ค้นหา :

ผลการค้นหา "ชัยนาท"

ข่าวภูมิภาค
20 ก.พ. 62

ยายวัย 70 ปี โรคประจำตัวกำเริบ ช็อกดับคาศาลาวัด หลังทำบุญวันมาฆบูชา

ชัยนาท-มีผู้ที่เสียชีวิตที่ศาลาการเปรียญ วัดโพธิ์ภาวนาราม หมู่ 5 ต.บ้านกล้วย อ.เมืองชัยนาท ที่เกิดเหตุพบ ศพนางประพิม รอดสำเภา อายุ 70 ปี นอนเสียชีวิตอยู่หน้าศาลาการเปรียญของวัด หลังจากที่ชาวบ้านทำบุญวันพระใหญ่ วันมาฆบูชา   จากการชันสูตรพลิกศพ ไม่พบร่อยรอยการถูกทำร้าย มือเท้ามีอาการเกร็ง ทางญาติไม่ติดใจในสาเหตุการตายจึงนำศพส่งมอบเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคมะเร็งกระดูกและโรคฝี คาดว่าอาการน่าจะกำเริบ จนเกิดอาการช็อกและชักเกร็ง จนเป็นเหตุดังกล่าว   ด้านผู้อยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ตอน 7 โมงเช้า ตนมาเจอกับผู้ตายปั่นจักรยานมาที่หน้าศาลา เพราะทุกวันพระตนและผู้ตายจะมาเจอกันที่วัดทุกครั้ง แต่วันนี้ผู้ตายบ่นว่าแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก คนที่อยู่ในวัดก็มาช่วยกันบีบนวด ให้ดมยาดม จากนั้นก็ฟุบล้มลง จึงรีบไปดูก็พบว่าไม่หายใจแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PqFKNQ3uctw

 1,323
ข่าวภูมิภาค
19 ก.พ. 62

สลดรับวันพระใหญ่ ยายวัย 70 เสียชีวิตคาศาลาวัด หลังบ่นแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก

วันที่ 19 ก.พ. 62 เมื่อเวลา 08.30 น. ร.ต.อ.ชาตรี ปัดถา รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองชัยนาท รับแจ้งเหตุมีผู้ที่เสียชีวิต ที่ศาลาการเปรียญ วัดโพธิ์ภาวนาราม หมู่ 5 ต.บ้านกล้วย อ.เมืองชัยนาท รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท และแพทย์เวรโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร   ที่เกิดเหตุพบ ศพนางประพิม รอดสำเภา อายุ 70 ปี ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีกากี กางเกงขาสามส่วนกรมท่า นอนเสียชีวิตอยู่หน้าศาลาการเปรียญของวัด หลังจากที่ชาวบ้านทำบุญวันพระใหญ่ วันมาฆบูชา จากการชันสูตร ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย มือเท้ามีอาการเกร็ง ทางญาติไม่ติดใจในสาเหตุการตายจึงนำศพส่งมอบเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป    จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายมีโรคประจำตัวเป็นโรคมะเร็งกระดูกและโรคฝี คาดว่าอาการน่าจะกำเริบ จนเกิดอาการช็อค ชักเกร็ง จนเป็นเหตุดังกล่าว   ด้านผู้อยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ตอน 7 โมงเช้า ตนมาเจอกับผู้ตาย ที่หน้าศาลา ปั่นจักรยานมาที่หน้าศาลา เพราะทุกวันพระ ตนและผู้ตายจะมาเจอกันที่วัดทุกครั้ง เพื่อรออาหารที่ชาวบ้านมาทำบุญตักบาตร ถวายพระเสร็จจะเหลืออาหารเยอะ ก็จะมานำกลับไปกินกับคนในครอบครัว แต่วันนี้ผู้ตาย บ่นว่าแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก คนที่อยู่ในวัดก็มาช่วยกันบีบนวด ให้ดมยาดม จากนั้นก็ฟุบล้มลง จึงรีบไปดู ก็พบว่าไม่หายใจแล้ว    

 4,295
ข่าวภูมิภาค
17 ก.พ. 62

ระทึก! นาทีกู้ภัยชาร์จตัวช่วยชีวิตสาวจะกระโดดเขื่อนเจ้าพระยา พบเป็นโรคซึมเศร้า-เพิ่งทะเลาะกับพ่อแม่

ชัยนาท-เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งมีคนจะกระโดดเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา ที่เกิดเหตุพบหญิงสาวทราบชื่อ นุจรี หรือน้องโบว์ ยืนอยู่นอกรั้วกั้นกลางตัวเขื่อน ด้านท้ายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา เป็นจุดที่มีน้ำไหลเชี่ยวยืนร้องไห้คร่ำครวญ ตะโกนหวีดร้องไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเร่งประสานงานเพื่อให้การช่วยเหลือ   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เขื่อนเจ้าพระยาได้ปิดประตูระบายน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลเชี่ยวลง และมีการวางแผนจะชาร์จตัว โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร และญาติ ๆ มาพูดเกลี้ยกล่อมตลอดเวลา หญิงสาวก็ยังร้องตะโกนหวีดร้องอยู่ประมาณ 30 นาที แม่ของน้องโบว์ก็ได้เดินทางมาถึง ขณะน้องโบว์ยืนนิ่งไม่หันหลังมาดูแม่ เจ้าหน้าที่โดดข้ามรั้วกั้นคว้าตัวน้องโบว์กลับเข้ามาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ทำการชาร์จตัวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย   พนักงานกู้ชีพเทศบาลตำบลบางหลวง เล่าว่า ตอนแรกยังไม่ได้รับคำสั่งว่าจะให้เข้าชาร์จตัว สอบถามเบื้องต้นทราบว่าเป็นโรคซึมเศร้า ทะเลาะกับพ่อแม่มา ทำร้ายพ่อแม่ แล้วขับรถจักรยานยนต์ออกมาที่เขื่อนเจ้าพระยาจะโดดท้ายเขื่อน จึงประสานกับสารวัตร และท่านนายกฯ เทศบาลตำบลบางหลวง ว่าจะทำอย่างไรดี   ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ทหารพูดคุยด้วย ผมสังเกตอาการว่าเขาไม่มีการหันหลังกลับมาเลย จึงคุยกับนายกเทศบาลตำบลบางหลวง ว่าจะเอาอย่างไรดี นายกบอกว่าถ้าเขาไม่หันกลับมาก็ชาร์จเลย พอดีจังหวะแม่เขามา พอแม่เข้ามาถึงเขามีร้องหวีด ช่วงเสี้ยววินาทีตัดสินใจกระโดดข้ามราวเหล็ก ล็อกตัวไว้ได้ ขณะที่มีเซฟตี้มัดตัวไว้ตอนเจ้าหน้าที่ดึงทำให้หลังกระแทกกับราวเหล็ก บาดเจ็บไม่มากยังไหว อาชีพผมเป็นอาชีพที่ช่วยชีวิตคนอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์นี้ใหญ่สุดเท่าที่เคยทำงานมา           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/kOdWeafJvrY

