ค้นหา :

ผลการค้นหา "กสทช"

การเมือง
23 เม.ย. 61

"วิษณุ" ยันสนช.คว่ำรายชื่อกสทช.ทำได้ มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ปชป.-พท.ประสานเสียงระบุไม่ชอบมาพากล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สนช. มีมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการ กสทช. ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เพื่อเสนอที่ประชุม สนช.ประกอบการพิจารณา ซึ่งการลงมติไม่เห็นชอบก็มีสิทธิ์ที่สามารถทำได้   ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจะไปฟ้องร้องกลับได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และคนเอง ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาในภายหลัง เพราะการลงมติของ สนช.มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่ ไม่ว่าจะสมาชิกจะลงมติอย่างไรก็ตาม การอภิปรายเป็นเหตุผลของสมาชิก ซึ่งบุคคลที่ สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ สามารถเข้ารับการสรรหาเป็น กสทช.ใหม่ได้   ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การโหวตคว่ำดังกล่าว น่าจะมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นที่คณะกรรมการสรรหาจนได้รายชื่อจำนวนหนึ่งมาให้คณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกตั้งเป็นกสทช.    ขณะที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะผู้มีอำนาจต้องการควบคุม กสทช.ให้ได้คนที่ตัวเองสั่งการได้เพื่อใช้ควบคุมสื่อมวลชนหรือไม่ เหมือนกับต้องการคนที่ตัวเองสั่งการได้มาเป็น กกต. เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งสื่อจะมีความสำคัญ และ กสทช.ชุดเดิมก็เคยปิดสื่อทีวีที่เห็นต่างกับรัฐบาลมาแล้ว เป็นการสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองทุกทางเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งใช่หรือไม่   (ภาพ : มติชน) 

 1,002
การเมือง
23 เม.ย. 61

'วิษณุ' ยัน สนช.มีสิทธิ์คว่ำสรรหา กสทช. ด้าน 2 พรรคใหญ่มองไม่ชอบมาพากล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สนช. มีมติไม่เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นคณะกรรมการ กสทช. ว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เพื่อเสนอที่ประชุม สนช.ประกอบการพิจารณา ซึ่งการลงมติไม่เห็นชอบก็มีสิทธิ์ที่สามารถทำได้   ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจะไปฟ้องร้องกลับได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และคนเอง ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาในภายหลัง เพราะการลงมติของ สนช.มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่ ไม่ว่าจะสมาชิกจะลงมติอย่างไรก็ตาม การอภิปรายเป็นเหตุผลของสมาชิก ซึ่ง บุคคลที่ สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ สามารถเข้ารับการสรรหาเป็น กสทช.ใหม่ได้   ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า การโหวตคว่ำดังกล่าว น่าจะมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นที่คณะกรรมการสรรหาจนได้รายชื่อจำนวนหนึ่งมาให้คณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกตั้งเป็นกสทช.    ขณะที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะผู้มีอำนาจต้องการควบคุม กสทช.ให้ได้คนที่ตัวเองสั่งการได้เพื่อใช้ควบคุมสื่อมวลชนหรือไม่ เหมือนกับต้องการคนที่ตัวเองสั่งการได้มาเป็น กกต. เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งสื่อจะมีความสำคัญ และ กสทช.ชุดเดิมก็เคยปิดสื่อทีวีที่เห็นต่างกับรัฐบาลมาแล้ว เป็นการสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองทุกทางเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งใช้หรือไม่    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IIzL71AWgEw    

 1,476
การเมือง
20 เม.ย. 61

วิษณุไม่ตอบใช้ ม.44 ตั้ง กสทช. ชุดใหม่แทนชื่อที่ถูกคว่ำหรือไม่ ระบุผู้สื่อข่าวรู้คำตอบอยู่แล้ว ไม่อยากชี้ช่อง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฏหมาย กล่าวถึงกรณี สนช. คว่ำการสรรหากรรมการ กสทช. เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร 8 ราย ว่าตนไม่ทราบรายละเอียด เป็นเรื่องของคณะกรรมการสรรหาและขั้นตอนของสภา และยอมรับว่าตามไม่ทันเหตุผลที่คณะกรรมการสรรหาและ สนช.คว่ำการสรรหาดังกล่าว   ส่วนกรณีมีการเผยแพร่คลิปลับที่มีการกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีไม่พอใจผู้ที่ได้เข้ารับการสรรหา 8 ใน 14 คนนั้น ตนไม่ทราบรายละเอียดเรื่องคลิปลับ และไม่รู้ด้วยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือไปกล่าวอ้างกันเอง แต่คงจะไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ สักซักจะทราบข้อเท็จจริงเอง และตนยังไม่เคยคุยกับใครเรื่องนี้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทั้งนี้ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างไม่น่าจะฟ้องคณะกรรมการสรรหาได้ แต่สามารถเข้ารับการสรรหาใหม่ได้ หากมีหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหา    ทั้งนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาทุกยุคทุกรัฐบาลที่มีการกล่าวอ้างผู้มีอำนาจ แต่สุดท้ายให้ฟังหูไว้หู ตรวจสอบให้ละเอียด ซึ่งตนเองก็เคยถูกนำไปกล่าวอ้างโดยที่ไม่ทราบเรื่อง ยืนยันไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล เพราะการคว่ำการสรรหา กสทช. ชุดใหม่นั้น ชุดเก่ายังสามารถทำงานได้ จึงไม่มีปัญหาติดขัด ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายไม่ขอแสดงความเห็นว่าสุดท้ายนายกรัฐมนตรีต้องใช้ ม.44 แต่งตั้ง กสทช. หรือไม่ โดยย้อนถามกลับผู้สื่อข่าวว่าทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่หากตนพูดออกไปจะกลายเป็นการชี้ช่อง

