ค้นหา :

ผลการค้นหา "อุดรธานี"

ข่าวภูมิภาค
24 พ.ย. 60

สลด คนร้ายแอบวางปลาทูผสมยาเบื่อ สุนัขอดีตผู้การอุดรฯ ตาย 5 ตัว ขณะพาวิ่งออกกำลังกาย

อุดรธานี-พบ พล.ต.ต.ยศ ละม่อม อดีตผบก.ภ.จว.อุดรธานี เจ้าของสุนัขแจ้งความ หลังพบสุนัขนอนตายอยู่ 5 ตัว บริเวณหน้าบ้านพัก พร้อมกับถุงพลาสติกที่คนร้ายใช้ใส่ปลาทูผสมยาเบื่อ ให้สุนัขกิน โดยอดีตผู้การถึงกับน้ำตาซึม   โดย พล.ต.ต.ยศ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 07.00 น. ตนไปวิ่งออกกำลังกายบริเวณถนนแถวหน้าบ้านเช่นทุกวันและก็จะมีสุนัขที่เลี้ยงไว้เกือบ 10 ตัว วิ่งตามไปด้วย และเมื่อวิ่งห่างจากบ้านไปประมาณ 300 เมตร สุนัขของตนก็ได้พากันเข้าไปรุมกินปลาทู ที่คนร้ายผสมยาเบื่อ ใส่ไว้ในถุงพลาสติกทิ้งไว้ริมทาง ไม่นานสุนัขทั้ง 8 ตัวก็นอนลงชักดิ้น ตนจึงวิ่งเข้าไปในบ้าน เอาไข่ไก่สดป้อนให้สุนัขที่ยังไม่ตายกิน สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ 3 ตัว จากนั้นก็นำซากสุนัขทั้ง 5 ตัว พร้อมกับถุงพลาสติกที่คนร้ายใช้ใส่ปลาทูผสมยาเบื่อ มาไว้บริเวณหน้าบ้าน แล้วแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ   ส่วนผู้ต้องสงสัยเป็นชายรูปร่างผอมสูง ก่อนหน้านี้ปั่นจักรยานผ่านหน้าบ้านตน แล้วจะเอายาเบื่อมาวางให้สุนัขของตนกิน แต่โชคดีที่ตนเห็นเสียก่อน จึงได้ไล่คนร้ายหนีไป ก่อนหน้านี้ที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ อยู่ห่างจากบ้านไม่ไกลมาก ก็ถูกคนร้ายวางยาเบื่อสุนัขตายไป 4 ตัว เหลืออยู่แค่ 2 ตัว และที่โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ก็ถูกคนร้ายวางยาเบื่อสุนัขตายไป 6 ตัว   สำหรับสุนัขที่ตนนำมาเลี้ยง ส่วนมากเป็นสุนัขที่ชาวบ้านเอาไปทิ้งไว้ที่วัดและที่โบสถ์คริสต์ และมีคนโทรศัพท์มาขอให้ตนเอามาเลี้ยง อีกส่วนหนึ่งเป็นสุนัขที่ถูกนำไปทิ้งไว้ตามที่สาธารณะ หรือตลาดสด ตนก็นำเอาเลี้ยง ดูแล ให้อาหาร รวมแล้วมีจำนวนเกือบ 30 ตัว ส่วนสุนัขทั้ง 5 ตัวที่ตายไป ตนเสียใจมากที่ถูกคนร้ายวางยาเบื่อ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ไปกัดใคร หรือไปกัดเป็ดไก่ของชาวบ้านเลย พวกมันก็อยู่ในบริเวณบ้านของตนเอง จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามจับกุมตัวร้ายใจบาปรายนี้ให้ได้ เพราะว่ากลัวจะกลับมาก่อเหตุวางยาเบื่อให้สุนัขกินอีก    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/93JoDhSa5Rs  

 35,114
ข่าวภูมิภาค
23 พ.ย. 60

ชาวนาโกยอ้าว เจองูเหลือมยักษ์โผล่กลางทุ่งนาอุดรฯ

อุดรธานี-ชาวบ้านพบงูเหลือมขนาดใหญ่ที่พบอยู่กลางทุ่งนา โดยทีมกู้ภัยได้พยายามที่จะดึงหางงูให้ลำตัวออกมาจากกอต้นข้าวที่ล้มอยู่แต่ปรากฎว่างูสะบัดหัวหลุดออกมาแล้วพุ่งเข้าฉกอย่างน่าหวาดเสียว   ก่อนถูกทีมกู้ภัยใช้ไม้ไผ่มากดหัวงูไว้อีกครั้งก่อนช่วยกันจับไว้ได้ โดยวัดความยาวได้ถึง 4 เมตรกว่า น้ำหนัก 30 ก.ก. จากนั้นจับใส่กระสอบก่อนนำไปปล่อยคืนธรรมชาติต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/42kj3lLSoTI  

