ค้นหา :

ผลการค้นหา "ปปช"

การเมือง
23 ส.ค. 62

77 ส.ส.ยังขอเลื่อนยื่นบัญชีทรัพย์สิน 'ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ-ปารีณา-มงคลกิตต์'

นายพงศ์เอก วิจิตรกูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ส.ส. 414 ราย มี 77 ราย ขอขยายเวลาออกไป 30 วัน มีอีก 10 รายที่ยังไม่ยื่นอาจอยู่ระหว่างการยื่นต่อ ป.ป.ช.จังหวัดแล้วยังไม่ได้ส่งมาส่วนกลาง ยังไม่ถือว่ามีความผิด   ทั้งนี้มี ส.ส.ขอขยายเวลายื่น อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ เป็นต้น          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/tAwFgw4EHl8

 3,165
การเมือง
23 ส.ค. 62

ส.ส.ปทุมฯ จนสุดมีเงินในบัญชีแค่ 5 พัน รถยืมเพื่อน - 'รังสิมันต์ โรม' มีหนี้ กยศ.

จากการที่ ป.ป.ช.เปิดโผบัญชีทรัพย์สิน 414 ส.ส. พบข้อมูลว่า ส.ส.ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ นายพิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,064 บาท เป็นเงินฝากธนาคาร แจ้งว่า อาศัยอยู่บ้านแม่ย่านคลองหลวง ใช้รถยนต์ที่ยืมเพื่อน   นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สิน 222,623 บาท มีหนี้เงินกู้ กยศ. ส่วนนางศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่พรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สิน 950,000 บาท หนี้สิน 727,415 บาท ส่วนใหญ่หนี้สินเป็นเงินกู้ธนาคาร ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีทรัพย์สิน ทั้งสิ้น 8,189,114,10บาท ไม่มีหนี้สิน   ด้านนายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ ส.ส.ภูมิใจไทย  มีหนี้สินมากที่สุด 11,138,404,713 บาท มีทรัพย์สินเพียง 99,662,809 บาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเงินกู้จากสถาบันการเงิน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/cwbpH5U1lEg

 11,097
การเมือง
23 ส.ค. 62

'วิษณุ' บอก นักการเมืองยืมรถเพื่อน ไม่ต้องแจ้ง ป.ป.ช. ปัดตอบ กรณี ส.ส.จนผิดปกติ

วิษณุ ไม่ตอบ ต้องสอบเพิ่มหรือไม่ ส.ส.จนผิดปกติ มีเงินเพียง 5 พันบาท ยืนยัน ยืมรถเพื่อน ไม่ต้องเเจ้งบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สิน เพราะระเบียบ ป.ป.ช.ระบุชัดเจน ขอยืมทรัพย์คงรูป ไม่ต้องเเจ้ง   วันที่ 23 ส.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการเเจ้งบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สิน ของ ส.ส.ที่ นายพิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย จนสุด มีเงินฝากเพียง 5 พันบาท โดยไม่มีทรัพย์สินอื่น เเละยืมรถเพื่อนใช้โดยไม่เเจ้งบัญชี สามารถทำได้ เพราะระเบียบของ ป.ป.ช. ระบุไว้ชัดเจนว่าการขอยืมใช้คงรูป เเละการใช้สิ้นเปลืองเเตกต่างกันยืมอะไรก็ต้องคืนเเบบนั้น    พร้อมยกตัวอย่างการใช้สิ้นเปลือง เช่นการยืมเงินที่จะต้องคืน จึงต้องเเจ้งบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สินกับ ป.ป.ช. ส่วนการมีเงินเพียง 5 พันบาท ผิดปกติหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่ตัวเอง       ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน 415 ส.ส. เผย 'นาที' รวยสุด ส่วน 'ธนาธร-ปิยบุตร' ขอเลื่อน  

 9,679
การเมือง
22 ส.ค. 62

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน 415 ส.ส. เผย 'นาที' รวยสุด ส่วน 'ธนาธร-ปิยบุตร' ขอเลื่อน

