ค้นหา :

ผลการค้นหา "แก้วกำเนิด"

การเมือง
21 ส.ค. 60

'ยิ่งลักษณ์' เดินสายทำบุญก่อนตัดสินจำนำข้าว 'สรรเสริญ' ขอมวลชนอย่าเอาอารมณ์มาตัดสิน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปทำบุญไหว้พระที่ จ.ปทุมธานี ท่ามกลางชาวบ้านให้กำลังใจแน่น สร้างขวัญกำลังใจก่อนศาลตัดสินคดีจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค.2560 นี้   ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวประชาชนจะเดินทางมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. มีแนวทางที่ชัดเจน เราไม่ได้จะไปทำอะไรกับผู้ที่จะมาให้กำลังใจ จะรักใครชอบใคร ไม่มีใครว่า เพียงแต่เป็นห่วงประชาชนที่จะเดินทางมาวันนั้น เพราะการตัดสินคดีเป็นกระบวนการยุติธรรมของศาล ถ้าไม่ยึดข้อกฎหมาย บ้านเมืองไปลำบาก จะผิดถูกอย่างไร เป็นเรื่องของกระบวนการ ศาลตัดสินมาแล้วก็อาจมีทั้งคนสมหวัง และไม่สมหวัง ไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นอย่างไร ไม่อยากให้ประชาชนเอาอารมณ์มาตัดสิน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MN0qwk8cq2E    

 1,055
การเมือง
18 ส.ค. 60

'สรรเสริญ' ปัดบังคับสื่อ ทำสกู๊ปตามติดรัฐมนตรีลงพื้นที่ ครม.สัญจร

เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างถึงเอกสารขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้เกาะติดรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ขณะลงพื้นที่ ครม.สัญจร ที่จ.นครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560     โดยเอกสารดังกล่าวมีการกำหนดประเด็นมาให้แต่ละช่องเรียบร้อย ไม่มีโอกาสให้สื่อเลือกประเด็นเอง จนถูกมองว่าเป็นการบีบบังคับและแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อนั้น   ซึ่งทางพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ชี้แจงว่าการกำหนดประเด็นไม่ใช่เป็นการจัดระเบียบสื่อ แต่เป็นการเชิญเขามาเพื่อทำความเข้าใจและขอความร่วมมือในการทำรายงานสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับรัฐมนตรีที่ลงไปในพื้นที่ด้วย เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีประชุม ครม.นอกพื้นที่ จะมีแต่ข่าวของนายกรัฐมนตรี แต่ที่จริงแล้วยังมีรัฐมนตรีคนอื่นอีก ซึ่งรัฐมนตรีเหล่านี้จะได้ไปสัมผัสพื้นที่จริงว่านโยบายที่รัฐบาลทำลงไปนั้น มีปัญหาอุปสรรคอะไร รัฐมนตรีจะได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้   ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องต่างๆ ของรัฐมนตรีถึงประชาชนในสังคมมากที่สุดและรอบด้าน จึงขอความร่วมมือสื่อเลือกทำข่าวรัฐมนตรีที่ชอบ แต่ไม่ควรซ้ำกันในแต่ละช่อง จากนั้นก็จะนำมาจัดทำเป็นรายการพิเศษเพื่อเสนอทางโทรทัศน์ช่อง NBT  ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8e8Uwq9pYmg

 835
การเมือง
15 ส.ค. 60

นายกฯสั่งจับตาพายุ ย้ำไม่ประมาท กำชับเตือนภัย ปชช.

