ค้นหา :

ผลการค้นหา "กาญจนบุรี"

สังคม
16 ต.ค. 62

สามเณรวัย 13 โวยถูกเจ้าอาวาสวัดดังขังในกุฎิ 5 วัน บังคับบีบนวด-อมนกเขา ทนไม่ไหวต้องย้ายวัด

กาญจนบุรี-นายพงษ์พิสุทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี นำตัวสามเณรนัท (นามสมมติ) อายุ 13 ปี บุตรชาย เข้าแจ้งความที่ สภ.หนองขาว อำเภอท่าม่วง หลังสามเณรนัท ถูกเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่ง กักขังตัวให้อยู่แต่ในกุฎิของหลวงพ่อนาน 5 วัน ไม่ยอมให้ออกไปไหน   ก่อนบังคับให้บีบนวด และอมอวัยวะเพศให้จนสำเร็จความใคร่ทุกวัน จนสามเณรทนไม่ไหวต้องโทรบอกพ่อและพี่สาวให้ช่วยพาตัวย้ายไปอยู่ที่วัดอื่น ก่อนตัดสินใจนำเอาข้อความแชทที่สามเณรเล่าเหตุการณ์ รวมถึงข้อความที่ทางหลวงพ่อส่งให้ตัวสามเณร เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ     โดยนายพงษ์พิสุทธิ์ กล่าวว่า ลูกชายของตนมาบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 กระทั่งต้นเดือนกันยายน ลูกชายได้โทรมาหาน้องสาวของตน บอกว่าอยากย้ายวัดไม่อยากอยู่ที่วัดแห่งนี้ เมื่อน้องสาวของตนเค้นถาม จึงทราบความจริงว่าลูกชายถูกหลวงพ่อล่วงละเมิดทางเพศ หลังทราบเรื่อง ตนได้บอกให้ลูกชายอดทนและพยายามรวบรวมหลักฐานให้แน่นหนาส่วนตนประสานกับพระในวัดเพื่อหาทางพาลูกชายไปอยู่ที่วัดอื่น กระทั่งสามารถพาลูกชายไปอยู่ที่วัดไชยชุมพลชนะสงครามได้   ขณะที่ตัวของสามเณรนัท ได้เล่าเหตุการณ์ว่า หลวงพ่อ มักจะเรียกให้ตนเข้าไปหาที่กุฎิ พร้อมบอกให้ช่วยบีบนวด ก่อนจะบังคับให้อมอวัยวะเพศให้ เป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง บางช่วงถูกหลวงพ่อบังคับให้อยู่แต่ในกุฎิหลวงพ่อไม่ให้ออกไปไหน หากออกไปก็จะถูกตี ด้วยความกลัวหลวงพ่อเพราะหลวงพ่อมีมีดและชอบบอกว่ามีปืนอยู่ในกุฎิ สามเณรนัทจึงไม่กล้าขัดขืน เมื่อมีโอกาสจึงพยายามโทรหาน้าสาวและโทรบอกพ่อ ให้ช่วยย้ายตนเองไปจำวัดที่วัดอื่น   กระทั่งมีพระในวัดที่ยื่นมือเข้าช่วยจนสามารถพาตนออกจากกุฎิหลวงพ่อและย้ายไปอยู่วัดอื่นได้สำเร็จ ซึ่งภายหลังทราบว่า พระรูปดังกล่าว ถูกหลวงพ่อด่าว่าและทำร้ายร่างกายเช่นกัน โดยหลังเข้าแจ้งความแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมนำตัวสามเณรไปสอบสวนหาข้อมูลร่วมกับเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ ที่สำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี หากพบว่ามีมูลเตรียมออกหมายเรียกเจ้าอาวาส เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป   ด้านเจ้าอาวาสได้ปฎิเสธว่าไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศ สามเณรนัทอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมทั้ง ไม่ได้ทำร้ายร่างกายและชักปืนข่มขู่พระลูกวัด มีเพียงการต่อว่าและผลักอก เนื่องจากไม่พอใจที่หายออกไปจากวัดโดยไม่บอกกล่าวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าคณะอำเภอท่าม่วง ได้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งสองกรณีอย่างเร่งด่วนแล้ว ส่วนเรื่องคดีความทั้งสองกรณี ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล       ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/l7XTqCYEwys

 9,423
ข่าวภูมิภาค
07 ต.ค. 62

จัดยิ่งใหญ่ งานศพเสี่ยวัวลาน แจกวัว 2 ตัว - รางวัลมากมายให้ผู้ร่วมงาน

กาญจนบุรี-มีการจัดพิธีฌาปนกิจศพ ของนายเบี้ยว รอดภัย อายุ 88 ปี เสี่ยเจ้าของธุรกิจเพาะเลี้ยงวัวลานรายใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี ที่วัดเขาน้อย ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง ซึ่งในพิธีมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก   แต่สิ่งที่ทำให้พิธีฌาปนกิจศพในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับงานศพของคนอื่น เนื่องจากบรรดาลูกหลานและครอบครัวของผู้เสียชีวิต ได้ร่วมกันนำเอาสลากของรางวัล ใส่ไปในซองของที่ระลึกที่แจกให้กับผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน   โดยในซองของที่ระลึกทุกซอง จะมีธนบัตรใบละ 20 บาท หนึ่งใบ พร้อมการ์ดข้อความขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน แต่ที่พิเศษก็คือ หลังการ์ดข้อความขอบคุณของผู้โชคดี จะมีระบุสิ่งของที่จะได้รับเป็นรางวัลพิเศษอยู่ด้วย จำนวน 88 ชิ้น ซึ่งของรางวัลที่มีมูลค่าสูงสุดก็คือ วัวลานพันธุ์ดี จำนวน 2 ตัว   นายวินัย รอดภัย ซึ่งเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า คุณพ่อเป็นคนที่รักในกีฬาวัวลานและทำอาชีพเกษตรกรรม ควบคู่กับการเพาะเลี้ยงวัวลานพันธุ์ดีขาย จนมีชื่อเสียง และมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูลูกหลานจนเติบโตประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกคน เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลง ลูกหลานทุกคน จึงอยากจะทำบุญสร้างกุศลใหญ่ให้กับคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย โดยการนำเอาวัวลานพันธุ์ดี จำนวน 2 ตัว พร้อมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน ผ้าห่ม หม้อ กระทะ พัดลม จักรยาน ถังน้ำ เก้าอี้ รวม 88 ชิ้น มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมงานที่เป็นผู้โชคดี   โดยเมื่อเสร็จสิ้นพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล บรรดาแขกที่มาร่วมงานได้ร่วมวางดอกไม้จันทน์หน้าโลงศพเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินลงบันไดมารับซองของที่ระลึกจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต ทันทีที่ได้รับซองไป ต่างคนก็ต่างเปิดซองเพื่อดูว่าตนเองจะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลหรือไม่ โดยผู้ที่โชคดีก็จะมาเข้าแถวรับรางวัลกลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า   ซึ่งผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลใหญ่เป็นวัวลานพันธุ์ดี คือ นางสาววราพร ภาคภูมิ และนายวัชรพงษ์ สุนทรธรรม ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนของลูกหลานผู้เสียชีวิต โดยทั้งคู่กล่าวว่า จะนำเอาวัวที่ได้รับ กลับไปเลี้ยงดูอย่างดีที่บ้าน เนื่องจากที่บ้านของทั้งสองคนก็มีอาชีพเกษตรกรรมเช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2rGuxmfCGiA

