ค้นหา :

ผลการค้นหา "มหาวิทยาลัย"

การเมือง
03 ก.พ. 61

จับตา! ขบวนพาเหรดล้อการเมืองงานบอล จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ คสช.ยันไม่ได้ห้ามล้อปมนาฬิกา

บรรยากาศที่บริเวณสนามศุภชลาศัย (สนามกีฬาแห่งชาติ) สถานที่จัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรามศาสตร์ ครั้งที่ 72 ล่าสุดหุ่นล้อการเมืองทั้ง 5 ตัวได้เดินทางมาถึงแล้ว ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย สำหรับขบวนหุ่นล้อการเมืองจะเริ่มเดินในช่วง 14.00 น.เป็นต้นไป     ขณะที่ พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ออกมาชี้แจงกระแสข่าวที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ จะเข้าตรวจหุ่นล้อการเมือง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำงานฟุตบอลประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 ว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบพูดคุยในทุกๆปี เพื่อดูแลพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าไม่แตกต่างจากเดิม และเป็นบรรทัดฐานเดียวกันกับการจัดงานอื่นๆ ที่มีกิจกรรมการแสดงออกต่างๆในทุกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยและขอความร่วมมือให้นำเสนอในมุมมองที่สร้างสรรค์    พร้อมขอให้ระมัดระวังในการแสดงออกเพราะเรื่องบางเรื่องนั้น อาจจะกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสิ่งที่แสดงออกอาจขยายผลนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคม โดยในทุกๆปีก็จะได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาเป็นอย่างดี  ทั้งนี้โฆษกคสช. ยืนยันว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมาตรการการบังคับแต่เป็นเพียงขอความร่วมมือเท่านั้น   ด้าน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้สั่งห้ามใดๆ เป็นเพียงการไปดูแลอำนวยความสงบ รักษาความปลอดภัยเพื่อให้งานจัดไปได้อย่างราบรื่น โดยจะดูเรื่องความปลอดภัย นำเครื่องสแกนวัตถุระเบิด และวัตถุต้องสงสัยมาตั้งไว้ก่อนเดินเข้าพื้นที่อัฒจันทร์ ในสนาม ศุภชลาศัย ซึ่งเรารู้ว่าทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดขบวนพาเหรดล้อการเมือง ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมีขบวนล้อเลียนปัญหาสังคม จึงไม่ใช่เรื่องตื่นตระหนกอย่างใด เพราะคณะกรรมการจัดงานได้มีการตรวจสอบเรื่องหุ่นล้อการเมืองอยู่แล้ว และมีวิจารณญาณในการวิเคราะห์ก่อนที่จะนำออกมาเดินขบวนพาเหรด ยืนยันไม่ได้สั่งห้ามอะไร แต่ขอให้มีความเหมาะสม ดังนั้นขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการห้าม เพราะรู้อยู่ว่าจะมีขบวนพาเหรดล้อการเมือง และสังคมทุกปี ทางเจ้าหน้าที่เพียงดูแลในเรื่องการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้งานนั้นผ่านไปได้ด้วยความราบรื่น   ขณะที่ศาสตราจารย์แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจุดยืนและเสรีภาพทางวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชัดเจนมาโดยตลอด ไม่ได้มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษา กรณีมีข่าวในบางสื่อระบุว่าฝ่ายความมั่นคงได้หารือ กับผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้นักศึกษาไม่ล้อการเมืองในบางประเด็นและไม่ทำหุ่นล้อผู้นำนั้น จึงไม่เป็นความจริง    โดยข้อเท็จจริงที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของชาวธรรมศาสตร์ คือการจัดแสดงในขบวนล้อการเมือง การจัดทำหุ่นในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72 คือการเคารพในคุณค่าของเสรีภาพทางวิชาการและสปิริตแห่งธรรมศาสตร์ที่สะสมมาอย่างยาวนาน และย้ำว่ากิจกรรมจะอยู่บนข้อตกลงอันสำคัญ คือไม่ปิดกั้นความเห็นและกระตุ้นเตือนให้สังคมเห็นปัญหาของสังคมและขบคิดร่วมกัน โดยจะอยู่ในขอบเขตของกฏหมาย สิทธิเสรีภาพการแสดงออกภายใต้รัฐธรรมนูญ   ที่สำคัญตราบใดที่พลังหนุ่มสาวและเยาวชนยังอยู่ในกฎหมาย การจัดแสดงต่างๆย่อมได้รับการคุ้มครองด้วยถือประโยชน์แห่งสาธารณะ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติ เป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่เราชาวธรรมศาสตร์เชื่อมั่นและยึดถือสูงสุด               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/1xq0jO9wmUk

 5,059
สังคม-อาชญากรรม
31 ม.ค. 61

เมื่อ "ประยุทธ์" สั่งเพิ่มทุนอาจารย์วิทยาศาสตร์ แล้วประเทศชาติยังเหลียวแลศาสตร์อื่น...หรือไม่?

