ค้นหา :

ผลการค้นหา "กสทช"

เศรษฐกิจ
17 ก.ค. 60

กสทช.ช่วยผู้พิการได้ส่วนลดค่าโทรศัพท์มือถือ 10%

                 พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) เผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลคนพิการเพื่อเข้าถึงสิทธิ์บริการด้านโทรคมนาคมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผ่านการเชื่อมต่อฐานข้อมูลคนพิการกับระบบโทรคมนาคม โดยมีพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน                   การลงนามครั้งนี้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้จัดทำระบบการลงทะเบียนเพื่อกำหนดสิทธิ์การเปิดใช้งานเลขหมายโทรศัพท์อัตราพิเศษสำหรับผู้พิการ โดยสิทธิ์ที่ผู้พิการจะได้รับ คือ 1.ส่วนลดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จะลดลงขั้นต่ำร้อยละ 10 จากราคาแพ็กเกจปกติ และ 2.ความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะไม่ต่ำกว่า 1 Mbps ตลอดการใช้งานทุกแพ็กเกจ ซึ่งเป็นความเร็วอินเทอร์เน็ตขั้นต่ำที่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้พิการที่ได้จดทะเบียนกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์                 สามารถตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองได้ 2 ช่องทาง คือ 1.กด *175* แล้วตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน  และตามด้วยเครื่องหมาย # แล้วกดโทรออก หรือ 2.ตรวจสอบจากเว็บไซต์ https://dsim.nbtc.go.th    โดยใส่เลขบัตรประชาชน และเมื่อพบว่ามีสิทธิ์ให้เดินทางไปยังศูนย์บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อแสดงตน และขอรับสิทธิ์อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวได้ทันที โดยผู้พิการ 1 ท่านสามารถขอรับสิทธิ์ได้ 1 สิทธิ์ต่อ 1 ผู้ให้บริการ และหากตรวจสอบแล้วไม่พบสิทธิ์ให้ติดต่อไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทุกจังหวัด หรือ โทร 02-354-3388 ต่อ 701 หรือ 702

 8,749
เศรษฐกิจ
26 มิ.ย. 60

กสทช.จัดประมูลเบอร์สวยหาเงินเข้ารัฐ 28 ล้าน เลข 08-8888-8888 แพงสุด 20 ล้านแต่ขายไม่ออก

กสทช. ประมูลเลขสวยครั้งที่ 2 ของปี 2560  จำนวน 168 เลขหมาย มีผู้สนใจประมูลเลขหมายรวมทั้งสิ้น 32 เลขหมาย คิดเป็นเงินที่ได้จากการประมูลรวม 28,844,999 บาท โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน   สำหรับเลขหมายที่มีการประมูลราคาสูงสุดในวันนี้ กลุ่ม 7 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 3 ล้านบาท ได้แก่   เลขหมาย 095-999-9999 ในราคาชนะประมูล 4,800,000 บาท รองลงมามี 2 เลขหมาย คือ เลขหมาย 095-666-6666 และ 096-000-0000 ในราคาเลขหมายละ 3 ล้านบาท   สำหรับกลุ่ม 6 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 500,000 บาท มีผู้เสนอราคาเลขหมาย 092-899-9999 สูงสุดในราคา 1,004,999 บาท โดยกลุ่มเลขหมาย 9 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 20 ล้านบาท และ 8 ตัวเหมือน ราคาตั้งต้น 6 ล้านบาท ไม่มีผู้ประมูล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GzpJvhhK4R4    

 8,219
สังคม-อาชญากรรม
16 มิ.ย. 60

สกู๊ปพิเศษ : เคลียร์ปม! กสทช. ลุยกำกับสื่อ "ภาพ-เสียง" ออนไลน์ เพจดัง-ช่องยูทูปฮิตโดนด้วย!

     สัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวสำคัญในวงการสื่อออนไลน์ของไทย เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เชิญเจ้าของเพจ Facebook ชื่อดังและ Youtuber ที่มีคนติดตามมากที่สุดอันดับต้นๆ ของประเทศเข้าหารือที่สำนักงาน กสทช.          ผู้เข้าร่วมประชุมหลายรายบอกกับทีมข่าวว่า วงประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อสำรวจความคิดเห็นเบื้องต้น หาก กสทช. ต้องการจะลงมากำกับดูแลสื่อแพร่ภาพและกระจายเสียง ที่ไม่ได้ใช้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ออกอากาศ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Over The Top (OTT)” สื่อในกลุ่มนี้ก็เช่น ทีวีดิจิตอลที่นำไปแพร่ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์, วิดีโอบน Youtube ที่มีผู้ติดตามมากๆ บริการ IPTV หรือแม้กระทั่งบริการ iFlix และ Netflix เพื่อกำกับไม่ให้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม อาทิ การทำ Facebook ไลฟ์อนาจาร, การโฆษณาเล่นพนัน เป็นต้น          แต่วงประชุมนี้กลับยังมีข้อคาใจ ผู้ร่วมประชุมบางคนชี้ว่า กสทช.ยังไม่มีแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน และพวกเขากังวลว่า เรื่องนี้อาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารบนสื่อออนไลน์          นอกจากนี้ ยังมีประเด็นต่อเนื่องที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือความพยายามนำเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Facebook และ Youtube ให้ “เข้ามาอยู่ในระบบ” ตามกฎหมายไทยเพื่อกำกับดูแล ซึ่งยังคงมีคำถามถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติว่าจะทำได้อย่างไร และจะกระทบกับประชาชนมากน้อยเพียงใด          คำถามเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่ของทีมข่าวออนไลน์ บีอีซี-เทโรในสัปดาห์นี้ เราจะพูดคุย ถามทุกข้อสงสัย เคลียร์ทุกประเด็นปัญหากับทั้งผู้อยู่ในวงประชุม นักวิชาการ และคนต้นเรื่องอย่าง กสทช. -----------------------------------------------------------------------------------   ผู้สื่อข่าว : เป้าหมายของการเข้ามากำกับดูแลสื่อ OTT คืออะไร พ.อ.นที : เนื่องจากพฤติกรรมการรับชมวิทยุโทรทัศน์เปลี่ยนไป ไม่ได้อยู่แค่หน้าจอทีวี แต่ยังชมบนช่องทางออนไลน์ได้ ฉะนั้น กสทช.จึงต้องเข้าไปกำกับดูแลสื่อประเภท OTT นี้ไม่ต่างกับสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ทั่วไป เราใช้พฤติกรรมการให้บริการเป็นสำคัญ จะบริการทีวีบนอินเตอร์เน็ต มือถือ หรืออะไรก็ตาม ถ้าธรรมชาติมันเหมือนวิทยุ โทรทัศน์ ก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างบนอินเตอร์เน็ตจะเป็นแบบนั้น เอาเฉพาะกรณีแพร่ภาพ-เสียง ซึ่งเราจะสร้างกระบวนการให้กระทบภาคส่วนต่างๆ น้อยที่สุด   ผู้สื่อข่าว : แล้วสื่อกลุ่มนี้ต้อง “ดัง” ขนาดไหนถึงจะต้องถูกกำกับ พ.อ.นที : ถ้าเราพยายามสร้างนิยามที่มันชัดเจน ผมคิดว่ามันต้องไปกันอีกยาว เราเอาเฉพาะกรณีที่ชี้ไปปั๊บ ถูกต้องเป๊ะ อย่างผู้ประกอบการโทรทัศน์ วิทยุรายเดิมที่ไปใช้พื้นที่ OTT ด้วย อันนั้นแน่นอน เขาเป็นแน่ ส่วนที่สองคือกลุ่มรายใหม่ ที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันและมีผู้ติดตามจำนวนมากๆ เวลาส่งอะไรไปมุ่งเพื่อสาธารณะ คนจำนวนมาก มีคนดูเป็นแสนเป็นล้าน หรือมีผลกระทบต่อสาธารณะ สมมติว่ามีใครส่งข้อความที่ทำให้สังคมสับสน และคนได้รับเป็นล้านๆ เกิดความเสียหายขึ้นจริงๆ อันนี้จำเป็นจะต้องเข้าข่าย   ผู้สื่อข่าว : บางทีเพจ Facebook ดังๆ ก็ลงข้อความตัวอักษร แต่ไม่มีภาพ-เสียง จะถูกหมายรวมด้วยหรือไม่ พ.อ.นที : ส่วนใหญ่อาจจะเป็นข้อความ แต่วันดีคืนดีก็มีภาพและเสียงมา ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ถ้าแค่พูดคุยกันก็อาจจะไม่เข้าหลัก เรามีกำลังจำกัด ตรงไหนไม่มีปัญหาเราก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับเขามาก   ผู้สื่อข่าว : “การกำกับ” ที่กสทช.จะดำเนินการจะอยู่ในรูปแบบใด พ.อ.นที : ใช้มาตรการเดียวกับวิทยุ-โทรทัศน์ในปัจจุบัน เมื่อไหร่ที่ประชาชนเห็นว่าไม่เหมาะสมก็เข้าสู่การรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณา ถ้าไม่มีผลกระทบอย่างเฉียบพลันทันทีก็เข้าสู่กระบวนการนี้ แต่ถ้ามีผลกระทบทันที กรรมการก็สั่งระงับไว้ก่อนได้ เช่นการ Facebook ไลฟ์ฆ่าตัวตาย ก็ต้องคุยกับแพลตฟอร์ม   ผู้สื่อข่าว : เนื้อหาแบบไหนที่ กสทช. จะเข้าไปดูแล และจะกระทบเสรีภาพในการแสดงออกโดยเฉพาะเรื่องการเมืองหรือไม่ พ.อ.นที : มีหลายอย่าง เช่น การโฆษณาชวนคนไปเล่นการพนัน การค้าบริการทางเพศ การขายยาผิดกฎหมาย เยอะแยะไปหมด ที่เป็นกติกาต้องห้ามในกิจการนี้ แต่กรณีที่เราทำ เราไม่มีประเด็นทางการเมือง เราเป็นองค์กรอิสระ จะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งประเทศเราจะอยู่ในภาวะที่มันไม่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ ในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง   ผู้สื่อข่าว : ถ้าสั่งระงับเนื้อหาได้ ก็คือไม่ต้องขอหมายศาลเหมือนที่ก.ดิจิตอลฯขอเพื่อสั่งปิดเว็บไซต์ใช่หรือไม่ พ.อ.