 8,659
ข่าวภูมิภาค
17 พ.ย. 60

พยาบาล รพ.ศูนย์อุดรธานี รวมตัวไล่หัวหน้าพยาบาล เหตุลดเจ้าหน้าที่-ลดโอทีของพยาบาล

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.60 ที่บริเวณเสาธงตึกอำนวยการหน้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ถนนเพาะนิยม เทศบาลนครอุดรธานี มีเจ้าหน้าที่พยาบาลจำนวน 50 คน ถือป้ายยืนประท้วง ในป้ายระบุ “เราไม่เอา น.ส.กิตติยา เตชะไพโรจน์ หัวหน้าพยาบาล” “เรามาร้องทุกข์ ไม่ได้มาประท้วง ไม่มาชุมนุม หรือก่อความวุ่นวายใดๆ ไม่เกี่ยวกับการเมือง มาเพื่อขอความเป็นธรรม” “คืนความสุขให้เรา ขอหัวหน้าพยาบาลคนใหม่ ขอทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพยาบาล ขอหัวหน้าที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาลในหัวใจ และรับฟังความคิดเห็น ไม่เผด็จการ” โดยแจกใบร้องทุกข์ให้สื่อมวลชนที่มาทำข่าว พร้อมกับมีการร้องเพลงมาร์ชพยาบาล และเพลงพยาบาลสีขาว   โดยในใบร้องทุกข์ระบุว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลได้รับผลกระทบจากนโยบาลการบริหารงานของหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี (ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน) ซึ่งมีนโยบาลหลายข้อ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะต่อผู้มารับบริการ (ผู้ป่วย) กระทบต่อการปฏิบัติงานของพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาล ลิดรอนสิทธิ์ในการขึ้นปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนเวร ส่งถึงการดำรงชีวิตและการดูแลครอบครัวเป็นอย่างมาก ทำให้พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดการรวมตัวกันของพยาบาลและเจ้าหน้าที่การพยาบาลกว่า 400 คน   ดังนั้นจึง 1.ขอร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรม 2.ไม่เอาหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลคนนี้ (หัวหน้าพยาบาลควรมาจากการเลือกตั้งของพยาบาลทุกคนในโรงพยาบาล) 3.ขอทวงคืนความยุติธรรมจากหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลอุดรธานี (ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน) ที่นำนโยบายการบริหารงานมาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าง “ขาดหลักธรรมมาธิบาล” โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ   แต่มีพยาบาลวิชาชีพ เป็นหนึ่งในผู้ร้องทุกข์ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ นามสกุล เปิดเผยว่า ตั้งแต่หัวหน้าพยาบาลคนนี้มารักษาการตำแหน่ง 3 เดือน และได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ได้มีการลดเจ้าหน้าที่ ลดคนเข้าเวรทุกแพนก ทำให้การทำงานไม่ได้มาตรฐาน มีผลกระทบต่อคนไข้ เพราะได้รับการดูแลไม่ทั่วถึง จำกัดการแลกเปลี่ยนเวรให้เหลือ 4 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเมื่อก่อนสามารถแลกเปลี่ยนเวรได้ไม่จำกัด ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและครอบครัว ลดงานโอทีเหลือ 15 ครั้ง มีผลต่อรายได้ของทุกคน โดยเฉพาะพยาบาลรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างอนาคต ซึ่งการบริหารงานดังกล่าวขาดธรรมภิบาล   เคยขอให้หัวหน้าพยาบาลทำแบบเดิมแต่ไม่มีการตอบสนอง และเคยขอให้ ผอ.โรงพยาบาลอุดรธานี แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ ผอ.บอกว่า “เป็นเรื่องของพยาบาลให้จัดการกันเอง” จึงได้รวมกลุ่มทำหนังสือร้องทุกข์ไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กระทรวงสาธารณสุข และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้อง ให้การเลือกตั้งหัวหน้าพยาบาล ที่เคยส่งหัวหน้าแผนกเป็นตัวแทนในการเลือกตั้ง ให้เปลี่ยนเป็นมาจากพยาบาลโดยตรง 100 เปอร์เซ็นต์   น.ส.นิลุบล ไชยโกมล พยาบาลวิชาชีพ ได้นำเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ออกเวรดึกเดินทางไปศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.อุดรธานี โดยมีนายธนพล จันทรนิมิ รอง ผวจ.อุดรธานี นพ.สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ซึ่งนายธนพล ให้สัญญาว่าจะนำเรื่องร้องทุกข์มาพิจารณา และหาทางแก้ไข   นพ.สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ไม่เคยได้รับรายงานจาก ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี จึงไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีต้องรับผิดชอบโดยตรง เมื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นปัญหาภายในองค์กร เกี่ยวกับการปฏิบัติงานซึ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเจ้าหน้าที่พยาบาล แต่ไม่กระทบต่อผู้ป่วยหรือผู้มาใช้บริการ จึงขอเวลาแก้ไขปัญหา 2 สัปดาห์ และจะแจ้งให้ทราบต่อไป     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FPWA6Y5eupM      

