ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงสาธารณสุข"

สังคม-อาชญากรรม
15 มิ.ย. 62

สธ.เตือนปีนี้โรคไข้เลือดออกจะรุนแรงกว่าทุกปี- แจกฟรียาป้องกันไข้เลือดออก ป้องกันได้ร้อยละ 89.9 %

วันที่ 15 มิ.ย.เป็นวันไข้เลือดออกอาเซียน สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทยยังยน่าเป็นห่วง นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ตอนนี้ต้องร่วมมือกับกลุ่มอาเชียนทั้ง 10 ประเทศ กำจัดโรคไข้เลือดออก หลังปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ชึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 50 ถึง 100 ล้าน ทั่วโลก    สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้ม ผู้ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว มากกว่า 2 เท่าตัว โดยปีนี้มีผู้เสียชีวิต 43 รายแล้ว    นพ.สรรพงศ์ ฤทธิรักษา ประธานศูนย์ข้อมูลยาสมุนไพรการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน ออกมาแนะนำวิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยตำรับยาโฮมีโอพาธีย์ ยูพาโทเรียม ผลิตจากสมุนไพรยูพาโทเรียม เพอร์ฟอเลียทุม (Eupatorium perfoliatum) วิธีใช้คือเจือจางด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์สลับกับการกระแทก ซึ่งผลการวิจัยประสิทธิผลของยาโฮมีโอพาธีย์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ร้อยละ 89.9      มีการผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ 2 รูปแบบ คือ ชนิดเม็ด และ ชนิดน้ำ โดยชนิดเม็ดใช้อมใต้ลิ้นครั้งละ 1-2 เม็ด ประมาณ 10-30 วินาทีแล้วกลืน ส่วนชนิดน้ำใช้หยดใส่ปาก 2-3 หยด อมไว้ประมาณ 10-30 วินาทีแล้วกลืน ซึ่งเมื่อใช้ยานี้จะป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ประมาณ 3-4 เดือน   การใช้ยาดังกล่าวต้องขอย้ำว่า เป็นการป้องกันโรคเท่านั้น ซึ่งก็ต้องระวังไม่ให้ยุงกัดและต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และข้อห้าม คือ ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้มีอาการไข้ ไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา สำหรับผู้ที่มีความไวต่อยานี้จะเกิดอาการบางประการ เช่น ไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการจะเกิดขึ้นทันทีหลังทานยาเข้าไป แต่จะหายได้เองภายใน 2 ชั่วโมง    สามารถติดต่อรับได้ฟรีที่กองการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/7DKQDJALriY  

 1,951
ข่าวภูมิภาค
23 พ.ค. 62

กระทรวงสาธารณสุข เผยปีนี้ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีแนวโน้มสูงขึ้น คาดทั้งปีพุ่งทะลุ 1 แสนราย

กระทรวงสาธารณสุขคาดปีนี้ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีแนวโน้มสูงขึ้น หลัง 5 เดือนพบผู้ป่วยแล้วกว่า 2 หมื่นราย คาดทั้งปีพุ่งทะลุ 1 แสนราย เร่งรณรงค์ควบคุมป้องกันโรค   (23 พ.ค. 62) ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดกิจกรรม Big Cleaning Week เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา ตื่นตัวในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เป็นการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก หลังจากที่ช่วงเดือนมกราคมถึงต้นเดือนพฤษภาคมปี 2562 ที่ผ่านมา ในประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วกว่า 20,000 ราย   นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้โรคไข้เลือดออกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่าปี 2562 อาจจะพบผู้ป่วยมากถึง 100,000 ราย โดยจากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงขณะนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วจำนวน 20,733 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิต 25 ราย โดยจังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ สมุทรสาคร ตราด นครปฐม ลพบุรี และราชบุรี ตามลำดับ โดยพบผู้ป่วยไข้เลือดออกในกลุ่มนักเรียนสูงที่สุด    กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกแก่สถานบริการสาธารณสุข 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม และวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 2.ป้องกันผู้เสียชีวิต โดยการจัดตั้ง Dengue Corner ทุกโรงพยาบาล เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และการใช้ Dengue Chart ในการติดตามรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออก 3.ควบคุมยุงลายโดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกสัปดาห์ และ 4.พัฒนาความรอบรู้ของประชาชนให้เกิดความตระหนักว่า การจำกัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เป็นหน้าที่ของทุกคน     

