ค้นหา :

รุกคืบ! แอนติบอดี้มะเร็งงานวิจัยจุฬาฯ ยาแห่งความหวังของผู้ป่วย จาก 2 แสน สู่ 2 หมื่น

วันที่ 23 กันยายน 2562 | 0 นาที 0 วินาที 14,939

เรื่องโดย : มาร์
 
เมื่อพูดถึงคำว่า โรคมะเร็งแล้วนับว่าเป็นภัยร้ายที่คร่าชีวิตของประชากรโลกเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้คนทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้นสูงในทุกๆ ปี
 
โดยเมื่อย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2551 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลกในปีนั้นราว 7.6 ล้านคน ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 จำนวนของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลกมีจำนวนถึง 8.2 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าประมาณปี พ.ศ. 2573 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 13 ล้านคนอีกด้วย
 
 
ซึ่งประเทศไทยนั้น โรคมะเร็งก็ถือว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย รองลงมาคือ อุบัติเหตุ และโรคหัวใจ ตามลำดับ โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณะสุข พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย โดยมีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก
 
 
ทั้งการรักษาของมะเร็งในแต่ละชนิดก็นับได้ว่าผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำคีโม การฉายรังสี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีผลข้างเคียงตามมาด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้แล้วค่ารักษา และราคายาก็ใช่ว่าจะถูก อย่างยาบางตัวที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็ขั้นหลักหลายแสนบาท เช่น  antibody รักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นการค้นพบของต่างประเทศที่มีราคาสูงถึงหลอดละ 200,000 บาท แต่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ถือว่าทั้งผู้ป่วยและญาติจะต้องทนแบกรับภาระการรักษานี้ไปพร้อมๆ กัน
 
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ 
 
กระทั่งเมื่อกลางปี 2561 ที่ผ่านมา ทางแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการเปิดเผยผลวิจัย antibody รักษาโรคมะเร็งได้จริง
 
 
โดย อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การทำวิจัยดังกล่าวเกิดจาก กรณีที่คุณหมอฮอนโจ จากญี่ปุ่นค้นพบโปรตีน พีดี-1 (PD-1) บนเซลล์เม็ดเลือดขาว ทีเซลล์ (T-cell) และ พีดี-แอล1 (PD-L1) บนเซลล์มะเร็งซึ่งไปจับคู่กันยับยั้งการทำงานของทีเซลล์ หลังจากค้นพบบริษัทยาในอเมริกาและยุโรปจึงมุ่งเป้าหาแอนตี้บอดี้ที่หยุดการทำงานไม่ให้ พีดี-1 กับพีดี-แอล 1 จับคู่กันได้
 
ถ้า 2 ตัวนี้ไม่สามารถจับคู่กันได้ ทีเซลล์ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะทำงานฆ่าเซลล์ร้ายผิดปกติอย่างได้ผล จึงเรียกกันว่ายาภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง หรือยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) ที่เป็นตัวแอนตี้บอดี้เข้าไปช่วยระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้เต็มที่ ซึ่งใช้ระบบร่างกายรักษาตัวเอง ไม่ต้องใช้สารเคมีในการทำคีโม หรือฉายรังสีหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยส่วนใหญ่ทุกข์ทรมาน เช่น อาการอักเสบที่อวัยวะบางแห่ง ภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง ผมร่วง ใช้ระบบร่างกายรักษาตัวเอง
 
โดยมีการยืนยันว่าใช้ได้ผลดีมากกับมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ สามารถใช้ยานี้รักษาจนหายจากมะเร็งได้ถึงร้อยละ 30% ในตอนแรก และยาเริ่มได้ผลเรื่อยๆ สามารถช่วยเป็นร้อยละ 40–50% โดยองค์การอาหารและยาของอเมริการับรองแล้วว่าใช้ได้ผลหรือมีประสิทธิภาพสูงกับมะเร็ง 15 ชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหัวและคอ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตับ ฯลฯ แต่ว่าราคาแพงเพราะยาแต่ละตัวบริษัทต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท
 
 
ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลของไทยได้สั่งเข้ามาใช้ในราคาหลอดละ 2 แสนบาท และต้องฉีดกระตุ้นทุก 3 อาทิตย์ถ้าได้ผลก็ต้องให้ติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี ภูมิคุ้มกันถึงจะไปกำจัดและควบคุมเซลล์มะเร็งได้ หมายความว่าต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าคนละ 8-10 ล้านบาท                                                              
 
