ค้นหา :

ผลการค้นหา "กกต"

การเมืองเข้มข้น
22 พ.ค. 62

กกต. ยึดข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน จัดเลือกตั้งซ่อม เชียงใหม่

กกต. ยึดข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน จัดเลือกตั้ง ซ่อม เชียงใหม่ ยอมรับมีการแข่งขันสูง   (22 พ.ค. 62) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการเตรียมพร้อมจัดการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ 26 พฤษภาคมนี้ ว่า จะนำบทเรียนข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา มาปรับใช้ และได้กำชับเจ้าหน้าที่ว่าไม่ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เกิดขึ้นอีก    หลังจากการนับคะแนน รวมคะแนนจะประกาศผลคะแนนและประกาศรับรอง ส.ส. รวมถึงการรำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะดำเนินการทันทีโดยไม่ช้า แต่ยังกำหนดกรอบเวลาขณะนี้ไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องการแข่งขันการหาเสียงที่มีรายงานว่าแข่งขันดุเดือด หรือ ดุเดือดในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงทางที่ไม่ดี แต่อาจเป็นเพียงการแข่งขันสูง   

 781
เลือกตั้ง62-ข่าวเลือกตั้ง
22 พ.ค. 62

กกต. ยึดข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน จัดเลือกตั้งซ่อม เชียงใหม่

กกต. ยึดข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน จัดเลือกตั้ง ซ่อม เชียงใหม่ ยอมรับมีการแข่งขันสูง   (22 พ.ค. 62) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวถึงการเตรียมพร้อมจัดการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 จังหวัดเชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ 26 พฤษภาคมนี้ ว่า จะนำบทเรียนข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา มาปรับใช้ และได้กำชับเจ้าหน้าที่ว่าไม่ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เกิดขึ้นอีก    หลังจากการนับคะแนน รวมคะแนนจะประกาศผลคะแนนและประกาศรับรอง ส.ส. รวมถึงการรำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะดำเนินการทันทีโดยไม่ช้า แต่ยังกำหนดกรอบเวลาขณะนี้ไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องการแข่งขันการหาเสียงที่มีรายงานว่าแข่งขันดุเดือด หรือ ดุเดือดในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงทางที่ไม่ดี แต่อาจเป็นเพียงการแข่งขันสูง   

 781
การเมืองเข้มข้น
21 พ.ค. 62

'ทวี สอดส่อง' จี้ กกต.เคลียร์ ส.ส. ถือหุ้นสื่อ 50-60 คน ถ้าปล่อยโหวตนายกฯ เสี่ยงผิดกม.