 3,095
ข่าวภูมิภาค
23 พ.ค. 62

ศาลพิพากษาให้ สธ.เยียวยา 'น้องปาล์ม' เหยื่อถูกรถ รพ.ชนขาพิการ 2.8 ล้าน

ขอนแก่น-ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นัดฟังคำพิพากษาความแพ่ง คดี ด.ช.ปราบปราม เจิมขุนทด หรือน้องปาล์ม เป็นฝ่ายโจทก์ ที่พิการเนื่องจากถูกรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านใหม่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ขับชนเมื่อปี 2558 เป็นเหตุให้ ด.ช.ปราบปราม ขณะนั้นอายุเพียง 3 ขวบ มีอาการชาตั้งเเต่ราวนมมาถึงช่วงล่าง ไม่มีความรู้สึก และเดินไม่ได้ อีกทั้งเวลาขับถ่ายไม่มีความรู้สึกต้องใส่แพมเพิสและปัสสาวะทางสายยาง   ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลแขวงขอนแก่น ได้มีคำพิพากษาให้นายเกต นาถมทอง อายุ 68 ปี อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของโรงพยาบาลดังกล่าวและเป็นคนขับรถ ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 3,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี   แต่คดีแพ่ง ทางผู้เสียหายมีนายศราวุฒิ เจิมขุนทด พ่อของน้องปาล์ม ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ร่วมกับน้องปาล์มเป็นโจทก์ที่ 1 น้องปาล์มเป็นโจทก์ที่ 2 และนางสาวปวีณา หาทรัพย์ แม่ของน้องปาล์ม เป็นโจทก์ที่ 3 ร่วมกันฟ้องกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์ได้ยื่นฟ้องค่าเสียหาย 3 ส่วน ประกอบด้วย   โจทก์ที่ 1 คือพ่อน้องปาล์มเป็นเงินจำนวน 21,500 บาท โจทก์ที่ 2 คือน้องปาล์ม เป็นเงินจำนวน 8,371,324 บาท และโจทก์ที่ 3 คือแม่น้องปาล์ม เป็นเงินจำนวน 1,944,000 บาท และมีการไกล่เกลี่ยกันมาหลายครั้ง ลดหย่อนมาต่อเนื่อง จนฝ่ายโจทก์ยื่นขอเงินชดใช้เป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งทางจำเลยได้ไกล่เกลี่ยขอจ่ายเป็นเงินจำนวน 900,000 บาท   แต่ฝ่ายโจทก์ปฏิเสธจึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ กระทั่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำพิพากษาความแพ่งให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ที่ 2 เป็นเงินทั้งหมด 2,935,700 บาท และยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และ 3 โดยจำเลยทั้ง 2 ได้ขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาล   ล่าสุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำเลยทั้ง 2 คือกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 1 และ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 2 ว่าสมควรกำหนดค่าเสียหายสำหรับการสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพของโจทก์ที่ 2 จำนวนเท่าใด โดยศาลเห็นว่า   ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า นายเกตเป็นผู้กระทำโดยประมาทยิ่งกว่าโจทก์ที่ 1 และสมควรกำหนดให้จำเลยทั้ง 2 ซึ่งต้องรับผิดชอบในการกระทำของนายเกตดังกล่าวรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 แปดในสิบส่วน ฉะนั้นเมื่อโจทก์ที่ 2 เรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้มา 4,302,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้ง 2 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่เป็นค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพเป็นระยะเวลา 40 ปี ตั้งแต่อายุ 20 ปี ถึง 60 ปี เป็นเงิน 2,000,000 บาท นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น   ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเกต นาถมทอง นำเงินค่าเสียหายจำนวน 104,300 บาท มอบให้แก่โจทก์ที่ 2 เพี่อเยียวยาค่าเสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดค่าเสียหายอันเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,834,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ก.ค.2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ที่ 2   ด้านนายศราวุฒิ พ่อของน้องปาล์มยังบอกอีกว่า ในส่วนหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้พูดคุยกับทางนิติกรของฝ่ายจำเลย ที่คาดว่าจะไม่ยื่นฎีกา ส่วนตัวอยากจะขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้กับครอบครัว ไม่อยากจะให้ยื่นฎีกาเพราะเป็นเวลามานานร่วม 5 ปีแล้ว ครอบครัวของเราเป็นเพียงประชาชนธรรมดาไม่ได้คิดอยากจะสู้กับใครขอใช้ชีวิตเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวเลี้ยงดูลูก สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็อยากจะให้จบไป   ทางด้าน นางปวีณา หาทรัพย์ แม่ของน้องปาล์ม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า อาการของน้องปาล์มตอนนี้ดีขึ้น มีการพัฒนาระบบไขสันหลัง เริ่มมีการทรงตัวได้ แต่ยังอ่อนแรงอยู่ ไปไหนมาไหนต้องใช้รถเข็นตลอดเวลา   ขณะนี้เรียนที่ศูนย์พิเศษ นนทบุรี ปากเกร็ด โดยช่วงนี้ไปบ้างไม่ไปบ้างเนื่องจากระยะทางที่ไกล โดยหลังจากเกิดเรื่องขึ้นตนเองก็ได้ลาออกจากงานมาดูแลลูกเพียงอย่างเดียว ตอนนี้ภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ว่าน้องปาล์มจะสามารถกลับมาเดินได้ตามปกติอีกครั้ง ซึ่งจะดูอาการประมาณ 6-10 ปี หากนานกว่านี้จะต้องเป็นผู้พิการตลอดชีวิต ซึ่งยังมีความหวังเล็กๆ อยู่บ้าง โดยทางครอบครัวก็ได้ทำการกายภาพให้น้องปาล์มทุกวัน   ขณะที่น้องปาล์ม พูดคุยกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนี้ต้องใช้รถเข็นตลอดเวลา อยากเดินได้ อยากวิ่งได้เหมือนเพื่อน และโตขึ้นมาอยากเป็นหมอรักษาคนไข้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NuoZ1U5dN14