ดังนั้นทางทีมวิจัยศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงกำลังมุ่งมั่นกับการพัฒนา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการค้นพบแอนตี้บอดี้ ที่จะนำไปผลิตยาภูมิต้านทานรักษามะเร็งที่มาจากวิจัยของไทย เพื่อราคาที่ถูกกว่าและคนไทยสามารถจับต้องได้ จึงมีการนำเอาผลการค้นพบดังกล่าวมาทำการวิจัยขยายผลต่อยอด และหลังจากที่ใช้เวลา 2 ปีเต็มในการศึกษา 
 
 
เมื่อ ก.ย.61 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ค้นพบแอนตี้บอดี้จากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นหนูทดลองจนได้ตัวยาที่จะสามารถไปจับกับตัวโปรตีน พีดี-1 (PD-1)  และเข้าไปแยกคู่ระหว่าง พีดี-1 (PD-1) กับ พีดีแอล-1 (PDL-1) สามารถทำให้เกิดผลเหล่านั้นได้ในหลอดทดลองเรียบร้อย แต่ยังเป็นยาที่ผลิตขึ้นมาจากเซลล์สัตว์
 
แต่มีเงื่อนไขคือรูปร่างโครงสร้างของตัวยาจะต้องไม่มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้นถึงแม้จะรักษามะเร็งได้เหมือนกันแต่ก็จะถือว่าเป็นยาคนละตัว และที่สำคัญยาที่ไทยจะต้องมีการเข้าไปแทรกเพื่อยับยั้งการจับคู่ระหว่างโปรตีน PD-1 บนทีเซลล์ (เม็ดเลือดขาว) และ PD-L1 บนเซลล์มะเร็งในมุมที่แตกต่างไม่ทับซ้อนกับของต่างประเทศ 
 
โดยขั้นต่อไปที่จะต้องทำให้เร็วที่สุดคือการพัฒนาเปลี่ยนแอนตี้บอดี้ที่มาจากหนูให้แบบเซลล์เหมือนมนุษย์ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท เพราะจะต้องทำการร่วมมือกับบริษัทของอเมริกาที่มีผู้เชี่ยวชาญ และค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานหลายสิบปี เพื่อให้ขั้นตอนนี้เดินหน้าให้เร็วที่สุด จึงได้มีการเปิดระดมทุนจากประชาชนเพื่อการวิจัยเกิดขึ้น เพราะหากจะทำเรื่องของบจากรัฐอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อเตรียมการ รวมไปถึงการเบิกจ่ายอาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งจะต้องวางแผนทำเรื่องขอทุนจากรัฐในการวิจัยขั้นต่อไปจากนี้
 
 
อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า หากขั้นตอนข้างต้นราบรื่นแล้ว ต่อไปถึงจะนำเข้าสู่การผลิตที่โรงงาน จากนั้นต้องนำยามาทดลองกับสัตว์ ก่อนที่จะนำมาทดสอบกับกลุ่มผู้ป่วยที่จะเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาฯใน 4-5 ปีข้างหน้า และเฝ้าติดตามผลอีก 2-4 ปี ซึ่งเมื่อยาสำเร็จออกมาแล้ว ทางทีมวิจัยคาดหวังว่าอยากให้ได้ผลดีกว่าหรือไม่ก็ให้ผลที่เท่าเทียมในแบบเดียวกันกับยาต่างประเทศ และถ้าเป็นเช่นนั้น จึงจะสามารถยื่นองค์การอาหารและยาของประเทศไทยให้ทำการผลิตและแจกจ่าย หรือจำหน่ายให้กับคนทั่วไปได้
 
ราคาที่จับต้องได้ 
 
อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ กล่าวว่า การลงทุนวิจัยยาประเภทยาไบโอโลจิกส์ (Biologics) หากตัดการลุงทุนในแง่ของธุรกิจออกไปถือได้ว่าตัวยาจะมีราคาอยู่ที่หลักหมื่นเท่านั้น ซึ่งถ้าเงินทุนที่จะใช้ในการพัฒนาของไทยไม่ได้เป็นเงินที่มาจากภาคธุรกิจเหมือนของต่างประเทศ แต่เป็นเงินที่มากจากภาคประชาชนหรือรัฐบาลที่เป็นภาษีของประชาชนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอากำไรคืนกลับมาเหมือนกับบริษัทยาต่างประเทศ อีกทั้งเพราะยาถูกวิจัยขึ้นในไทย และแรงงานนักวิจัยที่ใช้ส่วนหนึ่งเป็นคนไทย การบริหารจัดการก็จะถูกกว่า และทำให้ยาที่ได้ถูกตามมาด้วย
 
