ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงสาธารณสุข"

สังคม-อาชญากรรม
14 พ.ค. 62

เตือนอย่าหลงเชื่อ 'ครีมหน้าขาว' ผสมสารปรอทเพียบ คนท้องใช้เสี่ยงลูกพิการ

กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือน ประชาชนอย่าหลงเชื่อครีมหน้าขาว ที่มีการลักลอบใช้สารปรอทในเครื่องสำอางเพื่อรักษาฝ้า จุดด่างดำ หรือทำให้ผิวขาวกลับมาอีกระลอกหนึ่ง และนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะพิษของสารปรอทนั้นมีผลกระทบหลายระบบของร่างกาย   พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ซึ่งตรวจสารอันตรายในเครื่องสำอางจากที่ผู้ป่วยส่งตรวจและจากที่ได้จากการซื้อขายผ่านตลาดนัดและตลาดออนไลน์ ระหว่างปี 2561-2562 จำนวน 420 ตัวอย่าง พบว่า   ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น (ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ครีมหน้าขาว) มีสารอันตรายถึงร้อยละ 25 นั่นคือ ในทุกๆ 4 ตลับจะพบสารอันตราย 1 ตลับเลยทีเดียว โดยสารปรอทเป็นสารอันตรายที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือ สารไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ สำหรับพิษที่สำคัญของสารปรอทต่อร่างกาย มีดังนี้   1.พิษต่อผิวหนัง แม้ว่าสารปรอทจะมีผลทำให้เม็ดสีลดลง แต่พบว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากใช้ในระยะยาว จะทำให้ผิวบางลง เกิดจุดดำที่ผิวเพิ่มขึ้น เกิดฝ้าถาวร หรือในบางจุดจะทำให้เกิดผิวด่างถาวร   2.พิษต่อระบบประสาท  ทำให้มีอาการสั่น ปลายประสาทอักเสบ การทรงตัวผิดปกติ ชักกระตุก ซึมเศร้าหรือเกิดประสาทหลอนได้   3.พิษต่อตับและไต ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และไตอักเสบได้ในระยะยาว   4.พิษต่อระบบเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง   5.หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์ สารปรอทจะดูดซึมสู่ทารก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกสมองพิการและปัญญาอ่อนได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Hmwxtr0pFYw

 5,941
พระราชสำนัก
09 พ.ค. 62

สธ.ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ปีติเผยภาพเช็คพระราชทาน 79 ล้าน รพ.ศูนย์สกลนคร

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงการดูแลรักษาพยาบาล สุขภาพร่างกายของประชาชน ตลอดจนประสิทธิภาพด้านการให้บริการทางการแพทย์   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินในการจัดซื้อเครื่องมือครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์และพยาบาล และสถานพยาบาลต่างๆ จากทั่วประเทศ ที่ยังคงขาดแคลนและมีความจำเป็นในการให้บริการในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยจำนวน 27 แห่งทั่วประเทศ รวมเป็นเงิน 2,407,144,487.59 บาท   ด้าน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โรงพยาบาลสังกัด สธ.ได้รับพระราชทานเงินสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ 11 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลราชวิถี 2.โรงพยาบาลสงฆ์ 3.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 4.โรงพยาบาลหัวหิน 5.โรงพยาบาลน่าน 6.โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร 7.โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ 8.โรงพยาบาลศูนย์ยะลา 9.โรงพยาบาลศูนย์ปัตตานี 10.โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และ 11.โรงพยาบาลท่าวังผา จังหวัดน่าน   นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเหลือ ที่พระองค์พระราชทานเงินสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ลงมา ซึ่ง สธ.จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ตามที่มีพระบรมราโชบายเพื่อให้เงินนี้ลงไปสู่ประชาชนผู้ยากไร้อย่างเต็มที่ โดยจะเน้นเป็นเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสมกับความต้องการการรับบริการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานเงินมีหลายระดับ และกระจายในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้    ขณะที่ฟซบุ๊กสกลนคร ซิตี้ เผยแพร่ภาพเช็คพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินจำนวน 79,957,680.00 บาท (เจ็ดสิบเก้าล้านเก้าแสนห้าหมื่นเจ็ดพันหกร้อยแปดสิบบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RkhzY20gIfY