 1,071
การเมือง
20 เม.ย. 61

สนช.มีมติล้มกระดานสรรหา กสทช.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน รายงานเผยมีคลิปเสียงบอกนายกฯไม่แฮปปี้

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ชุดใหม่ 7 ด้าน จำนวน 7 คน จากรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อเข้ามาจำนวน 14 คน ในวันนี้ที่ประชุมได้ทำการประชุมลับนานกว่า 4 ชั่วโมง   ทันทีที่กลับมาประชุม นายสมชาย แสวงการ สนช. แจ้งว่า รายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. พบว่า มีบุคคลซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ตลอดจนมีประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมไม่เหมาะสม จำนวน 8 คน ซึ่งทำให้อาจเกิดปัญหาข้อกฎหมาย เนื่องจากจำนวนของผู้เข้ารับการสรรหามีไม่ถึง 2 เท่า ของจำนวน กสทช.ทั้ง 7 คน หรือจำนวน 14 คน ตามที่กฎหมาย กสทช. กำหนด โดยนายสมชายเห็นว่า อาจนำไปสู่การฟ้องร้องคดีในอนาคต จึงเสนอที่ประชุมงดเว้นการดำเนินการตามมาตรา 17 ด้วยการไม่เลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาทั้ง 14 คน    ขณะที่ นายตวง อันฑะไชย สนช. เห็นแย้งว่า สนช.ไม่สามารถยกเว้นการดำเนินการตามกฎหมายได้ จึงต้องเดินหน้าเลือกกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 17 ทำให้นายสมชาย ต้องเสนอญัตติให้ สนช. งดเว้นการดำเนินการดังกล่าว ด้วยการไม่เลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 14 คน   จากนั้นประชุมมีมติด้วยคะแนน 118 ต่อ 25 เสียง เห็นชอบตามที่นายสมชายเสนอ โดยมีผู้งดออกเสียง 20 คน ก่อนที่ประธานฯ จะสั่งปิดการประชุมทันที   สำหรับ 14 รายชื่อว่าที่ กสทช. ที่ สนช. แยกเป็นด้านต่างๆ จำนวนด้านละ 2 ชื่อ ดังนี้ 1.ด้านกิจการกระจายเสียง คือ พ.อ.กฤษฎา เทอดพงษ์ และธนกร ศรีสุขใส 2.ด้านกิจการโทรทัศน์คือ วสันต์ ภัยหลีกลี้ และ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ 3.ด้านกิจการโทรคมนาคม คือ อธิคม ฤกษบุตร และกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ 4.ด้านวิศวกรรมคือ พล.อ.ต.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ พ.อ.อนุรัตน์ อินกัน 5.ด้านกฎหมาย คือ มนูภาน ยศธแสนย์ และก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร 6.ด้านเศรษฐศาสตร์คือ ภักดี มะนะเวศ และณรงค์ เขียดเดช 7.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน คือ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และวรรณชัย สุวรรณกาญจน์   อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าจะเข้าสู่วาระการพิจารณาให้เห็นชอบว่าที่ กสทช. ที่ประชุมสนช. ได้มีมติเสียงข้างมาก 117 ต่อ 64 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ นางภรณี ลีนุตพงษ์ อดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน แทนนายศรีราชา วงศารยางกูร ตามที่กรรมการสรรหาเสนอด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OXsp-TRE9u8    