ซึ่งตั้งเป้าหมายราคายาที่ผลิตได้เองไว้ที่หลอดละ 2 หมื่นบาท เนื่องจากหากรวมตั้งแต่เริ่มต้นวิจัยจนถึงผลสำเร็จแล้วจะใช้ทุนอยู่ที่ 1,500 - 2,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 7- 8 ปี ถือว่าถูกกว่าต่างประเทศ และในอนาคตเมื่อผลการวิจัยสำเร็จ อาจจะมีการจัดตั้งโมเดลเพื่อช่วยเหลือให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงตัวยาได้ หรือทางรัฐบาลในขณะนั้นอาจจะเข้ามาช่วยแบ่งจ่ายเป็นเปอร์เซ็นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคิดและวางแผนต่อไป
 
 
ความหวังของทีมวิจัย 
 
ล่าสุดเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยกำลังเดินหน้าในขั้นที่สองอย่างเต็มที่และอยู่ในระหว่างการเพราะเลี้ยงเซลล์เพิ่มอยู่ซึ่งใช้เวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นจะทำการส่งไปให้ทีมวิจัยที่ต่างประเทศทำการถอดรหัสของตัวเซลล์ว่าไปซ้ำกับของต่างประเทศหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะสามารถทราบผลของการถอดรหัส
 
และเมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา จากที่ได้ทำการเพาะเลี้ยงเซลล์กว่าแสนต้นแบบจนได้เซลล์ที่ดีที่สุด 3 ตัว และถูกส่งไปถอดรหัสเพื่อเปรียบเทียบกับภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งของต่างประเทศ โดยผลของการถอดรหัสออกมาว่า ต้นแบบที่ทีมวิจัยส่งไปนั้นมีความใกล้เคียงกับภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งของต่างประเทศน้อยกว่า 50%
 
เพราะปกติโปรตีนแอนติบอดี้ธรรมชาติจะมีความคล้ายคลึงในตัวมันเองอยู่แล้ว การที่เหมือนน้อยกว่า 50% จึงเรียกว่าต่าง และทางด้านกฎหมายถือว่าไม่มีปัญหา เพราะในทางสิทธิบัตรจะต้องเหมือนถึง 85-90% ถึงจะเรียกว่าเหมือน ดังนั้นหมายความว่า ทีมวิจัยสามารถเริ่มดำเนินการในส่วนของระยะที่ 2 คือการปรับปรุงให้ยาแอนติบอดี้นั้นมีความคล้ายกับโปรตีนมนุษย์ได้แล้ว    
 
ซึ่งทางทีมเองได้มีการเตรียมปรึกษาทำงานร่วมกันกับทีมนักกฎหมาย ในเรื่องของการจดสิทธิบัตรแล้ว อย่างไรก็ตามทางทีมก็ยังคงจะต้องมุ่งมั่นและเดินหน้าในการทดลองต่อไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
 
 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กันยาน 2562 อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ ได้เปิดเผยกับเรื่องเล่าเช้านี้ออนไลน์ถึงความคืบหน้าว่า การวิจัยนั้นเป็นไปได้ดีประมาณ 1/3 ของเฟสที่สอง (พัฒนาให้ยาต้นแบบมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากขึ้น) ส่วนเฟสที่สาม (การเข้าโรงงานผลิต) ก็ได้เริ่มดำเนินการคัดเลือกโรงงานอยู่ซึ่งจะได้พร้อมเมื่อเฟสที่สองเสร็จ
 
นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญของวงการแพทย์ไทย ในการคิดหาวิธีการมาต่อสู้กับมะเร็งร้าย ซึ่งก็ต้องรอติดตาม และเอาใจช่วยให้ผลการวิจัยราบรื่นได้ตัวยาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการรักษาที่ได้ผล และอยู่ในราคาที่จับต้องได้กันต่อไป รวมไปถึงการให้กำลังใจทั้งทีมแพทย์และผู้ป่วยด้วย
 
 

Recommend

ข่าวที่คุณอาจสนใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเด่นวันนี้

Top