ค้นหา :

ผลการค้นหา "ครอบครองกัญชา"

ข่าวภูมิภาค
12 มิ.ย. 62

จับหนุ่มโคราช ครอบครองกัญชา สกัดเป็นน้ำมัน ขายส่งตลาดมืด

โคราช-ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา ร่วมกันเข้าจับกุมนาย ธนากร อุดม อายุ 27 ปี ได้ที่บ้านพักในซอยโรงสูบ เขตเทศบาลเมืองปากช่อง หลังพบกัญชาในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต พบของกลางประกอบด้วย   1.กัญชาแห้งห่อด้วยกระดาษฟรอยร์สีทอง น้ำหนักรวมภาชนะบรรจุประมาณ 8.6 กิโลกรัม 2.เคตามีนแบ่งเป็นถุงบรรจุในถุงพลาสติกใสชนิดกดปิดดึงเปิดได้จำนวน 8 ถุง น้ำหนักรวม 97.33 กรัม 3. ขวดบรรจุน้ำมันกัญชา จำนวน 80 ขวด 4. ขวดเปล่าเตรียมไว้เพื่อบรรจุน้ำมันกัญชา จำนวน 1 ลัง ประมาณ 1,000 ขวด 5. แกลอนสีขาวบรรจุแอลกอฮอล์เหลวจำนวน 1 แกลอน 6. น้ำกัญชาผสมแอลกอฮอล์จำนวน 1 ชามสแตนเลส ที่ผสมแล้ว 1 ชามใหญ่ นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์การเสพยาเช่น บ้องกัญชา 2 บ้อง เขียงไม้   โดยนายธนากรยอมรับว่า ได้ไปเรียนวิธีทำน้ำมันกัญชา มาจากอาจารย์ท่านหนึ่งที่ กทม. มีสูตรในการผลิต มีส่วนผสม ทั้งแอลกอฮอล์ กัญชา น้ำมันมะพร้าว ส่วนขั้นตอนวิธีการทำ ไม่ยอมเปิดเผย ส่วนกัญชาซื้อมาจาก กทม. มีแหล่งที่ซื้อ   ซึ่งน้ำมันกัญชาที่ผลิต จะนำมาใช้หยดใต้ลิ้น รักษาโรคภูมิแพ้ คลายเครียด นอนหลับสบาย และรักษาโรคอื่นๆ ได้อีกหลายโรคซึ่งในตลาดมืด มีการจำหน่ายกันตั้งแต่ขวดละ 500 - 3,000 บาท มีการลงเพจขายกันอย่างโจ๋งครึ่ม   สำหรับตนได้ผลิตและจำหน่ายให้วัยรุ่นและกลุ่มคนทั่วไป นำไปจำหน่ายต่อ โดยส่งขายราคา 300-500 บาท ก่อนนำไปขายในราคา 500 -3,000 บาท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ฝากถึงประชาชนว่า น้ำมันกัญชาที่ลักลอบผลิตนั้น ไม่มีมาตรฐาน หรือถูกสุขลักษณะ อีกทั้งยังผิดกฎหมาย อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0C2BEEO5C_k

