ค้นหา :

ผลการค้นหา "อุดรธานี"

ข่าวภูมิภาค
13 พ.ย. 62

แม่เห็นเป็นลาง ลูกชายไร้หัว ก่อนพบกลายเป็นศพ กระจกตู้บาดแขน โดนเส้นเลือดใหญ่ดับ

อุดรธานี-พบศพ นายพินิจ สร้อยสะใบ อายุ 45 ปี เสียชีวิตในบ้านที่ อ.เมืองอุดรธานี จากการสอบสวนแม่ของผู้ตายวัย 69 ปี ให้การว่า ผู้ตายเป็นลูกคนโตในพี่น้อง 4 คน และขณะนี้ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้าอุดรธานี ยังไม่มีครอบครัว โดยเมื่อวานเป็นวันลอยกระทง ช่วงหัวค่ำลูกชายบอกว่าจะออกไปเที่ยวงานลอยกระทงในหมู่บ้าน จากนั้นตนก็เข้านอน   ต่อมาช่วงเช้ามืด ตนตื่นมาเห็นกองเลือดในบ้าน ตอนแรกคิดว่าใครเอาหมูมาฆ่าในบ้าน เพราะมีเลือดไหลนองเต็มพื้นไปหมด เมื่อเข้ามาดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นลูกชายนอนอยู่ จึงร้องให้คนช่วย ตอนแรกคิดว่ามีคนตามมาฆ่า ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี ตนเคยเห็นลูกชายยืนอยู่ในบ้านมีแต่ตัวไม่มีหัว ด้วยความกลัวว่าจะเป็นลางไม่ดี   ด้านหลานชายผู้ตายบอกว่า ก่อนหน้านี้เคยมานอนที่บ้าน และช่วงเวลา 03.00 น.ขณะที่เขาลุกเข้าห้องน้ำ ก็เห็นผู้ตายแต่งชุดขาว มีแต่ตัวไม่มีหัวเดินวนไปมาอยู่ในบ้าน ด้วยความกลัวจึงรีบเข้าบ้านนอนแล้วบอกแม่ของผู้ตาย จากนั้นก็เห็นแม่ของผู้ตายพาไปรดน้ำมนต์ทำพิธีต่อดวงชะตาที่วัด ก็คิดว่าไม่มีอะไรแล้ว จนกระทั่งมาเสียชีวิตดังกล่าว   ด้าน ตร.ระบุ เบื้องต้นคาดว่า ผู้ตายกลับมาจากลอยกระทง แล้วถอดเสื้อผ้าจะอาบน้ำ แต่ได้ลื่นล้มแล้วเสียหลักไปถูกตู้กับข้าวทำให้กระจกแตก แล้วทำให้กระจกแทงแขนจนลึกไปถูกเส้นเลือดใหญ่จนเลือดไหลไม่หยุด ก่อนหมดสติแล้วไม่มีใครเห็นกระทั่งมาเสียชีวิต เบื้องต้นได้ส่งศพไปชันสูตรที่ ร.พ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อหาสาเหตุการตายที่แน่ชัดอีกครั้งต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8nkgTDYcC1c  

 36,446
อาชญากรรม
13 พ.ย. 62

แม่เห็นเป็นลาง ลูกชายไร้หัว ก่อนพบกลายเป็นศพ กระจกตู้บาดแขน โดนเส้นเลือดใหญ่ดับ

อุดรธานี-พบศพ นายพินิจ สร้อยสะใบ อายุ 45 ปี เสียชีวิตในบ้านที่ อ.เมืองอุดรธานี จากการสอบสวนแม่ของผู้ตายวัย 69 ปี ให้การว่า ผู้ตายเป็นลูกคนโตในพี่น้อง 4 คน และขณะนี้ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้าอุดรธานี ยังไม่มีครอบครัว โดยเมื่อวานเป็นวันลอยกระทง ช่วงหัวค่ำลูกชายบอกว่าจะออกไปเที่ยวงานลอยกระทงในหมู่บ้าน จากนั้นตนก็เข้านอน   ต่อมาช่วงเช้ามืด ตนตื่นมาเห็นกองเลือดในบ้าน ตอนแรกคิดว่าใครเอาหมูมาฆ่าในบ้าน เพราะมีเลือดไหลนองเต็มพื้นไปหมด เมื่อเข้ามาดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นลูกชายนอนอยู่ จึงร้องให้คนช่วย ตอนแรกคิดว่ามีคนตามมาฆ่า ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี ตนเคยเห็นลูกชายยืนอยู่ในบ้านมีแต่ตัวไม่มีหัว ด้วยความกลัวว่าจะเป็นลางไม่ดี   ด้านหลานชายผู้ตายบอกว่า ก่อนหน้านี้เคยมานอนที่บ้าน และช่วงเวลา 03.00 น.ขณะที่เขาลุกเข้าห้องน้ำ ก็เห็นผู้ตายแต่งชุดขาว มีแต่ตัวไม่มีหัวเดินวนไปมาอยู่ในบ้าน ด้วยความกลัวจึงรีบเข้าบ้านนอนแล้วบอกแม่ของผู้ตาย จากนั้นก็เห็นแม่ของผู้ตายพาไปรดน้ำมนต์ทำพิธีต่อดวงชะตาที่วัด ก็คิดว่าไม่มีอะไรแล้ว จนกระทั่งมาเสียชีวิตดังกล่าว   ด้าน ตร.ระบุ เบื้องต้นคาดว่า ผู้ตายกลับมาจากลอยกระทง แล้วถอดเสื้อผ้าจะอาบน้ำ แต่ได้ลื่นล้มแล้วเสียหลักไปถูกตู้กับข้าวทำให้กระจกแตก แล้วทำให้กระจกแทงแขนจนลึกไปถูกเส้นเลือดใหญ่จนเลือดไหลไม่หยุด ก่อนหมดสติแล้วไม่มีใครเห็นกระทั่งมาเสียชีวิต เบื้องต้นได้ส่งศพไปชันสูตรที่ ร.พ.ศูนย์อุดรธานี เพื่อหาสาเหตุการตายที่แน่ชัดอีกครั้งต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8nkgTDYcC1c  

