ค้นหา :

ผลการค้นหา "ปปช"

การเมือง
04 ม.ค. 61

ป.ป.ช.เตรียมแถลงคืบหน้าคดีนาฬืกาหรู 'บิ๊กป้อม'

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ม.ค.นี้ เวลา 09.30 น. จะมีการแถลงข่าวความคืบหน้าการทำงานของ ป.ป.ช.ในคดีต่างๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจหลายเรื่อง ซึ่งขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเพื่อคัดเลือกมาแถลง อาทิ คดีโรลส์-รอยซ์ หรืออีกหลายคดีที่ประชาชนสนใจ ส่วนกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในเรื่องนาฬิกา หากมีผู้สื่อข่าวถาม ก็จะพยายามตอบว่ามีความคืบหน้าอย่างไรหรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lD6C3FfaHF8  

 6,595
การเมือง
03 ม.ค. 61

ป.ป.ช. เซ็นหนังสือเรียกผู้เกี่ยวข้อง แหวนเพชร-นาฬิกาหรู 'บิ๊กป้อม' ชี้แจงในสัปดาห์หน้า

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงการตรวจสอบทรัพย์สิน ของรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ กรณี นาฬิกา หรู และแหวนเพชร ที่ไม่ได้แจ้งในรายการบัญชีทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. ว่า วันนี้ได้มีการทำหนังสือเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องต่อทรัพย์สินดังกล่าวตามที่มีการชี้แจงในเอกสารของ รองนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูล เบื้องต้นพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายราย ซึ่งมีกำหนดเริ่มเข้ามาชี้แจงในสัปดาห์หน้า    ส่วนการทำงาน ของ ป.ป.ช. ในปี2561 ยืนยันว่าจะเร่งสะสางคดีค้างให้เสร็จสิ้น เพราะกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับใหม่ให้อำนาจมากขึ้นโดยจะปรับการทำงานเน้นทำงานเชิงรุกตามหลักการของกฎหมาย   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 5,488
การเมือง
03 ม.ค. 61

'ศรีสุวรรณ' ยื่น ป.ป.ช.จี้เอาผิด 'บิ๊กตู่' ซื้อหมาบางแก้วเกิน 3 พัน ให้ของขวัญ 2 รมว.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซื้อลูกสุนัขบางแก้ว 3 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยง 1 ตัว และซื้ออีก 2 ตัว มอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในราคาตัวละ 6,000 บาท แต่นายกรัฐมนตรีให้เงินไป 25,000 บาท เนื่องจากต้องการให้เป็นขวัญกำลังใจและเงินขวัญถุงกับผู้เลี้ยง ขณะนำคณะรัฐมนตรีสัญจรไปประชุมที่ จ.พิษณุโลก   โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า การให้หรือรับของขวัญเป็นสุนัขดังกล่าวถือว่าเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 103 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 2543   และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ 2544 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจาก บุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดย อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด” และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ประกาศกำหนดไว้แล้วว่าทรัพย์สินจะมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้   ดังนั้น การกระทำของนายกรัฐมนตรี จึงเข้าข่ายความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวโดยชัดแจ้ง และเพื่อไม่ให้เป็นกรณีที่ผ่านไปโดยกฎหมายไม่มีสภาพบังคับ สมาคมฯจะไปร้องเรียนกับ ป.ป.ช. เพื่อให้วินิจฉัย ตรวจสอบและใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vMVuKZ5rJt8    

 24,226
การเมือง
26 ธ.ค. 60

สนช.ผ่านฉลุย 197 ต่อ 1 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมายลูก ป.ป.ช. ไม่รีเซทสมาชิกที่ขาดคุณสมบัติ

