ค้นหา :

ผลการค้นหา "อุดรธานี"

อาชญากรรม
25 ต.ค. 62

ยายวัย 70 ตายแล้วฟื้น ตายจริงรอบ 2 หมอยัน ยายไม่มีชีพจรตั้งแต่ต้น

อุดรธานี-กรณีเกิดเรื่องปาฏิหาริย์กับนางพินิจ โสภาจร อายุ 70 ปี หลังจากป่วยเป็นโรคคอพอก และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ต.ค.62 ที่ผ่านมา และญาติได้นำศพใส่ในโรงเย็นเอาไว้ 3 วันก่อนจะเคลื่อนศพไปยังวัดอัมพะวัน บ้านดงเย็น เพื่อฌาปนกิจศพที่เมรุ   แต่ขณะที่สามีจะทำพิธีล้างหน้าศพครั้งสุดท้ายก่อนจะนำเข้าเมรุศพ กลับเห็นภรรยาลืมตาขึ้น ทางญาติเห็นว่าชีพจรของคุณยายพินิจยังมีอยู่ จึงได้นำร่างกลับมายังบ้าน และช่วยกับปั๊มหัวใจหวังให้ฟื้นกลับมาปกติอีกครั้ง   แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ต.ค.2562 เวลา 09.00 น. ปรากฎว่าคุณยายพินิจเสียชีวิตจริงอีกรอบแล้ว ซึ่งทางญาติเชื่อว่าที่ฟื้นชีพขึ้นมาคงอยากเห็นหน้าลูกหลานทุกคนที่มาร่วมงานศพ โดยจะรอให้ร่างแข็งก่อนทำการเผาศพ   ด้าน นพ.ณรงค์ ธาดาเดช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยการถูกส่งตัวต่อมาจากโรงพยาบาลหนองหาน ที่เอ็กซ์เรย์มาแล้วว่ามีเส้นเลือดใหญ่ที่ไปสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือด และผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ต้องให้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจมา และมีก้อนที่บริเวณลำคอก้อนใหญ่ที่เป็นไทรอยส์ เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 7-20 ตุลาคม 62 ที่ผ่านมา   ทางญาติก็ทราบว่าผู้ป่วยมีอายุ 70 ปี โอกาสฟื้นตัวได้น้อย ทางญาติจึงขออนุญาตนำตัวผู้ป่วยกลับไป เพื่อให้เสียชีวิตที่บ้าน และกลับไปถึงบ้านได้ 2-3 วัน ก็ทราบว่าทางญาติได้ประเมินว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว จึงจัดพิธีทางศาสนา แต่ขณะที่กำลังจะทำพิธีฌาปนกิจศพอยู่นั้น ผู้เสียชีวิตได้ลืมตา ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้น อาจจะเกิดจากการที่ถูกความเย็นในโลงเย็นแล้ว หรือช่วงที่เสียชีวิตมีเซลล์บางส่วนที่ฝ่อลงและบางลง   เมื่อมีน้ำไปโดนขณะล้างหน้าศพ ก็อาจเป็นปฏิกิริยา กล้ามเนื้อเกิดปฏิกิริยากล้ามเนื้อหดตัวทำให้ตาลืมขึ้น ซึ่งหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลหนองหาน ก็ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบแล้ว มีการใช้เครื่องมือกระตุ้นหัวใจ และวัดหาสัญญาณชีพ ก็พบว่าผู้เสียชีวิตไม่มีชีพจรแล้ว   นพ.ณรงค์ กล่าวให้ความรู้ต่อไปอีกว่า การประเมินการเสียชีวิต ทางการแพทย์มีอยู่เช่น สมองตาย หัวใจหยุดเต้น สิ้นลมหายใจ ก็สามารถลงความเห็นว่าเสียชีวิตแล้ว ในกรณีที่ตายผิดธรรมชาติก็จะมีแพทย์เข้าไปตรวจสอบ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยกลับไปหมดลมที่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องเป็นผู้ลงความเห็นในการเสียชีวิต แต่ก็สามารถร้องขอให้แพทย์เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งกรณีที่มีผู้เสียชีวิต 24 ชั่วโมงแรกร่างอาจจะแข็ง แต่พอผ่านไปหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว ร่างกายกล้ามเนื้อจะอ่อนลง ซึ่งผู้เสียชีวิตรายนี้ร่างกายอ่อนลง เพราะเสียชีวิตมานานนั่นเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mwW3n3y7JJw

 26,715
ข่าวภูมิภาค
24 ต.ค. 62

เจ้าของร้านทองตาไว จับสังเกตหนุ่มเลือกซื้อแหวนทอง ก่อนแอบฉกใส่กระเป๋า

อุดรธานี-ตำรวจรับแจ้งเหตุชายวัยรุ่นอายุประมาณ 20-25 ปี ผิวดำแดง รูปร่างผอม สูงประมาณ 170 ซ.ม. ตัดผมรองทรง สวมเสื้อกันหนาวสีเทาแขนยาวแบบมีหมวกคลุมด้านหลัง ทำทีเข้ามาเลือกซื้อแหวนทองและขอเลือกดูแหวนทองจำนวนหลายวงในร้านทองเดือนอำไพ ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยอาศัยช่วงที่จังหวะเจ้าของร้านทองเผลอหยิบแหวนทองเอาใส่ในกระเป๋าเสื้อกันหนาว   แต่เจ้าของร้านตาไว เห็นว่าลูกค้ารายนี้ยังไม่ส่งแหวนที่เลือกดูคืน จึงบอกไปว่าไม่ส่งแหวนทองคืนจะส่งตร. ดำเนินดำเนินคดี คนร้ายจึงวางแหวนคืนให้ แต่ก่อนจะออกจากร้านไปได้ยกมือไหว้ขอโทษ และเดินออกไปข้างนอก ขี่ จยย.หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ไปทางสี่แยกสัญญาณไฟแดง ซอยกำนัน-ประชาสันติ ต่อมาเจ้าหน้าที่ ตร.จึงออกไปตรวจสอบ เนื่องจากที่ร้านมีกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติกรรมคนร้ายไว้ได้ แต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้   ด้านเจ้าของร้านทองบอกว่า ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะไม่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่มาคิดอีกทีกลัวว่าคนร้ายจะไปก่อเหตุที่อื่น จึงตัดสินใจแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ แต่ไม่ได้ติดใจเอาความ เพียงเพื่อให้ตำรวจมาเก็บภาพวงจรปิดไว้เป็นหลักฐานประวัติอาชญากรรม หากชายวัยรุ่นคนนี้ไปก่อเหตุที่ใด หรือมีพฤติกรรมเช่นนี้ และลงมือก่อเหตุสำเร็จ ตำรวจจะได้ใช้เป็นเบาะแสติดตามคนร้ายได้ และอีกเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ร้านทองในตัวเมืองอุดรธานี ที่มีราว 100 แห่ง ได้เฝ้าระวังบุคคลในภาพนี้ด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ :  https://youtu.be/mOIRnoz1k14  

 2,117
สังคม
24 ต.ค. 62

เจ้าของร้านทองตาไว จับสังเกตหนุ่มเลือกซื้อแหวนทอง ก่อนแอบฉกใส่กระเป๋า

อุดรธานี-ตำรวจรับแจ้งเหตุชายวัยรุ่นอายุประมาณ 20-25 ปี ผิวดำแดง รูปร่างผอม สูงประมาณ 170 ซ.ม. ตัดผมรองทรง สวมเสื้อกันหนาวสีเทาแขนยาวแบบมีหมวกคลุมด้านหลัง ทำทีเข้ามาเลือกซื้อแหวนทองและขอเลือกดูแหวนทองจำนวนหลายวงในร้านทองเดือนอำไพ ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี โดยอาศัยช่วงที่จังหวะเจ้าของร้านทองเผลอหยิบแหวนทองเอาใส่ในกระเป๋าเสื้อกันหนาว   แต่เจ้าของร้านตาไว เห็นว่าลูกค้ารายนี้ยังไม่ส่งแหวนที่เลือกดูคืน จึงบอกไปว่าไม่ส่งแหวนทองคืนจะส่งตร. ดำเนินดำเนินคดี คนร้ายจึงวางแหวนคืนให้ แต่ก่อนจะออกจากร้านไปได้ยกมือไหว้ขอโทษ และเดินออกไปข้างนอก ขี่ จยย.หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ไปทางสี่แยกสัญญาณไฟแดง ซอยกำนัน-ประชาสันติ ต่อมาเจ้าหน้าที่ ตร.จึงออกไปตรวจสอบ เนื่องจากที่ร้านมีกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติกรรมคนร้ายไว้ได้ แต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้   ด้านเจ้าของร้านทองบอกว่า ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะไม่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่มาคิดอีกทีกลัวว่าคนร้ายจะไปก่อเหตุที่อื่น จึงตัดสินใจแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ แต่ไม่ได้ติดใจเอาความ เพียงเพื่อให้ตำรวจมาเก็บภาพวงจรปิดไว้เป็นหลักฐานประวัติอาชญากรรม หากชายวัยรุ่นคนนี้ไปก่อเหตุที่ใด หรือมีพฤติกรรมเช่นนี้ และลงมือก่อเหตุสำเร็จ ตำรวจจะได้ใช้เป็นเบาะแสติดตามคนร้ายได้ และอีกเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ร้านทองในตัวเมืองอุดรธานี ที่มีราว 100 แห่ง ได้เฝ้าระวังบุคคลในภาพนี้ด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ :  https://youtu.be/mOIRnoz1k14  

 2,117
ข่าวภูมิภาค
24 ต.ค. 62

แตกตื่น! ยายวัย 70 ตายนอนโลงเย็น 3 วัน กำลังนำศพขึ้นเมรุ ดันฟื้น!