 36,446
ข่าวภูมิภาค
12 พ.ย. 62

อุกอาจ โจรใส่ชุดคล้ายพ่อครัว บุกเดี่ยวชิงทองครึ่งล้าน คาห้างดังอุดรฯ

อุดรธานี-เกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปชิงทองในห้างทอง โลตัสรังษิณา เขตเทศบาลหนองสำโรง อ.เมือง ที่เกิดเหตุพบเป็นร้านทอง AURORA ซึ่งเปิดขายทองคำแท้ในห้างโลตัส พบกับพนักงานของร้านกำลังตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมาตร.พิสูจน์หลักฐานได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อเก็บลายนิ้วมือของคนร้าย   พนักงานของร้านเล่าว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุเป็นช่วงที่ร้านค้าในห้างกำลังปิดหมดแล้ว ขณะที่ตนเองกำลังคุยกับเพื่อนพนักงานในร้านเพียง 2 คนในช่วงเวลาสองทุ่ม จู่ๆ ก็มีคนร้ายเป็นชาย 1 คนรูปร่างอวบๆ ขาวๆ สูงไม่เกิน 170 ซม.อายุประมาณ 40-45 ปีใส่เสื้อลายขาวน้ำเงิน-เทา กางเกงขาสั้นสีดำ ใส่หมวกแก๊บ และใส่เอี๊ยมเหมือนพ่อครัวและปิดบังใบหน้า โยนของแข็งคล้ายก้อนหินไปที่หน้ากระจก   ตนต้องวิ่งหลบก้มลงกับพื้น ก่อนที่คนร้ายจะกระโดดข้ามตู้กระจกกวาดเอาสร้อยคอทองคำใส่กระเป๋าเอี๊ยมอย่างรวดเร็ว โดยทองรูปพรรณที่คนร้ายได้ไป เบื้องต้นที่ตรวจสอบพบมี สร้อยคอทองคำ 5 บาท 1 เส้น สร้อย 10 เส้นสร้อยข้อมืออีก 20 เส้น รวมทองหนัก 55 บาทมูลค่าประมาณ 500,000 บาท   ทั้งนี้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ร้านค้าทั่วไปปิดหมดแล้ว และมีคนมาจับจ่ายซื้อสอยของในห้างไม่มาก สังเกตเห็นคนร้ายใส่เอี๊ยมเหมือนพ่อครัวเดินกำลังผ่านร้านทองพอดี แต่ตกใจช่วงที่มีของแข็งโดนกระจกดังเปรี๊ยะ ตนและเพื่อนตกใจจึงพากันก้มลงจากนั้นคนร้ายก็รีบกวาดเอาทองใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีได้ทองใส่ในเอี๊ยมแล้วก็ก็กระโดดข้ามหนีออกจากห้างไปอย่างรวดเร็ว   เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายเอาไว้ได้ แต่เนื่องจากคนร้ายใช้หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า จึงไม่สามารถเห็นหน้าได้ชัดเจน ซึ่งตร.จะได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายนอกห้างและเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีและเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีเพราะถือว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุอย่างอุกอาจอย่างมาก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Pgi6Jd_NY2c  

 708
สังคม
12 พ.ย. 62

อุกอาจ โจรใส่ชุดคล้ายพ่อครัว บุกเดี่ยวชิงทองครึ่งล้าน คาห้างดังอุดรฯ

อุดรธานี-เกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปชิงทองในห้างทอง โลตัสรังษิณา เขตเทศบาลหนองสำโรง อ.เมือง ที่เกิดเหตุพบเป็นร้านทอง AURORA ซึ่งเปิดขายทองคำแท้ในห้างโลตัส พบกับพนักงานของร้านกำลังตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อมาตร.พิสูจน์หลักฐานได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อเก็บลายนิ้วมือของคนร้าย   พนักงานของร้านเล่าว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุเป็นช่วงที่ร้านค้าในห้างกำลังปิดหมดแล้ว ขณะที่ตนเองกำลังคุยกับเพื่อนพนักงานในร้านเพียง 2 คนในช่วงเวลาสองทุ่ม จู่ๆ ก็มีคนร้ายเป็นชาย 1 คนรูปร่างอวบๆ ขาวๆ สูงไม่เกิน 170 ซม.อายุประมาณ 40-45 ปีใส่เสื้อลายขาวน้ำเงิน-เทา กางเกงขาสั้นสีดำ ใส่หมวกแก๊บ และใส่เอี๊ยมเหมือนพ่อครัวและปิดบังใบหน้า โยนของแข็งคล้ายก้อนหินไปที่หน้ากระจก   ตนต้องวิ่งหลบก้มลงกับพื้น ก่อนที่คนร้ายจะกระโดดข้ามตู้กระจกกวาดเอาสร้อยคอทองคำใส่กระเป๋าเอี๊ยมอย่างรวดเร็ว โดยทองรูปพรรณที่คนร้ายได้ไป เบื้องต้นที่ตรวจสอบพบมี สร้อยคอทองคำ 5 บาท 1 เส้น สร้อย 10 เส้นสร้อยข้อมืออีก 20 เส้น รวมทองหนัก 55 บาทมูลค่าประมาณ 500,000 บาท   ทั้งนี้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ร้านค้าทั่วไปปิดหมดแล้ว และมีคนมาจับจ่ายซื้อสอยของในห้างไม่มาก สังเกตเห็นคนร้ายใส่เอี๊ยมเหมือนพ่อครัวเดินกำลังผ่านร้านทองพอดี แต่ตกใจช่วงที่มีของแข็งโดนกระจกดังเปรี๊ยะ ตนและเพื่อนตกใจจึงพากันก้มลงจากนั้นคนร้ายก็รีบกวาดเอาทองใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีได้ทองใส่ในเอี๊ยมแล้วก็ก็กระโดดข้ามหนีออกจากห้างไปอย่างรวดเร็ว   เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายเอาไว้ได้ แต่เนื่องจากคนร้ายใช้หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า จึงไม่สามารถเห็นหน้าได้ชัดเจน ซึ่งตร.จะได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายนอกห้างและเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีและเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีเพราะถือว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุอย่างอุกอาจอย่างมาก   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Pgi6Jd_NY2c  