พ.ต.อ.เอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวจี้ กกต.แสดงความชัดเจน ต่อ ส.ส.ในการถือหุ้นสื่อ ข้อความว่า   กกต.ขาดความชอบธรรม เจตนาให้ผู้ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.เข้าสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี   คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 224 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ได้กำหนดกรอบเวลาตามมาตรา 121 ที่บัญญัติว่า   “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรก” หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย   แต่ปัญหามีว่าจำนวน ส.ส. 498 คนที่ กกต.รับรองให้เข้าสภา มีหลักฐานปรากฏแก่ กกต.และมีผู้ร้องว่าคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นจำนวน ส.ส.ที่อาจเท่ากับ หรือมากกว่าพรรคซึ่งชนะอันดับที่ 4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้เสียอีก โดยบุคคลเหล่านี้ปรากฎกับ กกต.ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามที่ไม่สามารถยื่นการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า   “บุคคลผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”   การวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.จึงถือเป็นอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของ กกต.โดยตรงที่ต้องวินิจฉัย ซึ่งในหลักการ กกต.จะต้องดำเนินตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทุกรายให้ชัดเจน จึงจะประกาศให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562)   แต่ กกต.ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่เคร่งครัด จนเป็นเหตุให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติได้รับการเลือกตั้ง และ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองให้บุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ในจำนวน 498 คนด้วย ทั้งๆ ที่มีผู้ร้องคัดค้าน และมีข้อมูลหลักฐานความปรากฎกับ กกต.ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง   อีกทั้ง กกต.ยังได้รับทราบก่อนการประกาศรับรองผลเช่นกันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณวางบรรทัดฐานคำพิพากษาในคดีเดียวกันนี้ ไว้อย่างชัดแจ้งว่า   “ในประเด็นการถือหุ้นดังกล่าวแต่เพียงว่า เมื่อผู้สมัครเข้ารับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือพิมพ์หนังสือจำหน่าย และจำหน่ายหนังสือพิมพ์” ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมากกว่า 9 ฉบับ)   จากการที่ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ความปรากฏว่าขาดคุณสมบัติในการรับสมัครเลือกตั้ง เข้าไปไปใช้สิทธิสำคัญในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ในทางกฎหมายถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เพราะต้องห้าม ห้ามเป็นผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93(3) ที่มีจำนวนมากถึง 60-70 คน ขณะที่เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองฝ่ายมีความก้ำกึ่งกัน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีเมื่อไร จึงมีเวลาที่เร่งด่วน สำหรับ กกต.ที่จะดำเนินการให้ถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมายได้   ดังนั้น กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทำการวินิจโดยด่วนที่สุด ไม่ควรให้ ส.ส.ที่มีความปรากฎว่าขาดคุณสมบัติสมัคร ส.ส.ไปใช้อำนาจในการลงมติเลือกประธานสภารัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจเปรียบได้กับการให้ผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริตไปเป็นผู้จัดการมรดก โดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกระทำการดังกล่าวได้   กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ ควรที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรรีบสรุปสำนวนคนที่เข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทำการพิจารณาในประเด็นเรื่องคุณสมบัติโดยด่วน เพราะการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้น ใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถทราบคำสั่ง หรือคำพิพากษาแล้ว   สำหรับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี หลังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร และเลือกนายกฯ เมื่อไร ดังนั้น ควรที่ กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลพิจารณา และพิพากษาโดยด่วน หากศาลพิพากษาว่าขาดคุณสมบัติ จะได้จัดการเลือกตั้งเป็นการด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไปปฏิบัติหน้าที่เลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ต่อไป ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งที่ สนง.กกต.ได้ใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเมื่อรวมถึงค่าใช้จ่ายทุกรายการแล้ว มีมากกว่า 8,414 พันล้านบาท เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SLgjY8_aYj0

 615
เลือกตั้ง62-ข่าวเลือกตั้ง
21 พ.ค. 62

'ทวี สอดส่อง' จี้ กกต.เคลียร์ ส.ส. ถือหุ้นสื่อ 50-60 คน ถ้าปล่อยโหวตนายกฯ เสี่ยงผิดกม.

