ค้นหา :

ผลการค้นหา "นททอินเดีย"

ข่าวภูมิภาค
22 ม.ค. 63

เรือประมงกระบี่ ช่วย นทท.อินเดีย พายเรือแคนูหลงทิศ กลับเข้าฝั่งไม่ได้

กระบี่-คลิปเหตุการณ์เรือประมงช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสัญชาติอินเดีย 2 คน ขณะพายเรือแคนูออกมาจากฝั่งของเกาะพีพี จนไม่สามารถพายกลับเข้าฝั่งได้   โดยเรือยุทธนาวีนำทรัพย์ 11 ที่กำลังออกเรือหาปลาอยู่บริเวณด้านหลังของเกาะพีพี พบเรือแคนูของนักท่องเที่ยว ภายในเรือพบนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย 2 คน เป็นสามีภรรยากันทราบชื่อคือ นางสาว Basakhetre shanmitha suhas อายุ 29 ปี และนาย Jain dinesh pawan kunar อายุ 31 ปี อยู่ในสภาพอิดโรย ลูกเรือประมงลำดังกล่าว จึงช่วยกันนำนักท่องเที่ยวขึ้นมาบนเรือ และให้การช่วยเหลือจนปลอดภัย โดยได้ช่วยไว้ได้เมื่อช่วงเวลาประมาณ 23.00 น.ที่ผ่านของวันที่ 21 มค.63   นายยุทธนา ประมงค์ ไต๋ก๋งเรือ กล่าวว่า ขณะที่ตนนำเรือพร้อมลูกเรือเพื่อจะออกไปจับปลาบริเวณหลังเกาะพีพีเล และได้วิ่งผ่านด้านหลังเกาะพีพีดอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คลื่นลมในทะเลค่อนข้างแรง และเห็นแสงไฟขนาดเล็กส่องมาที่เรือของตน ห่างจากเกาะพีพีประมาณ 2 ไมล์ทะเล จึงให้เรือวิ่งเข้าไปดู   เนื่องจากขณะนั้นค่ำมืดแล้วจึงต้องวิ่งเรือเข้าไปใกล้ๆ ปรากฏว่าพบนักท่องเที่ยวที่กำลังขอความช่วยเหลือภายในเรือแคนู จึงสั่งให้ลูกเรือประมงนำนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ขึ้นมาบนเรือพร้อมกับแคนู 1 ลำ แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้ จึงประสานตำรวจท่องเที่ยวเกาะพีพี ออกมารับเพื่อนำส่งโรงแรมที่พักบนเกาะพีพีต่อไป จนล่าสุดทราบว่านักท่องเที่ยวทั้ง 2 คนปลอดภัยดีแล้ว   เบื้องต้นทราบว่านักท่องเที่ยวทั้ง 2 คน มาเที่ยวพักที่เกาะพีพี แล้วเช่าเรือแคนู ออกมาพายชมความงามของทะเลกระบี่ จนถึงช่วงเวลาค่ำ ไม่ชำนาญทิศทางของทะเล จึงไม่สามารถพายเรือกลับเข้าฝั่งบนเกาะพีพีได้ ทำให้เรือลอยลำอยู่กลางทะเลดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ezbqgl4j-XE

