ค้นหา :

ผลการค้นหา "ศรีสะเกษ"

สังคม-อาชญากรรม
06 ม.ค. 61

อัยการสั่งฟ้อง 'ผู้กองเหน่ง' ฆ่า 'ผอ.อ้อย' แล้ว - พ่อเชื่อลูกไม่ตายฟรี ร้องลงโทษประหาร

ความคืบหน้าคดี น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย อายุ 38 ปี ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ หายตัวไปนานกว่า 3 เดือน โดยญาติได้ออกตามหาจนกระทั่งพบโครงกระดูก เสื้อผ้า นาฬิกา ของ น.ส.จุฑาภรณ์ ในป่าพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ล่าสุดอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ได้นำสำนวน 4 แฟ้ม จำนวนกว่า 2,000 หน้า ส่งฟ้องต่อศาลแล้ว   โดยคำฟ้องพนักงานอัยการได้แจ้งข้อกล่าวหา ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือ ผู้กองเหน่ง ผู้ต้องหาที่ 1 ในฐานความผิด คือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป, ร่วมกันลักทรัพย์ หรือรับของโจร, ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น, ร่วมกันเอาไปเสียหรือยึดไว้ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นซึ่งประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกันปลอมและใช้หรืออ้างเอกสารปลอม, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น 
   ทั้งนี้การส่งฟ้องครั้งนี้ยังไม่ได้มีการเบิกตัวผู้กองเหน่ง ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำอำเภอกันทรลักษ์มาที่ศาลแต่อย่างใด แต่คาดว่าจะนำตัวมาที่ศาลในวันที่ 8 ม.ค.นี้ โดยพนักงานอัยการ จ.กันทรลักษ์ จะมีการคัดค้านการประกันตัว   ด้านพ่อของผอ.อ้อย บอกว่ารู้สึกดีใจที่อัยการส่งฟ้องเสียที เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่าลูกสาวจะไม่ตายฟรี ลั่นอยากให้ศาลตัดสินประหารชีวิต             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/OyyHMNdOZMk

 12,108
ข่าวภูมิภาค
29 ธ.ค. 60

ปิคอัพหักหลบหมาวิ่งตัดหน้า เสียหลักชนอีกคันที่ศรีสะเกษ ดับคาที่ 4 ราย เจ็บ 15

ศรีสะเกษ-เกิดเหตุรถยนต์กระบะ 2 คันชนกัน บริเวณบ้านสมบูรณ์ ถนนบ้านละลาย – กันทรลักษ์ ต.รุง อ.กันทรลักษ์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 15 คน และเสียชีวิตคาที่ 4 ราย   จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ รถปิคอัพยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน บร 5303 ศรีสะเกษ บรรทุกญาติพี่น้องชาวบ้านสมบูรณ์ จำนวน 15 คนเต็มกระบะท้ายรถกลับมาจากไปช่วยงานแต่งงานที่ อ.ขุนหาญ และเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุตามถนนสายบ้านโดนอาว – กันทรลักษ์ ปรากฏว่า รถได้พุ่งชนสุนัขที่วิ่งออกมาข้างทาง ทำให้รถเสียหลักพุ่งลงไปข้างถนน นายสุทิน ได้พยายามดึงพวงมาลัยเอารถกลับขึ้นมาบนถนน   ทำให้รถเสียหลักไปชนกับ รถยนต์ปิคอัพ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บพ 5133 ศรีสะเกษ ที่มาจาก อ.กันทรลักษ์ จะไปบ้านโดนอาว และมีคนนั่งมาด้วย 3 คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่ง ตร.จะได้ทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติครั้งนี้เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป   ทั้งนี้มีรายงานว่าทรัพย์สินที่ติดตัวมากับผู้ตายคือ สร้อยคอทองคำ กำไลมือ และแหวนทองคำ ได้สูญหายไปในระหว่างการประสบอุบัติเหตุ ญาติได้สอบถามจากหลายส่วนแล้วไม่มีผู้ใดทราบว่าทรัพย์สินหายไปที่ใด ญาติขอให้ผู้ที่นำเอาทรัพย์สินไปนำเอามาส่งคืนด้วย ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย มีสาหัส 5 ราย ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bOBLBBl4_oc

