ค้นหา :

ผลการค้นหา "กระทรวงสาธารณสุข"

สังคม-อาชญากรรม
25 ม.ค. 62

สธ. พร้อมลงพื้นที่จุดเสี่ยงฝุ่นจิ๋ว แนะประชาชนรับมือ สถานการณ์มลพิษทางอากาศ

กระทรวงสาธารณสุข บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดทำแผนดูแลสุขภาพ พร้อมลงพื้นที่แนะนำการรับมือฝุ่นละออง ขณะที่ค่าฝุ่นละออง PM2.5วันนี้มีเกินค่ามาตรฐาน อยู่24 พื้นที่   (25 ม.ค. 62) กระทรวงสาธารณสุขประชุมหารือมาตรการเร่งด่วนในการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร มีการเรียกประชุม 8 จังหวัดใกล้เคียง ได้แก่สระบุรี ราชบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี และนนทบุรี โดยมีนายแพทย์ สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณะสุข เป็นประธานในการประชุม -โดยตั้งแต่ที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2562 จังหวัดที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานสูงสุด 103 มคก./ลบ.ม. คือที่จังหวัดสมุทรสาคร บริเวณถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2561 และจังหวัดที่มีฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานสูงสุด 29 วัน คือจังหวัดสมุทรปราการ ตำบลพระประแดง   ซึ่งมาตรการแนวทางการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุข คือ ประสานความร่วมมือและบูรณาการข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและกรุงเทพมหานครจัดทำแนวทางดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับผลกระทบสุขภาพจากมลพิษปี 2562 ศึกษาข้อมูลจากฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  และจัดทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ให้ความรู้สร้างความตระหนักเรื่องฝุ่นการป้องกันตนเองในสถานการณ์ต่างๆ    อย่างไรก็ตามสถานการณ์จำนวนผู้ป่วยขณะนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมายังไม่ถือว่าแตกต่างกันมากนัก แต่ขอแนะนำให้เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวกลุ่มเสี่ยง หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีฝุ่นละออง รวมุึงประชาชนทั่วไปให้ป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยหากต้องอยู่ภายนอก -ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง วันที่ 25 มกราคม 2562 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีหมอกในตอนเช้า อากาศลอยตัวได้ดี แต่ลมพัดอ่อน ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานโดยเฉลี่ยประมาณ 7 มคก./ลบ.ม. โดยฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน ที่ 50 มคก./ลบ.ม. 24 พื้นที่ แบ่งเป็นพื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 16 สถานีวัดคุณภาพอากาศ และพื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 8 สถานี / ทั้งนี้คาดการณ์ว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้ อากาศยังลอยตัวได้ดี แต่มีลมพัดแรงขึ้น ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสเจือจางลงได้

 1,333
สังคม-อาชญากรรม
25 ธ.ค. 61

คุมเข้มเมาแล้วขับช่วงปีใหม่ ยันดื่มนมเปรี้ยว-เคี้ยวรางจืด ไม่ช่วยอะไร

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับตำรวจแถลงข่าว “สธ. ห่วงใย เที่ยวปีใหม่ปลอดภัย สุขใจทั้งครอบครัว” เพื่อคุมเข้มช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2561 - 2 ม.ค. 2562   โดยคนขับที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และจะคัดกรองบำบัดรักษา ควบคุมประพฤติคนเมาสุรา หากศาลมีคำสั่งจะต้องส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์   กรณีของผู้ใหญ่ขับรถจะยึดที่ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึงคนขับที่ไม่มีใบขับขี่หรือมีใบขับขี่ชั่วคราวต้องไม่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ยืนยันว่าการดื่มนมเปรี้ยว หรือ รางจืด ไม่สามารถรอดพ้นจากการเป่าวัดได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/USlS-SwyvpY

 1,194
สังคม-อาชญากรรม
12 พ.ย. 61

‘อัจฉริยะ’ ร้อง กระทรวงสาธารณสุข เอาผิดแพทย์ รพ.พระราม 2 ปฏิเสธรักษาสาวถูกสาดน้ำกรด

วันนี้ (12 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม น้องเต บุตรสาวและครอบครัวของนางสาวช่อลัดดา หญิงที่ถูกสามีสาดน้ำกรดจนเสียชีวิต เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันถ่วงที เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นายกแพทยสภา, นายกสภาการพยาบาลเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารโรงพยาบาลพระราม 2 รวมถึงแพทย์ และ พยาบาลที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในขณะเกิดเหตุ เนื่องจากติดใจโรงพยาบาล ที่ปฏิเสธรักษานางสาวช่อลัดดา และบอกให้นางช่อลัดดา ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอื่นแทน   นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเอาผิดกับบุคคลดังกล่าว เพราะส่วนตัวมองว่าผู้บริหารโรงพยาบาล, แพทย์ และ พยาบาล ไม่มีคุณธรรม, จริยธรรม เนื่องจากไม่ได้มีการประเมินอาการของคนไข้ก่อนแต่กลับดูจากสิทธิประกันสังคม ทั้งที่ตามกฎของกระทรวงสาธารณะสุขแล้ว ทางโรงพยาบาลสามารถที่จะรับตัวคนไข้ไว้รักษากรณีฉุกเฉินได้ ประกอบกับการให้พยาบาลวินิจฉัยโรคนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ และที่ผ่านมามีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มีมาตรฐาน    เบื้องต้น ยืนยันว่าข้อมูลที่โรงพยาบาลชี้แจง ไม่ตรงกับที่ทางญาติเปิดเผย ซึ่งทางตนเองจะฟ้องร้องทางโรงพยาบาลเพื่อเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท และหากเป็นไปได้ ตนเองยืนยันว่าโรงพยาบาลแห่งควรถูกปิดไม่ควรที่จะเปิดให้บริการต่อไป   ด้าน นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะเร่งตรวจสอบและสรุปผลให้ได้โดยเร็วที่สุด สำหรับกรณีนี้ หากเป็นกรณีฉุกเฉิน แพทย์ต้องแจ้งสิทธิการรักษากับญาติเกี่ยวกับแนวทางให้บริการว่าจะให้ญาติ รักษาที่โรงพยาบาลแรก หรือโรงพยาบาลประกันสังคม โดยหากวินิจฉัยพบว่าผู้ป่วยมีอาการในภาวะวิกฤติ ทุกโรงพยาบาลก็สามารถให้การรักษาได้   อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นหนังสือแล้ว ทางญาติก็จะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าของคดีที่ สน.ท่าข้าม ก่อนจะเดินทางไปรับศพ นางสาวช่อลัดดา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่จ.ขอนแก่น ต่อไป   ข่าวที่เกี่ยวข้อง รวบสามีหึงโหดสาดน้ำกรดใส่เมียดับ ครอบครัวแห่โลงศพสาวถูกสาดน้ำกรดร้อง รพ.หลังปัดรักษาจนตาย อัจฉริยะปะทะเดือดกลางวงเจรจา        