 4,192
สังคม
07 ต.ค. 62

จัดยิ่งใหญ่ งานศพเสี่ยวัวลาน แจกวัว 2 ตัว - รางวัลมากมายให้ผู้ร่วมงาน

กาญจนบุรี-มีการจัดพิธีฌาปนกิจศพ ของนายเบี้ยว รอดภัย อายุ 88 ปี เสี่ยเจ้าของธุรกิจเพาะเลี้ยงวัวลานรายใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี ที่วัดเขาน้อย ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง ซึ่งในพิธีมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก   แต่สิ่งที่ทำให้พิธีฌาปนกิจศพในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับงานศพของคนอื่น เนื่องจากบรรดาลูกหลานและครอบครัวของผู้เสียชีวิต ได้ร่วมกันนำเอาสลากของรางวัล ใส่ไปในซองของที่ระลึกที่แจกให้กับผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน   โดยในซองของที่ระลึกทุกซอง จะมีธนบัตรใบละ 20 บาท หนึ่งใบ พร้อมการ์ดข้อความขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน แต่ที่พิเศษก็คือ หลังการ์ดข้อความขอบคุณของผู้โชคดี จะมีระบุสิ่งของที่จะได้รับเป็นรางวัลพิเศษอยู่ด้วย จำนวน 88 ชิ้น ซึ่งของรางวัลที่มีมูลค่าสูงสุดก็คือ วัวลานพันธุ์ดี จำนวน 2 ตัว   นายวินัย รอดภัย ซึ่งเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า คุณพ่อเป็นคนที่รักในกีฬาวัวลานและทำอาชีพเกษตรกรรม ควบคู่กับการเพาะเลี้ยงวัวลานพันธุ์ดีขาย จนมีชื่อเสียง และมีเงินส่งเสียเลี้ยงดูลูกหลานจนเติบโตประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกคน เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลง ลูกหลานทุกคน จึงอยากจะทำบุญสร้างกุศลใหญ่ให้กับคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย โดยการนำเอาวัวลานพันธุ์ดี จำนวน 2 ตัว พร้อมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน ผ้าห่ม หม้อ กระทะ พัดลม จักรยาน ถังน้ำ เก้าอี้ รวม 88 ชิ้น มาแจกให้กับผู้เข้าร่วมงานที่เป็นผู้โชคดี   โดยเมื่อเสร็จสิ้นพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล บรรดาแขกที่มาร่วมงานได้ร่วมวางดอกไม้จันทน์หน้าโลงศพเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินลงบันไดมารับซองของที่ระลึกจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต ทันทีที่ได้รับซองไป ต่างคนก็ต่างเปิดซองเพื่อดูว่าตนเองจะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลหรือไม่ โดยผู้ที่โชคดีก็จะมาเข้าแถวรับรางวัลกลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า   ซึ่งผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลใหญ่เป็นวัวลานพันธุ์ดี คือ นางสาววราพร ภาคภูมิ และนายวัชรพงษ์ สุนทรธรรม ซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนของลูกหลานผู้เสียชีวิต โดยทั้งคู่กล่าวว่า จะนำเอาวัวที่ได้รับ กลับไปเลี้ยงดูอย่างดีที่บ้าน เนื่องจากที่บ้านของทั้งสองคนก็มีอาชีพเกษตรกรรมเช่นกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2rGuxmfCGiA

 4,192
ข่าวภูมิภาค
04 ต.ค. 62

สาว 18 ร้อง ตร.ใช้ m16 ยิงใส่รถพลาดโดนขา กระดูกแตกเดินไม่ได้ หวิดพิการ โยนเงิน 3 หมื่น แลกไม่เอาเรื่อง