อุดรธานี-ที่งานศพของนางพินิจ โสภาจร อายุ 70 ปี ที่เสียชีวิตจากโรคคอพอก เกิดเรื่องประหลาดเมื่อขณะที่ทางญาติจะนำผู้วายชนม์เข้าเมรุเผาศพที่วัดอัมพะวัน บ้านดงเย็น ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จู่ๆผู้ตายเกิดฟื้นคืนชีพ หลังจากโดนแช่ในโรงเย็นบรรจุศพมาเกือบ 3 วัน   โดยในช่วงที่สามีมารดน้ำหอมหน้าศพ ปรากฏว่าผู้ตายลืมตาขึ้นมา จึงตะโกนร้องลั่นทั้งวัด บอกว่าแม่ยังไม่ตาย แต่ญาติๆ ไม่เชื่อนึกว่าพ่อบ้า ก็พาพ่อไปหลบข้างโบสถ์ แต่ลูกชายมาเห็นแม่ลืมตายอีกคน จึงรีบนำร่างที่ยังไม่ตายออกจากโลงศพและเรียกกู้ภัยและหน่วยกู้ชีพ รพ.หนองหานมาช่วยปั๊มหัวใจ ท่ามกลางความตกใจของแขกที่มาร่วมงานศพ และรีบนำส่งรพ.หนองหานทันที   แต่ทางคุณหมอบอกว่าไม่รับรักษา เนื่องจากคุณยายเซลล์สมองตายแล้ว ญาติๆ จึงได้นำร่างคุณยายกลับมาที่บ้าน โดยคุณยายที่ฟื้นคืนชีพมีหลานที่เป็นพยาบาลพากันช่วยกันทำร่างกายให้อบอุ่นขึ้น   ด้านสามีของนางพินิจเล่าว่า ตนเป็นคนสุดท้ายที่จะไปฉีดน้ำหอมให้ภรรยา และบอกกับภรรยาว่า ถ้าเกิดในชาติหน้าให้เกิดเป็นลูกมหาเศรษฐี อย่าให้ทุกข์ได้ยากแบบนี้ พอฉีดน้ำหอมได้ปี๊ดเดียว ภรรยาก็ลืมตาขึ้นมา ตนเองทั้งดีใจและตกใจ บอกลูกๆ และญาติที่มาร่วมงานว่า แม่ลืมตาแล้ว พ่อก็โอบกอดเอาแม่เลย แต่ลูกๆ ก็มาดึงเอาพ่อไปไว้ไว้ข้างโบสถ์นึกว่าพ่อบ้า   แต่ตนไม่ได้บ้า ต่อมาลูกชายไปเห็นแม่ลืมตาจริง จึงรีบแจ้งหน่วยกู้ภัยและหน่วยกู้ชีพมาช่วยปั๊มหัวใจทันที ตนเองดีใจไม่คิดว่าภรรยาไม่ตายอยู่แล้วเพราะอยู่มา 3 วันร่างไม่แข็ง แต่หากพ่อไม่เห็นก่อน คงจะเป็นเผาคนเป็นแน่นอน แต่ตอนนี้หมอไม่รับบอกว่าสมองแม่ตายแล้ว แต่ตนเองยืนยันว่า จะไม่ยอมเผาแม่แน่นอน จนกว่าภรรยาจะมีร่างแข็งตัวถึงจะเผา ภรรยาจะอยู่นี่เป็นปี 2 ปีก็จะไม่เผา แต่หากกลับฟื้นมาปกติก็จะทำบุญครั้งใหญ่ให้เต็มที่   ขณะที่คอหวยไม่พลาดคุณยายพินิจตายแล้วฟื้น พากันแห่ตีเลขเด็ด บ้านเลขที่ 70 และอายุของคุณยายพินิจ อายุ 70 ปี 2 เดือน กับอีก 4 วัน 724 ขายดีจนเกลี้ยงแผงในงานศพวันนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/ql2qw5Cpljk  

 29,134
สังคม
24 ต.ค. 62

แตกตื่น! ยายวัย 70 ตายนอนโลงเย็น 3 วัน กำลังนำศพขึ้นเมรุ ดันฟื้น!

อุดรธานี-ที่งานศพของนางพินิจ โสภาจร อายุ 70 ปี ที่เสียชีวิตจากโรคคอพอก เกิดเรื่องประหลาดเมื่อขณะที่ทางญาติจะนำผู้วายชนม์เข้าเมรุเผาศพที่วัดอัมพะวัน บ้านดงเย็น ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จู่ๆผู้ตายเกิดฟื้นคืนชีพ หลังจากโดนแช่ในโรงเย็นบรรจุศพมาเกือบ 3 วัน   โดยในช่วงที่สามีมารดน้ำหอมหน้าศพ ปรากฏว่าผู้ตายลืมตาขึ้นมา จึงตะโกนร้องลั่นทั้งวัด บอกว่าแม่ยังไม่ตาย แต่ญาติๆ ไม่เชื่อนึกว่าพ่อบ้า ก็พาพ่อไปหลบข้างโบสถ์ แต่ลูกชายมาเห็นแม่ลืมตายอีกคน จึงรีบนำร่างที่ยังไม่ตายออกจากโลงศพและเรียกกู้ภัยและหน่วยกู้ชีพ รพ.หนองหานมาช่วยปั๊มหัวใจ ท่ามกลางความตกใจของแขกที่มาร่วมงานศพ และรีบนำส่งรพ.หนองหานทันที   แต่ทางคุณหมอบอกว่าไม่รับรักษา เนื่องจากคุณยายเซลล์สมองตายแล้ว ญาติๆ จึงได้นำร่างคุณยายกลับมาที่บ้าน โดยคุณยายที่ฟื้นคืนชีพมีหลานที่เป็นพยาบาลพากันช่วยกันทำร่างกายให้อบอุ่นขึ้น   ด้านสามีของนางพินิจเล่าว่า ตนเป็นคนสุดท้ายที่จะไปฉีดน้ำหอมให้ภรรยา และบอกกับภรรยาว่า ถ้าเกิดในชาติหน้าให้เกิดเป็นลูกมหาเศรษฐี อย่าให้ทุกข์ได้ยากแบบนี้ พอฉีดน้ำหอมได้ปี๊ดเดียว ภรรยาก็ลืมตาขึ้นมา ตนเองทั้งดีใจและตกใจ บอกลูกๆ และญาติที่มาร่วมงานว่า แม่ลืมตาแล้ว พ่อก็โอบกอดเอาแม่เลย แต่ลูกๆ ก็มาดึงเอาพ่อไปไว้ไว้ข้างโบสถ์นึกว่าพ่อบ้า   แต่ตนไม่ได้บ้า ต่อมาลูกชายไปเห็นแม่ลืมตาจริง จึงรีบแจ้งหน่วยกู้ภัยและหน่วยกู้ชีพมาช่วยปั๊มหัวใจทันที ตนเองดีใจไม่คิดว่าภรรยาไม่ตายอยู่แล้วเพราะอยู่มา 3 วันร่างไม่แข็ง แต่หากพ่อไม่เห็นก่อน คงจะเป็นเผาคนเป็นแน่นอน แต่ตอนนี้หมอไม่รับบอกว่าสมองแม่ตายแล้ว แต่ตนเองยืนยันว่า จะไม่ยอมเผาแม่แน่นอน จนกว่าภรรยาจะมีร่างแข็งตัวถึงจะเผา ภรรยาจะอยู่นี่เป็นปี 2 ปีก็จะไม่เผา แต่หากกลับฟื้นมาปกติก็จะทำบุญครั้งใหญ่ให้เต็มที่   ขณะที่คอหวยไม่พลาดคุณยายพินิจตายแล้วฟื้น พากันแห่ตีเลขเด็ด บ้านเลขที่ 70 และอายุของคุณยายพินิจ อายุ 70 ปี 2 เดือน กับอีก 4 วัน 724 ขายดีจนเกลี้ยงแผงในงานศพวันนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/ql2qw5Cpljk  