 708
ข่าวภูมิภาค
11 พ.ย. 62

โจรซิ่งจยย.ตามประกบ นศ.สาว ฉกไอโฟน-เงินค่าเทอม

อุดรธานี-เกิดเหตุคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างผอมคล้ายขี้ยา สวมหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำ เสื้อคลุมแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวรองเท้าแตะ ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่าฟิโน่ สีน้ำตาล ไม่ติดแผ่นป้าย ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์โทรศัพท์มือถือ และเงินสด   เหตุเกิดที่หน้าโรงแรมคำเจริญ ซ.กำนัน ถ.นิตโย ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี ขณะนี้ผู้เสียหายเป็นผู้หญิง ขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามคนร้ายมาตามถนนนิตโย แต่ตามไม่ทัน จึงจอดรอให้การกับตำรวจที่บริเวณหน้าตลาดนิยม 2 ข้างสะพานต่างระดับสี่แยกสัญญาณไฟแดง ถนนเลี่ยงเมืองอุดร-สกลนคร หรือแบกบิ๊กซี หลังเกิดเหตุตำรวจได้วิทยุสกัดจับคนร้าย ตามเส้นทางหลบหนี แต่ก็ไร้วี่แวว   นางสาววรรณรวี สรภูมิ อายุ 20 ปี ผู้เสียหายเป็น นักศึกษา ปวส.วิทยาลัยโปลีเทคนิค เล่าว่า ขณะที่ตนขี่รถจักรยานยนต์มาใกล้ถึงหน้าปากซอย ซึ่งมีรถจอดติดสัญญาณไฟแดงจำนวนมาก คนร้ายได้ขี่รถมาประกบด้านขวา ขณะที่ชะลอความเร็ว   คนร้ายเอื้อมมือมาฉกเอาโทรศัพท์มือถือ ไอโฟนเอ็กซ์ สีดำ ราคา 30,000 บาท ของตนที่เหน็บไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง คนร้ายยังไม่พอใจยังเอื้อมมือมาหยิบเอาเงินสด จำนวน 10,000 บาท ที่ตนพับเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายสีขาวไปอีกครั้ง ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวพ่อเป็นคนซื้อให้ ส่วนเงินสดบางส่วนเป็นเงินค่าแรงที่ช่วยพ่อแม่ทำงานที่ร้าน และเป็นเงินค่าเทอมที่พ่อให้ไว้   ตนพยายามร้องให้คนช่วย จนมาถึงหน้าตลาดนิยม 2 คนร้ายได้เลี้ยวหายเข้าไปภายในตลาด ตนเองจึงจอดรถลงไปเคาะกระจกรถเก๋งพลเมืองดีว่าถูกคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ พลเมืองดีจึงเข้าไปบอก รปภ.ในตลาด แต่ก็ไม่ทันการ ส่วนสาเหตุที่ตนไม่ขัดขืนต่อสู้เนื่องจากกลัวรถล้ม กลัวคนร้ายมีอาวุธทำร้ายร่างกายตนเอง และห่วงตัวเองมากกว่าทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไป ไม่อยากเอาชีวิตและร่างกายไปเสี่ยง จึงอยากวอนตำรวจจับคนร้ายมาดำเนินคดีมาให้ได้     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DiWNFxgHYkE  