 10,397
ข่าวภูมิภาค
16 พ.ย. 60

พยาบาล รพ.ศูนย์อุดรธานี รวมตัวประท้วงไล่หัวหน้าพยาบาล เหตุลดจนท.-โอที

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณเสาธงตึกอำนวยการหน้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี  มีเจ้าหน้าที่พยาบาลจำนวน 50 คน ถือป้ายยืนประท้วง ในป้ายระบุ “เราไม่เอา น.ส.กิตติยา เตชะไพโรจน์ หัวหน้าพยาบาล” “เรามาร้องทุกข์ ไม่ได้มาประท้วง ไม่มาชุมนุม หรือก่อความวุ่นวายใดๆ ไม่เกี่ยวกับการเมือง มาเพื่อขอความเป็นธรรม” “คืนความสุขให้เรา ขอหัวหน้าพยาบาลคนใหม่ ขอทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพยาบาล ขอหัวหน้าที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาลในหัวใจ และรับฟังความคิดเห็น ไม่เผด็จการ” โดยแจกใบร้องทุกข์ให้สื่อมวลชนที่มาทำข่าว พร้อมกับมีการร้องเพลงมาร์ชพยาบาล และเพลงพยาบาลสีขาว        โดยในใบร้องทุกข์ระบุว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลได้รับผลกระทบจากนโยบาลการบริหารงานของหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี (ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน) ซึ่งมีนโยบาลหลายข้อ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะต่อผู้มารับบริการ (ผู้ป่วย) กระทบต่อการปฏิบัติงานของพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาล ลิดรอนสิทธิ์ในการขึ้นปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนเวร ส่งถึงการดำรงชีวิตและการดูแลครอบครัวเป็นอย่างมาก ทำให้พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดการรวมตัวกันของพยาบาลและเจ้าหน้าที่การพยาบาลกว่า 400 คน        ดังนั้นจึง 1.ขอร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรม 2.ไม่เอาหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลคนนี้ (หัวหน้าพยาบาลควรมาจากการเลือกตั้งของพยาบาลทุกคนในโรงพยาบาล) 3.ขอทวงคืนความยุติธรรมจากหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลโรงพยาบาลอุดรธานี (ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน) ที่นำนโยบายการบริหารงานมาใช้กับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าง “ขาดหลักธรรมมาธิบาล” โดยไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ        แต่มีพยาบาลวิชาชีพ เป็นหนึ่งในผู้ร้องทุกข์ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ นามสกุล เปิดเผยว่า ตั้งแต่หัวหน้าพยาบาลคนนี้มารักษาการตำแหน่ง 3 เดือน และได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ได้มีการลดเจ้าหน้าที่ ลดคนเข้าเวรทุกแพนก ทำให้การทำงานไม่ได้มาตรฐาน มีผลกระทบต่อคนไข้ เพราะได้รับการดูแลไม่ทั่วถึง จำกัดการแลกเปลี่ยนเวรให้เหลือ 4 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเมื่อก่อนสามารถแลกเปลี่ยนเวรได้ไม่จำกัด ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและครอบครัว ลดงานโอทีเหลือ 15 ครั้ง มีผลต่อรายได้ของทุกคน โดยเฉพาะพยาบาลรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างอนาคต ซึ่งการบริหารงานดังกล่าวขาดธรรมภิบาล        เคยขอให้หัวหน้าพยาบาลทำแบบเดิมแต่ไม่มีการตอบสนอง และเคยขอให้ ผอ.โรงพยาบาลอุดรธานี แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ ผอ.บอกว่า “เป็นเรื่องของพยาบาลให้จัดการกันเอง” จึงได้รวมกลุ่มทำหนังสือร้องทุกข์ไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กระทรวงสาธารณสุข และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้อง ให้การเลือกตั้งหัวหน้าพยาบาล ที่เคยส่งหัวหน้าแผนกเป็นตัวแทนในการเลือกตั้ง ให้เปลี่ยนเป็นมาจากพยาบาลโดยตรง 100 เปอร์เซ็นต์        น.ส.นิลุบล ไชยโกมล พยาบาลวิชาชีพ ได้นำเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ออกเวรดึกเดินทางไปศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.อุดรธานี โดยมีนายธนพล จันทรนิมิ รอง ผวจ.อุดรธานี นพ.สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ซึ่งนายธนพล ให้สัญญาว่าจะนำเรื่องร้องทุกข์มาพิจารณา และหาทางแก้ไข         นพ.สมิต ประสันนาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ไม่เคยได้รับรายงานจาก ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี จึงไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีต้องรับผิดชอบโดยตรง เมื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นปัญหาภายในองค์กร เกี่ยวกับการปฏิบัติงานซึ่งมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเจ้าหน้าที่พยาบาล แต่ไม่กระทบต่อผู้ป่วยหรือผู้มาใช้บริการ จึงขอเวลาแก้ไขปัญหา 2 สัปดาห์ และจะแจ้งให้ทราบต่อไป