 43,014
ข่าวภูมิภาค
14 ธ.ค. 60

นักโทษศรีสะเกษป่วยปริศนาเกลื่อนเรือนจำ คาดอาหารเป็นพิษ เร่งตรวจหาสารปนเปื้อน

ศรีสะเกษ-พบผู้ต้องขัง อายุประมาณ 57 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคเก๊าท์และโรคความดันโลหิตสูง ได้เสียชีวิตลง ซึ่งทางญาติพี่น้องของผู้ต้องขังที่เสียชีวิตไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด เนื่องจากทราบว่าผู้ตายมีประวัติการเจ็บป่วยมาก่อน   ขณะเดียวกัน ได้มีผู้ต้องขังประมาณ 11 คน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ แขนขาสั่นไม่มีแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำอำเภอกันทรลักษณ์ จึงได้รีบนำตัวผู้ต้องขังที่ป่วยส่งไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ อย่างเร่งด่วน ซึ่งแพทย์และพยาบาลได้ทำการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และได้อนุญาตให้กลับเข้าเรือนจำได้แล้วจำนวน 8 ราย เหลือผู้ต้องขังที่ป่วยอีก 3 ราย แพทย์กำลังให้การรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด   ต่อมา จนท.ลงตรวจสอบเรือนจำ พบว่าผู้ต้องขังที่มีอาการเจ็บป่วยจำนวนมาก มีอาการป่วยที่คล้ายกัน คือ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหัว บางรายอาเจียน วิงเวียนศีรษะ แพทย์ได้ส่งผู้ต้องขังที่มีอาการป่วย จำนวน 9 ราย ไปที่ รพ.กันทรลักษณ์ ซึ่งการที่ผู้ต้องขังป่วยทั้งหมดนี้   สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เกิดจากอาหารเป็นพิษ คาดว่าอาจเกิดจากการที่ผู้ต้องขังกินอาหารที่ปรุงจากไก่ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ทำการตรวจสอบอาหารพร้อมทั้งได้ทำการเก็บเอาตัวอย่างของอาหารที่ทำให้ผู้ต้องขังกินไปทำการตรวจสอบเพื่อหาสารปนเบื้อนอย่างเร่งด่วน ซึ่งยังไม่ทราบผลการตรวจ และคาดว่าการเกิดอาการป่วยของผู้ต้องขังครั้งนี้ อาจจะเป็นอุปทานหมู่ที่เมื่อเห็นผู้ต้องขังรายอื่นป่วย จึงได้ป่วยได้ ซึ่งจะได้มีการตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดต่อไป ขณะนี้คณะแพทย์พยาบาลได้เข้าไปดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยทุกวันแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qPL-QRTxNXk

 7,035
ข่าวภูมิภาค
26 พ.ย. 60

สลด เครนก่อสร้างสลิงขาด 2 คนงานตกกระแทกพื้นเสียชีวิตคาไซต์งานที่ศรีสะเกษ

เกิดเหตุลวดสลิงเครนก่อสร้างขาดกลางไซต์งานก่อสร้างภายใน รพ.ศรีสะเกษ เป็นเหตุให้ 2 คนงานร่วงตกกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อ  ทราบชื่อคือ นายชาญณรงค์ กุระจินดา อายุ 21 ปี และนายทองใบ กันหะบุตร อายุ 29 ปี       จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิต ทั้ง 2 คน พร้อมกับเพื่อนอีก 1 คน รวม 3 คน ได้นำกระเบื้องยางที่เป็นม้วนใส่ในแคร่ เพื่อให้เครนยกขึ้นไปชั้น 7 บนสุดของอาคาร แต่เมื่อเครนได้ยกไปถึงชั้นที่ 5 ลวดสลิงได้ขาด 1 ในคนงาน 3 คน ได้กระโดดเข้าไปยังระเบียงอาคารก่อนที่เส้นลวดสลิงจะขาดได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนคนงานอีก 2 คน ตั้งตัวไม่ทันได้ร่วงลงมาพร้อมกับสิ่งของตกลงกับพื้น       ล่าสุด นายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ ได้สั่งการให้ทางบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าว ยุติการดำเนินงานก่อสร้างเป็นการชั่วคราวก่อนตามกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมถึงวิศวกรเข้าตรวจสอบมาตรฐาน                ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/z8LG2H8E-fA

 13,662
ข่าวภูมิภาค
10 พ.ย. 60

จู่โจมจับยายวัย 63 ซุกยาบ้าในเปลือกหอยเชอร์รี่ อ้างต้องขายเพราะรายได้ไม่พอใช้

ศรีสะเกษ-จนท.จับกุมตัวนางสาวไพร หรือยายไมล์ บัวศรี อายุ 63 ปี ที่กำลังนั่งขอดเกล็ดปลาอยู่ที่บริเวณหลังบ้าน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ยายไมล์ ได้มีท่าทีตกใจ และพยายามที่จะคว้าเอาเปลือกหอยเชอร์รี่ ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นวางถ้วยชามที่ ยายไมล์ นั่งอยู่ทิ้ง แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวไว้ได้ก่อน   เมื่อตรวจสอบภายในเปลือกหอยเชอร์รี่ ปรากฏว่า พบยาบ้า ห่อไว้อย่างดี จำนวน 37 เม็ด ซึ่งยายไมล์ รับว่ายาบ้าจำนวนดังกล่าวเป็นของตนและได้ซุกซ่อนไว้จริง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าวไว้   จากการสอบถามข้อมูล ยายไมล์ ผู้ต้องหา กล่าวว่าเคยถูกจับและต้องโทษในคดียาเสพติดมาแล้ว เมื่อปี 2542 หรือประมาณ 13 ปีที่ผ่านมา หลังพ้นโทษ กลับมาอยู่บ้านประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่รายได้ไม่พอ ประกอบกับอายุมากขึ้นไม่มีคนดูแล จึงได้หวนกลับมาสู่อาชีพเดิม โดยติดต่อสั่งซื้อยาบ้าจากเอเยนต์ขายยาบ้าในพื้นที่ใกล้เคียงมาขายเพื่อเสริมรายได้ จนกระทั่งมาถูกจับกุม   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qTIloCocUlg  

 13,759
สังคม-อาชญากรรม
05 พ.ย. 60

ครอบครัว ผอ.อ้อย ร่ำไห้รับศพกลับบ้านเกิด ลั่นไม่เผาจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