 3,248
สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 61

สธ. ผลึกพลัง 84 องค์กรประกาศเจตนารมณ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน ป้องกัน-แก้ไขปัญหาติดเกม

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาคีเครือข่าย 84 องค์กรประกาศเจตนารมณ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน จากโรคติดเกม ซึ่งองการอนามัยโลกประกาศให้เป็นโรคทางจิตเวช คาดการณ์มีเด็กเสี่ยงติดเกมประมาณ 2 ล้านคนป้องกันด้วยหลัก 3 ต้อง 3 ไม่   (31 ต.ค. 61) ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์จริต อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด เครียดได้ คลายเป็น เล่นเกมส์แต่พอดี พร้อมประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคประชาชน เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายเด็กและเยาวชน สภาวิชาชีพ ราชวิทยาลัย และโรงเรียนแพทย์ รวม 84 องค์กร ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ป้องกันและแก้ไขปัญหาติดเกมอย่างเป็นรูปธรรม    รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 1 ถึง 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ภายใต้แนวคิด เครียดได้ คลายเป็น เล่นเกมส์แต่พอดี เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนจากโรคติดเกม ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช มีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ ครอบครัว การศึกษา การงานอาชีพ และสังคม ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยทางจิตจากพฤติกรรมเสพติดเกมส์นับ พันล้าน สำหรับประเทศไทยคาดการณ์มีเด็กติดเกมส์และมีปัญหาเสี่ยงต่อการติดเกมประมาณ 2 ล้านคน เด็กและเยาวชนที่เล่นเกมส์จนเกินพอดีขาดวินัยในตนเองไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จะนำไปสู่การติดเกมส์เป็นปัญหาพฤติกรรมเสพติดในทางสมอง มีลักษณะคล้ายกับติดสารเสพติด    อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า อาการที่คล้ายกับอาการติดยาเสพติด เมื่อเวลาที่ไม่ได้เบ่นเกมส์คือจะมีอาการลงแดง วิตกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน ซึ่งครอบครัวสามารถช่วยกันแก้ปัญหาและป้องกันได้ด้วยหลัก 3 ต้อง 3 ไม่ ได้แก่ ต้องกำหนดเวลาเล่นเล่นไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ต้องตกลงโปรแกรมให้ลูกเลือกประเภทเกมส์ให้ลูก เช่นเกมส์บริหารสมอง   สำหรับการประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาติดเกม 4 ข้อ ได้แก่ 1. ป้องกันและควบคุมการบริโภคเกมส์ที่มีผลกระทบต่อสมอง พัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็ก 2. สนับสนุนให้มีมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันวิดีโอเกมและ E-SPORT ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม 3. สร้างความตระหนักถึงผลเสียและเรียนรู้การใช้อย่างเหมาะสมแก่เด็ก ครอบครัวและครู 4. สร้างระบบเฝ้าระวังและช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาให้เข้าถึงบริการได้อย่างครอบคลุม

 658
สังคม-อาชญากรรม
16 ต.ค. 61

เภสัชกรยื่นหนังสือค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับเสนอ ครม. ชี้ถูกบิดเบือน แนะทำประชาพิจารณ์

ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม ยื่นหนังสือค้าน ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่ สธ.เสนอ ครม. ชี้ถูก อย.ผู้จัดทำร่างบิดเบือนข้อมูล เป็นความคิดเห็นฝ่ายเดียว ยันทางกลุ่มไม่เคยเห็นด้วย แนะทำประชาพิจารณ์จากทุกภาคส่วนไม่น้อยกว่า 15 วัน     เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2561 ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม นำโดย ภญ.สุจิดา กุลถวายพร ประธานชมรมเภสัชกรภาคใต้แถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...ฉบับเดือนตุลาคม 2561 : ฉบับยื่นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระบุว่า   เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขยื่นเสนอต่อ ครม.นั้น ผู้ที่รับผิดชอบจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับดังกล่าวได้สรุปการรับฟังความคิดเห็นไปฝ่ายเดียวว่า “ชมรมเภสัชกรภาคใต้เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...ที่จะเสนอต่อ ครม.” ซึ่งไม่เป็นความจริง   ทั้งนี้ ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมยึดมั่นในเจตนารมณ์ต้องการให้ร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...ฉบับนี้คุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง และได้เสนอข้อคิดเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้หลายประการ แม้ผู้จัดทำจะได้ปรับแก้ไขในบางประเด็นที่ได้ถกเถียงหรือโต้แย้งกันไปบางส่วนแล้ว   แต่ปรากฎว่า ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ยามีการเพิ่มบทบัญญัติที่มีเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญซึ่งไปกระทบกระเทือนความปลอดภัยด้านยาของประชาชนอย่างมากเข้าไปในร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับที่จะนำเสนอต่อ ครม. โดยไม่เคยมีปรากฎมาก่อนในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับเดิมที่เคยผ่านการทำประชาพิจารณ์ (ระหว่างวันที่ 26-31 กรกฎาคม 2561 ทางเว็บไซต์ http:/lawamendment.go.th เพียงแค่ 6 วันเท่านั้น) จากความเร่งรีบในการแก้ไขและเสนอร่าง พ.ร.บ.ยา จึงส่งผลกระทบให้เปลี่ยนแปลงระบบยาของประเทศทั้งระบบ ให้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิม โดยไม่คำนึงว่าจะทำงานระบบยาของประเทศและยิ่งทำให้เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด และขาดหลักธรรมาภิบาลว่าด้วยการรับฟังให้รอบด้านและความโปร่งใส นอกจากนั้นยังไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 77 ด้วย   ชมรมเภสัชกรภาคใต้และ 12 เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรมจึงขอคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวและขอเรียกร้องให้   1.ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.และผู้เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีกล่าวอ้างบิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จ จนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเสียหายต่อชมรมเภสัชกรรมภาคใต้   2.เสนอให้นำร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. ...(ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 : ฉบับยื่นต่อคณะรัฐมนตรี) กลับคืนมาและให้เปิดเผยร่าง พ.ร.บ.ยาต่อสาธารณชน เปิดรับฟังประชาพิจารณ์จากทุกภาคส่วนในหลายช่องทางอย่างชอบธรรมทั้งกระบวนการ เนื้อหา และระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 15 วัน รวมทั้งปรับแก้อย่างรอบคอบและชอบธรรมในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความคุ้มครองและมีความปลอดภัยในการใช้ยาอย่างแท้จริง   ต่อมามีรายงานว่าเมื่อเช้าวันที่ 16 ต.ค.2561 ตัวแทนเภสัชกรในหลายจังหวัด อาทิ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี เข้ายื่นหนังสือขอคัดค้าน และขอให้นำร่าง พ.ร.บ.ยา กลับคืนมาแก้ไข ต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม และผู้ว่าราชการจังหวัด   ข้อมูลจาก สภาเภสัชกรรม : The Pharmacy Council  

 1,734
สังคม-อาชญากรรม
03 ต.ค. 61

'หมอธีระวัฒน์' ชี้สาธารณสุขไทยใกล้ล่มสลาย บุคลากรไม่พอ-ผู้ป่วยล้น รพ.

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thiravat Hemachudha ถึงวิกฤตในวงการสาธารณสุขไทย ระบุว่า   ผู้บริหาร รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข และประชาชนต้องยอมรับความจริงว่าความพินาศเกิดขึ้นแล้วและเกือบล่มสลายแล้ว ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคอีสานข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2561 จากลูกศิษย์คนหนึ่งของเราที่จบเมื่อปีที่แล้ว   ความรับผิดชอบผมคือดูวอร์ดหรือหอผู้ป่วยชาย ประมาณ 30-40 เคส/สาย (สองสายต่อวอร์ด) ถ้าเอาตามเตียงกับเบอร์ที่หัวเตียงหนึ่งวอร์ดคือจุได้ 28 คนครับ แต่ทุกวันนี้ก็ ต้องรับวอร์ดละ 70-80 ราย   ตามปกติสายหนึ่งก็มี staff 1 คน R1 1 คน (แพทย์ประจำบ้านปีที่หนึ่ง) R3 1 คน (แพทย์ประจำบ้านปีที่สาม) Intern 1 คน (แพทย์ฝึกหัด) Ext 1 คน (นักศึกษาแพทย์ฝึกงาน) นศพ ปี 4 หรือ 5 อีก 1-2 คน   วันก่อนผมอยู่เวรวอร์ดอายุรกรรม คือรักษาทางยาฝั่งผู้ชาย ซึ่งประกอบด้วย วอร์ดสามัญ 3 วอร์ด 6 สาย) 2 ICU (ICU ละ 10 เตียง) 1 RCU ผู้ป่วยหนักทางระบบทางเดินหายใจหรือที่หายใจไม่ได้(16 เตียงเอาไว้ wean case ยาก กับดูโรคทาง chest เป็นหลัก)   ทีมที่ดูประกอบด้วย Staff 1 คน R3 1 คน R1 2 คน Intern 2 คน Extern 2 คน นศพ 2 คน   เฉพาะเวรบ่าย admit รับผู้ป่วยใหม่ประมาณ 42 ราย (ไม่ใช่ทั้งวัน นี่คือเฉพาะเวรบ่าย) นี่คือฝั่งผู้ชายอายุรกรรมเท่านั้น ผมว่า ใกล้ถึงจุดเรือล่มแล้วล่ะครับตอนนี้ก็ช่วยกันพายเต็มที่ล่ะครับ วันที่เรือจมคงอีกไม่ไกล   Bird เขียว bird คือเครื่องช่วยหายใจแบบโบราณและ volume ventilator แบบดีขึ้นมาหน่อยสำหรับคนไข้ที่หายใจเองไม่ได้ ผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและจริงๆต้องอยู่ในไอซียู ต้องนอนอยู่นอก ไอซียูประมาณ 16-20 คนต่อวอร์ด   นี่หรือคือความสำเร็จของระบบสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศไทยแทนที่จะด่าว่ากันว่ารักษาไม่ดี รับสภาพความจริงก่อนว่าขณะนี้ล่มสลายแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zsHMycszP7E

 9,727
สังคม-อาชญากรรม
03 ต.ค. 61

สธ.ชงรัฐแบนสารเคมี แนะทำเกษตรอินทรีย์ 'หมอธีระวัฒน์' เตือนสารพิษในผักผลไม้ล้างไม่ออก-ตกค้างในร่างกาย

จากกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยกระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่รายงานการสำรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยระบุว่าหลังเก็บตัวอย่างผักและผลไม้ที่วางจำหน่ายอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และพืชผักผลไม้ที่มีสารพิษปะปนอยู่ล้างออกได้   ต่อมา ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ออกมาโพสต์ตอบโต้เรื่องดังกล่าว โดยระบุว่าสารตกค้างในผักผลไม้กว่า 60% ล้างไม่ออก และห้องปฏิบัติการของรัฐสามารถตรวจสารเคมีได้เพียง 10% จาก 280 ชนิดนั้น   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมของคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งมี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, เลขาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ตัวแทนจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว ก่อนจะมีมติเพื่อที่จะอธิบายรายะละเอียดเพิ่มเติมของทางกระทรวงสาธารณสุขถึงการแถลงเมื่อวันที่ 28 ก.ย.   นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สธ.ยืนยันว่าจะต้องแบนสารเคมีที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอท, ไดลโฟเสท และ คลอไพรีฟอส และสารพิษฆ่าแมลงซึ่งมีอยู่สี่กลุ่มด้วยกัน แต่เนื่องจากการแบนไม่ใช่หน้าที่ของ สธ. จึงจะมีการเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณา แต่หน้าที่หลักของ สธ. คือให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันจากการสุ่มตรวจพบการปนเปื้อนอยู่ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ การล้างก็เป็นวิธีหนึ่งที่อาจทำให้สารเคมีบางอย่างลดปริมาณลง แต่ขอยืนยันว่าไม่สามารถล้างจนปลอดจากสารเคมีได้ และไม่มีวิธีใดที่ทำให้สารเคมีไม่ปนเปื้อน และเมื่อมีการบริโภคก็อาจมีการสะสมในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้   ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยประชาชนควรเลือกซื้อผักและผลไม้จากเกษตรอินทรีย์ หรือแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และเพื่อความปลอดภัยตั้งแต่ต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงควรผลักดันในเรื่องห้ามใช้สารเคมีสารพิษในพืชผักผลไม้ เพื่อจะได้ไม่มีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในผลผลิต   ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนของทาง สธ.เพราะสิ่งที่ออกมาเมื่อวันที่ 28 ก.ย. เป็นการใช้ลักษณะของข้อมูลที่ถูกบิดเบี้ยวไป โดยเฉพาะที่บอกว่าล้างแล้วปลอดภัย แต่ข้อเท็จจริงคือล้างยังไงก็ไม่ปลอดภัย เพราะสารพิษที่ตกค้างกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถล้างออกได้หมดเนื่องจากซึมเข้าไปในเนื้อผักและผลไม้   ดังนั้นควรต้องป้องกันตั้งแต่ต้นทางคือแบนไม่ใช้สารเคมีที่มีสารพิษ โดยเฉพาะ 3 ชนิด คือ พาราควอท, ไดลโฟเสท และ คลอไพรีฟอส และแม้ว่า สธ.ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการแบน แต่จากการประชุมในวันนี้ก็จะได้เพิ่มมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาชุดตรวจสารพิษให้ได้หลายชนิด  นอกจากนี้ตนอยากให้ประชาชนร่วมกันผลักดัน เพื่อให้รัฐแบนสารพิษที่ทำให้ตกค้างในผักและผลไม้อย่างจริงจัง   จากการสุ่มตรวจทีมีการแถลงเมื่อวันที่ 28 ก.ย. มีการสุ่มตัวอย่างกว่า 7000 ตัวอย่าง โดยพบว่าตัวอย่างที่เก็บจากตลาดมีการปนเปื้อนสูงถึง 30-35 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ค่อนข้างดีมาจากตัวอย่างที่แปลงและสถานที่ที่มีการควบคุม ซึ่งพบการปนเปื้อน 10-15 เปอร์เซ็นต์   ทั้งนี้การตรวจไม่สามารถตรวจสารฆ่าแมลงได้ทั้งหมดด้วยข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือ แต่ในอนาคตทางกระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มมาตรฐานในการตรวจให้ครอบคลุมได้ถึง 104 ชนิด และหากร้านค้าหรือแหล่งเพาะปลูกผ่านเกณฑ์ก็จะมีการให้สัญลักษณ์เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเลือกซื้อ   ศ.นพ.ธีระวัฒน์  กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าผลการตรวจจะพบสารพิษตกค้างเล็กน้อยหรือต่ำกว่ามาตรฐาน แต่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทางแพทย์แล้วว่า สารพิษเหล่านี้สามารถตกค้างในร่างกาย โดยการสะสมของสารพิษในร่างกายไมได้เกิดทันทีทันใด แต่จะสะสมเรื่อยๆจนเป็นการจุดชนวนให้เกิดโรคต่างๆได้ โดยโรคที่พบ เช่น ไตวาย, เบาหวาน, โรคทางสมอง, ตับ รวมทั้งมะเร็ง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JgDGu8tZh5Q