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานว่า ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.โดยรวมเริ่มคลี่คลายแล้วแต่ยังคงมีสถานการณ์อยู่อีก 8 จังหวัด คือ จ. สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี หนองคาย และพระนครศรีอยุธยา ซึ่ง กรมชลประทานและกองทัพเรือได้เร่งใช้เครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำ ระบายน้ำออกนอกพื้นที่คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม   นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมที่จะต้องเฝ้าจับตาเรื่องพายุเป็นพิเศษ แม้ว่าหลายฝ่ายออกมาให้ข้อมูลว่าจะไม่เกิดอุทกภัยใหญ่ดังเช่นเมื่อปี 2554 แต่จะต้องไม่ประมาท เพราะอาจเกิดสถานการณ์ขึ้นได้ในพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุซ้ำซากมาแล้ว โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและเตรียมการรับมือกับปริมาณน้ำในช่วงเดือน ก.ย. - ต.ค. ที่จะถึงนี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uDR5RTY3ITc  

 1,013
การเมือง
13 ส.ค. 60

พล.ท.สรรเสริญ ยันรัฐบาลไม่เคยอนุมัติซื้อขีปนาวุธ

จากกรณีกระแสข่าวกองทัพไทยได้จัดซื้อขีปนาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 800 ล้านบาทนั้น   ล่าสุดพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลไทยไม่เคยอนุมัติการจัดซื้อขีปนาวุธกับรัฐบาลของสหรัฐฯ และที่ผ่านมาไทยก็ไม่เคยมีขีปนาวุธ   ขณะที่  พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  ระบุว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นสัญญาเก่าหรือไม่ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีหัวกระสุนซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้ยิงสกัดระหว่างเรือกับเรือ แต่ไม่มีขีปนาวุธ                   ชมผ่านยูทูปได้ที่  :https://youtu.be/5ZopKZnwo40

 997
การเมือง
07 ส.ค. 60

นายกฯสั่งเข้มตรวจสถานบริการ ฝ่าฝืน กม.ขายสุราใกล้สถานศึกษา

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 หรือ ศอ.กต. ว่า ที่ผ่านมา ศอ.กต. ดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานประกอบการที่ให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งการจับกุมผู้กระทำผิด ยึดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ดำเนินการกับผู้ปกครอง ดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย ประกอบ ดัดแปลงหรือเปลี่ยนสภาพรถ และดำเนินคดีกับผู้ประกอบการสถานบริการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย   โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้จะมีคำสั่งห้ามและบทลงโทษที่ชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังพบว่ามีการฝ่าฝืนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา รวมทั้งยังมีการจัดกิจกรรมบันเทิงมั่วสุมดื่มสุราในสถานบริการ ซึ่งมีการร้องเรียนทั้งทางโทรศัพท์ หนังสือร้องเรียน และข่าวจากสื่อมวลชน เช่น กรณีข้อร้องเรียนร้านมหานครลอนดอน ใกล้ ม.เกษตรศาสตร์กำแพงแสน ลักลอบจำหน่ายสุราและจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมล่อนักดื่มหน้าใหม่   ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสถานบริการพบนักเที่ยวกว่า 300 คนกำลังดื่มสุราและเต้นกันอย่างเมามัน โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา มีทั้งผู้ที่ไม่พกบัตรประจำตัวประชาชน ผู้ที่มีสารเสพติดในร่างกาย และยังพบว่ามีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย (จัดโปรโมชั่น) พร้อมสั่งปิดสถานบริการ 30 วัน   นายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกพื้นที่เข้มงวดกวดขันกับการตรวจตราดูแลไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายในลักษณะเช่นนี้อีก และหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังได้ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ โดยต้องยอมรับว่าอาจมีสถานบริการบางแห่งที่เล็ดลอดสายตาเจ้าหน้าที่บ้างเนื่องจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานมีน้อย ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากภาคประชาชนเป็นสายสืบร่วมกับเจ้าหน้าที่   สำหรับผู้ที่ต้องการแจ้งข้อมูลหรือข้อร้องเรียนสามารถติดต่อได้ที่ ศอ.กต. โทร 0 2141 3623 หรือแจ้งได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ทั่วประเทศ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wtaB5mAKK74  