 1,396
สังคม
11 พ.ย. 62

โจรซิ่งจยย.ตามประกบ นศ.สาว ฉกไอโฟน-เงินค่าเทอม

อุดรธานี-เกิดเหตุคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 30 ปี รูปร่างผอมคล้ายขี้ยา สวมหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำ เสื้อคลุมแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวรองเท้าแตะ ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่าฟิโน่ สีน้ำตาล ไม่ติดแผ่นป้าย ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์โทรศัพท์มือถือ และเงินสด   เหตุเกิดที่หน้าโรงแรมคำเจริญ ซ.กำนัน ถ.นิตโย ต.หมากแข้ง เขตเทศบาลนครอุดรธานี ขณะนี้ผู้เสียหายเป็นผู้หญิง ขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามคนร้ายมาตามถนนนิตโย แต่ตามไม่ทัน จึงจอดรอให้การกับตำรวจที่บริเวณหน้าตลาดนิยม 2 ข้างสะพานต่างระดับสี่แยกสัญญาณไฟแดง ถนนเลี่ยงเมืองอุดร-สกลนคร หรือแบกบิ๊กซี หลังเกิดเหตุตำรวจได้วิทยุสกัดจับคนร้าย ตามเส้นทางหลบหนี แต่ก็ไร้วี่แวว   นางสาววรรณรวี สรภูมิ อายุ 20 ปี ผู้เสียหายเป็น นักศึกษา ปวส.วิทยาลัยโปลีเทคนิค เล่าว่า ขณะที่ตนขี่รถจักรยานยนต์มาใกล้ถึงหน้าปากซอย ซึ่งมีรถจอดติดสัญญาณไฟแดงจำนวนมาก คนร้ายได้ขี่รถมาประกบด้านขวา ขณะที่ชะลอความเร็ว   คนร้ายเอื้อมมือมาฉกเอาโทรศัพท์มือถือ ไอโฟนเอ็กซ์ สีดำ ราคา 30,000 บาท ของตนที่เหน็บไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง คนร้ายยังไม่พอใจยังเอื้อมมือมาหยิบเอาเงินสด จำนวน 10,000 บาท ที่ตนพับเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายสีขาวไปอีกครั้ง ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวพ่อเป็นคนซื้อให้ ส่วนเงินสดบางส่วนเป็นเงินค่าแรงที่ช่วยพ่อแม่ทำงานที่ร้าน และเป็นเงินค่าเทอมที่พ่อให้ไว้   ตนพยายามร้องให้คนช่วย จนมาถึงหน้าตลาดนิยม 2 คนร้ายได้เลี้ยวหายเข้าไปภายในตลาด ตนเองจึงจอดรถลงไปเคาะกระจกรถเก๋งพลเมืองดีว่าถูกคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ พลเมืองดีจึงเข้าไปบอก รปภ.ในตลาด แต่ก็ไม่ทันการ ส่วนสาเหตุที่ตนไม่ขัดขืนต่อสู้เนื่องจากกลัวรถล้ม กลัวคนร้ายมีอาวุธทำร้ายร่างกายตนเอง และห่วงตัวเองมากกว่าทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไป ไม่อยากเอาชีวิตและร่างกายไปเสี่ยง จึงอยากวอนตำรวจจับคนร้ายมาดำเนินคดีมาให้ได้     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DiWNFxgHYkE  

 1,396
ข่าวภูมิภาค
11 พ.ย. 62

ล่าไอ้หื่นบีบคอบังคับ ด.ช.วัย 13 อมนกเขาในป่าข้างทาง ขู่ฆ่าถ้าไปบอกคนอื่น

อุดรธานี-เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งว่า มีเหตุคนร้ายเป็นชายใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราเด็กชาย อายุ 13 ปี   โดย ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ระบุถูกคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 20-25 ปี รูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวดำ สวมเสื้อกันหนาวสีเหลือง กางเกงยีนส์ขายาว พูดภาษาไทยสำเนียงอีสาน เดินเข้ามา ขณะกำลังปั่นจักรยานเล่นอยู่หน้าบ้าน โดยคนร้ายใช้มือบีบคอขู่บังคับให้เดินไปพร้อมจักรยาน เข้าไปในป่าละเมาะข้างทางใน ซ.ประชาราษฎร์ ลึกเข้าไปราว 20 เมตร ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพัก 400 เมตร   จากนั้นคนร้ายจะถอดเสื้อผ้าของตนเองและเด็ก บังคับให้อมนกเขาสลับกันกับคนร้าย ประมาณ 30 นาที แต่ไม่สำเร็จความใคร่ แล้วขู่เด็กชายห้ามนำเรื่องไปบอกใคร ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย แล้วสวมเสื้อผ้าเดินออกจากป่าละเมาะไปทางด้านหลังโรงเรียนบ้านหนองตุ ส่วนเด็กชายก็รีบวิ่งออกจากป่ากลับบ้านพักไปเล่าเรื่องราวให้ยายฟัง เพื่อแจ้งตำรวจมา แต่ยังไร้วี่แวว   ด้านยายของเด็กชายวัย 13 ให้การว่า ขณะตนทำกับข้าวอยู่ในครัวหลังบ้าน หลานชายวิ่งร้องไห้ตัวสั่นมาบอกว่าถูกคนร้ายบังคับขืนใจให้อมนกเขา โดยหลานชายบอกว่าคนร้ายที่ก่อเหตุไม่ใช่คนในชุมชน และเป็นคนแปลกหน้าไม่เคยพบเห็นและรู้จักมาก่อน   โชคดีที่คนร้ายไม่ฆ่าหลานชาย เนื่องจากหลานชายยอมทำตาม จึงอยากให้ตำรวจช่วยติดตามไอ้โรคจิตวิตถารรายนี้มาดำเนินให้ได้โดยเร็ว เพราะเกรงจะไปก่อเหตุซ้ำอีก หรือไปก่อเหตุกับเด็กรายอื่นอีกที่ไม่ใช่หลานชายของตนเอง และหลังจากนี้จะเดินทางไปโรงพัก เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/wIDKfTABI04