 1,531
เศรษฐกิจ
21 พ.ค. 62

เรียกสอบ รพ.เอกชน หลังโดนร้องเรียน ฟันค่ารักษาท้องเสีย 3 หมื่น

กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์เตรียมฟันโรงพยาบาลเอกชน หลังได้รับการร้องเรียนการเข้ารับการรักษาพยาบาลอาการท้องเสีย แต่ถูกคิดค่าใช้จ่ายรวม 30,000 บาท โดยสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการคิดราคาสมเหตุสมผลหรือไม่ และหากพบว่ามีการค้ากำไรเกินควร ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   โดยจะมีการเรียกให้โรงพยาบาลที่ถูกร้องเรียนมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีโทษตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรณีค้ากำไรเกินควร จำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในกำลังอยู่ระหว่างการเชิญโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 70 ราย จากจำนวน 353 ราย ที่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นจากการให้ส่งข้อมูลการซื้อขายยา พบว่า มีการคิดราคายาแพงเกินจริง ตั้งแต่แพงไม่มากจนสูงถึงระดับ 300% , 500% , 800% และ 900% มาหารือ และจะขอให้ชี้แจงถึงสาเหตุการคิดราคายาว่าที่คิดแพงนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร สมเหตุสมผลหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cwVmHCDAgUw  

 2,473
สังคม-อาชญากรรม
17 พ.ค. 62

'ยูนิเซฟ' จับมือกระทรวงพม. เปิดตัวแคมเปญ หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิตกระตุ้นให้ประชาชนแจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300