นที : ระบบของเราจะไม่เหมือนกับระบบศาล ระบบของเราคือสั่งก่อน แล้วถ้าคนที่ถูกสั่งคิดว่าคำสั่งของเราไม่ถูกก็ไปร้องกับศาล เพราะความผิดตามกฎหมายประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เนี่ย มันออกคำสั่งทางปกครองได้ ก็คือระงับความเสียหายต่อสาธารณะไว้ก่อน ส่วนอำนาจในการสั่งปิดของกระทรวงดิจิตอลฯ มันเกิดเมื่อเรากระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ความผิดของฝั่ง กสทช. คือสิ่งที่คุณทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ ก็ยังอยู่ แต่มันถูกแพร่ภาพและเสียงไปสู่สาธารณะในวงกว้างอีก ฉะนั้นมันเป็นสองกระทง   ผู้สื่อข่าว : ถ้าจะมีการสั่งระงับเนื้อหา แล้ว กสทช.ได้พูดคุยกับ Facebook หรือ Youtube แล้วหรือยัง เพราะเว็บไซต์กลุ่มนี้ก็ถูกใช้ลงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้ พ.อ.นที : ผมยังไม่คุย ผมคิดว่าเมื่อถึงเวลาแล้วเขาก็มาคุยเอง ถ้าคุยในลักษณะที่เราไม่มีน้ำหนัก ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องคุย (ถาม : เราไม่มีน้ำหนักเพราะอะไร?) เราไม่มีน้ำหนักเพราะเขายังไม่เห็นว่าเราจะส่งผลกระทบอะไรกับเขา เขามองว่าเราทำอะไรเขาไม่ได้ สิ่งสำคัญก็คือเขาต้องเข้าสู่กระบวนการ ถ้าเขาไม่เข้า ผมก็ชัดเจนว่าจะต้องเอาเขาเข้าสู่กระบวนการให้ได้ อาจจะไม่ต้องถึงจดทะเบียน แต่ต้องมีออฟฟิศ มีตัวตน มีหลักแหล่งชัดเจน มีผู้บริหารพูดจาภาษาไทยรู้เรื่อง (ถาม : ที่ กสทช.ต้องการให้เขาเข้าระบบ เกี่ยวกับเงินภาษีหรือรายได้ที่จะเข้าประเทศหรือเปล่า?) ผมไม่มีวาระเฉพาะเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่หน้าที่ แค่ถ้าเขามีตัวตน จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามกรอบของกฎหมายปกติ เขาทำธุรกิจในประเทศเรา กฎหมายเราเป็นยังไง เขาก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีแต่รายได้จากไทย แต่ไม่ต้องการปฏิบัติตาม แล้วสิ่งที่ออกมาจากบริการของคุณทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ แบบนี้ไม่ถูกต้อง   ผู้สื่อข่าว : แล้วหากแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ยอมมา “เข้าสู่ระบบ” ของประเทศไทยจะทำอย่างไร พ.อ.นที : เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็ถามว่า ผมจะไปปิด Facebook รึเปล่า ผมก็บอกว่า Facebook Youtube เนี่ยเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ว่า Facebook หรือ Youtube ก็มีสองส่วน ส่วนแรกคือการให้บริการ อันนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพประชาชน เป็นสิ่งที่ดีและผมจะไม่ไปยุ่งเป็นอันขาด แต่ประการที่สองคือการทำธุรกิจ เขาก็มีรายได้ถูกมั้ยครับ แต่คุณจะทำธุรกิจลำบากแน่ ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าสู่กระบวนการ (ถาม : มีมาตรการหรือยัง?) มาตรการคิดไว้แล้ว แต่เป็นความลับ   ผู้สื่อข่าว : ทราบมาว่ากสทช. ก็มีแนวคิดให้เจ้าของสื่อ OTT เข้าสู่ระบบโดยการขึ้นทะเบียน จริงหรือไม่ พ.อ.นที : อาจจะไม่ใช้คำว่าขึ้นทะเบียน เบื้องต้นเราแค่ต้องการข้อมูลว่าคุณเป็นใคร เพราะถ้าเราปฏิบัติกับคุณอย่างผู้ให้บริการวิทยุโทรทัศน์ คุณจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เกิดอะไรเราต้องติดต่อคุณได้ก่อนว่าอันนี้ไม่ถูกนะ อันนี้เบื้องต้น ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการกฎหมาย 100% แต่เป็นการแจ้งให้ กสทช. ทราบ ในอนาคตกรณีที่เราไม่รู้ว่าใครทำเนื้อหา พอแพลตฟอร์มเข้าสู่กระบวนการแล้วเกิดความเสียหาย สิ่งแรกที่เราทำคือแจ้งแพลตฟอร์มยุติการเผยแพร่เนื้อหานั้น แต่ถ้าเป็นกรณีรู้ว่าใครทำและมีผู้ติดตามมากๆ อาจจะบอกเจ้าตัวโดยตรงเลยว่าเฮ้ย มันเกิดแบบนี้ขึ้นนะ คุณต้องแก้ไข อาจจะแก้โดยไม่ต้องแจ้งแพลตฟอร์มก็ได้   ผู้สื่อข่าว : ในอนาคต กสทช. จะมีบทลงโทษทางกฎหมายถ้ามีเนื้อหาไม่เหมาะสมหลุดออกไปหรือไม่ พ.อ.นที : ผมคิดว่าพอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วก็ต้องมีกระบวนการทางปกครองใช้แยกคนที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้องออกจากกัน วันนี้เราแทบไม่มีกระบวนการอะไรเลยที่จะบอกว่าอันนี้ได้-ไม่ได้ อันนี้ถูกต้อง-ไม่ถูกต้อง -----------------------------------------------------------------------------------   ผู้สื่อข่าว : จ่าพิชิตเห็นด้วยกับการกำกับดูแลในลักษณะนี้หรือไม่ จ่าพิชิต : ถ้าเป็น OTT จริงๆ ก็คงต้องมีการดูแล แต่ในวงประชุมมันหลุดกรอบ OTT ไปไกลมาก จริงๆ ที่ควรจะดูแลก็พวก iFlix, Netflix, หรือพวกที่มีการถ่ายทอดสดต่างๆ  ในโซเชียล จริงๆแล้วกรอบมันควรจะเป็นอยู่แค่นั้น แต่อันนี้เขาตีความกว้างมาก   ผู้สื่อข่าว : ที่บอกว่าตีความไปกว้างมาก กว้างที่สุดที่จ่าได้ยินจากวงประชุมคืออะไร จ่าพิชิต : ที่ไกลที่สุดที่ได้ยินก็คือเขาอยู่ระหว่างตีความ Personal Use (การใช้งานส่วนตัว) อย่างการไลฟ์มันจะมีการไลฟ์ในรูปแบบสื่อ รายการ แชนแนลต่างๆ อันนี้มีผลกระทบกับสังคมแน่นอน กับอีกประเภทคือคนทั่วๆไปใช้ส่วนตัว ไม่ใช่เป็นสื่อ แต่มาไลฟ์แก้ผ้า ฆ่าตัวตาย มันจะอยู่ในการควบคุมอันนี้ด้วยรึเปล่า   ผู้สื่อข่าว : ในวงประชุมมีการพูดถึงเสรีภาพในการแสดงออก เช่น การวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐ หรือประเด็นการเมืองหรือไม่ จ่าพิชิต : ในวงประชุมก็มีพูดเรื่องนี้ กสทช.