 2,653
สังคม
11 พ.ย. 62

ล่าไอ้หื่นบีบคอบังคับ ด.ช.วัย 13 อมนกเขาในป่าข้างทาง ขู่ฆ่าถ้าไปบอกคนอื่น

อุดรธานี-เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งว่า มีเหตุคนร้ายเป็นชายใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราเด็กชาย อายุ 13 ปี   โดย ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ระบุถูกคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 20-25 ปี รูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวดำ สวมเสื้อกันหนาวสีเหลือง กางเกงยีนส์ขายาว พูดภาษาไทยสำเนียงอีสาน เดินเข้ามา ขณะกำลังปั่นจักรยานเล่นอยู่หน้าบ้าน โดยคนร้ายใช้มือบีบคอขู่บังคับให้เดินไปพร้อมจักรยาน เข้าไปในป่าละเมาะข้างทางใน ซ.ประชาราษฎร์ ลึกเข้าไปราว 20 เมตร ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพัก 400 เมตร   จากนั้นคนร้ายจะถอดเสื้อผ้าของตนเองและเด็ก บังคับให้อมนกเขาสลับกันกับคนร้าย ประมาณ 30 นาที แต่ไม่สำเร็จความใคร่ แล้วขู่เด็กชายห้ามนำเรื่องไปบอกใคร ไม่เช่นนั้นจะฆ่าให้ตาย แล้วสวมเสื้อผ้าเดินออกจากป่าละเมาะไปทางด้านหลังโรงเรียนบ้านหนองตุ ส่วนเด็กชายก็รีบวิ่งออกจากป่ากลับบ้านพักไปเล่าเรื่องราวให้ยายฟัง เพื่อแจ้งตำรวจมา แต่ยังไร้วี่แวว   ด้านยายของเด็กชายวัย 13 ให้การว่า ขณะตนทำกับข้าวอยู่ในครัวหลังบ้าน หลานชายวิ่งร้องไห้ตัวสั่นมาบอกว่าถูกคนร้ายบังคับขืนใจให้อมนกเขา โดยหลานชายบอกว่าคนร้ายที่ก่อเหตุไม่ใช่คนในชุมชน และเป็นคนแปลกหน้าไม่เคยพบเห็นและรู้จักมาก่อน   โชคดีที่คนร้ายไม่ฆ่าหลานชาย เนื่องจากหลานชายยอมทำตาม จึงอยากให้ตำรวจช่วยติดตามไอ้โรคจิตวิตถารรายนี้มาดำเนินให้ได้โดยเร็ว เพราะเกรงจะไปก่อเหตุซ้ำอีก หรือไปก่อเหตุกับเด็กรายอื่นอีกที่ไม่ใช่หลานชายของตนเอง และหลังจากนี้จะเดินทางไปโรงพัก เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/wIDKfTABI04

 2,653
สังคม
08 พ.ย. 62

ตร.บุกรวบแม่ของ 'แม่มณี' เจออ่านหมายจับ ล้มทั้งยืน!

ตำรวจสภ.อุดรธานี ได้ออกหมายจับ นางธวัลรัตน์ ทิพย์ประเวช อายุ 47 ปี แม่ของ น.ส.วันทนีย์ ทิพย์ประเวช หรือ 'เดียร์' หรือ 'แม่มณี' ที่ภายในปั๊มน้ำมัน ตลาดบ้านห่วย ถ.อุดรดุษฎี เขตเทศบาลนครอุดรธานี   ขณะที่ พล.ต.ต.นันทชาติ กำลังอ่านหมายจับของศาลจ.อุดรธานี ให้นางธวัลรัตน์ อยู่นั้น ปรากฎว่า ตัว น.ส.ธวัลรัตน์ มีอาการเครียดจัด จนเป็นลมล้มหมดสติ โดยเจ้าหน้าที่ตร.ชุดสืบสวนทั้งหญิงและชายได้ช่วยกันประคองนางธวัลรัตน์ขึ้นรถกระบะของตร.รีบนำส่งรพ.โรงพยาบาลเทศบาลนครอุดรธานี โดยแพทย์บอกว่าสาเหตุที่ทำให้นางธวัลรัตน์ ซึ่งเป็นแม่ของเดียร์ หรือท้าวแชร์แม่มณี ช็อคหมดสติขณะตร.อ่านหมายจับ เนื่องจากป่วยเป็นโรคความดันและแพทย์ได้วัดความดันสูงถึง 211 มล.ปรอท   ขณะเดียวกันสภ.เมืองอุดรธานี ได้คุมตัวนายปิยะ คีรีสุวรรณกุล น.ส.พรสวรรค์ ภูอิงอ้อย และน.ส.สุพรรณี นิกรกุล 3 ผู้ต้องหาเครือข่ายแชร์แม่มณี ฝากขังศาลผลัดแรกและคัดค้านการประกันตัว   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ https://youtu.be/Qg8uFZN509Y

 182
สังคม
08 พ.ย. 62

จับกลางปั๊ม! 'มารดาแม่มณี' เครียดจนช็อคหามส่งรพ.

มารดาของท้าวแชร์แม่มณีช็อคหลังเจอตร.อ่านหมายจับศาลให้ฟัง โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.20 น. ของวันที่ 7 พ.ย.62 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พ.ต.อ.กฤช ปัตลา รอง ผบก. พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธุ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวนนำหมายจับศาล จ.อุดรธานี เข้าทำการจับกุม น.ส.ธวัลรัตน์ ทิพย์ประเวช อายุ 48 ปี แม่ของ น.ส.วันทนีย์ ทิพย์ประเวช หรือ เดียร์ หรือ แม่มณี ที่ภายในปั๊มน้ำมัน ตลาดบ้านห่วย ถ.อุดรดุษฎี เขตเทศบาลนครอุดรธานี   โดยขณะที่ พล.ต.ต.นันทชาติ กำลังอ่านหมายจับของศาลจ.อุดรธานี ให้ น.ส.ธวัลรัตน์ อยู่นั้น ปรากฎว่า ตัว น.ส.ธวัลรัตน์ มีอาการเครียดจัด จนเป็นลมล้มทั้งยืน ช็อคหมดสติ ต่อหน้าต่อตาพล.ต.ต.นันทชาติ ตร.ชุดสืบสวนและนักข่าวจำนวนมาก   โดยเจ้าหน้าที่ตร.ชุดสืบสวนทั้งหญิงและชายได้ช่วยกันประคองน.ส.ธวัลรัตน์ขึ้นรถกระบะของตำรวจรีบนำส่งโรงพยาบาลเทศบาลนครอุดรธานีทันที โดยเข้าตรวจอาการเบื้องต้น โดยแพทย์บอกสาเหตุที่ทำให้นางธวัลรัตน์ ซึ่งเป็นแม่ของท้าวแชร์แม่มณี ช็อคหมดสติขณะตร.อ่านหมายจับ เนื่องจากป่วยเป็นโรคความดันและแพทย์ได้วัดความดันสูงถึง 211 มล.ปรอท   ขณะเดียวกันมีรายงานจากชุดสืบสวนชุดปฏิบัติล่าเครือข่ายท้าวแชร์แม่มณีเตรียมออกหมายจับเพิ่มอีก 1-2 คนภายในวันนี้ โดยก่อนหน้านี้จับมาได้แล้ว 6 คนรวมนางธวัลย์รัตน์ แม่ของเดียร์ ท้าวแชร์แม่มณีล่าสุด