 19,326
สังคม-อาชญากรรม
01 ต.ค. 61

ก.เกษตรฯ-สธ.แถลงโต้หมอธีระวัฒน์ ปมสารพิษตกค้างผักผลไม้

ตามที่ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันศึกษาและแถลงข่าวให้ประชาชนทราบในวันที่ 28 กันยายน 2561 ยังไม่น่าเชื่อถือนั้น   ต่อมาทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกันทำคำชี้แจงผลการศึกษาวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในพืช ผัก ผลไม้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้บริโภคสับสนและเพื่อยืนยันว่าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขจะไม่มีวันที่จะทรยศต่อแผ่นดิน ตามที่ถูกกล่าวหาอย่างเด็ดขาด   1. การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผักและผลไม้ เป็นโครงการ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกัน ดำเนินการ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2560 และต่อเนื่องมาในปีนี้เป็นปีที่ 2 ซึ่งในปีนี้ ได้มีการวางแผนการทำงานร่วมกัน ของ 4 หน่วยงาน คือ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย เก็บตัวอย่างผักและผลไม้สด   จากทั่วประเทศ ในช่วงเวลาต่างๆตลอดทั้งปี 2561 ครอบคลุมตั้งแต่แปลงเกษตรกร โรงคัดบรรจุผักผลไม้สด ห้างค้าปลีก ตลาดค้าส่งค้าปลีก และครัวของโรงพยาบาล รัฐ โดยเก็บตัวอย่างวิเคราะห์ มากกว่า 7000 ตัวอย่าง ซึ่งถือเป็นข้อมูล การตรวจวิเคราะห์ ที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่มีการศึกษามาในประเทศ การเก็บตัวอย่าง และการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ดำเนินการตาม หลักการสากล ซึ่งการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้ข้อมูล ที่สามารถ ประเมินสถานการณ์ ของสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ในประเทศ เพื่อ วางมาตรการการ ควบคุม กำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคได้ดีขึ้น   2. ผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง จะ นำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานปริมาณสารพิษตกค้าง ซึ่ง ผักและผลไม้ตัวอย่างใด ที่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน หมายความว่า ผักและผลไม้นั้น มาจากการเพาะปลูก ที่ใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ซึ่งก็จะเป็นข้อมูล ให้นำไปปรับปรุง การควบคุมและแนะนำเกษตรกรต่อไป ทั้งนี้ผักและผลไม้ที่ ตรวจพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน จะนำไปประเมินความเสี่ยงอันตรายของผู้บริโภค โดยใช้วิธีการประเมินและเปรียบเทียบกับค่าความปลอดภัยที่กำหนดโดย องค์การอนามัยโลก หรือ WHO   3. ผลการตรวจวิเคราะห์ผักและผลไม้ รวม 7054 ตัวอย่าง พบสารพิษตกค้าง ในระดับที่เกินมาตรฐาน 790 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 11 ซึ่งทั้ง 790 ตัวอย่างนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข ได้ตามลงไปตรวจสอบ ข้อมูล ย้อนกลับไปถึง แหล่งผลิต ระดับ แปลงเกษตรกร หรือ โรงคัดบรรจุ เพื่อตักเตือนให้คำแนะนำ ให้ใช้สารเคมีให้ถูกต้อง รวมทั้งสั่งให้ มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งหากแก้ไขไม่ได้ จะดำเนินการถอนใบรับรอง เกษตรกร หรือใบอนุญาตของโรงคัดบรรจุ รวมทั้งการดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป ซึ่งจะดำเนินการ ตามนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดสัดส่วนผักและผลไม้ที่ไม่ได้มาตรฐานลงให้เหลือน้อยที่สุด   ผลการประเมิน ระดับ สารพิษตกค้าง ที่พบในผักผลไม้ 790 ตัวอย่าง ที่ เกินมาตรฐาน เพื่อ พิจารณาความเสี่ยงอันตรายของผู้บริโภค โดยประเมินตามข้อมูลปริมาณผักผลไม้ที่คนไทยบริโภคจริง พบว่า จะ 790 ตัวอย่าง มี 10 ตัวอย่าง ที่พบ สารเคมี ในระดับสูง เกินระดับที่ปลอดภัย หรือคิดเป็นร้อยละ 0.14 ของจำนวนตัวอย่าง ที่ตรวจวิเคราะห์ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่พบในส้ม ซึ่งกรณีของส้มเป็นการตรวจวิเคราะห์ส้มทั้งเปลือก   ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีข้อมูลผลการศึกษาที่ชัดเจนว่า สารเคมีที่พบในส้ม ทั้งที่เป็นชนิดที่ตกค้างที่เปลือก หรือชนิดดูดซึม เมื่อนำส้มไปล้างทั้งผล และปอกเปลือกออกแล้ว สารพิษตกค้างลดลงมากกว่า ร้อยละ 40-80 และอยูในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อผู้บริโภค ปอกเปลือกและบริโภคเนื้อส้ม หรือการคั้นน้ำส้ม โดยล้างเปลือกภายนอกก่อน จะสามารถลดสารพิษตกค้างให้เหลือน้อยลง จนอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก   4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการ ที่จะ กำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคผักและผลไม้ ตั้งแต่ การอนุญาตให้ใช้สารเคมี ซึ่งพิจารณาตามหลักเกณฑ์สากล ซึ่งสารเคมี ที่อนุญาต จะต้องประเมินมาแล้ว ว่าไม่เป็นสารก่อมะเร็ง หรือมีอันตรายร้ายแรง มีการควบคุม การใช้ให้ถูกต้องตามหลักจีเอพี วิจัยและส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์และสารธรรมชาติเพื่อลดการใช้สารเคมี มีการควบคุมตรวจสอบ โรงคัดบรรจุผักและผลไม้ รวมถึงการตรวจเฝ้าระวัง ผักและผลไม้ ในแหล่งจำหน่าย และการดำเนินการโครงการ โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้บริโภค ในการบริโภคผักและผลไม้ ซึ่งเป็น อาหารที่ มี คุณค่า และประโยชน์ต่อสุขภาพ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7M-HK0EP8PY

 5,812
สังคม-อาชญากรรม
12 ก.ค. 61

สธ.เตือนภัยเงียบ ไข้เลือดออกระบาด ยอดป่วยพุ่ง เสียชีวิตแล้ว 37 ราย

กระทรวงสาธารณสุขออกรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโรคไข้เลือดออก เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกปัจจุบันถือว่าน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงปัจจุบันพบผู้ป่วยจำนวน 28,732 ราย เทียบเท่าการระบาดในปี 2558 ส่วนเสียชีวิต 37 ราย   ที่น่าตกใจคือในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้นพบว่า 2 ใน 3 เป็นผู้ใหญ่ และยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การซื้อยารับประทานเอง ซึ่งต้องเรียนว่าไม่ควรทำ เพราะมียาบางประเภททำให้อาการป่วยรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น แอสไพริน เป็นต้น   ดังนั้นหากป่วยไข้สูงลอย 2-3 วัน อาการไม่ดีขึ้นให้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้เร็วที่สุด วันนี้จึงทำการคิ๊กออฟเพื่อให้ทั่วประเทศเดินหน้าปราบลูกน้ำยุงลายเพื่อควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกโดยตั้งเป้าว่าในเดือนสิงหาคมนี้ จะต้องมีผู้ป่วยไข้เลือดออกรายใหม่ไม่เกิน 1 หมื่นราย หากพบพื้นที่ใดดำเนินการไม่สำเร็จก็ต้องมาทบทวนมาตรการดำเนินการต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wtERhykXLMc