ยืนยันว่าจะไม่ควบคุมเรื่องเนื้อหา จะส่งเสริมเสรีภาพในการพูดเต็มที่ แต่จะพยายามลงไปดูเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แต่อันนี้ก็พูดยากนะ ใครจะเป็นคนนิยามคำว่าเนื้อหาที่ดี-ที่ไม่ดี ถ้าอิงตามกฎของสื่อโซเชียลหรือตามกฎหมายก็จะดีมากกว่า อย่าง Facebook เวลามีคลิปไม่เหมาะสมก็จะมีปุ่มรีพอร์ตอยู่แล้วแต่มันไม่เวิร์กในไทย ซึ่งน่าจะมีปัญหาหลายอย่าง อันนี้ผมคิดเอาเอง เช่น อัลกอริทึมไม่ดีพอ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นของไทยมีไม่มากพอ หรือถ้าเป็นต่างประเทศ มีคนไลฟ์ฆ่าตัวตาย นอกจากจะลบแล้วยังมีระบบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือด้วย ซึ่งฟังก์ชันนี้ก็ยังไม่มีในเมืองไทย ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสื่อโซเชียลกับภาครัฐ ถ้าเปลี่ยนใหม่จากควบคุม เป็นการหาความร่วมมือ อันนั้นเป็นไปได้มากกว่า ส่วนเรื่องการเมืองก็อาจจะกระทบ แต่ที่เขาเชิญมาคุยก็ไม่ค่อยมีใครเกี่ยวกับการเมืองนะ กระทั่งเพจของค่ายบัวขาวซึ่งเป็นเรื่องกีฬาก็เชิญมา ก็ไม่น่าเกี่ยวกับการเมือง แต่น่าจะเป็นการหาแนวร่วมจากเพจที่มีคนติดตามเยอะๆ มากกว่า   ผู้สื่อข่าว : แสดงว่าทิศทางที่จ่าเห็นว่าควรจะทำคือ เปลี่ยนเป็นการเสริมอะไรบางอย่างเพื่อป้องกันปัญหา? จ่าพิชิต : ใช่ คือไม่ใช่การเข้าไปครอบงำควบคุมเนื้อหา แต่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ เข้าไปพัฒนาเครื่องมือจัดการเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แล้วให้ประชาชนดูแลกันเองจะดีกว่า เวลามีไลฟ์แก้ผ้า คนก็แจ้งรีพอร์ตรัวๆ แต่หาฟังก์ชันที่ไปจัดการตรงนั้นก็ไม่มี แจ้งหน่วยงานรัฐถ้าไม่เป็นข่าวดังๆ บางทีก็ไม่มีการขยับ สาวเต้นจ้ำบ๊ะโฆษณาพนันบอลใน Facebook มีมานานมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครขยับอะไรจนกระทั่งเป็นข่าวลงสื่อถึงจะมีคนขยับมีการดำเนินคดี อันนี้ถ้ามันเป็นต่อไปมันก็ไม่เวิร์กน่ะ   ผู้สื่อข่าว : ฟังก์ชันนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร แพลตฟอร์มหรือหน่วยงานรัฐ จ่าพิชิต : ทั้งหมดแหละ แพลตฟอร์มก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วยในระดับนึง เพราะเค้ามาหากินในบ้านเรา ก็ต้องมีเครื่องมืออะไรบางอย่างในการรีพอร์ตเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่ Facebook เองปัจจุบันก็ไม่ได้มีแค่ไลฟ์ไม่เหมาะสม แต่ยังเป็นตลาดขายของผิดกฎหมายที่ใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นวุฒิการศึกษาเถื่อน อาวุธสงคราม ยาเสพติด ซื้อขายได้หมดใน Facebook บ้านเรา   ผู้สื่อข่าว : จ่ายังมีสิ่งคาใจ สงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยากถาม กสทช.ไหม จ่าพิชิต : ถ้าจะคุมเนื้อหาไม่เหมาะสม ไปคุยกับ Facebook ก่อนดีกว่ามั้ย หรือเปลี่ยนวิธีเข้าหา Facebook จากการควบคุมเป็นประสานงานร่วมมือกันดีกว่ามั้ย ที่ผ่านมาเวลาหน่วยงานรัฐพยายามเข้าหา Facebook เนี่ย มันจะไม่ใช่ในทางประสานงานร่วมกัน แต่เป็นแนวเข้าไปควบคุมเขา ซึ่ง Facebook ก็ไม่น่ายอมหรอก -----------------------------------------------------------------------------------   ผู้สื่อข่าว : คุณธามมองเรื่องการแสดงตัวตนในลักษณะที่ กสทช. กำลังมีแนวคิดอยู่นี้ว่าอย่างไรบ้าง ธาม : การเรียกผู้ประกอบการมาลงทะเบียน OTT เป็นสิทธิ์ที่ กสทช. ทำได้ มันคล้ายๆ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์เลย คือต้องมีผู้รับผิดรับชอบ ถ้าเปรียบเป็นหนังสือพิมพ์ก็คือมีผู้พิมพ์ผู้โฆษณา แต่ต้องดูว่าอันนี้คือแค่จดแจ้ง หรือลงทะเบียนแล้วมีผล มีนัยทางกฎหมายหรือมีโทษทางปกครอง เพราะ กสทช.อาจจะไม่ได้มีอำนาจลงโทษทางปกครองกับเพจเหล่านี้ ถ้ามันเป็นการจดทะเบียนเฉยๆ ก็เป็นเรื่องความสมัครใจ แต่ถ้า กสทช. คิดจะบีบว่าใครไม่จดจะเข้าใช้บัญชีนั้นไม่ได้เนี่ย ผมคิดว่า กสทช.น่าจะไปคุยกันในระดับนโยบายกับ Facebook ก่อน แต่ถึงที่สุด ถ้า กสทช.ยืนยันว่าจะต้องจด มันจะถึงจุดแตกหักซึ่งหลายๆ ประเทศเจอแล้ว Facebook ก็จะบอกว่าเขามีนโยบายที่เป็นมาตรฐาน มีผู้ใช้ระดับทั่วโลก ถ้า กสทช.บอกว่าจะต้องจด กสทช.ถามประชาชนในประเทศแล้วหรือยัง   ผู้สื่อข่าว : การกำกับดูแลจะกระทบสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องทางการเมืองหรือไม่ ธาม : มีโอกาส เพราะเวลาเราวิพากษ์วิจารณ์การเมือง กลุ่มสื่อ คอลัมนิสต์ก็วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ ประชาชนก็ทำได้เช่นกัน ดังนั้นหาก กสทช.ไปสั่งปิดเพจโน้นเพจนี้เอง มันจะยุ่ง เพราะอย่าลืมว่า Facebook จะปิดให้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งศาล และศาลจะไม่สั่งปิดซี้ซั้ว มันต้องพิสูจน์ได้ว่ามันผิดกฎหมายจริงๆ   ผู้สื่อข่าว : มีคนตั้งข้อสังเกตว่าการที่ กสทช. เรียกคนทำเพจหรือ Youtuber ดังๆในบ้านเรามารวมตัวกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Youtube อาจารย์วิเคราะห์ว่าเป็นไปได้แค่ไหน ธาม : จริงๆ ในต่างประเทศก็มีการรวมตัวกันนะ ทำได้ แต่ที่สุดก็ต้องเข้าใจนโยบายแพลตฟอร์ม จะปิดไม่ปิดเขาใช้หลักการในการพิจารณา คุณไปกดดันก็แค่เหมือนกดรีพอร์ต แต่สุดท้ายเขาก็มีนโยบายและข้อกำหนดทางกฎหมาย และกฎหมายเขาก็ใช้กฎหมายอเมริกา แต่ถ้าศาลประเทศต่างๆแจ้งไปพร้อมเหตุผล เค้าอาจจะพิจารณาปิดก็ได้ ดังนั้น การรวมตัวกันทำได้ แต่ให้ผลในระดับที่มีนัยสำคัญหรือไม่ ผมตอบว่าไม่   -----------------------------------------------------------------------------------          ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนหนึ่งจากคนในแวดวงสื่อ ซึ่งล่าสุดหลังวงประชุมรับฟังความเห็น มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) แล้ว และคงมีการแถลงมติในเร็ววัน คงต้องรอติดตามว่า กสทช. จะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไรต่อไป และจะกระทบกับคนทำสื่อหรือผู้บริโภคสื่ออย่างเราๆ มากน้อยเพียงใด.