          เป็นเรื่องที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ เมื่อมีหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 ส่งตรงถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุข้อสั่งการจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พิจารณาควบคุม ลด หรือไม่ให้เงินอุดหนุนสำหรับสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ หรือจบมาแล้วไม่มีงานทำ ในโครงการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอุดมศึกษาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ทุนพัฒนาอาจารย์” ที่เป็นทุนสำหรับผลิตและพัฒนาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย                ผู้ที่ออกมากล่าวถึงหนังสือฉบับนี้เป็นคนแรกๆ คือผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดแบบ “เอาตลาดเป็นที่ตั้ง” ต้องการเห็นผลทันใจ มองประโยชน์ระยะสั้น ไม่เห็นการลงทุนระยะยาวในการพัฒนาสังคม พร้อมแสดงความเห็นว่า สาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์ อาทิ ปรัชญา วรรณคดี จะได้รับผลกระทบจากข้อสั่งการนี้อย่างหนัก ทั้งที่ยังมีจำเป็นต่อสังคมอยู่     เปิดข้อมูล "ทุนพัฒนาอาจารย์" เน้นปั้นคนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ             ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์สำรวจข้อมูลพบว่า โครงการทุนพัฒนาอาจารย์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้วในหลายรูปแบบ และกำลังจะจบการจัดสรรทุนในรุ่นที่ 2 ทำให้การจัดสรรทุนขาดช่วง แต่สถาบันอุดมศึกษายังมีอาจารย์ที่ต้องได้รับการพัฒนา และต้องมีการผลิตอาจารย์ใหม่ทดแทนอาจารย์ที่จะเกษียณอายุราชการ               สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จึงเสนอให้ทุนพัฒนาอาจารย์ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2580 จำนวน 5,000 ทุน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2559 ได้อนุมัติโครงการดังกล่าวภายใต้งบประมาณ 15,014 ล้านบาท และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 แต่คณะรัฐมนตรีให้ถอนเรื่องกลับไปพิจารณาเพิ่มเติม โดยทุนดังกล่าวมีเป้าหมายจะจัดสรรให้กับผู้ที่จะไปศึกษาในสาขาที่ตอบสนองกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้แก่ 1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, 3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, 4) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, 5) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร, 6) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, 7) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, 8) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, 9) อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 10) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร นั่นหมายถึงสาขาเหล่านี้ก็จะได้รับการส่งเสริมแน่นอน            แต่ในทางกลับกัน ตามข้อมูลที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยช่วงปลายปี 2560 อาชีพที่อาจตกงาน มีทั้งอาชีพด้านวารสารศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ... แล้วสาขาวิชาเหล่านี้จะเป็นสาขาแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการโดนปรับทุนพัฒนาอาจารย์หรือไม่?      ผู้เปิดประเด็นระบุ เน้นวิทยาศาสตร์ได้ แต่อย่าทอดทิ้งศาสตร์อื่น     (ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล)           ทีมข่าวพูดคุยกับผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้ที่ออกมาเปิดประเด็นเกี่ยวกับข้อสั่งการดังกล่าว ซึ่งระบุว่า ถ้ารัฐบาลต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมบางประเภทที่เห็นว่าจำเป็นในอนาคต เช่น ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลก็ควรจะจัดลำดับความสำคัญลงไปในแผนให้ชัดเจน เช่น ต้องมีการส่งไปเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาใดบ้าง ซึ่งอันนี้ทำได้เลยและควรทำด้วย เพื่อจะได้ตอบโจทย์ประเทศ หรือถ้าจะมีการปรับเพิ่มสัดส่วนก็ต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เสียสมดุล แต่ไม่ใช่การบอกว่าหากสาขาไหนจบมาแล้วยังไม่มีงานทำทันทีหรือเป็นคณะที่ไม่ควรมีการผลิตเพิ่มก็ไม่ส่งอาจารย์ไปเรียนเลย               “ถ้าอย่างหลังนี่มันจะเป๋ไง เพราะคุณลองนึก อย่างรัฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์ คือมันไม่ได้จบปุ๊บมันมีตลาดงานเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนน่ะ เพราะคณะวิชาเหล่านี้มันเป็นคณะที่ต้องใช้ความรู้ไปประยุกต์เอาเวลาไปทำงาน ไม่ใช่คณะที่เป็นวิชาชีพชัดเจนเหมือนวิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ซึ่งถามว่าคณะเหล่านี้สำคัญ จำเป็นมั้ย ก็สำคัญและจำเป็น เพราะถ้าเกิดไม่มีการเรียนการสอนอยู่ ก็จะทำให้มหาวิทยาลัยก็ไม่ต่างกับโรงฝึกอาชีพ” ผศ.อรรถพลกล่าว “คุณก็บอกไปเลยให้ชัดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนี่ยคุณจะเน้นอะไร แล้วก็ประกาศจูงใจไปว่ามาเรียนอันนี้กันเพราะมีตำแหน่งอาจารย์จูงใจรองรับอยู่ จะได้มาเป็นกำลังสำคัญในการผลิตบัณฑิตรุ่นต่อไป”             “แต่ตอนนี้นัยยะที่เห็นมันกำกวม ซึ่งเราไม่รู้ไอเดียเบื้องหลังหนังสือชิ้นนี้ไงว่าเขาคุยอะไรกัน แต่พอมันออกมาดื้อๆ แบบนี้มันแปลว่าอะไร มันแปลว่าคณะวิชาที่เขาไม่ได้ผลิตบัณฑิตออกไปตอบโจทย์ตลาด เขาจะไม่สนับสนุนให้คนไปเรียนไหม ถ้าเช่นนั้นมันก็จะมีปัญหาแล้ว เพราะปกติสาขาวิชาเหล่านั้นคนก็จะไม่ได้มีแรงจูงใจในการไปเรียนโท-เอกเองอยู่แล้ว” ผศ.อรรถพลระบุ               เมื่อทีมข่าวถามถึงประโยคที่ ผศ.อรรถพลโพสต์ลงไปในเฟซบุ๊กว่าขณะนี้มหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม ผศ.อรรถพลอธิบายกับเราว่า ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยจำนวนมากอยู่ได้ด้วยการช่วยอุดหนุนเงินรายหัวสำหรับนักศึกษา จนเกิดมีการแย่งผู้เรียนกัน ดังนั้นเมื่อจะจูงใจให้คนมาเรียนจึงมีการเปิดคณะวิชาที่ตลาดกำลังต้องการแรงงานสูง สาขาที่เป็นวิทยาศาสตร์บางสาขา เช่น เคมี, ฟิสิกส์, ชีววิทยา ฯลฯ ก็จะหาคนเรียนยากมาก และหากมีการเทสัดส่วนทุนพัฒนาอาจารย์ไปยังสาขาใดมากเกินไปก็จะทำให้มหาวิทยาลัยแห่ไปเปิดสาขานั้นมากขึ้นไปอีก             “แต่ถามว่าคุณไม่มีอาจารย์จบฟิสิกส์มาเนี่ย คุณจะไปยังไง (หัวเราะ) คือเทคโนโลยีมันต้องมีฐานทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ด้วยถูกรึเปล่า เราจะเรียนอะไรที่มันใช้งานเลย เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ โดยที่ละเลยศาสตร์พื้นฐาน มันก็ไม่สมดุลในมหาวิทยาลัย แล้วก็ทำให้หลายคณะวิชาถูกลดความสำคัญลง แล้วพอคุณไม่ลงทุนในการพัฒนาอาจารย์ในศาสตร์นั้น ศาสตร์ก็จะยิ่งอ่อนแอ” ผศ.อรรถพลระบุ ซึ่งเขายังชี้ด้วยว่า การแห่เปิดสาขาเดียวกันมากๆ ก็ทำให้แรงงานล้นตลาด เช่น 20 ปีที่แล้วมีการแห่มาเรียนนิเทศศาสตร์ ถึงจุดๆ หนึ่งตลาดแรงงานไม่ได้เยอะขนาดนั้น ก็มีคนตกงานจำนวนมาก นี่แสดงว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้มองถึงอนาคต แต่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยการตลาดและไม่รับผิดชอบต่อผู้เรียน                ผศ.อรรถพลยังเสริมว่า การตกงานสำหรับบางสาขาอาชีพไม่ได้ตกจริง แต่ตกเพราะไม่ได้มีตำแหน่งรองรับเป็นรูปธรรม เช่น “เต๋อ-นวพล” ผู้กำกับชื่อดังที่จบสาขาปรัชญา แต่กว่าจะโตตเป็นผู้กำกับที่ได้รับการยอมรับเขาต้องไปเป็นเด็กกองถ่าย ไปทำหนังสั้นสักพักใหญ่ ซึ่งถ้านับช่วงนั้นก็คือเขาตกงาน แต่พอเข้าที่แล้วเขาก็กลายเป็นศิลปินที่มีคนรู้จักและสร้างทุนวัฒนธรรม เป็นตัวแทนประเทศไประดับนานาชาติได้ เป็นต้น ดังนั้นหากคิดว่าจบแล้วต้องได้งานเลยก็จะไม่เข้าใจว่าเรียนมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์แล้วมีประโยชน์อย่างไร เขาย้ำว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่พัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนสร้างความรู้ให้กับสังคม และเป็นสะพานเชื่อมความรู้ระหว่างประเทศไทยกับระดับสากลด้วย     อาจารย์วิทยาศาสตร์ชี้ ควรหาจุดสมดุล ให้ศาสตร์สำคัญอยู่ได้-ประเทศไทยก้าวหน้า              ทีมข่าวไปหาความคิดเห็นอีกด้านกับอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ในคณะที่น่าจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และน่าจะได้รับการส่งเสริมจากทุนพัฒนาอาจารย์มากขึ้น             รศ.เจษฎาระบุว่า ในการปฏิรูปการศึกษา มีการพูดกันมานานแล้วว่าอัตราการผลิตกำลังคนของประเทศไทยไม่ค่อยเหมาะสม เพราะเรามีการผลิตกำลังคนสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ถึงร้อยละ 70 แต่สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงร้อยละ 30 ซึ่งมีความพยายามปรับให้เป็น 50 ต่อ 50 ให้ได้ หรือประเทศที่พัฒนาแล้วหรือเน้นอุตสาหกรรมอาจจะต้องกลับข้างให้เป็นวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีถึงร้อยละ 70 ด้วยซ้ำ แต่ที่ผ่านมาในไทยทำไม่ได้เลย เคยมีความพยายามในการให้ทุนจำพวกที่กำหนดสาขาเลยว่าให้ไปเรียนสาขาใด แต่โครงการดังกล่าวก็กำลังจะถูกยกเลิก ดังนั้นตนจึงไม่แปลกใจที่นายกรัฐมนตรีจะออกแนวคิดที่ต้องการชี้นำไปยังสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า (รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์)               “แต่เรื่องใหญ่ก็คือว่า อย่างจุฬาฯ เองก็พูดประเด็นนี้กันมานานว่า ในสาขาที่แม้จะไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด แต่เป็นสาขาที่มีความสำคัญ แล้วก็มีการเก็บรักษาเอาไว้ แล้วถ้าไม่มีอาจารย์ที่จะมาสอนเนี่ย สุดท้ายหลักสูตรพวกนี้มันก็จะหายไปเลย ตัวอย่างเช่น สาขาที่มีความเป็นมนุษยศาสตร์สูง อย่างเช่นสาขาปรัชญา สาขาทางด้านภาษาที่เป็นภาษาโบราณ สมมติอย่างภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตต่างๆ คือถ้าไม่เก็บคนที่เขามีศักยภาพด้านนี้ไว้ หรือไม่ส่งเสริมให้มีหลักสูตร อยู่ๆ ไปมันจะหายสาบสูญไปเลย ในเชิงของมหาวิทยาลัยเองก็เลยต้องมีการหาสมดุลทั้งสองส่วน คือเพิ่มหลักสูตรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น แต่หลักสูตรทางด้านที่บอกว่าไม่ได้เป็นการสร้างรายได้ แต่มีความจำเป็นต่อวงการการศึกษา ก็ต้องพยายามอนุรักษ์ พยายามส่งเสริมเอาไว้” รศ.