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติด้วยคะแนน 197 ต่อ 1 เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) โดยมีผู้งดออกเสียง 7 คน และไม่ลงคะแนน 1 เสียง   โดยก่อนหน้านี้ เป็นการลงมติรายมาตรา ซึ่งสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ได้ลงมติเห็นชอบในทิศทางเดียวกัน ยกเว้นมาตรา 178 ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญที่กรรมาธิการปรับแก้ให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน อยู่ทำหน้าที่ต่อจนครบวาระ 9 ปี จากเดิมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้อยู่ต่อได้เฉพาะ ป.ป.ช. ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสมาชิก สนช. ส่วนใหญ่ลงมติด้วยคะแนน 157 เสียง แต่มีจำนวน 26 คนลงมติไม่เห็นชอบ และงดออกเสียงจำนวน 29 คน ท่ามกลางเสียงคัดค้านของ สนช.บางส่วน และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มองว่า การปรับแก้ด้วยการยกเว้นไม่ให้นำคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ป.ป.ช. บางเรื่องมาบังคับใช้ อาจสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ   ขณะที่ประเด็นการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับล่าสุด กำหนดให้ผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีอยู่ 8 ประเภท ไม่จำกัดเฉพาะ "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด และนอกจากจะต้องยื่นของตนเองแล้ว ยังจะต้องยื่นของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย โดยที่คู่สมรสดังกล่าวจะรวมถึงผู้ที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยาแม้ไม่ได้จดทะเบียน ส่วนคำนิยามหรือขอบเขตความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาจะเป็นอย่างไรให้ ป.ป.ช.เป็นผู้กำหนด   สำหรับประเด็นซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวางอย่างมาตรา 37/1 ที่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ ป.ป.ช. ล้วงข้อมูลส่วนตัวเชิงลึกของบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเข้าข่ายทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ ทั้งการดักฟังโทรศัพท์ เจาะอีเมล์และตรวจสอบแชทไลน์ นั้น หลังจากอภิปรายกันข้ามวันข้ามคืน ในที่สุดกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ยอมตัดมาตราดังกล่าวออกไป หลังจากสมาชิก สนช. อภิปรายคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่า เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทำลายล้างคู่ต่อสู้ทางการเมือง   ภายหลัง สนช. ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว จะส่งให้ร่างฯ ให้ กรธ. และกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่าจะมีคำโต้แย้งกลับมาหรือไม่ภายใน 10 วัน ก่อนส่งให้ สนช.ลงมติเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yOKGsleg6Pc    

 4,407
การเมือง
22 ธ.ค. 60

กรรมาธิการ ยอมถอย ยกเลิกเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช. ดังฟังโทรศัพท์

        การประชุม สนช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ในวันนี้ ล่าสุดกรรมาธิการเสียงข้างมากยอมถอน เนื้อหาในมาตรา 37/1 ที่ให้อำนาจ ป.ป.ช. สามารถดักฟังเสียงทางโทรศัพท์และตรวจสอบการส่งข้อควาทแชทในโซเชี่ยลมีเดียต่างๆของบุคคลที่ต้องสงสัยว่ากระทำการทุจริตแล้ว หลังจากสมาชิกส่วนใหญ่อภิปรายไม่เห็นด้วย มาตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทำให้การพิจารณาค่อยข้างบานปลาย มีการตอบโต้ไปมา โดยเฉพาะกรรมาธิการฝ่าย ป.ป.ช. ที่ต้องการให้เพิ่มอำนาจส่วนดังกล่าว โดยประธานกรรมการ ป.ป.ช. พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ตั้งข้อสังเกตต่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่าเหตุใดจึงไม่ไว้ใจศาลทุจริตประพฤติมิชอบ ที่จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจต่อการใช้วิธีการล่วงข้อมูลลับดังกล่าว โดยกล่าวว่าสมาชิก สนช. โดย ประธาน สนช. เองก็มาจากตุลาการ และหลายคนก็มาจากครอบครัวตุลาการถ้าไม่ไว้ใจตุลาการ จะไว้ใจใคร             ด้านสมาชิก สนช. ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อย่างนายตวง อัณฑะไชย มองว่าเรื่องนี้ อำนาจในการตัดสินใจเป็นของอธิบดีศาลทุจริตเพียงคนเดียว ไม่ใช่ศาลทั้งองค์คณะ ดังนั้นการให้อำนาจบุคคลคนเดียวจะนำมาสู่การทุจริตอย่างสลับซับซ้อน อีกทั้งจะเป็นปัญหาที่องค์กรอื่นเรียกร้องอย่างมีอำนาจประเภทเดียวกันได้ในอนาคต ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง            หลังจากใช้เวลาโต้เถียงกันประมาณ 1 ชั่วโมง พลตำรวจเอกชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้ ก็ลุกขึ้นตัดสินใจประกาศถอนมาตราดังกล่าวออก เพราะเห็นว่ากำลังเป็นปัญหาบานปลาย และกรรมาธิการประเมินแล้วว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แม้จะมีความจำเป็นอยู่หลายประการ ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ขณะนี้เป็นไปได้ด้วยดี สมาชิกส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยให้ สามี ภรรยา ที่อยู่กินกันแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่านิยามของคำว่าสามีภรรยาที่อยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียน หมายถึงคู่สมรสที่ ออกงานด้วยกันอย่างเปิดเผย และเป็นที่รับรู้กันทางสังคม

