

'กีกี้-จูโน่ นางฟ้าบ้านนา' โชว์ดีไซน์ชุดจากกระสอบปุ๋ย สะดุดตานิตยสารดัง ตั้งเป้าสร้างแบรนด์ของตัวเอง

เป็นอีกหนึ่งกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้ facebook ชื่อ “กีกี้จูโน่ นางฟ้าบ้านนา” โพสต์คลิปวีดีโอ และภาพนิ่งจำนวนหนึ่ง ใช้ชื่ออัลบั้มว่า “คอลเลคชั่นถุงป่านถุงปุ๋ย” เป็นภาพเด็กชายสวมชุดแฟชั่น ที่ประดิษฐ์ดัดแปลงมาจากกระสอบป่านใส่ข้าว และถุงปุ๋ยพลาสติก ส่วนโลเคชั่นที่ถ่าย ก็เป็นกองกรวด หลังรถบรรทุก ท่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ ไปจนถึงกองฟืน   ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา เดินทางไปพูดคุยกับเจ้าของเพจดังกล่าวคือ นายสุชนัทดา แก้วสง่า หรือ กีกี้ อายุ 28 ปี เปิดเผยว่า ตนกับหลานชายคือ น้องจูโน่ เด็กชายสุรบดินทร์ สาลีพิม วัย 8 ปี สนใจด้านแฟชั่นเป็นพิเศษ จึงเปิดแฟนเพจ “กีกี้จูโน่ นางฟ้าบ้านนา” ขึ้นมา โดยนำเอาวัสดุใกล้ตัวที่หาได้ตามบริเวณบ้าน ในอำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา มาดัดแปลงเป็นชุดแฟชั่นต่างๆ นำมาใส่ถ่ายแบบลงแฟนเพจ โดยนอกจากตน กับน้องจูโน่แล้ว ก็ยังมีน้องๆ อีกหลายคนซึ่งเป็นเด็กแถวบ้าน ที่มีใจรักทางด้านแฟชั่น มาร่วมสวมชุดถ่ายแบบลงในแฟนเพจด้วย   สำหรับคอลเล็คชั่นล่าสุด ตนได้เอากระสอบป่าน กระสอบปุ๋ย มาตัดเย็บเป็นชุดแฟชั่นที่สวยงาม โดยใช้โลเกชั่นจากสถานที่ต่างๆ ในพื้นที่อำเภอพิมายเพราะตนต้องการให้บ้านเกิดของตนเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งโลเกชั่นที่ไปถ่ายแฟชั่นก็จะเข้ากันกับชุดเสื้อผ้าที่ใส่ เช่น กองไม้ กองหิน กองทราย และทุ่งนา   สำหรับในอนาคตพวกตนตั้งเป้าไว้ว่า อยากจะเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ตั้งใจให้เป็นแบรนด์ท้องถิ่น ให้คนในชุมชนมาช่วยกันผลิต เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนมีงานทำ และมีรายได้   ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผลงานของ กีกี้และจูโน่ ทำให้หลายคนนึกถึง ผลงานของ ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ซึ่งแจ้งเกิดจากการโพสต์ภาพแฟชั่นใน facebook โดยชุดต่างๆก็ดัดแปลงจากวัสดุในท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ ก็เริ่มงานในอาชีพดีไซเนอร์เต็มตัวในวัย 17 ปีไปแล้ว   ส่วนกีกี้ และจูโน่ก็ไม่แพ้กัน เพราะผลงานไปสะดุดตาแวดวงแฟชั่น จนได้ถ่ายแบบลงในนิตยสารแฟชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร LIPS ของไทย รวมทั้ง นิตยสาร Grazia ของฝรั่งเศส ด้วย   อย่างไรก็ตาม ก็มีความเห็นในโลกออนไลน์บางส่วน ที่ตั้งคำถามว่าการนำกระสอบข้าว หรือกระสอบปุ๋ย มาดัดแปลงเป็นชุด จะทำให้เกิดอาการคัน หรือเกิดผื่นแพ้ใดๆหรือไม่ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประวิตร อัศวานนท์ แพทย์ผิวหนังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า หากผู้ที่สวมใส่ชุดดังกล่าว ไม่ได้มีประวัติแพ้อะไรมาก่อน ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ผิวหนังสามารถสัมผัสกับถุงกระสอบได้โดยตรง ไม่เป็นอันตรายอะไร แต่ที่ต้องระวังคือ แมลงต่างๆ จำพวกมอด ที่อาจจะตกค้างอยู่ในกระสอบ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eqHsHeikiLM    