เจษฎากล่าว               ทีมข่าวถามถึงความกังวลว่าการที่มีอาจารย์เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มหาวิทยาลัยสามารถเปิดสาขาด้านที่รัฐส่งเสริมได้มากขึ้นและจะได้งบจากการมีนักศึกษาในสาขาเหล่านั้นมากขึ้น แต่สาขาอื่นๆ ที่เหลือจะไม่ถูกเหลียวแลหรือไม่ ผศ.เจษฎามองว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่คำถามคือจะเกิดขึ้นเร็วแค่ไหนและมีผลกระทบรุนแรงเพียงใด แต่โดยส่วนตัวมองว่าการกลับขั้วจนสาขามนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ไม่มีพื้นที่เหลือเลยนั้นยากมาก และการผลักดันสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังต้องพยายามอีกมาก             แล้ววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร? คำตอบที่ได้จากรศ.เจษฎาคือ ขณะนี้ถ้าเทียบแล้วประเทศไทยยังอยู่ในระดับ 2.0 หรือ 3.0 คือประเทศที่ยังใช้แรงงานมีฝีมือ และสินค้าเทคโนโลยีอยู่ ดังนั้นเราต้องสร้างคนที่ไปขับเคลื่อนหรือทำงานกับระบบเหล่านี้ได้              “แต่ถ้าเราจะไปไกลกว่านั้น ที่เราชอบพูดเรื่องประเทศไทย 4.0 หรืออะไรก็ตามเนี่ย ความจริงต้องพูดถึงนวัตกรรม เรื่องการสร้างเทคโนโลยีของตัวเองหรือองค์ความรู้ของตัวเอง เกาหลี สิงคโปร์ไปไกลได้เพราะเขาคิดเอง สร้างเองเยอะ ไม่ได้ซื้ออย่างเดียว ซึ่งบ้านเราตอนนี้มันแทบไม่มีเลย บ้านเราจะเป็นการซื้อ ฉะนั้นถ้าเราไม่สามารถสร้างคนทางสาขานี้ได้ โอกาสที่เราจะเข้าไปสู่ในยุคที่บอกว่าสร้างนวัตกรรมตัวเอง 4.0 เนี่ย มันก็จะต่ำ และรายได้ต่อหัวประชากรก็จะต่ำไปด้วย สมมติถ้าเรายังอยู่ในกรอบเดิมๆ นะ เป็นการใช้แรงงาน ยังไม่สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ เราก็พัฒนาชาติไปแข่งขันกับคนอื่นค่อนข้างลำบาก” รศ.เจษฎาให้ความเห็น               รศ.เจษฎายอมรับว่า ทุกวันนี้มีอาจารย์ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เพียงพอ เพราะสายนี้ใช้สัดส่วนอาจารย์จำนวนมากต่อผู้เรียนที่มีอยู่ เช่น วิชาด้านแพทย์ วิศวกรรม ต้องมีผู้ช่วยสอนด้านปฏิบัติการ และวันนี้การขาดแคลนอาจารย์สาขาเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ ทำให้ไม่สามารถขยายจำนวนผู้เรียนได้ ดังนั้นการเพิ่มปริมาณอาจารย์ให้มากขึ้นและมีคุณภาพขึ้นก็จะช่วยกระตุ้นให้หลักสูตรเปิดมากขึ้นได้ และยังเสริมว่า ถ้าจะทำให้คนสนใจเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น ต้องทำให้เห็นภาพชัดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสาขาที่มีเส้นทางอนาคตค่อนข้างชัด มีรายได้ชัดเจน แล้วก็การศึกษาไม่ใช่จำกัดเฉพาะคนที่เราไปสร้างภาพว่าต้องเก่งมากๆ อีกต่อไป       รมช.ศึกษาธิการยัน ยังให้ความสำคัญทุกด้าน แต่ขอพื้นที่ให้สายวิทยาศาสตร์ ยอมรับประเทศไทย "ไม่เคยวางแผนกำลังคน"   (ศ.นพ.อุดม คชินทร)             และเพื่อหาคำตอบของความกังวลทั้งหมด ทีมข่าวพูดคุยกับ ศ.นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อถามหาคำตอบสำหรับข้อสงสัยและความกังวลที่เกิดขึ้น ศ.นพ.อุดม ยืนยันว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่การไม่ให้ทุนในสายสังคมหรือมนุษยศาสตร์ เพียงแต่เป็นการปรับสัดส่วนใหม่ เพราะประเทศต้องการการพัฒนาและขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันกำลังคนในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขาดแคลนมาก รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าเพื่อให้ประเทศพัฒนาไปได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาสังคมศาสตร์ แค่ต้องการให้สาขาที่ตอบเป้าหมายของประเทศมีเพิ่มขึ้น             “เรายังให้ทุนทุกสาขาเหมือนเดิม แม้แต่สาขาทางวัฒนธรรมเราก็ให้อยู่ เพียงแต่ตอนนี้ส่วนที่มันเกินเนี่ย ถ้าเราดูจำนวนบัณฑิตที่จบตอนนี้ เป็นสายสังคมและมนุษยศาสตร์ถึง 66% เลย เป็นสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแค่ 33% ดังนั้นคนถึงไม่พอ เราก็บอกว่าตอนนี้ขอปรับ ในช่วงที่ประเทศกำลังเดินไปข้างหน้า เพื่อที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้ ในช่วง 5-10 ปีนี้ ขอให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 50%”             อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.อุดมกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลขที่ต้องการให้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50% นั้นเป็นเพียงการประมาณการของตนเท่านั้น ส่วนตัวเลขจริงตนยังรอข้อมูลอยู่ว่าจะเป็นเท่าใด ซึ่งก็ต้องประเมินและปรับเป็นระยะทุก 3-5 ปี เพราะบางสาขาก็จะมีความต้องการน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ อาทิ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ทำงานแทนได้ เป็นต้น                แต่สำหรับความกังวลว่ามหาวิทยาลัยจะไปทุ่มทรัพยากรให้สายวิทยาศาสตร์จนละเลยสาขาอื่นๆ หรือไม่คำนึงถึงตลาดแรงงานที่อาจจะล้นในอนาคต ศ.นพ.อุดมระบุว่า เรื่องการละเลยสาขาอื่นนั้นตนไม่กังวล เพราะอาจารย์ที่อยู่ในสายสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ยังมีการเรียนการสอน มีภาระงานเช่นเดิม และงบประมาณก็ยังต้องได้อยู่              “เป็นไปไม่ได้หรอกที่ผู้บริหารจะไปบรีฟเขา บอกเฮ้ย เราจะตัดนะ ไม่ให้คุณเปิด หรือไปตัดจำนวนเกินความเหมาะสม มันทำไม่ได้อยู่แล้ว มันมี Check and Balance กันอยู่ครับ” ศ.นพ.อุดมกล่าว             ส่วนเรื่องการแห่เปิดจนตลาดแรงงานล้นในอนาคต ศ.นพ.อุดมระบุว่าคิดว่าจะมีแนวปฏิบัติออกไป ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่เคยวางแผนกำลังคนล่วงหน้าเลย ไม่มีใครดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ ตนมองว่ากระทรวงศึกษาธิการหรือกระทรวงการอุดมศึกษาที่จะเกิดขึ้นใหม่ต้องมีหน้าที่วางแผนกำลังคนให้กับประเทศว่าจะมีอาชีพใดเกิดขึ้น ว่าต้องการเท่าไร กี่ปี และต้องทบทวนหลักสูตรเดิมที่มีอยู่กว่า 9,000 หลักสูตรว่าจะปรับการผลิตคนอย่างไร ซึ่งตนให้สกอ.ดำเนินการอยู่ ให้ไปคุยกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรมให้การช่วยประมาณการเรื่องนี้ แม้แต่สาขาที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายก็ต้องมีการควบคุมด้วย             ส่วนข้อกังวลว่าบางสาขาวิชาเรียนจบแล้วอาจไม่เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่สามารถสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว ซึ่งอาจจะถูกละเลย ศ.นพ.อุดมยืนยันว่ายังคงให้ความสำคัญอยู่ เพราะจากทุนทั้งหมดที่มี ได้จัดสรรให้สาขาที่เกี่ยวกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายไปเพียง 70% ของทุนทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังมีอีก 30% ที่จะให้สาขาอื่นๆ ได้ แม้แต่สาขาด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ยังอยู่ในการให้ทุนครั้งนี้ ฉะนั้นยืนยันว่าสาขาอย่างภาพยนตร์หรือวรรณกรรมก็ยังรวมอยู่ในทุนพัฒนาอาจารย์เช่นเดิม              เมื่อถามว่าประเทศไทยขาดแคลนอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือไม่ ศ.นพ.อุดมตอบว่าขาด และตั้งข้อสังเกตว่าทัศนคติของเด็กไทยมีความแปลก เพราะไม่ชอบเรียนสายวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่ไปทางสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่อาจจะเพราะง่ายกว่า, สายวิทยาศาสตร์เห็นเส้นทางอาชีพไม่ชัดเจน รวมถึงค่านิยมของผู้ปกครองที่นิยมให้ลูกหลานเอนทรานซ์ติดให้ได้ไม่ว่าคณะใด ซึ่งอาจทำให้นักเรียนเลือกเรียนบางคณะที่สอบติดได้ง่ายกว่า                 ปิดท้ายกับคำถามที่ ผศ.อรรถพลตั้งไว้ว่า สถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันมุ่งเป็นเครื่องจักรผลิตคนเพื่อสนองตลาดแรงงานเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ศ.นพ.อุดมตอบว่าจริงๆ แล้วอุดมศึกษามีหน้าที่สร้างคนให้มีทักษะ ประสบการณ์สูงขึ้น เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงภาคอุตสาหกรรม แต่ยังหมายถึงภาครัฐ งานวิจัย นโยบายต่างๆ ด้วย ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาเองก็ต้องปรับตัวกับความท้าทาย ทั้งลักษณะของผู้เรียนยุคใหม่ที่ต่างจากอดีต, จำนวนนักศึกษาที่น้อยลง รวมถึงการศึกษาออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ตลอดเวลาและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า             “มหาวิทยาลัยต้องกลับไปดูตัวเองว่าตัวเองเก่งอะไร มีจุดแข็งคืออะไร และต้องสร้างจุดเด่นให้ได้ ต้องหาตัวตนให้เจอ และรักษาไว้ อย่างบางคณะเก่งประวัติศาสตร์ก็ต้องรักษาไว้ ผมยังเชื่อว่าคนก็จะมีความหลากหลาย บางคนอยากเรียนปรัชญา อยากเรียนสังคม อยากเรียนวิทยาศาสตร์ ผมคิดว่าถ้าใครไม่ปรับตัว ไม่ดึงดูดเด็กให้ได้ อันนั้นแหละคือปัญหา” ศ.นพ.อุดมสรุป   ---------------------------------------------------------             แม้ว่ายังมีความกังวลในแนวทางปฏิบัติ แต่หลักการที่แขกรับเชิญทั้งสามท่านของเราเห็นพ้องต้องกัน คือการ “รักษาสมดุล” ทางวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ ที่มีอยู่ ไปพร้อมๆ กับการ “เสริมจุดเน้น” ในสาขาที่เป็นที่ต้องการและเป็นสาขาสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทุกฝ่ายคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเพิ่มความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะนำไปสู่การเพิ่มกำลังคนเพื่อมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และจะทำอย่างไรให้วิชาการในแขนงต่างๆ ยังคงถูกรักษาและพัฒนาต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้   (ภาพประกอบ : ช่อง 3 - มติชน)  