 29,134
ข่าวภูมิภาค
23 ต.ค. 62

รวบแม่แท้ๆ พาลูกสาว-เพื่อนลูก ค้ากามออนไลน์ เตรียมขยายผลจับกุมคนซื้อบริการ

อุดรธานี - ที่หน้ากองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมด้วยตำรวจชุดปฏิบัติการ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัวผู้ต้องหาหญิง อายุ 37 ปี ตามหมายจับของศาล ลงวันที่13 กันยายน 2526 ในข้อกล่าวหา "ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบ 15 ปี แต่ยังไม่ถึง 18 ปี ซักจูง ส่งเสริมหรือยินขอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ฯลฯ"   พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีหญิงที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี มีพฤติกรรมร่วมกันกับบุตรสาวของตนเองเป็นธุระจัดหาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อค้าประเวณี โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุจะรับติดต่อกับกลุ่มลูกค้าผ่านแอปพิเคชั่นไลน์ ซึ่งจากการสืบสวนเจ้าหน้าที่พบเด็กที่ถูกนำไปค้าประเวณีผ่านขบวนการนี้ 3 ราย มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากโดยกลุ่มที่เป็นธุระจัดหาจะคิดค่าบริการเป็นเงินครั้งละ 2,000 - 5,000 บาท   จากการสืบสวนขยายผลหากลุ่มผู้ร่วมขบวนการและกลุ่มผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบอีกว่าผู้ต้องหาที่เป็นผู้รับหน้าที่ในการสนทนากับกลุ่มลูกค้ากับกลุ่มผู้ซื้อบริการ คือนางสาวจิรัชยา เมื่อตกลงราคาสถานที่แล้วเสร็จ จะให้บุตรสาวของตนเองเป็นผู้ติดต่อหาเด็กไปส่ง ตำรวจได้ให้สายลับทำการติดต่อล่อซื้อบริการและสามารถจับกุมได้ขณะนำเด็กสาวไปส่งที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี และ จากการขยายผลข้อมูลกลุ่มเด็กที่ถูกหลอกให้มาคำประเวณีพบว่า มีกลุ่มผู้ที่ใช้บริการในขบวนการค้าประเวณีเด็กอีกจำนวนหลายราย โดยหลังจากนี้ตำรวจจะได้ติดตามสืบสวน และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวอีว่า เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าผู้ต้องหานำลูกตัวเองมาร่วมขบวนการณ์นี้ด้วย โดยผู้เป็นแม่บอกว่า เริ่มต้นจากเอาลูกสาวตัวเองขายตัวก่อน จากนั้นก็ให้ลูกๆ ชักชวนเพื่อนๆ ที่อยากได้ตังค์ใช้ให้มาขายตัวด้วย จนมีหญิงสาวถูกชักชวนมาอีกหลายคน โดยผู้เป็นแม่แค่อ้างว่าต้องการหาเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งถือเป็นเรื่องที่สังคมไทยยอมรับได้ยาก โดยก่อนแถลงข่าวตนได้คุยกับผู้ต้องหาและสั่งสอนไปว่า “ไม่ควรเอาลูกสาวมาเข้าสู่วงการนี้คนเป็นแม่คนต้องรักลูกจะเอาลูกมาค้าประเวณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายในสายตาของประชาชนทุกๆ คน   นางสาวเอ (นามสมมุติ) เปิดเผยว่า เริ่มแรกพี่เขาชักชวนถามว่าอยากได้เงินใช้ไหม ซึ่งตนก็ตอบตกลง ทุกครั้งที่รับงานจะถูกหักหัวคิว 500 บาท หากรับงานมา 2,000 บาทก็จะถูกหัก 500 ตนทำแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 16 ปี ปัจจุบันอายุ 21 ปีแล้ว สาเหตุที่ตัดสินใจทำแบบนี้ก็เพราะว่าต้องการเงินเพื่อไปใช้จ่ายและไม่อยากขอเงินพ่อแม่ นับเป็นเรื่องราวเรื่องสะเทือนใจที่ผู้เป็นแม่แท้ๆ เอาลูกสาวตัวเองมาขายตัวหวังได้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/ouHgCFg60-s

 6,818
สังคม
23 ต.ค. 62

รวบแม่แท้ๆ พาลูกสาว-เพื่อนลูก ค้ากามออนไลน์ เตรียมขยายผลจับกุมคนซื้อบริการ

อุดรธานี - ที่หน้ากองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมด้วยตำรวจชุดปฏิบัติการ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัวผู้ต้องหาหญิง อายุ 37 ปี ตามหมายจับของศาล ลงวันที่13 กันยายน 2526 ในข้อกล่าวหา "ค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบ 15 ปี แต่ยังไม่ถึง 18 ปี ซักจูง ส่งเสริมหรือยินขอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก ฯลฯ"   พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีหญิงที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี มีพฤติกรรมร่วมกันกับบุตรสาวของตนเองเป็นธุระจัดหาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อค้าประเวณี โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุจะรับติดต่อกับกลุ่มลูกค้าผ่านแอปพิเคชั่นไลน์ ซึ่งจากการสืบสวนเจ้าหน้าที่พบเด็กที่ถูกนำไปค้าประเวณีผ่านขบวนการนี้ 3 ราย มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากโดยกลุ่มที่เป็นธุระจัดหาจะคิดค่าบริการเป็นเงินครั้งละ 2,000 - 5,000 บาท   จากการสืบสวนขยายผลหากลุ่มผู้ร่วมขบวนการและกลุ่มผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบอีกว่าผู้ต้องหาที่เป็นผู้รับหน้าที่ในการสนทนากับกลุ่มลูกค้ากับกลุ่มผู้ซื้อบริการ คือนางสาวจิรัชยา เมื่อตกลงราคาสถานที่แล้วเสร็จ จะให้บุตรสาวของตนเองเป็นผู้ติดต่อหาเด็กไปส่ง ตำรวจได้ให้สายลับทำการติดต่อล่อซื้อบริการและสามารถจับกุมได้ขณะนำเด็กสาวไปส่งที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี และ จากการขยายผลข้อมูลกลุ่มเด็กที่ถูกหลอกให้มาคำประเวณีพบว่า มีกลุ่มผู้ที่ใช้บริการในขบวนการค้าประเวณีเด็กอีกจำนวนหลายราย โดยหลังจากนี้ตำรวจจะได้ติดตามสืบสวน และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป   พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวอีว่า เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าผู้ต้องหานำลูกตัวเองมาร่วมขบวนการณ์นี้ด้วย โดยผู้เป็นแม่บอกว่า เริ่มต้นจากเอาลูกสาวตัวเองขายตัวก่อน จากนั้นก็ให้ลูกๆ ชักชวนเพื่อนๆ ที่อยากได้ตังค์ใช้ให้มาขายตัวด้วย จนมีหญิงสาวถูกชักชวนมาอีกหลายคน โดยผู้เป็นแม่แค่อ้างว่าต้องการหาเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันซึ่งถือเป็นเรื่องที่สังคมไทยยอมรับได้ยาก โดยก่อนแถลงข่าวตนได้คุยกับผู้ต้องหาและสั่งสอนไปว่า “ไม่ควรเอาลูกสาวมาเข้าสู่วงการนี้คนเป็นแม่คนต้องรักลูกจะเอาลูกมาค้าประเวณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่เลวร้ายในสายตาของประชาชนทุกๆ คน   นางสาวเอ (นามสมมุติ) เปิดเผยว่า เริ่มแรกพี่เขาชักชวนถามว่าอยากได้เงินใช้ไหม ซึ่งตนก็ตอบตกลง ทุกครั้งที่รับงานจะถูกหักหัวคิว 500 บาท หากรับงานมา 2,000 บาทก็จะถูกหัก 500 ตนทำแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 16 ปี ปัจจุบันอายุ 21 ปีแล้ว สาเหตุที่ตัดสินใจทำแบบนี้ก็เพราะว่าต้องการเงินเพื่อไปใช้จ่ายและไม่อยากขอเงินพ่อแม่ นับเป็นเรื่องราวเรื่องสะเทือนใจที่ผู้เป็นแม่แท้ๆ เอาลูกสาวตัวเองมาขายตัวหวังได้เงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/ouHgCFg60-s

 6,818
ข่าวภูมิภาค
19 ต.ค. 62

ฟัง 2 มุม! ตร.แจงคลิปปะทะนักข่าวกลางโรงพัก ล่าสุดถูกสั่งย้าย-ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