 5,437
แชร์ออฟเดอะเดย์
05 ก.ย. 60

ช่างภาพถ่ายบัณฑิตเบลอ แต่โฟกัสสาวสวยชัดเป๊ะทุกรูป แค่ถ่ายเล่นขำๆไม่ดราม่า

โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพจากผู้ใช้ facebook ชื่อ Panuphong Rordlerdrhai เป็นภาพถ่ายบัณฑิตในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่ที่เป็นที่สนใจ เนื่องจากภาพถ่าย ไม่ได้โฟกัสที่ใบหน้าบัณฑิต แต่กลับไปโฟกัสที่คนที่อยู่ด้านหลังแทน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวหน้าตาดี ที่มาแสดงความยินดีกับบัณฑิตคนอื่นๆ  ส่วนใบหน้าของบัณฑิตเจ้าของภาพ กลายเป็นหน้าเบลอๆแทน   ผู้โพสต์โพสต์ภาพหลายภาพ พร้อมเขียนข้อความระบุว่า “ช่างภาพห่วยแตกครับ ตอนแรกตกลงดิบดี พอถ่ายจริง โฟกัสหลุดกระจาย เอารูปมาประจานครับ ช่างภาพชื่อ วิทยา ดอกกลาง” โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ออกไปแล้วเกือบ 18,000 ครั้ง โดยชาวเน็ตจำนวนมากมองว่า น่าจะเป็นความตั้งใจของทั้งช่างภาพ และบัณฑิต ที่ตั้งใจถ่ายโฟกัสผิดจุด เพื่อเอามาโพสต์ในเชิงขำขัน ไม่ได้เป็นความผิดพลาดจริงๆ   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายวิทยา ดอกกลาง วัย 21 ปี ช่างภาพอิสระ ที่เป็นเจ้าของภาพชุดดังกล่าว เล่าว่า ตนรู้จักกับบัณฑิตในภาพมาตั้งแต่เรียนโรงเรียนมัธยมที่เดียวกัน และรับงานมาถ่ายภาพรับปริญญาให้รุ่นพี่คนนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(3 ก.ย.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท ซึ่งก็ถ่ายรูปตามปกติไปแล้วหลายร้อยรูป     แต่เนื่องจากว่าบัณฑิตคนนี้เป็นคนสนุกสนานเฮฮา จึงอยากมีรูปตลกๆไปโพสต์ขำๆกับเพื่อนในโลกออนไลน์บ้าง ตนจึงเกิดความคิดว่า น่าจะลองถ่ายแบบไม่โฟกัสบัณฑิต แต่ไปโฟกัสสาวๆด้านหลังแทน ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบไอเดียนี้ จนกลายมาเป็นภาพชุดดังกล่าว   ด้าน นายภานุพงศ์ รอดเลิศไร้ บัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นบัณฑิตในภาพ เล่าว่า ภาพที่นำไปโพสต์ ตั้งใจจะโพสต์ขำขันเฮฮาในกลุ่มเพื่อนๆ ไม่คิดว่าจะมีคนแชร์ออกไปมากขนาดนี้ โดยในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัย เมื่อปีที่แล้ว ตนก็เคยทำสแตนดี้เป็นรูปรุ่นพี่ที่สนิทกัน ที่ไม่สามารถมารับปริญญาได้ เพราะต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดิอาราเบีย แล้วเอาสแตนดี้ไปถ่ายตามสถานที่ต่างๆในมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นโพสต์ที่ฮือฮาในโลกออนไลน์มารอบหนึ่งแล้ว (ซึ่งรายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็เคยนำเสนอในช่วง share of the day)   มาถึงปีนี้ ตัวเองรับปริญญาบ้าง ก็อยากจะมีเรื่องราวแบบนี้เป็นของตัวเองบ้าง จึงตกลงกับช่างภาพ ให้ถ่ายโฟกัสผิดจุด แล้วนำมาโพสต์ ปรากฎว่าคนสนใจมากกว่าปีที่แล้วเสียอีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MqVD-Az8eaU    

 30,732
แชร์ออฟเดอะเดย์
05 ก.ย. 60

คลิปสาวตบสนั่นโซเชียล ยันไม่เกี่ยวปมกด wow แต่แค้นเป็นชู้กับสามี-โพสต์รูปคู่ในห้องนอนเย้ย