 3,554
การเมือง
22 ธ.ค. 60

รองปธ.สนช.ยัน ถกปมร้อนให้อำนาจป.ป.ช.ดักฟัง วันนี้ต้องจบ ฝ่ายหนุนชี้ปัจจุบันป.ป.ช.เป็นแมวไม่ใช่เสือ

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวานนี้ ยังไม่ได้ข้อยุติ สมาชิกถกเถียงกันอย่างมากเรื่องที่กรรมาธิการเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.ในการดักฟังเสียงการพูดคุยโทรศัพท์ของบุคคลที่เข้าข่ายกระทำการทุจริต จนทำให้ประธานสั่งพักการประชุมก็แล้วแต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดได้สั่งปิดการประชุมและพิจารณาต่อเช้าวันนี้   โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวว่าการประชุม สนช. วันนี้ต้องได้ข้อยุติและผ่านวาระ 3 ให้ได้ โดยเมื่อวานได้ให้สมาชิกอภิปรายกันเต็มที่แล้ววันนี้ก็จะควบคุมให้อภิปรายน้อยลงเพื่อจะได้ลงมติในรายมาตรา ก่อนจะลงมติวาระ 3   ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วย กับการเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช. เพราะห่วงว่าจะเกิดการใช้อำนาจไม่เป็นทำและเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ระบุว่า แม้ปัจจุบันไม่มีกฎหมายนี้ ตนก็ยังไม่กล้าใช้โทรศัพท์สื่อสารเรื่องสำคัญ เพราะเกรงการดักฟังซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว และเห็นว่ามาตราดังกล่าวเป็นการทำลายระบบสื่อสารอย่างสิ้นเชิง   เช่นเดียวกับนายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า ตนเองก็เคยถูกดักฟัง และในอดีตมีเหตุการณ์ที่นักการเมืองให้โทรศัพท์รัฐมนตรีใช้เพื่อดักฟังมาแล้ว พร้อมยกตัวอย่างคดีรับจำนำข้าวที่ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ได้ดี ใช้ความรู้ ความสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ โดยไม่ต้องใช้กลไกการดักฟัง   ขณะที่ฝั่งที่เห็นด้วยมองว่าจะทำให้การพิจารณาคดีทุจริตเป็นไปอย่างรวดเร็วและรัดกุมมากขึ้น โดยนางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ได้ขอความเห็นใจเพราะการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่มีข้อจำกัดในการตรวจสอบทุจริต ทำให้ปัจจุบัน ป.ป.ช. เปรียบเสมือนแมว ไม่ใช่เสือ โดยขอให้ สนช.ผ่านมาตราดังกล่าว เพื่อเป็นกลไกตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช. ซึ่งมั่นใจว่า หากได้เครื่องมือนี้มาจะทำให้คดีทุจริตที่ยังค้างอยู่มีความคืบหน้า 

 2,755
การเมือง
22 ธ.ค. 60

สนช. ถกเดือด ร่างกฎหมายให้อำนาจ ปปช. ดักฟัง ยังไม่ได้ข้อยุติ สมาชิกส่วนใหญ่ชี้มีอำนาจมาเกินไป