อุดรธานี - กรณีเพจเฟซบุ๊ก โซเชียลฮันเตอร์ ได้โพสต์คลิปเหตุคนชกต่อยกัน พร้อมระบุว่า "ตำรวจหรือนักเลง โชว์กร่างต่อยนักข่าว" โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากการที่นักข่าวได้รับการร้องทุกข์คดีอุบัติเหตุ รถชนกัน ซึ่งเป็นเหตุรถเก๋งชนรถบิ๊กไบค์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2561 โดยทางญาติคู่กรณีฝั่งรถเก๋ง ได้ประสานมาทางศูนย์ข่าวเพื่อให้ไปเป็นตัวกลางในการประสานขอไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย เนื่องจากทางคู่กรณี คือฝั่งรถบิ๊กไบค์ ได้แจ้งค่าซ่อมรถมาในราคา 120,000 บาท แต่ไม่มีใบเสร็จยืนยันการซ่อม จึงต้องการเจรจาไกล่เกลี่ย   วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงเดินทางไปขอพบร้อยเวรประจำ สภอ.ย่อยโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมืองอุดรธานี แต่ไม่พบร้อยเวร เมื่อสอบถามได้ความว่าร้อยเวรออกไปเลี้ยงฉลองวันตำรวจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ สภอ.ย่อยโนนสูง ได้ประสานไปทางร้อยเวรว่ามีคนมารอพบ ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ร้อยเวรเจ้าของคดีได้กลับเข้ามา มีอาการคล้ายกับคนมึนเมา จากนั้นร้อยเวรคนดังกล่าว ได้พูดลักษณะว่า "เรื่องนี้จบไปแล้ว ออกหมายเรียกไปแล้ว ไม่ต้องมาคุย ผมบอกให้จบก็ต้องจบ" ก่อนที่จะหันมาถามนักข่าวว่า "พวกมึงเป็นใคร" เมื่อทางนักข่าวอธิบายว่า เป็นแค่ประชาชน สอบถามเจ้าหน้าที่ไม่ได้เหรอ จะขอปรึกษาเรื่องคดีความเพราะมีชาวบ้านมาร้องทุกข์ จากนั้นร้อยเวรได้ปรี่ตรงเข้ามาชก โดยไม่ฟังเหตุผล นักข่าวอีกคนพยายามเข้าไปห้ามแต่ก็ถูกทำร้ายเช่นกัน    พ.ต.ท.ชลิต ศรีหานู รองผกก.ทำหน้าหน้าที่หัวหน้าสถานีสภ.ย่อยโนนสูง ได้เล่าที่มาที่ไปก่อนเกิดเหตุการณ์ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เรื่องที่เกิดเหตุมีมูลเหตุมาจากกรณีมีอุบัติเหตุรถเก๋งชนกับรถบิ๊กไบค์แถวบ้านชัยพร เหตุเกิดเมื่อ 13 ส.ค.61 โดยรถเก๋งขับขึ้นมาจากซอยบ้านชัยพรเพื่อเลี้ยวขึ้นถนนใหญ่ถนนมิตรภาพแต่ไปเฉี่ยวชนรถจยย.บิกไบค์ที่ขับมาทางตรงจะมุ่งหน้าไปตัวจ.อุดรธานี จนผู้ขับขี่รถจยยได้บาดเจ็บรักษานานกว่า 6 เดือน มี ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ เป็นร้อยเวรเจ้าของคดี ต่อมาวันที่ 31 มี.ค.62 คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ตกลงค่าเสียหายเป็นเงิน 120,000 บาทและฝ่ายรถเก๋งจะไปก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 100,000 บาทนัดจ่ายกันอีกประมาณ 31 ก.ย.62 แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้รับการติดต่อจากผู้เสียหายฝ่ายรถจยย.บิ๊กไบค์ว่าคู่กรณีไม่จ่ายเงินที่เหลือ อยากให้พนักงานสอบสวนนัดมาคุยกันอีกรอบ โดยนัดให้ทั้งสองฝ่ายนัดมาคุยกันในวันที่ 19 ต.ค.คือวันนี้ แต่เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) ทราบว่ามีกลุ่มที่บอกว่าเป็นนักข่าวจะมาขอคุยกับร้อยเวรเจ้าของคดีและทราบว่าทางฝ่ายนักข่าวกลุ่มนี้ซึ่งเป็นตัวแทนทางฝ่ายรถเก๋งจะขอจ่ายแค่ 20,000 บาทแต่ทางบิ๊กไบค์ยังไม่ยอมจึงให้ร้อยเวรเจ้าของคดีนัดมาเจรจากันก่อน แต่ยังไม่ถึงวันเจรจากันคือวันนี้ (19 ต.ค.) แต่ก็มาเกิดเรื่องเกิดราวก่อน   ขณะทีบรรยากาศที่ สภ.ย่อยโนนสูง ตร.ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า อยากให้เห็นใจตร.บ้าง เพราะนักข่าวในจ.อุดรธานีรู้จักกันหมด ต่างช่วยเหลือและกันมีน้ำใจที่ดีต่อกันตลอดมา แต่นักข่าวกลุ่มนี้ไม่เคยเห็นหน้าและยังงง จู่ๆ นักข่าวมาวุ่นวายเรื่องรถชนกันได้อย่างไร   ทางด้าน พล.ต.ต.นันทะชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากมีคลิปตร.ปะทะนักข่าวออกไปในโซเซียล ตอนนี้ตนเองได้ให้ ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ มาปฏิบัติหน้าที่ที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานีตั้งแต่เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) เป็นต้นไป และตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากตร.ผิดก็ว่าตามไปผิด โดยหลังจากนักข่าวกลุ่มนี้มาแจ้งความว่าถูกทำร้าย ตร.เราก็รับแจ้งความไม่มีอคติ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากตั้งกรรมการสอบสวนแล้วตร.ไม่ผิด จะมีการฟ้องกลุ่มนักข่าวกลุ่มนี้ฐานเผยแพร่ภาพในโซเซียลหรือไม่ ผู้การจ.อุดรธานีบอกว่า ขอยังไม่พูดถึงตรงนั้น ขอดูการตั้งกรรมการสอบสวนก่อน   ด้าน ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ รอง สว.สอบสวน สภ.ย่อยโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวครั้งแรกว่า หลังจากตนเองและเพื่อนๆ กินข้าวเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ผมก็เข้ามาเพื่อมาเคลียร์งาน มีนักข่าวมาด้วยกัน 3 คนเขาก็มาบอกว่า มานั่งรอเป็นชั่วโมง ปัญหาอยู่ว่ารถผมมันดับต้องให้ตร.อีกคนไปพ่วงแบตให้ก็เลยมาช้า กลุ่มนักข่าวเขาก็มาพูดเสียงดังเอะอะโวยวาย แต่เขาไม่ใช่ผู้เสียหายคู่กรณีรถชนระหว่างรถเก๋งกับรถบิ๊กไบค์ โดยกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นนักข่าวอยากจะมาเคลียร์จากที่คู่กรณีจะชำระ 100,000 บาทจะขอลดให้เหลือ 20,000 บาทได้ไหม ผมก็บอกไปว่า คงไม่ได้ เพราะคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายเขาคุยกันแล้ว แต่ช่วงที่ช่วงคุยกันก็อาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้างเพราะเขาพูดเสียงดัง ผมยืนยันผมไม่ได้ทำร้ายชกต่อยคนที่อ้างเป็นนักข่าว เขามาขวางประตู หลังจากคุยกันไม่รู้เรื่องผมก็พยายามเดินเข้าประตูเข้าไปทำงานและอาจจะผลักเขา เขาก็เลยหาว่าผมทำร้าย ผมไม่รู้ว่าเขามาได้อย่างไรอาจจะรู้จักผู้เสียหายฝ่ายรถเก๋งที่ต้องจ่ายให้กับรถบิ๊กไบค์จำนวน 120,000 บาทเลยมาเป็นตัวแทนผู้เสียหายมาขอต่อรองจ่ายค่าเสียหายจากจำนวน120,000 บาท เขาจ่ายกันไปแล้ว 20,000 บาทเหลืออีก 100,000 บาท แต่คนที่อ้างเป็นนักข่าวขอต่อเรื่องจาก 100,000 บาทขอแค่ 20,000 บาท   ร.ต.อ.เรืองเดช กล่าวต่อไปว่า เงินค่าเสียหายของคู่กรณีจากเหตุรถชนกันเมื่อวันที่ 13 ส.ค.61 คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายเขาได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว และทั้งสองฝ่ายได้ให้พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐานว่าจะจ่ายเงินส่วนที่เหลือจำนวน 100,000 บาทในวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายคู่กรณีรถเก๋งก็ผิดนัดมาตลอด ตนเองโทรไป แต่คู่กรณีฝ่ายรถเก๋งก็บอกว่า เดี๋ยวไปจ่ายเดือนพฤศจิกายนโน่น ตนก็เข้าใจทั้งสองฝ่าย เมื่อโทรแล้วเขาไม่มา ผมก็ออกหมายเรียก โดยทั้งสองฝ่ายนัดเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 19 ต.ค.นี้ แต่ยังไม่ถึงวันปรากฏว่ามีอ้างเป็นนักข่าวมาก่อนบอกว่าอยากจะขอต่อรองค่าเสียหายจากที่จะจ่าย 100,000 บาทขอเป็น 20,000 บาทได้ไหม ผมก็ยืนยันนักข่าวบอกว่า ทั้งสองฝ่ายลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยแล้ว มันเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือจ่ายค่าเสียหายกัน ผมไม่มีอำนาจในตรงนี้ ฝ่ายรถเก๋งก็อ้างโน่นอ้างนี่ แต่ฝ่ายรถบิ๊กไบค์เขาก็บอกว่านานแล้ว เขาก็อยากได้เงินใช้จ่าย ผมเป็นคนกลางก็ทำเต็มที่ ผมก็งงนักข่าวมาขอต่อรองค่าเสียหายแทนคู่กรณี ทั้งๆ ที่คู่กรณีเขาคุยกันแล้ว ส่วนการประเมินความเสียหายบิ๊กไบค์ เขาประเมินมาแล้ว 230,000 บาทแต่ทราบว่า เจ้าของรถบิ๊กไบค์เขาไม่ซ่อม เขาขายซากทิ้งเลย และวันนี้ทางน้องๆ เขาก็มาให้กำลังใจด้วย    ร.ต.อ.เรืองเดช บอกอีกว่า ส่วนตัวกับนักข่าวในจ.อุดรธานีทุกคนก็รักกันทุกคน ไม่เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันแบบนี้ เห็นหน้ากันก็ยกมือไหว้กันตลอด เข้าใจทุกคน แต่กลุ่มนักข่าวกลุ่มนี้ไม่เคยรู้จัก อยากให้ทุกคนเข้าใจ พนักงานสอบสวนเป็นงานที่บริการประชาชนต้องประสานงานหลายๆ ด้าน พยายามจะจูนเข้าใจทั้งสองฝ่าย ร้อยเวรก็พยายามทำดีที่สุดแล้ว อยากให้เข้าใจทำงานบ้าง   ต่อมาพ.ต.อ.สรายุทธ ฉ่ำผิว ผกก.สภ.เมือง อุดรธานี ได้เดินทางไปยังสภ.โนนสูง เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยได้แจ้งให้กับ ร.ต.อ.เรืองเดชทราบว่า ทางผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี ได้สั่งการให้ทาง ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ ไปประจำที่ ศปก.ภูธรจ.อุดรธานีตั้งแต่เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) เป็นต้นไป และได้แจ้งว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมี พ.ต.อ.ศักดิ์ดา เหมือนโพธิ์ รองผบก.ภูธร จ.อุดรธานี เป็นประธานในการสอบสวน   ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสโทรศัพท์สอบถาม น้องปิ๊ก เป็นครูที่จ.มหาสาคามและเป็น ผู้เสียหายฝั่งรถบิ๊กไบค์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมเดินทางกลับบ้านในวันที่ 13 ส.ค.61 ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์ผ่านมาเกือบปีแล้ว โดยขับรถ ducati รุ่น sb2 940 ซึ่งมีแค่ 5 คันในประเทศ ผมซื้อมือ2 มาในราคา 350,000 บาท หากแต่รถใหม่ราคา 6-700,000 บาท แต่น้องผุ้หญิงขับรถเก๋งโตโยต้าวีออสสีดำขับออกมาจากซอยแล้วตัดหน้า ผมวิ่งทางทางตรง ชนเข้าอย่างจัง หลังเกิดเหตุเอารถเข้าซ่อมทางศูนย์ฯ เขาประเมินค่าซ่อมให้ 230,000 บาท ผมไม่ซ่อม ผมขายซากเลยเพราะพังไปเยอะชุดหน้า คอรถขาดแม็กแตก ไม่ขอบอกราคาขายซาก ขายถูกมาก เอาไว้นานไม่รู้จะทำอย่างไรผ่านมาเป็นปีแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากตกลงค่าเสียหายกันแล้วทำไมคู่กรณีไม่มาดู น้องปิ๊กบอกว่า คู่กรณีไม่มาสนใจผมเลย คนเป็นของน้องผุ้หญิงที่ขับรถเก๋งบอกว่า ผมไม่คุย คุณอยากได้ค่าเสียหายก็ฟ้องเอา หลังผมรถชนผมนอนรพ.นานกว่า 6 เดือน หลังหัก ลางานที่เป็นครูเพื่อรักษาตัว ค่ารักษาพยาบาลผมออกเองทุกอย่าง เขาผลัดจ่ายค่าเสียหายมาเรื่อยๆ ผมก็ใจดีบอกเขา มีตอนไหนก็ค่อยจ่าย แต่ตกลงกันไว้ 120,000 บาทเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหาย แต่มีนักข่าวมาตกลงค่าเสียหายที่ไม่ใช่โจทย์ผมขอจ่ายแค่ 20,000 บาทรวมจ่ายเป็น 40,000 บาท ผมงงมาก!! คู่กรณี เขาเอานักข่าวมาเกี่ยวทำไม เขาไม่ใช่โจทย์ผม เขาเอานักข่าวมาทำให้วุ่นวายทำไม หากไม่ได้ค่าเสียหายที่ตกลงกันไว้ ผมฟ้องต่อแน่นอน    ขณะที่มีรายงานข่าวในกลุ่มนักข่าวส่วนกลางในจ.อุดรธานี ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เสื่อมเสียชื่อนักข่าวหมดเลย น่าจะคุยกันดีๆ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่มีคนอ้างเป็นนักข่าวขอเข้าไปเคลียร์และไกล่เกลี่ยกรณีอุบัติเหตุรถเก๋งชนรถบิ๊กไบค์    โดยข้อมูลลึกๆ ทราบว่า นักข่าวกลุ่มนี้จะเดินสายฮั้วประมูลงานและเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยคดีความต่างๆ และได้รับผลประโยชน์เงินส่วนต่าง ซึ่งนักข่าวจริงๆ เขาไม่ไปยุ่งเกี่ยวมีหน้าที่รายงานสถานการณ์ข่าวในพื้นที่ ทำให้อาชีพนักข่าวดีเสื่อมเสีย และปกตินักข่าวในจ.อุดรธานีจะรู้จักกันหมด แต่นักข่าวกลุ่มนี้อาจจะเป็นนักข่าวเพจในโซเซียล และมีข่าวไปขู่รีดส่วนราชการและตร.มาหลายที่แล้ว          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/qD3ypjTyvH0