ยูนิเซฟจับมือกระทรวงพม. เปิดตัวแคมเปญ #หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต กระตุ้นให้ประชาชนแจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300     (17 พ.ค. 2562)  ยูนิเซฟจับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัวแคมเปญ หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต สร้างการมีส่วนร่วมของสังคมในการหยุดยั้งความรุนแรงต่อเด็ก โดยขอให้ประชาชนตื่นตัวและรีบแจ้ง ศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ซึ่งเป็นสายด่วนของรัฐ เมื่อพบเห็นเด็กถูกกระทำรุนแรงทุกรูปแบบ   ทั้งนี้ กระทรวงพม. ได้ให้บริการสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับแจ้งปัญหาสังคมต่าง ๆ รวมถึงการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก การทอดทิ้งเด็ก และการแสวงประโยชน์จากเด็ก โดยศูนย์ฯ จะรับแจ้งและให้การช่วยเหลือเด็กในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเด็กในภาวะวิกฤต การประสานส่งต่อเด็กไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  การให้คำปรึกษาแนะนำแก่เด็กและครอบครัว และการติดตามผล   จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2560 ซึ่งเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล 622 แห่งในประเทศไทย พบว่า มีเด็กเกือบ 9,000 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายและถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเดียวกัน ผลสำรววจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยปี 2558-2559 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า มีเด็กอายุระหว่าง 1-14 ปี จำนวนร้อยละ 4 หรือคิดเป็นประมาณ 470,000 คน เคยถูกลงโทษทางร่างกายอย่างรุนแรงมากที่บ้าน ในขณะที่แต่ละปี กลับมีผู้แจ้งเหตุรุนแรงต่อเด็กผ่านสายด่วน 1300 เพียงแค่ 3,266 ราย    นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ความรุนแรงส่งผลให้เด็กจำนวนมากต้องมีชีวิตอยู่กับฝันร้ายวันแล้ววันเล่า แต่ฝันร้ายเหล่านั้นหยุดได้ ถ้าประชาชนที่สงสัยหรือพบเห็นเด็กถูกกระทำรุนแรงเข้าไปขัดขวางหรือยกหูโทรศัพท์เพื่อแจ้งเหตุ”   การศึกษาทั่วโลกของยูนิเซฟ ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงต่อเด็กเกิดขึ้นในทุกช่วงอายุของเด็กและเกิดในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน โรงเรียน ชุมชน หรือสถานที่ที่เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ โดยมักกระทำโดยบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็ก ซึ่งเหตุการณ์ส่วนใหญ่มักไม่เป็นที่รับรู้หรือไม่มีการรายงาน โดยความรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจไปตลอดชีวิต และยังทำลายการพัฒนาโครงสร้างทางสมองของเด็ก บั่นทอนความสามารถในการเรียนรู้ และอาจส่งผลให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การทำร้ายตัวเอง ไปจนถึงการฆ่าตัวตาย   นายปรเมธี  วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “ความรุนแรงต่อเด็กเป็นประเด็นที่มีผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การจะยุติความรุนแรงต่อเด็กได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกๆคนในสังคม ในการที่จะไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ คือการแจ้งเหตุเมื่อพบเห็นหรือสงสัยว่ามีเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ทั้งนี้เด็กไม่สามารถปกป้องคุ้มครองตนเองได้ และต้องอาศัยทุกคนในสังคมช่วยกันดูแล”     แคมเปญ #หนึ่งเสียงเปลี่ยนชีวิต เปิดตัวด้วยคลิปวิดิโอความยาว 4 นาที http://bit.ly/evac-2019-01 ซึ่งจำลองเหตุการณ์ในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่พ่อลงโทษลูกสาวอย่างรุนแรง ทั้งด่าทอหยาบคาย และลงมือทำร้ายร่างกายลูกจนมีรอยบาดเจ็บฟกช้ำตามตัว คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นปฏิกิริยาของลูกค้าที่อยู่ในร้าน โดยหลายคนแสดงความเป็นห่วงและกังวลต่อสวัสดิภาพของเด็กอย่างชัดเจน แต่ไม่แน่ใจว่าจะเข้าไปช่วยเหลือเด็กได้อย่างไร    แคมเปญนี้ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ตลอดจนบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของผู้ที่เคยแจ้งเหตุ และเสียงของเด็กที่เคยถูกทำร้าย และยังมี ศิลปินชื่อดัง แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล แห่งวง Got 7 มาร่วมเป็นกระบอกเสียง นอกจากนี้ยังเสนอกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประชาชนสามารถทำได้ เช่น จัดทำสติกเกอร์ โปสเตอร์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความตื่นตัวในชุมชน    นายดาวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “เด็กทุกคนต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองเพื่อให้มีวัยเด็กที่ปลอดภัยและเป็นสุข  โดยไม่ควรมีเด็กคนใดต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว เราอยากเรียกร้องให้ทุกคนตื่นตัวในการปกป้องคุ้มครองเด็กก่อนที่จะสายเกินไป เพราะทุกคนต่างมีส่วนสำคัญในการยุติความรุนแรงต่อเด็กในสังคม”   ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ www.unicef.or.th/endviolence   คลิป ;

 1,503
สังคม-อาชญากรรม
14 พ.ค. 62

เตือนอย่าหลงเชื่อ 'ครีมหน้าขาว' ผสมสารปรอทเพียบ คนท้องใช้เสี่ยงลูกพิการ

กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือน ประชาชนอย่าหลงเชื่อครีมหน้าขาว ที่มีการลักลอบใช้สารปรอทในเครื่องสำอางเพื่อรักษาฝ้า จุดด่างดำ หรือทำให้ผิวขาวกลับมาอีกระลอกหนึ่ง และนับว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะพิษของสารปรอทนั้นมีผลกระทบหลายระบบของร่างกาย   พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ซึ่งตรวจสารอันตรายในเครื่องสำอางจากที่ผู้ป่วยส่งตรวจและจากที่ได้จากการซื้อขายผ่านตลาดนัดและตลาดออนไลน์ ระหว่างปี 2561-2562 จำนวน 420 ตัวอย่าง พบว่า   ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น (ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ครีมหน้าขาว) มีสารอันตรายถึงร้อยละ 25 นั่นคือ ในทุกๆ 4 ตลับจะพบสารอันตราย 1 ตลับเลยทีเดียว โดยสารปรอทเป็นสารอันตรายที่พบบ่อยที่สุด รองลงมาคือ สารไฮโดรควิโนน และกรดวิตามินเอ สำหรับพิษที่สำคัญของสารปรอทต่อร่างกาย มีดังนี้   1.พิษต่อผิวหนัง แม้ว่าสารปรอทจะมีผลทำให้เม็ดสีลดลง แต่พบว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากใช้ในระยะยาว จะทำให้ผิวบางลง เกิดจุดดำที่ผิวเพิ่มขึ้น เกิดฝ้าถาวร หรือในบางจุดจะทำให้เกิดผิวด่างถาวร   2.พิษต่อระบบประสาท  ทำให้มีอาการสั่น ปลายประสาทอักเสบ การทรงตัวผิดปกติ ชักกระตุก ซึมเศร้าหรือเกิดประสาทหลอนได้   3.พิษต่อตับและไต ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ และไตอักเสบได้ในระยะยาว   4.พิษต่อระบบเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง   5.หากใช้ระหว่างตั้งครรภ์ สารปรอทจะดูดซึมสู่ทารก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้ทารกสมองพิการและปัญญาอ่อนได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Hmwxtr0pFYw