 2,945
การเมือง
31 ก.ค. 60

'พล.ท.สรรเสริญ' แจงภาพภริยานายกฯ ใส่ชุดดำตักบาตร ถูกต้องตามระเบียบ

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีข่าวลือส่งต่อกันทางไลน์และสื่อต่างๆ ว่า ตนสั่งให้หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนลบภาพ นางนราพร จันทร์โอชา ภริยาของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แต่งกายชุดดำประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และถวายพระพรชัยมงคลกับถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต นั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง        ทั้งนี้ชี้ว่าการแต่งกายของ นางนราพร หรือ อ.น้อง ภริยาของนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การแต่งกายของ ครม. เป็นชุดปกติขาวไว้ทุกข์ ส่วนคู่สมรสที่เป็นหญิงแต่งกายชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยอมรินทร์ สีดำ ดังจะเห็นได้ว่าคู่สมรสที่เป็นสตรีของคณะรัฐมนตรีก็แต่งกายเช่นเดียวกันกับภริยานายกฯ   โดยพบว่ามีการตัดต่อบิดเบือนภาพข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าภรรยานายกรัฐมนตรี จงใจแต่งกายขัดกับที่กำหนดในหนังสือของสำนักนายกฯ เสมือนเป็นการไม่ถวายพระเกียรติกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ระยะนี้มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง ขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเล่ห์กลทางการเมือง        ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_ReoPOyOwWI

 5,246
การเมือง
09 มิ.ย. 60

รบ.เชื่อไม่กระทบความสัมพันธ์ ไทย-เขมร ปมสื่อพาดพิง 'เตีย บันห์'

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำเรื่องสร้างความเข้าใจกับกัมพูชาแล้ว เชื่อว่าไม่กระทบความสัมพันธ์ โดยสื่อต้องไปพิจารณาเองว่าควรรับผิดชอบอย่างไรตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ หลังมีการกล่าวหาพาดพิง พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการขนอาวุธผิดกฎหมายจากกัมพูชาไปยังเมียนมา แต่รถได้ประสบอุบัติเหตุที่ จ.ตราด และถูกเจ้าหน้าที่จับได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Rzs6UtKDAbc  

 11,221
การเมือง
07 มิ.ย. 60

รบ.เปิดรับฟังความเห็น ปชช.ทั่วประเทศตอบ 4 คำถามนายกฯ 12 มิ.ย.นี้

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี4คำถามจากนายกฯว่า กระทรวงมหาดไทยได้รายงานให้ที่ประชุมครม.ทราบ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการเปิดรับคำตอบในวันที่ 12 มิ.ย. เป็นต้นไป   สำหรับประชาชนในพื้นที่ กทม.สามารถแสดงความเห็นได้ ที่สำนักงานเขต50เขต ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ 1111   ส่วนในต่างจังหวัดให้ประชาชนแสดงความเห็นได้ที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม ทั้งนี้ประชาชนต้องเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนไปด้วยเพื่อแสดงตัวตน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/J9pMU4s_OkU  