 963
สังคม
22 ม.ค. 63

เรือประมงกระบี่ ช่วย นทท.อินเดีย พายเรือแคนูหลงทิศ กลับเข้าฝั่งไม่ได้

กระบี่-คลิปเหตุการณ์เรือประมงช่วยเหลือนักท่องเที่ยวสัญชาติอินเดีย 2 คน ขณะพายเรือแคนูออกมาจากฝั่งของเกาะพีพี จนไม่สามารถพายกลับเข้าฝั่งได้   โดยเรือยุทธนาวีนำทรัพย์ 11 ที่กำลังออกเรือหาปลาอยู่บริเวณด้านหลังของเกาะพีพี พบเรือแคนูของนักท่องเที่ยว ภายในเรือพบนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย 2 คน เป็นสามีภรรยากันทราบชื่อคือ นางสาว Basakhetre shanmitha suhas อายุ 29 ปี และนาย Jain dinesh pawan kunar อายุ 31 ปี อยู่ในสภาพอิดโรย ลูกเรือประมงลำดังกล่าว จึงช่วยกันนำนักท่องเที่ยวขึ้นมาบนเรือ และให้การช่วยเหลือจนปลอดภัย โดยได้ช่วยไว้ได้เมื่อช่วงเวลาประมาณ 23.00 น.ที่ผ่านของวันที่ 21 มค.63   นายยุทธนา ประมงค์ ไต๋ก๋งเรือ กล่าวว่า ขณะที่ตนนำเรือพร้อมลูกเรือเพื่อจะออกไปจับปลาบริเวณหลังเกาะพีพีเล และได้วิ่งผ่านด้านหลังเกาะพีพีดอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คลื่นลมในทะเลค่อนข้างแรง และเห็นแสงไฟขนาดเล็กส่องมาที่เรือของตน ห่างจากเกาะพีพีประมาณ 2 ไมล์ทะเล จึงให้เรือวิ่งเข้าไปดู   เนื่องจากขณะนั้นค่ำมืดแล้วจึงต้องวิ่งเรือเข้าไปใกล้ๆ ปรากฏว่าพบนักท่องเที่ยวที่กำลังขอความช่วยเหลือภายในเรือแคนู จึงสั่งให้ลูกเรือประมงนำนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ขึ้นมาบนเรือพร้อมกับแคนู 1 ลำ แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้ จึงประสานตำรวจท่องเที่ยวเกาะพีพี ออกมารับเพื่อนำส่งโรงแรมที่พักบนเกาะพีพีต่อไป จนล่าสุดทราบว่านักท่องเที่ยวทั้ง 2 คนปลอดภัยดีแล้ว   เบื้องต้นทราบว่านักท่องเที่ยวทั้ง 2 คน มาเที่ยวพักที่เกาะพีพี แล้วเช่าเรือแคนู ออกมาพายชมความงามของทะเลกระบี่ จนถึงช่วงเวลาค่ำ ไม่ชำนาญทิศทางของทะเล จึงไม่สามารถพายเรือกลับเข้าฝั่งบนเกาะพีพีได้ ทำให้เรือลอยลำอยู่กลางทะเลดังกล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ezbqgl4j-XE

 963
เศรษฐกิจ
13 ม.ค. 63

ก.ท่องเที่ยวเสนอ ครม.ฟรีวีซ่า ดึง นทท.จีน-อินเดีย เที่ยวไทย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณามาตรการฟรีวีซ่า หรือไม่ต้องขอวีซ่าเมื่อเดินทางเข้าไทย แก่นักท่องเที่ยว2ตลาดใหญ่ ได้แก่ จีน และอินเดีย เข้าพำนักในไทยได้นาน14วัน เหมือนกับกรณีที่คนไทยสามารถเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า   โดยจากสถิติการท่องเที่ยวปี 2562 พบว่าคนจีนเดินทางเข้าไทย 11 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%  และคนอินเดียเดินทางเข้าไทย 1.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 22% สร้างรายได้ 8.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%   คาดการณ์ว่าในปี 2563 ชาวจีนจะเข้าไทย 11.5-12 ล้านคน สร้างรายได้ 6 แสนล้านบาท ส่วนชาวอินเดียเข้าไทย 2.2 ล้านคน สร้างรายได้ 9.2 หมื่นล้านบาท   มาตรการฟรีวีซ่านี้จึงเป็นยาแรงสำคัญที่จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียให้มาเที่ยวไทยต่อเนื่อง สานเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศของรัฐบาลปี 2563 ให้ถึง 2.22 ล้านล้านบาท ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-HeMD0IHd0E