เพจแหม่มโพธิ์ดำ โพสต์คลิปภาพกลุ่มหญิงสาว รวมตัวกันรุมทำร้ายร่างกายวัยรุ่นหญิงคนหนึ่ง ทั้งตบ ดึงผม ใช้เท้าเตะที่ศีรษะและใบหน้า เหตุกิดบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า ในจังหวัดชัยนาท โดยระหว่างที่ทำร้ายร่างกาย ก็ยังมีการด่าทอ ในทำนองว่าวัยรุ่นหญิงคนนี้ ไปยุ่งกับสามีของตัวเอง   ผู้โพสต์ระบุว่า สาเหตุของการทำร้ายร่างกาย มาจากวัยรุ่นสาวที่เป็นผู้เสียหาย ไปกดปุ่ม wow (ว้าว) ใน facebook ของสามีคนก่อเหตุ จนอีกฝ่ายไม่พอใจ พาพวกเป็นผู้หญิงรวม 4 คน ผู้ชายอีก 2 คน มาดักรอหน้าห้าง ก่อนจะเข้ามาทำร้ายร่างกายตามที่ปรากฎในคลิป หลังจากเกิดเหตุมีการไปแจ้งความ ก็ยังถูกอีกฝ่ายข่มขู่ว่า ถ้าไม่ถอนแจ้งความจะมาทำร้ายอีก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้วัยรุ่นหญิงที่ถูกทำร้าย จมูกเบี้ยวผิดรูป สร้อยข้อมือทองคำก็หายไป เรื่องผ่านมากว่า 1 เดือนแล้วคดีก็ยังไม่คืบ เพราะคนที่ทำร้ายเป็นลูกของคนมีสี   ล่าสุดวานนี้(4 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวจังหวัดชัยนาท ไปสอบถามกับ พ.ต.อ.ชัชพิมุข มีมุข ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชัยนาท เปิดเผยว่า คลิปดังกล่าว เป็นเหตุการณ์ที่มีการมาแจ้งความไว้แล้ว ที่โรงพัก ปมสาเหตุมาจากความหึงหวงภายในครอบครัว โดยหลังจากเกิดเหตุตามคลิป เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม  วันรุ่งขึ้น(1 ส.ค.)ญาติของผู้เสียหายก็ยังยกพวกไปทำร้ายหญิงที่ก่อเหตุ เป็นการเอาคืน   ก่อนที่ทั้งสองฝ่าย จะมาแจ้งความดำเนินคดีกันและกัน กลายเป็นคดีทำร้ายร่างกาย 2 คดี ซึ่งยังอยู่ระหว่างขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐาน เบื้องต้นได้รับผลการชันสูตรบาดแผลจากแพทย์แล้ว พบว่าทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ถึงสาหัส คาดว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า จะสามารถสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลต่อไป ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่าฝ่ายที่ก่อเหตุในคลิปเป็นลูกคนมีสี เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกัน ยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมายกับทุกฝ่ายตรงไปตรงมา   ด้านนางสาวเมย์ อายุ 25 ปี หญิงสาวที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายในคลิป เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ยอมรับว่าทำร้ายวัยรุ่นสาวอายุ 17 ปี ในคลิปจริง  เนื่องจากแค้นที่อีกฝ่ายแอบเป็นชู้กับสามี วัยรุ่นสาวมีการโพสต์รูปภาพตัวเอง ถ่ายในห้องนอนของตน(น.ส.เมย์) เหมือนเป็นการเยาะเย้ย และหลังจากเกิดเหตุ อีกฝ่ายก็พาพวกมาทำร้ายตนจนบาดเจ็บเหมือนกัน ตนไม่เคยเอาเรื่องราวไปขอความเห็นใจจากโลกออนไลน์ เพราะยอมรับว่าตัวเองผิด  แต่ขอให้นึกถึงหัวอกของคนเป็นภรรยาบ้าง ตนกับสามีจดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง มีลูก 1 คน ไม่ได้หย่าขาดกัน มาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ใครจะไม่โกรธบ้าง    ส่วนที่อีกฝ่ายกล่าวหาว่า ตนเป็นคนมีสี ยอมรับว่าพ่อแม่ของตนรับราชการ แต่ตนก็ไม่เคยเอาพ่อมามาเกี่ยวข้อง ยินดีให้ดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/e-6A0LaDZzU    