 10,604
การเมือง
27 เม.ย. 60

รบ.แจงซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่เรื่องลับ ยันใช้งบกองทัพเรือ ตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยว่าในการประชุมครม. เมื่อวานนี้ ได้มีการพิจารณายกเลิกเอกสารมุมแดงเป็นบางเรื่อง ซึ่งทุกวันอังคารมีการเสนอให้พิจารณาเรื่องที่เป็นเอกสารมุมแดงอยู่แล้ว แต่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปในการชี้แจงกับสื่อ เพราะสุดท้ายเอกสารมุมแดงที่เป็นความลับก็ต้องเปิดเผยอยู่แล้ว เช่นเดียวกันเรื่องการอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากประเทศจีน วงเงิน 13,500 ล้านบาท เมื่อถึงเวลาเบิกจ่ายงบประมาณ ร่างสัญญาจัดซื้อรับเรือจากประเทศจีนก็ต้องมีการเปิดเผยอยู่แล้ว   ด้าน พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่เรื่องลับ ชี้ประเทศมหาอำนาจและทุกๆประเทศไม่มีใครออกประกาศว่ากำลังจะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อะไร มีอุปกรณ์ประกอบอะไร ทั้งหลายเหล่านี้คือ ศักยภาพอำนาจกำลังรบ บางคนอาจมองว่าเราเป็น AEC เราสมานฉันท์กันทำไมเราถึงต้องซื้อ ทหารเรือ วิชาชีพก็คือ การป้องกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลนั่นคือวิชาที่เขาเรียนมา จึงต้องประเมินอำนาจกำลังรบ เปรียบเทียบภัยคุกคามว่าประเทศที่อยู่รอบบ้านเราวันนี้เป็นมิตร วันหน้าอาจจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ ด้วยผลประโยชน์ของชาติ อีกประการประเทศเหล่านั้นที่ดูสมานฉันท์กันทำไมเขามีเรือดำน้ำ ก็เมื่อรักกันมีเรือดำน้ำทำไม นั่นคือเหตุผลสำคัญว่าเราทำไมจำเป็นต้องมี   ยันไม่ใช่การเห็นเขาขี้ก็ขี้ตามช้าง แต่มันเป็นยุทธศาสตร์ของการป้องกันประเทศ แล้วไม่ได้เอาสตางค์ หรืองบกลางไปจ่าย เอาเงินของกองทัพเรือ เพราะฉะนั้นถ้ากองทัพเรือจะซื้อเขาก็ต้องไปจัดลำดับว่างบประมาณที่เขามีอยู่เขาควรจะจัดลำดับความเร่งด่วนอะไร อะไรควรจะต้องลดอะไรควรจะต้องเพิ่มเพื่อจะตอบรับต่อโครงการนี้ แล้วที่ลดที่เพิ่มต้องตอบรับกับภารกิจที่เขาดำรงไว้ให้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย ขอให้เข้าใจ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bQ-Cefz8wWM    

 16,061
การเมือง
25 เม.ย. 60

พล.ท.สรรเสริญ ยอมรับ ครม.อนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจีนแล้ว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ตามที่กองทัพเรือเสนอ เมื่อวันที่18 เม.ย.ที่ผ่านมาจริง โดยจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส เอส 26 ที (Yuan Class S26T)จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ยืนยันการจัดซื้อไม่มีอะไรลับลมคมใน เป็นการจัดซื้องบผูกพัน ไม่ได้จ่ายเงินครั้งเดียว แต่จะทยอยจ่าย   โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงในที่ประชุม ครม.ว่า มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ ไม่ใช่อยากได้ตามประเทศอื่น แต่กองทัพเรือประเมินจากภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทย และประเมินจากความมั่นคงทางท้องทะเล เพื่อป้องกันภัยคุกคาม จึงต้องมีศักยภาพที่เหนือกว่าเพราะประเทศไทยอยู่ติดทะเล วันข้างหน้าไม่มีสิ่งที่แน่นอน จึงต้องมีศักยภาพเพื่อป้องกันภัย   ส่วนสาเหตุ ที่ไม่ได้แถลงข่าว เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่สุดหรือมุมแดง และเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องแถลงข่าว แต่ยืนยันว่าไม่มีลับลมคมในแต่อย่างไร       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kNPRxW_72NA    