เมื่อวานนี้ (4 พ.ย.) ครอบครัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือผอ.อ้อย ผอ.กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เดินทางมารับกระดูกของ ผอ.อ้อย ที่ สภ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อนำกลับภูมิลำเนาไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล หลังส่งกระดูกไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นศพของ ผอ.อ้อย จริง        จากนั้นทางครอบครัวได้นำศพไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณตามความเชื่อ บริเวณเนิน 500 บ้านโนนสูง ซึ่งเป็นจุดที่พบศพ โดยจะจัดพิธีสวดอภิธรรมศพเป็นเวลา 3 คืน และเผาหลอก แต่จะเก็บศพของ ผอ.อ้อย ไว้จนกว่าคดีสิ้นสุด    ด้านนางแหลม อุ่นอ่อน แม่ของ ผอ.อ้อย เปิดใจว่าเห็นศพของลูกสาวถูกห่อด้วยผ้าขาวก็รู้สึกเจ็บปวดมาก ลูกสาวคนนี้ตนรักมากที่สุดเพราะเป็นเสาหลักของครอบครัว จึงอยากขอความเป็นธรรมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากตอนนี้หลักฐานชี้ชัดว่าใครเป็นคนทำ จึงอยากให้ฆาตกรตายตกไปตามกัน                   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/miUZtWBz_M0

 17,150
สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 60

'ผู้กองเหน่ง' นอนคุกวันแรก สั่งนักโทษชั้นเยี่ยม 3 คน จับตาใกล้ชิด หวั่นเครียดคิดสั้น

ศรีสะเกษ คืบหน้า ผอ.อ้อย ผู้กองเหน่งนอนคุกวันแรก สั่งนักโทษชั้นเยี่ยม 3 คน จับตาใกล้ชิด หวั่นเครียดคิดสั้น ให้ผ้าห่ม 3 ผืน ไว้ใช้นอนกับพื้นในเรือนจำ   เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 31 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากศาลจังหวัดกันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง นายทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 6 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ต้องหาคดีฆ่า น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ผู้กองเหน่งต้องถูกควบคุมตัวส่งไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอกันทรลักษ์ ในการฝากขังครั้งที่ 2 ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น   ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เรือนจำอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่คุมขัง ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง ปรากฏว่าเช้าวันนี้ บรรยากาศทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีญาติพี่น้องของผู้กองเหน่งมาเยี่ยม หรือว่ามีทนายความมาให้คำปรึกษาแนะนำแต่อย่างใด ซึ่งนายไพสันต์ ขุ่ยรานหญ้า ผู้บัญชาการเรือนจำ อำเภอกันทรลักษ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เรือนจำ อ.กันทรลักษ์ ปฏิบัติกับผู้กองเหน่งเหมือนดังเช่นผู้ต้องขังทั่วไป โดยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 30 ต.ค.60 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ผู้กองเหน่งถูกนำตัวมาคุมขัง เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ทำการตรวจโรคและแนะนำให้ทราบถึงระเบียบการปฏิบัติตัวในเรือนจำ พร้อมทั้งมอบผ้าห่มให้ 3 ผืน ชุดผู้ต้องขังอีก 4 ชุด  โดยผู้กองเหน่งถูกนำตัวเข้าไปอยู่ในแดนแรกรับ ทั้งนี้ทางเรือนจำ อ.กันทรลักษ์ ได้จัดนักโทษชั้นเยี่ยม จำนวน 3 คน มาคอยดูแลและจับตาดูความเคลื่อนไหว ทั้งนี้เนื่องจากเกรงว่า ผู้กองเหน่งอาจจะเครียดและคิดสั้นทำร้ายตัวเองได้   ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศในช่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งเป็นคืนแรกที่ผู้กองเหน่งนอนในเรือนจำ เจ้าหน้าที่เรือนจำได้เฝ้าสังเกตดูอาการแล้ว ปรากฏว่า ผู้กองเหน่งไม่มีอาการเครียด แต่มีสีหน้าวิตกกังวล โดยผู้กองเหน่งได้ตื่นแต่เช้า และปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ตามระเบียบของเรือนจำ ซึ่งผู้กองเหน่งไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากว่าผู้ต้องขังทุกคนมีสิทธิสถานะเท่าเทียมกัน แต่ว่าผู้กองเหน่งสามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบของเรือนจำอำเภอกันทรลักษ์ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าเป็นนายทหาร มีระเบียบวินัยอยู่แล้ว   ทางด้าน พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น ตนได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และขณะนี้พนักงานสอบสวนต้องมีความรอบคอบเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าคดีนี้มีอัตราโทษสูงมาก คือ ประหารชีวิต ดังนั้น จึงต้องทำการบ้านมากเป็นพิเศษ ซึ่งจากพยานหลักฐานทั้งหมด ตนเชื่อมั่นว่าสามารถส่งฟ้องศาลดำเนินคดีตามกฎหมายได้   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 14,953
ข่าวภูมิภาค
31 ต.ค. 60

หิ้วตัว 'ผู้กองเหน่ง' เข้าเรือนจำ พ่อ 'ผอ.อ้อย' ยันไม่เผาศพ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด

จากกรณีเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ตำรวจ สภ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 กับ ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง ผู้ต้องหาเกี่ยวกับคดีการหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย ในความผิดเกี่ยวกับปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังและอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยกำหนดวงเงินประกัน 600,000 บาท จนต่อมาได้มีการพบโครงกระดูกและวัตถุพยานต่างๆที่คาดว่าจะเป็น ผอ.อ้อยนั้น   ล่าสุด พนักงานสอบสวน สภ.กันทรลักษ์ ได้ขอฝากขังและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับ ร.อ.ศุภชัย หรือผู้กองเหน่ง ผู้ต้องหา โดยกล่าวหาว่า ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังความตายหรือพฤติการณ์แห่งการตายและหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมทั้งยื่นคำร้องคัดค้านการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว   โดยศาลจังหวัดกันทรลักษ์พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และเกรงว่าจะหลบหนี ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังเพิ่มเติมในข้อหาดังกล่าว และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และมีอัตราโทษร้ายแรง เกรงว่าจะหลบหนี จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่เรือนจำอำเภอกันทรลักษ์ ได้ควบคุมตัว ร.อ.ศุภชัย ไปขึ้นรถผู้ต้องขังของเรือนจำอำเภอกันทรลักษ์ เพื่อนำตัวผู้กองเหน่งไปคุมขังไว้ โดยผู้กองเหน่งสวมเสื้อยืดลายพรางของทหาร มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์เดินหิ้วปีกไปขึ้นรถของเรือนจำอำเภอกันทรลักษ์   ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้มีญาติพี่น้องของ ผอ.อ้อย มาร่วมรับฟังการพิจารณาของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งนายบุญเลิศ อุ่นอ่อน อายุ 62 ปี พ่อของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจดีใจที่ได้รับความยุติธรรมในครั้งนี้ สมกับความยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยของตนและครอบครัว ญาติพี่น้องทุกคนที่พากันออกเดินลุยป่าเพื่อค้นหาร่างของลูกสาว จนกระทั่งพบศพถูกทิ้งอยู่ในป่าทางขึ้นเนิน 500 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี อย่างน่าเวทนา ซึ่งตนขอประกาศตรงนี้ว่า ตนจะยังไม่เผาศพลูกสาว เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการทำลายพยานหลักฐานที่มีอยู่ โดยจะนำศพมาเก็บไว้ เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และผู้กองเหน่งได้รับโทษตามกฎหมายที่บัญญัติไว้สูงสุด ตนจึงจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/MYKMve1Tg-E  

 11,255
สังคม-อาชญากรรม
30 ต.ค. 60

พ่อแม่ 'ผอ.อ้อย' เตรียมค้นหาชิ้นส่วน-เสื้อสีกากีเพิ่ม พร้อมยื่นค้านประกัน 'ผู้กองเหน่ง'

ศรีสะเกษ-ญาติจัดทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ ที่แม้ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แต่ว่าเมื่อค้นพบศพของ ผอ.อ้อยแล้วและเตรียมนำกลับมาประกอบพิธีที่บ้าน จึงต้องทำบุญขึ้นบ้านใหม่ให้เป็นไปตามประเพณีโบราณ   สำหรับชิ้นส่วนของ ผอ.อ้อยนั้น ขณะนี้ยังขาดกระดูกสันหลัง ท่อนแขนซ้าย และเสื้อสีกากีที่ยังหาไม่พบ ซึ่งทางญาติจะพากันไปค้นหาบริเวณที่พบศพ เพื่อที่จะได้นำชิ้นส่วนร่างของ ผอ.อ้อยมาประกอบให้ครบเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่อไป   ด้านตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พนักงานสอบสวนคดีนี้ ได้นัดหมายให้ ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง ผู้ต้องหาคดีนี้ ไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ทั้งนี้เนื่องจากว่าผลการตรวจดีเอ็นเอจากสถาบันนิติเวชได้แจ้งผลการตรวจมาให้พนักงานสอบสวนได้รับทราบแล้ว ซึ่งคาดว่าเป็นข้อหาเกี่ยวกับการฆาตกรรม ผอ.อ้อย และจากนั้น ผู้กองเหน่ง จะต้องไปรายงานตัวที่ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เนื่องจากครบรอบการฝากขังครั้งที่ 1 แล้ว โดยพ่อแม่ของ ผอ.อ้อยจะไปยื่นเรื่องขอคัดค้านการประกันตัวผู้กองเหน่ง ในวันเดียวกันนี้ด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-HfkZaAP-Vg  

 29,533
สังคม-อาชญากรรม
28 ต.ค. 60

แม่ 'ผอ.อ้อย' ไม่แปลกใจผลดีเอ็นเอชี้ชัดหัวกะโหลกที่พบเป็นลูกสาวจริง - 'ผู้กองเหน่ง' จ่อโดนแจ้งเพิ่มอีก2ข้อหา