 1,069
ข่าวภูมิภาค
03 ก.พ. 62

ชายวัย 58 เสียชีวิตในศาลากลางหมู่บ้าน 10 วัน ไม่มีใครเห็น คาดหนาวตาย

วันที่ 3 ก.พ. 62 เมื่อเวลา 09.30 น. ร.ต.อ.วิเชียร เสนาพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.หนองมะโมง ได้รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตในศาลากลางหมู่บ้าน บ้านหนองชุมสาย หมู่ 2 กุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท จึงรุดไปที่เกิดเหตุ พร้อม ร.ต.ท.วิโรจน์ อุ่นจันทร์ รอง สวป.สภ.หนองมะโมง แจ้งอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู และแพทย์เวรโรงพยาบาลหนองมะโมง เข้าตรวจสอบและชันสูตรพลิกศพ    ที่เกิดเหตุเป็นศาลากลางหมู่บ้าน ภายในมีกระสอบปุ๋ยชีวภาพวางเรียงราย และส่วนอีกด้านหนึ่งมีร่างผู้เสียชีวิตนอนหงาย สภาพศพแห้งจนหนังติดกระดูก ขาและแขนขวาห้อยลงจากแท่นปูน ซึ่งเป็นที่นอน สภาพสวมเสื้อยืดลายน้ำเงินขาว สวมทับด้วยเสื้อแจ๊คเก็ตแขนยาวสีดำ ไม่สวมกางเกง ทราบชื่อนายลัน อายุ 58 ปี คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วกว่า 10 วัน ญาติไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิตส่งมอบศพ เพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อไป   นายเฉลียว อินทร์เกียรติ กำนันตำบลกุดจอก เล่าว่า มีชาวบ้านโทรศัพท์ไปแจ้งว่านายลันเสียชีวิตในศาลากลางหมู่บ้าน ไม่มีใครสงสัยแต่ไม่เห็นแกมาหลายวันแล้ว น่าจะ 10 กว่าวันแล้ว ปกติจะเห็นเดินอยู่แถวหมู่ 2 หมู่ 4 ถือถุงใบหนึ่งเก็บขยะ ใครจ้างไปทำงานอะไรก็ทำ    ที่นายลันต้องมาอยู่ที่นี่เพราะไม่สามารถอยู่กับพี่น้องตัวเองได้ จึงอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้าน ไม่นานก็ให้ย้ายมาอยู่ที่ศาลากลางหมู่บ้านคนเดียวเวลาเจ็บป่วย หรืออากาศหนาวเย็นไม่มีเสื้อผ้า หรือผ้าห่มที่เพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้อากาศหนาวมากร่างกายอาจทนไม่ไหวทำให้เสียชีวิตได้      

 7,654
การเมือง
29 ม.ค. 62

'สุเทพ' ลงพื้นที่ชัยนาท เมินคนชูป้ายต้าน บอกเจอมาแล้วทุกจังหวัด

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)พร้อมสมาชิกพรรคและว่าที่ผู้สมัคร ลงพื้นที่ จ.ชัยนาท ลงพื้นที่เดินคารวะแผ่นดิน พบปะประชาชน พ่อค้า แม่ค้า   ซึ่งระหว่างที่นายสุเทพและคณะเดินอยู่นั้น มีชายหนุ่มมายืนชูป้ายเขียนข้อความ “อย่าดูถูก ประชาชน” แต่นายสุเทพไม่สนใจ นายสุเทพกล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่มีอยู่คนเดียวที่มาชูป้ายไม่ต้อนรับเป็นเรื่องธรรมดา เจออย่างนี้มาทุกจังหวัด เข้าใจดีมีคนไม่เห็นด้วยบ้าง ทั้งนี้เป้าหมายของพรรคต้องการ ส.ส. 50-60 คน เพื่อให้มีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gOT2VQ6MAPI

 2,040
การเมือง
28 ม.ค. 62

หนุ่มชูป้าย ‘อย่าดูถูกประชาชน’ ใส่ ‘สุเทพ’ กลางตลาดชัยนาท เผย เจอมาทุกจังหวัด มีคนไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องธรรมดา

วันที่ 28 ม.ค. 62 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคพลังประชาชาติไทย พร้อมด้วยสมาชิกพรรค และนายสกณภัทร เรืองคุ้ม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 จ.ชัยนาท ลงพื้นที่เดินคารวะแผ่นดิน ในตลาดภาษีซุง อ.เมือง จ.ชัยนาท เพื่อพบปะพี่น้อง ประชาชน พ่อค้า แม่ค้าในพื้นที่ เชิญชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้ประชาชนนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ    โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ พร้อมเข้ามอบพวงมาลัยคล้องคอเพื่อเป็นกำลังใจให้ และขอถ่ายรูปกับนายสุเทพ ในระหว่างที่เดินคารวะพี่น้องประชาชน ก็มีชายหนุ่มมายืนชูป้าย แสดงข้อความ ‘อย่าดูถูกประชาชน’ พร้อมกับส่งเสียงเรียกนายสุเทพ    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ ได้พบปะพี่น้องประชาชนชัยนาทตั้งแต่เมื่อวาน มีการต้อนรับเป็นอย่างดี เดินตามห้องแถวในเขตเทศบาลเมืองชัยนาท พี่น้องให้การต้อนรับดีมาก วันนี้เข้ามาเดินในตลาดภาษีซุงก็มีการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่มีอยู่คนเดียวที่มาชูป้ายไม่ต้อนรับก็เป็นเรื่องธรรมดา ผมเจออย่างนี้มาทุกจังหวัด ก็เข้าใจดี ได้เจอคน 1,500 คน 2,000 คน 2,500 คน จะมีคนไม่เห็นด้วยบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา    จากคำพูดที่พูดกันจนติดปากว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” มันทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกในสังคม ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะต้องทำให้รังเกียจคนรวย คนรวยเยอะๆ ยิ่งดี แต่หน้าที่ของนักการเมือง พรรคการเมือง ต้องดูแลประชาชนให้มีชีวิตที่ดี คือดูแลคนที่ยังมีฐานะไม่แข็งแรง ให้จนถึงเขาสามารถอยู่ได้ในระดับพอเพียง ตามแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ นั่นคือปัญหา ภาระ หน้าที่ ที่นักการเมือง พรรคการเมืองต้องคิดไม่ใช่แค่พูดเป็นวาทกรรมเฉยๆ    พรรครวมพลังประชาชาติไทย มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน หน้าที่ของเราคือดูแลแก้ไขปัญหาประชาชน วันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรามุ่งแก้เศรษฐกิจของชาวบ้านให้ชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้น และมีรายจ่ายน้อยลง อะไรที่รัฐแบ่งเบาได้ ให้แบ่งเบาไป เพื่อให้เขามีเงินเหลือ ถ้าประชาชนมีเงินเหลือก็จะพอจับจ่ายใช้สอยได้ ตลาดร้านค้าจะไปได้ นี่คือเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ เศรษฐศาสตร์ชาวบ้านแม่ค้าเขาสอนผมเอง    เป้าหมายของผม ต้องการ ส.ส.สัก 50-60 คน การที่มีผู้แทนราษฎร 50-60 คน ในสภาจะสามารถผลักดันแนวนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนได้ ระหว่างจำนวน ส.ส.50คนขึ้นไป เรามีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีได้ ฉะนั้นอำนาจต่อรองจะสูง    งานนี้ผมไม่ได้เป็น ส.ส.และไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งแรกที่จะทำสำหรับพรรครวมพลังประชาชาติไทย คือการยกระดับรายได้ของประชาชน ที่เป็นเกษตรกรและ ผู้ใช้แรงงาน ขอฝากพี่น้องประชาชนชัยนาท และประชาชนทั่วประเทศว่า บ้านเมืองเป็นของเราประชาชนเป็นผู้ชี้อนาคตของประเทศ เราสามัคคีกันคราวนี้พาประเทศพ้นวิกฤตคราวนี้ไปได้ผมเชื่อมั่นว่าประเทศจะเจริญรุ่งเรืองภายใต้ร่วมพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว  