 20,538
การเมือง
07 เม.ย. 60

รบ.ผ่อนผันบังคับใช้ กม.ห้ามนั่งท้ายกระบะ-แคป วอนสังคมเข้าใจความหวังดี

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสังคมวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายห้ามนั่งท้ายรถกระบะและแค็บของรถ รวมทั้งให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย. ว่า อยากให้สังคมเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลว่า ทำไปเพื่อลดอุบัติเหตุ ป้องกันการสญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยความจริงใจ ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้น หรือต้องการทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกลำบาก แต่เมื่อได้รับฟังเสียงสะท้อนของคนส่วนใหญ่แล้ว จึงมีความเห็นให้ผ่อนผันชะลอการบังคับใช้กฎหมายออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนก่อน     ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อนและยังปรับตัวไม่ทัน รัฐบาลยินดีฟังทุกความคิดเห็นด้วยความห่วงใย โดยความจริงแล้วข้อบังคับตามมาตรา 44 ที่ออกมานั้น มีกฎหมายปกติกำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บล้มตายส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย เช่น ขับรถเร็ว เมาสุรา บรรทุกเกิน ฝ่าฝืนกฎจราจร จึงอยากให้คนไทยมองถึงจุดนี้และช่วยกันคิดว่า จะลดความสูญเสียได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความยั่งยืน     โดยในช่วงนี้จะยังไม่มีการจับปรับรถกระบะ ที่มีผู้โดยสารนั่งท้ายกระบะหรือในแคปของรถ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อกฎหมาย ส่วนการคาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลนั้น เจ้าหน้าที่จะยังคงบังคับใช้กฎหมายด้วยการจับปรับผู้โดยสารเบาะคู่หน้าต่อไป ขณะที่ผู้โดยสารด้านหลังหากพบว่าไม่คาดเข็มขัดนิรภัย เจ้าหน้าที่จะตักเตือนก่อน แต่สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ และรถโดยสารประจำทาง จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง หากฝ่าฝืนจะถูกจับปรับ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารที่ต้องฝากชีวิตไว้กับผู้ขับขี่รถสาธารณะ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/6rM8tH9WizI    

 73,188
การเมือง
05 เม.ย. 60

'พล.ท.สรรเสริญ' ชี้ ม.44 ยังมีผลบังคับใช้จนกว่า คสช.จะพ้นตำแหน่งเมื่อมี รบ.ใหม่

พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะประกาศใช้ แต่มาตรา 44 และคำสั่งตามมาตรา 44 ที่เคยประกาศใช้ยังคงอยู่จนกว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพ้นวาระ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 อย่างไรก็ตามรัฐบาลใช้คำสั่ง มาตรา 44 เท่าที่จำเป็น และใช้เฉพาะที่กรณีที่กฎหมายปกติบังคับใช้ไม่ทันสถานการณ์เท่านั้น   พลโทสรรเสริญ กล่าวอีกว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ชี้แจงวาระดำรงตำแหน่งของแม่น้ำ 5 สาย ต่อที่ประชุม ครม. ดังนั้น ครม. และ คสช. จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อรัฐบาลใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ  ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะ พ้นตำแหน่งใน 15 วันก่อนเลือกตั้งทั่วไป และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายการปฏิรูปแล้วเสร็จใน  4 เดือน. หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ เสร็จใน 8 เดือน   อย่างไรก็ตาม สนช. และ สปท. ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จะต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 4 ก.ค. นี้ ส่วนการสมัครเป็น ส.ว. ไม่จำเป็นจะต้องลาออกตามเงื่อนไขดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cz8mPE9CSpo

 29,752
เศรษฐกิจ
04 เม.ย. 60

นายกฯพอใจหนี้ครัวเรือนไทยลดลงในรอบ 11 ปี

นายกรัฐมนตรีพอใจ หนี้ครัวเรือนไทยลดลงรอบ 11 ปี ชื่นชมประชาชนลดกู้ซื้อรถ ออกบัตรเครดิต ใช้เงินอย่างระมัดระวัง ย้ำรัฐห่วงใยผู้มีรายได้น้อย เร่งแก้ปัญหาหนี้สะสม สร้างอาชีพ และส่งเสริมการออม   พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่า หนี้ครัวเรือนของไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเมื่อปีที่แล้วสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ลดลงจากร้อยละ 81.2 ในปี 2558 เหลือร้อยละ 79.9 ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของจีดีพีที่สูงกว่าหนี้ครัวเรือน ส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินอย่างระมัดระวัง ทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อรายบุคคลที่ก่อนหน้านี้เป็นตัวก่อหนี้จำนวนมาก   ทั้งนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างครบวงจร เพื่อลดภาระหนี้และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีหนี้ครัวเรือนมากกว่ากลุ่มอื่น เช่น เปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ckQk76KjLy4