จากกรณีที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือผอ.อ้อย ผอ.กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หายตัวอย่างลึกลับไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 60 และทางครอบครัวได้ออกค้นหามานานกว่า 3 เดือน ซึ่งล่าสุดได้ไปพบกระดูกกะโหลก, เศษเสื้อผ้า, นาฬิกา และหลักฐานอื่นๆ จำนวนหนึ่ง ที่คาดว่าจะเป็นผอ.อ้อย อยู่บริเวณเนิน 500 ห่างจากฐานอนุพงษ์ บ้านโนนสูง ต.โคมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นจุดปฏิบัติการทหารที่ดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต หรือรอยต่อระหว่างไทย-ลาว-กัมพูชา เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น   ล่าสุดผลการตรวจดีเอ็นเอจากกะโหลกและกระดูกต้นขา พบว่าตรงกันกับผอ.อ้อย ซึ่งสถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ เตรียมส่งรายงานผลพิสูจน์ดีเอ็นเอให้พนักงานสอบสวน เจ้าของคดีทราบในวันที่ 28 ต.ค.นี้   ด้านนางแหลม อุ่นอ่อน แม่ของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า ไม่รู้สึกแปลกใจหรือตื่นเต้นดีใจที่ผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอศพที่พบมีดีเอ็นเอตรงกันกับดีเอ็นเอของผอ.อ้อย เนื่องจากครอบครัว ญาติพี่น้องทุกคนมั่นใจว่า กะโหลกที่พบกลางป่า เป็นศพของผอ.อ้อยอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้ครอบครัวจะนำชิ้นส่วนกระดูกและกะโหลกผอ.อ้อยมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านซำเม็ง ต.เสาธงชัยอ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านพี่สาวของผอ.อ้อย โดยเป็นบ้านที่ลูกสาวเคยจัดพิธีแต่งงานกับสามี และอาศัยอยู่มาตลอดหลังย้ายจากเชียงใหม่ โดยจะตั้งศพบำเพ็ญกุศล จำนวน 3 วัน ก่อนจะนำไปฌาปนกิจ ส่วนเรื่องคดีความตนมั่นใจว่าหลักฐานน่าจะมัดตัวผู้ต้องหาดิ้นไม่หลุด พร้อมวอนขอให้ทุกฝ่ายดำเนินคดีอย่างยุติธรรม   ทั้งนี้มีรายงานระบุว่า พนักงานสอบสวนได้นำตัว ร.อ.ศุภชัย ภาโส นายทหาร หรือ ผู้กองเหน่ง  สังกัดกรมทหารราบที่ 6 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ต้องหาในคดีนี้ ไปฝากขังผลัดที่ 1 ที่ศาล จ.กันทรลักษ์ ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา และจะครบกำหนดฝากขังผลัดที่ 2 ในวันที่ 30 ต.ค.นี้ โดยหลังจากทราบผลการตรวจดีเอ็นเอแล้วทางพนักงานสอบสวนก็จะแจ้งข้อหาข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและข้อหาซ่อนเร้นอำพรางศพเพิ่มเติม จากเดิมที่ถูกแจ้งข้อหาไปแล้วจำนวน 8 ข้อหา           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/KF1uqrb8kS8  

 130,375
สังคม-อาชญากรรม
25 ต.ค. 60

เจอเพิ่มกระโปรงสีกากี-ชุดชั้นใน-กระดูก สามีมั่นใจเป็น 'ผอ.อ้อย' ทบ.สั่งพักราชการ 'ผู้กองเหน่ง'

ศรีสะเกษ - จากกรณีที่พ่อแม่ ญาติพี่น้องของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ได้ออกค้นหาตัวของ น.ส.จุฑาภรณ์ หรือ ผอ.อ้อย ที่หายตัวไปนานกว่า 3 เดือน ซึ่งล่าสุด พ่อแม่ และอา ได้พบศพของ ผอ.อ้อย ถูกทิ้งอยู่ที่บริเวณข้างทางขึ้นสู่เนิน 500 ห่างจากฐานอนุพงศ์ ประมาณ 400 เมตร เขตบ้านโนนสูง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บชิ้นส่วนของศพ เพื่อนำส่งไปตรวจพิสูจน์   ล่าสุดทาง จนท.ได้ร่วมกันออกตรวจค้นรอบบริเวณที่พบศพของ ผอ.อ้อย เพื่อหาหลักฐานประกอบคดีเพิ่มเติม ซึ่งการค้นหาหลักฐานเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากว่าบริเวณนี้มีกับระเบิดหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนลงไปในพื้นที่ที่มีการค้นหา เนื่องจากเกรงว่าอาจจะกระทบต่อพยานหลักฐานที่กำลังค้นหาอยู่   พบว่าห่างจากจุดที่พบหัวกะโหลกของ ผอ.อ้อยเป็นเนินลาดลงไปประมาณ 70 เมตร ได้ตรวจพบกระโปรงผู้หญิงสีน้ำตาล คาดว่าเป็นกระโปรงของเครื่องแบบข้าราชการถูกทิ้งอยู่บนพื้น มีคราบเศษดินและใบไม้ปกคลุมอยู่ และใกล้กัน เจ้าหน้าที่ได้พบสเตย์สีดำ ซึ่งเป็นชุดชั้นในของผู้หญิงถูกทิ้งอยู่ และบริเวณใกล้กัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกระดูกบริเวณสะโพก จำนวน 2 ชิ้น ซึ่งได้มีการทำเครื่องหมายเอาไว้ เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาทำการตรวจสอบ และเก็บไปตรวจพิสูจน์ต่อไป   ด้านสามีของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า กระโปรงสีกากีและสเตย์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบนั้น ตนมั่นใจว่าเป็นกระโปรงและสเตย์ของ ผอ.อ้อย อย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากว่า กระโปรงมีขนาดรอบเอวเล็กเท่ากับรูปร่างของ ผอ.อ้อย ซึ่งจากการที่ได้ค้นพบชิ้นส่วนร่างของ ผอ.อ้อยทั้งหมดนี้ ตนมั่นใจว่าเป็นศพของ ผอ.อ้อยอย่างแน่นอน ตนขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่ได้มาร่วมตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งตนก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และหวังเป็นอย่างยิ่งและมั่นใจว่า ศาลสถิตยุติธรรมคงจะให้ความเป็นธรรมกับตนและญาติพี่น้องในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยหลักฐานทั้งหมดและพยานแวดล้อมชี้ชัดแล้วว่า นายทหารยศร้อยเอกเป็นฆาตกรฆ่า ผอ.อ้อยอย่างแน่นอน   จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุและมีความเชี่ยวชาญคดีอาชญากรรม เปิดเผยว่า ร่างของ ผอ.อ้อย คาดว่าถูกคนร้ายฆ่าด้วยการใช้เข็มขัดสีกากีรัดคอจากบริเวณด้านหลัง โดยสังเกตจากเข็มขัดจะยังยึดติดอยู่กับเส้นผม และมีเศษกระดูกบริเวณคอติดอยู่กับเส้นผม ประมาณ 3 ชิ้น โดยมีเข็มขัดสีกากีติดอยู่ จากนั้น คนร้ายได้นำเอาศพมาทิ้งไว้ โดยการถอดเสื้อผ้าออก เพื่อเป็นการอำพรางศพ ทั้งนี้เนื่องจากว่าหากมีเสื้อผ้าติดอยู่กับศพ จะสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นศพของใคร   อีกทั้ง ลักษณะของศพไม่ได้ถูกเผาหรือฝัง เป็นการนำเอามาวางทิ้งไว้ให้เน่าสลายไปตามธรรมชาติ และมีการนำเอาเศษใบไม้มาปกคลุมอำพรางสายตาคนทั่วไปเอาไว้ และคาดว่าศพอาจจะถูกสัตว์ป่ากัดแทะกินเป็นอาหาร ทำให้ศพเหลือแต่กระดูก และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกำลังทำการตรวจสอบว่า กระโปรงที่พบนั้น ผอ.อ้อยซื้อมาจากร้านไหนอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้เบาะแสข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้คืบหน้าไปมากแล้ว   ด้านพลตำรวจเอก เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ สภ.น้ำยืน เก็บหลักฐานทั้งหมด ส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ฝ่ายนิติเวช โดยคาดใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน และให้ฝ่ายนิติเวชรีบรายงานผลการตรวจผลดีเอ็นเอให้ทราบทันที   ขณะที่ความคืบหน้าการดำเนินการทางวินัยทหารกับ ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง นายทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 6 ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหา 8 ข้อหาเกี่ยวพันกับคดีการหายตัวไปของ ผอ.อ้อย ทางหน่วยต้นสังกัดคือกองพันหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 6 (ร.6 พัน.2) ได้ทำหนังสือขึ้นมาตามลำดับชั้นผ่านทางกองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก เสนอไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อขออนุมัติพักราชการ ร.อ.ศุภชัยแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา   เนื่องจากเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนทางคดีอาญา และเป็นไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งที่ผ่านมากองทัพได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน ทั้งเรื่องการค้นหาศพมาโดยตลอด แต่ก็ไม่พบเนื่องจากร.อ.ศุภชัย ปฎิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นและไม่ให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตามจุดที่พบศพนั้นไม่ได้อยู่ในค่ายทหาร แต่อยู่ฝั่งชายแดนด้านช่องบก ห่างจากฐานทหารอนุพงษ์เข้ามาบริเวณพื้นที่เนิน 500 ถือเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปท่องเที่ยวได้ ไม่ใช่อยู่ในอาณาบริเวณฐานทหาร และที่ผ่านมาเคยมีการไปค้นหลายจุด เช่น บริเวณช่องอานม้าแต่ก็ไม่พบ ถือว่ากองทัพภาคที่ 2 ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jTcCikct-1I    