พ.ต.อ.เอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวจี้ กกต.แสดงความชัดเจน ต่อ ส.ส.ในการถือหุ้นสื่อ ข้อความว่า   กกต.ขาดความชอบธรรม เจตนาให้ผู้ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.เข้าสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี   คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 224 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ได้กำหนดกรอบเวลาตามมาตรา 121 ที่บัญญัติว่า   “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรก” หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย   แต่ปัญหามีว่าจำนวน ส.ส. 498 คนที่ กกต.รับรองให้เข้าสภา มีหลักฐานปรากฏแก่ กกต.และมีผู้ร้องว่าคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นจำนวน ส.ส.ที่อาจเท่ากับ หรือมากกว่าพรรคซึ่งชนะอันดับที่ 4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้เสียอีก โดยบุคคลเหล่านี้ปรากฎกับ กกต.ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามที่ไม่สามารถยื่นการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า   “บุคคลผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”   การวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.จึงถือเป็นอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของ กกต.โดยตรงที่ต้องวินิจฉัย ซึ่งในหลักการ กกต.จะต้องดำเนินตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทุกรายให้ชัดเจน จึงจะประกาศให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562)   แต่ กกต.ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่เคร่งครัด จนเป็นเหตุให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติได้รับการเลือกตั้ง และ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองให้บุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ในจำนวน 498 คนด้วย ทั้งๆ ที่มีผู้ร้องคัดค้าน และมีข้อมูลหลักฐานความปรากฎกับ กกต.ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง   อีกทั้ง กกต.ยังได้รับทราบก่อนการประกาศรับรองผลเช่นกันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณวางบรรทัดฐานคำพิพากษาในคดีเดียวกันนี้ ไว้อย่างชัดแจ้งว่า   “ในประเด็นการถือหุ้นดังกล่าวแต่เพียงว่า เมื่อผู้สมัครเข้ารับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือพิมพ์หนังสือจำหน่าย และจำหน่ายหนังสือพิมพ์” ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมากกว่า 9 ฉบับ)   จากการที่ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ความปรากฏว่าขาดคุณสมบัติในการรับสมัครเลือกตั้ง เข้าไปไปใช้สิทธิสำคัญในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ในทางกฎหมายถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เพราะต้องห้าม ห้ามเป็นผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93(3) ที่มีจำนวนมากถึง 60-70 คน ขณะที่เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองฝ่ายมีความก้ำกึ่งกัน แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีเมื่อไร จึงมีเวลาที่เร่งด่วน สำหรับ กกต.ที่จะดำเนินการให้ถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมายได้   ดังนั้น กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทำการวินิจโดยด่วนที่สุด ไม่ควรให้ ส.ส.ที่มีความปรากฎว่าขาดคุณสมบัติสมัคร ส.ส.ไปใช้อำนาจในการลงมติเลือกประธานสภารัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจเปรียบได้กับการให้ผู้ไร้ความสามารถ หรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริตไปเป็นผู้จัดการมรดก โดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกระทำการดังกล่าวได้   กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ ควรที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรรีบสรุปสำนวนคนที่เข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทำการพิจารณาในประเด็นเรื่องคุณสมบัติโดยด่วน เพราะการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้น ใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถทราบคำสั่ง หรือคำพิพากษาแล้ว   สำหรับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี หลังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร และเลือกนายกฯ เมื่อไร ดังนั้น ควรที่ กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลพิจารณา และพิพากษาโดยด่วน หากศาลพิพากษาว่าขาดคุณสมบัติ จะได้จัดการเลือกตั้งเป็นการด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไปปฏิบัติหน้าที่เลือกประธานสภา และนายกรัฐมนตรี ต่อไป ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งที่ สนง.กกต.ได้ใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเมื่อรวมถึงค่าใช้จ่ายทุกรายการแล้ว มีมากกว่า 8,414 พันล้านบาท เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SLgjY8_aYj0