กาญจนบุรี-นางสาวชนากานต์ คงนะ หรือน้องปูเป้ อายุ 18 ปี ถูกตำรวจยศ ส.ต.ท.ชุดปราบปรามยาเสพติด จ.กาญจนบุรี ใช้ปืน M16 ยิงใส่ขณะจับกุมผู้ต้องสงสัยจนบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาซ้ายแตกเส้นเอ็นขาดเดินไม่ได้ ต้องรักษาตัวนานเกือบเดือน   โดยผู้บาดเจ็บเล่าว่า ทำงานเป็นสาวพีอาร์ร้านแห่งหนึ่งที่ จ.กาญจนบุรี และได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง 2 อาทิตย์ จากนั้นนัดกันไปกินข้าว หลังทานข้าวเสร็จ ได้แวะไปหาเพื่อนของชายหนุ่ม ในพื้นที่หมู่ 7 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง ระหว่างนั้นมีรถกระบะของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด จ.กาญจนบุรี ตชด.และทหาร ขับรถขนาบข้างและใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงเข้าใส่รถ 1 ครั้ง บริเวณประตูรถฝั่งซ้ายเบาะข้างคนขับ ไม่มีการแจ้งเตือนหรือสั่งให้หยุดรถ       ทำให้ตนโดนลูกหลงถูกยิงเข้าที่ขาซ้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาแตกละเอียด เส้นเอ็นขาด และเส้นเลือดใหญ่ขาดเสี่ยงพิการ หลังถูกยิงชายที่ตนนั่งรถมาด้วยพยายามขับรถหนี ซึ่งตนเจ็บปวดแผลอย่างมาก ร้องไห้นึกถึงหน้าพ่อแม่ตลอดทาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ขับรถไล่ตาม ชายที่ตนมาด้วยนั้นจอดรถทิ้งไว้และวิ่งหลบหนีไปโดยทิ้งตนซึ่งได้รับบาดเจ็บอยู่ภายในรถ         กระทั่งกระบะของเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาแสดงตัวว่าเป็นตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด และนำตัวตนส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา พร้อมทั้ง ทำการตรวจค้นรถคันที่ตนนั่งมา แต่ไม่พบยา เสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่บอกว่าตั้งใจจะยิงล้อรถเพื่อสกัดแต่ยิงพลาดมาโดนขาของตน     ด้านแพทย์ระบุ จากการผ่าตัดแพทย์พบว่ากระดูกแหลก ต้องใส่ เหล็กยึดตรึงกระดูกและพบว่ามีเส้นเลือดขาด ขณะนี้ผู้ป่วยยังมีอาการปวดแผลและปวดขา ได้รับยาแก้ปวดแบบมอร์ฟีนวันละ 6 เข็ม ระยะเวลาการรักษาคาดว่าไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งคนไข้มีภาวะเครียดเฉียบพลัน กังวล นอนไม่หลับ อาจกลายเป็นภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์ รุนแรง แพทย์ได้ให้ยาคลายเครียด ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการเป็นระยะ อาจมีผลต่อเนื่องระยะยาวเป็นปี   ด้านแม่ผู้บาดเจ็บกล่าวว่า คนที่ยิงโดนลูกสาวเป็นตำรวจยศ ส.ต.ท. ได้เข้ามาพูดคุยยอมรับว่า ยิงพลาดไปโดนลูกสาวตน โดยพ่อของตำรวจยศ ส.ต.ท.ที่ยิงลูกสาว บอกพร้อมความรับผิดชอบดูแลจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้ทั้งหมด ซึ่งในตอนนั้นตนเรียกค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาล 3 ล้านบาท โดยพ่อของนายตำรวจคน ดังกล่าวบอกว่ามันเยอะไป ยิงคนตายเสียแค่ 5 แสนบาทเอง   ก่อนจะมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้ 30,000 บาท แลกกับการขอให้ทางครอบครัวไม่ติดใจเอา ความและไม่แจ้งความดำเนินคดี  จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกและไม่เคยเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ พูดแบบลอย ๆ แต่ไม่ทำตามที่รับปากไว้ ตนไม่ได้ต้องการอะไร มากแค่อยากให้เยียวยาลูกของตนให้หาย แต่นี่จ่าย 3 หมื่นบาทแล้วหายไป นำกระเช้ามาเยี่ยมที่ โรงพยาบาลครั้งเดียว แล้วไม่มาอีกเลยและไม่โทรมาสอบถามอาการ จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม   ด้าน พ.ต.อ.ธีรพงศ์ ฤทธิ์จรูญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร เมืองกาญจนบุรี ซึ่งทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ระบุว่าในวันเกิดเหตุเป็นการปฎิบัติหน้าที่ร่วมกัน ของตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันปฎิบัติการ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือต้นสังกัด จะสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย   ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามไปยังตำรวจยศ ส.ต.ท. ที่ยิงพูดสั้นๆว่า “ผมไม่ขอให้ข่าว  ขอให้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนพูด” โดย พนง.สอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ส่งสำนวนให้ ปปช.พิจารณาชี้มูลความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f95p-BOuJTs

 4,912
สังคม
04 ต.ค. 62

สาว 18 ร้อง ตร.ใช้ m16 ยิงใส่รถพลาดโดนขา กระดูกแตกเดินไม่ได้ หวิดพิการ โยนเงิน 3 หมื่น แลกไม่เอาเรื่อง