 5,728
พระราชสำนัก
09 พ.ค. 62

สธ.ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ปีติเผยภาพเช็คพระราชทาน 79 ล้าน รพ.ศูนย์สกลนคร

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและทรงคำนึงถึงการดูแลรักษาพยาบาล สุขภาพร่างกายของประชาชน ตลอดจนประสิทธิภาพด้านการให้บริการทางการแพทย์   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินในการจัดซื้อเครื่องมือครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์และพยาบาล และสถานพยาบาลต่างๆ จากทั่วประเทศ ที่ยังคงขาดแคลนและมีความจำเป็นในการให้บริการในการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยจำนวน 27 แห่งทั่วประเทศ รวมเป็นเงิน 2,407,144,487.59 บาท   ด้าน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า โรงพยาบาลสังกัด สธ.ได้รับพระราชทานเงินสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ 11 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลราชวิถี 2.โรงพยาบาลสงฆ์ 3.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 4.โรงพยาบาลหัวหิน 5.โรงพยาบาลน่าน 6.โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร 7.โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ 8.โรงพยาบาลศูนย์ยะลา 9.โรงพยาบาลศูนย์ปัตตานี 10.โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และ 11.โรงพยาบาลท่าวังผา จังหวัดน่าน   นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเหลือ ที่พระองค์พระราชทานเงินสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ลงมา ซึ่ง สธ.จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ตามที่มีพระบรมราโชบายเพื่อให้เงินนี้ลงไปสู่ประชาชนผู้ยากไร้อย่างเต็มที่ โดยจะเน้นเป็นเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสมกับความต้องการการรับบริการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานเงินมีหลายระดับ และกระจายในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้    ขณะที่ฟซบุ๊กสกลนคร ซิตี้ เผยแพร่ภาพเช็คพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินจำนวน 79,957,680.00 บาท (เจ็ดสิบเก้าล้านเก้าแสนห้าหมื่นเจ็ดพันหกร้อยแปดสิบบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RkhzY20gIfY

 13,192
ต่างประเทศ
09 พ.ค. 62

รมว.สธ.นอร์เวย์สวนกระแส ให้ ปชช.กินดื่มสูบได้ตามใจ ไม่แคร์สุขภาพ

Adam's Story กับ อ.อดัม แบรดชอว์ มีเรื่องของรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ของประเทศนอร์เวย์ ออกแนวคิดสวนกระแส ประชาชนควรได้กินเนื้อแดง สูบบุหรี่ และดื่มสุราได้ตามต้องการ   รัฐมนตรีคนนี้ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า จุดเริ่นต้นของเรื่องคือ 'ฉันไม่ได้จะมาเป็นตำรวจศีลธรรม' จะไม่บอกให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างไร แต่จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลในการตัดสินใจเอง ประชาชนมีสิทธิที่จะสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และกินเนื้อแดง ได้มากที่พวกเขาต้องการ พวกเขารู้ว่าอะไรดีไม่ดีต่อสุขภาพ   ตามจริงแล้วรัฐมนตรีคนนี้เคยสูบบุหรี่ เลยรู้สึกว่า คนสูบบุหรี่หลายคนรู้สึกเหมือนคนนอกคอก ต้องหลบๆซ่อนๆ เธอยอมรับว่าการสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องดี แต่ผู้ใหญ่ต้องตัดสินใจกันเอง   ส่วนทางด้านสถาบันมะเร็งของนอร์เวย์ บอกว่า รัฐมนตรีคนนี้มีความเข้าใจด้านสาธารณสุขน้อยไป คำพูดของเธอเป็นอันตราย หลายคนจะทำตามคำพูดของเธอ     เรียนภาษาอังกฤษกับ อ.อดัม The new Norwegian health minister is going against the grain. รัฐมนตรีสาธารณะสุขคนใหม่ของประเทศนอร์เวย์กำลังสวนกระแส to go against the grain สวนกระแส "I don't plan to be the moral police." ฉันไม่ได้จะมาเป็นตำรวจศีลธรรม moral (adj.)  มีศีลธรรม อ่านว่า โม่เริล immoral (adj.)  ไม่มีศีลธรรม อ่านว่า อิมโม่เริล "People know what is healthy and what is not healthy." พวกเขารู้ดีว่า อะไรที่ดีต่อสุขภาพและไม่ดีต่อสุขภาพ healthy (adj.)  ดีต่อสุขภาพ อ่านว่า เฮ่ลตี not healthy = unhealthy = ไม่ดีต่อสุขภาพ Many smokers feel like outcasts. คนสูบบุหรี่หลายคนรู้สึกเหมือนคนนอกคอก outcast (n.) คนที่สังคมไม่ยอมรับอ่านว่า เอ้าทแคสทฺ Many will adhere to what she said. หลายคนจะยึดตามคำพูดของเธอ adhere to ยึดตาม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1qZOktM4kOg