 1,354
เศรษฐกิจ
23 ส.ค. 62

นายกฯแจงเบรคฟรีวีซ่าจีน/อินเดีย - ขยายเวลาเปิดผับตี 4 ต้องดูอย่างรอบด้าน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวกรณีที่รัฐบาลตีตกมาตรการฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย โดยระบุว่า   ต้องดูว่าคุ้มค่าหรือไม่ และประเทศต้นทางเขาต้องการหรือไม่ ถ้าเราตั้งของเราฝ่ายเดียว ขณะเดียวกันต้นทางเขาอยากควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวของเขาอยู่เหมือนกัน ซึ่งเขาไม่ต้องการคนที่หลบหนีออกมาอยู่ในประเทศของเรา ซึ่งจะมีอันตราย เรื่องความมั่นคง รวมถึงการทุจริตผิดกฎหมายต่างๆ   ถ้าเราเปิดช่องทางตรงนี้มากๆ จะเป็นผลเสียหรือเปล่า จึงต้องมาทบทวนกันก่อน ขอให้เป็นสเต็ปๆ ไป สิ่งที่กระทรวงท่องเที่ยวฯ รายงานมา ยอดนักท่องเที่ยวอาจตกไปบ้าง แต่ไม่ได้ตกมากมายจนแก้ไขไม่ได้ เดี๋ยวค่อยหามาตรการต่างๆ เสริมเข้าไป วันนี้หลายพื้นที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแล้ว บางพื้นที่ก็ไปไม่ได้ เราควรใช้โอกาสนี้ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่การให้ฟรีวีซ่า ต้องดูความมั่นคงด้วย   ส่วนมาตรการขยายเวลาปิดผับถึงตี 4 ก็ต้องไปทบทวนดูว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพราะไม่อยากให้คิดว่าเราแก้ปัญหาหนึ่งแต่นำไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคม วัยรุ่น สิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องดูภาพรวม          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/hEvJiH4mBNQ

 835
เศรษฐกิจ
21 ส.ค. 62

ตีตกฟรีวีซ่า นทท.จีน-อินเดีย หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย กระทบความมั่นคง-สิ่งแวดล้อม

ที่ประชุม ครม.ไม่เห็นชอบมาตรการฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดีย ตามข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   ซึ่งในที่ประชุม ครม. รัฐมนตรีหลายคนออกความเห็นคัดค้านมาตรการดังกล่าว โดยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ได้ระบุว่า จะกระทบกับความมั่นคง และไทยต้องการสนับสนุนนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเข้ามามากกว่าปริมาณ   ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย แสดงความเป็นห่วงความเพียงพอของสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความเป็นห่วงว่าอาจทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่าปริมาณที่ธรรมชาติในเขตป่าไม้และอุทยานจะรับไหว และทำให้ปริมาณขยะในป่าไม้และทะเลมีปริมาณเพิ่มขึ้นหากไม่มีการจัดการที่ดีพอ และอาจได้ไม่คุ้มเสีย   ทั้งนี้ เมื่อมีเสียงคัดค้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวฯ ได้พยายามขอให้ ครม.เห็นข้อดีของมาตรการนี้ที่จะดึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย โดยขอให้ทดลองดูในระยะเวลาสั้นๆก่อน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่ได้รับความยินยอมและสนับสนุนจากรัฐมนตรีอื่นๆ นายพิพัฒน์จึงยอมถอย   อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นชอบเพียงการต่ออายุการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on arrival) 2,000 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 18 ชาติ และ 1 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งในนี้มีจีนและอินเดียที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค.นี้ ออกไปอีก 6 เดือน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/xXXJ4_-9sik

 1,213
เศรษฐกิจ
20 ส.ค. 62

'บิ๊กป้อม' ไม่เห็นด้วยฟรีวีซ่า นทท.จีน-อินเดีย รมว.คลัง-ท่องเที่ยว ประสานเสียงเสนอเข้า ครม.วันนี้

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วยกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวอินเดียและจีน เพื่อหวังกระตุ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวว่า เรื่องนี้ตนไม่เห็นด้วย และกระทรวงการต่างประเทศก็คงไม่เห็นด้วย เพราะนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียมีประชากรจำนวนมาก ถ้าเข้ามาแล้ว เกรงจะเป็นปัญหาได้   ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เศรษฐกิจ และได้มอบให้ไปหารือกับกระทรวงต่างประเทศ และฝ่ายความมั่นคงแล้ว ยืนยันจะเสนอมาตรการนี้เข้าสู่ ครม.วันที่ 20 ส.ค.นี้ หากมีข้อคิดเห็นไม่ตรงกันขอให้หารือในที่ประชุม ครม.ก่อน ถ้าไม่มีมาตรการนี้ จะไม่ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม   ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จะเสนอมาตรการฟรี วีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจีนและอินเดียต่อที่ประชุม ครม.วันที่ 20 ส.ค.นี้ แม้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายดอน คัดค้าน เพราะเกรงกระทบความมั่นคง   แต่มาตรการนี้ผ่าน ครม.เศรษฐกิจแล้ว คาดจะสร้างรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300,000 ล้านบาท ส่วน พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า กระทรวงการต่างประเทศคัดค้านอยู่แล้ว และเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะจีนและอินเดียมีประชากรกว่า 1,200 ล้านคน การจะให้เข้าไทยง่ายๆไม่ค่อยเห็นด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/dLre5PvocWc