 172
พระราชสำนัก
05 พ.ย. 62

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี

เวลา 12 นาฬิกา 47 นาที สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพื้นที่โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายประจักษ์ศิลปาคม มณฑลทหารบกที่ 24 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมูลนิธิชัยพัฒนา และศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริฯ จังหวัดเชียงราย ได้มาสำรวจพื้นที่พบว่า มีระบบน้ำที่ดี แต่คุณภาพดินต่ำ ชาวอุดรธานีส่วนใหญ่บริโภคข้าวเหนียว คือ ข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวเหนียวไว้บริโภคในครัวเรือน จึงมีไม่เพียงพอ    ทางมูลนิธิฯ จึงมีแนวคิดว่า การดำเนินการโครงการทหารพันธุ์ดีของหน่วย ให้มุ่งเน้นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 เพื่อแจกจ่ายให้ทหารกองประจำการ ใช้ในการเพาะปลูก และให้จัดสรรพื้นที่สำหรับฝึกการเพาะปลูกและขยายพันธุ์ผัก ช่วงแรกเน้นการปรับปรุงสภาพดิน โดยปลูกผักไว้บริโภคภายในหน่วยก่อน เพื่อเตรียมการเป็นศูนย์ขยายพันธุ์เมล็ดพันธ์ผักต่อไป และให้ปรับพื้นที่ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ ทำนาปลูกข้าวเหนียว กข 6 เป็นการทดลองปลูก และเตรียมดินไว้สำหรับเพาะปลูกขยายพันธุ์ในปีต่อไป ทั้งนี้พื้นที่โครงการทหารพันธุ์ดีฯ  มี 190 ไร่  แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ พื้นที่การเกษตร จำนวน 77 ไร่ พื้นที่แหล่งน้ำ จำนวน  48  ไร่ ปศุสัตว์ จำนวน  22 ไร่ และพื้นที่ใช้สอย จำนวน 43 ไร่   ในการนี้กรมการข้าวได้กราบบังคมทูลรายงานเรื่องการปลูกข้าวเหนียว กข 6 ในพื้นที่โครงการฯ ว่า มีความเหมาะสม เพราะให้ผลผลิตสูง ทนแล้งดีกว่า มีกลิ่นหอม ต้านโรคใบจุดสีน้ำตาล และคุณภาพการสีดี ส่วนข้าวขาว กข 15 ทนแล้งได้ดี และเก็บเกี่ยวได้เร็ว และข้าวเหนียว กข 22 ทนแล้งได้ดีและต้านทานโรคไหม้ในระยะกล้า โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จังหวัดอุดรธานี สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว กข 15 จำนวน 120 กิโลกรัม และข้าวเหนียว กข 6 จำนวน 50 กิโลกรัม รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ด้านการปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวให้แก่เจ้าหน้าที่ทหาร    ด้านการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานได้ปรับปรุงแหล่งน้ำแก้มลิงหนองขอนกว้าง และแก้มลิงหนองหัวแตก พร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตร และเตรียมซ่อมแซมท่อส่งน้ำเดิมพร้อมต่อท่อแยกส่งน้ำลงห้วยหมากแข้งต่อไป   นอกจากนี้ในโครงการยังมีการเลี้ยงหนูนา  แมงป่อง  จิ้งหรีด  และไส้เดือน เพื่อเป็นอาชีพเสริม เป็นการสร้างแรงดึงดูดใจให้กับผู้มาศึกษาดูงาน และสามารถนำไปขยายผลได้ที่บ้านตัวเองได้   โอกาสนี้ทอดพระเนตรฟาร์มทดลองเลี้ยงเป็ดและไก่พื้นบ้านในโครงการ ปัจจุบันมีเป็ดพื้นบ้าน 45 ตัว ไก่พื้นบ้าน 25 ตัว ไก่ดำ 9 ตัว และห่าน 9 ตัว ซึ่งพันธุ์พื้นเมืองมีข้อเสีย คือ โตช้า ให้ผลผลิตน้อย ในการนี้กรมปศุสัตว์ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็ดเทศกบินทร์บุรี จำนวน 112 ตัว ประกอบด้วยพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์และลูกเป็ด ซึ่งเป็ดพันธุ์นี้มีข้อดี คือ ให้เนื้อเยอะ เติบโตเร็ว เลี้ยงง่าย ไข่ดกมากถึงปีละ 160-180 ฟอง สำหรับเลี้ยงในโครงการฯต่อไป   สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสแก่ทหารพันธุ์ดีความโดยสรุปว่า ขอให้กำลังพลและทหารเกณฑ์นำความรู้ที่ได้จากโครงการฯ กลับไปใช้ประโยชน์ต่อที่บ้าน เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขณะนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมาก ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้เกษตรกรปลูกข้าวไม่ได้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทหารเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน   จากนั้นทอดพระเนตรผลิตพันธุ์ที่ได้จากข้าวในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี อาทิ ข้าวเม่า ซึ่งได้มาจากรวงข้าวสีเขียวไล่มาจนถึงสีเขียวตกน้ำตาล เป็นขนมที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ , ข้าวฮาง ซึ่งเป็นข้าวที่เกี่ยวในระยะที่ยังไม่ถึงระยะเก็บเกี่ยว นำไปตากแดดและตำ มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวกล้องงอก และน้ำนมข้าวยาคู ซึ่งมีคุณสมบัติดูดซับไขมัน บำรุงสายตา และป้องกันโรคเหน็บชา