 674
สังคม
19 ต.ค. 62

ฟัง 2 มุม! ตร.แจงคลิปปะทะนักข่าวกลางโรงพัก ล่าสุดถูกสั่งย้าย-ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

อุดรธานี - กรณีเพจเฟซบุ๊ก โซเชียลฮันเตอร์ ได้โพสต์คลิปเหตุคนชกต่อยกัน พร้อมระบุว่า "ตำรวจหรือนักเลง โชว์กร่างต่อยนักข่าว" โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากการที่นักข่าวได้รับการร้องทุกข์คดีอุบัติเหตุ รถชนกัน ซึ่งเป็นเหตุรถเก๋งชนรถบิ๊กไบค์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2561 โดยทางญาติคู่กรณีฝั่งรถเก๋ง ได้ประสานมาทางศูนย์ข่าวเพื่อให้ไปเป็นตัวกลางในการประสานขอไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย เนื่องจากทางคู่กรณี คือฝั่งรถบิ๊กไบค์ ได้แจ้งค่าซ่อมรถมาในราคา 120,000 บาท แต่ไม่มีใบเสร็จยืนยันการซ่อม จึงต้องการเจรจาไกล่เกลี่ย   วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงเดินทางไปขอพบร้อยเวรประจำ สภอ.ย่อยโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมืองอุดรธานี แต่ไม่พบร้อยเวร เมื่อสอบถามได้ความว่าร้อยเวรออกไปเลี้ยงฉลองวันตำรวจ จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ สภอ.ย่อยโนนสูง ได้ประสานไปทางร้อยเวรว่ามีคนมารอพบ ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ร้อยเวรเจ้าของคดีได้กลับเข้ามา มีอาการคล้ายกับคนมึนเมา จากนั้นร้อยเวรคนดังกล่าว ได้พูดลักษณะว่า "เรื่องนี้จบไปแล้ว ออกหมายเรียกไปแล้ว ไม่ต้องมาคุย ผมบอกให้จบก็ต้องจบ" ก่อนที่จะหันมาถามนักข่าวว่า "พวกมึงเป็นใคร" เมื่อทางนักข่าวอธิบายว่า เป็นแค่ประชาชน สอบถามเจ้าหน้าที่ไม่ได้เหรอ จะขอปรึกษาเรื่องคดีความเพราะมีชาวบ้านมาร้องทุกข์ จากนั้นร้อยเวรได้ปรี่ตรงเข้ามาชก โดยไม่ฟังเหตุผล นักข่าวอีกคนพยายามเข้าไปห้ามแต่ก็ถูกทำร้ายเช่นกัน    พ.ต.ท.ชลิต ศรีหานู รองผกก.ทำหน้าหน้าที่หัวหน้าสถานีสภ.ย่อยโนนสูง ได้เล่าที่มาที่ไปก่อนเกิดเหตุการณ์ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เรื่องที่เกิดเหตุมีมูลเหตุมาจากกรณีมีอุบัติเหตุรถเก๋งชนกับรถบิ๊กไบค์แถวบ้านชัยพร เหตุเกิดเมื่อ 13 ส.ค.61 โดยรถเก๋งขับขึ้นมาจากซอยบ้านชัยพรเพื่อเลี้ยวขึ้นถนนใหญ่ถนนมิตรภาพแต่ไปเฉี่ยวชนรถจยย.บิกไบค์ที่ขับมาทางตรงจะมุ่งหน้าไปตัวจ.อุดรธานี จนผู้ขับขี่รถจยยได้บาดเจ็บรักษานานกว่า 6 เดือน มี ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ เป็นร้อยเวรเจ้าของคดี ต่อมาวันที่ 31 มี.ค.62 คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ตกลงค่าเสียหายเป็นเงิน 120,000 บาทและฝ่ายรถเก๋งจะไปก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือ 100,000 บาทนัดจ่ายกันอีกประมาณ 31 ก.ย.62 แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้รับการติดต่อจากผู้เสียหายฝ่ายรถจยย.บิ๊กไบค์ว่าคู่กรณีไม่จ่ายเงินที่เหลือ อยากให้พนักงานสอบสวนนัดมาคุยกันอีกรอบ โดยนัดให้ทั้งสองฝ่ายนัดมาคุยกันในวันที่ 19 ต.ค.คือวันนี้ แต่เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) ทราบว่ามีกลุ่มที่บอกว่าเป็นนักข่าวจะมาขอคุยกับร้อยเวรเจ้าของคดีและทราบว่าทางฝ่ายนักข่าวกลุ่มนี้ซึ่งเป็นตัวแทนทางฝ่ายรถเก๋งจะขอจ่ายแค่ 20,000 บาทแต่ทางบิ๊กไบค์ยังไม่ยอมจึงให้ร้อยเวรเจ้าของคดีนัดมาเจรจากันก่อน แต่ยังไม่ถึงวันเจรจากันคือวันนี้ (19 ต.ค.) แต่ก็มาเกิดเรื่องเกิดราวก่อน   ขณะทีบรรยากาศที่ สภ.ย่อยโนนสูง ตร.ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า อยากให้เห็นใจตร.บ้าง เพราะนักข่าวในจ.อุดรธานีรู้จักกันหมด ต่างช่วยเหลือและกันมีน้ำใจที่ดีต่อกันตลอดมา แต่นักข่าวกลุ่มนี้ไม่เคยเห็นหน้าและยังงง จู่ๆ นักข่าวมาวุ่นวายเรื่องรถชนกันได้อย่างไร   ทางด้าน พล.ต.ต.นันทะชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากมีคลิปตร.ปะทะนักข่าวออกไปในโซเซียล ตอนนี้ตนเองได้ให้ ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ มาปฏิบัติหน้าที่ที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานีตั้งแต่เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) เป็นต้นไป และตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากตร.ผิดก็ว่าตามไปผิด โดยหลังจากนักข่าวกลุ่มนี้มาแจ้งความว่าถูกทำร้าย ตร.เราก็รับแจ้งความไม่มีอคติ ผู้สื่อข่าวถามว่า หากตั้งกรรมการสอบสวนแล้วตร.ไม่ผิด จะมีการฟ้องกลุ่มนักข่าวกลุ่มนี้ฐานเผยแพร่ภาพในโซเซียลหรือไม่ ผู้การจ.อุดรธานีบอกว่า ขอยังไม่พูดถึงตรงนั้น ขอดูการตั้งกรรมการสอบสวนก่อน   ด้าน ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ รอง สว.สอบสวน สภ.ย่อยโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าวครั้งแรกว่า หลังจากตนเองและเพื่อนๆ กินข้าวเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ผมก็เข้ามาเพื่อมาเคลียร์งาน มีนักข่าวมาด้วยกัน 3 คนเขาก็มาบอกว่า มานั่งรอเป็นชั่วโมง ปัญหาอยู่ว่ารถผมมันดับต้องให้ตร.อีกคนไปพ่วงแบตให้ก็เลยมาช้า กลุ่มนักข่าวเขาก็มาพูดเสียงดังเอะอะโวยวาย แต่เขาไม่ใช่ผู้เสียหายคู่กรณีรถชนระหว่างรถเก๋งกับรถบิ๊กไบค์ โดยกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นนักข่าวอยากจะมาเคลียร์จากที่คู่กรณีจะชำระ 100,000 บาทจะขอลดให้เหลือ 20,000 บาทได้ไหม ผมก็บอกไปว่า คงไม่ได้ เพราะคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายเขาคุยกันแล้ว แต่ช่วงที่ช่วงคุยกันก็อาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้างเพราะเขาพูดเสียงดัง ผมยืนยันผมไม่ได้ทำร้ายชกต่อยคนที่อ้างเป็นนักข่าว เขามาขวางประตู หลังจากคุยกันไม่รู้เรื่องผมก็พยายามเดินเข้าประตูเข้าไปทำงานและอาจจะผลักเขา เขาก็เลยหาว่าผมทำร้าย ผมไม่รู้ว่าเขามาได้อย่างไรอาจจะรู้จักผู้เสียหายฝ่ายรถเก๋งที่ต้องจ่ายให้กับรถบิ๊กไบค์จำนวน 120,000 บาทเลยมาเป็นตัวแทนผู้เสียหายมาขอต่อรองจ่ายค่าเสียหายจากจำนวน120,000 บาท เขาจ่ายกันไปแล้ว 20,000 บาทเหลืออีก 100,000 บาท แต่คนที่อ้างเป็นนักข่าวขอต่อเรื่องจาก 100,000 บาทขอแค่ 20,000 บาท   ร.