 13,652
ต่างประเทศ
09 พ.ค. 62

รมว.สธ.นอร์เวย์สวนกระแส ให้ ปชช.กินดื่มสูบได้ตามใจ ไม่แคร์สุขภาพ

Adam's Story กับ อ.อดัม แบรดชอว์ มีเรื่องของรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ของประเทศนอร์เวย์ ออกแนวคิดสวนกระแส ประชาชนควรได้กินเนื้อแดง สูบบุหรี่ และดื่มสุราได้ตามต้องการ   รัฐมนตรีคนนี้ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า จุดเริ่นต้นของเรื่องคือ 'ฉันไม่ได้จะมาเป็นตำรวจศีลธรรม' จะไม่บอกให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างไร แต่จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลในการตัดสินใจเอง ประชาชนมีสิทธิที่จะสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และกินเนื้อแดง ได้มากที่พวกเขาต้องการ พวกเขารู้ว่าอะไรดีไม่ดีต่อสุขภาพ   ตามจริงแล้วรัฐมนตรีคนนี้เคยสูบบุหรี่ เลยรู้สึกว่า คนสูบบุหรี่หลายคนรู้สึกเหมือนคนนอกคอก ต้องหลบๆซ่อนๆ เธอยอมรับว่าการสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องดี แต่ผู้ใหญ่ต้องตัดสินใจกันเอง   ส่วนทางด้านสถาบันมะเร็งของนอร์เวย์ บอกว่า รัฐมนตรีคนนี้มีความเข้าใจด้านสาธารณสุขน้อยไป คำพูดของเธอเป็นอันตราย หลายคนจะทำตามคำพูดของเธอ     เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม The new Norwegian health minister is going against the grain. รัฐมนตรีสาธารณะสุขคนใหม่ของประเทศนอร์เวย์กำลังสวนกระแส to go against the grain สวนกระแส "I don't plan to be the moral police." ฉันไม่ได้จะมาเป็นตำรวจศีลธรรม moral (adj.)  มีศีลธรรม อ่านว่า โม่เริล immoral (adj.)  ไม่มีศีลธรรม อ่านว่า อิมโม่เริล "People know what is healthy and what is not healthy." พวกเขารู้ดีว่า อะไรที่ดีต่อสุขภาพและไม่ดีต่อสุขภาพ healthy (adj.)  ดีต่อสุขภาพ อ่านว่า เฮ่ลตี not healthy = unhealthy = ไม่ดีต่อสุขภาพ Many smokers feel like outcasts. คนสูบบุหรี่หลายคนรู้สึกเหมือนคนนอกคอก outcast (n.) คนที่สังคมไม่ยอมรับอ่านว่า เอ้าทแคสทฺ Many will adhere to what she said. หลายคนจะยึดตามคำพูดของเธอ adhere to ยึดตาม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1qZOktM4kOg

 4,271
สังคม-อาชญากรรม
24 เม.ย. 62

สธ. เร่งผลิตพยาบาลเพิ่ม รองรับสังคมผู้สูงอายุ

กระทรวงสาธารณสุข สั่งผลิตพยาบาลเพิ่ม รองรับสังคมผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล ไม่ให้กลายเป็นสังคมเดี่ยว ที่ส่งผลต่อความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพตามมา    (24 เม.ย.62) การประชุมวิชาการ รางวัลศรีสังวาลย์ ซึ่งจัดขึ้น โดยมีนายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ในที่ประชุม นอกจากจะแสดงความยินดีกับพยาบาลดีเด่นที่ได้รับรางวัล ศรีสังวาลย์ ซึ่งเป็นบุคคลต้นแบบที่ยึดตามแนวทางการทำความดี ปฏิบัติหน้าที่การดูแลผู้ป่วย และพัฒนางานให้เป็นที่ประจักษ์ ต่อสังคมและประเทศชาติแล้ว ยังได้ย้ำถึงการผลิตพยาบาลเพิ่ม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในยุคดิจิตัล ซึ่งจะกลายเป็นสังคมเดี่ยวมากขึ้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิตที่ทำให้ผู้สูงอายุเครียด เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมามากมาย โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ ทั้งเบาหวาน ความดัน กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศพัฒนาศักยภาพพยาบาล เพื่อให้สมารถดูแลผู้สูงอายุได้ดี สั่งให้มีทักษะในการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ที่สำคัญ อาจกำหนดให้สถานพยาบาล มีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ เพราะอย่างน้อย ยังได้ออกนอกบ้านมาเจอเพื่อน เจอมิตรสหาย เจอหมอ พยาบาล ที่จะคอยแนะนำการดูแลสุขภาพที่ดี และร่วมกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ ทั้งลีลาศ ดนตรี กิจกรรมเข้าจังหวะ และการแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนด้วยเกมเบาสมอง คาดว่าในอนาคต ไทยจะเป็นต้นแบบสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ

 1,925
สังคม-อาชญากรรม
20 เม.ย. 62

รองปลัด สธ.แจงห้ามเฉพาะรถพยาบาล'วิ่งเกิน 80 กม./ชม. -ห้ามฝ่าไฟแดง' เท่านั้น! ไม่รวมรถกู้ชีพ-กู้ภัย และใช้ในกรณีผู้ป่วยมีสัญญาณชีพคงที่

กรณีคำสั่งกระทรวงสาธารณะสุข ที่ห้ามรถพยาบาลฉุกเฉินขับรถเร็วเกิน 80 กม./ชม. ห้ามฝ่าไฟแดง นั้น   ล่าสุด นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า เป็นการห้ามในส่วนของรถพยาบาลฉุกเฉินในสังกัดกระทรวงเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับรถกู้ชีพ กู้ภัย ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยการจำกัดความเร็วของรถพยาบาลฉุกเฉินไม่ได้กระทบต่อการช่วยชีวิตของผู้ป่วยแต่อย่างใด เนื่องจากระบบการดูแล และส่งต่อจะถูกประเมินโดยศูนย์สั่งการอยู่แล้ว โดยรถพยาบาล จะใช้ในกรณีผู้ป่วยมีสัญญาณชีพคงที่เป็นการส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลกับโรงพยาบาล ภายในรถมีแพทย์ และพยาบาลอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเสมือนห้องฉุกเฉินอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็ว และยังเป็นการนัดหมายกับโรงพยาบาลจึงไม่เป็นปัญหา   นายแพทย์ประพนธ์ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ต้องออกมาจำกัดความเร็วของรถพยาบาลฉุกเฉิน เนื่องจากในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบันพบผู้เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาลมาจากปัจจัยหลายด้าน อันดับหนึ่งมาจากการขับด้วยความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และฝ่าสัญญาณจราจร ไม่ขาดเข็มขัดนิรภัย ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุอยู่ที่ 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาล และบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 ราย และพิการ 2 ราย ส่วนผู้ป่วยบาดเจ็บมี 58 ราย เสียชีวิต 3 ราย และยังพบคู่กรณีเสียชีวิตอีก 14 ราย เป็นที่น่าตกใจว่าส่วนใหญ่เกิดขึ้น ขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลสูงถึงร้อยละ 80 กระทรวงจึงต้องมีมาตรการคุมเข้มแก้ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล และคุ้มครองอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/QnhVo3fswHI

 2,190
สังคม-อาชญากรรม
19 เม.ย. 62

สธ.เปิดสถิติ 4 ปี รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ 110 ครั้ง ดับ-เจ็บ 318 ราย

กระทรวงสาธารณสุขย้ำการทำหัตถการบนระต้องจอดรถในที่ปลอดภัย พร้อมย้ำ การส่งต่อผู้ป่วยต้องเน้นมาตรฐานเป็นสำคัญ    (19 เม.ย.62) นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง สถานการณ์ของรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขขณะปฏิบัติการนำส่งผู้ป่วย โดยจากการสำรวจพบว่าปัญหาอุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับรถเร็ว การฝ่าสัญญาณไฟจราจร และการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยจากข้อมูลในปี 2559-2562 พบว่า มีรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาลและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 ราย พิการ 2 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยบาดเจ็บ 58 ราย เสียชีวิต 3 ราย และคู่กรณีเสียชีวิต 14 ราย โดยอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เกิดขึ้นขณะส่งต่อผู้ป่วย ซึ่ง   กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด มาตรการป้องกันและแก้ไข ปัญหาจากการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล โดยเน้นย้ำให้รถพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและมาตรฐานในการรักษาพยาบาล พร้อมย้ำการทำหัตถการบนรถพยาบาลต้องจอดรถในที่ที่มีความปลอดภัย ก่อนลงมือทำหัตถการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนกรณีวิกฤต นาทีชีวิต หากมีความจำเป็นขอให้อิงพระราชบัญญัติการจราจรทางบกพศ 2522 มาตราที่ 74    ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขในระหว่างการส่งต่อสถานพยาบาล โดยได้ทำประกันให้กับรถพยาบาลทุกคันในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ความคุ้มครองชีวิต ของผู้ที่อยู่บนรถพยาบาล 7 ราย รายละ 2 ล้านบาท ซึ่งจะเป็น การช่วยเยียวยาในกรณีเกิดอุบัติเหตุ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 2,946
สังคม-อาชญากรรม
19 เม.ย. 62