 615
การเมืองเข้มข้น
20 พ.ค. 62

‘ศรีสุวรรณ’ จ่อร้อง กกต. สอบ ‘ธนาธร’ ให้อนาคตใหม่ ยืมเงิน 110 ล้าน

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนเป็นการทั่วไป กรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับเชิญให้ไปขึ้นเวทีบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ เอฟซีซีที (FCCT) ในหัวข้อ อะไรคืออนาคตของพรรคอนาคตใหม่ (What is the future of Future Forward?) เมื่อวันพุธที่ 15 พ.ค.62 ในการบรรยายตอนหนึ่งนายธนาธรได้กล่าวถึง การบริหารการเงินของพรรคอนาคตใหม่ว่า เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าในช่วงการเลือกตั้งได้ ปัจจุบันตนจึงให้เงินทางพรรคยืมไปแล้วราว 110 ล้านบาทนั้น   กรณีดังกล่าวจึงเป็นข้อที่น่าสงสัยว่า เป็นการกระทำที่ขัดหรือฝ่าฝืน ม.66 แห่ง พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่ เนื่องจากรายได้ของพรรคการเมืองตาม ม.62 ของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ระบุให้บุคคลใดหรือให้พรรคการเมืองใดสามารถกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจกรรมของพรรคการเมืองได้ นอกจากเงินทุนประเดิมของพรรค เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค เงินจากการจำหน่ายสินค้าและบริการของพรรค เงินที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค เงินที่ได้จากการรับบริจาค เงินอุดหนุนจากกองทุนพรรคการเมือง และดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคเท่านั้น   ถ้าหากการดำเนินการดังกล่าวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นการขัดหรือฝ่าฝืนกฎหมายข้างต้นก็อาจจะมีความผิดตาม ม.124 ของ พรป.พรรคการเมือง 2560 ซึ่งมีบทกำหนดโทษไว้ คือ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี    ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ก็จะมีบทลงโทษตาม ม.125 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกําหนด 5 ปี และให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ส่วนที่เกินมูลค่าที่กําหนดไว้ตาม ม.66 ให้ตกเป็นของกองทุนพรรคการเมือง   ทางสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องให้ กกต.ไต่สวน สอบสวน และวินิจฉัย ในวันอังคารที่ 21 พ.ค.62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ อาคาร B ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.    

 1,241
การเมืองเข้มข้น
18 พ.ค. 62

'ปิยบุตร' เผยมีผู้หวังดีแจ้ง มีการกดดัน กกต.ให้เร่งรัดคดี 'ธนาธร'

ถึงทีสวนกลับของพรรคอนาคตใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะการเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น   นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาตใหม่ ไปยื่นเรื่องที่ กกต. ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาล รธน. วินิจฉัยว่า ประกาศ กกต. เรื่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่   และยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต. ประเด็นการเคาะสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่   นายปิยบุตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะการเป็น ส.ส.สิ้นสุดลง ของนายธนาธร ว่ายังคงสถานะได้หรือไม่ เรื่องถือหุ้นสื่อ โดย นายปิยบุตร บอกว่า เมื่อจะเล่นแบบนี้ขอให้ กกต. ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน เพราะมี ส.ส.อีกจำนวนมาก ที่ถือหุ้นสื่อ ต้องส่งให้ศาล รธน. วินิจฉัยทั้งหมดเลยหรือไม่ ก็ถูกร้องกันเกือบครึ่งสภา ใช่เรื่องหรือไม่ที่มาเร่งรัดแค่นายธนาธร   นายปิยบุตร บอกอีกว่า มีผู้หวังดีโทรศัพท์ ส่งจดหมายว่ามีการพยายามกดดัน กกต.ให้เร่งรัดคดีนายธนาธร ซึ่งก่อนหน้าตนเองก็ไม่เชื่อ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่คิดว่า กกต. จะเร่งพิจารณา แม้ กกต.และศาล รธน. จะใช้อำนาจหน้าที่ได้ตามกฎหมาย แต่ก็อยากให้ระมัดระวังเพราะอยู่ในสายตาของสาธารณะชน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xXLQ9oTem7A

 2,892
การเมืองเข้มข้น
17 พ.ค. 62

กกต.ยื่นศาล รธน.วินิจฉัย ถอด 'ธนาธร' ออกจาก ส.ส. ปมถือหุ้นสื่อ

กกต.ออกเอกสารเผยแพร่ข่าวระบุว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต.ว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบรัฐธรรมนูญ 98 (3)   ทั้งนี้กกต.มีมติเอกฉันท์เห็นว่าจากพยานหลักฐาน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ว่า ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน เมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัทพบว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร ให้บริการโฆษณาถือเป็นการประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนและยังคงประกอบกิจการอยู่ ไม่มีการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชี   ขณะที่สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น หรือ บอจ. 5 ที่ กกต.ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มี.ค.62 เมื่อ กกต.ประกาศเปิดสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 4-8 ก.พ. จึงเท่ากับว่าขณะที่นายธนาธรยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้งยังถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 42(3)   สำหรับรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสองยังกำหนดว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า ส.ส.ซึ่งถูกร้อง มีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาฯ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง มีรายงานว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Uh25M2FJ61o