ต.อ.เรืองเดช กล่าวต่อไปว่า เงินค่าเสียหายของคู่กรณีจากเหตุรถชนกันเมื่อวันที่ 13 ส.ค.61 คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายเขาได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว และทั้งสองฝ่ายได้ให้พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐานว่าจะจ่ายเงินส่วนที่เหลือจำนวน 100,000 บาทในวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายคู่กรณีรถเก๋งก็ผิดนัดมาตลอด ตนเองโทรไป แต่คู่กรณีฝ่ายรถเก๋งก็บอกว่า เดี๋ยวไปจ่ายเดือนพฤศจิกายนโน่น ตนก็เข้าใจทั้งสองฝ่าย เมื่อโทรแล้วเขาไม่มา ผมก็ออกหมายเรียก โดยทั้งสองฝ่ายนัดเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 19 ต.ค.นี้ แต่ยังไม่ถึงวันปรากฏว่ามีอ้างเป็นนักข่าวมาก่อนบอกว่าอยากจะขอต่อรองค่าเสียหายจากที่จะจ่าย 100,000 บาทขอเป็น 20,000 บาทได้ไหม ผมก็ยืนยันนักข่าวบอกว่า ทั้งสองฝ่ายลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยแล้ว มันเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือจ่ายค่าเสียหายกัน ผมไม่มีอำนาจในตรงนี้ ฝ่ายรถเก๋งก็อ้างโน่นอ้างนี่ แต่ฝ่ายรถบิ๊กไบค์เขาก็บอกว่านานแล้ว เขาก็อยากได้เงินใช้จ่าย ผมเป็นคนกลางก็ทำเต็มที่ ผมก็งงนักข่าวมาขอต่อรองค่าเสียหายแทนคู่กรณี ทั้งๆ ที่คู่กรณีเขาคุยกันแล้ว ส่วนการประเมินความเสียหายบิ๊กไบค์ เขาประเมินมาแล้ว 230,000 บาทแต่ทราบว่า เจ้าของรถบิ๊กไบค์เขาไม่ซ่อม เขาขายซากทิ้งเลย และวันนี้ทางน้องๆ เขาก็มาให้กำลังใจด้วย    ร.ต.อ.เรืองเดช บอกอีกว่า ส่วนตัวกับนักข่าวในจ.อุดรธานีทุกคนก็รักกันทุกคน ไม่เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันแบบนี้ เห็นหน้ากันก็ยกมือไหว้กันตลอด เข้าใจทุกคน แต่กลุ่มนักข่าวกลุ่มนี้ไม่เคยรู้จัก อยากให้ทุกคนเข้าใจ พนักงานสอบสวนเป็นงานที่บริการประชาชนต้องประสานงานหลายๆ ด้าน พยายามจะจูนเข้าใจทั้งสองฝ่าย ร้อยเวรก็พยายามทำดีที่สุดแล้ว อยากให้เข้าใจทำงานบ้าง   ต่อมาพ.ต.อ.สรายุทธ ฉ่ำผิว ผกก.สภ.เมือง อุดรธานี ได้เดินทางไปยังสภ.โนนสูง เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยได้แจ้งให้กับ ร.ต.อ.เรืองเดชทราบว่า ทางผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.อุดรธานี ได้สั่งการให้ทาง ร.ต.อ.เรืองเดช ศรีนวลจันทร์ ไปประจำที่ ศปก.ภูธรจ.อุดรธานีตั้งแต่เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) เป็นต้นไป และได้แจ้งว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมี พ.ต.อ.ศักดิ์ดา เหมือนโพธิ์ รองผบก.ภูธร จ.อุดรธานี เป็นประธานในการสอบสวน   ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสโทรศัพท์สอบถาม น้องปิ๊ก เป็นครูที่จ.มหาสาคามและเป็น ผู้เสียหายฝั่งรถบิ๊กไบค์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมเดินทางกลับบ้านในวันที่ 13 ส.ค.61 ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์ผ่านมาเกือบปีแล้ว โดยขับรถ ducati รุ่น sb2 940 ซึ่งมีแค่ 5 คันในประเทศ ผมซื้อมือ2 มาในราคา 350,000 บาท หากแต่รถใหม่ราคา 6-700,000 บาท แต่น้องผุ้หญิงขับรถเก๋งโตโยต้าวีออสสีดำขับออกมาจากซอยแล้วตัดหน้า ผมวิ่งทางทางตรง ชนเข้าอย่างจัง หลังเกิดเหตุเอารถเข้าซ่อมทางศูนย์ฯ เขาประเมินค่าซ่อมให้ 230,000 บาท ผมไม่ซ่อม ผมขายซากเลยเพราะพังไปเยอะชุดหน้า คอรถขาดแม็กแตก ไม่ขอบอกราคาขายซาก ขายถูกมาก เอาไว้นานไม่รู้จะทำอย่างไรผ่านมาเป็นปีแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากตกลงค่าเสียหายกันแล้วทำไมคู่กรณีไม่มาดู น้องปิ๊กบอกว่า คู่กรณีไม่มาสนใจผมเลย คนเป็นของน้องผุ้หญิงที่ขับรถเก๋งบอกว่า ผมไม่คุย คุณอยากได้ค่าเสียหายก็ฟ้องเอา หลังผมรถชนผมนอนรพ.นานกว่า 6 เดือน หลังหัก ลางานที่เป็นครูเพื่อรักษาตัว ค่ารักษาพยาบาลผมออกเองทุกอย่าง เขาผลัดจ่ายค่าเสียหายมาเรื่อยๆ ผมก็ใจดีบอกเขา มีตอนไหนก็ค่อยจ่าย แต่ตกลงกันไว้ 120,000 บาทเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหาย แต่มีนักข่าวมาตกลงค่าเสียหายที่ไม่ใช่โจทย์ผมขอจ่ายแค่ 20,000 บาทรวมจ่ายเป็น 40,000 บาท ผมงงมาก!! คู่กรณี เขาเอานักข่าวมาเกี่ยวทำไม เขาไม่ใช่โจทย์ผม เขาเอานักข่าวมาทำให้วุ่นวายทำไม หากไม่ได้ค่าเสียหายที่ตกลงกันไว้ ผมฟ้องต่อแน่นอน    ขณะที่มีรายงานข่าวในกลุ่มนักข่าวส่วนกลางในจ.อุดรธานี ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เสื่อมเสียชื่อนักข่าวหมดเลย น่าจะคุยกันดีๆ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่มีคนอ้างเป็นนักข่าวขอเข้าไปเคลียร์และไกล่เกลี่ยกรณีอุบัติเหตุรถเก๋งชนรถบิ๊กไบค์    โดยข้อมูลลึกๆ ทราบว่า นักข่าวกลุ่มนี้จะเดินสายฮั้วประมูลงานและเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยคดีความต่างๆ และได้รับผลประโยชน์เงินส่วนต่าง ซึ่งนักข่าวจริงๆ เขาไม่ไปยุ่งเกี่ยวมีหน้าที่รายงานสถานการณ์ข่าวในพื้นที่ ทำให้อาชีพนักข่าวดีเสื่อมเสีย และปกตินักข่าวในจ.อุดรธานีจะรู้จักกันหมด แต่นักข่าวกลุ่มนี้อาจจะเป็นนักข่าวเพจในโซเซียล และมีข่าวไปขู่รีดส่วนราชการและตร.มาหลายที่แล้ว          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/qD3ypjTyvH0