สธ.สั่งรถพยาบาล 'ห้ามใช้ความเร็วเกิน 80 กม./ชม. -ห้ามฝ่าไฟแดงทุกกรณี'

กระทรวงสาธารณสุข มีมติออกมาว่า รถพยาบาล จะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.) ห้ามฝ่าไฟแดงทุกกรณี และในรถต้องมีผู้โดยสารรวมพนักงานขับทั้งหมดไม่เกิน 7 คน ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ตัวพนักงานขับรถต้องผ่านหลักสูตรการฝึกอบรม พนักงานขับรถต้องตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง และต้องทำประกันรถชั้น 1     โดย ทาง สธ. บอกว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด สำหรับผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในรถ ขณะนำส่งโรงพยาบาล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9A4qUu4UPHc

 26,384
สังคม-อาชญากรรม
14 เม.ย. 62

กรมควบคุมโรค ห่วงวัยรุ่นรักไม่ปลอดภัยช่วงสงกรานต์ แนะ 4 วิธีปฏิบัติตัวป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์-เอดส์

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงวัยรุ่นในช่วงสงกรานต์ปีนี้ อาจมีเล่นน้ำและดื่มแอลกอฮอล์หรือเที่ยวต่อในช่วงกลางคืน ทำให้ขาดการยับยั้งใจเปิดโอกาสให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ พร้อมแนะ 4 วิธีปฏิบัติตัว โดยเฉพาะการปฏิเสธเมื่อไม่พร้อม และหลีกเลี่ยงการอยู่สองต่อสอง   (14 เม.ย. 62) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีประชาชนออกมาเล่นน้ำและร่วมกิจกรรมต่างๆ จำนวนมาก ทั้งในเวลากลางวันและกิจกรรมกลางคืน นอกจากเรื่องอุบัติเหตุทางถนนที่น่าเป็นห่วงแล้ว อีกเรื่องสำคัญที่น่าห่วงคือในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งหญิงสาวอาจถูกฉวยโอกาสได้ง่าย เพราะวัยรุ่นมักควงคู่กันออกมาเล่นน้ำและเที่ยวกลางคืน รวมถึงอาจมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย และด้วยความใกล้ชิด มีสถานที่ลับหูลับตา ถ้าขาดการยับยั้งใจให้อารมณ์พาไป ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย    กรมควบคุมโรค จึงขอให้ประชาชนทุกคนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ ตามแนวคิด SEX รอบคอบ ตอบ OK โดยมุ่งเน้น 4 ข้อสำคัญ ดังนี้ 1.ไม่พร้อมให้ Say No เมื่อคุณ OK ให้ Say Yes 2.ป้องกันคุณ ป้องกันคู่ จะเป็นผู้ไม่ประมาท 3.ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และ 4.ใช้ถุงยางอนามัยถือว่ารับผิดชอบตนเองและคู่    นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำสำหรับกลุ่มวัยรุ่นในการปฏิบัติตัวให้เป็นรักที่ปลอดภัย 4 ข้อ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงไม่อยู่สองต่อสอง หรือไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 2.กล้าปฏิเสธ เมื่อไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์ หรือเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 3.พกถุงยางอนามัยติดตัวเสมอ และใช้อย่างถูกวิธี และ 4.ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะการใช้ถุงยางอนามัยเป็นการดูแลสุขภาวะทางเพศให้ปลอดภัยไปพร้อมกัน    ขอเตือนกลุ่มวัยรุ่นให้มีสติ ระมัดระวังและไม่ควรไว้ใจผู้อื่นง่ายๆ ที่สำคัญฝ่ายชายไม่ควรฉวยโอกาสหรือพิสูจน์ความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งต้องให้เกียรติผู้หญิงมากกว่า เพราะการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อันจะนำไปสู่ปัญหาการทำแท้ง และปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น และขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมตรวจสุขภาพทางเพศให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง

 2,049
สังคม-อาชญากรรม
13 เม.ย. 62

ราชกิจจาฯ ประกาศ 16 ตำรับยาที่มีกัญชาผสม ให้ใช้รักษาโรคได้

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ. 2562    โดยหลังจากนี้เป็นต้นไป ยาเหล่านี้ ที่มีส่วนผสมของกัญชา สามารถนำมาใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ได้แก่ ยาอัคคินีวคณะ ยาศุขไสยาศน์ ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง ยาไฟอาวุธ ยาแก้นอนไม่หลับหรือยาแก้ไข้ผอมเหลือง ยาแก้สัณฑฆาต กล่อนแห้ง ยาอัมฤตโอสถ ยาอไภยสาลี ยาแก้ลมแก้เส้น ยาแก้โรคจิต ยาไพสาลี ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง ยาทำลายพระสุเมรุ และยาทัพยาธิคุณ        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/UzrihITRFzk

 4,460
บันเทิง
21 ก.พ. 62

กระทรวงสาธารณสุข มอบโล่ผู้จัดละคร 'ทองเอกหมอยาท่าโฉลง' เผยเป็นประโยชน์ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน

(21 ก.พ. 62 )รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ละคร ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ให้ผู้จัดละครไทยทีวีสีช่อง 3 วันนี้ ซึ่งเป็นละครน้ำดีที่ได้รับความนิยม และเกิดประโยชน์ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ส่งผลให้เศรษฐกิจ ด้านสมุนไพรดีขึ้น ต่างชาติเชื่อถือ   ศาตราจารย์คลีนิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการมอบโล่เขิดชูเกียรติให้กับ นายปิยะ เศวตพิกุล ผู้จัดละครทองเอก หมอยา ท่าโฉลงจากไทยทีวีสีช่อง 3 หลังเป็นละครที่ได้รับความนิยม และสอดแทรกเนื้อหาสาระที่เกิดประโยชน์ด้านสมุนไพรไทย ให้คนรุ่นหลังได้สิบทอด และรู้คุณค่าถึงสมุนไพรแต่ละชนิด    โดย นายปิยะ มาพร้อมกับ ผู้กำกับ นางสาวชุติมา จันทเขตต์ สมทบด้วยตัวแทนดารา นายรอง เค้ามูลคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง กล่าวชื่นชมละครเรื่องนี้ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น และยังต่อยอดให้หลายประเทศเพื่อนบ้าน เข้าถึงสมุนไพรของไทย ที่มีมาตั้งแต่อดีต ก่อนจะมาแปรรูปเป็นยารักษาโรคในรูปแบบปัจจุบัน มำให้ต่างชาติ มีความเชื่อมั่นในมรดกทรัพย์ในดินที่ทรงคุณค่าโดยงานมหกรรมสมุนไพรจะมีขึ้นในวันที่ 6-10 มีนาคม ชึ่งจัดขึ้นที่ อิมแพคเมืองทองธานี งานนี้ดารานักแสดงจากไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องหมอยาท่าโฉลง ร่วมจุดประกายให้งานมีความยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย

 2,138
สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 62

สธ. พร้อมลงพื้นที่จุดเสี่ยงฝุ่นจิ๋ว แนะประชาชนรับมือ สถานการณ์มลพิษทางอากาศ

กระทรวงสาธารณสุข บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดทำแผนดูแลสุขภาพ พร้อมลงพื้นที่แนะนำการรับมือฝุ่นละออง ขณะที่ค่าฝุ่นละออง PM2.5วันนี้มีเกินค่ามาตรฐาน อยู่24 พื้นที่   (25 ม.ค. 62) กระทรวงสาธารณสุขประชุมหารือมาตรการเร่งด่วนในการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร มีการเรียกประชุม 8 จังหวัดใกล้เคียง ได้แก่สระบุรี ราชบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี และนนทบุรี โดยมีนายแพทย์ สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณะสุข เป็นประธานในการประชุม -โดยตั้งแต่ที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2562 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานสูงสุด 103 มคก./ลบ.ม. คือที่จังหวัดสมุทรสาคร บริเวณถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2561 และจังหวัดที่มีฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานสูงสุด 29 วัน คือจังหวัดสมุทรปราการ ตำบลพระประแดง   ซึ่งมาตรการแนวทางการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุข คือ ประสานความร่วมมือและบูรณาการข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและกรุงเทพมหานครจัดทำแนวทางดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับผลกระทบสุขภาพจากมลพิษปี 2562 ศึกษาข้อมูลจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  และจัดทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ให้ความรู้สร้างความตระหนักเรื่องฝุ่นการป้องกันตนเองในสถานการณ์ต่างๆ    อย่างไรก็ตามสถานการณ์จำนวนผู้ป่วยขณะนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมายังไม่ถือว่าแตกต่างกันมากนัก แต่ขอแนะนำให้เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวกลุ่มเสี่ยง หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละออง รวมุึงประชาชนทั่วไปให้ป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหากต้องอยู่ภายนอก -ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง วันที่ 25 มกราคม 2562 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีหมอกในตอนเช้า อากาศลอยตัวได้ดี แต่ลมพัดอ่อน ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานโดยเฉลี่ยประมาณ 7 มคก./ลบ.ม. โดยฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ที่ 50 มคก./ลบ.ม. 24 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 16 สถานีวัดคุณภาพอากาศ และพื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 8 สถานี / ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้ อากาศยังลอยตัวได้ดี แต่มีลมพัดแรงขึ้น ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสเจือจางลงได้

 1,513
สังคม-อาชญากรรม
25 ธ.ค. 61

คุมเข้มเมาแล้วขับช่วงปีใหม่ ยันดื่มนมเปรี้ยว-เคี้ยวรางจืด ไม่ช่วยอะไร

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับตำรวจแถลงข่าว “สธ. ห่วงใย เที่ยวปีใหม่ปลอดภัย สุขใจทั้งครอบครัว” เพื่อคุมเข้มช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2561 - 2 ม.ค. 2562   โดยคนขับที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และจะคัดกรองบำบัดรักษา ควบคุมประพฤติคนเมาสุรา หากศาลมีคำสั่งจะต้องส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์   กรณีของผู้ใหญ่ขับรถจะยึดที่ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงคนขับที่ไม่มีใบขับขี่หรือมีใบขับขี่ชั่วคราวต้องไม่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ยืนยันว่าการดื่มนมเปรี้ยว หรือ รางจืด ไม่สามารถรอดพ้นจากการเป่าวัดได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/USlS-SwyvpY

 1,343
สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ย. 61

‘อัจฉริยะ’ ร้อง กระทรวงสาธารณสุข เอาผิดแพทย์ รพ.พระราม 2 ปฏิเสธรักษาสาวถูกสาดน้ำกรด