 4,162
สังคม-อาชญากรรม
24 เม.ย. 62

สธ. เร่งผลิตพยาบาลเพิ่ม รองรับสังคมผู้สูงอายุ

กระทรวงสาธารณสุข สั่งผลิตพยาบาลเพิ่ม รองรับสังคมผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล ไม่ให้กลายเป็นสังคมเดี่ยว ที่ส่งผลต่อความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพตามมา    (24 เม.ย.62) การประชุมวิชาการ รางวัลศรีสังวาลย์ ซึ่งจัดขึ้น โดยมีนายแพทย์ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ในที่ประชุม นอกจากจะแสดงความยินดีกับพยาบาลดีเด่นที่ได้รับรางวัล ศรีสังวาลย์ ซึ่งเป็นบุคคลต้นแบบที่ยึดตามแนวทางการทำความดี ปฏิบัติหน้าที่การดูแลผู้ป่วย และพัฒนางานให้เป็นที่ประจักษ์ ต่อสังคมและประเทศชาติแล้ว ยังได้ย้ำถึงการผลิตพยาบาลเพิ่ม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในยุคดิจิตัล ซึ่งจะกลายเป็นสังคมเดี่ยวมากขึ้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิตที่ทำให้ผู้สูงอายุเครียด เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมามากมาย โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ ทั้งเบาหวาน ความดัน กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศพัฒนาศักยภาพพยาบาล เพื่อให้สมารถดูแลผู้สูงอายุได้ดี สั่งให้มีทักษะในการนำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ที่สำคัญ อาจกำหนดให้สถานพยาบาล มีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ เพราะอย่างน้อย ยังได้ออกนอกบ้านมาเจอเพื่อน เจอมิตรสหาย เจอหมอ พยาบาล ที่จะคอยแนะนำการดูแลสุขภาพที่ดี และร่วมกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ ทั้งลีลาศ ดนตรี กิจกรรมเข้าจังหวะ และการแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนด้วยเกมเบาสมอง คาดว่าในอนาคต ไทยจะเป็นต้นแบบสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ

 1,836
สังคม-อาชญากรรม
20 เม.ย. 62

รองปลัด สธ.แจงห้ามเฉพาะรถพยาบาล'วิ่งเกิน 80 กม./ชม. -ห้ามฝ่าไฟแดง' เท่านั้น! ไม่รวมรถกู้ชีพ-กู้ภัย และใช้ในกรณีผู้ป่วยมีสัญญาณชีพคงที่

กรณีคำสั่งกระทรวงสาธารณะสุข ที่ห้ามรถพยาบาลฉุกเฉินขับรถเร็วเกิน 80 กม./ชม. ห้ามฝ่าไฟแดง นั้น   ล่าสุด นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า เป็นการห้ามในส่วนของรถพยาบาลฉุกเฉินในสังกัดกระทรวงเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับรถกู้ชีพ กู้ภัย ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยการจำกัดความเร็วของรถพยาบาลฉุกเฉินไม่ได้กระทบต่อการช่วยชีวิตของผู้ป่วยแต่อย่างใด เนื่องจากระบบการดูแล และส่งต่อจะถูกประเมินโดยศูนย์สั่งการอยู่แล้ว โดยรถพยาบาล จะใช้ในกรณีผู้ป่วยมีสัญญาณชีพคงที่เป็นการส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลกับโรงพยาบาล ภายในรถมีแพทย์ และพยาบาลอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเสมือนห้องฉุกเฉินอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็ว และยังเป็นการนัดหมายกับโรงพยาบาลจึงไม่เป็นปัญหา   นายแพทย์ประพนธ์ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ต้องออกมาจำกัดความเร็วของรถพยาบาลฉุกเฉิน เนื่องจากในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบันพบผู้เสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาลมาจากปัจจัยหลายด้าน อันดับหนึ่งมาจากการขับด้วยความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และฝ่าสัญญาณจราจร ไม่ขาดเข็มขัดนิรภัย ตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุอยู่ที่ 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาล และบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 ราย และพิการ 2 ราย ส่วนผู้ป่วยบาดเจ็บมี 58 ราย เสียชีวิต 3 ราย และยังพบคู่กรณีเสียชีวิตอีก 14 ราย เป็นที่น่าตกใจว่าส่วนใหญ่เกิดขึ้น ขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลสูงถึงร้อยละ 80 กระทรวงจึงต้องมีมาตรการคุมเข้มแก้ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล และคุ้มครองอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/QnhVo3fswHI