 12,362
แชร์ออฟเดอะเดย์
04 ก.ย. 60

หนุ่มเมืองคอนอ้วกแทบพุ่ง ซื้อข้าวหลาม 3 กระบอก ได้แมงป่องเป็นของแถม

นครศรีธรรมราช-โลกโซเชียลเผยแพร่ภาพหนุ่มใหญ่ ถือกระบอกข้าวหลามยัดไส้ตัวแมงป่อง ชวนขนลุก พร้อมโพสต์ข้อความ   “ขอเหนียวหลามที่มีแมงป่องออกมาหน่อย!!แชร์วนไป คือเรื่องจริง!!#งานนี้ข้าวหลามแมงป่องก็มา!!!แสดงว่าขั้นตอนการทำก็ไม่ค่อยสะอาดสักเท่าไหร่! #แมงป่องของแท้ #ดีนะที่ไม่พบงูบองหลา!!.....ซื้อจากภายในงานรับตายายหน้า อ.ทุ่งสง พิกัด ร้านอยู่ตรงประตูทางเข้างานตรงข้าม สภ.ทุ่งสง ติดร้านก๋วยเตี๋ยว”   โดยเป็นภาพกระบอกข้าวหลาม อาหารว่างขึ้นชื่อของจังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีกรรรมวิธีนำข้าวเหนียวผสมกะทิ ใส่กระบอกไม้ไผ่ นำไปเผาให้สุก ซึ่งอาจมีการนำถ้ำดำหรือถั่วแดง ผสมในข้าวเหนียวเพื่อรสชาติให้อร่อยมากขึ้น อย่างไรก็ตามภาพกระบอกข้าวหลามที่ถูกเผยแพร่ มีแมงป่องสีดำ ตัวใหญ่ ถูกอัดติดอยู่ในข้าวเหนียว สภาพตัวแมงป่องยังสมบูรณ์   ชาวเน็ตเข้าไปชม แชร์และแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะสะอิดสะเอียน พร้อมตำหนิพ่อค้า แม่ค้าที่ไม่คำนึงถึงความสะอาดในการผลิตข้าวเหนียวขาย นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นเชิงประชด เช่น ข้าวหลามสูตรใหม่   ด้านเจ้าของโพสต์ระบุ ตนและคนในครอบครัว เดินทางไปเที่ยวที่งานรับตายาย หน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ในระหว่างกำลังเดินออกจากงานเพื่อกลับบ้านพบว่ามีแม่ค้าขายข้าวหลามบริเวณประตูเข้างาน ตรงข้าม สภ.ทุ่งสง ตนจึงอุดหนุนข้าวหลามแม่ค้าร้านดังกล่าวจำนวน 3 กระบอก ราคา 100 บาท เป็นกระบอกขนาดใหญ่ 1 กระบอกและขนาดกลาง 2 กระบอก เมื่อถึงบ้านก็เก็บข้าวหลามทั้ง 3 กระบอกไว้ในตู้กับข้าวปิดประตูอย่างดี   จนกระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 2 ก.ย.60 ตนและคนในครอบครัวนำข้าวหลามทั้ง 3 กระบอก มากินกับกาแฟ โดยข้าวหลามกระบอก 1 และกระบอกที่ 2 ปกติเหมือนข้าวหลามทั่วไป แต่จังหวะที่กำลังปอกข้าวหลามกระบอกสุดท้าย แต่ต้องตกใจสุดสะอิดสะเอียน เพราะมีซากแมงป่องตัวขื่อตัวสีดำ จำนวน 1 ตัว เป็นซากแมงป่องสภาพสมบูรณ์ขนาดตัวเต็มวัยอัดติดกับข้าวเหนียวในกระบอกข้าวหลาม จังหวะนั้นตนและทุกคนในครอบครัวถึงกับอาเจียนตามๆกัน   หลังตั้งสติได้ ตนจึงถ่ายภาพข้าวหลามแมงป่องโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพื่อเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของกินตามงานประเพณีต่างๆ เพราะอาจได้ของแถมที่ไม่พึงประสงค์กลับมาก็เป็นได้ พร้อมกับฝากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบและหาทางแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้น     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dKNrKKnEaGw  