 6,614
ข่าวภูมิภาค
23 ม.ค. 62

ออกหมายจับแล้ว หนุ่มหื่นมุดมุ้ง ใช้เชือกรัดคอสาวหวังข่มขืน

จากกรณี นางเอ อายุ 36 ปี ถูกชายที่เป็นเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันพยายามข่มขืน โดยใช้เชือกรัดคอ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 14 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา เบื้องต้น ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางน้ำสาคร เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ แต่อยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำตัวคนผิดมาลงโทษ เพราะผู้ก่อเหตุยังวนเวียนซุ่มดูอยู่ในป่าข้างบ้านทุกวัน แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้านั้น   ความคืบหน้าวันที่ 23 ม.ค.62 พ.ต.อ.อารักษ์ สมถวิล ผกก.สภ.หางน้ำสารคร อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีที่ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า การที่จะจับกุมตัวผู้ต้องหาโดยทันที ไม่สามารถทำได้ ต้องจับตามหมายจับของศาล เพราะฉะนั้นอาจจะไม่รวดเร็ว ทันใจ ทำให้พี่น้องและญาติผู้เสียหายไม่พอใจ ตามขั้นตอนต้องขออนุมัติขอหมายศาล เพื่อออกหมายจับ การรวบรวมพยานหลักฐานต้องใช้เวลาสักเล็กน้อย ต้องทำให้รัดกุมมากที่สุด เพราะขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน    ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจปักใจเชื่อแล้วว่าผู้ต้องหาคนนี้ เป็นผู้กระทำความผิด ทางศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาชื่อนายพรรษา รามนันท์ อายุ 24 ปี แล้วเมื่อวานนี้ (22 ม.ค.62)   ขั้นตอนต่อไป ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนออกติดตามตัว โดยทราบมาว่าผู้ต้องหาหลบหนีออกจากพื้นที่แล้ว ทางฝ่ายสืบสวนจะเร่งติดตามผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้เร็วที่    ส่วนข้อหาที่แจ้งไป 2 ข้อหา คือ 1.บุกรุกในเคหะสถานเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย และ 2.พยายามทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับเรื่องข้อหาอนาจาร ทางเจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติมหลังจับตัวผู้ต้องหาได้และจะทำการแจ้งข้อหาเพิ่ม     ข่าวที่เกี่ยวข้อง เพื่อนบ้านหื่นย่องเข้าหาสาวชัยนาท ใช้เชือกรัดคอหวังข่มขืน สู้สุดชีวิตดิ้นหลุดมาได้ ผวายังแอบซุ่มมองทุกวัน    

 2,560
ข่าวภูมิภาค
22 ม.ค. 62

เพื่อนบ้านหื่นย่องเข้าหาสาวชัยนาท ใช้เชือกรัดคอหวังข่มขืน สู้สุดชีวิตดิ้นหลุดมาได้ ผวายังแอบซุ่มมองทุกวัน