 9,813
บันเทิง
30 ม.ค. 61

กระชุ่มกระชวยกันหน่อย! 'หนุ่มจุฬา-ธรรมศาสตร์' กระชับมิตร ประชันหล่อ ก่อนคิกออฟงานบอลประเพณี

ใกล้เข้าช่วงเทศกาลงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์ โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 72 ซึ่งนอกจากจะมีการดวลแข้งกันระหว่าง 2 มหาวิทยาลัยเพื่อกระชับมิตรสร้างความสามัคคีแล้ว ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาระหว่างสองสถาบันมากมายเพื่อสร้างสีสันให้กับงาน และยังรวมไปถึง 2 แฟนเพจรวมหนุ่มหล่อของสองมหาวิทยาลัย Chula Cute Boy และ TU Sexy Boy ที่จับมือเฉพาะกิจยกทัพหนุ่มๆพี่น้องจาก‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ มาประชันความหล่อต้อนรับงานฟุตบอลประเพณีฯ ของสองสถาบัน ซ้อมเป็นกองเชียร์อุ่นเครื่องก่อนการแข่งขันสักหน่อย โดยหนุ่มๆ จุฬาฯ ขอพกความน่ารักสดใส ยิ้มหวานจนใจละลาย อาทิ พอร์ช - ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ ปี 4 , มิวซ์ - ณัฐวิทย์ ผิวงาม คณะเภสัชศาสตร์ ปี 2 , บอน์น - มนภัทร เตชะกำพุ บัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี และ ฟลุ๊ค - คณิน สมศิริวัฒนา เฟรชชี่หน้าใสจากคณะแพทยศาสตร์ ปี 1 ทางด้านหนุ่มๆฝั่ง ธรรมศาสตร์ ก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มความหล่อ เท่ สมาร์ท มาคว้าใจสาวๆ ไม่ว่าจะเป็น เกรท - สพล อัศวมั่นคง และ แก๊ป - กิตติชัช เตชาหัวสิงห์ สองหนุ่มบัณฑิตจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) , ต้นน้ำ- เปี่ยมชล ดำรงสุนทรชัย จากคณะนิติศาสตร์ ปี 3 และ ริว - วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ หนุ่มเฟรชชี่ดีกรีนักกีฬาเทเบิลเทนนิสเยาวชนทีมชาติ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ปี 1 สำหรับ งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 72  ซึ่งปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สนามศุภชลาศัย ภายใต้ธีม "Our Rise ปลุกสปิริตให้สังคม'' เพื่อกระตุ้นให้เกิดความกล้าในกลุ่มนิสิตนักศึกษา ปลุกพลังจิตสาธารณะทำประโยชน์เพื่อสังคม เปลี่ยนแปลงนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยจะสะท้อนแนวความคิดผ่านขบวนพาเหรด การเชียร์ การแปรอักษร รวมทั้งการแสดง และกิจกรรมต่างๆ อีกด้วย   Chula Cute Boy พอร์ช - ศิฑา กาญจนอลงกรณ์ (IG: pporschep) คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 4 มิวซ์ - ณัฐวิทย์ ผิวงาม (IG: mmmmmmmuse) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 2 บอน์น - มนภัทร เตชะกำพุ (IG: bonnne) บัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี จุฬาฯ  ฟลุ๊ค - คณิน สมศิริวัฒนา (IG: flukeamy) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 1   TU Sexy Boy เกรท - สพล อัศวมั่นคง (IG : grtsp) บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มธ. แก๊ป - กิตติชัช เตชาหัวสิงห์ (IG : kittigap) บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มธ. ต้นน้ำ- เปี่ยมชล ดำรงสุนทรชัย (IG : tonnaaam) คณะนิติศาสตร์ มธ. ชั้นปีที่ 3 ริว - วชิรวิชญ์ อรัญธนวงศ์ (IG : ryu_vachirawich) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ชั้นปีที่ 1   ภาพจาก www.facebook.com/TUSexyBoy www.facebook.com/ChulaCuteBoy

 22,360
ข่าวภูมิภาค
26 ธ.ค. 60

แพทย์ มช. ผ่าตัดสาววัย 19 ป่วยมะเร็งกระดูกรอดชีวิตได้สำเร็จ แม้เหลือครึ่งตัว

แพทย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงผลสำเร็จการผ่าตัดผู้ป่วยให้เหลือครึ่งตัว สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งกระดูก โดยได้ทำการผ่าตัดสำเร็จเป็นเด็กหญิง อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งได้รับการผ่าตัดจนเหลือครึ่งตัว ครั้งแรกนั้นทางครอบครัวก็เกิดความลังเล แต่เนื่องจากเห็นว่าลูกสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด ปัจจุบันแม้ว่าจะเหลือครึ่งตัวแต่กำลังใจของผู้ป่วยที่ได้รับจากครอบครัวดีมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่เกิดความย่อท้อแต่อย่างใด   โดยนางสาวสุทธิดา จ่อแก้ว หรือ น้องเอิง อายุ 19 ปี ผู้ป่วยชาว จ.เชียงราย เปิดเผยความรู้สึกหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็งกระดูก ว่าตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งขั้นรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาโดยด่วน จึงถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จึงได้เข้ารับการรักษาตามขั้นตอนจึงได้รู้ว่าตนเองต้องตัดขาทั้งสองข้างออก   จึงเข้ารับการผ่าตัดเพราะคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปสำหรับตนถือว่าดีที่สุดแล้ว จะได้อยู่กับครอบครัว เพราะมีกำลังใจสำคัญในการอยากให้มีชีวิตอยู่ต่อ ในช่วงที่รับการรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัดนั้น มีอาการอาเจียน ไม่สามารถกินข้าวหรือดื่มน้ำได้ แต่ต้องพยายามกินให้ได้มากที่สุดพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยมีคุณแม่คอยดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยที่ระหว่างการรักษานั้นไม่รู้สึกท้อแท้เพราะเชื่อว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปแล้วเราก็จะหาย   ซึ่งหลังจากผ่าตัดมา ช่วงแรกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องให้แม่ช่วยก่อน แต่หลังจากได้รับการส่งตัวไปฝึกแล้วก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น ขึ้นรถเข็นเองได้ เปลี่ยนเสื้อผ้าเองได้ อาบน้ำล้างหน้าเอง ทานข้าวเองได้ และอยากฝากถึงคนที่มีอาการหรือกำลังจะเข้ารับการรักษานั้น ถ้าเริ่มมีการหรือรู้สึกเจ็บ ควรจะพบแพทย์ จะได้รักษาอย่างทันท่วงที อย่ากลัวที่จะได้รับการรักษา ถ้าได้แต่กลัวก็จะไม่หาย พยายามอย่าท้อ ถึงแม้จะทรมานในช่วงที่ได้ฉีดมอร์ฟีน หรือได้รับคีโม แต่ก็ผ่านพ้นไปแล้วจะทำให้หายจากโรคนี้ และมีชีวิตอยู่ต่อไป   เพราะแพทย์สมัยนี้เก่งมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยรักษายังไงก็หาย หนูมีความเชื่อมั่นในตัวแพทย์ว่าสามารถทำให้หายจากโรคร้ายนี้ได้ และหนูคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปสำหรับหนูถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะกำลังใจที่สำคัญในการอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอยากฟื้นตัวจากการผ่าตัด คือ ครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างกันตลอดเวลา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bYed9cnDY5s    