 2,821
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 มิ.ย. 61

ชาวเน็ตเห็นใจ คนไข้ตากแดดต่อคิวล้น รพ.ศรีสัชนาลัย ผอ.รับสถานที่แคบ ไม่มีทางเลือก

โลกออนไลน์แชร์ภาพจากเฟซบุ๊ก เอ นฤดล สวนปราง เผยให้เห็นภาพคนไข้จำนวนมากยืนต่อแถวรอรับบริการที่โรงพยาบาลศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย จนล้นออกมานอกอาคาร จนเกือบถึงที่จอดรถหน้าโรงพยาบาล โดยไม่มีร่มหรือเต็นท์บังแดด บังฝนให้แต่อย่าง   ทำให้มีผู้ป่วยหลายคนต้องยืนตากแดดรอรับบริการ โดยมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งตำหนิและเห็นใจจำนวนมากเพราะผู้ที่มารับบริการก็เป็นผู้ไม่แข็งแรง แต่ต้องมายืนกลางแดดรอรับบริการเป็นเวลานานอีก   ทั้งนี้ล่าสุดหลังเป็นประเด็นดังกล่าว ทางโรงพยาบาลได้นำเก้าอี้มาวางให้บริการผู้ป่วยประมาณ 30 ตัว ภายใต้ร่มชายคาหน้าบันไดทางขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้นั่งรอคิว   ในเวลาต่อมาทางด้าน นพ.สุทนต์ ทั่งศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสัชนาลัย  เปิดเผยว่า โรงพยาบาลแห่งนี้มีคนไข้เป็นจำนวนมากทุกวัน สถานที่คับแคบ ไม่สามารถขยับขยายได้ บุคลากรที่จะให้บริการก็ไม่เพียงพอ เป็นปัญหาระดับชาติ  สำหรับเหตุการณ์ตามที่มีการแชร์กันนั้น น่าจะเป็นช่วงยื่นบัตรรอรับบัตรคิว และน่าจะเป็นวันคลินิกคนไข้เบาหวาน เลยอาจจะดูมีคนเยอะ ทั้งนี้บริเวณหน้าห้องยื่นบัตรจะมีพื้นที่ไม่เยอะ ทำให้คนไข้จะต้องยื่นบัตรยืนต่อแถวตามยาว แถวก็จะต้องยาวออกมาด้านนอกแบบนี้ เพราะไม่มีทางให้ปัดไปทางอื่นตามสภาพความคับแคบของโรงพยาบาล   ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว รับทราบเบื้องต้นว่า รพ.ศรีสัชนาลัย เป็นโรงพยาบาลอำเภอ ซึ่งมีจำนวนประชากรในพื้นที่ขยายตัว และมีผู้ป่วยมารับบริการเพิ่มเป็นประมาณวันละ 600 ราย แต่เมื่อวันที่เกิดเหตุการณ์ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลนั้น   ทราบว่ามีผู้ป่วยมารอรับบริการเกือบจะพร้อมๆ กันในช่วงเช้าถึงกว่า 500 คน สถานที่เลยรับไม่พอ และไม่ได้รับความสะดวกสบาย แต่ทางโรงพยาบาลก็ได้มีการแก้ปัญหาในระยะสั้นโดยพยายามปรับปรุงและจัดหาที่พักระหว่างรอเพิ่มเติม และเร่งคัดกรองผู้ป่วยให้ถึงจุดบริการ เพราะบางคนมาตรวจเลือด บางคนมาตรวจตามนัด บางคนมาที่คลินิกเบาหวาน เป็นต้น เลยต้องรีบแยก ไม่ต้องมารอคิวที่จุดตั้งต้นนานเกินไป   ซึ่งแผนการแก้ปัญหาระยะยาวขณะนี้ สธ.ได้เร่งสำรวจโรงพยาบาลในสังกัดว่ามีที่ไหนบ้างที่มีปริมาณผู้ป่วยมารับบริการเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านๆ มา เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดหาอาคาร สถานที่ที่เพียงพอ รวมทั้งมีการปรับระบบออนไลน์มาทดแทนการใช้เอกสาร ซึ่งจะสัมพันธ์กับระบบคิวผู้ป่วยด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/KDZmY63AHZs  

 11,383
สังคม-อาชญากรรม
05 ม.ค. 61

สธ.แจง "ห้ามชาร์จมือถือในที่ราชการ" และอีก 5 มาตรการเพื่อป้องปราม หลังพบใช้ส่วนตัวไม่เกี่ยวงานเพียบ!