 674
ข่าวภูมิภาค
17 ต.ค. 62

จับหนุ่มวัย 19 แชทลวง ด.ญ.วัย 14 ปี ขึ้นคอนโดข่มขืน

อุดรธานี - จับกุมตัววัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ลวงเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปี ไปมีเพศสัมพันธ์ โดยผู้ต้องหาอ้างว่ารู้จักกับฝ่ายหญิงผ่านทางเฟซบุ๊ก เจ้าตัวมีอาชีพขี่จักรยานยนต์รับจ้างส่งอาหาร ได้นัดฝ่ายหญิงไปข้าวที่ห้างแห่งหนึ่ง แล้วล่อลวงเด็กหญิงไปข่มขืนในห้องพักที่เกิดเหตุ โดยพ่อของเด็กผู้หญิงเข้าแจ้งความ จนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวไปยื่นฝากขังต่อศาลเป็นที่เรียบร้อย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hmTTnaR0H20

 3,434
อาชญากรรม
17 ต.ค. 62

จับหนุ่มวัย 19 แชทลวง ด.ญ.วัย 14 ปี ขึ้นคอนโดข่มขืน

อุดรธานี - จับกุมตัววัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ลวงเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปี ไปมีเพศสัมพันธ์ โดยผู้ต้องหาอ้างว่ารู้จักกับฝ่ายหญิงผ่านทางเฟซบุ๊ก เจ้าตัวมีอาชีพขี่จักรยานยนต์รับจ้างส่งอาหาร ได้นัดฝ่ายหญิงไปข้าวที่ห้างแห่งหนึ่ง แล้วล่อลวงเด็กหญิงไปข่มขืนในห้องพักที่เกิดเหตุ โดยพ่อของเด็กผู้หญิงเข้าแจ้งความ จนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวไปยื่นฝากขังต่อศาลเป็นที่เรียบร้อย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hmTTnaR0H20

 3,434
ข่าวภูมิภาค
15 ต.ค. 62

ตร.เครียดปมหนี้สิน ผูกคอตายใต้ต้นแค วิจารณ์ประตูบ้านตรงทางสามแพร่ง

อุดรธานี-พบศพ ร.ต.อ.สุริยน จงรักษ์ อายุ 58 ปี ตำแหน่ง สว.ฝสสน.1 บก.สสน.บช.ตชด. จบนักเรียนพลตำรวจภูธร 4 รุ่นที่ 13 และจบเรียนหลักสูตรสารวัตร วิทยาลัยการตำรวจ รุ่นที่ 122 ผูกคอเสียชีวิตกับกิ่งต้นดอกแคหลังบ้านพัก ในชุมชนบ้านหนองหิน ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี   โดยญาติได้ช่วยกันตัดเชือกนำร่างลงมา เพื่อทำการช่วยเหลือชีวิตแต่ช่วยไว้ไม่ทัน ตรวจสอบตามร่างกายและรอบบริเวณไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายและต่อสู้   สอบถามภรรยาผู้ตายระบุ ก่อนเกิดเหตุ เช้าวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ตายเดินทางจาก กทม.กลับบ้านมาพักในช่วงวันหยุดยาว และบ่นเรื่องหนี้สินรวมทั้งเรื่องหน้าที่การงาน ไม่ค่อยร่าเริงมีอาการเหม่อลอย และไม่พูดหยอกล้อกับลูกหลานเหมือนที่ผ่านมา   กระทั่งช่วงค่ำผู้ตายเข้านอนประมาณ 23.00 น. ตนเองตื่นขึ้นไม่พบสามี ร้องเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงเดินตามหารอบบริเวณบ้าน พบว่าใช้เชือกผูกคอกับต้นดอกแคหลังบ้าน จึงวิ่งไปบอกญาติและเพื่อนบ้านให้มาช่วยกันตัดเชือกนำร่างลงมาเพื่อช่วยเหลือชีวิต แต่ไม่ทันการ จึงโทรศัพท์บอกลูกสาวคนโต และตำรวจมาตรวจสอบ     ด้านลูกสาวคนโตผู้ตายให้การว่า เมื่อก่อนพ่อรับราชการอยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และมีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งสารวัตรที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กทม.ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่พ่อกลับมาเยี่ยมบ้านพ่อจะมีนิสัยร่าเริงพูดหยอกล้อกับลูกหลาน เมื่อคืนวันที่ 13 ต.ค. ยังเล่นดอกไม้เพลิงกับหลานชาย ซึ่งเป็นลูกของตนเอง และลูกชายบอกว่าตาไม่ค่อยพูด เล่นดอกไม้เพลิงวันออกพรรษาไม่สนุกเลย ตนสังเกตเห็นพ่อจะชอบนั่งซึมและเหม่อลอย และมองฝาผนังบ้านเป็นเวลานาน ทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจยังไงชอบกล และนอนไม่หลับทั้งคืน   กระทั่งช่วงเช้าแม่โทรศัพท์มาบอกพร้อมกับร้องไห้ ตนยังพูดสวนแม่ไปว่าพ่อผูกคอตายใช่ไหม และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ทำให้ตนคิดจนนอนไม่หลับทั้งคืน ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องหนี้สินที่กู้มาจากสหกรณ์ฯ   ทั้งนี้ พ่อเป็นคนสุขภาพแข็งแรง แต่กู้เงินสหกรณ์ตำรวจมาจนถูกหักเงินเดือนไม่เหลือ ตั้งแต่ย้ายไปรับตำแหน่งที่ กทม. ลูกทั้งสามคนยังส่งเงินไปให้พ่อเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนๆละประมาณ 5-6 พันบาท ส่วนเรื่องหนี้สินนอกระบบ คนในครอบครัวไม่เคยรับรู้เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว และเห็นพ่อพูดว่าเงินปันผลสหกรณ์จะออกวันที่ 11 ตุลาคม แต่เลื่อนไปวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งพ่อจะเดินทางไปตามเรื่องที่ จ.เชียงใหม่ แต่ก็มาผูกคอตนเองเสียชีวิตก่อนจะเดินทาง   ทั้งนี้มีรายงานเพิ่มเติมว่า เพื่อนบ้านและญาติที่ทราบข่าว ได้มาช่วยกันเตรียมงานศพ ขอดูเชือกที่ผู้ตายใช้ผูกคอ พร้อมกับพูดอธิษฐานขอให้วิญญาณผู้ตายมาบอกหวย เพราะเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะสิงสถิตอยู่ที่เชือก และต่างพากันพูดว่าประตูรั้วหน้าบ้านที่เกิดเหตุ มีลักษณะเปิดรับสิ่งไม่ดี เพราะตั้งชนกับบริเวณทางสามแพร่ง ตามความเชื่อคนโบราณ หลังจากเสร็จงานศพ จะทำการขยับย้ายประตูรั้วบ้าน ไม่ให้ตรงกับทางสามแพร่ง เกรงจะมีเหตุการณ์คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีก หรือมีการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติอีกต่อไป          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/5L0y0nDjItw

 10,252
อาชญากรรม
15 ต.ค. 62

ตร.เครียดปมหนี้สิน ผูกคอตายใต้ต้นแค วิจารณ์ประตูบ้านตรงทางสามแพร่ง

อุดรธานี-พบศพ ร.ต.อ.สุริยน จงรักษ์ อายุ 58 ปี ตำแหน่ง สว.ฝสสน.1 บก.สสน.บช.ตชด. จบนักเรียนพลตำรวจภูธร 4 รุ่นที่ 13 และจบเรียนหลักสูตรสารวัตร วิทยาลัยการตำรวจ รุ่นที่ 122 ผูกคอเสียชีวิตกับกิ่งต้นดอกแคหลังบ้านพัก ในชุมชนบ้านหนองหิน ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี   โดยญาติได้ช่วยกันตัดเชือกนำร่างลงมา เพื่อทำการช่วยเหลือชีวิตแต่ช่วยไว้ไม่ทัน ตรวจสอบตามร่างกายและรอบบริเวณไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายและต่อสู้   สอบถามภรรยาผู้ตายระบุ ก่อนเกิดเหตุ เช้าวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ตายเดินทางจาก กทม.กลับบ้านมาพักในช่วงวันหยุดยาว และบ่นเรื่องหนี้สินรวมทั้งเรื่องหน้าที่การงาน ไม่ค่อยร่าเริงมีอาการเหม่อลอย และไม่พูดหยอกล้อกับลูกหลานเหมือนที่ผ่านมา   กระทั่งช่วงค่ำผู้ตายเข้านอนประมาณ 23.00 น. ตนเองตื่นขึ้นไม่พบสามี ร้องเรียกก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงเดินตามหารอบบริเวณบ้าน พบว่าใช้เชือกผูกคอกับต้นดอกแคหลังบ้าน จึงวิ่งไปบอกญาติและเพื่อนบ้านให้มาช่วยกันตัดเชือกนำร่างลงมาเพื่อช่วยเหลือชีวิต แต่ไม่ทันการ จึงโทรศัพท์บอกลูกสาวคนโต และตำรวจมาตรวจสอบ     ด้านลูกสาวคนโตผู้ตายให้การว่า เมื่อก่อนพ่อรับราชการอยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และมีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งสารวัตรที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กทม.ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่พ่อกลับมาเยี่ยมบ้านพ่อจะมีนิสัยร่าเริงพูดหยอกล้อกับลูกหลาน เมื่อคืนวันที่ 13 ต.ค. ยังเล่นดอกไม้เพลิงกับหลานชาย ซึ่งเป็นลูกของตนเอง และลูกชายบอกว่าตาไม่ค่อยพูด เล่นดอกไม้เพลิงวันออกพรรษาไม่สนุกเลย ตนสังเกตเห็นพ่อจะชอบนั่งซึมและเหม่อลอย และมองฝาผนังบ้านเป็นเวลานาน ทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจยังไงชอบกล และนอนไม่หลับทั้งคืน   กระทั่งช่วงเช้าแม่โทรศัพท์มาบอกพร้อมกับร้องไห้ ตนยังพูดสวนแม่ไปว่าพ่อผูกคอตายใช่ไหม และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ทำให้ตนคิดจนนอนไม่หลับทั้งคืน ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องหนี้สินที่กู้มาจากสหกรณ์ฯ   ทั้งนี้ พ่อเป็นคนสุขภาพแข็งแรง แต่กู้เงินสหกรณ์ตำรวจมาจนถูกหักเงินเดือนไม่เหลือ ตั้งแต่ย้ายไปรับตำแหน่งที่ กทม. ลูกทั้งสามคนยังส่งเงินไปให้พ่อเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนๆละประมาณ 5-6 พันบาท ส่วนเรื่องหนี้สินนอกระบบ คนในครอบครัวไม่เคยรับรู้เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว และเห็นพ่อพูดว่าเงินปันผลสหกรณ์จะออกวันที่ 11 ตุลาคม แต่เลื่อนไปวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งพ่อจะเดินทางไปตามเรื่องที่ จ.เชียงใหม่ แต่ก็มาผูกคอตนเองเสียชีวิตก่อนจะเดินทาง   ทั้งนี้มีรายงานเพิ่มเติมว่า เพื่อนบ้านและญาติที่ทราบข่าว ได้มาช่วยกันเตรียมงานศพ ขอดูเชือกที่ผู้ตายใช้ผูกคอ พร้อมกับพูดอธิษฐานขอให้วิญญาณผู้ตายมาบอกหวย เพราะเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะสิงสถิตอยู่ที่เชือก และต่างพากันพูดว่าประตูรั้วหน้าบ้านที่เกิดเหตุ มีลักษณะเปิดรับสิ่งไม่ดี เพราะตั้งชนกับบริเวณทางสามแพร่ง ตามความเชื่อคนโบราณ หลังจากเสร็จงานศพ จะทำการขยับย้ายประตูรั้วบ้าน ไม่ให้ตรงกับทางสามแพร่ง เกรงจะมีเหตุการณ์คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีก หรือมีการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติอีกต่อไป          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/5L0y0nDjItw