 922
เศรษฐกิจ
20 ส.ค. 62

'ดอน' แนะไทยต้องจัดระบบภายในให้ดี ก่อนให้ฟรีวีซ่าจีน-อินเดีย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการที่กระทรวงการต่างประเทศแสดงความคิดเห็น คัดค้านการให้ฟรีวีซ่ากับนักท่องเที่ยวจีน-อินเดียว่า   ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะพุ่งเป้าไปที่ประเทศใดเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อพูดถึงประเทศที่มีประชากรเป็นพันล้านคน เรารู้ดีว่าองคาพยพในประเทศของเรายังต้องปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้รองรับจำนวนคนที่มากขนาดนั้นได้ หากไม่มีการยื่นขอวีซ่าเราจะไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร ขณะที่เมื่อมีการตรวจสอบก็ยังพอจะทราบข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสารที่นำมายื่นขอวีซ่า   การขอวีซ่าและการคัดกรองคนเข้าประเทศถือเป็นแนวปฏิบัติสากล เหมือนกับที่เมื่อคนไทยเดินทางไปประเทศอื่นก็จะต้องมีการคัดกรองกันเป็นปกติ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่ทำให้เรามีประสิทธิภาพในการรับรองผู้มาเยือนได้มากขึ้น การดูแลและคัดกรองผู้ที่จะเดินทางเข้ามาไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนมีความปลอดภัยด้วยเช่นกัน   ปัญหาของไทยอยู่ที่เราต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของเราเองในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการเมื่อมีคนเข้าประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมในหลายหลายส่วน เพราะหากมีปริมาณนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก เราต้องสามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เขาท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ และไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ เขาจึงจะประทับใจและเดินทางมาเยือนไทยอีก   “เราขอบคุณนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมาเยือนไทย แต่เราไม่สามารถเปิดก๊อกให้น้ำพุ่งเต็มกำลังโดยที่เรายังไม่พร้อมที่จะรองรับได้ อย่างไรก็ดีเราจะพยายามดูแล เพื่อพัฒนาความสามารถของเราให้สามารถรับน้ำที่พวยพุ่งได้ภายหน้า เพราะฉะนั้นประเด็นใหญ่ของเราคือต้องจัดการเรื่องภายในให้เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ เมื่อมีระบบที่ดีแล้วนักท่องเที่ยวจะมาแค่ไหนอย่างไร เราก็เชื่อว่าเขาจะมาและกลับไปด้วยความประทับใจ และน่าจะกลับมาเยือนประเทศไทยอีก” นายดอนกล่าว   ปัจจุบันมีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว เราต้องพยายามมองให้ครบ 360 องศา ไม่ได้มองแค่มิติใดมิติหนึ่งแต่ต้องมองแบบองค์รวม เพราะมันมีความเชื่อมโยงในเรื่องต่างๆ อยู่ ทั้งนี้การจะกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวควรต้องทำควบคู่กับคุณภาพในการดูแลคนที่เข้ามาท่องเที่ยวด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/P2sMDQOlwyg