 29,604
ข่าวภูมิภาค
26 พ.ค. 60

สลด นทท.ชะอำถูกฟ้าผ่าเสียชีวิตเพิ่มอีกราย ด้าน กสทช.ยันมือถือไม่มีผลทำให้ฟ้าผ่า

ความคืบหน้ากรณีฟ้าผ่านักท่องเที่ยวที่บริเวณชายหาด อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีผู้ถูกฟ้าผ่าสองรายและรายหนึ่งเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหนึ่งราย ล่าสุดมีรายงานผู้ที่บาดเจ็บได้เสียชีวิตลงแล้ว   จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นตนเองกำลังขับขี่เรือสกู๊ตเตอร์เข้าฝั่งเนื่องจากเห็นว่าฝนกำลังจะตกหนัก ได้เห็นผู้เสียชีวิตนั่งอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ยังจุดเกิดเหตุ ตนเองก็ไม่ได้สนใจก็หันมาเก็บของแล้วก็ได้ยินเสียงฟ้าผ่าลงมาดังมาก จึงหันไปดูก็พบว่าฟ้าได้ผ่าตรงบริเวณที่ผู้เสียชีวิตทั้งสองคนนั่งอยู่ พอดี จึงเข้าไปดูแล้วช่วยปั๊มหัวใจพร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าให้การช่วยเหลือดังกล่าว   ด้าน กสทช. ได้ให้ความรู้แก่ประชาชนว่า โทรศัพท์มือถือไม่มีผลต่อการเกิดเหตุฟ้าผ่า โดยมีหลักฐานทางงานวิจัยจากศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการทดลองในห้องจำลองฟ้าผ่า กับโทรศัพท์มือถือผลการทดลอง พบว่าไม่เกิดฟ้าผ่าแต่อย่างใด   ทั้งนี้การเกิดฟ้าผ่านั้น มักจะเกิดกับกรณีอยู่ในที่โล่ง ตามหลักการคือ ถ้าอยู่ในที่โล่งและสูง จะมีโอกาสทำให้เกิดฟ้าผ่ามากที่สุด อ้างอิงจากเหตุการณ์ฟ้าผ่าเด็กนักเรียน โรงเรียน ตชด.ตาก เหตุเพราะอยู่ใต้ต้นไม้สูงสำหรับวิธีป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่านั้น ควรอยู่ในที่ต่ำๆ เช่น การนั่งยองๆ เป็นต้น   ส่วนกรณีที่แนะนำไม่ให้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ ในช่วงเกิดพายุฝน หรือฟ้าผ่านั้น เพราะหากโทรศัพท์มือถือโดนน้ำ อาจทำให้วงจรช็อต เกิดความเสียหายได้นอกจากนี้ ยังรวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป สามารถใช้งานได้ตามปกติ ยกเว้นในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องต่อสายจากข้างนอก เช่น โทรทัศน์ หรือโทรศัพท์แบบมีสาย หากเกิดฟ้าผ่าแล้วกระแสวิ่งเข้าสายขณะใช้งาน จะสามารถทำให้ไฟช็อตได้เช่นกัน        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/DI-cDfUvpqw

 12,391
การเมือง
17 พ.ค. 60

นายกฯ สั่งลุยปิดเว็บหมิ่นฯ เผย fb ร่วมมือปิดเพจกว่า 6 พันเพจ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช.ขอความร่วมมือเฟซบุ๊กบล็อกหรือลบเพจหมิ่น จำนวน 131 ยูอาร์แอล (URL)   โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ขอความร่วมมือไปยังเฟซบุ๊กมาตลอด ซึ่งก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ล่าสุดปิดเพจต่างๆไปแล้วกว่า 6,000 ยูอาร์แอล เหลืออีก 131 ยูอาร์แอล ที่ยังไม่ปิด ทั้งนี้ที่ผ่านมาใช้หมายศาลในการสั่งปิด แต่ก็พบว่ามีการเปิดเพจใหม่วนเวียนในลักษณะนี้ จึงต้องหาทางที่ดีกว่านี้ โดยหลังจากนี้จะต้องทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลในต่างประเทศ ภาคเอกชน นักธุรกิจ และผู้กำกับดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย เพราะนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการเฟซบุ๊กได้โดยตรง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gvfghNkAmLE  