 899
เศรษฐกิจ
13 พ.ค. 62

อย.เตือนใกล้หมดเวลาเปิดให้แจ้งครอบครองกัญชา 21 พ.ค.นี้

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งว่าใกล้หมดเวลาที่เปิดอนุญาตให้ประชาชนแจ้งครอบครองกัญชาในวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาแจ้งครอบครองฯ ได้ทันเวลาที่กำหนด   กระทรวงสาธารณสุข จึงมีนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจารณาเพิ่มเวลาการรับแจ้งครอบครองฯ ในวันเสาร์หรืออาทิตย์ และเพิ่มสถานที่ในการรับแจ้งยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ต้องการมาแจ้งครอบครอง   ทั้งนี้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาแจ้งครอบครองกัญชาจำนวนกว่า 300 รายในวันเดียว ทำให้ยอดล่าสุดมีผู้มาแจ้งแล้วกว่าหมื่นราย   โดย อย. ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการรองรับการแจ้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ จึงขอแจ้งไปยังผู้ที่ยังไม่ได้มาดำเนินการแจ้งครอบครอง ขอให้รีบมาดำเนินการโดยเร็วก่อนสิ้นสุดเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการแจ้งครอบครองกัญชานั้นไม่ได้ยุ่งยาก ผู้ครอบครองกัญชามาก่อน ที่อยู่ในกรุงเทพฯ แจ้งได้ที่ อย. ส่วนต่างจังหวัดแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)   จึงขอให้เตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อม ได้แก่ บัตรประชาชน เอกสารแจ้งการมีกัญชา เอกสารรับรองอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ และนำกัญชาที่ใช้ในการรักษาไปด้วย หากมีปริมาณมาก สามารถใช้รูปถ่ายได้ กรณีหากกลุ่มผู้ป่วยมีจำนวนมาก สามารถติดต่อหรือโทรศัพท์ประสานกับ อย. หรือ สสจ. เพื่อแจ้งชื่อ นามสกุล กำหนดวัน เวลานัดที่จะเดินทางไปแจ้งการครอบครองได้ โดยกรอกแบบการแจ้งครอบครองเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และนำยากัญชาหรือน้ำมันสกัดกัญชาที่ใช้ในการรักษาโรคพร้อมเอกสารต่างๆ ไปแจ้งครอบครองตามที่ได้มีการนัดหมายไว้   แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้สารสกัดกัญชารักษาโรคมาก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบหาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อมาแจ้งครอบครองในช่วงนี้ เพราะการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาอาการใด ๆ ก็ตาม ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนจากแพทย์ ไม่ควรหาซื้อมาใช้เอง เพราะอาจได้รับอันตรายได้   ทั้งนี้ ในระยะนี้ อย. ยังพบว่ามีการแชร์เรื่องการปลูกกัญชาในสื่อออนไลน์ โดยเป็นเอกสารเผยแพร่ที่ระบุให้แจ้งครอบครองภายในกำหนด และให้ประชาชนสามารถขอปลูกกัญชาได้ หรือกล่าวถึงโรคต่าง ๆ แล้วให้นำใบรับรองแพทย์ไปขอปลูกกัญชาเพื่อรักษาโรค อย. ขอแจ้งให้ทราบว่า การรับแจ้งที่ อย. หรือ สสจ. ในขณะนี้ เป็นการแจ้งครอบครองกัญชา เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือใช้รักษาโรคเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตให้ปลูกกัญชาแต่อย่างใด หากมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่สายด่วน อย. 1556 กด 3 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/y2ubZO_fgx8  

 1,504
สังคม-อาชญากรรม
09 เม.ย. 62

ป.ป.ส.ยันจับ 'อ.ซ้ง มูลนิธิข้าวขวัญ' ไม่เกี่ยวการเมือง ย้ำกัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษ ต้องขออนุญาตครอบครอง

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุถึง กรณีการเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธร จังหวัดสุพรรณบุรี ทหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 7 ได้จับกุมตัวเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญไว้ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2562 และได้ออกหมายเรียก นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เนื่องจากเชื่อว่าการมีกัญชาไว้ในครอบครองนั้น เป็นไปเพื่อเป็นการค้นคว้าและรักษาผู้ป่วย   เบื้องต้น มาจากการเผยแพร่การแพร่ภาพและเนื้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีการแจกน้ำมันสารสกัดจากกัญชาให้กับประชาชน เพื่อนำไปใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วย ภายในวัดที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดลพบุรี   หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีการนำสารสกัดจากกัญชามาแจกให้กับประชาชนจริง โดยผู้นำมาแจกมาจากมูลนิธิแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่จึงได้สร้างการรับรู้และความเข้าใจกับประชาชนว่ากัญชายังคงเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย การผลิต จำหน่าย ครอบครอง ต้องได้รับอนุญาต ประชาชนทั่วไปไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้   โดย เลขาธิการ ป.ป.ส ยืนยันว่า การเข้าตรวจสอบดังกล่าว ไม่ได้มีการกลั่นแกล้ง และเจาะจง แต่เนื่องจากผลการจับกุมครั้งนี้มาจากการที่มูลนิธิดังกล่าวโพสต์ข้อความ เพื่อแจกให้กับประชาชน จึงได้เข้าตรวจสอบ และดำเนินคดี ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เบื้องต้นพบว่า ยังไม่มีหลักฐานที่ทางมูลนิธิฯยื่นขออนุญาต และจดแจ้งการครอบครองกัญชากับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  โดยระหว่างนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับทางมูลนิธิฯและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสอบสวน   ย้ำว่า ขณะนี้มีเพียง 2 หน่วยงาน ที่มายื่นขออนุญาตและครอบครองกัญชาทางเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือ องค์การเภสัชกรรม และ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณาสุข โดยยังไม่มีบุคคลใดยื่นขออนุญาตซึ่งการผลิต นำเข้า ส่งออกและจำหน่าย กัญชา ทางการแพทย์ภายใน5ปี กฎหมายตีกรอบไว้ว่า ต้องเป็นหน่วยงานรัฐเท่านั้นหรือเป็นนิติบุคคล หรือต้องทำร่วมกับภาครัฐ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dDZT44Xc1mY