 146
ข่าวภูมิภาค
31 ต.ค. 62

ระทึก! ไฟไหม้รถจยย.นับ 30 คัน หน้ารพ. ตร.ยันไม่เกี่ยววินาศกรรม

อุดรธานี-วานนี้ (30 ต.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ 34 คัน และมีรถยนต์ได้รับความเสียหายอีก 1 คัน ที่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสกัดเพลิงเอาไว้ได้    คนเห็นเหตุการณ์เล่าว่า ได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด ก่อนมีควันและไฟลุกขึ้นมา ขณะที่เจ้าของรถ จยย.คันต้นเพลิง เผยตกใจ ยันไม่ได้ใส่อะไรไว้ใต้เบาะ      ด้านตำรวจยืนยันไม่ใช่การก่อวินาศกรรม หรือลอบวางระเบิด โดยจะเรียกเจ้าของ จยย.ทุกคัน มาให้ปากคำ คาดอาจมีใครเก็บพาวเวอร์แบงก์ไว้ที่ใต้เบาะรถ จนนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wji4i0VxyAk

 1,011
สังคม
31 ต.ค. 62

ระทึก! ไฟไหม้รถจยย.นับ 30 คัน หน้ารพ. ตร.ยันไม่เกี่ยววินาศกรรม

อุดรธานี-วานนี้ (30 ต.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ 34 คัน และมีรถยนต์ได้รับความเสียหายอีก 1 คัน ที่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสกัดเพลิงเอาไว้ได้    คนเห็นเหตุการณ์เล่าว่า ได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด ก่อนมีควันและไฟลุกขึ้นมา ขณะที่เจ้าของรถ จยย.คันต้นเพลิง เผยตกใจ ยันไม่ได้ใส่อะไรไว้ใต้เบาะ      ด้านตำรวจยืนยันไม่ใช่การก่อวินาศกรรม หรือลอบวางระเบิด โดยจะเรียกเจ้าของ จยย.ทุกคัน มาให้ปากคำ คาดอาจมีใครเก็บพาวเวอร์แบงก์ไว้ที่ใต้เบาะรถ จนนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wji4i0VxyAk

 1,011
ข่าวภูมิภาค
25 ต.ค. 62

ยายวัย 70 ตายแล้วฟื้น ตายจริงรอบ 2 หมอยัน ยายไม่มีชีพจรตั้งแต่ต้น

อุดรธานี-กรณีเกิดเรื่องปาฏิหาริย์กับนางพินิจ โสภาจร อายุ 70 ปี หลังจากป่วยเป็นโรคคอพอก และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ต.ค.62 ที่ผ่านมา และญาติได้นำศพใส่ในโรงเย็นเอาไว้ 3 วันก่อนจะเคลื่อนศพไปยังวัดอัมพะวัน บ้านดงเย็น เพื่อฌาปนกิจศพที่เมรุ   แต่ขณะที่สามีจะทำพิธีล้างหน้าศพครั้งสุดท้ายก่อนจะนำเข้าเมรุศพ กลับเห็นภรรยาลืมตาขึ้น ทางญาติเห็นว่าชีพจรของคุณยายพินิจยังมีอยู่ จึงได้นำร่างกลับมายังบ้าน และช่วยกับปั๊มหัวใจหวังให้ฟื้นกลับมาปกติอีกครั้ง   แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ต.ค.2562 เวลา 09.00 น. ปรากฎว่าคุณยายพินิจเสียชีวิตจริงอีกรอบแล้ว ซึ่งทางญาติเชื่อว่าที่ฟื้นชีพขึ้นมาคงอยากเห็นหน้าลูกหลานทุกคนที่มาร่วมงานศพ โดยจะรอให้ร่างแข็งก่อนทำการเผาศพ   ด้าน นพ.ณรงค์ ธาดาเดช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยการถูกส่งตัวต่อมาจากโรงพยาบาลหนองหาน ที่เอ็กซ์เรย์มาแล้วว่ามีเส้นเลือดใหญ่ที่ไปสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือด และผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ต้องให้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจมา และมีก้อนที่บริเวณลำคอก้อนใหญ่ที่เป็นไทรอยส์ เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 7-20 ตุลาคม 62 ที่ผ่านมา   ทางญาติก็ทราบว่าผู้ป่วยมีอายุ 70 ปี โอกาสฟื้นตัวได้น้อย ทางญาติจึงขออนุญาตนำตัวผู้ป่วยกลับไป เพื่อให้เสียชีวิตที่บ้าน และกลับไปถึงบ้านได้ 2-3 วัน ก็ทราบว่าทางญาติได้ประเมินว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว จึงจัดพิธีทางศาสนา แต่ขณะที่กำลังจะทำพิธีฌาปนกิจศพอยู่นั้น ผู้เสียชีวิตได้ลืมตา ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้น อาจจะเกิดจากการที่ถูกความเย็นในโลงเย็นแล้ว หรือช่วงที่เสียชีวิตมีเซลล์บางส่วนที่ฝ่อลงและบางลง   เมื่อมีน้ำไปโดนขณะล้างหน้าศพ ก็อาจเป็นปฏิกิริยา กล้ามเนื้อเกิดปฏิกิริยากล้ามเนื้อหดตัวทำให้ตาลืมขึ้น ซึ่งหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลหนองหาน ก็ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบแล้ว มีการใช้เครื่องมือกระตุ้นหัวใจ และวัดหาสัญญาณชีพ ก็พบว่าผู้เสียชีวิตไม่มีชีพจรแล้ว   นพ.ณรงค์ กล่าวให้ความรู้ต่อไปอีกว่า การประเมินการเสียชีวิต ทางการแพทย์มีอยู่เช่น สมองตาย หัวใจหยุดเต้น สิ้นลมหายใจ ก็สามารถลงความเห็นว่าเสียชีวิตแล้ว ในกรณีที่ตายผิดธรรมชาติก็จะมีแพทย์เข้าไปตรวจสอบ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยกลับไปหมดลมที่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องเป็นผู้ลงความเห็นในการเสียชีวิต แต่ก็สามารถร้องขอให้แพทย์เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งกรณีที่มีผู้เสียชีวิต 24 ชั่วโมงแรกร่างอาจจะแข็ง แต่พอผ่านไปหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว ร่างกายกล้ามเนื้อจะอ่อนลง ซึ่งผู้เสียชีวิตรายนี้ร่างกายอ่อนลง เพราะเสียชีวิตมานานนั่นเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mwW3n3y7JJw