 51,636
เศรษฐกิจ
09 พ.ค. 60

เลขาธิการ กสทช. เผยเหตุเฟซบุ๊คล่มเกิดจากระบบมีปัญหา

เลขาธิการ กสทช. เผยเหตุเฟซบุ๊คล่มในช่วงเช้า (9 พ.ค. 2560) เกิดจากระบบของเฟซบุ๊คเอง    นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เฟซบุ๊คล่ม ไม่สามารถใช้งานได้ในช่วงเช้าของวันนี้ (9 พ.ค. 2560) จากการตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ไม่เฉพาะประเทศไทย สาเหตุในเบื้องต้นพบว่า เกิดจากปัญหาของระบบเฟซบุ๊คเอง ไม่ได้เกิดจากการบล็อกหรือการปิดกั้นการเข้าถึงใดใด

 8,003
การเมือง
05 พ.ค. 60

กสทช.สั่งปิดเว็บไซต์ผิด กม.แล้ว 6,300 เว็บ ขอ ปชช.อย่าวิตก ยันไม่ได้ปิดกั้น

กสทช.และ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) เผยได้ปิดเว็บไซต์และเว็บเพจผิดกฎหมายแล้ว 6,300 เว็บ ใช้เวลาดำเนินการปิดกว่า 3 ปี เหลืออีก 600 เว็บไซด์ โดยเว็บไซต์ที่ถูกปิดมากที่สุด คือ เว็บไซต์ความมั่นคง การพนัน โป๊และลามกอนาจาร เร่งประสานผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศดำเนินการปิด คาดในสัปดาห์หน้า ปิดได้ทั้งหมด ยืนยันได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการทุกราย ยกเว้นเฟซบุ๊ก   ทั้งนี้ยืนยันว่า การปิดเว็บไซต์ และเว็บเพจไม่ได้เป็นการปิดกั้นประชาชน แต่เป็นการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ซึ่งรัฐบาลไม่มีแนวคิดปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ใดๆ ขออย่าวิตกกังวล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Qj-1Hzv2-w4  

 15,832
การเมือง
04 พ.ค. 60

กสทช.เผย สั่งปิดเว็บไซต์ผิด กม.แล้ว 6,300 เว็บ

กสทช.และ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) เผยได้ปิดเว็บไซต์และเว็บเพจผิดกฎหมายแล้ว 6,300 เว็บ เหลืออีก 600 เว็บไซด์ เร่งประสานผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศดำเนินการปิด คาดในสัปดาห์หน้า ปิดได้ทั้งหมด ยืนยันได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการทุกราย ยกเว้นเฟซบุ๊ค     นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ร่วมกับ สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ร่วมกัน แถลงข่าว การดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ตามที่ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย 6,900 เว็บไซต์ ซึ่งสามารถดำเนินการปิดได้แล้ว 6,300 เว็บไซต์ ใช้เวลาดำเนินการปิดกว่า 3 ปี เหลืออีก 600 เว็บไซต์ ที่ต้องเข้ารหัสจากต่างประเทศ      ซึ่งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในไทยได้ส่งหนังสือไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ เพื่อขอเข้ารหัสดึงเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายไทย คาดว่า จะดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ โดยเว็บไซต์ที่ถูกปิดมากที่สุด คือ เว็บไซต์ความมั่นคง การพนัน โป๊และลามกอนาจาร ในภาพรวมผู้ให้บริการทุกรายให้ความร่วมมืออย่างดี ยกเว้นเฟซบุ๊คที่ไม่ยอมดำเนินการตามคำสั่งศาลให้ปิดเพจไม่เหมาะสม ขณะนี้ได้ประสานไปอีกครั้งคาดว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการเฟซบุ๊ค โดยการปิดทำได้เพียงเว็ปเพจ หรือ URL เท่านั้น ไม่สามารถดำเนินการปิดได้ เนื่องจากเกินอำนาจหน้าที่ของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับเว็ปเพจสายดาร์กที่ไม่ระบุตัวตนไม่สามารถปิดเพจได้เช่นกันยกเว้นมีคำสั่งศาล      ทั้งนี้ยืนยันว่า การปิดเว็บไซต์ และเว็บเพจไม่ได้เป็นการปิดกั้นประชาชน แต่เป็นการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ซึ่งรัฐบาลไม่มีแนวคิดปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ใดๆ ขออย่าวิตกกังวล     ด้าน นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการปิดเพจที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมว่า จะมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาสอดส่องดูแลความไม่เหมาะสมในเนื้อหาของแต่ละเว็บไซต์ จากนั้นจะส่งเรื่องเพื่อขออำนาจศาลสั่งปิด โดยสามารถดำเนินการได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ยกเว้นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญปิดได้ทันทีไม่ต้องขออำนาจศาล สำหรับเนื้อหาที่ปัจจุบันเป็นอันตรายในสื่อสังคมออนไลน์ คือ การหลอกขายสินค้าออนไลน์ การล่อลวงและค้าประเวณี การล่วงละเมิดทางเพศ การ Live สดไม่เหมาะสม    

 33,717
สังคม-อาชญากรรม
28 มี.ค. 60

'วอยซ์ ทีวี' หันออกอากาศทางออนไลน์ เล็งยื่นอุทธรณ์ หลังถูกสั่งจอดำ 7 วัน

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) จะมีการประชุมพิจารณาวาระสำคัญคือการพิจารณามาตรการลงโทษช่องวอยซ์ทีวี 21 ผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ตามที่คณะอนุกรรมการกำกับเนื้อหาและผังรายการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีกสทช. พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ เป็นประธาน ได้เสนอให้สั่งพักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ทีวีทั้งช่องเป็นเวลา 3 วัน เหตุผลคือ มีรายการที่กระทำผิดซ้ำซาก มาจากเรื่องร้องเรียน 4 รายการ   โดย พล.ท.พีระพงษ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่ผิดระบุ เช่นกรณีการวิสามัญนักกิจกรรมลาหู่ ที่มีการนำเสนอด้านเดียว และมีลักษณะวิจารณ์กล่าวหาด้านเดียว ทั้งที่ กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น มีความผิดถึง 3 รายการ คือรายการใบตองแห้งออนแอร์ รายการ In Her View และ รายการโอเวอร์วิว นับรวมความผิดนับสิบครั้ง ยืนยัน การนำเสนอข่าว จะต้องนำเสนออย่างสมดุล เป็นกลาง อย่าเอาคนแนวเดียวกัน มาคุยกัน เมื่อจะวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์อย่างรอบด้าน ยืนยัน กสทช. ดำเนินการอย่างมีอิสระ ดูตามพยานหลักฐาน ไม่ได้ดำเนินการตามใจทหาร ซึ่งคำร้องค่อนข้างละเอียด จากการตรวจสอบพบมีความผิดชัดเจน   ขณะที่ตัวแทนของวอยซ์ ทีวี ระบุหลังจากมีคำสั่งพักใบอนุญาตนั้น วอยซ์ทีวีจะหยุดการออกอากาศเป็นเวลา 7วัน โดยจะนำรายการทั้งหมดไปเผยแพร่ทางออนไลน์แทน ทั้งนี้ปกติก็จะมีการเผยแพร่รายการต่างๆทั้งทางโทรทัศน์และออนไลน์ควบคู่ไปด้วยกันอยู่แล้ว ซึ่งการเผยแพร่รายการเหล่านั้น ยืนยันว่าเป็นการกระทำไปตามสิทธิและเสรีภาพของสื่ิอมวลชน และจะยื่นอุทธรณ์ทั้งทางแพ่ง และทางปกครองตามความเหมาะสม  ซึ่งทางแพ่งได้พิจารณาเรื่องผลกระทบต่อธุรกิจด้วย      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3TqQRujG4V0