ชัยนาท-ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นางสาว เอ (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ชาวบ้าน ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ ว่าถูกเพื่อนบ้านเป็นชายอายุ 25 ปี แอบเข้ามาบริเวณชั้นล่างของบ้าน พยายามปลุกปล้ำและใช้เชือกรัดคอหวังข่มขืน แต่ตนสู้สุดชีวิตจนดิ้นหลุดได้ ก่อนที่คนร้ายจะวิ่งหนีออกจากบ้านไป ซึ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ของวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา   ผู้เสียหายเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุออกไปทำธุระนอกบ้าน โดยไม่ได้ล็อกประตูบ้าน เมื่อกลับมาก็กางมุ้งนอนกับลูกสาวอายุ 8 ขวบตามปกติ โดยไม่รู้ว่าชายคนดังกล่าวแอบเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในบ้าน กระทั่งตนเองเคลิ้มหลับไป แต่ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อมีแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือมาส่องที่หน้า และมีผู้ชายนั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ใส่ถุงมือแล้วนำมือมาปิดปากไม่ให้ร้อง ตนขัดขืนดิ้นต่อสู้ภายในมุ้ง ก่อนที่คนร้ายจะพยายามใช้เชือกมารัดที่คอเป็นรอยแดง บาดเจ็บบริเวณคาง ปากบวม   ผ่านไปประมาณ 5 นาที ตนสามารถดิ้นหลุดดึงหมวกไอ้โม่งของคนร้ายออก ซึ่งเป็นจังหวะที่ลูกสาวตื่นขึ้นมาร้องไห้ด้วยความกลัว คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งไปเปิดไฟหนีออกทางประตูหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ตนจำได้แม่นยำว่าชายคนดังกล่าวคือ นายษา หนุ่มในหมู่บ้าน ที่เพิ่งพ้นโทษคดีลักทรัพย์ออกมายังไม่ถึง 3 เดือน อีกทั้งคนร้ายยังทำมือถือตกไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับเชือกสีแดงที่พยายามรัดคอ ซึ่งตัดมาจากจุดที่คนร้ายไปซุ่มอยู่ป่าข้างบ้าน   ผู้เสียหายกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดเหตุนายษา ได้ไปสอบถามเพื่อนบ้านว่าสามีของตนอยู่บ้านหรือไม่ จากนั้นช่วงค่ำได้ไปซื้อถุงมือที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ที่หลังบ้าน นำแม่กุญแจล็อคประตูห้องนอนแม่ของตน แล้วคนร้ายก็เก็บลูกกุญแจไว้ก่อนอาศัยจังหวะที่ทุกคนนอนหลับลงมือก่อเหตุดังกล่าว   “หลังเกิดเหตุตนไปแจ้งความที่ สภ.หางน้ำสาคร ผ่านไป 1 อาทิตย์ ยังจับคนร้ายไม่ได้ทั้งที่รู้ตัว และตนเองก็ยืนยันว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว ขณะที่คนร้ายยังคงวนเวียนมาซุ่มมองตนและครอบครัวอยู่บริเวณป่าข้างบ้านแทบทุกวัน ทำให้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ทุกวันนี้ต้องอยู่กันอย่างหวาดผวาจนไม่เป็นอันทำมาหากิน นอนไม่ค่อยหลับ ต้องนำไฟฉายและมีดดายหญ้ามาวางไว้ข้างที่นอนเพื่อป้องกันตัว กลัวย้อนกลับมาก่อเหตุอีก ชาวบ้านละแวกนั้นก็พากันหวาดกลัวไปหมด”   ด้านนางถนอม โพธิ์เกิด แม่ของผู้เสียหาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตอนเกิดเหตุตนนอนหลับอยู่ในห้องไม่ได้ยินเสียงอะไร หลังจากที่คนร้ายหนีออกจากบ้านไปแล้ว ลูกสาวไปยืนเรียกหน้าห้องนอนบอกว่า "แม่มีคนเข้าบ้านมันจะข่มขืนหนู" แต่ตนออกจากห้องไม่ได้เพราะคนร้ายล็อคกุญแจด้านนอกไว้ จึงพยายามผลักประตูออกมา รู้สึกแค้นและกลัวอย่างมาก ปกตินายษา ก็มานั่งพูดคุยกับลูกชายของตนที่บ้านบ่อยครั้ง ไม่คาดคิดว่าคนที่รู้จักกันจะกล้าก่อเหตุแบบนี้ วอนเจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวมาลงโทษตามกฎหมาย   ด้านนายวสันต์ ทองกลัด แฟนหนุ่มของผู้เสียหาย ระบุว่า วันเกิดเหตุตนทำงานอยู่กรุงเทพฯ พอแฟนโทรมาบอกก็รีบกลับบ้านทันทีเพราะเป็นห่วงกลัวถูกทำร้ายอีก เพราะที่บ้านอยู่ด้วยกัน 4 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด ต้องหยุดงานมาอยู่เป็นเพื่อน ทั้งนี้ทราบว่าหลังเกิดเหตุ มีเพื่อนบ้านรายหนึ่งพาแฟนของตนไปแจ้งความถูกนายษา ข่มขู่ว่า "มึงปากดีนักต้องเอาให้ตาย" จนเพื่อนบ้านคนดังกล่าวหวาดกลัวย้ายไปอยู่ที่อื่น   ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของนายษา ซึ่งอยู่คนละซอยกับบ้านหลังเกิดเหตุ พบน้าของนายษาเล่าว่า ตนทราบเรื่องจากเพื่อนบ้านมาเล่าให้ฟัง แต่ยังไม่ปักใจเชื่ออยากฟังจากปากของนายษา ว่าก่อเหตุจริงหรือไม่ โดยหลังเกิดเหตุก็ไม่พบตัวนายษา อีกเลยซึ่งไม่ได้กลับมาที่บ้านและไม่ได้ติดต่อกัน ถ้าหลานทำจริงจะให้ไปมอบตัวและจะไปขอโทษผู้เสียหาย ตอนนี้ยังไม่พูดคุยกับผู้เสียหาย   ด้าน พ.ต.อ.อารักษ์ สมถวิล ผู้กำกับการ สภ.หางน้ำสาคร เผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน รอผลตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายทำตกในที่เกิดเหตุ และเชือกที่คนร้ายนำมารัดคอผู้เสียหาย ทั้งนี้ผู้เสียหายได้ชี้ยืนยันตัวผู้ก่อเหตุ ซึ่งตนสั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อออกหมายจับให้เร็วที่สุด   ขณะที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแสเพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ไปที่บ้านของนายษา แต่ไม่พบเพราะหลบหนีไปแล้ว ส่วนเรื่องการคุ้มกันความปลอดภัยสั่งการให้สายตรวจเข้าไปตรวจตราทุกวันเพื่อให้ผู้เสียหายสบายใจ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/au3_s9vFuk4

 2,598
ข่าวภูมิภาค
21 ม.ค. 62

สาวร้องคดีไม่คืบ ถูกไอ้หื่นมุดมุ้ง ใช้เชือกรัดคอหวังข่มขืน ผวา คนร้ายยังวนเวียนซุ่มแอบมองในป่าข้างบ้าน