 44,207
สังคม-อาชญากรรม
20 พ.ย. 60

จับแล้ว มือปืนยิงหนุ่มตายคา ม.มหานคร สารภาพเกิดปมแค้นส่วนตัวเรื่องชู้สาว

ความคืบหน้าในการติดตามจับคนร้ายที่ดักยิงนายสมยศ เสือเย๊ะ อายุ 45 ปี อาชีพพนักงานขับรถส่งของ ของบริษัทออฟฟิศเมท จำกัด ภายในหมาวิทยาลัยมหานคร จนนายสมยศ เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ   ล่าสุดญาติได้นำตัวคนร้ายเข้ามอบตัวแล้ว โดยผู้ต้องหาอ้างว่าโกรธแค้นเรื่องส่วนตัว ภายในครอบครัวเนื่องจากเป็นคู่เขยกัน จากปมชู้สาว ก่อนวางแผนนำปืนไปดักรอ ก่อนเปิดฉากยิงใส่ จากนั้นนำปืน .38 ที่ก่อเหตุไปโยนแม่น้ำเจ้าพระยา และหลบหนีไปบ้านญาติ จ.สิงห์บุรี ก่อนจะให้ญาติพามอบตัวดังกล่าว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BgZA7cH3xSM    

 7,326
สังคม-อาชญากรรม
19 พ.ย. 60

คนร้ายก่อเหตุยิงพนักงานส่งของดับคามหาวิทยาลัยมอบตัวแล้ว ตร.เตรียมส่งตัวเข้ากทม.

พนักงานสอบสวน สน.หนองจอก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เข้าตรวจสอบสภาพผู้เสียชีวิตบริเวณหลังอาคาร IST ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ถ.เชื่อมสัมพันธ์ หลังได้รับแจ้งเหตุพบศพ นายสมยศ เสือเย๊ะ อายุ 45 ปี นอนเสียชีวิตในลักษณะนอนหงาย มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน โดยที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนขนาดจุด 22 จำนวน 1 นัด   สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์เผยว่า ผู้ตายได้ขับรถกระบะซึ่งเป็นรถบริษัทแห่งหนึ่ง เข้ามาจอดรถในมหาวิทยาลัย ก่อนมีชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ เดินถือถุงเข้ามาหาผู้เสียชีวิต ก่อนชักปืนยิงบริเวณดังกล่าว และหลบหนีไป ขณะญาติของผู้เสียชีวิตสงสัยเป็นปมชู้สาวที่ทางผู้เสียชีวิตมีปัญหาอยู่    เจ้าหน้าที่ตำรวจ เผยว่า เบื้องต้นสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยผู้ก่อเหตุได้เข้ามอบตัวในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้้งนี้เตรียมนำตัวเข้ากรุงเทพฯ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบปากคำ                  ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/shOMyp0ImEU

 7,286
ต่างประเทศ
08 พ.ย. 60

อีกแล้ว! มือปืนบุกกราดยิงใกล้มหาวิทยาลัยในรัฐเซาท์แคโรไลนาของสหรัฐฯ ยังจับผู้ก่อเหตุไม่ได้

ตำรวจยังคงตามหามือปืนที่ก่อเหตุกราดยิงใกล้มหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา หลังจากมีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างร้อยหนึ่งรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว   เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้ข้อมูลกับสำนักข่าวเอพีว่า เหตุกราดยิงนี้เกิดขึ้นในช่วงเที่ยงวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับกลางดึกวันนี้ (8 พ.ย.) ตามเวลาไทย ที่อพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดกับที่ตั้งของมหาวิทยาลัย และผู้บาดเจ็บรายดังกล่าวถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่แขน ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ยังไม่มีรายงานว่าจับกุมผู้ก่อเหตุได้   USC Upstate says suspect is wearing grey hoodie. Neighbor here says he heard 4-5 shots, saw man run through his apartment breezeway. pic.twitter.com/qdWKNH7h1E — Daniel J. Gross (@DanieljGross) November 7, 2017   ด้านมหาวิทยาลัยดังกล่าวซึ่งมีนักศึกษาปริญญาตรีเรียนอยู่กว่า 5,600 คน ออกแถลงการณ์ผ่านทวิตเตอร์เตือนว่ามีเหตุกราดยิง พร้อมทั้งแจ้งว่ามี 4 อาคารถูกปิดล็อกทันทีเพื่อป้องกันเหตุร้าย ซึ่งภายหลังเมื่อเหตุการณ์สงบก็ได้กลับมาเปิดใช้งานอาคารดังกล่าวอีกครั้ง   เหตุกราดยิงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 1 เดือน ก่อนหน้านี้คือเหตุกราดยิงที่งานแสดงดนตรีในลาสเวกัส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 58 คนและบาดเจ็บร่วม 500 คน และเหตุกราดยิงที่โบสถ์ในเท็กซัส ที่คร่าชีวิตผู้คนไป 26 รายเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดเสียงเรียกร้องอย่างหนักให้มีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบรับใดๆ โดยมองว่าเป็นปัญหาที่ตัวบุคคลมากกว่าอาวุธปืน   ข่าว-ภาพ : The Independent

 1,972
กีฬา
26 ก.ย. 60

'แหลม ศรีสะเกษ' สวมเครื่องแบบติดยศ ส.ต.ต. มหาวิทยาลัยใจดีให้ทุน 'น้องเก๋' เรียน ป.ตรีด้วยกัน

เจ้าแหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น แชมป์โลกรุ่นซุปเปอร์ฟลายเวท สภามวยโลก แต่งเครื่องแบบตำรวจ เข้าพบกับ พล.ต.ต.สุระเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ศรีสะเกษ เพื่อรายงานตัวเข้าประดับยศ ส.ต.ต. ซึ่ง พล.ต.ต.สุระเดช ได้ทำการประดับยศ ส.ต.ต.ให้กับเจ้าแหลม ท่ามกลางความยินดีของพ่อแม่ญาติพี่น้องและน้องเก๋แฟนสาว ที่มาร่วมพิธีกันอย่างคึกคัก โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทุกนายของตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษมาร่วมพิธีครั้งนี้   ซึ่ง ส.ต.ต.วิศักดิ์ศิลป์ วังเอก ได้วันทยาหัต พล.ต.ต.สุระเดช แต่ว่าทำยังไม่ถูกต้อง ซึ่ง พล.ต.ต. สุระเดช ได้จัดท่าทางที่ถูกต้องให้กับแชมป์โลกอย่างเป็นกันเอง พร้อมสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาว่า ให้ ส.ต.ต.วิศักดิ์ศิลป์ ให้ป้องกันแชมป์โลกให้ได้นานที่สุดเพื่อให้เข็มขัดแชมป์โลกอยู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน   ขณะที่คณะอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนาศรีสะเกษ ได้จัดงานต้อนรับ เจ้าแหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เนื่องจากว่าเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยและเพิ่งกลับมาจากการป้องกันแชมป์โลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ให้กับ น้องเก๋ แฟนของแชมป์โลก เพื่อให้มาเรียนหนังสือด้วยกันจนจนระดับปริญญาตรีทั้ง 2 คนอีกด้วย   ส่วนฤกษ์การแต่งงานนั้น แหลม ศรีสะเกษ ระบุจะให้พ่อแม่ไปหาฤกษ์ให้ โดยจะจัดพิธีแต่งงานภายในปีนี้ หลังจากออกพรรษาแล้ว สถานที่จัดพิธีแต่งงานจะจัดที่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านเกิด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uLTvldfzsvM      