สนช. ถก ร่างกฎหมาย ปปช. เข้มข้น ยังไม่ได้ข้อยุติ สมาชิกส่วนใหญ่ชี้ ป.ป.ช. มีอำนาจมาเกินไป ไม่มีการถ่วงดุล อดีต ป.ป.ช. วิชาห่วง ป.ป.ช. ถูกทำลายในอนาคต ขณะประธาน กมธ. แจง เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีในชั้นศาล   การประชุม สนช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย ป.ป.ช. จนถึงขณะที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากมีสมาชิกขออภิปรายจำนวนมากโดยเฉพาะประเด็นการเพิ่มอำนาจ ให้ ป.ป.ช. สามารถ ดักฟังเสียงทางโทรศัพท์ และตรวจสอบ การส่งข้อมูลทางระบบคอมพิวเตอร์ หรือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ ของผู้ที่มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริตได้    โดยนับตั้งแต่เปิดประชุมมาตั้งแต่ช่วงเช้าสมาชิกส่วนใหญ่ที่ขออภิปราย ได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อประเด็นนี้จำนวนมากทั้งที่ยังพิจารณาไปไม่ถึงมาตราที่เกี่ยวข้อง ทำให้ที่ประชุมต้องวางกติกาการประชุมกันใหม่เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย โดย ให้สมาชิกรออภิปรายเมื่อพิจารณาถึงมาตราที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในมาตรา 37/1 เท่านั้น   โดยการอภิปรายเรื่องนี้ นายตวง อัณฑะไชย สมาชิก สนช. กล่าวว่าการเพิ่มอำนาจนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 36 ที่กำหนด ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกัน การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทํามิได้   ขณะที่นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมาธิการในสัดส่วนของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือ กรธ. กล่าวว่า ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันพยายามเสนอเพิ่มอำนาจมาแล้วหลายครั้ง มองว่า การเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. ครั้งนี้ ทำให้องค์กร ป.ป.ช. ผิดเพี้ยนไป ไม่มีกลไกถ่วงดุล ที่ผ่านมา กรธ. เพิ่มอำนาจมาเพียงพอแล้ว และถูกต้องตามหลักการแล้วไม่ใช่ให้อำนาจขึ้นมาลอยๆ การแก้ไขครั้งนี้ทำให้กฎหมาย เสียสมดุลไม่สอดคล้องกับการปฏิรูป ถือเป็น กฎหมายลูกเทพมีอำนาจมากเกินไปถึงขั้นล้วงเข้าไป ถึงในมุ้งเพื่อไปตรวจสอบกิ๊กของคนอื่นได้ราวกับต้องส่งคนไปนอนตรวจสอบ   ด้านนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ปปช. ในฐานะกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วย เพราะห่วงว่า จะทำให้ ปปช.ใช้อำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนถูกทำลายลงในอนาคตอย่างหลายๆ ประเทศ โดยมองว่ามาตรานี้ไม่มีความจำเป็นต้องร่างขึ้น เพราะการทำคดี ที่ผ่านมาของตนในการตรวจสอบการทุจริตโครงการจำนำข้าว ข้อมูลต่างๆ ก็ไหลเข้ามาหา ป.ป.ช. เองมีผู้ที่เกี่ยวข้องส่งเข้ามาจำนวนมาก ทำการทำคดีประสบความสำเร็จ   พลตำรวจชัชวาล สุขสมจิตร์ ประธานกรรมาธิการ ชี้แจงว่า การกำหนดเรื่องนี้เพราะเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีความ ในชั้นศาลเท่านั้น เพราะจำเป็นต้องใช้พยานหลักฐานในการต่อสู้ แม้ ป.ป.ช. จะสามารถตรวจสอบจนมีผลชัดเจน แต่ที่ผ่านมาศาลมักถามว่าผลการพิจารณามีที่มาอย่างไร ทำให้ ป.ป.ช. ไม่สามารถอธิบายได้เพราะจะขัดต่อกฎหมายในอดีตที่ปิดกั้นไว้ ป.ป.ช.จึง ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ในการต่อสู้คดีในชั้นศาล ยืนยันว่าการให้ ป.ป.ช.เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล มีขั้นตอน ต้องผ่านคณะกรรมการ ไม่ใช่ คนใดคนหนึ่งตัดสินใจ และ ต้องขออำนาจผ่านศาลอีก จึงจะสามารถทำได้     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/TbQ7SSTFEUc  

 934
การเมือง
20 ธ.ค. 60

หลากเสียงประสาน! ค้านให้อำนาจป.ป.ช. "ดักฟังโทรศัพท์" ชี้ละเมิดสิทธิ์ประชาชน ระวังผลร้ายย้อนกลับ