 10,308
การเมือง
27 มี.ค. 60

กสทช.สั่งพักใบอนุญาตวอยซ์ทีวี 3 วัน วิจารณ์ปม โกตี๋-ลาหู่ ไม่เป็นกลาง

วันที่ 27 มีนาคม 2560 เมื่อเวลา 14.00 น. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) จะมีการประชุมพิจารณาวาระสำคัญคือการพิจารณามาตรการลงโทษช่องวอยซ์ทีวี 21 ผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ตามที่คณะอนุกรรมการกำกับเนื้อหาและผังรายการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีกสทช. พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ เป็นประธาน ได้เสนอให้สั่งพักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ทีวีทั้งช่องเป็นเวลา 3 วัน เหตุผลคือ มีรายการที่กระทำผิดซ้ำซาก มาจากเรื่องร้องเรียน 4 รายการ    โดย พล.ท.พีระพงษ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่ผิดระบุ เช่นกรณีการวิสามัญนักกิจกรรมลาหู่ ที่มีการนำเสนอด้านเดียว และมีลักษณะวิจารณ์กล่าวหาด้านเดียว ทั้งที่ กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น มีความผิดถึง 3 รายการ นับรวมความผิดนับสิบครั้ง ยืนยัน การนำเสนอข่าว จะต้องนำเสนออย่างสมดุล เป็นกลาง อย่าเอาคนแนวเดียวกัน มาคุยกัน เมื่อจะวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์อย่างรอบด้าน ยืนยัน กสทช. ดำเนินการอย่างมีอิสระ ดูตามพยานหลักฐาน ไม่ได้ดำเนินการตามใจทหาร ซึ่งคำร้องค่อนข้างละเอียด จากการตรวจสอบพบมีความผิดชัดเจน

 13,203
การเมือง
16 มี.ค. 60

'สุภิญญา' ประกาศยุติปฎิบัติหน้าที่ กสทช. ชั่วคราว หลังศาลให้รอกำหนดโทษ คดีบุกสภา

จากกรณีศาลฎีกาพิพากษาคดีองค์กรภาคประชาชน 10 คน ชุมนุมปีนรัฐสภา เพื่อคัดค้านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาร่างกฎหมาย เมื่อปี 2550 โดยศาลพิพากษาให้รอการกำหนดโทษ   ล่าสุด นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. จำเลยที่ 10 ในคดีดังกล่าว ได้ประกาศยุติการทำหน้าที่ชั่วคราวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุว่าไม่ขอรับเงินค่าตอบแทนตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค.60 ระหว่างการตีความคุณสมบัติว่าขัด พ.ร.บ.กสทช.หรือไม่ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวศาลอาญา รัชดา ได้ตัดสินจำเลยทั้ง 10 คน มีความผิดฐานชุมนุมมั่วสุม บุกรุกใช้กำลังประทุษร้าย โดยให้รอลงอาญา 2 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกฟ้อง หลังพิเคราะห์เห็นว่าจำเลยทั้ง 10 คน ไม่ผิดฐานมั่วสุม เป็นเพียงการคัดค้านการพิจารณากฎหมายในสภา ล่าสุดศาลฎีกา ได้นัดอ่านคำพิพากษา เห็นว่าจำเลยทั้ง 10 คนมีความผิดตามศาลชั้นต้น แต่ให้รอกำหนดโทษ 2 ปี โดยรายชื่อจำเลยทั้ง 10 คน มีดังนี้ 1) นายจอน อึ๊งภากรณ์ 2) นายสาวิทย์ แก้วหวาน 3) นายศิริชัย ไม้งาม 4) นายพิชิต ไชยมงคล 5) นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท 6) นายนัสเซอร์ ยีหมะ 7) นายอำนาจ พละมี 8) นายไพโรจน์ พลเพชร 9) นางสาวสารี อ๋องสมหวัง 10) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์   “จากคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีชุมนุมปีนสภาค้าน สนช.วันนี้ แม้ศาลท่านจะไม่ได้กำหนดโทษจำคุก แต่ก็พิพากษาว่าดิฉันกระทำความผิด จึงมีประเด็นทางกฎหมาย วันนี้ดิฉันจะทำบันทึกแจ้งเลขาธิการ กสทช.ถึงคำพิพากษาให้ สนง.ตีความ กม. โดยตั้งแต่วันนี้ดิฉันจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน(ไม่รับค่าตอบแทน) ถ้าการตีความออกมาว่าไม่ขัดคุณสมบัติ ก็ค่อยกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ แต่ถ้าขัดก็ถือว่าสิ้นสภาพการเป็น กสทช.ตามกฎหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ ส่วนตัวตีความว่าขัด พ.ร.บ.กสทช. เพราะศาลฎีกาพิพากษาว่าดิฉันทำความผิดฐานชุมนุมค้าน สนช. แม้ว่าจะยังไม่มีโทษจำคุก จึงตัดสินใจขอยุติการทำหน้าที่ ดิฉันน้อมรับคำพิพากษาสูงสุดของศาลฎีกาในวันนี้ แม้จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำเป็นสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจตลอดมา สรุป ก็รอให้ สนง.กสทช.ทำการตีความออกมาเป็นทางการ ระหว่างนี้ดิฉันก็หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเก็บของรอไปพลางก่อน มีเอกสารต้องเคลียร์จำนวนมาก ระหว่างการยุติการปฏิบัติหน้าที่ ดิฉันและทีมก็ไม่รับค่าตอบแทนใดตั้งแต่วันนี้และจะทำเรื่องส่งคืนทรัพย์สินที่ถือครองในการทำงานคืน สนง.โดยเร็ว” นางสาวสุภิญญาทวิตข้อความ   ทั้งนี้ นางสาวสุภิญญา ให้สัมภาษณ์ที่ศาลอาญาหลังฟังคำพิพากษา ว่า หลังจากนี้จะนำคำพิพากษาของศาลฎีกา ไปพิจารณาว่าเข้าข่ายผิดข้อบังคับของการ ดำรงตำแหน่ง กสทช. ของตัวเองหรือไม่ โดยจะส่งคำพิพากษาให้ฝ่ายกฎหมายของตัวเองและ กสทช. พิจารณาด้วย เพราะกรณีนี้ศาลยังไม่มีการกำหนดโทษ จึงยังไม่มีความชัดเจน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UItMncgWzCg    