 20,339
ปากท้องร้องทุกข์
08 ก.ย. 60

แม่ค้าข้าวโดน นศ.แสบ แอบอ้างสำเนาบัตร ปชช. ไปค้ำประกันเงินกู้ กยศ. โดนทวงเงินกว่า 2 แสน

เชียงราย-หญิงอายุ 54 ปี โชว์หมายศาลธัญบุรี ระบุว่าเป็นผู้ค้ำประกันให้กับ นายสิทธิพงศ์ อนันตภูมิ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เรื่อง กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ) เมื่อปี พ.ศ.2549 และ พ.ศ. 2550 จากได้รับหมายศาล ได้ไปลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันกับการกู้เงินครั้งนี้ เป็นเงิน 212,831.49 บาท ดอกเบี้ย 83,492.20 บาท ซึ่งยันว่ายังไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ซึ่งทำให้ตนเองเสียหาย และตนเองไม่รู้จักกับนายสิทธิพงศ์ อนันตภูมิ มาก่อน   โดยผู้เสียหายคาดว่าเอกสารที่หลุดไปนั้นน่าจะมาจากที่ตนเองและสามี ซึ่งมีบ้านอยู่ตรงตลาดฟ้าไทย ด้านหน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ช่วงปี 2548 ได้เปิดร้านขายอาหารตามสั่ง จากนั้นได้มีเด็กมหาลัยแม่ฟ้าหลวง มาสั่งข้าวกล่องไปทำกิจกรรมรับน้องปี 1 และได้อ้างว่าจะต้องไปเบิกเงินกับสำนักกิจการนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยมาจ่าย โดยต้องใช้สำเนาบัตรเจ้าของร้านข้าวไปทำเรื่องเบิก ซึ่งก็ได้ให้เอกสารไป และไม่ได้คิดอะไรเพราะเห็นว่าเป็นเด็กนักศึกษา ซึ่งอดีตไม่เคยทราบว่าจะต้องมีการขีดคร่อมว่าเพื่อเอาไปเบิกเงินค่าข้าว จึงได้มอบเอกสารสำเนาไปพร้อมเซ็นสำเนาถูกต้องให้ เพราะคิดว่าเป็นนักศึกษาไม่ได้คิดว่าต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า เวลาผ่านไป 11 ปี ถึงมาทราบเรื่องที่ได้มีบุคคลอื่น นำเอกสารไปปลอมแปลงในการค้ำประกันเงินกู้ของ กยศ.   ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง ในเรื่องการกู้เงิน กยศ. ของ พบว่ายังมีการลงชื่อคู่สมรสชื่อว่าเป็น นายสมาน รักสัตย์ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนลายเซ็น ทางตำรวจดูแล้วก็ให้ความเห็นว่า นายสิทธิพงศ์ อนันตภูมิ กดเอาจากลายมือชื่อที่สำเนาบัตรประชาชนแม่ มีส่วนคล้ายแต่ไม่เหมือน   อน่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลได้นัดมาเพื่อรับฟังคำสั่งฟ้อง ซึ่งทางครอบครัวก็ได้ให้น้องที่รู้จักกันซึ่งเป็นทนายช่วยเดินเรื่องให้ ซึ่งปรากฎว่าผู้กู้เงินไม่ได้เดินทางมาศาล ดังนั้นทางครอบครัวจึงลงความเห็นกันว่า เพื่อความถูกต้องจะขอต่อสู้ให้ถึงที่สุด เพราะไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการค้ำประกันครั้งนี้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0J2UYp_-aLM

 10,083
ข่าวภูมิภาค
07 ก.ย. 60

ตามหาคนใจบาป ให้ลูกชิ้นผสมยาเบื่อ ทำหมาตายเกลื่อน 40 ตัวใน ม.ดังชุมพร

ดร.นิพัทธ์  มณีโชติ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ นำหลักฐานภาพถ่ายสุนัขถูกวางยาเบื่อจำนวนหลายตัวเข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.ปะทิว จ.ชุมพร   โดยปกติ สจล.ชุมพร จะมีสุนัขทั้งตัวผู้ตัวเมียและลูกๆของมันอาศัยอยู่กว่า 40 ตัว แต่หลังจากสถาบันฯ เปิดเทอมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าสุนัขทั้งหมดหายไป พบว่าถูกวางยาเบื่อตายช่วงที่สถาบันฯปิดเทอมวันละ 3-5 ตัว บางตัวปากยังมีลูกชิ้นที่ใส่ยาเบื่อคาอยู่ นักศึกษาได้ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐานด้วย และปัจจุบันยังพบมีซากสุนัขจำนวนหนึ่งที่ถูกวางยาเบื่อหนีไปตายอยู่ตามพงหญ้าริมถนนและในร่องน้ำตามจุดต่างๆภายในสถาบันฯ   ซึ่งที่ผ่านมาจะมีอาจารย์และนักศึกษาที่รักสัตว์คอยดูแลให้อาหารมันและได้ให้ปศุสัตว์อำเภอปะทิวมาฉีดยาป้องกันโรคสุนัขบ้าและทำหมันทุกตัวเพื่อเป็นการคุมกำเนิด ไม่ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งคนและสุนัขก็อยู่กันปกติสุขดีไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครทุกคนรักและเอ็นดูสงสารมัน ตอนนี้เหลือสุนัขอยู่ราว 5 ตัว ได้มีอาจารย์และนักศึกษาพาไปเลี้ยงไว้ในที่ปลอดภัยเนื่องจากหากปล่อยไว้ในสถาบันก็จะถูกวางยาเบื่อตามอย่างแน่นอน ซึ่งตนได้นำหลักฐานทั้งหมดมอบให้กับตำรวจเพื่อสอบสวนหามาตรกรใจโหดที่วางยาเบื่อฆาตกรรมใจอำมหิตฆ่าหมู่สุนัขทั้งหมดแล้ว   นอกจากนี้บรรดานักศึกษา อาจารย์ และชาวบ้านที่รอบๆสถาบันฯต่างให้ข้อมูลในแนวทางเดียวกันว่า พบเห็นสุนัขทยอยถูกวางยาเบื่อด้วยลูกชิ้นกระเสือกกระสนวิ่งหนีตายอยู่ภายในสถาบันฯและวิ่งออกมาตายบริเวณหน้าบ้านของชาวบ้านวันละ 3-5 ตัว ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นภาพที่หดหู่ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก   ด้าน จนท.ได้ลงพื้นสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อตรวจสอบหาหลักฐาน เบื้องต้นพบซากสุนัขที่ถูกยาเบื่อตายประมาณ 3 สัปดาห์อยู่ในร่องริมถนนภายในสถาบันฯ 1 ตัว ชื่อส้ม อายุ 2 ปี และที่ใกล้ทางเข้าอีก 1 ตัว ทั้ง 2 ตัว มีสภาพเน่าแห้งกรัง เหลือแต่หนังและโครงกระดูก ตายมาแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์  จึงตรวจพิสูจน์ซากและบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PqJ3-ESn_UA    

 2,441
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.ย. 60

แฉอีก ราชภัฎสวนสุนันทา ให้ปี 1 ซ้อมเชียร์จนขาช้ำ อธิการบดีจี้ถามรุ่นพี่ เกิดปัญหาทุกปี ทำไมประเพณียังไม่หมดไป