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน 415 ส.ส. นาที รวยสุด 4 พันล้าน, วีระศักดิ์ หนี้มากสุดหมื่นล้าน ด้าน ประธานสภา 8 ล้าน ไร้หนี้สิน, ธรรมนัส ยื่นพร้อมเมีย 2 คน ส่วน ธนาธร-ปิยบุตร ขอเลื่อน วันที่ 22 ส.ค. สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม จำนวน414คน ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เสร็จสิ้นแล้วกรณีเข้ารับตำแหน่ง และ 1 คน กรณีพ้นจากตำแหน่ง   โดยผู้มีทรัพย์สินมากที่สุดคือ นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จำนวน 4,674,631,83 บาท แบ่งเป็นของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะสามี จำนวน 4,603,035,225 บาท ทรัพย์สิน   (ปัจจุบัน นางนาที อยู่ระหว่างอุทธรณ์คดีกรณีถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษามีความผิดฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเป็น ส.ส.ปี2554)    ขณะที่ นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ ส.ส.ภูมิใจไทย  มีหนี้สินมากที่สุด 11,138,404,713 บาท มีทรัพย์สินเพียง 99,662,809 บาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเงินกู้จากสถาบันการเงิน   ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ส.ส. พรรคภูมิไทย มีทรัพย์สิน 4,248,828,812 บาท อาทิ  รถยนต์หรู และเครื่องบิน 3 ลำ   นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ส.ส. พลังประชารัฐ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 2,198,328,980 บาท    นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 2,115,587,449 บาท   คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 1,787,576,764 บาท   นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ส.ส. พรรคชาติพัฒนา มีทรัพย์สิน 1,190,927,937 บาท    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ และคู่สมรส (นางอริสรา พรหมเผ่า) แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 859,316,182 บาท โดยแจ้งว่ามีรายได้ 3,263,500 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเฉลี่ยต่อเดือน กว่า 3,000,000 บาท    นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัสยังได้ยื่นบัญชีแสดงบัญชีและหนี้สินของ น.ส.ธนพร ศรีวิราช อดีตคู่สมรส ในสถานะเป็นคู่สมรส โดยมีทรัพย์สิน 63,684,291 บาท ด้วย   ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา มีทรัพย์สิน 758,426,485 บาท ไม่มีหนี้สินมี นาฬิกาข้อมือหรู จำนวน 57 เรือน ทองคำแท่ง กระเป๋าแบรนด์เนม 63 ใบ เป็นต้น   ด้าน นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.อนาคตใหม่ มีทรัพย์สิน 222,623.40บาท มีหนี้สิน 202,360 บาท เป็นหนี้ กยศ. 196,309.35 บาท    ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีทรัพย์สิน ทั้งสิ้น 8,189,114,10บาท ไม่มีหนี้สิน   ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมและยื่นพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 โดยยื่นบัญชีพร้อมคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 116,906,150.44 บาท    สำหรับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้ ส่วนที่เหลืออีก 77 ราย มีการขอขยายเวลาในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, นายปิยะบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์   ส่วนอีก 10 รายยังไม่มีการติดต่อเข้ามายัง ป.ป.ช. แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้สำนักงานป.ป.ช. ต้องติดต่อไปยัง ส.ส.ที่ยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อสอบถามอีกครั้ง อาจเพราะเข้าใจว่าบางคนเป็น ส.ส.ใหม่จึงไม่เข้าใจว่าต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน  

 14,056
การเมือง
20 ส.ค. 62

‘ศรีสุวรรณ’ จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบ ส.ส.พปชร. กร่าง ขัด รธน-ฝ่าฝืนจริยธรรม อย่าอ้างว่าทำเพื่อชาติ

วันที่ 20 ส.ค. 62 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ปะทะคารมกันกับรองผู้กำกับฯ สภ.กระรน จ.ภูเก็ต ตามคลิปดังที่แชร์กันสนั่นในโซเชียลมีเดียอย่ามากมายเมื่อวันที่ 18 ส.ค.62 ที่ผ่านมา   เนื้อหาในคลิป ท่านรองผู้กำกับฯ ตอบข้อกฏหมายได้ถูกต้องแล้ว กรณีการก่อสร้างอาคารที่ไม่ถูกต้อง เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ถ้าไม่รื้อถอนก็มีมาตราการบังคับอยู่แล้วคือ ต้องไปจ่ายค่าปรับต่อศาลเป็นรายวัน หรือ นายกเทศมนตรีฯ จะนำกำลังไปรื้อถอน โดยเจ้าของอาคารต้องจ่ายค่ารื้อถอนแบบเดียวกับที่ทำที่รีสอร์ทภูทับเบิก หรือหลายๆ ที่เมื่อรองผู้กำกับตอบไปคงสร้างความไม่พอใจให้กับ ส.ส.ด้วยคงเสียหน้า ที่พูดกฏหมายผิดจะให้ไปตำรวจไปจับอ้างเป็นความผิดซึ่งหน้า เมื่อเสียหน้าจึงหาว่าตำรวจไม่มาดูแลอารักขารักษาความปลอดภัยท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ    ทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ตำรวจตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม.6(1) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ตำรวจมีอำนาจหน้าที่ คือ รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะเท่านั้น ไม่มีข้อความไหนที่บัญญัติให้มาทำหน้าที่อารักขา สส. ผู้ใดด้วยได้   แต่หาก ส.ส. คิดว่าการไปทำงานแล้วไม่ปลอดภัย ถูกขู่ฆ่าหรือเป็นพยานในคดีอาญา ก็สามารถขอความคุ้มครองได้ตามระเบียบ สตช.ว่าด้วยการกำหนดแนวทางปฏิบัติคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.2548 แต่ถ้าไม่เป็นและคิดว่าไม่ปลอดภัย ต้องการตำรวจอารักขาก็ยังสามารถยื่นคำร้องต่อผู้บัญชาการภาคต่างๆ หรือสันติบาล ขอกำลังตำรวจอารักขาได้ ผบช.จะพิจารณาเหตุผลส่งตำรวจชั้นประทวนไปอารักขาไม่เกิน 2 คน ตามคำสั่ง สตช.ที่ 38 /2548 เรื่อง การให้ความคุ้มครองบุคคล    อย่าอ้างว่า ส.ส.มาทำเพื่อชาติ คนอื่นเขาก็ทำเพื่อชาติเช่นกัน ชาวนา ชาวไร่ พ่อค้า นักธุรกิจ ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากมายเขาทำเพื่อชาติเช่นกัน เขาไม่เห็นเรียกร้องให้ตำรวจตั้งขบวนดูแลตอนไปทำภารกิจของเขาเลย เพราะหากตามใจ ส.ส. มากเกินไปตำรวจก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ตาม ม.79(1) ชอง พรบ.ตำรวจ 2547 ได้   แต่การแสดงออกและหรือการกระทำของ ส.ส.ดังกล่าวที่เรียกร้องให้ตำรวจต้องมาดูแลอารักขารักษาความปลอดภัยนั้น ถูกสังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก และส่อที่จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ม.185 และอาจเข้าข่ายการรับประโยชน์อื่นใดในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ และอาจเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นข้อห้ามในมาตรฐานทางจริยธรรมโดยชัดแจ้งได้   ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนและมีความเห็นในเรื่องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ป.ป.ช.ต่อไปในวันพุธที่ 21 ส.ค.62 เวลา 10.00 น. ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 19 ส.ค.62 ‘สิระ’ ปะทะ ตำรวจ สภ.กะรน ไม่มี จนท.มาดูแล ขณะ ส.ส.ลงพื้นที่    