 1,953
เศรษฐกิจ
19 ส.ค. 62

กต.ค้านฟรีวีซ่า นทท.จีน-อินเดีย หวั่นกระทบความมั่นคง หนีกบดาน-แย่งงานคนไทย

จากกรณีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการยกเว้นวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดียที่เดินทางมาไทย กำหนดให้พำนักในไทยได้ 15 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ ‪1 พ.ย. 2562 – 31 ต.ค. 2563 หรือเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ   แต่ล่าสุดทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยระบุว่าหากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง จะส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ   ในหนังสือระบุว่า ควรยกเว้นวีซ่าให้กับชาวต่างชาติที่มีความเสี่ยงน้อย หรือไม่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อื่นๆ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะจีนและอินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรเป็นพันล้านคน ถ้าได้รับการยกเว้นวีซ่าเข้าไทย อาจมีการเข้ามากบดานในไทยเพื่อหนีภัยธรรมชาติและความยากจน นำไปสู่ปัญหาด้านสังคม วัฒนธรม วิถีชุมชนในไทย   นอกจากนี้ในปัจจุบัน ยังมีชาวจีนจำนวนมากใช้ช่องว่างในการท่องเที่ยว เข้ามาทำธุรกิจในไทย ควบคุมกลไกการตลาด สร้างโกดังผลผลิตทางการเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ส่วนชาวอินเดีย มักมีการใช้หลักฐานเท็จยื่นขอวีซ่า เพ่อหลบหนีเข้ามาทำมาหากินในเมืองไทย   อย่างไรก็ตาม สมาคมท่องเที่ยวธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) แสดงความเห็นต่าง มองว่ามาตรการยกเว้นวีซ่าชาวจีนและอินเดียเป็นเรื่องที่ดี และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชาวอินเดีย เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทย การอำนวยความสะดวกดังกล่าวจะกระตุ้นให้ นทท.เดินทางมามากขึ้น มั่นใจการท่องเที่ยวของไทยจะฟื้นตัวขึ้น ไม่น่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mbu1jovN-sI

 2,964
สังคม-อาชญากรรม
11 ต.ค. 61

คุมตัว 'ตั้ม ตึกแดง' ทำแผนจุดยิงปะทะแก๊งประตูน้ำ ตร.ล่าตัวสมุนทั้ง 2 แก๊ง จ่อออกหมายจับเพิ่มอีก 14 คน

ความคืบหน้ากรณีวัยรุ่นสองกลุ่ม ใช้อาวุธปืนอาก้าและ 9 มม.หลายกระบอก ยิงถล่มกันบรืเวณหลังห้างชื่อดังในซอยราชปรารภ2 ย่านประตูน้ำ ส่งผลให้ นักท่องเที่ยวอินเดียโดนลูกหลงเสียชีวิตคาที่ และผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บสาหัส   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) ตร.คุมตัว นายปรีชา ศักดิอุดมไพศาล หรือตั้ม ตึกแดง ผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุ ยิงถล่มกับกลุ่มของนายพรเทพ พุ่มพวง  หรือเพชร ประตูน้ำ เจ้าถิ่น โดยตร.คุมตัวนายตั้มไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เริ่มตั้งแต่จุดที่เกิดการทะเลาะวิวาท บริเวณโต๊ะสนุ๊ก ใกล้ลายจอดรถของห้างฯ นายตั้มและนายเพชร ทะเลาะกัน เรื่องการทำธุรกิจพนันบอล มีรายงานว่าอีกฝ่ายมาทำมาหากินในถิ่นของนายเพชร จึงไม่พอใจ   จากนั้นนายเพชรเดินกลับเข้าบ้าน มาบอกนายบำเพ็ญ พุ่มพวง หรือ มอก พ่อของนายเพชร ขณะนั้นนายตั้มพร้อมพวกเดินตามมาที่บ้าน ตะโกนเรียกให้นายเพชรออกมาเคลียกัน แต่นายเพชรไม่ออกมา มีแต่เสียงพ่อของนายเพชร ตะโกนว่า ไปเคลียกันที่ลานจอดรถ “ลูกกูไม่ใช่ตุ๊ดไม่ได้หนี”   จากนั้นนายตั้มจึงเดินกลับออกมา แต่ไม่นานก็มีเสียงปืนดังขึ้นตามหลังและพบว่าคนที่ยิงคือ นายเพชรและพ่อของนายเพชร โดยใช้อาวุธปืนอาก้ายิงถล่ม นายตั้มและพวกจึงหลบและชักอาวุธปืนยิงตอบโต้ถล่มกันไปมาสองฝั่งโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายและอันตรายจะถึงผู้อื่น   จากนั้นก็ต่างแยกย้ายหลบหนี จนกระทั่งมาถูกจับกุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายตั้ม เรื่องที่เกิดขึ้นนายตั้มอ้างว่า ไม่ได้ตั้งใจจะไล่ยิงกันแต่ถูกไล่ยิงก่อน จึงต้องป้องกันตัว ซึ่งหลังจากทำแผนเสร็จสิ้นตำรวจคววคุมตัวนายตั้มฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว   สำหรับคดีนี้ พล.ต.ต คัชชา ธารศาสตร์ รักษาการ รองผบชน. กล่าวว่า มีผู้ต้องหาคดีนี้มีทั้งหมด 25 คน ถูกออกหมายจับ 11 คน จับกุมได้แล้ว 6 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างการขยายผล ส่วนพ่อของนายเพชรคนที่นำปืนอาก้าออกมายิงถล่มนั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างติดต่มจับกุม โดยพบประวัติว่าเคยต้องโทษคดีพยายามฆ่าผู้อื่น พอพ้นโทษออกมาก็มาอาศัยแถวประตูน้ำ และก่อเหตุดังกล่าว   ส่วนกรณีโต๊ะสนุ๊ก ที่เปิดนั้น เบื้องต้นทางตำรวจนครบาล 1 ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบว่ามีการขออนุญาต อย่างถูกต้องหรือไม่ และเป็นแหล่งมั่วสุ่มอบายมุขของกลุ่มวัยรุ่นหรือไม่ หากมีการกระทำผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ต้องรับผิดชอบ   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/S1Z2IyWU94o  