วันที่ 21 ม.ค. 62 เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ชาว จ.ชัยนาท ว่าถูกเพื่อนบ้านในละแวกที่อยู่อาศัยเดียวกันพยายามข่มขืน โดยใช้เชือกรัดคอในยามวิกาล เมื่อช่วงเวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 14 ม.ค. 62 ที่ผ่านมา    เบื้องต้น ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางน้ำสาคร เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ แต่อยากวอนขอให้หน่วยงานเร่งนำตัวผู้กระทำผิดลงโทษตามกฎหมายเพราะปกติอยู่กับแม่ และลูกน้อยอีก 2 คน สามีทำงานที่ กรุงเทพฯ กลัวว่าคนร้ายจะวกกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก เนื่องจากไม่กี่วันมานี้ คนร้ายก็มาที่บ้านอีก ซุ่มดูอยู่ในป่าข้างบ้าน   นางเอ กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 62 ตอนประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คนร้ายได้ไปทำการล็อกประตูห้องของแม่ซึ่งนอนอยู่กับลูกชาย 10 ขวบ เพราะมีแม่กุญแจสายยูคล้องไว้อยู่ คนร้ายจึงกดล็อกได้และเก็บลูกกุญแจไป    จากนั้นคนร้ายได้เข้ามาในมุ้งของตน แล้วกดเอามือปิดปาก มืออีกข้างเอาเชือกรัดคอ ตนพยายามดิ้นสู้สุดกำลัง ตอนนั้นนอนอยู่กับลูกสาววัย 8 ขวบ ดิ้นสู้จนหมวกไอ้โม่งหลุดออกมา ทำให้เห็นหน้าชัดเจนว่าเป็นใคร จากนั้นคนร้ายก็วิ่งหนีไป    โดยคนร้ายทำโทรศัพท์หล่นข้างที่นอน เหมือนคนร้ายใช้โทรศัพท์เป็นไฟฉายส่องเข้ามา คาดว่าเป็นตอนที่ตนออกไปนอกบ้าน แล้วไม่ได้ล็อกบ้าน อาจจะซุ่มอยู่แล้วแอบเข้ามา พอเห็นว่าตนนอนหลับแล้วจึงเข้ามาในมุ้ง    จากการที่ได้ต่อสู้ขัดขืน ทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณใต้คาง และใบหน้า มีอาการบวมช้ำ จากการที่คนร้ายใช้มือปิดปาก และใช้เชือกรัดคอ    ซึ่งหลังหมวกไอ้โม่งคนร้ายหลุดออก ตนจำได้ว่าเป็นนายพรรษา ซึ่งบ้านอยู่ซอยถัดไป และเคยเข้ามาในบ้าน เพิ่งออกจากคุกมาได้ 3 เดือน ข้อหาลักทรัพย์ หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความที่ สภ.หางน้ำสาคร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ดำเนินการจับกุม คนร้ายยังมาวนเวียน ซุ่มแอบมองความเคลื่อนไหวอยู่ในป่าข้างบ้านทุกวัน    ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก ลูกสาวไม่กล้าเดินเข้าบ้านคนเดียว ในบ้านมีแม่ ตนเอง ลูกชายวัย 10 ขวบ และลูกสาว 8 ขวบ สามีทำงานอยู่กรุงเทพฯ ขณะนี้ได้ขอให้สามีลางานเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนสักระยะหนึ่งก่อน อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะยังมาวนเวียนอยู่ข้างบ้าน    ด้านมารดาของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตอนคนร้ายออกไปแล้ว ลูกสาวไปเรียกหน้าห้อง แต่ตนออกจากห้องไม่ได้ เพราะห้องถูกล็อกกุญแจไว้แล้วเอาลูกกุญแจไปด้วย ตนจึงถีบประตูออกมา เห็นลูกสาวสั่นเล่าอะไรไม่ถูก บอกว่าแม่คนเข้าบ้าน “มันจะข่มขืนหนู” มันเอาเชือกรัดคอและอุดปาก    ตอนนี้กลัวมาก กลัวมันจะย้อนกลับมาทำอีก ลูกหลานกลัวจนสั่น หลังเกิดเหตุมันยังมาวนเวียนข้างบ้านทุกวัน ลูกเขยทำงานกรุงเทพฯ ก็ต้องมาคอยเฝ้าดูแลไม่รู้เขาจะไล่ออกจากงานหรือเปล่า และอยากให้ตำรวจแวะเวียนมาดูแลหน่อย    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อ ออกหมายจับ คาดว่าจะออกหมายจับได้ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมทำการประสานข้อมูลเพื่อให้งานสายตรวจช่วยตระเวนดูรอบๆ ตำบล เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวนี้ด้วย  

 14,423
ข่าวภูมิภาค
13 ม.ค. 62

ชาวบ้านแตกตื่น เจอวัตถุคล้ายระเบิด แจ้ง จนท.ตรวจสอบ พบเป็นของปลอม คาด ฝีมือวัยรุ่นป่วน

วันที่ 13 ม.ค. 62 เมื่อเวลา 08.00 ร.ต.อ.โสธร สุขแก้ว รอง สว.(สส.) สภ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่าพบวัตถุคล้ายระเบิด ชนิด C-4 มีสายไฟสีแดง และสีดำ พ่วงอยู่กับแบตเตอรี่ขนาด 12V. วางอยู่ริมถนนสายห้วยกรด-โพนางดำ หมู่ 6 ต.ห้วยกรด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท จึงรุดไปยังเกิดเหตุ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบ    ที่เกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาล ต.ห้วยกรด นำยางรถยนต์ไปครอบไว้ และป้องกันแนวเขตเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน โดย ร.ท.อินคำ ปัญญานาย หัวหน้าชุดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ประจำอำเภอสรรคบุรี พร้อมกำลังพลรวม 2 นายเข้าตรวจสอบ จากนั้นได้นำคีมมาตัดสายไฟสีดำขาด แล้วดึงสายไฟออกทั้งหมดปรากฏว่าเป็นระเบิดปลอม ไม่ได้มีการเชื่อมต่อสายไฟ และภายในห่อสีดำคล้ายระเบิดนั้นเป็นท่อพีวีซี ขนาด 1นิ้ว 6 ท่อน ยาวประมาณ 12 นิ้วพัน ด้วยเทปกาวสีดำ เมื่อแกะออกภายในบรรจุด้วยทราย    จ.ส.อ.พชร ศรีวสุธากุล เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลห้วยกรด เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้านในพื้นที่โทรศัพท์ไปแจ้งว่ามีระเบิดวางอยู่ตรงริมถนนข้างคลองส่งน้ำกลางหมู่บ้าน ตนจึงรีบนำยางรถยนต์มาครอบเอาไว้กันไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปยุ่ง    จากนั้นโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ ก่อนหน้านี้เคยมีกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ก่อความวุ่นวาย โทรศัพท์แจ้งเหตุหลอกว่ามีเหตุไฟไหม้ตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อรถดับเพลิงออกไปแต่ไม่พบเหตุ จึงคิดว่าระเบิดปลอมที่ถูกนำมาวางในครั้งนี้ก็เป็นฝีมือของกลุ่มวัยรุ่นชุดนี้ที่เคยก่อกวนแน่นอน   ขณะที่ ร.ท.อินคำ กล่าวว่า หากประชาชนพบเห็นวัตถุระเบิดห้ามแตะต้อง ให้แจ้งตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ ที่มีความชำนาญเข้ามาดูให้ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น   

 935
ข่าวภูมิภาค
13 ม.ค. 62

สลดรับวันเด็ก! 3 จังหวัด เด็กจมน้ำดับ 3 ศพ สลดซ้ำป้าโดดช่วยหลานช่วยทัน 1 ลงไปช่วยอีกคนหมดแรงจมดับ

เกิดเหตุสลดรับวันเด็กแห่งชาติ มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตรวม 3 ราย ผู้ใหญ่ที่ลงไปช่วยเหลือเสียชีวิต 1 ราย และยังมีเด็กสูญหายอีก 1 ราย โดยที่ จ.ชัยนาท เด็กอายุ 13 ปี ไปเล่นน้ำก่อนจมน้ำเสียชีวิต, ที่ จ.เชียงใหม่ เด็กอายุ 2 ปี หายออกจากบ้านก่อนพบเป็นศพในสระน้ำ และที่ จ.นราธิวาส สองพี่น้องลงเล่นน้ำทะเลพลัดจมน้ำทั้งคู่ ป้าโดดช่วยหลานสาวได้ทัน แต่ขณะกลับลงไปช่วยหลานอีกคนกลับหมดแรงจมน้ำเสียชีวิต ส่วนร่างของหลานอีกคนยังหาไม่พบ       ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/iOn3ugIP7Iw