 2,756
การเมือง
16 ส.ค. 62

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ส.ว. 'พิกุลแก้ว' รวยสุด 2 พันกว่าล้าน 'ไพโรจน์' มีน้อยสุด ทำนามีมอเตอร์ไซค์แค่ 3 คัน

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภา 128 คน กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 พ.ค.62 ที่น่าสนใจ อาทิ     นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ มีทรัพย์สิน 2,542,726,475 บาทถือเป็น ส.ว.รวยที่สุด ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นพวกเงินลงทุน 1,448 ล้านบาท เงินให้กู้ยืม 245 ล้านบาท ที่ดิน 200 ล้านบาท     นายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตสามี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มีทรัพย์สิน 1,774,334,576 บาท แจ้งว่าได้เปิดบัญชีธนาคารร่วมกับ น.ส.ปารีณาเพื่อโอนเงินให้บุตรชายเดือนละ 250,000 บาทตั้งแต่ปี 2557     ส่วน ส.ว.ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือนายไพโรจน์ พ่วงทอง มีทรัพย์สิน 2,362,289 บาท และมีหนี้สิน 440,000 บาท แจ้งว่ามีรายได้จากการทำเกษตรกรรม ทำนาปีละ 283,500 บาทเท่านั้น มียานพาหนะเป็นมอเตอร์ไซค์ 3 คัน รวม 20,000 บาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2yEqLr3uDpY

 3,638
การเมือง
08 ส.ค. 62

ป.ป.ช.ชี้มูล ขรก.ระดับสูงของ ป.ป.ช.เอง ซุกทรัพย์สิน 260 ล้าน

ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำคนหนึ่งใน ป.ป.ช.กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ   สืบเนื่องมาจากกรณีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนการทุจริตคดีการทุจริตปาล์มน้ำมันอินโดนีเซีย ที่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตั้งบริษัท พีทีที.กรีนเอเนอร์ยี่ จำกัด ลงทุนโครงการปลูกปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซียโดยไม่โปร่งใส มีการจ่ายค่านายหน้าที่ดินแพงเกินจริงโดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. รู้เห็น และโอนเงินเข้าบัญชีคนไทยหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ   มีรายงานว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีพบว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีภรรยาของผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำของ ป.ป.ช.ที่เป็นญาติผู้บริหาร ปตท. ทำให้ปปง.ส่งหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารระดับสูง ป.ป.ช.คนดังกล่าว   พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนผู้บริหารระดับสูง ป.ป.ช.คนดังกล่าวเพื่อขยายผลคดี และพบความผิดปกติในการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯของคู่สมรสผู้บริหารคนดังกล่าวว่าไม่ได้แจ้งทรัพย์สินมูลค่ากว่า 260 ล้านบาท เป็นเงินในบัญชีทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศด้วย ในที่สุดจึงมีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการประจำของ ป.ป.ช.ดังกล่าว จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินฯอันเป็นเท็จ ให้ส่งสำนวนไปยังอัยการดำเนินการต่อไป   ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกรณีดังกล่าวไปยัง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.แต่ไม่รับสาย เช่นเดียวกับนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.ไม่รับสายเช่นกัน แต่ส่งข้อความตอบกลับมาว่า ขอโทษด้วย ยังไม่สะดวกคุยตอนนี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NVrLFXjlClk