 1,705
สังคม-อาชญากรรม
10 ต.ค. 61

มือยิงประตูน้ำมอบตัวแล้ว 1 จ่อออกหมายจับเพิ่ม ญาติ นทท.อินเดียพอใจไทยช่วยเหลือ รับเงินเยียวยา 2 ล้าน

จากกรณีกลุ่มวัยรุ่นยกพวกยิงถล่มกัน ในซอยราชปรารถ 2 ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านประตูน้ำ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้รับลูกหลง เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บ 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียและลาว   ความคืบหน้าเมื่อวานนี้ (9 ต.ค.) เมื่อเวลา 02.00 น. นายปรีชา ศักดิ์อุดมไพศาล หรือ ตั้ม ชุมชนตึกแดง อายุ 28 ปี หนึ่งในคนคุมโต๊ะสนุกเกอร์ และเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งย่านประตูน้ำ ก่อนใช้อาวุธปืนอาก้าขนาด 7.62 มม. ปืนสั้นขนาด 9 มม. และ ปืน .38 ยิงถล่มกัน กระสุนพลาดโดนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว  โดยย่องมอบตัวกับตำรวจ สน.พญาไท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวตามหมายจับ   เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันพยามฆ่าผู้อื่น,ครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต,พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร   ทั้งนี้นายตั้มรับสารภาพว่าก่อเหตุยิงจริง แต่ไม่เปิดเผยถึงสาเหตุการทะเลาะวิวาท คดีนี้ศาลได้อนุมัติออกหมายจับ 1 คน คือนายตั้ม จ่อออกหมายจับเพิ่มอีก 4-5 ราย จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีมากถึง 25 คน เป็นกลุ่มของนายตั้ม 19 คน กลุ่มของนายเพชร 6 คน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายจับกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมด   ด้าน พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 กล่าวว่า ได้ขยายผลหาแหล่งที่มาของอาวุธปืน ที่กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 2 กลุ่ม นำมาใช้ก่อเหตุขณะนี้ยังหาไม่พบ ส่วนนายพรเทพ พุ่มพวง หรือนายเพชร วัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บ นอนรักษาตัวที่โรงพพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตำรวจอายัดไว้สอบปากคำ   ด้านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึง ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวแล้ว พบว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่บางซื่อ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลระหว่างย่านประตูน้ำและบางซื่อหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างสืบสวน   ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยัน เป็นการทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มวัยรุ่นที่ขัดผลประโยชน์โต๊ะสนุกเกอร์ ขณะเดียวกัน พบว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุ พยายามหลบหนีออกนอกพื้นที่ซึ่งจะมีการติดตาม คดีนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ตำรวจทุกท้องที่ปรับแผนป้องกันเหตุไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เพราะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ   นอกจากนี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา , พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท. , พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เดินทางไปที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อเข้าเยี่ยมญาติของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมมอบเงินเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญา   โดยนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิต ได้รับเงินเยียวยากองทุนเยียวยานักท่องเที่ยว  1 ล้านบาท พร้อมเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย 1 ล้านบาท รวมจำนวน 2 ล้านบาท  ส่วนนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บ วงเงินการรักษาพยาบาลจากกองทุนเยียวยานักท่องเที่ยว 5 แสนบาท พร้อมวงเงินการรักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัย 5 แสนบาท รวมจำนวน 1 ล้านบาท   ขณะที่ญาติของ นายกาเคียจ์ ดีราจน์ อายุ 42 ปี นักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เสียชีวิต รอรับมอบเงินเยียวยาได้นั่งร้องร้องไห้ด้วยความเสียใจ โดยพอใจในการช่วยเหลือของทางการไทยที่ทำงานอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้เสียชีวิตเป็นพนักงานบริษัทเดินทางมาเที่ยว เป็นหัวหน้าครอบครัวคนเดียวต้องเลี้ยงแม่ที่อายุมาก ภรรยา และลูกชายที่เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีกคนเรียนมัธยม ซึ่งทางญาติได้นำร่างกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ประเทศอินเดียแล้ว   ด้านนางสาววรรณิภา บุญยอ มัคคุเทศก์ดูแลกรุ๊ปทัวร์ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียกลุ่มนี้ กล่าวว่า ทางบริษัทได้ดูแลนักท่องเที่ยวชาวอินเดียกลุ่มนี้ซึ่งเดินทางมาเที่ยวจำนวน 600 คน 19 รถบัส ก่อนเกิดเหตุได้ไปเที่ยวพัทยา 3 คืน และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ  โดยวันเกิดเหตุได้นำกรุ๊ปทัวร์ไปช้อปปิ้งย่านประตูน้ำ เพื่อรอไฟท์บินเดินทางกลับอินเดียตอนตี 2  เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.00 น. ลูกทัวร์กำลังจะทานข้าวภายในอาคาร จังหวะที่กลุ่มวัยรุ่นยิงถล่มกัน ผู้ตายกับผู้บาดเจ็บนั่งคุยกันอยู่    “ก่อนเกิดเหตุมัคคุเทศก์สังเกตเห็นวัยรุ่นทั้ง 2 กลุ่ม มองหน้ากันคิดว่าต้องเกิดเรื่องแน่ๆ จึงบอกให้ลูกทัวร์ขึ้นรถบัสเพื่อความปลอดภัย ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นทุกคนต่างพากันหมอบลง  คาดว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บน่าจะหมอบไม่ทันจึงโดนลูกหลง ไกด์ทุกคนฝ่าดงกระสุนตามหาลูกทัวร์เพราะพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง คนเจ็บพยายามเรียกขอความช่วยเหลือ ส่วนผู้ตายบอกไกด์คำสุดท้ายว่าให้บอกเมียด้วย”   ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมาตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ทหาร ปล่อยแถวเพื่อสร้างความเชื่อมันแก่นักท่องเที่ยวย่านประตูน้ำประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงมาตรการการป้องกันและการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้คลายความกังวล ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/7ueKTFhsfVA

 4,213
สังคม-อาชญากรรม
08 ต.ค. 61

วัยรุ่น 2 กลุ่มทะเลาะวิวาทข้างห้างดังย่านประตูน้ำ คว้าอาก้ากราดยิง นักท่องเที่ยวถูกลูกหลงดับ 2