 10,936
เศรษฐกิจ
27 ธ.ค. 59

ทรูวิชั่นส์แจ้ง กสทช.ขอยกเลิก 6 ช่องหนังดัง hbo-cinemax มีผล 1 ม.ค.60

ทรูวิชั่นส์ ได้ยื่นเรื่องไปยัง กสทช. เพื่อขอยกเลิก 6 ช่องภาพยนตร์ ได้แก่ HBO, HBO Signature, HBO Kid, HBO Family, Red by HBO และ Cinemax เนื่องจากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจ ซึ่งมติบอร์ด กสท. เห็นชอบอนุมัติให้ดำเนินการตามที่ ทรูวิชั่นส์ ร้องขอ โดยยกเลิก 6 ช่องจะมีผลตั้งแต่วันปีใหม่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_IOOxM2qSFE  

 25,963
เศรษฐกิจ
27 ธ.ค. 59

กสท.มีมติเอกฉันท์สั่งปิดถาวร ช่อง dmc ทีวีธรรมกาย

กสท.มีมติเป็นเอกฉันท์ ยกเลิกใบอนุญาตออกอากาศสถานีโทรทัศน์ DMC ของมูลนิธิศึกษาธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม และส่งผลทำให้สถานีวิทยุ ที่เผยแพร่รายการจากสถานี DMC ต้องถูกยกเลิกไปด้วย โดยพันเอกนที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท.กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่า มีพฤติการที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะพฤติการณ์ของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์วัดพระ ธรรมกาย ที่ได้ชักชวนลูกศิษย์ฯ เข้าไปทำบุญในวัดเป็นจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างวามขัดแย้งในสังคม ซึ่งการยกเลิกใบอนุญาตินี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2560 และคำสั่งของ กสท.ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด หากมีข้อมูลเปลี่ยนแปลง สามารถส่งให้ กสท.พิจารณาใหม่ได้ ส่วนกรณีที่มูลนิธิฯ จะขอใบอนุญาตใหม่นั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมจากพฤติการณ์ที่กล่าวไปข้างต้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/QtNRB6fSRTc  

 27,175
สังคม-อาชญากรรม
08 ธ.ค. 59

กสทช.สั่งปิดช่อง dmc ของธรรมกาย 15 วันตามคำร้อง dsi นายกฯแนะบุกจับ 'ธัมมชโย' ไม่ต้องประกาศล่วงหน้า

กสทช. มีมติสั่งปิดสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุของวัดพระธรรมกาย (DMC) ชั่วคราว เป็นระยะเวลา 15 วัน ตามข้อเสนอของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI  หลังพบว่ามีการเผยแพร่ข่าวสารชักชวนลูกศิษย์วัดปกป้องผู้ต้องหา-สร้างความยั่วยุ ปั่นป่วนในสังคม ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ระบุขอสื่ออย่าขยายความผู้กระทำความผิด เพราะจะเหมือนเป็นการให้ท้ายผู้กระทำความผิดและเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่ามีมาตรการทางกฎหมายอยู่แล้ว จึงอยากให้สื่อไปขยายความให้สังคมเข้าใจ และให้ผู้กระทำผิดออกมามอบตัว เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นไม่จบไม่สิ้นไม่เป็นผลดี ซึ่งคดีนี้เหมือนคดีทั่วไป ที่หากมีผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดี หากมีการจับกุมหรือหมายค้นเมื่อไหร่ สามารถทำได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง และไม่เป็นต้องประกาศแผนการจับกุมล่วงหน้า ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่าจากการตรวจสอบเม็ดเงินและกองทุนยังไม่ชัดเจนว่ามีความผิดอีกหรือ หากไม่ผิดก็ออกมาชี้แจง หรือมอบตัว ไม่ใช่มีเงื่อนไขว่าถ้ามอบตัวต้องให้ประกันตัว เพราะการประกันให้หรือไม่เป็นเรื่องของตำรวจและอัยการ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Mz4LE9QpJSo    

 3,935
เศรษฐกิจ
28 พ.ย. 59

กสทช.ประมูลเบอร์สวย แพงสุดเบอร์ 09-8888-8888 ได้ 8.1ล้าน

กสทช. เปิดประมูลเบอร์โทรศัพท์มือถือเลขสวย จำนวน 16 เบอร์ เป็นเลขเดียวกัน 9 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้นประมูลเบอร์ละ 20 ล้านบาท และเลขเดียวกัน 8 ตัวเหมือน ราคาเริ่มต้นประมูล 6 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการประมูลมีเบอร์ที่ถูกประมูลออกไป 9 เบอร์ รวมเป็นเงิน 57,968,888 ล้านบาท โดยเบอร์ 09-8888-8888 เป็นเบอร์ที่ถูกประมูลสูงสุด 8.1 ล้านบาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uIGv8L2VNqg  

 9,365

Top