 982
เลือกตั้ง62-ข่าวเลือกตั้ง
17 พ.ค. 62

กกต.ยื่นศาล รธน.วินิจฉัย ถอด 'ธนาธร' ออกจาก ส.ส. ปมถือหุ้นสื่อ

กกต.ออกเอกสารเผยแพร่ข่าวระบุว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต.ว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบรัฐธรรมนูญ 98 (3)   ทั้งนี้กกต.มีมติเอกฉันท์เห็นว่าจากพยานหลักฐาน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ว่า ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน เมื่อพิจารณาจากงบการเงินของบริษัทพบว่ามีรายได้จากการขายนิตยสาร ให้บริการโฆษณาถือเป็นการประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนและยังคงประกอบกิจการอยู่ ไม่มีการจดทะเบียนยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชี   ขณะที่สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น หรือ บอจ. 5 ที่ กกต.ได้รับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มี.ค.62 เมื่อ กกต.ประกาศเปิดสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 4-8 ก.พ. จึงเท่ากับว่าขณะที่นายธนาธรยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้งยังถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 42(3)   สำหรับรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสองยังกำหนดว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า ส.ส.ซึ่งถูกร้อง มีกรณีตามที่ถูกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาฯ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง มีรายงานว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Uh25M2FJ61o

 982
การเมืองเข้มข้น
16 พ.ค. 62

กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ถอด 'ธนาธร' ออกจาก ส.ส. ปมถือหุ้นสื่อ!

(16 พ.ค. 62) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เผยแพร่เอกสารระบุว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่   กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันสมควรสงสัยต่อ กกต.ว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ซึ่งอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 101(6)ประกอบมาตรา 98(3)    

 3,457
เลือกตั้ง62-ข่าวเลือกตั้ง
16 พ.ค. 62

กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ถอด 'ธนาธร' ออกจาก ส.ส. ปมถือหุ้นสื่อ!

(16 พ.ค. 62) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เผยแพร่เอกสารระบุว่า กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่   กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันสมควรสงสัยต่อ กกต.ว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ซึ่งอันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 101(6)ประกอบมาตรา 98(3)    

 3,457
การเมืองเข้มข้น
10 พ.ค. 62

'สุดารัตน์' แซะโครงการใหม่ คสช. 'ส.ส.เอื้ออาทร - ส.ว.เอื้อพวกพ้อง'

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต.ที่คำนึงถึงพรรคเล็ก พรรคเห็นว่าเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ พรรคเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 เมื่อกฎหมายประเทศ ไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็ต้องดำเนินการตามอย่างเคร่งครัดไปตีความเจตจำนงไม่ได้   เราเห็นว่าวิธีคำนวณของ กกต.ตีความเกินเลยกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้มีส่วนได้เสียต่อคะแนน ส.ส. เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าพรรคการเมืองจะมี ส.ส.เกินที่พึงมีไม่ได้ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุไม่ได้รับรองการกระทำของ กกต. เมื่อ กกต.ตีความเกินรัฐธรรมนูญก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นทุกช่องทางที่กฎหมายกำหนด   ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “ไทยรักไทยทำโครงการเอื้ออาทร เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย แต่วันนี้มีโครงการใหม่ ส.ส.เอื้ออาทร เพื่อช่วยสืบทอดอำนาจ มี ส.ส.เอื้ออาทร คสช. แล้วก็ยังได้แค่ 138 ที่นั่ง เร็วๆนี้จะออกตัวช่วยเพิ่มคือ ส.ว.เอื้อพวกพ้อง พรรคใดเคยสัญญากับประชาชนไว้อย่างไร วันนี้อย่าลืมฟังเสียงประชาชนด้วยนะคะ” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fRKh_UrS47g