 17,932
ข่าวภูมิภาค
16 พ.ย. 60

เมียสาววัย 22 สารภาพฆ่าเสียเงินกู้ ยัดถังส้วมหลังบ้าน ปมหึงหวงระแวงมีกิ๊ก

ความคืบหน้ากรณีคนร้ายฆ่าปาดคอโหดเสี่ยเงินกู้วัย 62 ปี ที่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี แล้วนำศพไปยัดถังส้วมหลังบ้าน ตร.เรียกตัวภรรยารุ่นลูกไปสอบทั้งคืน   ในที่สุดภรรยาสาววัย 22 ปี เปิดปากรับสารภาพลงมือฆ่าสามีวัย 62 ปีด้วยตนเองสารภาพเพราะหึงหวงสามีไปเที่ยวภูทับเบิกไม่ชวน จนเกิดทะเลาะกันเรื่องถุงยางอนามัยในกระเป๋ากางเกง เกิดบันดาลโทสะ คว้ามีดมาแทงต่อสู้กันจนถึงขั้นเสียชีวิตดังกล่าว ก่อนจะลากศพไปยัดทิ้งในถังส้วมหลังบ้าน โดยยืนยันว่าลงมือกระทำผิดเพียงคนเดียวไม่มีคนอื่นร่วมด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/eCAwqV1BalQ

 16,394
สังคม-อาชญากรรม
15 พ.ย. 60

ภรรยา เสี่ยเงินกู้ อุดรฯ ปัดไม่ได้ฆ่าสามีทิ้งส้วม ตร.เชื่อมีส่วนรู้เห็นในการตาย

  ความคืบหน้ากรณีฆ่าปาดคอโหดเสี่ยเงินกู้ที่อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ตร.เรียกตัวภรรยารุ่นลูกไปสอบแต่ยังให้การปฏิเสธ      โดยวันนี้ (15 พ.ย.60) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายศุภ หรืออำนวย แว่นศิลา อายุ 62 ปี  ถูกฆ่าโหดใช้มีดปาดคอและแทงตามร่างกายบริเวณหน้าอก และท้องจนแทงไส้ทะลัก และลำคอใต้กกหูขวา 2 แผล และแทงตามร่างกายอีกหลายแผลก่อนที่คนร้ายจะนำร่างของนายอำนวยไปทิ้งในถังส้วมหลังบ้าน    ต่อมา พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ,ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.หนองวัวซอ เจ้าหน้าที่กู้ภัยอัตตสันโต ออกไปตรวจสอบ เบื้องต้นทราบว่านายอำนวยมีอาชีพปล่อยเงินกู้ให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านและอยู่กับภรรยาคือน.ส.นิตยา แสงเดือน อายุ 22 ปี ภรรยาผู้ตายอยู่ในบ้านเพียง 2 คนเท่านั้น ทาง พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงศษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ได้ทำการสอบปากคำ น.ส.นิตยาฯ ที่ สภ.หนองวัวซอ   ความคืบหน้าล่าสุด พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เบื้องต้นภรรยาของผู้ตายให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ฆ่าและเล่าเหตุการณ์ให้ตร.ฟังว่า ผู้ตายมีอาชีพปล่อยเงินกู้ เป็นหม้าย หย่าร้างกับภรรยามาหลายปี แต่งงานอยู่กินกับตนได้ 3 ปี และอาศัยอยู่ที่บ้านสวนด้วยกัน 2 คน ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 10.00 น.วานนี้ ตนทำกับข้าวอยู่ในครัว และได้ใช้ให้ผู้ตายออกไปซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มมาให้ หลังจากทำกับข้าวเสร็จพบว่ามีคนมาล๊อกกุญแจประตู ทำให้ตนออกไปข้างนอกไม่ได้ ได้แต่เรียกให้สามีมาเปิดประตู ผ่านไปประมาน 1 ชม.จึงตัดสินใจพังประตูออกมา ก็พบรอยเลือดหน้าโรงรถ และมีรอยลากไปหลังโรงรถ ตนจึงวิ่งไปดูก็พบสามีถูกฆ่าจึงแจ้งตำรวจ ทั้งนี้การสอบสวนภรรยาผู้ตายยังให้การวกไปวนมาและจากหลักฐานที่มีอยู่ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าภรรยาผู้ตายต้องมีส่วนรู้เห็นในการฆ่าแน่นอน  

 21,089
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
15 พ.ย. 60

'ชูวิทย์' บุกคำชะโนด ส่องเลขเด็ดรับวันหวยออก จ๊ะเอ๋แม่ค้าขายสลากเกินราคา

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ลงพื้นที่คำชะโนด จ.อุดรธานี เดินผ่านสะพานปูนเชื่อมโลกมนุษย์และเมืองบาดาลตามความเชื่อ ก่อนส่องเลขเด็ดรับวันหวยออก พร้อมซื้อลอตเตอรี่จากแม่ค้าสลาก แบบรวมชุด พบมีการขายเกินราคา 1 ชุด 7 ใบราคา 700 บาท ต่างจากที่กองสลากกำหนดไว้ให้ขายใบละ 80 บาท   ด้านพลตรีอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ระบุจากการตรวจสอบพบผู้ค้าสลากโดยรวม 80% ที่ขายได้ตามราคาที่กำหนด มีเพียงผู้ค้าส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้กองสลากมีไอเดียรวมชุดสลากเพื่อขายเองในอนาคตเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7WxhF5burDQ

 103,046
แชร์ออฟเดอะเดย์
10 พ.ย. 60

สถานทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ยัน ช่วยแรงงานไทยผิดกม. ที่ป่วยไตวาย ไม่มีเลือกปฏิบัติ เผยเสนอให้ยืมเงิน