 3,251
ข่าวภูมิภาค
11 ต.ค. 61

ลูกชายใช้ก้อนหินทุบรถกระบะพ่อ หลังถูกต่อว่าให้เพื่อนยืมมอเตอร์ไซค์ใช้

ลูกชายใช้ก้อนหินทุบรถกระบะพ่อ หลังถูกต่อว่าให้เพื่อนยืมมอเตอร์ไซค์ใช้   วันนี้ (11 ต.ค.) เมื่อเวลา 08.00 น. ร.ต.ท.ณภัทร สืบสายอ่อน พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองชัยนาท ได้รับแจ้งเกิดเหตุเยาวชนทุบทำลายข้าวของภายในหมู่บ้านเอื้ออาทรชัยนาท (เขาท่าพระ) จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมกำลัง 5 นาย    ที่เกิดเหตุพบนายวิว อายุ 15 ปี สภาพสวมกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อ ที่เข่าขวามีเลือดออกไหลเป็นทางยาว และพบนายสุดเขต อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นพ่อของนายวิว ใกล้กันนั้นมีรถกระบะ สีดำ จอดอยู่ มีน้ำแข็งเต็มกระบะ ที่ไฟท้ายรถด้านขวาแตกมีชิ้นส่วนตกกระจายบนพื้นถนน    นายสุดเขต กล่าวว่า ตนกำลังจะออกไปทำงานส่งน้ำแข็งตามปกติ แต่หลังจากที่ตนเห็นลูกชายให้เพื่อนยืมรถจักรยานยนต์ไปใช้ จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนทำให้ลูกเกิดความไม่พอใจ อาละวาทใช้ก้อนหินทุบรถกระบะของตนที่บริเวณไฟท้ายด้านขวาแตกเสียหาย ตนจึงคว้าไม้ตีไปที่ขาแต่ยังไม่หยุดอาละวาท   เพื่อนบ้านเห็นเหตุการณ์จึงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเกลี้ยกล่อม และทำการอบรมให้คำแนะนำแล้ว ทำให้นายวิวอารมณ์เย็นลง และได้ยกมือไหว้ขอโทษพ่อ โดยปกติเป็นคนโมโหร้ายก่อนหน้านี้เคยทะเลาะกับแฟนอาระวาททุบกระจกบ้านเสียหายมาแล้ว แต่ก็อยากให้รู้ว่าพ่อทำไปทุกอย่างเพราะพ่อรักลูก               

 3,897
ปากท้องร้องทุกข์
18 ก.ย. 61

พ่อแม่ร้องเรียนลูกวัย 11 ขวบ ปวดท้องเสียชีวิต- ไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก รพ.

ชัยนาท-พบการเสียชีวิตของ น้องวิว - ด.ญ.ภคพร ลือพักตร์ อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 หลังเสียชีวิตจากอาการปวดท้อง แล้วเข้ารักษาตัวที่ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท ได้เพียง 1คืน ท่ามกลางความสงสัย ของพ่อแม่ และญาติ เนื่องจาก ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโรงพยาบาล เพราะในเอกสารหลักฐานใบมรณบัตร ไม่ระบุชื่อแพทย์ผู้ทำการรักษาก่อนตาย และลงความเห็นว่าไม่ทราบสาเหตุการตาย   และต้องส่งศพไปตรวจพิสูจน์ที่ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ระบุว่า ระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจล้มเหลว ทำให้ทางญาติ สงสัยว่าทำไมแพทย์ในโรงพยาบาลที่ชัยนาท ไม่สามารถหาสาเหตุการป่วยได้ตั้งหลายวัน อีกทั้งไม่เอาใจใส่คนไข้ จึงอยากให้ส่วนที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง โดยพิธีฌาปนกิจศพน้องวิวได้มีขึ้นในช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ (17 ก.ย.)   ด้านยายของน้องวิว เผยว่า เช้าวันพุธที่ 12 ก.ย.61 ได้พาน้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอเจาะเลือดตรวจแล้วบอกว่าไม่มีเชื้อไข้เลือดออก จึงบอกหมอว่าน้องปวดท้องด้วย หมอถามว่ามีอาการไอหรือไม่ จึงบอกว่ามีไอด้วย หมอจึงบอกว่าที่ปวดท้องน่าจะเกิดจากการที่น้องไอมาก ซึ่งตอนที่ไปรักษามีอาการมึนหัว ไอนิดหน่อย และปวดท้อง หลักๆ คือน้องปวดท้อง หมอบอกว่าเจาะเลือดแล้วไม่เป็นไข้เลือดออก น้องเขาน่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดา หมอจึงให้ไปพ่นยาแล้วสั่งยา จากนั้นรับยากลับบ้าน   เมื่อถึงบ้านให้น้องกินข้าวแล้วกินยาตามที่หมอสั่ง พอกินยาเสร็จมีอาการอาเจียนช่วงบ่ายๆ ตั้งแต่นั้นน้องกินอะไรไม่ได้อีกเลยอาเจียนออกหมด ปวดท้องตลอด จนถึงตอนเย็นประมาณ 19.00 น. พากลับไปหาหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เข้าห้องฉุกเฉิน หมอสั่งให้นอนโรงพยาบาล ตอนเข้าห้องฉุกเฉินก็อาเจียนตลอด ต้องนั่งรอหมอเพราะมีคนไข้เข้ามาใหม่อีก ช่วงนั่งรอก็อาเจียน พอหมอตรวจแล้วให้ไปนอนให้น้ำเกลือ และฉีดยา ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าของโรงพยาบาล จากนั้นก็ไม่มีหมอมาตรวจอีก น้องยังปวดท้องอาเจียนตลอด ได้ไปตามพยาบาลมาดูบอกว่าปวดท้องมาก พยาบาลได้นำยามาให้กิน ก็อาเจียนออกมาอีกปวดท้องไม่หาย   สักพักหนึ่งพยาบาลมาวัดไข้ บอกกับพยาบาลไปอีกว่าน้องยังปวดท้องไม่หาย พยาบาลบอกว่าให้ยากินไปแล้วน้องเขาก็หลับได้นี่ จะให้หายก็ต้องรอ ก็เลยไม่ได้พูดอะไรอีก จนตีห้า น้องอาการหนักขึ้นเหมือนหายใจไม่ได้ หายใจทางปาก จึงพาตัวไปให้ออกซิเจน ประมาณใกล้ 6 โมงเช้าหมอมาตรวจสั่งเอกซเรย์ ได้เอกซเรย์ตอน 11 โมง   หลังเอกซเรย์ก็ไม่ทราบผลว่าเป็นอะไร ผลเลือดเราก็ไม่รู้ผล มาบอกจนน้องเขาชักและขาดใจไปแล้ว ตอนนั้นหมอมาพอดีแต่ช่วยไม่ได้แล้ว ก่อนไปโรงพยาบาลน้องมีไข้ปวดท้อง ตอนเย็นของวันอาทิตย์ ( 9 ก.ย.61) และวันจันทร์ไม่มีไข้ แต่ปวดท้องเป็นๆ หายๆ วันอังคารขอไปโรงเรียน มีอาการปวดท้องอีก ครูให้กินยาธาตุ กลับบ้านมาท้องเสีย รุ่งขึ้นวันพุธจึงพาไปหาหมอ และเสียชีวิตในวันรุ่งขึ้นตอนบ่าย   ด้านแม่ของน้องวิว เปิดเผยว่า หมอควรใส่ใจตั้งแต่เริ่มเข้าไปในโรงพยาบาล เพราะลูกของตนไม่ได้รับการดูแล เท่าที่ควร หมอน่าจะมีความใส่ใจคนไข้และมีความแม่นยำมากกว่านี้ บอกให้รอดูอาการ จนน้องเสียชีวิต โดยเฉพาะตอนสั่งยาจ่ายยาด้วยช้ามาก คนเราถ้าป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีใครอยากไปโรงพยาบาล ทุกคนที่ไปโรงพยาบาลก็หวังว่าหมอจะช่วยรักษาได้อยากให้เคสของลูกสาวเป็นตัวอย่างไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก   ด้านพ่อของน้องวิว เผยว่า ตอนนี้ติดใจสงสัยในใบมรณบัตร ที่ไม่ระบุชื่อแพทย์ผู้รักษาก่อนตาย และระบุว่าไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิต ลูกปวดท้องไปโรงพยาบาลไม่คิดว่าจะต้องถึงกับเสียชีวิต อยากเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูก ไม่ได้อยากได้เงินทองอะไร เพราะเงินนั้นไม่สามารถแลกชีวิตลูก หรือซื้อลูกกลับมามีลมหายใจต่อได้ เพียงอยากได้คำชี้แจกจากโรงพยาบาลและแพทย์ผู้ทำการรักษา เพื่อจะได้ไม่มีคนไข้รายอื่นๆ มาเสียชีวิตแบบนี้อีก อยากให้มีการดูแลใส่ใจในการรักษามากกว่านี้ ไม่อยากให้ครอบครัวอื่นมาประสบแบบนี้   ส่วนทางด้านโรงพยาบาลที่เกิดเหตุนั้น ขณะนี้ได้มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุม แต่ก็ยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ทางผู้สื่อข่าวได้ ต้องรอผลพิสูจน์ เนื้อเยื่อของน้องวิว ที่ส่งไปหาสาเหตุการเสียชีวิต เชิงประจักษ์เสียก่อนจึงจะสามารถแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WLhE8Sd2jbc