กาญจนบุรี-นางสาวชนากานต์ คงนะ หรือน้องปูเป้ อายุ 18 ปี ถูกตำรวจยศ ส.ต.ท.ชุดปราบปรามยาเสพติด จ.กาญจนบุรี ใช้ปืน M16 ยิงใส่ขณะจับกุมผู้ต้องสงสัยจนบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาซ้ายแตกเส้นเอ็นขาดเดินไม่ได้ ต้องรักษาตัวนานเกือบเดือน   โดยผู้บาดเจ็บเล่าว่า ทำงานเป็นสาวพีอาร์ร้านแห่งหนึ่งที่ จ.กาญจนบุรี และได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง 2 อาทิตย์ จากนั้นนัดกันไปกินข้าว หลังทานข้าวเสร็จ ได้แวะไปหาเพื่อนของชายหนุ่ม ในพื้นที่หมู่ 7 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง ระหว่างนั้นมีรถกระบะของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด จ.กาญจนบุรี ตชด.และทหาร ขับรถขนาบข้างและใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงเข้าใส่รถ 1 ครั้ง บริเวณประตูรถฝั่งซ้ายเบาะข้างคนขับ ไม่มีการแจ้งเตือนหรือสั่งให้หยุดรถ       ทำให้ตนโดนลูกหลงถูกยิงเข้าที่ขาซ้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาแตกละเอียด เส้นเอ็นขาด และเส้นเลือดใหญ่ขาดเสี่ยงพิการ หลังถูกยิงชายที่ตนนั่งรถมาด้วยพยายามขับรถหนี ซึ่งตนเจ็บปวดแผลอย่างมาก ร้องไห้นึกถึงหน้าพ่อแม่ตลอดทาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ขับรถไล่ตาม ชายที่ตนมาด้วยนั้นจอดรถทิ้งไว้และวิ่งหลบหนีไปโดยทิ้งตนซึ่งได้รับบาดเจ็บอยู่ภายในรถ         กระทั่งกระบะของเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาแสดงตัวว่าเป็นตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด และนำตัวตนส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา พร้อมทั้ง ทำการตรวจค้นรถคันที่ตนนั่งมา แต่ไม่พบยา เสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่บอกว่าตั้งใจจะยิงล้อรถเพื่อสกัดแต่ยิงพลาดมาโดนขาของตน     ด้านแพทย์ระบุ จากการผ่าตัดแพทย์พบว่ากระดูกแหลก ต้องใส่ เหล็กยึดตรึงกระดูกและพบว่ามีเส้นเลือดขาด ขณะนี้ผู้ป่วยยังมีอาการปวดแผลและปวดขา ได้รับยาแก้ปวดแบบมอร์ฟีนวันละ 6 เข็ม ระยะเวลาการรักษาคาดว่าไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งคนไข้มีภาวะเครียดเฉียบพลัน กังวล นอนไม่หลับ อาจกลายเป็นภาวะผิดปกติทางจิตใจจากเหตุการณ์ รุนแรง แพทย์ได้ให้ยาคลายเครียด ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการเป็นระยะ อาจมีผลต่อเนื่องระยะยาวเป็นปี   ด้านแม่ผู้บาดเจ็บกล่าวว่า คนที่ยิงโดนลูกสาวเป็นตำรวจยศ ส.ต.ท. ได้เข้ามาพูดคุยยอมรับว่า ยิงพลาดไปโดนลูกสาวตน โดยพ่อของตำรวจยศ ส.ต.ท.ที่ยิงลูกสาว บอกพร้อมความรับผิดชอบดูแลจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้ทั้งหมด ซึ่งในตอนนั้นตนเรียกค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาล 3 ล้านบาท โดยพ่อของนายตำรวจคน ดังกล่าวบอกว่ามันเยอะไป ยิงคนตายเสียแค่ 5 แสนบาทเอง   ก่อนจะมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้ 30,000 บาท แลกกับการขอให้ทางครอบครัวไม่ติดใจเอา ความและไม่แจ้งความดำเนินคดี  จากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกและไม่เคยเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ พูดแบบลอย ๆ แต่ไม่ทำตามที่รับปากไว้ ตนไม่ได้ต้องการอะไร มากแค่อยากให้เยียวยาลูกของตนให้หาย แต่นี่จ่าย 3 หมื่นบาทแล้วหายไป นำกระเช้ามาเยี่ยมที่ โรงพยาบาลครั้งเดียว แล้วไม่มาอีกเลยและไม่โทรมาสอบถามอาการ จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม   ด้าน พ.ต.อ.ธีรพงศ์ ฤทธิ์จรูญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร เมืองกาญจนบุรี ซึ่งทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ระบุว่าในวันเกิดเหตุเป็นการปฎิบัติหน้าที่ร่วมกัน ของตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันปฎิบัติการ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือต้นสังกัด จะสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย   ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามไปยังตำรวจยศ ส.ต.ท. ที่ยิงพูดสั้นๆว่า “ผมไม่ขอให้ข่าว  ขอให้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนพูด” โดย พนง.สอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ส่งสำนวนให้ ปปช.พิจารณาชี้มูลความผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/f95p-BOuJTs

 4,912
ข่าวภูมิภาค
26 ก.ย. 62

สาวโรงงานท้องแก่ ปวดท้องเข้าห้องน้ำแล้วลูกหลุด เด็กกระแทกพื้นดับ

กาญจนบุรี-ตำรวจ สภ.ท่ามะกา รับแจ้งจากแม่บ้านของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลเขาสามสิบหาบ อำเภอท่ามะกา ว่าพบศพเด็กทารกแรกเกิด อยู่ในถุงพลาสติกสีดำถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำหญิงของโรงงาน   จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพเด็กทารกแรกเกิด เพศหญิง อายุประมาณ 9 เดือน นอนหงายเสียชีวิตอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำร่างของหนูน้อยออกมาจากถุง พบว่าที่บริเวณสะดือมีสายรกคาอยู่ ตามร่างกายไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง ตรวจสอบบริเวณพื้นห้องน้ำพบร่องรอยคราบเลือด   เมื่อสอบถามดู จึงทราบว่าเป็นของหญิงวัย 29 ปี คนหนึ่ง ที่เป็นพนักงานของโรงงาน มาเข้าห้องน้ำแล้วเกิดตกเลือด ซึ่งทางโรงงานได้แจ้งเจ้าหน้าที่มารับตัวนำส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลมะการักษ์ พบหญิงคนดังกล่าว กำลังนอนรักษาอาการตกเลือดอยู่ เมื่อเข้าไปสอบถามถึงเรื่องของศพเด็กทารกที่พบในห้องน้ำ ช่วงแรกหญิงคนดังกล่าวยังคงให้การปฎิเสธ แต่เมื่อถูกคาดคั้นหนักเข้า จึงยอมรับสารภาพว่า ตนเองเป็นแม่ของทารกที่ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องน้ำ         โดยหญิงรายดังกล่าวให้การณ์ว่า ตั้งท้องได้ประมาณ 9 เดือน แต่ด้วยความไม่พร้อมบางอย่าง จึงไม่ได้บอกให้ครอบครัวทราบ ก่อนเกิดเหตุ ขณะนั่งทำงานตามปกติ ก็รู้สึกปวดท้อง จึงเดินทาเข้าห้องน้ำ เพราะคิดว่าปวดปัสสาวะตามปกติ   แต่จู่ๆ เด็กที่อยู่ในห้องก็ไหลออกมาจากช่องคลอด ร่างกระเด็นตกกระแทกพื้นอย่างแรง เมื่อตนเข้าไปดู ก็พบว่าเด็กไม่หายใจแล้ว ด้วยความตกใจ จึงตัดสินใจนำร่างของเด็กไปใส่ในถุงดำแล้วทิ้งถังขยะในห้องน้ำ ก่อนที่จะเรียกให้คนเข้ามาช่วย เพราะตนเองมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเป็นจำนวนมาก   เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การณ์ และได้ส่งศพทารกดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง ส่วนแม่ของเด็ก ขณะนี้ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ดดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ และจะสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uu_ocjsKcTs