 1,895
การเมือง
07 ส.ค. 62

มติ ป.ป.ช. ชี้มูล 'สุเทพ' พร้อมพวก ทุจริตสร้างโรงพักทดแทน-แฟลตตำรวจ

ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในฐานะผู้เห็นชอบและอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2552 และ ชี้มูล บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้ชนะการประมูล มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ   โดยคดีนี้ เป็นผลมาจากการก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา เนื่องจากพลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ รักษาการแทน ผบ.ตร.ขณะนั้น ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้าง จากรูปแบบจัดจ้างโดยส่วนกลางแต่ให้แยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ทั้ง 9ภาค เป็น รูปแบบกระจายการจัดซื้อจัดจ้างไปตามตำรวจภูธรภาคและตำรวจภูธรจังหวัดแทน   โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อนุมัติ ซึ่งไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และมีบริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล ด้วยการเสนอราคารับเหมาก่อสร้างต่ำสุด ที่ 5,848 ล้านบาท ซึ่งไปลดสเป็กวัสดุให้มีราคาถูกต่ำกว่าท้องตลาดเพื่อเอาเปรียบผู้ประมูลรายอื่น และไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาแม้ มีการขยายระยะเวลามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้   สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสียหาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด บริษัทที่ชนะการประมูล ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน จำนวน 1,728,629,606 บาท   ในคดีนี้ ป.ป.ช. ยังมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิด 1.พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ รักษาการแทน ผบ.ตร.ขณะนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง   2.พลตำรวจตรี สัจจะ คชหิรัญ และพันตำรวจโท สุริยา แจ้งสุวรรณ์ คณะกรรมการประกวดราคา ซึ่งมีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงด้วย   3.พันตำรวจเอก จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ พันตำรวจเอก สุทธี โสตถิทัต พันตำรวจเอก พิชัย พิมลสินธุ์ พันตำรวจเอก ณัฐเดช พงศ์วรินทร์ และพันตำรวจเอก ณัฐชัย บุญทวี คณะกรรมการประกวดราคา ซึ่งมีมูลความผิด ทางวินัยแต่ไม่ร้ายแรง   สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอื่น ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว พลตำรวจโท ธีรยุทธ กิติวัฒน์ และพลตำรวจโท สุพร พันธุ์เสือ ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542   นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ กับพวกทุจริตโครง การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต)ของ สตช.163 หลัง เป็นเหตุให้ สตช.เสียหาย 3,994 ล้านบาท กระทำผิดคล้ายกับคดีโรงพักทดแทน นอกจากนี้ระหว่างการก่อสร้าง พ.ต.ท.คมกริบ นุตาลัย คณะกรรมการตรวจการจ้าง เรียกรับเงินจากผู้รับจ้างแลกกับการช่วยเหลือการตรวจการจ้างเป็นเงิน 60,000 บาท และ ด.ต.สายัณ อบเชย ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ผลประโยชน์ที่มิควรได้   ดังนั้นจึงชี้มูลความผิดนายสุเทพ และคณะกรรมการประกวดราคาทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ส่วน ด.ต.สายัณ อบเชย มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง โดยในส่วนของ ด.ต.สายัณที่เรียกรับเงิน 91 ล้านบาทนั้น จะขยายผลต่อไปว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/60H7T7olmx8

 2,531
การเมือง
07 ส.ค. 62

ป.ป.ช.ฟัน 'วิรัช-ทัศนียา' พร้อมพวกรวม 24 ราย ทุจริตสร้างสนามฟุตซอล โคราช

ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ และพวกรวม 24 คน กรณีการจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างสนามฟุตซอล ในพื้นที่เขต 2 จ.นครราชสีมา จากการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2555 หรืองบแปรญัตติ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.นครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อไทย   โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มเอกชน มีพฤติการณ์ร่วมกันทุจริตเชิงนโยบาย สนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันกระทำความผิดอย่างเป็นกระบวนการ มีการเข้าไปครอบงำบงการการใช้จ่ายงบประมาณ โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เพิ่มเติมงบประมาณ 7,000 ล้านบาท   โดยไม่มีรายละเอียด เปิดโอกาสให้นายวิรัชกับพวกเข้าไปแทรกแซงการใช้จ่ายงบประมาณตามความต้องการ กำหนดคุณลักษณะร่างทีโออาร์ในลักษณะกีดกันผู้ค้ารายอื่นมิให้ร่วมในการเสนอราคา และภายหลังส่งมอบงานให้โรงเรียนต่างๆ ปรากฏว่าแผ่นยางสังเคราะห์ที่กำหนดใน TOR เกิดการโก่งงอ และเมื่อเกิดความเสียหาย ผอ.โรงเรียนต่างๆมิได้เรียกผู้รับจ้างเข้ามาแก้ไข ยึดหลักประกันสัญญาบรรเทาความเสียหาย   โดย ป.ป.ช.พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียง ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหา 24 ราย ประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 ราย ได้แก่นายวิรัช นางทัศนียา รัตนเศรษฐ และนางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ กลุ่มข้าราชการ 11 ราย อาทิ นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายรังสรรค์ มณีเล็ก ผอ.สำนักนโยบายและแผน สพฐ. และกลุ่มเอกชน 10 ราย โดยจะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีในวันที่ 7 ส.ค. สำหรับการทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอลที่เหลืออีก 6 เขต 50 โรงเรียน อยู่ระหว่างดำเนินการ   ทั้งนี้นายวิรัชขู่จะฟ้อง ป.ป.ช.ฐานประพฤติมิชอบ เพราะใช้หลักฐานแค่เอกสารชิ้นเดียวในการเอาผิดนั้น แต่ทาง ป.ป.ช.มั่นใจในการทำงาน ใครจะฟ้องคงห้ามไม่ได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZAUmUOrZdvQ

 1,535
การเมือง
06 ส.ค. 62

‘วิรัช’ โวย ป.ป.ช. ใช้หลักฐานเลื่อนลอย ชี้มูลผิดคดีทุจริตสนามฟุตซอล

วันที่ 6 ส.ค. 62 ที่รัฐสภา เกียกกาย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ แถลงชี้แจงกรณี ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีการทุจริตสนามฟุตซอลว่า ได้ยื่นหนังสือทักท้วงต่อ ป.ป.ช. ไปแล้วหลังจากถูกชี้มูลความผิด เพราะหลักฐานสำคัญที่ ป.ป.ช.นำมาดำเนินคดีกับตนเป็นเพียงใบบัญชีคุมยอดรายการแปรญัตติเพิ่มปี2555 ที่ระบุเพียงว่า พรรคเพื่อไทยได้รับงประมาณ 2,588,420,000บาท และมีพรรคการเมืองที่ได้รับงบแปรญัตติดังกล่าวด้วยอาทิ พรรคชาติพัฒนา 140 ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ 925 ล้านบาท พรรคภูมิใจไทย และยังระบุว่าตนได้รับงบแปรญัตติดังกล่าว 300 ล้านบาท    นายวิรัชกล่าวว่า แต่จากที่ดูในเอกสารนี้พบว่าเป็นเพียงเอกสารลอยๆ ไม่มีการระบุที่มา และไม่มีการเซ็นชื่อรับรองว่าเป็นเอกสารจากหน่วยงานใด แค่มีชื่อตนเข้าไปปรากฏอยู่ก็ถูกนำไปชี้มูลความผิดแล้ว    “ผมขอยืนยันว่าไม่เคยได้รับงบแปรญัตตินี้เลย ป.ป.ช.เคยทำหนังสือสอบถามไปยังกมธ.พิจารณางบปี 2555 หรือเปล่าว่าได้จัดสรรงบแปรญัตตินี้ให้พรรคการเมืองต่างๆ และตัวผมหรือไม่ และได้ทำหนังสือไปสอบถามพรรคการเมืองที่มีรายชื่อในเอกสารหรือยังว่า ได้รับงบแปรญัตติจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ป.ป.ช. เรียกผมไปชี้แจงเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วก็มีมติออกมาเลย”   ด้านนายทศพล เพ็งส้ม ทีมทนายความคดีทุจริตสนามฟุตซอลของนายวิรัช กล่าวว่า ทีมกฎหมายเตรียมฟ้องดำเนินคดีเอาผิดกับ ป.ป.ช.ตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายพิจารณาคดีอาญา และมาตรา172 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบปรามการทุจริต เนื่องจากเห็นว่า หลักฐานเรื่องการแปรญัตติงบที่ป.ป.ช.นำมาใช้เอาผิดนายวิรัชไม่ได้สอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ เป็นเอกสารลอยๆที่ไม่มีใครกล้าเซ็นรับรอง แต่กลับนำมาใช้เอาผิด รวมทั้งไม่เคยไปสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ได้มีการแปรญัตติงบไปให้หรือได้รับงบแปรญัตติจริงหรือไม่   “ในเอกสารในสำนวนของป.ป.ช.ระบุชัดว่าพรรคเพื่อไทยได้รับวงเงิน2.5 กว่าพันล้าน จึงขอให้ปปช.ทำหนังสือไปถึงพรรคการเมืองเพื่อถามว่าได้งบตัวนี้หรือเปล่า และถามสำนักงบประมาณว่าใครเป็นคนทำได้มาอย่างไร และถ้ามีการดำเนินคดีกับนายวิรัชจริงเท่ากับว่าพรรคการเมืองทุกพรรคมีความผิดจริงตามพรบ.พรรคการเมืองม.72 ซึ่งต้องยุบพรรค ดังนั้นป.ป.ช.ต้องทำเรื่องส่งไปยังกกต. ถ้าไม่ทำเท่ากับละเว้นหน้าที่ ทางเราก็ต้องดำเนินคดี”  

 933
การเมือง
30 ก.ค. 62

นายกฯ พร้อมยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินตาม กม.