 1,577
สังคม-อาชญากรรม
18 เม.ย. 61

กสทช.สั่งทรูมูฟเอชรับผิดชอบ-เยียวยาผู้เสียหาย หลังเอกสารสำคัญลูกค้ารั่ว ไม่ทำปรับขั้นต่ำ 20,000 ต่อวัน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่สำนักงาน กสทช. ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อสารมวลชนว่า ทรูมูฟ เอช ทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุดเป็นจำนวนมาก มาชี้แจงข้อเท็จจริง ณ สำนักงาน กสทช. เมื่อวานนี้ (17 เม.ย. 2561) นั้น   คลิปข่าวจากรายการ 18 เมษายน 2561   ในวันนี้ สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถึงบริษัท เรียล มูฟ จำกัด (ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ TRUE Move H) เรื่อง ให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มีคำสั่งให้ บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน แก้ไขปรับปรุง และปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม ในเรื่องดังต่อไปนี้   1. จัดให้มีมาตรการป้องกันและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งทางด้านเทคนิคและการจัดการภายในองค์กรในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอย่างน้อยต้องปรับระดับรักษาความปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตามการพัฒนาทางเทคโนโลยี และให้มีการตรวจสอบระบบการรักษาความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของข้อมูล   2. จัดให้มีช่องทางการตรวจสอบจากประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย   3. ให้ บจก.เรียล มูฟฯ รับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในทางแพ่งและทางอาญา   4. ให้รายงานผลการดำเนินการตามคำสั่งตามข้อ 1. 2. และ 3. มายังสำนักงาน กสทช. ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ และรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้เป็นระยะๆ ทุก 15 วัน   หากบจ. เรียล มูฟฯ ไม่ดำเนินการตามคำสั่งนี้ เลขาธิการ กสทช. จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองกำหนดค่าปรับทางปกครองตามกฎหมายไม่ต่ำกว่าสองหมื่นบาทต่อวัน ตามมาตรา 66 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ทั้งนี้ บจก. เรียล มูฟฯ มีสิทธิโต้แย้งคำสั่ง ดังกล่าวได้โดยยื่นอุทธรณ์ต่อ กสทช. ภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ตามมาตรา 65 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544   นายฐากร กล่าวว่า พร้อมกันนี้ สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นๆ ว่า ต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันและและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งทางด้านเทคนิคและการจัดการภายในองค์กรในรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละบริการโทรคมนาคม ตามข้อ 10 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคมกำหนด โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศอย่างเคร่งครัด และหากเกิดกรณีที่ไม่เป็นไปตามที่ประกาศกำหนด ผู้รับใบอนุญาตต้องควบคุมดูแลให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขปรับปรุงหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องเหมาะสม และผู้รับใบอนุญาตต้องผูกพันในการดำเนินการใด ๆ ของบุคคลดังกล่าวเสมือนว่าผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง ตามข้อ 18 ของประกาศดังกล่าวกำหนดไว้ 

 3,366
เศรษฐกิจ
18 เม.ย. 61

ทรูแจง กสทช.ถูกแฮกข้อมูลบัตร ปชช.ลูกค้า 11,400 ราย เตรียมเยียวยา - มท.1 ยันข้อมูลรั่วแค่หน้าบัตร