 26,035
สังคม-อาชญากรรม
24 ต.ค. 60

ญาติมั่นใจชิ้นส่วนหัวกะโหลก-นาฬิกา-เข็มขัด เป็นของ 'ผอ.อ้อย' เร่งเก็บชิ้นส่วนพิสูจน์ dna

ศรีสะเกษ-พ่อแม่และญาติของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ หรือ ผอ.อ้อย ได้ค้นพบศพของ ผอ.อ้อย อยู่ที่บริเวณห่างจากถนนทางขึ้นไปเนิน 500 ห่างจากฐานทหารพรานอนุพงศ์ บ้านโนนสูง ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี   โดยสภาพศพเหลือเพียงกะโหลกศีรษะ เส้นผมยาว เข็มขัดข้าราชการมัดอยู่ตรงเส้นผม และนาฬิกาข้อมือสายสีดำ ตกอยู่ใกล้กัน ทางญาติได้แจ้งให้พนักงานสอบสวน เจ้าของคดีได้ทราบและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ ตร.เจ้าของพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อดำเนินการตามกฏหมาย   โดยครอบครัวของ ผอ.อ้อย ยืนยันว่า ชิ้นส่วนมนุษย์ที่พบเป็นศพของ ผอ.อ้อยอย่างแน่นอน โดยดูจากกะโหลกศีรษะ กราม เส้นผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาข้อมือและเข็มขัด เป็นสิ่งของที่ ผอ.อ้อยใช้ประจำ อีกทั้งศีรษะของ ผอ.อ้อยจะเล็ก และบริเวณกรามจะเล็ก ฟันที่ติดอยู่กับกรามก็เป็นลักษณะฟันของ ผอ.อ้อยจริง ซึ่งพวกตนดีใจที่พบศพของ ผอ.อ้อย ซึ่งกำลังรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเอาชิ้นส่วนศพของ ผอ.อ้อย ไปทำการพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันว่าเป็นศพของ ผอ.อ้อยจริงหรือไม่ อย่างไร แต่พวกตนยืนยันว่า ศพที่พบเป็นศพของ ผอ.อ้อยอย่างแน่นอน   แม่ของ ผอ.อ้อย กล่าวว่า การที่พบศพ ผอ.อ้อยนี้ เป็นเพราะว่าตนได้บนบานขอให้ ผอ.อ้อยมาบอกว่าอยู่ที่ไหน เพื่อที่จะได้นำศพกลับบ้าน จนกระทั่ง ผอ.อ้อยมาเข้าฝันเมื่อคืนนี้ ทำให้รู้จุดที่ซุกซ่อนร่างของ ผอ.อ้อย ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ทำการพิสูจน์ดีเอ็นเอแล้ว ตนจะได้นำศพของ ผอ.อ้อยมาประกอบพิธีทางศาสนา และจะบอกน้องใบเฟิร์นลูกสาวของ ผอ.อ้อยว่า แม่ไปสวรรค์แล้ว คงไม่ได้อยู่กับหลานอีกต่อไป ตนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลสถิตยุติธรรมได้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับฆาตกรโหดที่ฆ่า ผอ.อ้อย ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เพื่อให้สาสมกับความโหดเหี้ยมกับฆาตกรรายนี้   ด้านแพทย์หญิงวิชุดา แจ่มพันธุ์ แพทย์ ร.พ.น้ำยืน กล่าวว่า จากการที่ได้ตรวจสอบดูแล้วพบว่า มีชิ้นส่วนของร่างมนุษย์ประกอบด้วย กะโหลกศีรษะ ฟันกราม กระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกสะบัก เส้นผม กระดูกไหปลาร้า กระดูกซี่โครง ซึ่งยังพบกระดูกไม่หมดทุกชิ้นส่วน จึงยังไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่า มีร่องรอยของการถูกทำร้ายที่ใดหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะต้องมีการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jhS-jymQn0M    