นายกรัฐมนตรี ระบุพร้อมยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมาย วันที่ 30 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หลังกฎหมายใหม่เปิดช่องให้นายกฯ และรัฐมนตรีชุดเก่าที่พ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 30 วัน ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย หากให้ยื่นตนก็ต้องยื่นอยู่แล้ว

 1,527
การเมือง
25 ก.ค. 62

'สุเทพ' พร้อมสู้คดีโรงพักร้าง ลั่นมีศักดิ์ศรีพอ ไม่ต้องไปเลียขอความช่วยเหลือ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึงกรณี มีรายงานข่าวระบุว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติชี้มูลความผิดและ ผู้เกี่ยวข้อง 2 คน กรณี การก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่งว่า   ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช. ว่าชี้มูลเรื่องอะไรทราบเพียงแต่ข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตนถูกหยิบยกมาโจมตีทางการเมืองและ ป.ป.ช. ก็ใช้เวลาทำคดียาวนานถึง 5 ปีเศษ และเมื่อ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล ก็จะใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงในศาล   นายสุเทพ ยังเปิดเผยว่าเคยมีคนแนะนำให้ตนเองไปวิงวอนขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจ เกี่ยวกับคดี แต่ตนเอง ทำงานการเมืองมานานมีศักดิ์ศรีมากพอ ไม่ใช่สุนัขที่จะไปขอความเมตตาจากคนที่มีอำนาจ โดยจะขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการสู้คดีตามกระบวนการ   เชื่อว่าอีกไม่นานความจริงก็จะปรากฏ ทั้งนี้ขอให้ สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีนี้ เพราะ ข้อมูลบางอย่างยังมีความคาดเคลื่อนตัวและแหล่งที่มายังไม่ชัดเจน ซึ่งตนอาจจะใช้สิทธิ์เพื่อปกป้องตนเอง หากมีการเสนอข้อมูลที่บิดเบือน   นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวว่า ตามขั้นตอนหลังจาก ป.ป.ช.ชี้มูลคดีนี้แล้ว เมื่อพิจารณาห้วงเวลาในการดำเนินคดีจะอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กรที่จะได้ อสส.คนใหม่   จึงขอฝากเรื่องนี้ไปยัง อสส.คนใหม่ ที่คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เพิ่งได้มีมติผ่านความเห็นชอบบุคคลซึ่งมาจากตำแหน่งเดิมคืออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพราะเคยมีข้อกังขาและข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาคดีกบฏ กปปส. และคดีอื่นๆ ในคดีพิเศษหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคดีวัดพระธรรมกาย หรือคดีฟอกเงินของฝ่ายการเมือง โดยจะติดตามต่อว่า อสส.คนนี้จะมีความเป็นกลางหรือไม่อย่างไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ClR7s5KRtDk

 985
สังคม-อาชญากรรม
24 ก.ค. 62

‘ชูวิทย์’ โพสต์ ‘โรงพักร้าง’ ค่าโง่ของคนไทย (อีกแล้ว)? เชื่อ หากไม่ตายก่อน ต้องได้เห็นคนติดคุก