 38,561
สังคม-อาชญากรรม
25 มี.ค. 60

ดีเดย์ 5 เม.ย.! .คนขับ-ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดในรถ ย้ำเล่นน้ำสงกรานต์ห้ามยืน-นั่งท้ายกระบะ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวพร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกฉบับแก้ไข โดยระบุว่า ระหว่างนี้ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบเกี่ยวกับการคาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะจับปรับจริงในวันที่ 5 เมษายนนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีเข็มขัดนิรภัย ผู้โดยสารทุกคนต้องรัดเข็มขัดด้วย ส่วนรถกระบะจะห้ามไม่ให้นั่งด้านหลังจะให้นั่งเฉพาะห้องโดยสารเท่านั้น หากบอกว่าได้รับผลกระทบก็กระทบแน่นอน แต่เพื่อให้เกิดความปลอดภัยของประชาชน เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแต่ละครั้งไม่ใช่เดือดร้อนเฉพาะตัวเอง ครอบครัว และรัฐก็ต้องจ่ายเงินดูแลรักษาด้วย   สำหรับสงกรานต์ปีนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้ามนำโอ่ง หรือถังน้ำ ขึ้นท้ายรถกระบะ สามารถนำขึ้นได้ตามปกติ แต่จะต้องไม่มีคนไปนั่ง หรือยืนอยู่ท้ายรถ หากพบก็จะต้องถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับปรับแน่นอน โดยจะต้องนั่งรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่ภายในห้องโดยสารเท่านั้น     พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ม.44 ที่ออกมาจะมีเรื่องของการห้ามจอดรถในที่ห้ามจอดด้วย ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเวลาไปกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการ รวมถึงค่าปรับต่างๆ ก่อน จึงจะเริ่มดำเนินการจับปรับอย่างจริงจังต่อไป ส่วนเรื่องของการบังคับให้คนขับ รวมถึงผู้โดยสารรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยนั้น ในระหว่างวันที่ 21 มีนาคม-4 เมษายน 2560 ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ออกมา หากพบเห็นผู้กระทำความผิดทางเจ้าหน้าที่พบเห็นจะเป็นการแจ้งเตือนก่อน ยังไม่มีการจับปรับตามกฎหมาย แต่ในวันที่ 5 เมษายนเป็นต้นไป จะไม่มีการแจ้งเตือนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก เพราะจะดำเนินการจับปรับตามกฎหมายทันที เพราะถือว่าได้มีการแจ้งเตือนไปแล้ว       สำหรับรถโดยสารสาธารณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถทัวร์ จะต้องแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัยก่อนรถออกด้วย หรือจะต้องมีการติดป้ายแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง หากคนขับรถแจ้งแล้วผู้โดยสารไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติตามแล้ว ระหว่างทางปลดออก หากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบก็จะต้องถูกปรับทั้งคนขับ และผู้โดยสาร ยกเว้นว่าทางคนขับได้ยืนยันแล้วว่าบอกให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยแล้ว แต่ผู้โดยสารไม่ยอมคาด ทางคนขับจึงจะไม่ถูกปรับ และจะปรับเฉพาะผู้โดยสาร โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูที่เจตนาเป็นหลัก กรณีรถโดยสารสองแถว และรถสามล้อเครื่อง(ตุ๊กตุ๊ก)จะไม่มีการบังคับให้รัดเข็มขัด แต่จะมีมาตรการอื่นออกมาบังคับใช้เพื่อความปลอดภัยแทน เช่น การติดตั้งราวกั้นเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย และการบังคับลดความเร็ว เป็นต้น     ขณะที่ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า อัตราค่าปรับของผู้ที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยนั้น หากเป็นไปตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าหน้าของกรมการขนส่งทางบก ทางผู้ประกอบการจะต้องถูกปรับ 5 หมื่นบาท คนขับและผู้โดยสารปรับ 5 พันบาท แต่หากเป็นกฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบ รถโดยสารสาธารณะจะถูกปรับ 1 พันบาท ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลปรับ 500 บาท     นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการปรับที่นั่งรถรถตู้โดยสารสาธารณะให้เหลือ 13 ที่นั่ง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเคลื่อนตัวออกจากตัวรถได้ง่ายหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีในเรื่องของความปลอดภัย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียดว่าจะเอาที่นั่งตรงไหนออกไปบ้าง จากนั้นภายในวันที่ 5 เมษายน จะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมาเพื่อให้รถตู้โดยสารสาธารณะทุกคันนำไปปรับปรุงให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป     ในส่วนของการคาดเข็มขัดนิรภัยนั้น มีประกาศกรมการขนส่งทางบกเรื่องการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยและตำแหน่งที่นั่งเพื่อกำหนดคุณสมบัติและการติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2555 กำหนดให้รถยนต์ส่วนบุคคล รถแท็กซี่ และรถที่ใช้รับส่งจากสนามบิน(รถลีมูซีน) ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 – วันที่ 31 ธันวาคม 2553 จะต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยสำหรับที่นั่งของคนขับและที่นั่งตอนหน้ารถ ส่วนรถที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป กำหนดให้ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และสำหรับรถตู้ส่วนบุคคล รถปิคอัพ และรถสองแถว ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 กำหนดให้ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยในที่นั่งของผู้ขับรถและที่นั่งตอนหน้า     ทั้งนี้รถตู้ส่วนบุคคลที่ผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง สำหรับรถสี่ล้อเล็กรับจ้างที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 กำหนดให้ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเฉพาะที่นั่งด้านหน้าของคนขับและผู้โดยสาร โดยรูปแบบของเข็มขัดนิรภัยที่ต้องติดตั้งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ ใช้สำหรับตำแหน่งที่นั่งผู้ขับรถ ที่นั่งตอนเดียวกับผู้ขับรถและที่นั่งตอนหลังผู้ขับรถริมสุด ส่วนที่นั่งระหว่างกลางเป็นเข็มขัดนิรภัยแบบรัดหน้าตัก (แบบคาดเอว)             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/vzQL6PvJxVg      