วันนี้ (12 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม น้องเต บุตรสาวและครอบครัวของนางสาวช่อลัดดา หญิงที่ถูกสามีสาดน้ำกรดจนเสียชีวิต เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นายกแพทยสภา, นายกสภาการพยาบาลเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 รวมถึงแพทย์ และ พยาบาลที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในขณะเกิดเหตุ เนื่องจากติดใจโรงพยาบาล ที่ปฏิเสธรักษานางสาวช่อลัดดา และบอกให้นางช่อลัดดา ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอื่นแทน   นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเอาผิดกับบุคคลดังกล่าว เพราะส่วนตัวมองว่าผู้บริหารโรงพยาบาล, แพทย์ และ พยาบาล ไม่มีคุณธรรม, จริยธรรม เนื่องจากไม่ได้มีการประเมินอาการของคนไข้ก่อนแต่กลับดูจากสิทธิประกันสังคม ทั้งที่ตามกฎของกระทรวงสาธารณะสุขแล้ว ทางโรงพยาบาลสามารถที่จะรับตัวคนไข้ไว้รักษากรณีฉุกเฉินได้ ประกอบกับการให้พยาบาลวินิจฉัยโรคนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และที่ผ่านมามีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มีมาตรฐาน    เบื้องต้น ยืนยันว่าข้อมูลที่โรงพยาบาลชี้แจง ไม่ตรงกับที่ทางญาติเปิดเผย ซึ่งทางตนเองจะฟ้องร้องทางโรงพยาบาลเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท และหากเป็นไปได้ ตนเองยืนยันว่าโรงพยาบาลแห่งควรถูกปิดไม่ควรที่จะเปิดให้บริการต่อไป   ด้าน นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะเร่งตรวจสอบและสรุปผลให้ได้โดยเร็วที่สุด สำหรับกรณีนี้ หากเป็นกรณีฉุกเฉิน แพทย์ต้องแจ้งสิทธิการรักษากับญาติเกี่ยวกับแนวทางให้บริการว่าจะให้ญาติ รักษาที่โรงพยาบาลแรก หรือโรงพยาบาลประกันสังคม โดยหากวินิจฉัยพบว่าผู้ป่วยมีอาการในภาวะวิกฤติ ทุกโรงพยาบาลก็สามารถให้การรักษาได้   อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นหนังสือแล้ว ทางญาติก็จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าของคดีที่ สน.ท่าข้าม ก่อนจะเดินทางไปรับศพ นางสาวช่อลัดดา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่จ.ขอนแก่น ต่อไป   ข่าวที่เกี่ยวข้อง รวบสามีหึงโหดสาดน้ำกรดใส่เมียดับ ครอบครัวแห่โลงศพสาวถูกสาดน้ำกรดร้อง รพ.หลังปัดรักษาจนตาย อัจฉริยะปะทะเดือดกลางวงเจรจา        

 3,435
สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 61

สธ. ผลึกพลัง 84 องค์กรประกาศเจตนารมณ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน ป้องกัน-แก้ไขปัญหาติดเกม

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีเครือข่าย 84 องค์กรประกาศเจตนารมณ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน จากโรคติดเกม ซึ่งองการอนามัยโลกประกาศให้เป็นโรคทางจิตเวช คาดการณ์มีเด็กเสี่ยงติดเกมประมาณ 2 ล้านคนป้องกันด้วยหลัก 3 ต้อง 3 ไม่   (31 ต.ค. 61) ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์จริต อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด เครียดได้ คลายเป็น เล่นเกมส์แต่พอดี พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคประชาชน เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายเด็กและเยาวชน สภาวิชาชีพ ราชวิทยาลัย และโรงเรียนแพทย์ รวม 84 องค์กร ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ป้องกันและแก้ไขปัญหาติดเกมอย่างเป็นรูปธรรม    รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 1 ถึง 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ภายใต้แนวคิด เครียดได้ คลายเป็น เล่นเกมส์แต่พอดี เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนจากโรคติดเกม ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช มีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ ครอบครัว การศึกษา การงานอาชีพ และสังคม ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตจากพฤติกรรมเสพติดเกมส์นับ พันล้าน สำหรับประเทศไทยคาดการณ์มีเด็กติดเกมส์และมีปัญหาเสี่ยงต่อการติดเกมประมาณ 2 ล้านคน เด็กและเยาวชนที่เล่นเกมส์จนเกินพอดีขาดวินัยในตนเองไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จะนำไปสู่การติดเกมส์เป็นปัญหาพฤติกรรมเสพติดในทางสมอง มีลักษณะคล้ายกับติดสารเสพติด    อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า อาการที่คล้ายกับอาการติดยาเสพติด เมื่อเวลาที่ไม่ได้เบ่นเกมส์คือจะมีอาการลงแดง วิตกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน ซึ่งครอบครัวสามารถช่วยกันแก้ปัญหาและป้องกันได้ด้วยหลัก 3 ต้อง 3 ไม่ ได้แก่ ต้องกำหนดเวลาเล่นเล่นไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ต้องตกลงโปรแกรมให้ลูกเลือกประเภทเกมส์ให้ลูก เช่นเกมส์บริหารสมอง   สำหรับการประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาติดเกม 4 ข้อ ได้แก่ 1. ป้องกันและควบคุมการบริโภคเกมส์ที่มีผลกระทบต่อสมอง พัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็ก 2. สนับสนุนให้มีมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันวิดีโอเกมและ E-SPORT ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม 3. สร้างความตระหนักถึงผลเสียและเรียนรู้การใช้อย่างเหมาะสมแก่เด็ก ครอบครัวและครู 4. สร้างระบบเฝ้าระวังและช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาให้เข้าถึงบริการได้อย่างครอบคลุม