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ   กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง วงเงิน 5,800 ล้านบาท หลัง ปปช.ไต่สวนพบนายสุเทพ สั่งเปลี่ยนวิธีการประมูลจากวิธีแยกสัญญารายภาค เป็นการรวมศูนย์ประมูลเป็นแห่งเดียวเมื่อปี 52 ทั้งที่ถูก ครม.ทักท้วง ให้หารือกับสภาพัฒน์และสำนักงบประมาณก่อน แต่นายสุเทพไม่ดำเนินการ   ล่าสุดวันที่ 24 ก.ค. 62 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพตส์ภาพพร้อมข้อความถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า   “โรงพักร้าง” ค่าโง่ของคนไทย (อีกแล้ว)?   ผมจำเป็นต้องพูด เพราะเป็นคนเปิดประเด็นนี้ตั้งแต่แรก สังคมคงจำได้เมื่อสมัยเป็นฝ่ายค้านเกือบ 10 ปีก่อน เรื่องยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผม   คนเป็น ส.ส. คือ “ผู้แทน” มีหน้าที่อย่างเดียว คือ การพูดให้สาธารณชนรับรู้ เพื่อให้ฝ่ายบริหารไปแก้ไข หากไม่พูด หรือไม่กล้าพูด ก็ไม่รู้จะมีผู้แทนไปทำไม?   ประเทศไทยมี “ค่าโง่” สารพัด ที่เกิดขึ้นทุกยุค ทุกสมัย ทั้งค่าโง่โฮปเวลล์ ค่าโง่คลองด่าน ค่าโง่รถดับเพลิง และค่าโง่อื่นๆ อีกมากมาย เงินค่าโง่นั้น คือ ภาษีอากรที่รีดมาจากคนกินเงินเดือน ผู้ทำมาค้าขาย ธุรกิจเอกชนทุกประเภท นึกๆ แล้ว หากรัฐบาลนำเงินไปใช้เป็น “ค่าฉลาด” คนไทยทุกคนคงยกมือสาธุ ภาคภูมิใจที่ได้เสียภาษี แต่น่าสงสาร ที่รัฐบาลมักเอาไปเสียค่าโง่ให้คนบางคน กลุ่มบางกลุ่ม โดยที่คนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้สักกระผีกซีกเสี้ยวเดียว   โง่ครั้งแรก อาจเป็น “ประสบการณ์” แต่ถ้ายังโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเรียกว่า “โง่ดักดาน” ไม่มีทางแก้ไข ยกเว้นว่าจะปล่อยให้ตายไปพร้อมกับความโง่   “โครงการโรงพักทดแทน 396 แห่ง” ขณะที่ผมอภิปรายเรื่องนี้ไปกระทบชิ่งถึง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ประเด็นง่ายๆ ที่อยากให้ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจในเรื่องนี้ คือ   1. การสร้างโรงพักตามต่างจังหวัด ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬาร หรือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องใช้เทคโนโลยีสลับซับซ้อนแต่อย่างใด เป็นเพียงตึกคอนกรีต 2-4 ชั้นธรรมดา ผู้รับเหมาที่ไหนก็สร้างได้ แต่ที่เป็นปัญหาคือ “สร้าง 396 แห่ง ทั่วประเทศพร้อมๆ กัน”   เพราะตามประสาผู้รับเหมา ต้องหาผู้รับเหมาช่วงในท้องถิ่นนั้นๆ ไปดำเนินการก่อสร้าง จะให้ผู้รับเหมาเจ้าเดียวไปทำทุกที่ เหนือ ใต้ ออก ตก ใครจะมีปัญญา? ถึงจะเป็นผู้รับเหมายักษ์ใหญ่ก็เถอะ มันผิดหลักการด้านบริหารจัดการ แม้แต่ ครม. ในขณะนั้น ยังมีความเห็นว่าควรจะจ้างผู้รับเหมาเป็นรายภาค ดีกว่าที่จะไปจ้างรายเดียวสร้างทั่วประเทศ แต่ก็ไม่มีใครสนใจฟัง ได้แต่บันทึกไว้เป็นหลักฐานเท่ห์ๆ ว่ามีผู้ท้วงติงแล้ว   ซ้ำในสัญญาที่เซ็นไป ยังห้ามไม่ให้ผู้รับเหมาที่ได้งานนี้ไปจ้างผู้รับเหมาช่วง หรือหากจะจ้าง ต้องได้รับการอนุมัติเสียก่อน   2. จนอีกเดือนนึงจะสิ้นสุดสัญญา เป็นจังหวะที่ผมได้คิวอภิปรายพอดี งานยังทำได้แค่ตอกเสาเข็ม แต่แทนที่จะยกเลิกสัญญา หารายใหม่ กลับตะบี้ตะบันขยายเวลา ต่อสัญญาไปหลายครั้งหลายคราให้กับรายเดิม เหมือนคนไม่รับรู้ ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ต่อหน้า   3. ขั้นตอนการตรวจสอบของราชการ มีระเบียบต่างๆ มากมายกว่าจะเบิกเงินได้ แต่ก็ยังปล่อยให้สัญญาหมดคาตา   เรื่องนี้ หากผมไม่ตายไปเสียก่อน ต้องได้เห็นคนติดคุก เพราะความเสียหายเกิดขึ้นทั่วประเทศ มูลค่าโครงการตั้ง 5,848 ล้าน เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เกี่ยวข้องจะรอดพ้นกันไปหมด แล้วยกให้คนไทยที่เสียภาษีนี่แหละ เป็นคนโง่เสียเองอีกตามเคย     ข่าวที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 'สุเทพ-2 บิ๊กตร.' คดีทุจริตสร้างโรงพักร้าง-แฟลตตำรวจ      

 3,401
การเมือง
24 ก.ค. 62

ป.ป.ช. จ่อชงกม. จำกัดกรอบยืมทรัพย์สินเพื่อน แจงเหตุ 'บิ๊กป้อม' ไม่ผิด ปมยืมนาฬิกา