 4,131
การเมืองเข้มข้น
10 พ.ค. 62

ปชป.จ่อฟ้อง กกต.ทำคะแนนหาย 2 แสน 'สมชัย' ยันสูตรคำนวณผิด ต้องมีแค่ 14 พรรคที่ได้

ความเคลื่อนไหวพรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนเชวง รักษาการกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ พูดวิธีการคำนวณของ กกต.ให้พรรคเล็กได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่า ถือเป็นประเด็นใหญ่ เพราะพรรคเล็กเหล่านั้นไม่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ ส.ส.พึงมี ซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 ที่มีเจตนารมณ์ตรงกันคือ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องสะท้อนเสียงของประชาชน   แต่จากการคิดคำนวณของ กกต. คะแนนไม่ได้ตกน้ำแต่ตกทะเลเป็นล้านคะแนน เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์หายไปสองแสนคะแนน ยังไม่รวมของพรรคอื่นรวมแล้วเป็นหลักล้านคะแนน ผิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กกต.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อปฏิบัติหน้าที่มิชอบ บุคคลที่ได้รับผลกระทบย่อมมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ ในส่วนของพรรคผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20-22 คือผู้เสียหายโดยตรง   พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ถึงที่สุด จะดำเนินการฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. ทั้งในนามพรรคและในนามส่วนบุคคล ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิครั้งนี้   ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์และอดีต กกต. แถลงคัดค้านการใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (5) ชี้จะมีเพียง 14 พรรค ที่ได้รับการจัดสรร เพราะพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี และพรรคประชาชาติได้ ส.ส.เขตเท่ากับจำนวน ส.ส.พึงมี จึงไม่มีสิทธิได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Px4yVzeTcJs

 2,007
การเมืองเข้มข้น
09 พ.ค. 62

'นิพิษฐ์' ชี้ กกต.รับรอง ส.ส. ยึดหลักปล่อยผีก่อนแล้วค่อยสอย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 349 คนว่า มีความผิดปกติจากแนวทางการปฏิบัติของ กกต.ก่อนหน้านี้ทุกคณะ เพราะหลังการเลือกตั้งจะแจกใบแดงใบเหลือง เป็นหลักปฏิบัติในปริมาณที่มากพอสมควร ตามมูลเหตุร้ายแรงของการทุจริตเลือกตั้ง   แต่กลับให้ใบส้มกับว่าที่ ส.ส.เชียงใหม่เพียงคนเดียว อ้างยึดหลักปล่อยผีก่อนแล้วค่อยสอย ทั้งที่การให้ใบเหลืองใบแดงหรือใบส้มเป็นการปฏิบัติถูกหลักกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกใจใครบางคน กกต.อาจถูกกดดันว่าหากแจกใบเหลือง ใบแดง ใบส้มมากกว่านี้อาจกระทบต่อยอดการประกาศ ส.ส.ให้ครบ 95% เพื่อตั้งรัฐบาล ที่สำคัญอาจส่งผลถึงการพลิกขั้วจากพรรคที่เป็นรัฐบาลต้องมาเป็นฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลได้ทันที   นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า กกต.เปลี่ยนแนวทางไปจากเดิมประกาศรับรอง ส.ส.ทั้งพวงก่อน แล้วค่อยสอย แสดงว่า อาจถูกสั่งได้ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาตกต่ำจนเป็นศูนย์ เพราะสังคมยังกังขานับคะแนนทั่วประเทศที่ กกต.ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ หรือ กกต.อาจถือหลักปล่อยคนชั่ว 10 คนเข้าสภาฯดีกว่าปล่อยคนดี 1 คนเข้าสภาฯก็เป็นได้   และต่อจากนี้อาจจะเกิดปัญหากรณีการร้องเรียนคัดค้านทุจริตเลือกตั้ง ที่ กกต.จะไม่วินิจฉัยชี้ขาดภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ชี้อะไรเลย ปล่อยหรือทิ้งสำนวนร้องคัดค้านไปเฉยๆจะยิ่งทำให้ความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือค่อยๆหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีผู้ถูกร้องคัดค้านบางรายที่ปล่อยไปแล้วได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรี ไม่ต้องพูดถึงว่าผลการวินิจฉัยภายหลังจะออกมาเป็นอย่างไร ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/h2ogLOyMKmM