 18,723
การเมือง
19 มี.ค. 60

พล.ท.สรรเสริญ ปัดข่าวลือโซเชียลฯ รัฐอนุมัติงบสร้างมัสยิดหลายจังหวัด ชี้บิดเบือนข้อมูล เตือนปชช.อย่าหลงเชื่อ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่ารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวนมาก สร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดหลายจังหวัด พร้อมกับให้เงินเดือนโต๊ะอิหม่ามเดือนละ 18,000 บาท และคณะกรรมการมัสยิดทุกคน แต่ไม่เคยสนับสนุนการสร้างวัด โดยพยายามทำให้สังคมรู้สึกว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธนั้น ว่า ทางรัฐบาลมีหน้าที่อุปถัมภ์ดูแลทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน และส่งเสริมให้ศาสนิกชนทุกคนมีความรักใคร่กลมเกลียว เอื้ออาทร และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ดังนั้น ข้อความที่มีการแชร์ต่อกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ จึงขอเตือนผู้ไม่หวังดีหยุดสร้างกระแสบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา ส่วนประชาชนก็จะต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร อย่าหลงเชื่อ และไม่ส่งต่อหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี โดยไม่รู้ตัว     พล.ท.สรรเสริญ ยังกล่าวอีกด้วยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายเรื่อง เช่น การสร้างมัสยิดที่ จ.นนทบุรี นั้น เป็นงบประมาณส่วนท้องถิ่น ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาลส่วนกลาง ส่วนมัสยิดที่ จ.นครศรีธรรมราช มีการอนุมัติงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้าง ตั้งแต่ปี 2555 โดย ครม.ในขณะนั้น แต่มาแล้วเสร็จในปี 2559 ขณะที่ภาพของโรงเรียนอิสลามขนาดใหญ่บนเขายายเที่ยง แท้จริงแล้วตั้งอยู่ที่เขตลาดพร้าว กทม. นอกจากนี้ อัตราค่าตอบแทนของโต๊ะอิหม่ามที่มีการเผยแพร่ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน โดยระเบียบ มท.ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด อิหม่าม คอเต็บ และบิหลั่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2552 กำหนดให้บุคคลดังกล่าวมีค่าตอบแทนระหว่าง 1,000-3,500 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ 18,000 บาท ตามที่มีการกล่าวอ้าง           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/B9mqk8aOfb0    

 2,685

Top