ป.ป.ช. จ่อชงกฎหมายจำกัดกรอบยืมทรัพย์สินเพื่อน ห้ามตั้ง บ.ในค่ายทหาร ป้องผลประโยชน์ทับซ้อน แจงเหตุพลเอกประวิตร ไม่ผิดปมยืมนาฬิกา   วันที่ 24 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และสื่อมวลชนทราบ    โดยยืนยันว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังครบกำหนดยื่นแล้ว ภายใน 30 วัน ป.ป.ช. จะเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบในระยะเวลา ใน 180 วัน ซึ่งการยื่นบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายใหม่ ของ ป.ป.ช. มี 4 รายการที่ไม่ต้องเปิดเผย ประกอบด้วย เลขบัญชีธนาคาร หมายเลขประจำตัวประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต และที่สำคัญคือไม่ต้องเปิดเผยภาพถ่ายทรัพย์สินอีก   ยืนยันว่าแม้จะไม่มีการเปิดเผยภาพ ทรัพย์สินให้ประชาชนได้ทราบ แต่ประชาชนก็ยังตรวจสอบได้ เช่นกรณีพบทรัพย์สินมีมูลค่าราคาแพง อย่างกรณีของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ยกมือบังแดด แล้วพบแหวน พบนาฬิกา ประชาชนที่สงสัยก็สามารถแจ้งต่อ ป.ป.ช. ได้ ยอมรับว่าตามกฎหมายใหม่ ป.ป.ช. ทำงานได้หนักขึ้น แต่เนื่องจากกฎหมายกำหนดเพื่อปกป้องสิทธิ์ของผู้ที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วย   ส่วนประเด็นการยืมทรัพย์สินเพื่อน ต้องยึดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุไว้ แบ่งเป็น 2 แบบคือ 1.ยืมใช้คงรูป เช่น การขอยืมทรัพย์สินแบบให้เปล่า แต่มีภาระที่ต้องคืนเมื่อถึงกำหนด ไม่โอนกรรมสิทธิ์ กับ 2.การยืมใช้สิ้นเปลือง เช่น การยืมเงิน กรรมสิทธิ์ของวัตถุที่ยืมคือเงิน กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ยืมเลย แล้วถ้าเกิดคนที่ยืมไม่จำเป็นต้องใช้ธนบัตรฉบับเดิม ใช้ธนบัตรฉบับใหม่ได้ เมื่อกรรมสิทธิ์โอน มีหนี้ในแบบบัญชีทรัพย์สินระบุว่าไว้ชัดเจนในส่วนของการแสดงรายการหนี้สิน    ซึ่งกรณีของพลเอกประวิตร มีการยืมนาฬิกาทั้งหมด 21 เรือน ในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ ยืมเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็คืน เปลี่ยนใหม่ไปเรื่อย ๆ จนถึง 21 เรือน บางเรือนนานผิดปกติ แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนระบุว่า มีการคืนแล้วแต่เจ้าของไม่สะดวกที่จะรับคืน ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่ายืมแล้วแจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่าใช่การยืมหรือไม่ หรือเป็นของตัวเองแล้วบอกยืมหรือไม่ นี่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการค้นหาความจริง โดยกรณีของพลเอกประวิตรนั้นต่างจาก ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่พบว่าทรัพย์สินที่อ้างว่างยืมเพื่อนนั้นในข้อเท็จจริงมีการครอบครองมาตั้งแต่กระบวนการซื้อ   ด้าน นายอุทิศ บัวศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช. เตรียมเสนอกฎหมายป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ เพื่อแก้ปัญหาประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองให้มีความชัดเจนขึ้น ทั้งการยืมทรัพย์สินเพื่อน การรับทรัพย์สิน และการห้ามทำธุรกิจ หรือการก่อตั้งบริษัทในค่ายทหารของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง   โดยเฉพาะเรื่องยืมทรัพย์สินเพื่อน ความจริงมีอยู่ในตอนร่างกฎหมายของ ป.ป.ช. แต่ถูกตัดออกในชั้นกรรมาธิการเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคม ต้องดูความพร้อมของสังคม หลังจากนี้ก็เป็นดุลยพินิจของรัฐบาล ที่จะต้องออกกฎหมายฉบับนี้ต่อไปถ้าหากรัฐบาลเห็นว่าการแก้ปัญหาการทุจริตมีความสำคัญ        ขอบคุณภาพ : ข่าวสด และมติชน     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ป.ป.ช.แจงชัดๆ ยืมนาฬิกาเพื่อน ไม่ต้องยื่นบัญชี เพราะเป็นทรัพย์สินคงรูป แต่ถ้ายืมเงินต้องแจ้ง   

 2,064
การเมือง
24 ก.ค. 62

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 'สุเทพ-2 บิ๊กตร.' คดีทุจริตสร้างโรงพักร้าง-แฟลตตำรวจ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และพลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ   กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง วงเงิน 5,800 ล้านบาท หลัง ปปช.ไต่สวนพบนายสุเทพ สั่งเปลี่ยนวิธีการประมูลจากวิธีแยกสัญญารายภาค เป็นการรวมศูนย์ประมูลเป็นแห่งเดียวเมื่อปี 52 ทั้งที่ถูก ครม.ทักท้วง ให้หารือกับสภาพัฒน์และสำนักงบประมาณก่อน แต่นายสุเทพไม่ดำเนินการ   ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิด นายสุเทพ และพลตำรวจเอกสุพร พันธ์เสือ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ที่นายสุเทพเสนอพร้อมกับการสร้างโรงพักทดแทน ในลักษณะแพ็คคู่   โดยระบุความผิดลักษณะเดียวกันคือ เปลี่ยนวิธีการประมูลก่อสร้างจากแยกเป็นรายภาค ไปเป็นการรวมศูนย์ประมูลไว้แห่งเดียว จนก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน และโรงพักกับแฟลตที่พักตำรวจหลายแห่งถูกทิ้งร้างจำนวนมาก พฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตและประพฤติมิชอบ เร่งจัดทำสำนวนภายใน 30 วันเพื่อส่งอัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/hJ6GnwQ_RWQ

 2,064

Top