 3,502
ปากท้องร้องทุกข์
07 ส.ค. 61

พ่อโร่แจ้งความ ครูบิดหูลูกเป็นแผล ร.ร.ไม่เยียวยา ผอ.ให้เลือกย้ายห้องหรือลาออก

โลกออนไลน์แชร์ภาพใบหูเด็กทั้ง 2 ข้าง เป็นแผลยาวลักษณะแผลถูกบิดและจิก พร้อมข้อความระบุข้อความว่า "ลูกผมโดนคุณครูลงโทษขนาดนี้เลยหรอครับ แถมไม่เคยถามลูกผมว่าเจ็บไหมไปรักษาที่ไหนหรือยัง ใจร้ายจริงๆ สงสารลูกมากๆ ครับ เด็กอนุบาล 2 ทำไมต้องมาเจอเรื่องโชคร้ายแบบนี้ด้วยครับ" จนชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวกันอย่างกว้างขวาง   ด้านผู้โพสต์ที่เป็นพ่อเด็กบอกว่า ลูกชายอายุ 4 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชัยนาท ถูกครูบิดหูทั้ง 2 ข้างจนเป็นแผลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งได้สังเกตเห็นลูกมีอาการซึมๆ ทีแรกไม่คิดว่าจะมีอะไรรุนแรงกับลูก ต่อมาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน ช่วงที่แม่เขาถอดเสื้อให้ลูกเสื้อไปถูกที่ใบหูลูกร้องไห้อย่างหนัก จึงถามลูกว่าร้องไห้ทำไม ทำไมไม่อยากไปโรงเรียน   จากนั้นได้ทำการมัดผมให้ลูก จึงพบว่ามีบาดแผลที่ใบหูของลูกเยอะมากที่ใบหูทั้ง 2 ข้าง ลักษณะห้อเลือดและช้ำ ทีแรกคิดว่าลูกเล่นกับเพื่อนๆ แต่เห็นเป็นรอยเล็บใหญ่มีรอยจิก ลักษณะลูกไม่มีทางสู้ไม่น่าจะใช่เด็กเล่นกัน รู้สึกติดใจจึงเข้าไปหาครูที่โรงเรียน เขาเดินเข้ามาหาแล้วทำหน้าตกใจ ตนยังไม่ได้ถามอะไรเขาดิ่งไปดูที่หูของลูกทันที จึงทำให้รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก   จึงถามว่าครูบิดหูลูกผมจริงไหมครับ ซึ่งเขาก็ยอมรับ แต่เกิดบาดแผลรุนแรงนั้นไม่น่าใช่ แล้วตนถามไปว่าแล้วรอยเล็บล่ะ ครูตอบว่ารอยเล็บก็จะมีบ้าง จากนั้นเขาได้กล่าวขอโทษ และขอให้ลูกเรียนที่นี่ต่อ แต่สภาพจิตใจตนไม่อยากให้ลูกเรียนที่นี่อีกแล้ว               จากเหตุการณ์วันนั้นได้ติดต่อเพื่อขอคุยกับ ผอ.โรงเรียนเป็นการส่วนตัว โดย ผอ.ได้เสนอให้ 2 ช่องทางคือ ให้เด็กย้ายห้องเรียน ข้อเสนอนี้ตนไม่ยอมรับเพราะไม่อยากให้ลูกไปเรียนที่นี่อีกแล้ว แม้โรงเรียนนี้จะสอนดีก็จริง แต่เพื่อความปลอดภัยของลูก เขาได้เสนออีกทางคือ ให้ลูกลาออกจากโรงเรียน   โดย ผอ.ให้มาลาออกเมื่อวานนี้ (6 ส.ค.)ได้เลย แต่ทางโรงเรียนไม่มีนโยบายช่วยเหลือเยียวยาอะไรเลยหลังจากเกิดเหตุการณ์กับเด็ก การที่ตนตัดสินใจนำเรื่องราวลงเฟซบุ๊ก เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์กับคนอื่นๆ อีก อยากให้เกิดกับลูกตนเป็นครั้งสุดท้าย และทำให้รู้ว่าครูคนดังกล่าวที่ทำร้ายลูก เคยตีเด็กจนเป็นไข้มาแล้ว   ด้าน ผอ.ร.ร.เผยว่า ผู้ปกครองได้ประสานให้ไปพบที่บ้าน ตนได้เดินทางไปพบผู้ปกครองที่บ้าน ซึ่งเดิมได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไร ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ผู้ปกครองเด็กบอกว่าจะแจ้งความ ตนบอกว่าแจ้งได้เลย ซึ่งการกระทำของครูนั้นอาจจะลืมตัว ทางโรงเรียนได้ปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน จึงให้ทางผู้ช่วยผู้อำนวยการดำเนินการสอบสวน และครูได้สารภาพกับทางโรงเรียน จึงได้ได้บันทึกทำทัณฑ์บน หากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกจะดำเนินการให้ลาออกทันที ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/sNlq7nSoTdw