            จากกรณี ครอบครัวของ สองสามีภรรยาชาวจังหวัดอุดรธานี ที่ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น อย่างผิดกฎหมาย ก่อนที่สามีจะป่วยเป็นไตวายเฉียบพลัน ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายสูงหลายแสนเยน จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากคนไทย จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา             ล่าสุด ใน facebook ของ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความ ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ระบุข้อความว่า สืบเนื่องจากกรณี แรงงานไทยที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นอย่างผิด กม. ป่วยเป็น โรคไตวายเฉียบพลัน และนำไปสู่กระแส Social Media เกี่ยวกับการดำเนินการของ สอท. ณ กรุงโตเกียว ต่อกรณีดังกล่าว นั้น สอท. ขอชี้แจง ดังนี้ 1. สอท. ดำเนินการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในญี่ปุ่นทุกคน ไม่ว่าจะเข้าเมืองมาถูกต้องตาม กม.หรือ ผิด กม. โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยการให้ความช่วยเหลือ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ พ.ศ.2549 หมวด 2 การให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับความเดือดร้อนในต่างประเทศ และกรณีที่ สอท. ให้ความช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่พำนักอยู่โดยผิดกฎหมายด้วย โดยหากเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ สอท. จะเจรจากับโรงพยาบาล ขอให้รับรักษาโดยผ่อนจ่ายค่ารักษาพยาบาลทีหลัง (หลายโรงพยาบาลปฏิเสธที่จะรักษา หากไม่มีเงิน) และกรณีที่โรงพยาบาลไม่ยอมให้ผ่อนจ่าย สอท.ก็จะให้ยืมเงิน ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย นอกจากนี้ สอท. ยังให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจำคุกในญี่ปุ่น โดยได้เข้าเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ส่งของใช้ที่จำเป็น ตลอดจนมีกลไกของอาสาสมัครในการช่วยติดตามความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของคนไทยในเรือนจำอย่างสม่ำเสมอ 2.สำหรับกรณีที่เป็นข่าว สอท.ได้ช่วยเจรจากับโรงพยาบาลเพื่อขอให้ดำเนินการรักษาจนสามารถเดินทางกลับได้ โดยให้ผ่อนชำระค่ารักษาพยาบาลทีหลัง และ สอท. ได้แจ้งญาติของผู้ป่วยแล้วว่า พร้อมที่จะให้ยืมเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทย 3. สำหรับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อป่วยในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนไทยไม่ว่าจะพำนักอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถูก กม. หรือ ผิด กม.จะต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเอง โดย สอท. สามารถให้ความช่วยเหลือได้โดยการให้ยืมเงิน ซึ่งในปี 2560 สอท. ณ กรุงโตเกียวใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์เฉพาะกรณีการให้ยืมค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางกลับ ปทท. ไปกว่า 10 ล้านเยนแล้ว 4. สอท. ขอชี้แจงว่า การให้ความช่วยเหลือคนไทยในญี่ปุ่นนั้นเป็นหน้าที่หลักของ สอท. และ ที่ผ่านมา สอท.ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ในญี่ปุ่น ทั้งที่เข้าเมือง/พำนักโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้น ตามระเบียบราชการและตามหลักมนุษยธรรม     ข่าวที่เกี่ยวข้อง ญาติวอนช่วย 2 คนไทยลักลอบทำงานที่ญี่ปุ่น เกิดป่วยหนัก ค่ารักษาสัปดาห์ละแสน สถานทูตยันช่วยได้แค่ค่าเครื่องบิน  