 756
สังคม-อาชญากรรม
16 ต.ค. 61

เภสัชกรยื่นหนังสือค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับเสนอ ครม. ชี้ถูกบิดเบือน แนะทำประชาพิจารณ์

ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ยื่นหนังสือค้าน ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่ สธ.เสนอ ครม. ชี้ถูก อย.ผู้จัดทำร่างบิดเบือนข้อมูล เป็นความคิดเห็นฝ่ายเดียว ยันทางกลุ่มไม่เคยเห็นด้วย แนะทำประชาพิจารณ์จากทุกภาคส่วนไม่น้อยกว่า 15 วัน     เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2561 ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม นำโดย ภญ.สุจิดา กุลถวายพร ประธานชมรมเภสัชกรภาคใต้แถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...ฉบับเดือนตุลาคม 2561 : ฉบับยื่นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระบุว่า   เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขยื่นเสนอต่อ ครม.นั้น ผู้ที่รับผิดชอบจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับดังกล่าวได้สรุปการรับฟังความคิดเห็นไปฝ่ายเดียวว่า “ชมรมเภสัชกรภาคใต้เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...ที่จะเสนอต่อ ครม.” ซึ่งไม่เป็นความจริง   ทั้งนี้ ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมยึดมั่นในเจตนารมณ์ต้องการให้ร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...ฉบับนี้คุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง และได้เสนอข้อคิดเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้หลายประการ แม้ผู้จัดทำจะได้ปรับแก้ไขในบางประเด็นที่ได้ถกเถียงหรือโต้แย้งกันไปบางส่วนแล้ว   แต่ปรากฎว่า ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ยามีการเพิ่มบทบัญญัติที่มีเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญซึ่งไปกระทบกระเทือนความปลอดภัยด้านยาของประชาชนอย่างมากเข้าไปในร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับที่จะนำเสนอต่อ ครม. โดยไม่เคยมีปรากฎมาก่อนในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับเดิมที่เคยผ่านการทำประชาพิจารณ์ (ระหว่างวันที่ 26-31 กรกฎาคม 2561 ทางเว็บไซต์ http:/lawamendment.go.th เพียงแค่ 6 วันเท่านั้น) จากความเร่งรีบในการแก้ไขและเสนอร่าง พ.ร.บ.ยา จึงส่งผลกระทบให้เปลี่ยนแปลงระบบยาของประเทศทั้งระบบ ให้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิม โดยไม่คำนึงว่าจะทำงานระบบยาของประเทศและยิ่งทำให้เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด และขาดหลักธรรมาภิบาลว่าด้วยการรับฟังให้รอบด้านและความโปร่งใส นอกจากนั้นยังไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 77 ด้วย   ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมจึงขอคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวและขอเรียกร้องให้   1.ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.และผู้เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีกล่าวอ้างบิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จ จนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเสียหายต่อชมรมเภสัชกรรมภาคใต้   2.เสนอให้นำร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...(ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 : ฉบับยื่นต่อคณะรัฐมนตรี) กลับคืนมาและให้เปิดเผยร่าง พ.ร.บ.ยาต่อสาธารณชน เปิดรับฟังประชาพิจารณ์จากทุกภาคส่วนในหลายช่องทางอย่างชอบธรรมทั้งกระบวนการ เนื้อหา และระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 15 วัน รวมทั้งปรับแก้อย่างรอบคอบและชอบธรรมในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความคุ้มครองและมีความปลอดภัยในการใช้ยาอย่างแท้จริง   ต่อมามีรายงานว่าเมื่อเช้าวันที่ 16 ต.ค.2561 ตัวแทนเภสัชกรในหลายจังหวัด อาทิ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เข้ายื่นหนังสือขอคัดค้าน และขอให้นำร่าง พ.ร.บ.ยา กลับคืนมาแก้ไข ต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม และผู้ว่าราชการจังหวัด   ข้อมูลจาก สภาเภสัชกรรม : The Pharmacy Council  

 1,961

Top