 10,252
ข่าวภูมิภาค
04 ต.ค. 62

หนุ่มวิดีโอคอลจับลูก 2 ขวบ และตัวเองผูกคอ ประชดเมียไปทำงานเมืองนอก

อุดรธานี-เกิดเหตุชายวัย 41 จับลูกชายวัย 2 ขวบ แขวนคอกับขื่อหน้าบ้าน หลังจากนั้นผู้เป็นพ่อได้แขวนคอตายตาม โดยขณะก่อเหตุ ตัวสามีของเจ้าของบ้าน ได้มีการวิดีโอคอล ผ่านทาง messenger ให้กับตัวภรรยาที่ทำงานอยุ่ที่สิงคโปร์ดู ทำให้ทางตัวภรรยาได้โทรศัพท์กลับมาหาผู้ใหญ่บ้าน ให้มาทำการช่วยเหลือทันทีเพราะเป็นห่วงลูกชาย   แต่โชคดีที่พี่ชายของภรรยาที่อยู่บ้านใกล้กัน ได้ยินเสียงที่มีการพูดคุยระหว่าง 2 สามีภรรยา จึงมาดูพบว่าหลานชายวัย 2 ขวบ และน้องเขย ผูกคอกับขื่อหลังคาหน้าบ้าน จึงนำมีดตัดเชือกช่วยชีวิตหลานชายและพ่อของเด็ก รีบนำส่งโรงพยาบาลประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งขณะนี้อาการปลอดภัยทั้ง 2 คน   ด้านผู้ใหญ่บ้านบอกว่า สามีภรรยาคู่นี้อยู่กันมาเกือบ 20 ปี มีบุตรชาย 3 คน คนโตอายุ 16 ปี คนกลางอายุ 12 ปี และคนเล็ก อายุ 2 ปี 6 เดือน สามีมีอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่ระยะหลังไม่ได้ทำงาน เพราะป่วยโรคเก๊าท์ ทำให้ภรรยาต้องเป็นเสาหลักของบ้าน และเมื่อเดือนเมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้มาสร้างบ้านโครงการบ้านอุ่นรัก ซ่อมสร้างบ้านมอบให้ ภรรยาได้ไปทำงานนวดแผนโบราณในต่างประเทศเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ฝ่ายสามีก็พยายามผูกคอตายที่ต้นมะขาม แต่ลูกชายทั้ง 3 คน ได้มาห้ามให้พาพ่อลงมา   ก่อนเกิดเหตุภรรยาได้เดินทางไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศสิงคโปร์กับญาติได้ประมาณ 1 สัปดาห์ มีการถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก ทำให้สามีไม่พอใจ กล่าวหาว่าญาติพาเมียไปทำงานขายตัว จากนั้นก็แชทหาเมียลักษณะหึงหวง น้อยใจ ที่เมียไม่กลับมา แม้จะบอกว่าลูกไม่สบาย เมียก็ไม่สนใจ เมียเปลี่ยนไป และจะฆ่าตัวตายโดยเอาลูกไปด้วย และไม่ต้องกลับมาเผา จากนั้นก็วีดีโอคอลโชว์ให้เมียดู ด้วยการอุ้มลูกซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในบ้านกับพี่ชาย 2 คน ออกมาแขนคอ และผูกคอตัวเองตายตาม โชคดีที่มาช่วยทัน ก่อนจะเป็นโศกนาฏกรรม   ด้านสามีเล่าว่าทั้งน้ำตาว่า ที่ก่อเหตุเพราะความยากจน ภรรยาต้องไปทำงานไกล และภรรยาเปลี่ยนไป ทำให้เกิดอารมณ์หึงหวง จึงได้ทำประชดเมียเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/914E9w2oq0U

 28,636
สังคม
04 ต.ค. 62

หนุ่มวิดีโอคอลจับลูก 2 ขวบ และตัวเองผูกคอ ประชดเมียไปทำงานเมืองนอก

อุดรธานี-เกิดเหตุชายวัย 41 จับลูกชายวัย 2 ขวบ แขวนคอกับขื่อหน้าบ้าน หลังจากนั้นผู้เป็นพ่อได้แขวนคอตายตาม โดยขณะก่อเหตุ ตัวสามีของเจ้าของบ้าน ได้มีการวิดีโอคอล ผ่านทาง messenger ให้กับตัวภรรยาที่ทำงานอยุ่ที่สิงคโปร์ดู ทำให้ทางตัวภรรยาได้โทรศัพท์กลับมาหาผู้ใหญ่บ้าน ให้มาทำการช่วยเหลือทันทีเพราะเป็นห่วงลูกชาย   แต่โชคดีที่พี่ชายของภรรยาที่อยู่บ้านใกล้กัน ได้ยินเสียงที่มีการพูดคุยระหว่าง 2 สามีภรรยา จึงมาดูพบว่าหลานชายวัย 2 ขวบ และน้องเขย ผูกคอกับขื่อหลังคาหน้าบ้าน จึงนำมีดตัดเชือกช่วยชีวิตหลานชายและพ่อของเด็ก รีบนำส่งโรงพยาบาลประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งขณะนี้อาการปลอดภัยทั้ง 2 คน   ด้านผู้ใหญ่บ้านบอกว่า สามีภรรยาคู่นี้อยู่กันมาเกือบ 20 ปี มีบุตรชาย 3 คน คนโตอายุ 16 ปี คนกลางอายุ 12 ปี และคนเล็ก อายุ 2 ปี 6 เดือน สามีมีอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่ระยะหลังไม่ได้ทำงาน เพราะป่วยโรคเก๊าท์ ทำให้ภรรยาต้องเป็นเสาหลักของบ้าน และเมื่อเดือนเมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้มาสร้างบ้านโครงการบ้านอุ่นรัก ซ่อมสร้างบ้านมอบให้ ภรรยาได้ไปทำงานนวดแผนโบราณในต่างประเทศเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ฝ่ายสามีก็พยายามผูกคอตายที่ต้นมะขาม แต่ลูกชายทั้ง 3 คน ได้มาห้ามให้พาพ่อลงมา   ก่อนเกิดเหตุภรรยาได้เดินทางไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศสิงคโปร์กับญาติได้ประมาณ 1 สัปดาห์ มีการถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก ทำให้สามีไม่พอใจ กล่าวหาว่าญาติพาเมียไปทำงานขายตัว จากนั้นก็แชทหาเมียลักษณะหึงหวง น้อยใจ ที่เมียไม่กลับมา แม้จะบอกว่าลูกไม่สบาย เมียก็ไม่สนใจ เมียเปลี่ยนไป และจะฆ่าตัวตายโดยเอาลูกไปด้วย และไม่ต้องกลับมาเผา จากนั้นก็วีดีโอคอลโชว์ให้เมียดู ด้วยการอุ้มลูกซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในบ้านกับพี่ชาย 2 คน ออกมาแขนคอ และผูกคอตัวเองตายตาม โชคดีที่มาช่วยทัน ก่อนจะเป็นโศกนาฏกรรม   ด้านสามีเล่าว่าทั้งน้ำตาว่า ที่ก่อเหตุเพราะความยากจน ภรรยาต้องไปทำงานไกล และภรรยาเปลี่ยนไป ทำให้เกิดอารมณ์หึงหวง จึงได้ทำประชดเมียเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/914E9w2oq0U

 28,636

Top