ตัวแทน ทรูมูฟเอช เข้าชี้แจงต่อ กสทช. กรณีข้อมูลลูกค้ารั่วแล้ว ยืนยัน ข้อมูลอยู่ในระบบปิด มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงระบบได้ พร้อมระบุนักวิจัยด้านความปลอดภัยต่างชาติ มีเจตนาเข้าแฮกข้อมูลในระบบ และพบผู้ได้รับผลกระทบ 11,400 ราย เร่งแจ้งความปกป้องสิทธิลูกค้าและเยียวยา เตรียมพิจารณาดำเนินการกับนักวิจัยต่างชาติรายดังกล่าว   นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการธุรกิจโมบายล์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ นายสืบสกล สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด ​ผู้บริหาร ไอทรูมาร์ท ( หรือ We mall ) ได้เข้าชี้แจงต่อ กสทช. กรณีนักวิจัยด้านความปลอดภัย นาย Niall Merrigan ได้รายงานการตรวจพบข้อมูลลูกค้าของทรูมูฟเอช รั่วไหล รวมกว่า 46,000 ไฟล์ ทั้งไฟล์สแกนสำเนาบัตรประชาชน ใบขับขี่ และพาสปอร์ตของผู้ใช้บริการ โดยมีการระบุว่าทรูมูฟเอช มิได้มีมาตรการเพียงพอสำหรับปกป้องข้อมูลที่อยู่ใน Amazon S3 bucket ส่งผลให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดข้อมูลดังกล่าวออกมาได้   นายสืบสกล สกลสัตยาทร ผู้บริหารไอทรูมาร์ท (We mall) กล่าวว่า ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ใน Storage ของ AWS Amezon S3 ได้มีการตั้งรหัสการเข้าถึงข้อมูลเป็นการเฉพาะ และเป็นระบบปิดอยู่แล้ว และหากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมทั้งกล่าวว่านักวิจัยด้านความปลอดภัย นาย Niall Merigan ก็ไม่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว และการที่จะแฮกเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้จะต้องใช้เครื่องมือถึง 3 ตัว ทั้งนี้เมื่อดูจากข้อมูลพบว่า นาย Niall Merrigan มีเจตนาแฮกเข้าระบบ และกำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับนักวิจัยรายนี้หรือไม่   อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ถูกเจาะเข้าฐานข้อมูล จะเป็นส่วนของลูกค้าทรูมูฟเอช ที่ลงทะเบียนผ่านช่องทางไอทรูมาร์ทเท่านั้น โดยโฟลด์เดอร์ที่ถูกเจาะเข้าฐานข้อมูลได้มีเพียงสำเนาบัตรประชาชนลูกค้า จำนวน 11,400 รายเท่านั้น ซึ่งเมื่อไอทรูมาร์ททราบเรื่องเมื่อวันที่ 11 เมษายน ก็ได้เร่งปิดช่องโหว่ทันที โดยปิดช่องโหว่ได้เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 12 เมษายน นอกจากนี้ก็ได้มีมาตรการด้านความปลอดภัยระบบมากขึ้น   ด้านนายภัคพงศ์ พัฒนมาศ ตัวแทนจากทรูมูฟเอช กล่าวว่า ทรูมูฟเอช ดำเนินการกับไอทรูมาร์ท เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ซึ่งเบื้องต้นทรูมูฟเอช ได้มีการส่ง SMS และ อีเมล์แจ้งเตือน และแจ้งมาตรการที่ทรูมูฟเอชและไอทรูมาร์ทได้ดำเนินการให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ โดยทรูมูฟเอช จะทำการแจ้งความลงบันทึกประจำวัน   สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้ง 11,400 รายก่อนเพื่อป้องกันสิทธิ และป้องกันหากมีการนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ผิดประเภท หรือผิดกฎหมาย นอกจากนี้จะมีการเปิดคอลเซ็นต์เตอร์ ให้ลูกค้าทั้ง 11,400 รายนี้ ในการโทรมาสอบถามโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากลูกค้ากลุ่มนี้เกิดปัญหาในอนาคต แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ถูกนำข้อมูลไปใช้อย่างผิดกฎหมาย   ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า จากการชี้แจงวันนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า ทรูมูฟเอช และ ไอทรูมาร์ท มีความผิดหรือไม่ เพราะต้องนำรายละเอียดเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ด กสทช. พิจารณาอีกครั้ง   ทั้งนี้ กสทช. จะมีหนังสือแจ้งเตือนผู้ให้บริการทุกค่ายทำหนังสือชี้แจงแผนการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า และแผนป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้ พร้อมกับมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการหากเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นแจ้งกลับมายัง กสทช. และได้สั่งการให้ทรูมูฟเอช และ ไอทรูมาร์ท ทำการตรวจสอบว่าผู้ได้รับผลกระทบ 11,400 ราย ได้รับความเสียหายหรือไม่ และหากมีผู้ได้รับผลกระทบจะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร   พร้อมทั้งกล่าวว่า โครงการในอนาคต ศูนย์กลางการจัดเก็บข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) ควรอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ ซึ่ง กสทช. มีแผนจะใช้เงินกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ในการดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น   ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวยืนยันว่า ข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นเพียงข้อมูลหน้าบัตรประชาชนเท่านั้น ส่วนข้อมูลเชิงลึกในบัตรประชาชนนั้นไม่ได้หลุดออกไปอย่างแน่นอน เพราะเรามีระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้นอกจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งหากมีเจ้าหน้าที่รายใดที่มีส่วนทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหลออกไป ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mjoP6JNKmbw    

 12,224
สังคม-อาชญากรรม
14 เม.ย. 61

ข้อมูลผู้ใช้บริการ true move h รั่ว! ทั้ง "สำเนาบัตร ปชช.-ใบขับขี่" กสทช.เรียกทรูชี้แจงอังคารหน้า

สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย Niall Merrigan ได้รายงานว่าข้อมูลผู้ใช้บริการ True Move H รั่วไหล โดยข้อมูลเหล่านี้อยู่ในบริการพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ที่ชื่อ "Amazon S3" ที่ไม่ได้มีมาตรการป้องกันเพียงพอ ส่งผลให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดข้อมูลดังกล่าวออกมาได้   ซึ่งข้อมูลที่หลุดออกมามีทั้งไฟล์ภาพ (นามสกุล JPG) และไฟล์เอกสาร (นามสกุล PDF) โดยเป็นไฟล์สแกนสำเนาบัตรประชาชน ใบขับขี่ และพาสปอร์ตของผู้ใช้บริการ ปริมาณข้อมูลที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวมีประมาณ 46,000 ไฟล์ รวมแล้วกว่า 32GB แต่ยังไม่มีการยืนยันจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ   นักวิจัยเผยว่าได้ติดต่อประสานไปยัง True Move H เมื่อต้นเดือน มี.ค. และปัญหานี้ได้รับการแก้ไขเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา   ขณะที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แจ้งกับผู้ใช้งาน True Move H ว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยผู้ใช้ควรตรวจสอบว่าใช้ข้อมูลใดในการลงทะเบียนกับผู้ให้บริการ รวมถึงอาจพิจารณาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีหากเกิดเหตุการณ์ผู้ประสงค์ร้ายนำข้อมูลที่หลุดรั่วออกไปใช้ในการสวมรอยหรือปลอมแปลงตัวบุคคล ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางกฎหมายได้   ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า สำนักงาน กสทช. เรียกให้ทรูมูฟ เอช เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงในวันอังคารที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 9.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช.   โดยเรื่องนี้ ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดไว้ว่า ในเรื่องนี้ผู้กระทำผิดมีโทษตามกฎหมาย หากผู้ประกอบการมีส่วนในความผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และพักใช้ เพิกถอนใบอนุญาต โดย กสทช. เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย   นายฐากรกล่าวว่า ในกรณีนี้ หากเป็นการกระทำโดยเจตนา ทรูมูฟ เอช มีความผิดแน่นอน แต่ทั้งนี้ กสทช. ต้องเรียกทรูมูฟ เอช มาให้ข้อมูลก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สำนักงาน กสทช.ขอตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่นอนก่อน จึงจะดำเนินการต่อไป   “สำนักงาน กสทช. ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าว เนื่องจากกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้บริการ สำนักงานฯจะรีบดำเนินการในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ” นายฐากร กล่าว