 12,928
อาชญากรรม
26 ก.ย. 62

สาวโรงงานท้องแก่ ปวดท้องเข้าห้องน้ำแล้วลูกหลุด เด็กกระแทกพื้นดับ

กาญจนบุรี-ตำรวจ สภ.ท่ามะกา รับแจ้งจากแม่บ้านของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลเขาสามสิบหาบ อำเภอท่ามะกา ว่าพบศพเด็กทารกแรกเกิด อยู่ในถุงพลาสติกสีดำถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำหญิงของโรงงาน   จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพเด็กทารกแรกเกิด เพศหญิง อายุประมาณ 9 เดือน นอนหงายเสียชีวิตอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำร่างของหนูน้อยออกมาจากถุง พบว่าที่บริเวณสะดือมีสายรกคาอยู่ ตามร่างกายไม่พบบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ชั่วโมง ตรวจสอบบริเวณพื้นห้องน้ำพบร่องรอยคราบเลือด   เมื่อสอบถามดู จึงทราบว่าเป็นของหญิงวัย 29 ปี คนหนึ่ง ที่เป็นพนักงานของโรงงาน มาเข้าห้องน้ำแล้วเกิดตกเลือด ซึ่งทางโรงงานได้แจ้งเจ้าหน้าที่มารับตัวนำส่งโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลมะการักษ์ พบหญิงคนดังกล่าว กำลังนอนรักษาอาการตกเลือดอยู่ เมื่อเข้าไปสอบถามถึงเรื่องของศพเด็กทารกที่พบในห้องน้ำ ช่วงแรกหญิงคนดังกล่าวยังคงให้การปฎิเสธ แต่เมื่อถูกคาดคั้นหนักเข้า จึงยอมรับสารภาพว่า ตนเองเป็นแม่ของทารกที่ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องน้ำ         โดยหญิงรายดังกล่าวให้การณ์ว่า ตั้งท้องได้ประมาณ 9 เดือน แต่ด้วยความไม่พร้อมบางอย่าง จึงไม่ได้บอกให้ครอบครัวทราบ ก่อนเกิดเหตุ ขณะนั่งทำงานตามปกติ ก็รู้สึกปวดท้อง จึงเดินทาเข้าห้องน้ำ เพราะคิดว่าปวดปัสสาวะตามปกติ   แต่จู่ๆ เด็กที่อยู่ในห้องก็ไหลออกมาจากช่องคลอด ร่างกระเด็นตกกระแทกพื้นอย่างแรง เมื่อตนเข้าไปดู ก็พบว่าเด็กไม่หายใจแล้ว ด้วยความตกใจ จึงตัดสินใจนำร่างของเด็กไปใส่ในถุงดำแล้วทิ้งถังขยะในห้องน้ำ ก่อนที่จะเรียกให้คนเข้ามาช่วย เพราะตนเองมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเป็นจำนวนมาก   เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การณ์ และได้ส่งศพทารกดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง ส่วนแม่ของเด็ก ขณะนี้ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ดดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ และจะสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uu_ocjsKcTs

 12,928
ข่าวภูมิภาค
25 ก.ย. 62

น้ำป่าถล่มหลังฝนตกหนักปราจีน-ราชบุรี เร่งผลักดันน้ำมูลลงน้ำโขง แก้วิกฤตน้ำท่วมอุบลฯ

สถานการณ์น้ำทั่วประเทศ โดยที่ จ.ราชบุรี เกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาตะนาวศรี เข้าท่วมพื้นที่ อ.สวนผึ้ง ไหลหลากสู่ที่ราบเข้าท่วมในพื้นที่ อ.จอมบึง  บ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 70 หลังคาเรือน ระดับน้ำยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยังมีฝนตกอยู่ นอกจากนี้น้ำยังไหลเอ่อไปยังพื้นที่ จ.กาญจนบุรีด้วย   ที่ จ.ปราจีนบุรี ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำเข้าท่วมตลาดเก่ากบินทร์บุรี มีระดับน้ำสูง ร้านค้าบ้านเรือนได้รับความเวสียหาย   ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่อุบลราชธานี ยังคงเร่งผลักดันน้ำ 24 ชม. เพื่อระบายน้ำมูลไปสู่แม่น้ำโขง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมใน 2 พื้นที่หลัก อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ นอกจากนี้ยังพบปัญหาน้ำเน่า เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aRDSaq2Lmyk

 1,481
สังคม
25 ก.ย. 62

น้ำป่าถล่มหลังฝนตกหนักปราจีน-ราชบุรี เร่งผลักดันน้ำมูลลงน้ำโขง แก้วิกฤตน้ำท่วมอุบลฯ

สถานการณ์น้ำทั่วประเทศ โดยที่ จ.ราชบุรี เกิดน้ำป่าไหลหลากจากเทือกเขาตะนาวศรี เข้าท่วมพื้นที่ อ.สวนผึ้ง ไหลหลากสู่ที่ราบเข้าท่วมในพื้นที่ อ.จอมบึง  บ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 70 หลังคาเรือน ระดับน้ำยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยังมีฝนตกอยู่ นอกจากนี้น้ำยังไหลเอ่อไปยังพื้นที่ จ.กาญจนบุรีด้วย   ที่ จ.ปราจีนบุรี ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำเข้าท่วมตลาดเก่ากบินทร์บุรี มีระดับน้ำสูง ร้านค้าบ้านเรือนได้รับความเวสียหาย   ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่อุบลราชธานี ยังคงเร่งผลักดันน้ำ 24 ชม. เพื่อระบายน้ำมูลไปสู่แม่น้ำโขง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมใน 2 พื้นที่หลัก อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ นอกจากนี้ยังพบปัญหาน้ำเน่า เนื่องจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aRDSaq2Lmyk

 1,481
ข่าวภูมิภาค
25 ก.ย. 62

เครื่องบินฝนหลวงตกกลางสวนน้อยหน่า ครูฝึก-นร.การบินดับ 2 คาดเครื่องขัดข้อง ใช้งานกว่า 20 ปี