 992
การเมืองเข้มข้น
09 พ.ค. 62

อนาคตใหม่โวย กกต.คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อขัด รธน. ทำคะแนนดิบพรรคหาย 6 แสน

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.เรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อว่า หลังจากรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสูตรแต่วินิจฉัยว่ามาตรา 128 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ขัดกับมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ   ดังนั้น กกต.นำฐานของกฎหมายทั้ง 2 มาตรามาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ แต่การคำนวณต้องเป็นไปตามมาตรา 91 คือพรรคที่จะได้รับจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ต้องมีคะแนน 71,000 คะแนนขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น ถ้าคำนวณสูตรบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะมีเพียง 16 พรรคที่ได้รับการจัดสรร ส.ส. ส่วนสูตรที่มี 27 พรรคไม่สามารถใช้ได้ ทั้งหมดเป็นอำนาจโดยแท้ของ กกต.ที่จะวินิจฉัยเช่นใด แต่หากพรรคการเมืองเสียหายโดยตรง หรือหากมีว่าที่ ส.ส.แล้วไม่ได้เป็น ส.ส. สามารถอาศัยช่องทางตามกฎหมายฟ้องร้อง กกต.ได้   ต่อมานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจหัว หน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าวหลัง กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยนายปิยบุตร ระบุว่าวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต.ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91   ทำให้ สส.ของพรรคอนาคตใหม่หายไป 7 คน หากคิดเป็นคะแนนดิบที่หายไปกว่า 600,000 คะแนน  และเมื่อรวมพรรคอื่นได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย จะมีประมาณ ประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคะแนนที่หายไป  ในขณะเดียวกันเมื่อนำคะแนน อีก 11 พรรคมารวมกันทั้งประเทศ มีเพียง 550,000 คะแนน เท่านั้นหมายความว่า กกต.เลือกที่จะทิ้งคะแนนเสียงกว่า 1 ล้าน 5 แสนเสียง   พรรคอนาคตจะดำเนินการยื่นคำร้องไปยัง กกต. เสนอให้ กกต. เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 210(2) เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่า กรณีนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และใช้อำนาจตามมาตรา 213 ที่ระบุว่า บุคคลใดที่ถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้น มีสิทธิยื่นเรื่องฟ้องตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยจะไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งเรื่องต่อ ก็จะไปยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการวิธีการคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อของ กกต. นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่    ขณะที่นายธนาธรเรียกร้องทุกพรรคการเมืองที่ไม่ต้องการสนับสนุนการสอบทอดอำนาจ คสช.โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล รวมถึงพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันปิดสวิตซ์ ส.ว.ไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากการสืบทอดอำนาจ แต่ต้องสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเสียงข้างมากที่มาจากประชาชน โดยตนเองพร้อมจะเดินทางไปพบปะพูดคุยกับทุกพรรคการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอให้ร่วมมือกันกับอีก 7 พรรคการเมืองที่ได้ร่วมกันลงสัตยาบันก่อนหน้านี้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/wf-5SupQcow

 4,053
การเมืองเข้มข้น
09 พ.ค. 62

กกต.รับรอง 149 ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลังศาล รธน.วินิจฉัย เกลี่ยให้พรรคเล็ก