 13,071
เศรษฐกิจ
09 เม.ย. 61

ช่วย 4g โดนต้านหนัก! กสทช.ปัดไม่ได้เสนออุ้มทีวีดิจิทัล-ผู้ชนะประมูล4g แต่ผู้ประกอบการไปร้องรัฐบาลเอง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงาน กสทช. ชี้แจงกรณีนักวิชาการและภาคประชาชน มองว่า กสทช. เป็นผู้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ขอขยายเวลาจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 4G ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และอาจทำให้รัฐได้รับความเสียหาย    ข่าวที่เกี่ยวข้อง   โดยนายฐากร ยืนยันว่า กสทช. ไม่ได้เป็นต้นเรื่องเสนอแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นผู้ประกอบการเองที่เสนอเรื่องขอความช่วยเหลือไปยังภาครัฐ ทั้งในกลุ่มของทีวีดิจิทัลและกลุ่มโทรคมนาคม จากนั้นรัฐบาลได้ขอความเห็นจาก กสทช. เพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่ง กสทช. ได้จัดทำความเห็นเสนอกลับไปยังรัฐบาล แยกชัดเจนระหว่างทีวีดิจิทัลและโทรคมนาคม    ซึ่งในรายละเอียดความเห็น กสทช.ต่อเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม ระบุว่า กสทช. ไม่ได้มีอำนาจในการพิจารณาผ่อนผัน หรือให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ และไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้ประกอบการขอผ่อนผันชำระเงินงวดที่ 4 (งวดสุดท้าย) จากที่ต้องชำระเป็นเงินก้อนใหญ่ มาเป็นขอแบ่งจ่าย 7 งวด โดยไม่จ่ายค่าดอกเบี้ย ซึ่งหากรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือก็สามารถทำได้ด้วยการผ่อนผันให้ผู้ประกอบการผ่อนชำระเป็น 3-5 งวดและต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล    พร้อมทั้งชี้แจงว่า กสทช. ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการบนมาตรฐานเดียวกัน ทั้งโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัลเท่านั้น แต่หากภาคประชาชน ประชาสังคม และนักวิชาการไม่เห็นด้วยกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ก็ให้รีบทำหนังสือคัดค้านส่งไปยังรัฐบาล และหากผลการตัดสินใจของรัฐบาลออกมาเป็นอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม 

 2,394
เศรษฐกิจ
09 เม.ย. 61

dtac เรียกร้องประมูลคลื่น 1800 mhz ไม่ใช้ราคาชนะประมูลหนก่อนเป็นขั้นต่ำ-ไม่เอาชุดคลื่นน้อยกว่าผู้ประมูล

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทค ไตรเน็ต ได้ยื่นจดหมายข้อเสนอพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นต่อการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz แก่กสทช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนกฎเกณฑ์การประมูลเดิม    โดยประเด็นสำคัญที่ดีแทคเรียกร้องคือ ไม่ควรกำหนดราคาขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่โดยอิงกับราคาชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เมื่อปี 2558 เนื่องจากเป็นราคาที่สูงผิดปกติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการแข่งประมูลและผู้ที่ชนะประมูล (แจสโมบาย) ไม่สามารถชำระเงินค่าประมูลคลื่นได้ โดยมองว่าการกำหนดราคาขั้นต่ำที่สูงเกินไป จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในคราวนี้จะประสบปัญหาด้านการเงินดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วกับผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ในคราวก่อน   นอกจากนี้เห็นว่าการกำหนดขนาดคลื่นความถี่จำนวน 3 ชุดคลื่นความถี่ ชุดละ 2x15 MHz ไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ เนื่องจากความต้องการใช้คลื่นความถี่ของผู้เข้าร่วมการประมูลแต่ละรายมีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณคลื่นความถี่และย่านความถี่ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ความพร้อมทางการเงิน และแผนการให้บริการ การกำหนดใบอนุญาตขนาด 2x15 MHz จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะมีคลื่นความถี่เหลือจากการประมูลเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การกำหนดใบอนุญาตเป็น 9 ชุดคลื่นความถี่ ชุดละ 2x5 MHz นั้น จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประมูลแต่ละรายสามารถเลือกประมูลคลื่นความถี่ตามความต้องการของตนได้    รวมทั้งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเงื่อนไขการนำคลื่นออกประมูลโดยกำหนดให้จำนวนชุดคลื่นความถี่น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล หรือที่เรียกว่า เงื่อนไข N-1 เพราะเงื่อนไข N-1 จะยิ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่จะนำคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz มาใช้อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0    และจากการที่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ได้ยื่นเรื่องขอผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เมื่อเวลาผ่านมากว่า 2 ปี หลังจากการประมูลคลื่นความถี่ตั้งแต่ปี 2558 นั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับแรงกดดันจากภาระด้านการเงินที่สูงมาก โดยขอให้ กสทช. พิจารณาทบทวนเงื่อนไขการกำหนดงวดและระยะเวลาการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ในอนาคตเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินเกินกว่าที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะแบกรับไหว

 2,916
เศรษฐกิจ
28 มี.ค. 61

คสช.เบรกใช้ ม.44 ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงในที่ประชุม คสช. โดยระบุว่า   คสช.ยังไม่มีมติที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการออกคำสั่งเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ตที่ต้องชำระเงินจำนวนงวดสุดท้ายในปี 2562 เนื่องจากมีหลายหน่วยงานส่งข้อสังเกตทักท้วงเข้ามา อาทิ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ที่ได้ท้วงว่าไม่ควรขยายเวลาให้กับผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพราะอาจเป็นการเอื้อประโยชน์บางราย   ที่ประชุมจึงมอบหมายให้คณะทำงานชุดเล็กของกสทช.ที่มีนายวิษณุ เครืองามเป็นประธานคณะ ไปพิจารณาและจัดทำเอกสารชี้แจงรายละเอียด และตอบคำถามประชาชนหรือทุกฝ่ายที่มีข้อสงสัย แล้วนำเสนอเรื่องกลับเข้ามาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ซึ่งกสทช.จะพยายามชี้แจงให้ข้อมูลที่ดีที่สุด   ทั้งนี้ ที่ประชุมเน้นย้ำว่าขอให้กสทช.ยึดถือประโยชน์ของรัฐและประชาชนให้มากที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชน แต่เป็นเพียงการช่วยเหลือขณะที่รัฐยังคงได้ประโยชน์ ส่วนรายละเอียดขอให้ถามจากนายวิษณุเอง ซึ่งจะมีการเรียกประชุมคณะทำงานในเร็วๆนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/a55OUS7DeNU    

 2,909
เศรษฐกิจ
27 มี.ค. 61

คสช.ยังไม่ตัดสินใจอุ้มทีวีดิจิทัลและผู้ประมูลคลื่น 900 mhz. สั่งหาสาเหตุทำไมราคาประมูลพุ่ง-ทำแล้วขาดทุน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่าการประชุมคสช. ในวันนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และผู้ประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ตามที่ กสทช. เสนอมา โดยให้ไปหามาตรการว่าจะดูแลเศรษฐกิจด้านนี้อย่างไรให้เป็นธรรม โดยยึดตามคำสั่งศาลปกครอง เพราะมีหลายมุมมองทั้งเรื่องของธุรกิจ เรื่องการเยียวยา และความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ   พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  กลับไปพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ รอบด้าน ภายใน 1 สัปดาห์ เพราะการประมูลเกิดขึ้นไปแล้ว ต้องไปดูสาเหตุว่าเหตุใดราคาการประมูลที่ผ่านมาถึงสูงเป็น 6 เท่าและขาดทุนในการประกอบการ

 3,651
เศรษฐกิจ
15 มี.ค. 61

"พักชำระหนี้ 3 ปี-ดอกเบี้ยตาม ธปท.-ช่วยค่าโครงข่าย 50%" กสทช.เตรียมเสนอออก ม.44 อุ้มทีวีดิจิทัล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยหลังการประชุมหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกิจการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมที่มีการเรียกประชุมจากทางรัฐบาลว่า ที่ประชุมมีมติให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลพักชำระหนี้ 3 ปี โดยจ่ายดอกเบี้ยตามอัตรานโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย และให้การสนับสนุนค่าเช่าโครงข่ายภาคพื้นดิน หรือ ค่า MUX ร้อยละไม่เกิน 50 เป็นเวลา 2 ปี   (คลิปข่าวที่เกี่ยวข้อง)   นอกจากนี้ ยังมีแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมที่ประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ทซ คือ AIS และ TRUE ที่จะต้องชำระงวดที่ 4 ในวงเงิน 59,000 ล้านบาทและกว่า 60,000 ล้านบาท โดยให้ชำระปีละ 10,000 ล้านบาทเศษ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งมาตรการ 2 ส่วนนี้จะนำเข้าที่ประชุมครม.-คสช. ภายในวันที่ 27 มี.ค.นี้ เพื่อออกคำสั่งมาตรา 44   ทั้งนี้ ยืนยันผู้ประกอบการดิจิทัลทุกช่องพอใจกับแนวทางช่วยเหลือดังกล่าว   ด้านนายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ย้ำมติการประชุมเป็นที่พอใจของผู้ประกอบการทุกช่อง ซึ่งจากนี้ไปคณะกรรมการกฤษฎีกาจะเป็นผู้ร่างคำสั่งคสช. ส่วนการขอคืนใบอนุญาตไม่มีการพูดคุยในที่ประชุม เป็นเรื่องบังเอิญที่ศาลปกครองกลางที่มีคำพิพากษาออกมาในช่วงนี้ ทั้งนี้ เชื่อว่าในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่พักหนี้ เศรษฐกิจจะดีขึ้น และทีวีอนาล็อกช่อง 3, ช่อง 9, ช่อง 7 จะเข้าสู่ระบบดิจิทัลเต็มตัว และผู้ชมก็จะหันมาติดกล่อง ทำให้คนดูกลับมาดูทีวีดิจิทัลมากขึ้น