 65,516
สังคม-อาชญากรรม
23 ต.ค. 60

พบแล้ว ศพ ผอ. อ้อย ถูกเข็มขัดตรา อ.บ.ต. รัดคอ

    กรณีของ ผอ.อ้อย หรือ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้หายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ได้รับการยืนยันจาก พ่อ ของ ผอ.อ้อย ยืนยันว่าพบศพ ผอ.อ้อยแล้วที่บริเวณใกล้กับฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ กองร้อยทหารพราน 2305 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สภาพศพถูกเข็มขัดรัดคอ หัวเข็มขัด มีเป็นตรา อ.บ.ต. ตอนนี้ทหารและตำรวจ กำลังเข้าไปจุดเกิดเหตุ พ่อยืนยันว่าเป็นศพของลูกสาวอย่างแน่นอน      

 1,021,738
ข่าวภูมิภาค
20 ต.ค. 60

เหยื่อลูกเทพไม่เชื่อจะเลิกทุบรถ ยังผวาไม่กล้านำมาจอดที่ทำงาน คาดใช้เงินหมดก็ขอแม่เหมือนเดิม

คืบหน้าลูกเทพหลังได้รับเงิน 3 แสนบาทก้อนสุดท้ายจากแม่ อ้างจะนำไปเรียนต่อปริญญาตรี ด้านเหยื่อที่เคยถูกเผารถไม่เชื่อลูกเทพจะเลิกพฤติกรรมทุบรถชาวบ้าน หากใช้เงินหมดก็จะย้อนมาสร้างความเดือดร้อนให้กับแม่และชาวบ้านเหมือนเดิมอีก ขณะที่เจ้าหน้าที่หลายคนยังผวาไม่กล้านำรถยนต์ขับขี่มาทำงาน หวั่นเกรงโดนทุบรถเพราะลูกเทพรีเทิร์นแล้ว   จากกรณีแม่ได้มอบเงิน 300,000 บาทให้กับลูกชายที่เคยก่อเหตุทุบรถชาวบ้านเสียหายหลายสิบคัน โดยอ้างว่า จะนำเอาเงินไปใช้เป็นทุนในการศึกษา ระดับปริญญาตรี นำไปซื้ออุปกรณ์ในการเรียนชกมวยสากล ซื้อกล้องในการเรียนถ่ายภาพ และใช้อื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ โดย ผู้เป็นแม่แจ้งว่า จะมอบเงินให้เป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตที่จะจ่ายให้ลูกชาย ซึ่งเมื่อได้รับเงินแล้วก้มลงกราบเท้าแม่และแม่น้ำตาไหลอาบแก้มโอบกอดลูกไว้ และได้สาบาน ต่อองค์พระราชานุสาวรีย์และดวงพระวิญญาณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษว่า จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับแม่และผู้อื่นอีกต่อไป มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐานด้วย   หลังมีข่าวออกไป ทางบรรดาข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสำนักงานยังคงหวาดผวาว่า ลูกเทพอาจจะย้อนกลับมาทุบรถที่จอดอยู่ภายในบริเวณสำนักงานแห่งนี้ บางคนต้องนำเอารถจักรยานยนต์ขับขี่มาทำงานแทนการขับรถยนต์มาทำงานอ้างว่าเพื่อความปลอดภัยจากการที่จะถูกทุบรถ เนื่องจากว่า ขณะนี้ลูกเทพได้กลับมาขอเงินแม่อีกแล้ว เจ้าหน้าที่บางคนนำเอารถเก๋งมาจอดที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานเพื่อให้รถอยู่ในสายตาของตนเองตลอดเวลาเพื่อปลอดภัย หากนำเอารถไปจอดในที่ลับตาอาจจะโดนทุบรถได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่เป็นผู้ชายก็ได้เฝ้ารักษาความปลอดภัยอาคารสถานที่และรักษาความสงบเรียบร้อยรอบบริเวณตลอดเวลา   โดยหนึ่งในผู้เสียหายที่เคยถูกลูกเทพเผารถ กล่าวว่าไม่เชื่อว่าลูกเทพจะเลิกพฤติกรรมในการทุบรถของชาวบ้าน เพราะว่า ก่อนหน้านี้ ลูกเทพก็เคยได้รับเงินจากแม่ทุกครั้ง และเมื่อเงินหมดมาขอเงินแม่อีก เมื่อแม่ไม่ให้เงินก็จะทุบรถประชดแม่ที่ไม่ให้เงิน ซึ่งตนเชื่อว่าลูกเทพ เมื่อใช้เงินที่ได้รับจากแม่ไปจำนวน 300,000 บาทหมดแล้ว ก็จะต้องย้อนกลับมาขอเงินแม่อีกอย่างแน่นอน   ตนรู้สึกเห็นใจแม่ของลูกเทพเป็นอย่างมาก แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น รถยนต์ที่ตนเก็บเงินไปซื้อมาเพื่อมาใช้งานกลับมาโดนเผาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะว่าไม่เคยมีเรื่องราวมีปัญหากับใคร ทำให้ตนเสียใจมาก ซึ่งหากว่า ลูกเทพกลับตัวได้จริงก็จะเป็นการดีที่บรรดาเจ้าหน้าที่รวมทั้งผู้มาติดต่อราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จะได้ไม่ต้องหวาดผวาว่าจะถูกลูกเทพเผาหรือทุบรถอีกต่อไป แต่ตนไม่เชื่อว่าลูกเทพจะเลิกพฤติกรรมแบบเดิมได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-6zITdKl-_g  