 14,169
ปากท้องร้องทุกข์
14 มิ.ย. 61

อึ้ง! ครอบครัวยากจนอยู่กัน 22 ชีวิต ยายวัย 78 วอนลูกหลานหยุดเอาลูกมาให้เลี้ยงได้แล้ว

ชัยนาท-พบครอบครัวยากจน ที่บ้านเลขที่ 183 หมู่ 8 ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี สภาพบ้านเก่าหลังคามุงสังกะสี ข้างฝาล้อมด้วยสังกะสี ใต้ถุนสูง โดยใต้ถุนแบ่งห้องชั่วคราวเป็นทั้งห้องครัวและที่นอน ชั้นบนเป็นที่นอนของเด็กๆ   ซึ่งในบ้านหลังนี้อาศัยอยู่รวมกัน 22 คน (5 ครอบครัว) ในจำนวนนี้มีเด็ก 9 คน อายุระหว่าง 5 เดือน – 14 ปี มีอาชีพทำงานรับจ้างทั่วไป 4 คน รายได้ 250-300 บาท/วัน/คน รายได้ไม่เพียงพอ ต่อการครองชีพและค่าเล่าเรียนของเด็กๆ นอกจากนี้ห้องน้ำมีห้องเดียวต้องเข้าคิวกันรอกันนานมาก   นางกุ้งฝอย แช่มเพ็ชร อายุ 78 ปี ในฐานะเป็นย่าและย่าทวดของเด็กๆ เล่าว่า ตนมีลูกชาย 1 คน หญิง 4 คน ปัจจุบันมีลูกสาวคนโตที่อยู่ด้วย แต่เป็นอัมพฤกษ์ไม่มีอาชีพคอยหุงหาอาหารให้กิน   ส่วนน้องๆออกไปทำงานที่อื่นกันหมด และเสียชีวิตไป 1 คน ลูกชายมีหลานมาให้เลี้ยง 4 คน และพอหลานมีครอบครัว ก็มีเหลนมาให้เลี้ยงอีกหลายคน ด้วยความที่ไม่มีเงินไปสร้างบ้านใหม่อยู่กัน จึงต้องมาอาศัยอยู่รวมกันที่บ้านหลังนี้ ตนได้บอกหลานๆให้หยุดมีลูกกันได้แล้ว หากมีมาอีกตนเลี้ยงไม่ไหว   ขณะนี้เหลนที่ไปโรงเรียนได้มี 6 คน เรียนที่โรงเรียนอนุบาลสรรคบุรี 5 คน และเรียนที่โรงเรียนชุมชนวัดโคกดอกไม้ 1 คน พยายามบอกเหลนให้ไปโรงเรียน แต่เขาบอกกลัวครูตี ไม่มีรองเท้านักเรียนใส่ไปโรงเรียน   ตอนนี้สิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือคือ อยากให้ช่วยเหลือเด็กๆ เพราะไม่ค่อยมีเงินไปโรงเรียน ชุดนักเรียนก็ไม่มี ค่าจ้างรถไปส่งโรงเรียน 300 บาท/เดือน/คน เมื่อสัปดาห์ก่อน ครูมาตามที่บ้านสอบถามว่าทำไมไม่ให้หลานไปโรงเรียน ก็เลยบอกไปว่าอยากให้ไป แต่เขามีเครื่องแต่งตัวไม่ครบ เด็กจึงไม่ไปโรงเรียน จริงๆแล้วตนเองไม่อยากให้ขาดเรียน   เวลานอนเด็กๆจะนอนรวมกันบนบ้าน ส่วนคนโตนอนข้างล่าง อาหารการกินหามาได้ก็กินตามมีตามเกิด มีอะไรก็กิน บางวันเด็กๆไม่ได้กินข้าวเช้าต้องให้เงินไปซื้อข้าวเหนียวกินเป็นอาหารเช้า ให้วันละ 20 บาท/คน แม้บางครั้งไม่มีเงินก็ต้องไปขอยืมคนแถวใกล้บ้าน ร้อยครึ่งร้อยก็เอามาให้หลานไปโรงเรียนก่อน พอเงินคนแก่ออกก็เอาไปใช้หนี้เขา บางครั้งหากต้องซื้ออุปกรณ์การเรียนต้องให้ไปคนละ 50 บาท เงินคนแก่ได้มา 700 บาท ต้องไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เกือบหมดแล้ว   ส่วนเรื่องทางเข้าบ้าน ยังลำบากที่ต้องเดินผ่านบ้านน้องสาว และเพื่อนบ้านอีก รวม 3 หลัง ที่ดินข้างบ้านเป็นของพี่ๆน้องๆก็ขายไปแล้ว และได้มีการล้อมรั้วลวดหนาม ขณะนี้บ้านน้องสาวที่อยู่ด้านหน้า ติดถนน ได้ขายไปแล้วเช่นกัน หากน้องย้ายออกไป เจ้าของที่คนใหม่จะให้ผ่านที่เขาหรือเปล่ายังไม่รู้ หากเขาไม่ให้ผ่านคงต้องพึ่งหน่วยงานให้ช่วยหาทางออกให้ แต่ยังไม่รู้จะไปหาใคร   หากท่านใดประสงค์ให้ความช่วยเหลือครอบครัวของนางกุ้งฝอย สามารถโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาสรรคบุรี ชื่อบัญชี นางกุ้งฝอย แช่มเพ็ชร เลขที่บัญชี 124-0-13065-1 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SQc0p8Kx9BI

 33,123

Top