จากกรณี นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาจิตรกรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ทำโทษน้องด้วยการกอดคอลุกนั่ง พร้อมกับมีคลิปภาพรุ่นพี่ปี 2 ใช้เท้าเตะน้องปี 1 พร้อมเสียงรุ่นพี่ตะโกนถามน้องว่า “ขอโทษเป็นอย่างเดียวหรือ พี่เป็นเพื่อนเล่นหรือ” จนคลิปดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ จนกระทั่งทางมหาวิทยาลัย มีคำสั่งพักการเรียนนักศึกษาปี 2 ที่เตะรุ่นน้องเป็นเวลา 1 ภาคเรียน พร้อมสั่งทำภาคทัณฑ์นักศึกษาปี 2 อีก 15 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย   ล่าสุดนักศึกษาชั้นปี 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกจิตรกรรม ที่ถูกรุ่นพี่เตะในคลิป เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 4 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงกิจกรรมรับน้อง ตนและเพื่อนประมาณ 4 คน มาเข้ากิจกรรมช้า และทำผิดกฎของสาขา คือ ไม่ส่งงาน และยังแอบไปสูบบุหรี่ รุ่นพี่จึงทำโทษ โดยสอบถามความสมัครใจว่าจะให้ทำโทษวิธีไหน เพื่อนในสาขาก็เลือกวิธีการลุกนั่ง เพราะเมื่อนักศึกษาปี 1 ทำผิดกฎจะต้องรับผิดชอบร่วมกันทุกคน   ระหว่างนั้นรุ่นพี่ที่อยู่ในคลิป ซึ่งปกติสนิทสนมกับตน ก็ถามตนว่า ทำผิดกฎจริงหรือไม่ แต่ตนปฏิเสธ ไม่กล้าบอกความจริง รุ่นพี่คนดังกล่าวโมโห เลยเตะที่บั้นท้ายตน 1 ที  ตอนที่โดนเตะ ตนไม่ได้โกรธรุ่นพี่แม้แต่น้อย กลับรู้สึกผิด และคิดว่าต่อไปจะต้องไม่โกหกอีก   นอกจากนี้เหตุการณ์หลังจากการทำโทษ รุ่นพี่ก็ยังนำน้ำ นำยามาดูแลปี 1 พร้อมทั้งขอโทษน้องๆทุกคนด้วย โดยส่วนตัวตนไม่ทราบว่าคนที่นำคลิปมาปล่อย มีจุดประสงค์อะไร เพราะรุ่นน้องเอง ก็ไม่มีใครโกรธ หรือติดใจจะเอาเรื่องกับรุ่นพี่   อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ ในเพจ “รับน้องสร้างสรรค์ระดับพระกาฬ” ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากคณะศิลปกรรมศาสตร์แล้ว ยังมีคณะอื่นๆของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนสุนันทา ที่มีการทำกิจกรรมรับน้องไม่เหมาะสม จนน้องได้รับบาดเจ็บ   โดยเพจดังกล่าว ได้โพสต์ภาพขาของนักศึกษาปี 1 ที่มีรอยช้ำแดงเป็นวงขนาดใหญ่ พร้อมภาพการสนทนาผ่านข้อความ facebook ซึ่งระบุว่า ภาพนี้เป็นเหตุการณ์ในคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาเทคโนโลยีความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ที่สั่งให้น้องซ้อมบูม ซ้อมเชียร์ จนรุ่นน้องขาช้ำดังที่ปรากฎในรูป โดยตลอดการซ้อมยังใช้คำพูดรุนแรงกดดันน้อง บอกว่าใครสมัครใจไม่เอารุ่น ไม่เอาระบบโซตัส ก็สามารถทำได้ แต่คงจะใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยยาก ตอนฝึกงานก็คงจะลำบาก เพราะไม่เอารุ่นพี่   วานนี้(31 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวไปสอบถามกับ รศ.ดร. ฤาเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เปิดเผยว่า เพิ่งจะเห็นภาพดังกล่าวจากโลกออนไลน์ คิดว่าน่าจะเปิดจากการให้เด็กปี 1 ใช้มือตบตักตัวเองเป็นจังหวะตอนซ้อมเชียร์ ตบจนกระทั่งขาช้ำ ซึ่งกรณีนี้ ตนก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดรุ่นน้องจึงไม่ลุกขึ้นมาบอก หรือแจ้งรุ่นพี่ ปล่อยให้ตัวเองขาช้ำแดงขนาดนั้นได้อย่างไร   รศ.ดร.ฤาเดช บอกอีกว่า กิจกรรมรับน้องมีปัญหาเป็นประจำทุกปี มีนักศึกษาปี 1 ไม่พอใจ หรือไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมต่างๆ แต่สุดท้ายประเพณีเหล่านี้ก็ยังไม่หายไป ทั้งที่นักศึกษาปี 1 ที่ขึ้นมาเป็น ปี 2 สามารถเปลี่ยนแปลงกิจกรรมต่างๆได้ หากไม่ชอบก็ไม่ควรทำต่อ แต่เมื่อไปถามนักศึกษา ก็จะได้คำตอบว่า ใช้วิธีกดดันใช้คำพูดรุนแรง เพื่อให้น้องๆรัก และสามัคคีกัน และเป็นสิ่งทำสืบทอดกันมาทุกปี   อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ฤาเดชบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นประเพณี หรือมีจุดประสงค์อะไรก็ตาม หากทำให้รุ่นน้องได้รับบาดเจ็บ ก็จะต้องมีการสอบสวน มีมาตรการลงโทษทั้งหมด ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะดำเนินการให้ครบทุกกรณีที่มีการร้องเรียน   ในขณะที่ตัวแทนนักศึกษาปี 1 ก็เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้รับทราบข่าวการรับน้องที่รุนแรง ของหลายๆสาขาในมหาวิทยาลัย ส่วนตัวมองว่ารุ่นน้องก็ต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาโต้แย้ง กับกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง เพราะจุดประสงค์ของการรับน้อง ทำให้พี่น้องรักกัน ไม่ใช่สร้างความแตกแยก  รวมทั้งมหาวิทยาลัยเองก็น่าจะมีมาตรการในการป้องกันเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ให้เกิดขึ้นอีก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/l42OwvGoaxA  

 8,108
แชร์ออฟเดอะเดย์
31 ส.ค. 60

แฉรับน้องสวนสุนันทาโหด เฟรชชี่โดนรุ่นพี่เตะ อธิการบดีสั่งสอบ ยันลงโทษสูงสุด พักการเรียนถือว่าเบาไป

เพจ Social Hunter โพสต์คลิปกิจกรรมรับน้อง คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ราชภัฎสวนสุนันทา พบมีพฤติกรรมสุดโหด รุ่นพี่ปี 2 เตะทำร้ายรุ่นน้อง มีการพูดต่อว่าด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่รุนแรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการแฉว่าทางรุ่นพี่ได้ออกกฎ บังคับรุ่นน้องต่างๆนานา อาทิ   1.ชายต้องสกินเฮดเท่านั้น 2.หญิงต้องรวมผมตึงเป๊ะ ไม่งั้นเจอซ่อม 3.ห้ามใส่เครื่องประดับทุกชนิด หน้าก็ห้ามแต่ง ต้องมาให้ทันเคารพธงชาติ 8.00 ไม่งั้นโดนซ่อมกอดคอ ลุก-นั่ง 100 รอบทุกคน 4.ผู้หญิงห้ามไปไหน มาไหนคนเดียว ต้องมีผู้ชายตามประกบตลอด 5.ห้ามคุยกับคณะอื่นๆเด็ดขาด แม้แต่เพื่อนก็ตาม 6.กินของก็ต้องกินร่วมกัน อย่างลูกอมต้องอม 30 คน แค่เม็ดเดียว อมวนกันไป ไม่สบายกันมาแล้วเป็นกลุ่ม   ซึ่งหากไม่เข้าระบบ จะถูกห้ามคนในคณะคบหรือพูดคุย ห้ามใช้สิ่งของที่เป็นส่วนกลางของคณะ และโดนบีบทั้งการเรียน กิจกรรม   ด้าน รศ.ดร.ฤาเดช เกิดวิชัยอธิการบดี ม.ราชภัฎสวนสุนันทา ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาจิตรกรรม จากการสอบถามรุ่นพี่ระบุเป็นแนวปฏิบัติที่สืบต่อกันมาของคณะ ที่ทำไปในคลิปเป็นอารมณ์ชั่ววูบ ทั้งนี้ได้สั่งพักการเรียนรุ่นพี่คนที่เตะแล้ว ส่วนอีก 15 คนที่เหลือถูกลงทัณฑ์บน ห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้อง   อธิการบดีบอกอีกว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องเมื่อ 3 วันที่แล้ว โดยมีผู้ปกครองส่งคลิปวิดีโอดังกล่าวมาให้ ซึ่งการทำกิจกรรมของกลุ่มคนในคลิป ตนยืนยันว่าไม่ใช่การรับน้อง แต่เป็นการลักลอบทำกิจกรรม เพราะทำการในห้องที่ปิดมิดชิด และไม่ให้บุคคลภายนอกเห็น ซึ่งหลังจากตนทราบเรื่องก็ยังไม่มีนักศึกษาปี 1 ที่ถูกทำร้าย มาพบหรือร้องเรียนแต่อย่างใด   ส่วนการลงโทษที่ทางคณะมีการสั่งพักการเรียน รุ่นพี่ที่เป็นคนเตะ และลงทัณฑ์บนรุ่นพี่ที่เหลืออีก 15 คนนั้น ตนมองว่าเป็นโทษที่เบาไป เพราะเรื่องดังกล่าวตนมองว่า มันรุนแรงเกินไป ต้องใช้กฎระเบียบของมหาลัยในการลงโทษขั้นสูงสุด ซึ่งคนที่ลงมือทำร้ายต้องโดนลงโทษหนักที่สุด ส่วนคนอื่นๆก็ต้องโดนลงโทษลดหลั่นกันตามมา ทั้งนี้ตนมองว่าผู้หญิงที่ตะโกนอยู่ในคลิปก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว ตนมองว่าในการทำกิจกรรมครั้งนี้ต้องมีคนอื่นๆอีก ไม่ใช่แค่ 16 คนนี้   ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยได้เคยเกิดเหตุรับน้องที่รุนแรงถึง 2 ครั้ง คือ การเต้นเพลงกล้วยทับที่มีท่าทางล่อแหลม และการหยดน้ำตาเทียนลงที่ข้อมือ จนมาครั้งนี้ทางมหาลัยจะมีการดำเนินการอย่างไร อธิการบดี บอกว่า สองครั้งที่ผ่านมา เกิดจากการที่สนุกและการแสดงความรัก ซึ่งตนยอมรับว่าตอนนั้น ตนผิด แต่ครั้งนี้มันรุงแรงเกินไป หลังจากนี้ก็จะมีการเข้มงวดมากยิ่งขึ้น   ส่วนประเด็นที่มีการเปิดเผยว่าคณะดังกล่าวมี ประเพณีที่ผู้ชายต้องตัดผมสกินเฮด หรือลักษณะคล้ายโกนหัว อธิการบดี บอกว่า ตนกำลังดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่ เพราะตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบังคับให้ตัดผม แต่ก็ดันก็เกิดเรื่องคลิปนี้ขึ้นเสียก่อน   ทีมข่าวได้พูดคุยกับนักศึกษาปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เห็นด้วยที่กระทำรุนแรงกับรุ่นน้อง ที่สำคัญการรับน้องก็มีกฎระเบียบที่ต้องกระทำตาม ซึ่งหากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นกับตน ตนก็คงจะต้องบอกอาจารย์   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Q891YghODfs    