นักวิชาการรัฐศาสตร์-นักการเมือง-กรธ. และบางส่วนของสนช. ประสานเสียงแสดงความกังวลการเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช.ดักฟังโทรศัพท์เป็นการละเมิดสิทธิ์ประชาชนซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ชี้ไม่ควรให้อำนาจเบ็ดเสร็จในตัวเองเพราะจะเกิดผลร้ายในอนาคต ด้านสนช.สายสนับสนุนมองว่าคำสั่งดักฟังต้องผ่านศาลมาก่อนอยู่แล้ว ไม่ใช่ทำได้ตามอำเภอใจ   ตามที่ในวันพรุ่งนี้ สนช.เตรียมพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กฎหมาย ป.ป.ช. ซึ่งมีบทบัญญัติเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช. ให้สามารถดักฟังโทรศัพท์บุคคลที่ส่อว่าทุจริตได้ รวมถึงมีอำนาจตรวจสอบการส่งข้อความออนไลน์และจดหมายทางไปรษณีย์ เพื่อปราบปรามการทุจริต ซึ่งสมาชิก สนช.เตรียมอภิปรายกันอย่างเต็มที่เนื่องจากสมาชิก สนช. หลายคนมีความเห็นไม่ตรงกันโดยเฉพาะกรณีเพิ่มอำนาจดักฟัง อย่าง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ มองว่าสามารถทำได้เพราะการพิจารณาเรื่องนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากอธิบดีศาลทุจริตและประพฤติมิชอบก่อน ป.ป.ช.ไม่สามารถใช้อำนาจได้ทันที    ขณะที่พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม มองว่าเป็นเรื่องอันตรายเพราะจะเข้าข่ายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แม้ว่าจะผ่านการพิจารณาจากศาล แต่คนที่ปฏิบัติหน้าที่จริงๆไม่ใช่แค่กรรมการ ป.ป.ช. ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับล่างด้วย ดังนั้นถ้าอำนาจไม่ตกอยู่ในมือผู้ไม่เป็นธรรมก็จะเป็นปัญหาได้   นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณีการเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. ดักฟังเสียงโทรศัพท์และตรวจสอบแชทไลน์ต่างๆนั้น ที่ประชุม สนช. พรุ่งนี้ต้องพิจารณากันใหม่ให้รอบคอบเพราะวันข้างหน้าหากไม่มี ป.ป.ช. ชุดนี้จะเป็นอย่างไร อาจจะย้อนกลับมาเล่นงานสมาชิกในสภาเองได้ อีกทั้งเรื่องนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้   ด้านความเห็นจากนักวิชาการและนักการเมือง รศ.ตระกูล มีชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ สนช. พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช. กำหนดเพิ่มอำนาจให้ป.ป.ช. สามารถดักฟังเสียงบุคคลที่ส่อทุจริตได้ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยและให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งส่วนตัวยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์การเขียนกฎหมายลักษณะนี้ เพราะเท่ากับเป็นการให้อำนาจพิเศษที่เกินขอบเขตและเบ็ดเสร็จภายในตัว ทั้งที่เรื่องการเข้าถึงข้อมูลไม่ใช่ปัญหาตั้งแต่ต้น เพราะป.ป.ช.เองก็มีช่องทางในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้ สนช.พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะหากจะคิดว่าอยากจะทำอะไรโดยไม่มีขอบเขตและกลไกรองรับที่ดีพอ ถือเป็นสิ่งที่อันตราย และกลายเป็นเป้าที่ไปละเมิดสิทธิ์ประชาชนซึ่งอาจขัดต่อบทบัญญัติที่ให้ไว้ตามรัฐธรรมนูญ    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข้อเสนอเพิ่มอำนาจป.ป.ช.ดักฟังโทรศัพท์ว่า ที่ต้องทำแบบนี้ต้องระบุว่าความจำเป็นอย่างไร หรือมองภาพรวมถึงผลกระทบว่าจะละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ อีกทั้งต้องกำหนดเงื่อนไขว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ และควรมีการถ่วงดุลอำนาจ อาทิ ขอหมายศาลให้ชัดเจน ซึ่งส่วนตัว ยังไม่เข้าใจว่ามีเหตุผลใดต้องไปดักฟังทางโทรศัพท์ อีกทั้งการกระทำแบบนี้ต้องมีความชัดเจนทางกฎหมายด้วย   นายสามารถ แก้วมีชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความไม่เห็นด้วยที่ สนช. เพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.สามารถดักฟังเสียงโทรศัพท์ นักการเมือง และผู้ที่ส่อว่าทุจริตได้ เนื่องจากปัจจุบัน ป.ป.ช. ก็มีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว โดยตั้งคำถามว่าทำไมอำนาจที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อปราบปรามการทุจริตอีกหรือ เพราะการทำแบบนี้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป ป.ป.ช. ควรเอาเวลาไปตรวจสอบแหวนและนาฬิกาของผู้มีอำนาจบางคนให้ได้ก่อน   ส่วนท่าทีของฝั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับการปรับแก้ร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ครั้งนี้ โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บอกว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้เพราะไปกระทบสิทธิส่วนบุคคล พร้อมเตือนไปยัง สนช.ว่า ระวังอำนาจจะเป็นดาบ 2 คม สุดท้ายผลร้ายมันจะเกิดกับสนช.เอง    ด้านนายวิชา มหาคุณ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหามาแล้วในต่างประเทศ ป.ป.ช. ใช้ข้อมูลลับที่ได้มาแบล็กเมล์หาผลประโยชน์จนข้อมูลรั่วไหล สุดท้ายกรรมการ ป.ป.ช.เองที่จะต้องรับผิดชอบ