 9,389
แชร์ออฟเดอะเดย์
04 ก.ย. 60

ตามล่ากระบะซิ่งแซงทางโค้ง ชน จยย.หนุ่มดีเจ เสียชีวิต ก่อนขับหนี

ผู้ใช้ facebook ชื่อ “บีที ออดิโอ ผู้ผลิตดอกลำโพง” โพสต์คลิปวีดีโอภาพวงจรปิด จับภาพอุบัติเหตุบริเวณช่วงโค้งของถนน เห็นรถกระบะยี่ห้ออีซุซุ สีบรอนซ์ ไม่ทราบเลขทะเบียน ขับแซงรถอีกคันขึ้นมาตรงทางโค้ง ก่อนจะพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่ขี่สวนมาอย่างรุนแรง ร่างของชายที่ขี่จักรยานยนต์ลอยกระเด็นขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะตกลงมานอนแน่นิ่งบนถนน ส่วนรถจักรยานยนต์กระเด็นไปไกลหลายเมตร ในขณะที่คนขับกระบะ พอตั้งสติได้ก็ขับรถหนีไป ไม่ลงมาดูคู่กรณีแม้แต่น้อย   เหตุการณ์ในคลิป เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.15 น. ของวันที่ 3 ก.ย. บริเวณโค้งค่ายหลวง ถนนแสงชูโต เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จ.ราชบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อต่อมาคือ นายวิชาญ รังดี อายุ 40 ปี สภาพศพมีแผลเจาะกลางหน้าผาก ขาหักสองข้าง นอกจากนี้ยังพบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงินดำ ของผู้ตาย สภาพหน้ารถพังยังเยิน   จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายทำงานเป็นดีเจเปิดเพลงตามร้านอาหารในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง หลังจากเลิกงาน นายวิชาญ ได้ขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน โดยใช้เส้นทางดังกล่าว จนกระทั่งมาถึงโค้งค่ายหลวง ได้มีรถยนต์แหกโค้งพุ่งเข้ามาชนแล้วขับหลบหนีไป ปล่อยให้นายวิชาญนอนเสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ ตอนนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิด หาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายบอย ประดับมุข 33 ปี เจ้าของร้านเครื่องเสียงซึ่งอยู่ตรงที่เกิดเหตุ และเป็นผู้โพสต์ภาพวงจรปิดในโลกออนไลน์ เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวานนี้(3 ก.ย.) ตนมาเปิดร้านตามปกติ ปรากฏว่าบริเวณหน้าร้านมีเศษชิ้นส่วนรถ แตกกระจายอยู่จำนวนมาก จึงคิดว่าเมื่อคืนน่าจะมีอุบัติเหตุ จึงมาเปิดกล้องวงจรปิดดู ก็พบภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง ได้มาขอภาพจากกล้องไปเป็นหลักฐานแล้ว   นายบอยบอกอีกว่า ถนนที่เกิดเหตุ เป็นโค้งอันตราย จะเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้านของตน จะมีอุบัติเหตุบ่อยมากๆ ส่วนใหญ่สาเหตุมาจาก คนออกจากสถานบันเทิงตอนดึกๆ มีอาการเมา จนขับรถหลุดโค้ง ชนกันเป็นประจำ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/quOYLEOofyY    

 2,386
แชร์ออฟเดอะเดย์
04 ก.ย. 60

คลิปวินาที กระบะแซงไม่พ้น หวิดประสานงารถเก๋ง ต้องหักหลบลงข้างทาง

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Autowheel (ออโต้วีล) โพสต์คลิปวีดีโอจากกล้องหน้ารถเก๋งคันหนึ่ง เป็นภาพขณะที่รถเจ้าของคลิปกำลังขับมาบนถนนสองเลนสวนกัน จู่ๆก็มีรถกระบะ อีซุซุ ดีแม็กซ์ สีขาว ที่ขับสวนมา แซงรถคันข้างหน้าทีเดียวสองคน แต่แซงไม่พ้น พุ่งตรงเข้าหารถเก๋งคันที่ถ่ายคลิป ทำให้รถเก๋งต้องตัดสินใจ หักรถลงป่าหญ้าข้างทาง หวิดจะประสานงากันไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น   ผู้โพสต์ระบุว่า “ฝากแชร์ ตามหากระบะ Isuzu Dmax สีขาวในคลิป ขับรถแซง 2 คัน ในรถเก๋งมีทั้งเด็กและคนแก่ เหตุเกิดที่ จ.นครราชสีมา อำเภอชุมพวง หลังจากเกิดเหตุ ขับหนีไปเลยไม่ลงมาดู เหตุเกิด 3 กันยายน 2560 เวลา 08:10 น.”   ในเวลาต่อมาเพจดังกล่าวก็โพสต์ภาพ รถเก๋งเจ้าของคลิป ที่ตกอยู่ในป่าหญ้าข้างทาง มีพลเมืองดีกำลังมาช่วยกันนำรถกลับขึ้นมา โดยผู้โพสต์ระบุว่า คนในรถไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่คนในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือ และเจ้าหน้าที่ประกันภัย ก็เข้ามาจัดการเรื่องค่าเสียหาย  แต่ที่นำคลิปมาโพสต์เพื่อต้องการติดตามหาตัวคนขับรถกระบะมาดำเนินคดี เพราะเกือบจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และยังไม่มีความรับผิดชอบ แม้แต่จะหยุดรถลงมาดูคู่กรณี    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/t47ykRpwNPY  