 5,526
เศรษฐกิจ
15 มี.ค. 61

บอร์ด กสทช.มีมติชู 3 ประเด็นหลัก ยื่นอุทธรณ์ 'เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล'

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรม กสทช. เปิดเผยผลการประชุมบอร์ด กสทช.ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ กสทช. ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด กรณีศาลปกครองกลางตัดสินให้บริษัท ไทยทีวี จำกัด ชนะคดี สามารถคืนใบอนุญาตประกอบกิจการได้ และ ให้กสทช. จ่ายเงินคืนกว่า 1,500 ล้านบาท โดยจะยื่นอุทธรณ์ใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย   1. ในคำพิพากษา ได้มีการระบุว่า กสทช. ได้เปิดให้เอกชนเข้าร่วมการงาน ซึ่งหมายถึงการให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานคลื่นความถี่ ซึ่งขัดกับเจตนารมย์ และอำนาจของ กสทช. เนื่องจาก กสทช. มีหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ และออกใบอนุญาตประกอบกิจการ เท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ของ กสทช. ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทาน ไปสู่ระบบใบอนุญาต   2. กรณีการขยายโครงข่าย(MUX) ที่บริษัททีวีไทย จำกัด อ้างว่า กสทช. ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา โดยยืนยันว่า มีหลักฐานชัดเจนว่า การขยายโครงข่าย MUX ตั้งแต่แรกเริ่มครอบคลุมพื้นที่ประชากรในสัดส่วน 50% และ มีการขยายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนในปัจจุบันได้เป็นไปตามเงื่อนไข คือครอบคลุม 95% ของพื้นที่ประชากรแล้ว   3.กรณีการจ่ายเงินคืนค่าใบอนุญาตคืน แก่บริษัท ไทยทีวี จำกัด นั้น ต้องชี้แจงว่า ตั้งแต่แรกเริ่ม ผู้ได้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการทั้งหมดอยู่แล้ว แต่การเปิดให้ชำระเป็นรายงวดนั้น เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น   ทั้งนี้จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมาย กสทช. ในการเตรียมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อทำการยื่นอุทธรณ์ ตามกรอบเวลา 30 วัน อย่างไรก็ตามมองว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่บรรทัดฐานให้ทีวีดิจิทัลรายอื่นยื่นฟ้องตาม   ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมกับผู้บริหารทีวีดิจิทัลในวันนี้ (15 มีนาคม 2561) ไม่เกี่ยวกับศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา แต่เป็นการนัดหมายล่วงหน้า และยังไม่สามารถบอกได้ว่าในการหารือพรุ่งนี้จะขอคืนใบอนุญาตได้หรือไม่ แต่จะเป็นแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ซึ่งนายวิษณุ ไม่ตอบว่าจะเป็นการแก้กฎหมายหรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/d7iCQrm1Rak  

 6,625
เศรษฐกิจ
14 มี.ค. 61

จับตาบอร์ดกสทช. จะตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลหรือไม่ หลัง 'เจ๊ติ๋ม' ชนะคดีทีวีดิจิทัล

บอร์ด กสทช. เริ่มประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินการ หลังศาลปกครองกลางตัดสินให้บริษัทไทยทีวี จำกัด ของเจ๊ติ๋มทีวีพูล ชนะคดีสามารถคืนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลได้ จับตาบอร์ดกสทช. จะตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลหรือไม่   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. เลขาธิการ กสทช. จะนำคำตัดสินของศาลปกครองที่ให้บริษัท ไทยทีวี จำกัด เจ้าของสถานีทีวีดิจิทัลช่อง 14 และช่อง 17 ของนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ เจ๊ติ๋มทีวีพูล สามารถคืนใบอนุญาตได้ ไม่ต้องชำระค่าประมูลงวดที่ 3 เป็นต้นไป เนื่องจากได้ยุติการประกอบกิจการแล้ว ให้บอร์ด​ ​กสทช.รับทราบและพิจารณาต่อไป ส่วนจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เป็นอำนาจของบอร์ด กสทช.    อย่างไรก็ตาม นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ส่วนตัวแล้ว เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลปกครอง เพราะเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สามารถคืนคลื่นความถี่ คืนใบอนุญาตได้ เมื่อยุติการประกอบกิจการประกอบกิจการ ขณะเดียวกัน กสทช.ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะผู้รับใบอนุญาตไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจาก กสทช.ได้ เชื่อว่าหลังจากนี้ อาจมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอีกหลายช่อง ขอคืนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลอีก และส่วนตัวจะไม่ยื่นอุทธรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมติบอร์ด กสทช. ส่วนการคืนเงินค่าประมูลตั้งแต่งวดที่ 3-6 นั้น กสทช.ก็คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ วงเงิน 1,364 ล้านบาท ให้กับธนาคารกรุงเทพไป   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 8,196
เศรษฐกิจ
14 มี.ค. 61