 2,117
สังคม-อาชญากรรม
19 เม.ย. 62

สธ.เปิดสถิติ 4 ปี รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ 110 ครั้ง ดับ-เจ็บ 318 ราย

กระทรวงสาธารณสุขย้ำการทำหัตถการบนระต้องจอดรถในที่ปลอดภัย พร้อมย้ำ การส่งต่อผู้ป่วยต้องเน้นมาตรฐานเป็นสำคัญ    (19 เม.ย.62) นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง สถานการณ์ของรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขขณะปฏิบัติการนำส่งผู้ป่วย โดยจากการสำรวจพบว่าปัญหาอุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับรถเร็ว การฝ่าสัญญาณไฟจราจร และการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยจากข้อมูลในปี 2559-2562 พบว่า มีรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาลและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 ราย พิการ 2 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยบาดเจ็บ 58 ราย เสียชีวิต 3 ราย และคู่กรณีเสียชีวิต 14 ราย โดยอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เกิดขึ้นขณะส่งต่อผู้ป่วย ซึ่ง   กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด มาตรการป้องกันและแก้ไข ปัญหาจากการเกิดอุบัติเหตุรถพยาบาล โดยเน้นย้ำให้รถพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและมาตรฐานในการรักษาพยาบาล พร้อมย้ำการทำหัตถการบนรถพยาบาลต้องจอดรถในที่ที่มีความปลอดภัย ก่อนลงมือทำหัตถการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนกรณีวิกฤต นาทีชีวิต หากมีความจำเป็นขอให้อิงพระราชบัญญัติการจราจรทางบกพศ 2522 มาตราที่ 74    ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขในระหว่างการส่งต่อสถานพยาบาล โดยได้ทำประกันให้กับรถพยาบาลทุกคันในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ความคุ้มครองชีวิต ของผู้ที่อยู่บนรถพยาบาล 7 ราย รายละ 2 ล้านบาท ซึ่งจะเป็น การช่วยเยียวยาในกรณีเกิดอุบัติเหตุ   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 2,825
สังคม-อาชญากรรม
19 เม.ย. 62

สธ.สั่งรถพยาบาล 'ห้ามใช้ความเร็วเกิน 80 กม./ชม. -ห้ามฝ่าไฟแดงทุกกรณี'

กระทรวงสาธารณสุข มีมติออกมาว่า รถพยาบาล จะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.) ห้ามฝ่าไฟแดงทุกกรณี และในรถต้องมีผู้โดยสารรวมพนักงานขับทั้งหมดไม่เกิน 7 คน ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ตัวพนักงานขับรถต้องผ่านหลักสูตรการฝึกอบรม พนักงานขับรถต้องตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละครั้ง และต้องทำประกันรถชั้น 1     โดย ทาง สธ. บอกว่า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด สำหรับผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในรถ ขณะนำส่งโรงพยาบาล   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9A4qUu4UPHc

 25,919
สังคม-อาชญากรรม
14 เม.ย. 62

กรมควบคุมโรค ห่วงวัยรุ่นรักไม่ปลอดภัยช่วงสงกรานต์ แนะ 4 วิธีปฏิบัติตัวป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์-เอดส์