 5,475
การเมือง
19 ธ.ค. 60

'มีชัย' กลุ้มใจ 'สนช.' ชงเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. ดักฟังโทรศัพท์ เจาะอีเมล์-แชท ชี้ละเมิดสิทธิ์

'มีชัย' กลุ้มใจ สนช.ชงเพิ่มอำนาจให้ ปปช.ดักฟังโทรศัพท์ เจาะอีเมล์-แชท ชี้ละเมิดสิทธิ์ เตือนกลายเป็นดาบสองคมทิ่มผู้มีอำนาจ- สนช.ในอนาคต   นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เสนอเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดักฟังโทรศัพท์ เจาะอีเมล์ แชทไลน์ ข้อมูลอีเลคทรอนิกส์และไปรษณีย์ของผู้ที่สงสัยว่าทุจริตได้ เพราะเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งหากวางกลไกไม่ดีพอจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นดาบสองคมที่ส่งผลกระทบกับผู้ที่ต้องการมีอำนาจ รวมถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในอนาคต ซึ่ง กรธ.พยายามทักท้วงและชี้ให้เห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น    นอกจากนี้ นายมีชัย ยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า หากพบถึงอุปสรรคก็สามารถทำได้ แม้ว่ากฎหมายจะยังไม่มีการใช้เลยก็ตาม โดยเฉพาะเจตนารมณ์ของการเขียนมาตรา 140 และมาตรา 141 เรื่องการจ่ายเงินทุนประเดิมและค่าสมาชิกพรรค ที่ กรธ.มองเห็นเงื่อนไขที่สมาชิกพรรคสามารถทำได้ แต่หากเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปและจำเป็นต้องแก้ไขก็สามารถเสนอแก้ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลักการของผู้เสนอว่าจะทำอย่างไร เช่นเดียวกับข้อเสนอให้งดเว้นการใช้ระบบไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งช่วงแรก ที่หากเสนอหรือขอยกเว้นด้วยเหตุผลสามารถทำได้ ส่วนจะมีการดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนกรณีที่มีการกล่าวโทษการทำงานของ กรธ. ที่นำมาสู่การแก้ไขกฎหมายในระยะเวลาอันสั้นนั้น นายมีชัย ยืนยันว่า กรธ.สามารถชี้แจงได้ พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีการประกาศมาตรา 44 เพื่อแก้ไขกฎหมายลูกพรรคการเมือง เพราะเป็นเรื่องของ คสช. และฝ่ายความมั่นคง ที่ไม่ได้มีเหตุผลเรื่องความยากแต่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมือง

 5,986
การเมือง
18 ธ.ค. 60

เพจดังแฉก๊อกใหม่ นาฬิกา 'บิ๊กป้อม' แพงเฉียด 2 ล้าน

เฟซบุ๊กเพจ CSI LA โพสต์ภาพนาฬิกาข้อมืออีกเรือนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยสวมใส่ โดยชาวเน็ตได้สังเกตเห็นภาพของรองนายกรัฐมนตรี ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2560 เห็น พล.อ.ประวิตร ใส่นาฬิกา โรเล็กซ์ Cosmograph Daytona Ice Blue Dial Platinum ราคาอยู่ที่ 1.9 – 2.4 ล้านบาท ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงปมการครอบครองทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tb8ODT8XQcA  