'ติ๋ม ทีวีพูล' เฮ! ชนะคดีทีวีดิจิตอลยกแรก ศาลสั่งคืนเงินกว่า 1.5 พันล้าน เลขาธิการ กสทช.แฮปปี้ ช่วยชี้ทางออกให้ทีวีคืนช่อง

ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีระหว่าง บริษัท ไทยทีวี จำกัด ของนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือรู้จักในชื่อ ติ๋ม ทีวีพูล ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่   โดยบริษัท ไทยทีวี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูล 2 ช่องทีวีดิจิทัล ได้แก่ ช่อง Loca และ ช่องไทยทีวี ยื่นฟ้องว่า กสทช. มีคำสั่งตามหนังสือที่ สทช 4010/5495 ลว. 12 ก.พ. 2559 เพิกถอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และประกอบกิจการโทรทัศน์ เลขที่ B1-S20031-0024-57 และ B1-S20031-0017-57 และให้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย   อ้างว่าผู้ฟ้องคดีไม่ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังกล่าวให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนเลิกการประกอบกิจการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้แจ้งยกเลิกใบอนุญาตและยุติการดำเนินการตามใบอนุญาตดังกล่าวไปก่อนแล้ว จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย   ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริษัทไทยทีวี ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เนื่องจาก กสทช. ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ประกาศเชิญชวนไว้ ดังนั้นเมื่อคู่กรณีบอกเลิกสัญญาแล้ว จึงให้ กสทช. คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ ที่ได้วางไว้คืนแก่บริษัทไทยทีวีด้วย ภายใน 60 วันนับแต่คดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นศาลให้ยก   ทั้งนี้ เงินค้ำประกันจากธนาคารกรุงเทพ ที่บริษัทไทยทีวี นำมาวางไว้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ในงวดที่เหลือ 4-6 มูลค่ารวมกว่า 1,075 ล้านบาท   โดยติ๋ม ทีวีพูล กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทไม่ใช่ไม่มีความสามารถในการบริหารธุรกิจ เป็นคนอ่อนแอ หรือไม่มีสายป่าน ขาดทุนแล้วเลิกกิจการ แต่ปัญหาคือสิ่งที่ กสทช.กำหนดมันไม่ได้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจการด้วยซ้ำ ในประวัติการทำธุรกิจมา 30 กว่าปี ยังไม่เคยทำขาดทุนแม้แต่บาทเดียว มาตลอดชีวิต ทำไมจะมองธุรกิจไม่เป็น กลายเป็นคนที่อ่อนแอแล้วแพ้ไปได้ ทั้งที่ความจริงแล้วเรามีความสามารถ เรามีคนเก่ง   การสู้วันนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อประชาชน ซึ่งตอนนี้ช่องอื่น ๆ ก็ลำบากหมด บางคนครอบครัวแตกแยก ถึงขนาดเกือบฆ่าตัวตาย ซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำของ กสทช.ทั้งสิ้นถือว่าเป็นบาปอย่างยิ่ง และแม้ว่า กสทช.ชุดที่อนุมัติเรื่องทีวีดิจิตอลจะพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับผลกรรมนั้น   อย่างไรก็ตามแนวทางจากนี้ บริษัทไทยทีวีจะยื่นอุทธรณ์เพิ่มต่อศาลปกครองสูงสุด กรณีค่าเสียหายที่เกิดขึ้น และค่างวดที่2 ที่ได้ยุติการดำเนินการทีวีดิจิทัลไปแล้ว จึงไม่ควรเป็นหน้าที่ที่จะต้องจ่าย โดยจะยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน จากนี้   ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า พอใจกับคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ต้องขอขอบคุณผู้ประกอบการที่หาทางออกให้ผู้ประกอบการทีวีทุกช่อง ทาง กสทช.มองว่าเป็นหลักการที่ดีที่ผู้ประกอบการที่ต้องการจะคืนใบอนุญาตจะได้มีหลักการในการดำเนินการได้ สำหรับการอุทธรณ์คำวินิจฉัยบอร์ด กสทช.จะพิจารณาอีกครั้ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/69zZ7hZIiE4    

 11,305

Top