 19,254
สังคม-อาชญากรรม
22 ส.ค. 60

จ่อยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอมหาวิทยาลัยยกเลิก เปิด-ปิดเทอมตามอาเซียน

ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) เตรียมยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยควรกลับไปเปิดปิดภาคเรียนแบบเดิม คือ เดือนมิถุนายนของทุกปี เนื่องจากการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียนนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยในหลายๆ ด้าน อีกทั้งการเปิดปิดภาคเรียนตามอาเซียน ไม่มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/94Vevu4NKoY  

 7,494
แชร์ออฟเดอะเดย์
21 ส.ค. 60

เปิดใจ นศ.สาว ม.ดังถูกรุ่นพี่ลวนลาม ลั่นต้องต่อสู้ ไม่ขอนิ่งเงียบ ชี้คนทำผิดสิน่าอาย

จากกรณีที่นักศึกษาสาว ม.ดัง โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเรื่องราวหลังถูกรุ่นพี่นักศึกษาล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาแจ้งเรื่องไปยังทางมหาวิทยาลัยให้พิจารณาโทษรุ่นพี่คนดังกล่าว เพื่อทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง พร้อมให้กำลังใจเหยื่อที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันให้ออกมาต่อสู้ ไม่ต้องเกรงกลัวหรือต้องยอมปล่อยให้เรื่องเงียบ โดยที่คนผิดยังลอยนวล   ล่าสุดทาง นศ.สาวคนดังกล่าวได้เปิดใจกับทีมข่าว โดยประสงค์จะเปิดเผยชื่อและหน้าตาคือ น.ส.ธารารัตน์ ปัญญา โดยเธอระบุว่าตนไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้กระทำเรื่องอับอาย ถ้ามัวแต่อับอายไม่ต่อสู้ ก็จะเกิดเรื่องเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างจากหลายคนเลือกที่ไม่ออกมาเปิดเผย เพราะความอับอาย ชี้คนที่ทำผิดต่างหากที่ต้องอาย อย่างไรก็ตามแม้การเปิดเผยเรื่องราวเช่นนี้ จะถูกตั้งคำถามกับทางสังคม และถูกมองในแง่ลบ แต่คนรอบข้างได้แก่ ครอบครัว เพื่อน มหาวิทยาลัย ต่างเข้าใจก็ทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้   ส่วนประเด็นที่รุ่นพี่คนดังกล่าวเมาหรือไม่ หรือการแต่งกายของตนแบบไหน ก็ไม่ใช่เหตุผลในการลวนลามหากไม่ใช่การยินยอม แม้ทางรุ่นพี่จะให้เหตุผลว่าเพิ่งเลิกกับแฟนก็ตาม และไม่ควรเป็นฝ่ายตนที่ต้องไม่ได้แบกรับความรู้สึกแย่ๆ โดยหลังเกิดเหตุตนได้เลือกที่จะแจ้งให้ทางมหาวิทยาลัยทราบ เพื่อมีบทลงโทษทางวินัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้มีการลงโทษออกมาแล้ว หากผู้กระทำผิดยังศึกษาอยู่ ก็จะสั่งพักการศึกษา 1 ภาคการศึกษา และสั่งบำเพ็ญประโยชน์ แต่หากสำเร็จการศึกษาแล้วก็จะพักการเสนอขออนุมัติรับปริญญา 1 ภาคการศึกษา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dWHy82TLocA

 62,290
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ก.ค. 60

เรียกสอบรุ่นพี่รับน้องสุดแหวะ ป้อนฟักทองบดผสมปลาร้า-เทนมราดตัว นศ.ชายให้เพื่อนเลีย

เพจแหม่มโพธิ์ดำ ได้เผยแพร่คลิป ที่รุ่นพี่ได้จัดกิจกรรมรับน้อง มีลักษณะเป็นพื้นดินโคลน มีการปิดตารุ่นน้อง ให้ตะโกนแนะนำตัว จากนั้นรุ่นพี่ได้ปาสิ่งหนึ่ง มีลักษณะเละคล้ายอุจจาระ เข้าปากรุ่นน้อง สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว อีกทั้งยังมีระบุในเรื่องของความสะอาด ว่าอาจจะไม่ถูกหลักอนามัย ในกรรมวิธีการทำ รวมถึงเชื้อโรคเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ที่อาจทำให้ท้องเสีย หรือบางคนที่อาจจะแพ้อาหาร ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้   ในเวลาต่อมามีรายงานว่า สิ่งที่มีลักษณะคล้ายอุจจาระนั้น แท้ที่จริงแล้ว เป็นฟักทองบด ผสมกับน้ำปลาร้า เศษผักรวม ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างข่าวที่ออกไป แต่จากภาพที่รุ่นพี่ส่งมากให้ดูนั้นพบว่า เศษผักรวมนั้นมีลักษณะคล้ายกับผักที่พ่อค้าแม่ค้าเด็ดทิ้ง เพื่อตกแต่งผักให้สวยงาม และบางภาพที่เป็นการปรุงอาหารก็ดูไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ข้อความกันออกไปเป็นจำนวนมาก ถึงความไม่เหมาะสม และเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหาร     พร้อมกันนี้ยังได้มีการโพสต์ท้าทายกันระหว่างผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่บอกว่าตนเองเป็นคนทำฟักทองผสมน้ำปลาร้าและเศษผักให้รุ่นน้องรับประทานเอง ซึ่งน้องก็กินได้ ไม่เคยมีใครตายจากการกินอาหารแบบนี้ ซึ่งหลังจากที่มีการโพสต์โต้ตอบกัน ก็ปรากฏว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเป็นรุ่นพี่ในคณะ ได้ปิดเฟซไปแล้วเพราะทนต่อกระแสโจมตีของสังคมไม่ไหว   จากการตรวจสอบพบว่าเหตุดังกล่าวเกิดในคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ซึ่งต่อมาทางเพจ ANTI SOTUS ได้มีการเผยแพร่คลิประบุว่าเป็นการรับน้องของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่รุ่นพี่ใช้นมข้นหวานเทราดบนนมของรุ่นน้อง แล้วให้รุ่นน้องอีกคนเลียหัวนม ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างมากกับการกระทำดังกล่าว   ด้านนายวุฒิพล ฉัตรจรัสกูล รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับทราบข้อมูลแล้ว ซึ่งยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง และได้ให้คณบดีของแต่ละคณะ เรียกรุ่นพี่มาสอบถามข้อเท็จจริง จากภาพที่ออกไปก็ยอมรับว่าเป็นความคึกคะนองของรุ่นพี่ เพราะว่ามีหลักฐานชัดเจน เด็กไปแอบจัดกิจกรรมกันใต้ตึก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้มีการออกหนังสือควบคุมดูแลในเรื่องการรับน้องเอาไว้แล้วในหลักการ แต่ในทางปฏิบัติบางทีไปแอบจัดกิจกรรมกัน ตอนเช้าใส่บาตร ตอนบ่ายไปแอบรับน้องกัน ซึ่งทางอาจารย์ก็คิดว่าเด็กกลับไปหมดแล้ว ตรงนี้ก็ต้องมาสอบสวนกันต่อไป ส่วนบทลงโทษก็ต้องให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยวินัยนักศึกษา      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1gERRWEfWGI    

 18,315

Top