 9,299
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ย. 60

รวบแล้ว! โจ๋หัวเกรียนวัย13 ข่มขืน เด็กหญิงวัย 12 ในไร่อ้อย แม่เตรียมพามอบตัวเที่ยงนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจอุดรธานีแกะรอยจากกล้องวงจรปิดตามจับได้แล้ว คนร้ายขี่จักรยานยนต์ประกบลากหญิง12 ขวบไปข่มขืนในไร่อ้อย แม่เตรียมพามอบตัวเที่ยงวันนี้   เช้าวันนี้ (10 พ.ย.60) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีผู้ปกครองของ ด.ญ.เอ นามสมมุติ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี  ว่า ด.ญ.เอ ถูกชายวัยรุ่น อายุประมาณ 15-17 ปี ตัดผมทรงนักเรียน สวมเสื้อวอร์มสีฟ้า กางเกงกีฬาขาสั้น ขี่รถจักรยานยนต์ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน  มาประกบ  บังคับให้ขี่รถตามไปข่มขืนในไร่อ้อย ขณะที่ ด.ญ.เอฯ ขี่รถจักรยานยนต์กลับจากส่งน้องไปโรงเรียน เหตุเกิดในป่าอ้อย เขตติดต่อระหว่างบ้านไร่-บ้านดงเค็ง ต.บ้านจั่น  อ.เมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา   ล่าสุดเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี นำโดย พ.ต.ท.อรรคพล ยี่เกาะ สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานหลังเกิดเหตุ 10 วัน จนทราบว่า ด.ช.บี นามสุมมุติ อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี เป็นผู้ล่อลวง ด.ญ.เอ นามสมมุติ อายุ 12 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ไปข่มขืนที่ริมถนนลูกรัง ข้างป่าอ้อย     พ.ต.ท.อรรคพล  สว.สส. สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้ปกครองของ ด.ญ.เอฯ เข้าแจ้งความตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี เจ้าหน้าที่ติดตามได้หลักฐานพยาน ได้ตำหนิรูปพรรณคนร้ายจาก กล้องวงจรปิด-เสื้อผ้า-จักรยานยนต์-พยานบุคคล อยู่ในขั้นตอน เตรียมขอศาลอนุมัติหมายจับ      ล่าสุด แม่ ด.ช.บี ได้ติดต่อมายังตำรวจ เพื่อจะขอนำตัวบุตรชายเข้ามอบตัว ในวันนี้ เวลา ประมา 12.00 น.โดยระบุว่า ด.ช.บี บุตรชายยอมรับว่าได้ก่อเหตุจริง โดยก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปเล่นกับเพื่อนที่บ้าน แต่พบว่าเพื่อนของลูกชายกำลังร่วมหลับนอนกับแฟนสาวในห้องนอน แล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงได้ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน และพบ ด.ญ.เอ ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาพอดี จึงเรียก ด.ญ.เอ ให้ขี่รถตามไปตรงริมถนนข้างไร่อ้อย และขอร่วมหลับนอนด้วย ซึ่งถนนเป็นดินโคลนเนื่องจากฝนเพิ่งหยุดตก และ ด.ช.บี ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึง ไม่ได้สอดใส่เข้าไป แต่ได้ใช้นิ้วมือ และสำเร็จความใคร่ภายนอก  จากนั้นทั้ง 2 คน ได้แยกย้ายกันกลับบ้าน   ขณะที่ ร.ต.อ.หญิงจุฑารัตน์ ดำเวียงคำ รอง สว สืบสวน เผยว่า ในวันนี้ทางแม่ของเด็กชายวัย 12 ขวบจะพาเข้ามอบตัว แต่ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหาใดใด ต้องสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร   ข่าวที่เกี่ยวข้อง </iframe</div>

 20,107
ชูวิทย์มีเรื่องเล่า
08 พ.ย. 60

'ชูวิทย์มีเรื่องเล่า' บุกทวงสี่แยกไฟแดง อ.โนนสะอาด ให้ชาวอุดรฯ หลังรอคอยมานาน 14 ปี

ชูวิทย์มีเรื่องเล่า กับชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ บุก อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านที่อยากให้มีการสร้างสี่แยกไฟแดง บน ถ.มิตรภาพ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีการจราจรที่คับคั่ง อยู่ในแหล่งชุมชนทั้งโรงเรียน ตลาด ที่ผ่านมามักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละ 1 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งล่าสุดแขวงการทางซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ รับปากจะดำเนินการให้ภายในปี 2561 สร้างความดีใจให้กับชาวบ้านที่รอคอยสี่แยกไฟแดงมานาน 14 ปี    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/30fvrDFC4XM  

 49,112
สังคม-อาชญากรรม
08 พ.ย. 60

ญาติวอนช่วย 2 คนไทยลักลอบทำงานที่ญี่ปุ่น เกิดป่วยหนัก ค่ารักษาสัปดาห์ละแสน สถานทูตยันช่วยได้แค่ค่าเครื่องบิน