 26,643
อาชญากรรม
25 ต.ค. 62

ยายวัย 70 ตายแล้วฟื้น ตายจริงรอบ 2 หมอยัน ยายไม่มีชีพจรตั้งแต่ต้น

อุดรธานี-กรณีเกิดเรื่องปาฏิหาริย์กับนางพินิจ โสภาจร อายุ 70 ปี หลังจากป่วยเป็นโรคคอพอก และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ต.ค.62 ที่ผ่านมา และญาติได้นำศพใส่ในโรงเย็นเอาไว้ 3 วันก่อนจะเคลื่อนศพไปยังวัดอัมพะวัน บ้านดงเย็น เพื่อฌาปนกิจศพที่เมรุ   แต่ขณะที่สามีจะทำพิธีล้างหน้าศพครั้งสุดท้ายก่อนจะนำเข้าเมรุศพ กลับเห็นภรรยาลืมตาขึ้น ทางญาติเห็นว่าชีพจรของคุณยายพินิจยังมีอยู่ จึงได้นำร่างกลับมายังบ้าน และช่วยกับปั๊มหัวใจหวังให้ฟื้นกลับมาปกติอีกครั้ง   แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ต.ค.2562 เวลา 09.00 น. ปรากฎว่าคุณยายพินิจเสียชีวิตจริงอีกรอบแล้ว ซึ่งทางญาติเชื่อว่าที่ฟื้นชีพขึ้นมาคงอยากเห็นหน้าลูกหลานทุกคนที่มาร่วมงานศพ โดยจะรอให้ร่างแข็งก่อนทำการเผาศพ   ด้าน นพ.ณรงค์ ธาดาเดช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตรายดังกล่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยการถูกส่งตัวต่อมาจากโรงพยาบาลหนองหาน ที่เอ็กซ์เรย์มาแล้วว่ามีเส้นเลือดใหญ่ที่ไปสมองอุดตัน ทำให้สมองขาดเลือด และผู้ป่วยหายใจเองไม่ได้ ต้องให้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจมา และมีก้อนที่บริเวณลำคอก้อนใหญ่ที่เป็นไทรอยส์ เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 7-20 ตุลาคม 62 ที่ผ่านมา   ทางญาติก็ทราบว่าผู้ป่วยมีอายุ 70 ปี โอกาสฟื้นตัวได้น้อย ทางญาติจึงขออนุญาตนำตัวผู้ป่วยกลับไป เพื่อให้เสียชีวิตที่บ้าน และกลับไปถึงบ้านได้ 2-3 วัน ก็ทราบว่าทางญาติได้ประเมินว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว จึงจัดพิธีทางศาสนา แต่ขณะที่กำลังจะทำพิธีฌาปนกิจศพอยู่นั้น ผู้เสียชีวิตได้ลืมตา ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้น อาจจะเกิดจากการที่ถูกความเย็นในโลงเย็นแล้ว หรือช่วงที่เสียชีวิตมีเซลล์บางส่วนที่ฝ่อลงและบางลง   เมื่อมีน้ำไปโดนขณะล้างหน้าศพ ก็อาจเป็นปฏิกิริยา กล้ามเนื้อเกิดปฏิกิริยากล้ามเนื้อหดตัวทำให้ตาลืมขึ้น ซึ่งหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลหนองหาน ก็ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบแล้ว มีการใช้เครื่องมือกระตุ้นหัวใจ และวัดหาสัญญาณชีพ ก็พบว่าผู้เสียชีวิตไม่มีชีพจรแล้ว   นพ.ณรงค์ กล่าวให้ความรู้ต่อไปอีกว่า การประเมินการเสียชีวิต ทางการแพทย์มีอยู่เช่น สมองตาย หัวใจหยุดเต้น สิ้นลมหายใจ ก็สามารถลงความเห็นว่าเสียชีวิตแล้ว ในกรณีที่ตายผิดธรรมชาติก็จะมีแพทย์เข้าไปตรวจสอบ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยกลับไปหมดลมที่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องเป็นผู้ลงความเห็นในการเสียชีวิต แต่ก็สามารถร้องขอให้แพทย์เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งกรณีที่มีผู้เสียชีวิต 24 ชั่วโมงแรกร่างอาจจะแข็ง แต่พอผ่านไปหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว ร่างกายกล้ามเนื้อจะอ่อนลง ซึ่งผู้เสียชีวิตรายนี้ร่างกายอ่อนลง เพราะเสียชีวิตมานานนั่นเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mwW3n3y7JJw

 26,643

Top