กาญจนบุรี-ตำรวจ สภ.ไทรโยค รับแจ้งเหตุเครื่องบินตก บริเวณสวนน้อยหน้า กลางป่าพื้นที่บ้านหนองเป็ด หมู่9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จากการตรวจสอบพบว่า จุดที่เครื่องบินตก เป็นสวนน้อยหน่าของชาวบ้าน อยู่กลางป่าลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ประมาณ 15 กิโลเมตร ในที่เกิดเหตุ พบเครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แบบคาราแวน 208 หมายเลขเครื่อง 1917 ตกอยู่กลางสวนน้อยหน่า สภาพพังยับเยิน โดยที่บริเวณห้องควบคุมเครื่อง มีศพของผู้เสียชีวิตอยู่จำนวน 2 ราย   แต่เนื่องจากเครื่องบินตกกระแทกพื้นอย่างแรง จนยุบฝังติดลงไปในพื้นดิน เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถนำศพออกมาได้ในทันที ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเพื่อนำศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายมาจากเครื่อง โดยใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 นาที จึงสามารถนำศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายออกมาจากซากเครื่องบินได้ ทราบชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย คือ ร้อยเอกตฤณ อัมระนันท์ อายุ 58 ปี ครูฝึกการบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และนายสุขสันต์ จงเสถียรธรรม อายุ 26 ปี นักบินพนักงานราชการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร   จากการตรวจสอบพบว่า เครื่องบินลำที่ประสบอุบัติเหตุ เป็นเครื่องบินที่มาปฏิบัติภารกิจทำฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและใกล้เคียง โดยเมื่อช่วงเช้าได้ออกทำการปฏิบัติภารกิจฝึกบินให้กับนักเรียนการบินฝึกหัด โดยในการฝึกบิน มีเครื่องออกฝึกจำนวน 2 ลำ เริ่มออกบินจากสนามบินกองพลทหารราบที่9 ค่ายสุรสีห์ เมื่อเวลา 09.30 น.   โดยในช่วงเริ่มออกฝึกบิน มีฝนตกลงมาปรอยๆ ไม่ได้ตกหนักแต่อย่างใด แต่เมื่อเริ่มขึ้นบินได้ประมาณ 10 นาที เครื่องแรกมีปัญหาขัดข้อง จึงได้ลงจอดที่สนามบินตามเดิม ส่วนเครื่องของร้อยเอกตฤณ ได้ออกบินไปพร้อมกับนักเรียน ก่อนที่ในเวลาประมาณ 10:00 น. จะขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมการบินไป จนได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีเครื่องบินของกรมฝนหลวงตกในพื้นที่อำเภอไทรโยค   สอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุระบุว่า ขณะกำลังทำไร่อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ ได้ยินเสียงเครื่องบินบินต่ำมาก ก่อนที่เสียงจะเงียบไป และได้ยินเสียง ดังคล้ายสิ่งของตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจึงเดินทางมาตรวจสอบและพบว่ามีเครื่องบินตกอยู่ในสวนน้อยหน่าดังกล่าว ซึ่งในช่วงเกิดเหตุนั้นในพื้นที่อำเภอไทรโยคมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องและมีเมฆหมอกอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินประสบอุบัติเหตุหรือไม่   ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ โดยจะต้องทำการเก็บกู้ซากเครื่องบิน ที่ตกออกจากจุดเกิดเหตุให้เรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ต่อไป   พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 74 ที่สหรัฐอเมริกา รับทราบรายงานเหตุเครื่องบินตก ได้สั่งการให้ความช่วยเหลือ ดูแลครอบครัวนักบินทั้ง 2 ราย อย่างดีที่สุด พร้อมกับให้เยียวยาในด้านต่างๆ ตามระเบียบราชการ และสั่งการให้เร่งหาสาเหตุเครื่องบินตกแล้ว   นายกรัฐมนตรี บอกว่า ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียใดๆ ทั้งสิ้น รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับเป็นห่วงความรู้สึกครอบครัวนักบินที่เสียชีวิต และช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบิน ตรวจสอบเครื่องบินให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ทั้งในด้านเทคนิค และสภาพอากาศก่อนจะทำการบินทุกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น   ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ให้กระทรวงดูแลและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเครื่องบินตก แต่เบื้องต้นน่าจะเป็นเพราะเครื่องยนต์ขัดข้อง เนื่องจากเครื่องบินชนิดดังกล่าวมีอายุการใช้งาน 20 ปีกว่าแล้ว และใช้งานทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงการทำภารกิจฝนหลวง และทางกระทรวงมีเครื่องบินรุ่นดังกล่าวที่ยังใช้งานอีก 10 กว่าลำ แต่ไม่สามารถชะลอการใช้งานได้ เนื่องจากมีภารกิจจำนวนมาก   สิ่งที่ทำได้คือ การเตรียมพิจารณาของบประมาณเพื่อขออนุมัติจัดซื้อเครื่องบินของกรมฝนหลวงใหม่ เนื่องจากจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่ประสบภัยพิบัติทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม เครื่องบินของกรมฝนหลวงจะเป็นหลักในการช่วยเหลือประชาชน จึงต้องมีการหารือกับคณะรัฐมนตรีว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะจัดซื้อใหม่ แต่คงไม่ทันในการนำเข้าสู่วาระการประชุมสัปดาห์นี้   ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นำไปเปรียบเทียบกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมที่จัดซื้อบ่อยทุกปีงบประมาณนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ขอให้แยกแยะ ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากมีความจำเป็น ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติงบประมาณจัดซื้อ เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรเป็นหลัก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/F9pKpr-_at8

 1,428
สังคม
25 ก.ย. 62

เครื่องบินฝนหลวงตกกลางสวนน้อยหน่า ครูฝึก-นร.การบินดับ 2 คาดเครื่องขัดข้อง ใช้งานกว่า 20 ปี