ตร.สน.พญาไท รับแจ้งมีเหตุต่างชาติถูกยิงได้รับบาดเจ็บ บริเวณลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้าเซ็นธารา วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี   ที่เกิดเหตุบริเวณเต้นท์ที่พัก พบผู้บาดเจ็บยังไม่ทราบชื่อเป็นชาวอินเดีย 2 ราย และชาวลาว 1 ราย ถูกยิงตามร่างกายหลายแห่ง เจ้าหน้าที่กู้ชีพจึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น จากนั้นได้นำส่ง รพ.ราชวิถี 1 ราย และ รพ.ตร. 2 ราย นอกจากนั้นยังทราบว่ามีผู้บาดเจ็บอีก 2 รายเป็นชาวไทย ถูกนำส่ง รพ.จุฬา แต่คนเจ็บที่ รพ.ตร.ที่เป็นชาวอินเดียและชาวลาว ที่ถูกนำส่งที่โรงพยาบาลราชวิถี ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา 2 รายที่โรงพยาบาล   จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนและหัวกระสุนยังไม่ทราบขนาดตกตกอยู่หลายปลอก นอกจากนั้นที่กันสาดตึกของครัวประตูน้ำพบรอยกระสุนปืน 1 รอยและที่ตู้ขายน้ำผลไม้อีก 3 รอย เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเก็บรายละเอียดที่พบไว้เป็นหลักฐาน และนำกลับไปตรวจพิสูจน์อีกครั้ง   สอบสวนพยานในจุดเกิดเหตุทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มวัยรุ่นไล่ยิงกัน ในซอยข้างห้างเซ็นธารา ในขณะนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียมาซึ่งกันเป็นกรุ๊ปทัวร์และได้มากินอาหารกันที่ร้านอาหารอินเดียในห้างสรรพสินค้าเซ็นทารา พาวิลเลียน หลังกินอาหารเสร็จนักท่องเที่ยวบางคนมานั่งรอจะขึ้นรถอยู่บริเวณลานจอดรถ ซึ่งตรงกับซอยที่วัยรุ่นไล่ยิงกัน นักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่มานั่งรอขึ้นรถจึงถูกลูกหลงจากกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ 2 คน จึงมีการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว พร้อมผู้ได้รับบาดเจ็บรายอื่นที่พบเพิ่มเติม   และจากการสอบสวนไกด์ประจำห้างสรรพสินค้าดังกล่าวทราบว่า จุดที่เกิดเหตุเป็นจุดจอดรถทัวร์ ที่พานักท่องเที่ยวต่างชาติชาวอินเดีย มาลงพักกินข้าวที่ร้านอาหารอินเดียเกรส ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของห้างฯ ก่อนจะปล่อยให้เดินเที่ยวและช็อบปิ้งก่อนขึ้นรถ บางคนเดินเที่ยวเสร็จแล้วก็พากันไปนั่งพักบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อรอขึ้นรถทัวร์   ระหว่างนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 20 คน ที่โต๊ะสนุกเกอร์ใกล้ที่เกิดเหตุ ซึ่งมีทั้งปืน มีดและไม้วิ่งเข้าไปในซอยข้างห้างเซ็นธารา ในขณะระหว่างนั้นมีชายวัยรุ่น 3 คน สะพายอาวุธปืนสงครามเดินสวนออกมา จากนั้นก็ใช้อาวุธปืนกราดยิงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนทำให้กลุ่มวัยรุ่นประมาณ 20 คน ต่างพากันแยกย้ายกันวิ่งหลบหนี   ด้านผบก.น.1 กล่าวว่าเบื้องต้นเป็นเหตุทะเลาะของกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ มีผู้บาดเจ็บ 4 รายเสียชีวิต 1 ราย ผู้เสียชีวิตเป็นชาวอินเดีย ส่วนผู้บาดเจ็บทราบว่า เป็นชาวอินเดีย 1 คน ลาว 1 คน ส่วนอีก 2 คนยังไม่ทราบสัญชาติ รักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ 1 คน จุฬา 2 คนและราชวิถี 1 คน เบื้องต้นยังไม่ทราบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นใคร แต่จากอาวุธปืนที่ใช้ เป็นปืนยาว มีวิถียิงระยะไกลส่วนจะเป็นกลุ่มไหน ยังไม่ทราบแน่นอน ขอเวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานก่อน   นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ในจุดเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนของอาวุธสงคราม ที่เป็นปืนอาก้า ตกอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุหลายนัด ประกอบกับการสอบถามพยานในจุดเกิดเหตุ ก็ให้การว่ามีการใช้อาวุธปืนอาก้าร่วมในการก่อเหตุครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างลงพื้นที่ติดตามจับกุมคนร้ายที่ลงมืออุกอาจก่อเหตุใช้อาวุธปืนสงครามก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ   โดยในเวลาต่อมามีรายงานจากทางโรงพยาบาลเพิ่มเติมว่า ผู้บาดเจ็บชาวลาวที่ถูกนำส่งที่โรงพยาบาลราชวิถี เสียชีวิตในเวลาต่อ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็น 2 ราย ยังคงบาดเจ็บรักษาตัวอยู่อีก 3 ราย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/BTpJ0792YZU

 22,398

Top