 13,798
ข่าวภูมิภาค
19 ต.ค. 60

แม่น้ำตาอาบแก้ม ควักเงิน 3 แสนก้อนสุดท้ายให้ 'ลูกเทพ' มือทุบรถขอเรียนต่อ ป.ตรี

ศรีสะเกษ-ลูกเทพจอมทุบรถกว่า 10 คันรีเทิร์นรับเงิน 300,000 บาทจากแม่บังเกิดเกล้า อ้างนำเอาไปเป็นทุนเรียนปริญญาตรี ซื้อกล้องถ่ายรูปและซื้ออุปกรณ์ชกมวย โดยเงินดังกล่าวเป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตที่แม่จะมอบให้แก่ลูกเทพ   โดยผู้เป็นแม่กังวลว่า หากไม่ยินยอมมอบเงินให้แก่ลูกเทพ อาจจะมีอาการเครียดและก่อเหตุรุนแรงจนอาจทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนเหมือนดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา   ทั้งนี้ในการส่งมอบเงินได้มีเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษเป็นพยาน และทำบันทึกข้อตกลงไว้ต่อกัน ดังนี้   1. บุตรขอรับเงินจากมารดาจำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) และมารดาตกลงว่าจะมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บุตรตามความประสงค์ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษ โดยเงินดังกล่าวเป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตที่จะมอบให้แก่บุตร   2. บุตรได้รับเงินจากมารดาตามข้อ 1 ครบถ้วนตามความประสงค์แล้ว โดยนับจากนี้เป็นต้นไป หากบุตรยังคงรบกวนมารดาไม่ว่าโดยวิธีการใด ไม่ว่าการรบกวนนั้นจะเป็นไปเพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของมารดาหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดก็ตาม หากการรบกวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติสุขหรือเป็นการละเมิดสิทธิของมารดาหรือบุคคลอื่น มารดาย่อมทรงไว้สิทธิเด็ดขาดในการดำเนินการกับบุตรทั้งโดยกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและทางอาญาจนถึงที่สุด   3. นอกจากความตกลงที่บุตรให้ไว้กับมารดาในวันนี้แล้ว บุตรขอสาบานต่อองค์พระราชานุสาวรีย์และดวงพระวิญญาณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษด้วยข้อความต่อไปนี้ว่า   “ข้าพเจ้า นายเจต(นามสมมุติ) จะขอรับเงินจาก นางรุ(นามสมมุติ) มารดาของข้าพเจ้าในวันนี้เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตข้าพเจ้า โดยข้าพเจ้าจะไม่รบกวนมารดาของข้าพเจ้าทั้งในทางทรัพย์สินและในทางอื่นใดให้มารดาของข้าพเจ้าต้องเดือดเนื้อร้อนใจอีกต่อไป และจะไม่ก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นไม่ว่าในทางใดๆ นอกจากนี้ข้าพเจ้าจะใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากมารดาของข้าพเจ้าในวันนี้ ไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม ประหยัด มัธยัสถ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าผิดต่อคำสาบานที่ให้ไว้นี้ ขอให้ข้าพเจ้าถูกลงโทษทั้งโดยกฎหมายและกฎแห่งกรรมอย่างสาสม อย่าได้ประสบพบเจอกับความสุขความเจริญ แต่หากข้าพเจ้าปฏิบัติตามที่สาบานไว้โดยครบถ้วน ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้าตลอดทั้งชาตินี้พบแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปด้วยเทอญ”   4. บุตรรับทราบและเข้าใจเป็นอย่างดีว่า บุตรเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายแล้วมารดาจึงไม่มีหน้าที่ที่จักต้องเลี้ยงดูผู้ถูกร้องไม่ว่าในทางใดๆ อีกต่อไป สิ่งใดที่บุตรจะพึงได้รับจากมารดาหลังจากนี้ ย่อมเป็นความพอใจของมารดาแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งบุตรไม่สามารถโต้แย้ง เรียกร้อง หรือบังคับข่มขู่เอาจากผู้ร้องหรือบุคคลอื่นได้แต่อย่างใด   ภายหลังได้รับเงินแล้ว ลูกเทพได้เข้าไปกราบเท้าแม่และกอดแม่ ทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม พร้อมวอนสังคมชาวศรีสะเกษให้โอกาสลูกเทพกลับตัวเป็นคนดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-eIwh2qeSeI    

 87,506

Top