 3,767
แชร์ออฟเดอะเดย์
01 ก.ย. 60

รร.ใบหยก ยันเอาผิด โจ๋ฮ่องกงโพสต์เซลฟี่หวาดเสียวยอดตึก ลั่นไม่อนุญาตให้ปีน

โรงแรมใบหยกสกาย เร่งตรวจสอบกรณีมีนักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปถ่ายรูปบนเสาส่งสัญญาณที่อยู่ชั้น 85 บนสุดของโรงแรม พร้อมเตรียมแจ้งความดำเนินคดี   จากกรณีเฟซบุ๊กแหม่มโพธิ์ดำ ได้มีการเสนอภาพของวัยรุ่นฮ่องกง 3 คน ปีนไปชั้น 85 ของตึกใบหยกและตึกอื่นๆ เพื่อเซลฟี่ ว่าเป็นภาพจริงหรือภาพตีดต่อ เพราะหากกลัวว่าจะเกิดอันตรายนั้น    นางธิดารัตน์ เจริญพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงแรมใบหยกสกาย เผยว่า ได้เห็นภาพดังกล่าวที่เผยแพร่ในโซเชียลแล้ว อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าบุคคลในภาพเป็นคนชาติใด เข้ามาพักที่โรงแรมเมื่อไหร่ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่ชัดเจน เพราะจากข้อสันนิษฐานน่าจะเป็นกลุ่มแขกที่มาพักที่โรงแรม แต่ในช่วงเวลาใดต้องตรวจสอบอีกครั้ง เนื่องจากภาพดังกล่าวมีการลงไว้เมื่อประมาณ 4-5 วันแล้ว    และขณะนี้ได้ให้ทางผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบว่าเป็นภาพตัดต่อ หรือภาพถ่ายจริง เนื่องจากปกติแล้วในจุดที่ขึ้นไปเป็นที่ตั้งของเสาสัญญาณกลาง ที่อยู่สูงขึ้นไปจากจุดชมวิวชั้น 84 อีกจำนวนหลายเมตร โดยผู้ที่จะขึ้นไปได้จะเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น และการเข้าออกประตูแต่ละส่วน ที่มีไม่น้อยกว่า 4-5 ชั้น จะต้องมีบัตรประจำตัวที่ยืนยันตัวบุคคลถึงจะผ่านไปได้ อีกทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยก็เฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่น่าที่บุคคลทั้ง 3 จะเล็ดลอดขึ้นไปได้   นางธิดารัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังไล่ดูกล้องวงจรปิดเพื่ออาจจะเห็นมีการใช้ช่องทางใดในการปีนขึ้นไป และจากการตรวจสอบดูบริเวณชั้น 84 จุดชมวิวชั้นสุดท้ายก็ไม่มีช่องว่าง หรือทางใดที่จะทำให้ปีนขึ้นไปได้. พร้อมได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีบัตรผ่านแล้วก็ไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการที่จะให้บุคคลทั้งสามขึ้นไปด้านบน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะปรึกษากับฝ่ายกฎหมายเพื่อที่จะแจ้งความดำเนินคดี แต่จะข้อหาใดนั้นต้องดูอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่าทางโรงแรมไม่เคยปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้ ทั้งยังมีมาตรการป้องกันเพื่อความปลอดภัยอยู่แล้ว ซึ่งลักษณะการทำอย่างนี้ถือทำให้โรงแรมเกิดควาเสียหาย

 10,413

Top