สธ.ออกหนังสือแจง 6 มาตรการเข้ม ซึ่งรวมถึงการห้ามชาร์จมือถือในที่ทำงาน เป็นไปตามร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งผ่านครม. และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจาก สนช. ด้านสารนิเทศกระทรวงสาธารณสุขระบุ เป็นเพียงการป้องปราม ให้พิจารณาตามความเหมาะสม   หลังจากเกิดกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ แชร์ประกาศสำนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ 6 ข้อ โดยมีมาตรการที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ที่สุด คือ การห้ามเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่ในสถานที่ราชการ และมีมาตรการอื่นๆ อาทิ การห้ามเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดล้างรถส่วนตัวในสถานที่ราชการ, ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดห้ามนำรถไปใช้ในกิจธุระส่วนตัวนั้น     ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขออกจดหมายข่าวระบุว่า    "นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรมป้องกัน ในฐานะรักษาราชการแทนหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข (ศปท.) ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่องมาตรการป้องกันการใช้ทรัพย์สินทางราชการ เพื่อแสดงเจตจำนงสุจริตในการบริหารราชการและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวในตำแหน่งหน้าที่อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดี ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อความเชื่อมั่นศรัทธาต่อประชาชน โดยมุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิดของคนในหน่วยงานให้สามารถคิดแยกแยะว่า "เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนตนและเรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนรวม"    ทั้งนี้ ในการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 ที่รับทราบร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... พร้อมมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำระเบียบว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแล โดยให้พิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่สร้างภาระให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุขที่มีกว่า 4 แสนคน"   จดหมายข่าวดังกล่าวยังอ้างคำให้สัมภาษณ์จากนายแพทย์ยงยศ โดยกล่าวว่า "รายละเอียดในประกาศที่ได้แจ้งไป บางข้ออาจทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน เช่นการใช้โทรศัพท์มือถือ ที่ใช้ทั้งติดต่อราชการและเรื่องส่วนตัว ซึ่งอยู่ในวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ถึงความเหมาะสม"   ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังนางศิริมา ธีรศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบุว่าประกาศดังกล่าวออกมาเป็นการป้องปราม เพราะที่ผ่านมาพบพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของทางราชการโดยไม่เกี่ยวกับงานเป็นจำนวนมาก เช่น การนำรถยนต์ส่วนตัวมาล้าง การชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าในช่วงวันศุกร์เพื่อไปใช้ช่วงสุดสัปดาห์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การใช้ทรัพยากรของรัฐก็ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ   อนึ่ง ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุให้ "การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกฎ หรือทรัพย์สินนั้นมีราคาเล็กน้อย" เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐ คู่สมรสและบุตรของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลอื่นๆที่เป็นผู้ใช้ ผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดำเนินการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่กระทำโดยอาศัยอิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดฝ่าฝืน จะระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, หากผู้กระทำผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องระวางโทษเป็นสองเท่า และผู้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว โดยรู้เห็นเป็นใจด้วยต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งจากของโทษข้างต้น   อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช. โดยก่อนหน้านี้ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเวลาต่อมา

 16,213
สังคม-อาชญากรรม
28 ธ.ค. 60

สธ.จับมือ ตร.ตั้งด่านเข้มช่วงปีใหม่ จับตรวจเลือดหากเมาแล้วขับ

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับตำรวจ สร้างความปลอดภัยทางถนน ตรวจตราการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเร่งครัด ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 28 ธ.ค. 2560 - 3 ม.ค. 2561   โดยจะมีตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ ผู้ขับขี่ทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากไม่ประมาทก็อาจโดนโทษเมาแล้วขับ หรือหากประมาทด้วยก็จะเป็นโทษ 2 เด้ง ซึ่งหากเมาแล้วขับผู้ขับขี่ ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง เพราะประกันภัยจะไม่เคลม   เบื้องต้นหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น จะตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจก่อน แต่หากบาดเจ็บต้องส่ง รพ.ก็จะทำหนังสือส่งแพทย์ในการเจาะเลือดตรวจแอลกอฮอล์ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบสำนวนสอบสวน ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวที่ทำช่วงปีใหม่นี้มีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียต่างๆ ลงได้ ก็จะเสนอกระทรวงให้ดำเนินการตรวจเลือดวัดแอลกอฮอล์เป็นการถาวร คือเมื่อเกิดอุบัติเหตุจะตรวจทั้งหมด นอกจากนี้ จะเข้มในเรื่องดื่มแล้วโดยเฉพาะถนนสายรอง และเอาผิดร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เยาวชนที่อายุไม่ถึง 20 ปีด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jSbbZY00aK0    

 6,281
สังคม-อาชญากรรม
27 ธ.ค. 60

สธ.เตรียมเชิดชูเกียรติ "ตูน บอดี้สแลม" เล็งเชิญเป็นพรีเซนเตอร์ส่งเสริมการออกกำลังกาย

ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ "ตูน บอดี้สแลม" ซึ่งประสบความสำเร็จจากวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา ถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในโครงการ "ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ" ว่า ต้องขอขอบคุณตูนที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับความคิดในการให้ เชื่อว่าคนทั้งประเทศไทยทราบดีว่าตูนได้ทำเพื่อคนไทยมากแค่ไหน และยังกลับมาปลุกกระแสการออกกำลังกายด้วยวิธีการวิ่ง ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ทุกคนสามารถหันมาดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองได้ง่ายที่สุดและไม่ยุ่งยาก   โดยหลังจากนี้ทางกระทรวงฯ จะได้มีการขอบคุณและเชิดชูเกียรติตูนอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เพิ่งจะผ่านเป้าหมายไป จึงอยากให้ตูนได้พักผ่อนร่างกายให้แข็งแรงดีก่อน ซึ่งทีมแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ตนเชื่อว่าตูนได้รับการเชิดชูเกียรติจากคนไทยทั่งประเทศไปแล้ว ซึ่งเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่กระทรวงจะมอบให้เสียอีก    ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถาม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่าจะมีการให้ตูนมาเป็นต้องแบรนด์แอมบาสเดอร์ในการออกกำลังกายหรือไม่ ปลัด สธ. ตอบว่าอาจจะเรียนเชิญมาให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในด้านการออกกำลังกาย เพราะเป็นบุคคลที่ปลุกการออกกำลังกายให้กับคนทุกเพศทุกวัยได้เป็นอย่างดี   ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