กาญจนบุรี-ตำรวจ สภ.ไทรโยค รับแจ้งเหตุเครื่องบินตก บริเวณสวนน้อยหน้า กลางป่าพื้นที่บ้านหนองเป็ด หมู่9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จากการตรวจสอบพบว่า จุดที่เครื่องบินตก เป็นสวนน้อยหน่าของชาวบ้าน อยู่กลางป่าลึกเข้าไปจากถนนใหญ่ประมาณ 15 กิโลเมตร ในที่เกิดเหตุ พบเครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แบบคาราแวน 208 หมายเลขเครื่อง 1917 ตกอยู่กลางสวนน้อยหน่า สภาพพังยับเยิน โดยที่บริเวณห้องควบคุมเครื่อง มีศพของผู้เสียชีวิตอยู่จำนวน 2 ราย   แต่เนื่องจากเครื่องบินตกกระแทกพื้นอย่างแรง จนยุบฝังติดลงไปในพื้นดิน เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถนำศพออกมาได้ในทันที ต้องใช้อุปกรณ์ตัดถ่างเพื่อนำศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายมาจากเครื่อง โดยใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 นาที จึงสามารถนำศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายออกมาจากซากเครื่องบินได้ ทราบชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย คือ ร้อยเอกตฤณ อัมระนันท์ อายุ 58 ปี ครูฝึกการบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และนายสุขสันต์ จงเสถียรธรรม อายุ 26 ปี นักบินพนักงานราชการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร   จากการตรวจสอบพบว่า เครื่องบินลำที่ประสบอุบัติเหตุ เป็นเครื่องบินที่มาปฏิบัติภารกิจทำฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและใกล้เคียง โดยเมื่อช่วงเช้าได้ออกทำการปฏิบัติภารกิจฝึกบินให้กับนักเรียนการบินฝึกหัด โดยในการฝึกบิน มีเครื่องออกฝึกจำนวน 2 ลำ เริ่มออกบินจากสนามบินกองพลทหารราบที่9 ค่ายสุรสีห์ เมื่อเวลา 09.30 น.   โดยในช่วงเริ่มออกฝึกบิน มีฝนตกลงมาปรอยๆ ไม่ได้ตกหนักแต่อย่างใด แต่เมื่อเริ่มขึ้นบินได้ประมาณ 10 นาที เครื่องแรกมีปัญหาขัดข้อง จึงได้ลงจอดที่สนามบินตามเดิม ส่วนเครื่องของร้อยเอกตฤณ ได้ออกบินไปพร้อมกับนักเรียน ก่อนที่ในเวลาประมาณ 10:00 น. จะขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมการบินไป จนได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีเครื่องบินของกรมฝนหลวงตกในพื้นที่อำเภอไทรโยค   สอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุระบุว่า ขณะกำลังทำไร่อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ ได้ยินเสียงเครื่องบินบินต่ำมาก ก่อนที่เสียงจะเงียบไป และได้ยินเสียง ดังคล้ายสิ่งของตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจึงเดินทางมาตรวจสอบและพบว่ามีเครื่องบินตกอยู่ในสวนน้อยหน่าดังกล่าว ซึ่งในช่วงเกิดเหตุนั้นในพื้นที่อำเภอไทรโยคมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องและมีเมฆหมอกอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินประสบอุบัติเหตุหรือไม่   ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ โดยจะต้องทำการเก็บกู้ซากเครื่องบิน ที่ตกออกจากจุดเกิดเหตุให้เรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ได้ต่อไป   พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 74 ที่สหรัฐอเมริกา รับทราบรายงานเหตุเครื่องบินตก ได้สั่งการให้ความช่วยเหลือ ดูแลครอบครัวนักบินทั้ง 2 ราย อย่างดีที่สุด พร้อมกับให้เยียวยาในด้านต่างๆ ตามระเบียบราชการ และสั่งการให้เร่งหาสาเหตุเครื่องบินตกแล้ว   นายกรัฐมนตรี บอกว่า ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียใดๆ ทั้งสิ้น รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับเป็นห่วงความรู้สึกครอบครัวนักบินที่เสียชีวิต และช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบิน ตรวจสอบเครื่องบินให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ทั้งในด้านเทคนิค และสภาพอากาศก่อนจะทำการบินทุกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น   ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ให้กระทรวงดูแลและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุเครื่องบินตก แต่เบื้องต้นน่าจะเป็นเพราะเครื่องยนต์ขัดข้อง เนื่องจากเครื่องบินชนิดดังกล่าวมีอายุการใช้งาน 20 ปีกว่าแล้ว และใช้งานทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงการทำภารกิจฝนหลวง และทางกระทรวงมีเครื่องบินรุ่นดังกล่าวที่ยังใช้งานอีก 10 กว่าลำ แต่ไม่สามารถชะลอการใช้งานได้ เนื่องจากมีภารกิจจำนวนมาก   สิ่งที่ทำได้คือ การเตรียมพิจารณาของบประมาณเพื่อขออนุมัติจัดซื้อเครื่องบินของกรมฝนหลวงใหม่ เนื่องจากจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่ประสบภัยพิบัติทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม เครื่องบินของกรมฝนหลวงจะเป็นหลักในการช่วยเหลือประชาชน จึงต้องมีการหารือกับคณะรัฐมนตรีว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะจัดซื้อใหม่ แต่คงไม่ทันในการนำเข้าสู่วาระการประชุมสัปดาห์นี้   ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นำไปเปรียบเทียบกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมที่จัดซื้อบ่อยทุกปีงบประมาณนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ขอให้แยกแยะ ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากมีความจำเป็น ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติงบประมาณจัดซื้อ เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรเป็นหลัก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/F9pKpr-_at8

 1,428
ข่าวภูมิภาค
24 ก.ย. 62

เทรลเลอร์เร่งแซงรถพ่วง เสียหลักข้ามเลนประสานงาเก๋งฝั่งตรงข้าม เจ็บ 2

กาญจนบุรี-กล้องวงจรปิดของร้านจำหน่ายรถยนต์มือสอง ริมถนนสายท่าเรือ-พระแท่น ตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา สามารถบันทึกภาพวินาที ขณะที่รถเทรลเลอร์คันหนึ่งพยายามเร่งความเร็ว เพื่อจะแซงรถพ่วงที่อยู่ด้านหน้า แต่จู่ๆ รถเทรลเลอร์คันดังกล่าว ก็เกิดเสียหลักเซถลาข้ามเลมไปยังถนนฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ รถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ กำลังขับมาในทางตรงและพุ่งชนประสานงาเข้ากับรถเทรลเลอร์อย่างจัง   จนรถเก๋งกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร จากนั้น มีรถยนต์กระบะที่ขับตามหลังรถเก๋งมาอีกคัน เมื่อเห็นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงหน้า ก็รีบเบรกรถสุดแรง เพื่อไม่ให้ชนเข้ากับรถเทรลเลอร์คันดังกล่าวเข้าอีก   จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ส่งผลให้ นายภูธดล วัฒนพรจิรา อายุ 32 ปี และ นางสาววัชราพร แววเกกี อายุ 27 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่มูลนิธิขุนรัตนาวุธ รีบทำการปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองราย ก่อนรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลมะการักษ์ เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน   สอบถาม ชายคนขับรถเทรลเลอร์ เบื้องต้น เล่าเหตุการณ์ว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนขับรถมุ่งหน้ามาจากทางสี่แยกท่าเรือ มุ่งหน้าแยกกำแพงแสน โดยก่อนเกิดเหตุ มีฝนตกลงมาอย่างหนักและเพิ่งจะหยุดตกไปได้ไม่นาน ทำให้ถนนค่อนข้างเปียกและลื่น เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ พบว่ามีรถพ่วงขับอยู่ด้านหน้า ตนจึงพยายามจะเร่งความเร็วแซง แต่เห็นว่ามีรถในฝั่งตรงข้ามขับสวนมา จึงพยายามเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็ว แต่จู่ๆรถก็เกิดเสียหลักข้ามเลนไปยังถนนฝั่งตรงข้าม จนชนเข้ากับรถยนต์เก๋งที่ขับสวนทางมาเข้าอย่างจัง              ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าเรือ กล่าวว่า จะได้นำตัวชายคนขับรถไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรท่าเรือ ก่อนจะดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป   ​ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/MVF6166c85k  