ผู้ใช้ facebook ชื่อ Thanakorn Jaisuksakuldee (ธนากร ใจสุขสกุลดี) เล่าเรื่องราวของ 2 สามีภรรยาชาวไทย ที่ลักลอบไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยไม่มีวีซ่า โดยจ่ายเงินให้นายหน้าแรงงานเถื่อนเป็นเงินหลายแสนบาท ต่อมาช่วงปลายเดือนตุลาคม ฝ่ายสามีล้มป่วยกะทันหัน แพทย์ระบุว่า ไตวายฉับพลัน ระบบหายใจล้มเหลว ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และทำการฟอกเลือดโดยด่วน และเนื่องจากเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิประกันสุขภาพใดๆ ต้องให้ญาติทางเมืองไทย โอนเงินค่ารักษาไปให้ เป็นเงินหลายแสนบาท     ล่าสุดผู้โพสต์ประสานงานทางสถานทูตไทยในญี่ปุ่น เข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วย แต่เนื่องจากกฎระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานทูตจะคุ้มครองช่วยเหลือเฉพาะคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาได้ จนสุดท้ายทางครอบครัวจึงต้องขอความช่วยเหลือทางโลกออนไลน์ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลดังกล่าวได้   โพสต์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ป็นสองมุม มุมหนึ่งก็เป็นไปในทางเห็นใจ และเสนอเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวของผู้ป่วย แต่ในขณะที่อีกมุมก็มองว่า การเดินทางไปทำงานโดยผิดกฎหมาย ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงต่างๆด้วยตนเอง ชาวเน็ตมองว่าการให้ความช่วยเหลือคนทำผิด จะทำให้ปัญหาแรงงานไทยลักลอบไปทำงานต่างประเทศ เรื้อรังและแก้ไม่ได้เสียที   จากการพูดคุยกับครอบครัวของสามีภรรยาดังกล่าว ระบุว่าทั้งคู่ได้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย หวังที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว โดยไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่า 4-5 ปีแล้ว เงินที่ทำงานได้ ก็ส่งกลับมาใช้หนี้ที่เป็นค่านายหน้าค่าเดินทางประมาณ 500,000 บาท แต่เกิดป่วยกะทันหัน ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล   ก่อนหน้าที่จะได้เดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็เคยถูกนายหน้าแรงงานเถื่อนหลอกเชิดเงินไปแล้วประมาณ 400,000 บาท แต่ต่อมาก็พยายามหาลู่ทางกู้เงินมา จนได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นสมใจ ก่อนที่จะให้ภรรยาเดินทางตามไปทำงานด้วยเมื่อ 5 เดือนก่อน งานที่ทำเป็นงานก่อสร้าง   ต่อมาช่วงปลายเดือนตุลาคมทั้งคู่อยากกลับบ้าน จึงตัดสินใจเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ แต่ระเบียบกฎหมายของญี่ปุ่น จะต้องให้ไปรายงานตัวทั้งหมด 3 ครั้ง จึงจะสามารถส่งตัวกลับได้ โดยมีกำหนดกลับวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายชายมาล้มป่วยกะทันหัน คนไทยที่ไปทำงานด้วยกันต้องหามส่งโรงพยาบาลด่วน   พอญาติทราบข่าวก็พากันเป็นห่วง พยายามติดต่อภรรยา จนทราบว่ามีค่าใช้จ่ายแพงมาก สัปดาห์ละประมาณ 150,000 บาท ซึ่งทั้งสามีและภรรยาก็จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปแล้ว จึงไม่มีเงินมาจ่ายค่ารักษา ค่าตั๋วที่ซื้อไปก็เสียไปฟรีๆ เพราะไม่ได้เดินทาง จนมีเพื่อนคนไทยในญี่ปุ่นเห็นใจ จึงนำเรื่องราวไปโพสต์ลงในโลกออนไลน์ เพื่อขอความช่วยเหลือ   ทางญาติบอกอีกว่า ครอบครัวตนมีฐานะยากจน ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กู้เงินจากเพื่อนบ้านไป 150,000 บาท ส่งไปช่วยค่ารักษาให้น้องชายเบื้องต้นก่อน   ขณะที่ทางภรรยา ปัจจุบันอยู่กับสามีที่ประเทศญี่ปุ่น ได้วีดีโอคอลมาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว เปิดเผยว่า ได้ติดต่อกับสถานกงสุล เจ้าหน้าที่รับปากจะช่วยเหลือในเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทย แต่เรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ได้สามารถช่วยได้ เพราะมาทำงานแบบผิดกฎหมาย คาดว่าอีกไม่นานค่ารักษาต้องพุ่งไปถึงหลักล้านบาทแน่นอน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zXLon5-RbP4    

 23,869
ข่าวภูมิภาค
08 พ.ย. 60

2 หนุ่มเมืองอุดร เข้าประตูวิวาห์แบบชายรักชาย หลังคบหาดูใจนาน 7 ปี

อุดรธานี-นายมารุต แก้วเขียว อายุ 32 ปีและนายเสรีชัย เศตวงศ์ อายุ 30 ปี ได้จัดงานพิธีมงคลสมรสในสไตล์ชายรักชาย เพื่อประกาศความรักของทั้งสองคนให้ทุกคนได้รับรู้ หลังคบหาดูใจกันมานาน 7 ปี โดยบรรยากาศการจัดงานเป็นไปอย่างหรูหรา มีเพื่อนๆ ทั้งหญิงและชายมาร่วมงานและร่วมเป็นสักขีพยานที่ได้รับเชิญกว่า 250 คน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JCsbI5bTFiQ  

 99,331
ข่าวภูมิภาค
02 พ.ย. 60

เร่งล่า 2 โจ๋ ฉุดเด็กหญิงวัย 12 ขึ้นรถข่มขืนกลางป่าอ้อยเมืองอุดร

อุดรธานี-เกิดเหตุวัยรุ่น 2 คน ข่มขืนเด็กหญิงวัย 12 ปี นักเรียน ชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ว่าถูกชายวัยรุ่น ฉุดบังคับขึ้นรถ จักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไปข่มขืนกระทำชำเรา ที่กลางป่าอ้อย ใน ต.บ้านจั่น อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อสำเร็จความใคร่คนร้ายได้หลบหนีไป    ด้านบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี สั่งการชุดสืบสวนออกหาเบาะแส และตรวจสอบวงจรปิด มั่นใจว่าอีกไม่นาน จะทราบตัวกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ เนื่องจากผู้เสียหายจดจำ รูปพรรณสันฐาน เสื้อผ้า ของคนร้ายได้ โดยในเบื้องต้นพนักงานสอบสวน รอผลตรวจร่างกาย หาร่องรอยการข่มขืน จากทางโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และจะสอบปากคำเด็กหญิงรายนี้ ต่อหน้าสหวิชาชีพอีกครั้ง เพื่อนำมาประกอบคดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ukb_MUx8F40  