 13,243
การเมือง
15 ธ.ค. 60

'ศรีสุวรรณ' จี้ ป.ป.ช. สอบนาฬิหรู 'ประวิตร'เพิ่ม ลั่น"ลำพังรายได้หลังเกษียณ-เงินประจำตำแหน่งไม่น่าพอซื้อนาฬิกาหรู"

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือ ป.ป.ช. ตอกย้ำ ให้ตรวจสอบทรัพย์สินรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเพิ่ม หลังพบข้อมูลผ่านโซเชียลมีนาฬิกาหรู และแหวนเพชร ทรัพย์สินหลายรายการกว่า 10 ล้านบาท ไม่เคยยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อปปช. ขณะที่ป.ป.ช.ยืนยันเร่งตรวจสอบ เบื้องต้นยังไม่ได้รับหนังสือชี้แจงกลับ   นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือ ต่อนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงานป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบทรัพย์สิน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่มเติม หลังจากที่เคยยื่นให้ตรวจสอบ นาฬิกาหรู ริชาดร์ด มิลล์ และ แหวนเพชร ซึ่งพลเอกประวิตร ไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ    ล่าสุดสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้ตรวจสอบ มีข้อมูลทรัพย์สินเพิ่มเติม ที่มีการเผยแพร่ในโซเชียล มูลค่าหลายสิบล้าน เช่น นาฬิกา ริชาร์ดมิลล์ รุ่น RM30 นาฬิกาปาเต๊กซ์ ฟิลลิปส์ และนาฬิกาโรเล็กซ์ และยังมีแหวนทองคำฝังเพชร รุ่นและขนาดต่างๆ เพราะลำพังรายได้หลังเกษียณอายุราชการ และเงินประจำตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มีจำนวนไม่มากพอ ที่จะซื้อนาฬิกายี่ห้อหรูต่างๆ ประกอบกับช่วง 4-5 ปีที่ผ่าน มีเงินเพิ้มในบัญชีกว่า 10 ล้าน เพื่อให้เกิดความชัดเจนกับสังคม ทางป.ป.ช. ควรจะเร่งตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน และพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรจะตัดอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง    ด้านนายสุทธิ กล่าวว่า ป.ป.ช. ไม่ได้นิ่งนอนใจในการตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้ได้ทำหนังสือให้พลเอกประวิตรชี้แจงแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือชี้แจง จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ ว่านาฬิกายืมเพื่อนมา หรือแหวนเพชรเป็นของมารดาจริงหรือไม่ และขอให้สังคมเชื่อมั่นการทำงานของป.ป.ช. ว่าจะทำเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดเจนโดยเร็ว   ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 15,387
การเมือง
14 ธ.ค. 60

เพจดังแฉ 'บิ๊กป้อม' ใส่นาฬิกาเรือนใหม่แพง 4 ล้าน ป.ป.ช.ชี้ตรวจสอบเพิ่มได้อยู่แล้ว

เฟซบุ๊กเพจ CSI LA เผยภาพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ขณะปฏิบัติหน้าที่ในจ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2560 โดยวันนั้น พล.อ.ประวิตร ยังได้ใส่นาฬิกา ริชาร์ด มิลล์ รุ่น RM30 ซึ่งเป็นคนละเรือนกับที่เคยเป็นข่าว โดยนาฬิการุ่นดังกล่าวมีราคาราว 4 ล้านบาท   ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่าถ้ามีประเด็นเพิ่มขึ้นมาก็อยู่ในข่ายที่ ป.ป.ช.จะตรวจสอบเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว เพราะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้ว   อย่างไรก็ตาม ในส่วนนาฬิกาหรูเรือนใหม่นั้น ยังไม่ทราบว่า มีการแจ้งในบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ คงต้องไปตรวจสอบดูบัญชีทรัพย์สินที่ พล.อ.ประวิตร ยื่นมาว่า มีการแจ้งมาหรือไม่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rMorf2X5TW4