 4,292
อาชญากรรม
24 ก.ย. 62

เทรลเลอร์เร่งแซงรถพ่วง เสียหลักข้ามเลนประสานงาเก๋งฝั่งตรงข้าม เจ็บ 2

กาญจนบุรี-กล้องวงจรปิดของร้านจำหน่ายรถยนต์มือสอง ริมถนนสายท่าเรือ-พระแท่น ตำบลตะคร้ำเอน อำเภอท่ามะกา สามารถบันทึกภาพวินาที ขณะที่รถเทรลเลอร์คันหนึ่งพยายามเร่งความเร็ว เพื่อจะแซงรถพ่วงที่อยู่ด้านหน้า แต่จู่ๆ รถเทรลเลอร์คันดังกล่าว ก็เกิดเสียหลักเซถลาข้ามเลมไปยังถนนฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ รถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า ยาริส สีบรอนซ์ กำลังขับมาในทางตรงและพุ่งชนประสานงาเข้ากับรถเทรลเลอร์อย่างจัง   จนรถเก๋งกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร จากนั้น มีรถยนต์กระบะที่ขับตามหลังรถเก๋งมาอีกคัน เมื่อเห็นมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตรงหน้า ก็รีบเบรกรถสุดแรง เพื่อไม่ให้ชนเข้ากับรถเทรลเลอร์คันดังกล่าวเข้าอีก   จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ส่งผลให้ นายภูธดล วัฒนพรจิรา อายุ 32 ปี และ นางสาววัชราพร แววเกกี อายุ 27 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่มูลนิธิขุนรัตนาวุธ รีบทำการปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองราย ก่อนรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลมะการักษ์ เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน   สอบถาม ชายคนขับรถเทรลเลอร์ เบื้องต้น เล่าเหตุการณ์ว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนขับรถมุ่งหน้ามาจากทางสี่แยกท่าเรือ มุ่งหน้าแยกกำแพงแสน โดยก่อนเกิดเหตุ มีฝนตกลงมาอย่างหนักและเพิ่งจะหยุดตกไปได้ไม่นาน ทำให้ถนนค่อนข้างเปียกและลื่น เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ พบว่ามีรถพ่วงขับอยู่ด้านหน้า ตนจึงพยายามจะเร่งความเร็วแซง แต่เห็นว่ามีรถในฝั่งตรงข้ามขับสวนมา จึงพยายามเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็ว แต่จู่ๆรถก็เกิดเสียหลักข้ามเลนไปยังถนนฝั่งตรงข้าม จนชนเข้ากับรถยนต์เก๋งที่ขับสวนทางมาเข้าอย่างจัง              ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าเรือ กล่าวว่า จะได้นำตัวชายคนขับรถไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรท่าเรือ ก่อนจะดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป   ​ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/MVF6166c85k  

 4,292
ข่าวภูมิภาค
24 ก.ย. 62

ฝนถล่มต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลากท่วมสระแก้ว - กาญจนบุรี

เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำล้นตลิ่งและมีน้ำป่าเข้าท่วม บ้านเรือน ประชาชน ในหลายหมู่บ้านของพื้นที่อ.โคกสูง ชาวบ้านต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เตรียมรับมือปริมาณน้ำที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปริมาณน้ำสูงกว่า 40-50 ซม. ซึ่งถ้ามีฝนตกซ้ำลงมาอีกน้ำก็จะมีปริมาณสูงขึ้นอย่างแน่นอนและไหลแรงมากอีกด้วย และจะไหลลงฝั่งโอบายเจือน ประเทศกัมพูชาต่อไป   ส่วนที่กาญจนบุรี สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมแหล่งท่องเที่ยวดังหลายพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย โดยที่น้ำพุร้อนหินดาด อำเภอทองผาภูมิ น้ำยังคงท่วมบ่อน้ำพุร้อนจมมิด นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ ส่วนที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ภายในอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ ปริมาณน้ำป่าเริ่มลดลงแต่ทางอุทยานยังคงห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำตก คาดว่าหากในช่วง1-2 วันนี้ ไม่มีปริมาณฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Dm2t8IxGEHQ

 4,212
สังคม
24 ก.ย. 62

ฝนถล่มต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลากท่วมสระแก้ว - กาญจนบุรี

เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำล้นตลิ่งและมีน้ำป่าเข้าท่วม บ้านเรือน ประชาชน ในหลายหมู่บ้านของพื้นที่อ.โคกสูง ชาวบ้านต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เตรียมรับมือปริมาณน้ำที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปริมาณน้ำสูงกว่า 40-50 ซม. ซึ่งถ้ามีฝนตกซ้ำลงมาอีกน้ำก็จะมีปริมาณสูงขึ้นอย่างแน่นอนและไหลแรงมากอีกด้วย และจะไหลลงฝั่งโอบายเจือน ประเทศกัมพูชาต่อไป   ส่วนที่กาญจนบุรี สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมแหล่งท่องเที่ยวดังหลายพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย โดยที่น้ำพุร้อนหินดาด อำเภอทองผาภูมิ น้ำยังคงท่วมบ่อน้ำพุร้อนจมมิด นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ ส่วนที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ภายในอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ ปริมาณน้ำป่าเริ่มลดลงแต่ทางอุทยานยังคงห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำตก คาดว่าหากในช่วง1-2 วันนี้ ไม่มีปริมาณฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Dm2t8IxGEHQ

 4,212

Top