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงวัยรุ่นในช่วงสงกรานต์ปีนี้ อาจมีเล่นน้ำและดื่มแอลกอฮอล์หรือเที่ยวต่อในช่วงกลางคืน ทำให้ขาดการยับยั้งใจเปิดโอกาสให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ พร้อมแนะ 4 วิธีปฏิบัติตัว โดยเฉพาะการปฏิเสธเมื่อไม่พร้อม และหลีกเลี่ยงการอยู่สองต่อสอง   (14 เม.ย. 62) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีประชาชนออกมาเล่นน้ำและร่วมกิจกรรมต่างๆ จำนวนมาก ทั้งในเวลากลางวันและกิจกรรมกลางคืน นอกจากเรื่องอุบัติเหตุทางถนนที่น่าเป็นห่วงแล้ว อีกเรื่องสำคัญที่น่าห่วงคือในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งหญิงสาวอาจถูกฉวยโอกาสได้ง่าย เพราะวัยรุ่นมักควงคู่กันออกมาเล่นน้ำและเที่ยวกลางคืน รวมถึงอาจมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย และด้วยความใกล้ชิด มีสถานที่ลับหูลับตา ถ้าขาดการยับยั้งใจให้อารมณ์พาไป ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย    กรมควบคุมโรค จึงขอให้ประชาชนทุกคนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ ตามแนวคิด SEX รอบคอบ ตอบ OK โดยมุ่งเน้น 4 ข้อสำคัญ ดังนี้ 1.ไม่พร้อมให้ Say No เมื่อคุณ OK ให้ Say Yes 2.ป้องกันคุณ ป้องกันคู่ จะเป็นผู้ไม่ประมาท 3.ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และ 4.ใช้ถุงยางอนามัยถือว่ารับผิดชอบตนเองและคู่    นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำสำหรับกลุ่มวัยรุ่นในการปฏิบัติตัวให้เป็นรักที่ปลอดภัย 4 ข้อ ดังนี้ 1.หลีกเลี่ยงไม่อยู่สองต่อสอง หรือไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 2.กล้าปฏิเสธ เมื่อไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์ หรือเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 3.พกถุงยางอนามัยติดตัวเสมอ และใช้อย่างถูกวิธี และ 4.ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะการใช้ถุงยางอนามัยเป็นการดูแลสุขภาวะทางเพศให้ปลอดภัยไปพร้อมกัน    ขอเตือนกลุ่มวัยรุ่นให้มีสติ ระมัดระวังและไม่ควรไว้ใจผู้อื่นง่ายๆ ที่สำคัญฝ่ายชายไม่ควรฉวยโอกาสหรือพิสูจน์ความรักด้วยการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งต้องให้เกียรติผู้หญิงมากกว่า เพราะการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์อันจะนำไปสู่ปัญหาการทำแท้ง และปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น และขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมตรวจสุขภาพทางเพศให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง

 2,000
สังคม-อาชญากรรม
13 เม.ย. 62

ราชกิจจาฯ ประกาศ 16 ตำรับยาที่มีกัญชาผสม ให้ใช้รักษาโรคได้

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ. 2562    โดยหลังจากนี้เป็นต้นไป ยาเหล่านี้ ที่มีส่วนผสมของกัญชา สามารถนำมาใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ ได้แก่ ยาอัคคินีวคณะ ยาศุขไสยาศน์ ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง ยาไฟอาวุธ ยาแก้นอนไม่หลับหรือยาแก้ไข้ผอมเหลือง ยาแก้สัณฑฆาต กล่อนแห้ง ยาอัมฤตโอสถ ยาอไภยสาลี ยาแก้ลมแก้เส้น ยาแก้โรคจิต ยาไพสาลี ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง ยาทำลายพระสุเมรุ และยาทัพยาธิคุณ        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/UzrihITRFzk

 4,361
บันเทิง
21 ก.พ. 62

กระทรวงสาธารณสุข มอบโล่ผู้จัดละคร 'ทองเอกหมอยาท่าโฉลง' เผยเป็นประโยชน์ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน

(21 ก.พ. 62 )รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ละคร ทองเอก หมอยา ท่าโฉลง ให้ผู้จัดละครไทยทีวีสีช่อง 3 วันนี้ ซึ่งเป็นละครน้ำดีที่ได้รับความนิยม และเกิดประโยชน์ในภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้าน ส่งผลให้เศรษฐกิจ ด้านสมุนไพรดีขึ้น ต่างชาติเชื่อถือ   ศาตราจารย์คลีนิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการมอบโล่เขิดชูเกียรติให้กับ นายปิยะ เศวตพิกุล ผู้จัดละครทองเอก หมอยา ท่าโฉลงจากไทยทีวีสีช่อง 3 หลังเป็นละครที่ได้รับความนิยม และสอดแทรกเนื้อหาสาระที่เกิดประโยชน์ด้านสมุนไพรไทย ให้คนรุ่นหลังได้สิบทอด และรู้คุณค่าถึงสมุนไพรแต่ละชนิด    โดย นายปิยะ มาพร้อมกับ ผู้กำกับ นางสาวชุติมา จันทเขตต์ สมทบด้วยตัวแทนดารา นายรอง เค้ามูลคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง กล่าวชื่นชมละครเรื่องนี้ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น และยังต่อยอดให้หลายประเทศเพื่อนบ้าน เข้าถึงสมุนไพรของไทย ที่มีมาตั้งแต่อดีต ก่อนจะมาแปรรูปเป็นยารักษาโรคในรูปแบบปัจจุบัน มำให้ต่างชาติ มีความเชื่อมั่นในมรดกทรัพย์ในดินที่ทรงคุณค่าโดยงานมหกรรมสมุนไพรจะมีขึ้นในวันที่ 6-10 มีนาคม ชึ่งจัดขึ้นที่ อิมแพคเมืองทองธานี งานนี้ดารานักแสดงจากไทยทีวีสีช่อง 3 เรื่องหมอยาท่าโฉลง ร่วมจุดประกายให้งานมีความยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย

 2,065

Top