 7,687
การเมือง
13 ธ.ค. 60

นายกฯให้กำลังใจ 'ประวิตร' หลังเจอมรสุม เจ้าตัวยังไม่แจง ป.ป.ช.ปม แหวน-นาฬิกา

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีแหวนเพชรและนาฬิกาหรู และยังตกเป็นเป้าถูกโจมตีอีกหลายประเด็นว่า   ส่วนตัวให้กำลังใจตลอดอยู่แล้ว เชื่อว่าพลเอกประวิตรเข้มแข็งพอ เพราะเป็นทหาร ดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว เราไม่ใช่เด็กๆกันแล้ว สื่อก็ลดราวาศอกกันบ้าง กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่ากัน อย่ามองกันในทางที่แย่ไปทั้งหมด ไปดูกฎหมายก่อน ส่วนที่พลเอกประวิตรเจอแต่เรื่องช่วงนี้ เพราะสื่อจ้องอยู่ หลายคนก็จ้องอยู่ และต้องการให้แตกหักกับนายกรัฐมนตรี แต่ตนแข็งแรง ยิ่งไม่มีคนอยู่กับด้วย ตนก็ยิ่งดุกว่าเดิม และจะใช้อำนาจเต็มที่   ขณะที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่ายังไม่ได้ชี้แจงต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนเมื่อถามถึงที่มาของแหวน และนาฬิกา ที่มีกระแสข่าวอ้างว่าเป็นของมารดา และเพื่อนนั้น   พลเอกประวิตรกล่าวเพียงสั้นๆว่ายังไม่รู้ ส่วนที่ในโซเชียลได้มีการรวมกลุ่มลงชื่อ กดดันให้ตนเองลาออกจาก ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อรับผิดชอบต่อกรณีการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมยนั้น พลเอกประวิตรระบุสั้นๆว่าก็ว่ากันไป หลังจากนั้นก็ไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวใดๆพร้อมฝ่าวงล้อมนักข่าวขึ้นรถยนต์ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BfyOvmnE1hk

 20,104
การเมือง
12 ธ.ค. 60

'ประวิตร' ระบุยังไม่ได้ชี้แจง ป.ป.ช. ปมนาฬิกาหรู-แหวนเพชร

ประวิตร บอกยังไม่ได้ชี้แจง ปมทรัพย์สิน ต่อ ป.ป.ช. ส่วนกระแสข่าว นาฬิกาของเพื่อน แหวนเพชรของแม่นั้น บอกไม่รู้ ส่วนที่โซเชียลล่ารายชื่อกดดันลาออก บอก ก็ว่ากันไป ก่อนฝ่านักข่าวขึ้นรถ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย   พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่ายังไม่ได้ชี้แจงต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนเมื่อถามถึงที่มาของแหวน และนาฬิกา ที่มีกระแสข่าวอ้างว่าเป็นของมารดา และเพื่อนนั้น พลเอกประวิตรกล่าวเพียงสั้นสั้นว่ายังไม่รู้    ส่วนที่ในโซเชียลได้มีการรวมกลุ่มลงชื่อ กดดันให้ตนเองลาออกจาก ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อรับผิดชอบต่อกรณีการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมยนั้น พลเอกประวิตรระบุสั้นสั้นว่าก็ว่ากันไป หลังจากนั้นก็ไม่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวใดใดพร้อมฝ่าวงล้อมนักข่าวขึ้นรถยนต์ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 6,731
การเมือง
12 ธ.ค. 60

'บิ๊กป้อม' ไม่รู้ใครปูดกระแส 'แหวนมารดา-นาฬิกาเพื่อน' ยันยังไม่ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุไม่ทราบที่มาของข้อมูลที่ถูกส่งผ่านในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีแจ้งว่า แหวนเป็นของมารดาและนาฬิกาเป็นของที่ยืมเพื่อนมาใส่ อีกทั้งยังไม่ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช. ซึ่งหากได้รับก็จะรีบดำเนินการตามขั้นตอนของการตรวจสอบ   นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่าไม่ขอพูดอะไรมาก เนื่องจากทุกอย่างอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบ ขอให้ป.ป.ช.ได้ทำงานก่อน ปล่อยให้กระบวนการมันเดินไป อย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรกันมากนัก ขอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายปฏิบัติการที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบและวิธีปฏิบัติ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nq-KwKIuImg

 10,875

Top