กกต.ได้ออกประกาศเรื่องผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย กกต.ได้รับรองส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรร จำนวน 26 พรรค จำนวน 149 คน ประกอบด้วย   1.พรรคอนาคตใหม่ 50 คน 2.พรรคประชาธิปัตย์ 19 คน 3.พรรคพลังประชารัฐ 18 คน 4.พรรคภูมิใจไทย 12 คน 5.พรรคเสรีรวมไทย 10 คน 6.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน 7.พรรคเพื่อชาติ 5 คน 8.พรรคชาติไทยพัฒนา 4 คน 9.พรรครวมพลังประชาชาติไทย 4 คน 10.พรรคพลังท้องถิ่นไทย 3 คน 11.พรรคชาติพัฒนา 2 คน 12.พรรครักผืนป่าประเทศไทย 2 คน 13.พรรคประชาชาติ 1 คน 14. พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน 15.พรรคพลังชาติไทย 1 คน 16.พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน 17.พรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน 18.พรรคพลังไทยรักไทย 1 คน 19.พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน 20.พรรคประชานิยม 1 คน 21.พรรคประชาธรรมไทย 1 คน 22.พรรคประชาชนปฏิรูป 1 คน 23.พรรคพลเมืองไทย 1 คน 24.พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน 25.พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน 26.พรรคไทรักธรรม 1 คน   ทั้งนี้ สำหรับวิธีการคำนวณที่ กกต.นำมาคำนวณจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองทั้ง 26 พรรค โดยคิดจากผลคะแนนที่พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใน 349 เขตเลือกตั้ง รวม 74 พรรคการเมือง เป็นคะแนนทั้งสิ้น 35,441,920 คะแนน   ซึ่งเมื่อ กกต.ประกาศ ส.ส.ในระบบแบ่งเขต 349 เขต จึงต้องนำ 349 มาหาร จำนวน ส.ส.เขตเต็ม 350 จะได้ค่าเฉลี่ย 0.9971 จากนั้นนำจำนวนดังกล่าวมาคูณด้วย ส.ส.ทั้งสภาคือ 500 คน จะได้ จำนวน ส.ส.ที่จะประกาศผลทั้งหมด 498.5714 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ถือเอาเฉพาะจำนวนเต็ม จึงเหลือ 498 คน เมื่อหัก ส.ส.เขต 349 จึงเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 149 คน   จากนั้นนำคะแนนรวมที่ 74 พรรคการเมืองได้รับคือ 35,441,920 มาหารด้วย 498 คน ก็จะได้ค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน คือ 71,168.5141 คะแนน แล้วนำจำนวนดังกล่าวมาหารคะแนนรวมของแต่ละพรรคก็จะได้จำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้น จากนั้นนำจำนวน ส.ส.พึงมีเบื้องต้นไปลบกับ ส.ส.เขตที่แต่ละพรรคได้รับก็จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้ในเบื้องต้น เมื่อรวมแล้วพบว่าจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะได้ในเบื้องต้นเกินเป็น 174.2629 คน   ซึ่งถือว่าเกินจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะจัดสรรแค่ 149 คน เป็นผลมาจากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.ที่พึงมีได้ จึงต้องนำมาปรับและใช้การคำนวณใหม่ โดยนำจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้ในเบื้องต้นมาคูณด้วย 149 แล้วหารด้วย 174.2629 จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ปรับให้เหลือ 149 คน ซึ่งต้องจัดสรรที่นั่งให้กับพรรคการเมืองตามจำนวนเต็มก่อน   ส่งผลให้การจัดสรรรอบแรกมีพรรคการเมืองได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 15 พรรคการเมือง เมื่อรวมแล้วจะจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้เพียง 129 ที่นั่ง ยังขาดอีก 20 ที่นั่ง จึงต้องนำเศษทศนิยมมาจัดสรรให้พรรคการเมืองโดยเรียงตามคะแนนทศนิยมจากมากไปหาน้อยจนได้ครบ 20 ที่นั่ง ซึ่งจะมีผลให้พรรคอนาคตใหม่ ภูมิใจไทย เสรีรวมไทย เศรษฐกิจใหม่ และประชาชาติ ซึ่งได้รับการจัดสรรในรอบแรกไปแล้ว ได้รับการจัดสรรเพิ่มอีกพรรคละ 1 ที่นั่ง และมีพรรคที่คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน อีก 11 พรรค ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tBr9f8a3utI

 7,308

Top