 62,178
ข่าวภูมิภาค
25 ต.ค. 60

ทำแผนอดีตรองเจ้าอาวาส สารภาพฆ่าโบกปูนชาวบ้าน เหตุโมโหทวงค่าไก่

อุดรธานี-ตร.นำตัวนายสงกรานต์ สินไชย อายุ 41 ปี อดีตพระภิกษุและเป็นรองเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง บ้านหนองโสกดาว ต.โนนสูง อ.เมือง หลังจากจับกุมได้ขณะหนีไปบ้านญาติในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี และนำตัวกลับมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพหลังก่อเหตุฆ่าและวางแผนโบกปูน นายวิชาญ พรหมมินทร์ อายุ 44 ปี โดยนายสงกรานต์ได้ร่วมกับอดีตสามเณรอีก 3 คนและฆ่าฝังศพและโบกปูนอำพรางศพเอาไว้   โดยนายสงกรานต์เล่าเหตุการณ์ว่า ผู้ตายเมาเหล้าเดินขึ้นมาบนกุฏิบอกขอค่าไก่ชนที่เอามาจำนวน 500 บาท แต่ตนไม่ยอมเพราะตนไม่ได้เอาจากนายวิชาญโดยตรง แต่มีชาวบ้านอีกคนนำมาขายให้ จึงเกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนมีการชกต่อยกันขึ้น จนผู้ตายนอนสลบอยู่บริเวณทางลงบันไดกุฏิ ก่อนหยิบขวานฟันไปที่ใบหน้าและลำคอหลายครั้ง จนตายสนิท   ต่อมาได้เรียกสามเณรน้อยที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วยลากศพไปฝังบริเวณลานวัดข้างเมรุ โดยใช้เวลาฝังกลางคืนประมาณ 5 ทุ่ม หลังจากฝังแล้วตื่นเช้าขึ้นมา จึงได้ว่าจ้างรถถมดินนำดินมากลับหลุมศพอีก 4 คันรถสิบล้อและจ้างให้รถโม่ปูนมาทับอีกชั้นหนึ่ง และบอกเจ้าอาวาสว่าจะทำกุฏิบริเวณนี้ ก่อนที่จะหลบหนีไปหาญาติที่พัทยาและถูกจับกุมได้ในที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OB6nhSVxibQ  

 6,871
สังคม-อาชญากรรม
24 ต.ค. 60

รวบแล้ว พระ-เณรฆ่าจามหัวโยมคาวงเหล้า ก่อนโบกปูนในลานวัด สารภาพฉุนโดนทวงเงินค่าไก่ชน

อุดรธานี-พบศพชายอายุ 44 ปี สภาพศพถูกฝังในลานดินของบริเวณวัด โดยมีร่องรอยถูกฝังแล้วนำปูนมาโบกปิดด้านบนของหลุมศพ เมื่อเจ้าหน้าที่ขุดลงไปประมาณ 50 ซม.ก็พบร่างถูกห่อด้วยผ้าจีวรสีเหลืองสภาพศพเริ่มเน่าบริเวณศีรษะมีรอยช้ำคล้ายถูกของแข็งตีหลายแห่งและมีร่องรอยถูกฟันบริเวณลำคอด้วยจำนวน 1 แผลเจ้าหน้าที่จึงได้นำศพขึ้นมาตรวจสอบและชันสูตรศพ   ต่อมา ด.ช.เอ ซึ่งบวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านโสกดาว ได้เปิดปากรับสารภาพว่าได้ร่วมกันฆ่า ร่วมกับพระอีก1 รูปและฆราวาสอีก 2 คน แต่ตอนนี้พระรูปดังกล่าวได้หลบหนีไปแล้ว ส่วนสาเหตุเบื้องต้น ด.ช.เอ.กล่าวว่าผู้ตายเมาสุราแล้วไปทวงถามเงินกับพระ ที่ติดค้างค่าไก่ชน แล้วเกิดทะเลาะกันมีปากเสียงและชกต่อยวิวาทกัน จนผู้ตายหมดสติ จากนั้นพระ ได้ใช้ขวานฟันที่คอหลายครั้ง จนนายวิชาญฯ ถึงแก่ความตาย จากนั้นพระได้ให้ฆราวาสและสามเณรช่วยกันนำศพไปขุดหลุมฝังดินกลบที่ท้ายวัด จากนั้นได้เทปูนลาดทับปิดก่อนหลบหนีไป   ในเวลาต่อมา ทางตำรวจได้จับกุมพระที่ก่อเหตุได้แล้ว โดยหลบหนีมากบดานกับญาติในพื้นที่เมืองพัทยา ทราบชื่อว่าพระสงกรานต์ ลงรถโดยสารบริเวณสุดเขตรับผิดชอบเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม เบื้องต้น ผู้ต้อง ให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวไว้ก่อนประสานตำรวจ จ.อุดรธานี เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุมารับตัวไปดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wpcWxYQ_93I    

 14,902

Top