 7,637
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
13 ธ.ค. 60

'ชูวิทย์' คุยปมหนุ่มนัดมีเซ็กส์ ด.ช. ก่อนแอบถ่ายคลิปไถเงิน แถมติดเชื้อ hiv

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แฉประเด็นชายคนหนึ่งที่นัดมีเพศสัมพันธ์กับเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี พร้อมทำการแอบถ่ายคลิปแบล็คเมล์ไว้ขู่ไถเงินจากเด็ก ซึ่งมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุเป็นข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข อยู่กรมแพทย์แผนไทย และเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วย   ซึ่งในเวลาต่อมาหน่วยงานต้นสังกัด ได้ตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าว มีชื่อเคยเข้าสมัครงานที่กรมแพทย์แผนไทยฯจริง ในตำแหน่ง พนักงานนิติกรกองทุนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย โดยทำสัญญาจ้าง 1 ปี แต่ชายคนดังกล่าวลาออกไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ โดยยืนยันว่าชายคนดังกล่าวไม่ได้เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด เพียงแต่เคยสมัครเป็นลูกจ้างและลาออกไปแล้ว   อย่างไรก็ตาม จนท.จะเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อติดตามตัวชายดังกล่าวมาสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tj5XVzUlsOE  

 25,444
ครอบครัวบันเทิง
07 ธ.ค. 60

'พี่ตูน' วิ่งมุ่งหน้าสุพรรณฯ 'ตั๊ก บงกช' บริจาค 1.1 ล้าน เพื่อนสวนกุหลาบชวนประมูลภาพสมัยละอ่อน เด็กน้อยพูดไม่ชัดบอก 'พี่อูนสู้ๆ'

ตูน บอดี้สแลม เดินหน้าทำภารกิจวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว ต่อเนื่อง ล่าสุดเข้าเขต อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มุ่งหน้า จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิด โดยตลอด 2 ข้างทาง มีประชาชนให้การต้อนรับและร่วมบริจาคจำนวนมาก จนมีจังหวะที่ตูนโดนเบียดเวสียดและกระชากตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บ   ขณะที่โลกออนไลน์วิจารณ์ภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุขมอบเงินบริจาค 1 ล้านบาทให้แก่ตูน ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า สธ.มอบเงินให้ตูน เพื่อให้ตูนมอบกลับไปยังกระทรวงอีกที ทั้งนี้ต่อมามีการชี้แจงว่าเงินบริจาคดังกล่าวมาจากการทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของบุคลากรในกระทรวง   ด้าน ตั๊ก บงกช ลูกพี่ลูกน้องของตูน ได้โพสต์ภาพเช็คมูลค่า 1.1 ล้านบาทเพื่อมอบให้กับโครงการก้าวคนละก้าว โดยเผยที่มาของเงินมาจากเงินเก็บของตัวเองได้มาจาก น้ำพักน้ำแรงของตัวเอง เงินจากการขายทองขายของมีค่าของเเม่นำมาร่วมบุญ หลังนำมารักษาแม่ที่ป่วยและได้เสียชีวิตไปแล้ว   ขณะที่บรรยากาศความประทับใจระหว่างการวิ่ง ได้มีนักศึกษาคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขตตลิ่งชัน ตั้งวงออเครสตร้าบรรเลงเพลง ความฝันกับจักรวาล เพลงในอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ เป็นอัลบั้มชุดที่ 6 ของวงบอดี้สแลม ซึ่งตูนจึงได้เข้ามาร้องเพลงร่วมกับศึกษาจนจบเพลง และระบุว่า “เพลงนี้เป็นเพลงที่รักที่สุดในชีวิต” เรียกเสียงกรี๊ดให้กลุ่มนักศึกษาจำนวนมาก   นอกจากนี้เพจ “OSK115เพื่อนตูนร่วมก้าว” ได้เปิดประมูลรูปภาพของตูน สมัยเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พร้อมลายเซ็นในสมัยละอ่อน เพื่อนำเงินสมทบทุนโครงการก้าวคนละก้าว   โดยระบุว่า “ของประมูลชิ้นที่ 5 รูปถ่ายขนาดโปสการ์ด (พร้อมกรอบรูปอย่างดี) ของนายอาทิวราห์ คงมาลัย ตอนมัธยมปลาย พร้อมลายเซ็นเวอร์ชั่นแรกรูปถ่ายขนาดโปสการ์ด ของนายอาทิวราห์ คงมาลัย ตอนมัธยมปลาย (พร้อมด้วยลายเซ็นเวอร์ชั่นแรกๆ) เมื่อครั้งที่เพิ่งเริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ในนาม “วงละอ่อน” ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดการเริ่มต้นเดินทางบนสายดนตรีของผู้ชายคนนี้ “ตูน บอดี้สแลม” ร็อคสตาร์มหาชนของเมืองไทย และเป็น “พี่ตูน” ขวัญใจลูกเด็กเล็กแดง, คนเฒ่าคนแก่ และคนไทยทั้งประเทศในปัจจุบัน   เจ้าของรูปเล่าให้ฟังว่า 20 ปีที่แล้ว ได้รับรูปถ่ายมาจากมือพี่ตูน (แบบงงๆ) ก่อนไปประกวดฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ด พร้อมวาทะเด็ด “เอาไปเก็บไว้ก่อน เพราะอีกหน่อยเราจะดัง แล้วจะไม่มีเวลาเอามาให้แบบนี้”   ซึ่งล่าสุดยอดประมูลอยู่ที่ 105,000 แล้ว โดยการประมูลจะสิ้นสุดวันที่ 7 ธ.ค.เวลา 16.00 น.   ปิดท้ายกับโมเม้นต์สุดน่ารัก เมื่อตูน เจอป้ายให้กำลังใจจากเด็กน้อยข้างทางที่เขียนว่า "พี่อูนสู้สู้" เนื่องจากเด็กน้อยพูดไม่ชัด จึงพูดชื่อพี่ตูน เป็น พี่อูน จนทำให้พี่ตูนมึนตึ้บเมื่อเห็นภาพ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Q546gZSKqz4  

 26,344

Top