 659
สังคม-อาชญากรรม
29 มี.ค. 62

จับแก๊งค้ากัญชาแท่ง 868 กก. ตำรวจยันยังผิด กม.อยู่ ใครจะครอบครองต้องแจ้ง

ตำรวจร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายสมพร หรือออย กิมยา อายุ 33 ปี / นายศุภชัย หรือโอ นีสูงเนิน อายุ 33 ปี และนายชัย (นามสมมติ) อายุ 18 ปี พร้อมของกลาง กัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 868 กก. รถยนต์ที่ใช้ในการขนยาเสพติด หลังจับกุมได้ที่หมู่บ้านการเคหะสมุทรปราการ ซอย 41 ถนนสุขุมวิท ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 ได้ขยายผลจากการจับกุมยาเสพติดเมื่อช่วงปลายปี 2561 พบว่ามีเครือข่ายค้ายาเสพติด เก็บกัญชาไว้ที่บ้านพักเลขที่ 1614/1112 ในหมู่บ้านเคหะสมุทรปราการ ถนนสุขุมวิท จึงร่วมกับ บก.สปพ. สนธิกำลังกันเข้าตรวจค้น พบกัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 640 กก. มีนายสมพรและนายศุภชัยเป็นคนเฝ้า ก่อนขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 989/26 พบนายธวัชชัย จึงจับกุมตัวไว้   จากการสอบถามนายธวัชชัย ให้การว่ามีกัญชาซุกซ่อนอยู่ที่บ้านอีก เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังไปตรวจค้นพบกัญชาแห้งเพิ่มเติมอีก 228 กก. จึงยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมดำเนินการยึดทรัพย์ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด   โดยผู้ต้องหาทั้งสามให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันรับยาเสพติดมาประเภทกัญชาจากประเทศเพื่อนบ้านทางภาคอีสานของประเทศไทย ก่อนนำมาเก็บไว้ที่บ้านพักใน ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อรอทำการจำหน่ายให้กับลูกค้าในพื้นที่ปริมณฑล กิโลกรัมละ 10,000 บาท โดยแบ่งหน้าที่กัน นายสมพร ทำหน้าที่สั่งการและขับรถรับส่งกัญชา นายธวัชชัย ขับรถนำดูเส้นทาง ส่วนนายศุภชัยคอยเฝ้ากัญชาที่ซุกซ่อนไว้ โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะทำการขยายผลเพิ่มเติม   ทั้งนี้ ตร.ฝากถึงประชาชนว่า ตอนนี้กัญชา ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 5 ยังผิดกฎหมายอยู่ นอกจากจะแจ้งว่ามีอยู่ในความครอบครอง เหมือนสมัยก่อน ที่ต้องแจ้งครอบครองอาวุธปืนจึงจะถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง กรณีกัญชาก็เช่นเดียวกัน โดยทาง ป.ป.ส. ยืนยันว่า ต้องใช้กัญชาในการรักษา หรือการบำบัดโรคเท่านั้น และจะต้องชี้แจงเหตุผลการมีครอบครองไว้ รวมถึง ปริมาณจริงๆ ไม่ใช่ครอบครองอย่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมกว่า 868 กก. แล้วมาแจ้งว่าไว้ใช้รักษา แต่กลับแพ็กเป็นอย่างดีมีจำนวนมาก แบบนี้ตนว่าคงเกินคำพูดที่ว่าเอาไว้ใช้รักษา ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OHCN8yIp5yk

 1,509
สังคม-อาชญากรรม
26 ธ.ค. 61

สนช.ปลดล็อกกัญชา-กระท่อม ใช้เพื่อการรักษา จ่อจัดโซนนิ่งให้ปลูก

ที่ประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้พิจารณาปลดล็อกกัญชาและกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 ให้สามารถนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสามารถนำไปใช้รักษาโรคภายใต้การควบคุมและดูแลทางการแพทย์ได้    โดยการจะผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือจำหน่ายกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้นั้น ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎกระทรวงกำหนด และความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ และหากมีปริมาณการครอบครองเกิน10 กิโลกรัม ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย   สำหรับหน่วยงานที่จะได้รับอนุญาตให้ผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง หรือจำหน่ายกัญชาได้นั้นประกอบด้วย   1.หน่วยงานรัฐ ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนวิชาด้านการแพทย์ เภสัชกรรม วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามแก้ปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย    2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด   3.สถาบันอุดมศึกษาที่ศึกษาและวิจัยด้านการแพทย์   4.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจชุมชน    5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ   6. ผู้ป่วยที่เดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดติดตัวเพื่อใช้รักษาโรคเฉพาะตัว   และ7.ผู้ขออนุญาตอื่นที่รมว.สาธารณสุขเห็นชอบ   นอกจากนี้ ยังกำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ให้ความเห็นชอบการกำหนดโซนนิ่งในการปลูกกัญชา หรือผลิตทดสอบ เสพ หรือครอบครองในปริมาณที่กำหนด รวมถึงมีอำนาจกำหนดให้ท้องที่ใดเป็นพื้นที่เสพกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง   ส่วนบทลงโทษนั้น หากครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยมีปริมาณกัญชาไม่ถึง 10 กิโลกรัม มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ครอบครองเกิน 10 กิโลกรัม จำคุก  1- 15 ปี ปรับ 100,000 -1,500,000 บาท เป็นต้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/efEOJcuoK74

 1,490

Top