ค้นหา :

ผลการค้นหา "พระมหาไพรวัลย์"

สังคม-อาชญากรรม
09 ก.ย. 62

'อ.เฉลิมชัย' ให้กำลังใจ นศ.วาดภาพพระปางอุลตร้าแมน 'พระมหาไพรวัลย์' ชี้จินตนาการแต่ละคนไม่เหมือนกัน

จากกรณีผลงานศิลปะภาพวาดพระพุทธรูปอุลตร้าแมน จำนวน 3 ภาพ ของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ซึ่งนำไปจัดแสดงที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 3-11 ก.ย. ภายใต้ชื่องานงานศิลปะ 'เต๊อะเติ๋น'   ภาพดังกล่าว ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเชิงเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นพระพุทธศาสนาไม่เหมาะสม ต่อมามีการปลดภาพวาดออกจากนิทรรศการ โดยเจ้าของภาพเข้ากราบขอขมาเจ้าคณะ จ.นครราชสีมา เผยทั้งน้ำตาไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ แค่ต้องการสื่อให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นฮีโร่เหมือนอุลตร้าแมนช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กับมนุษย์ ทำให้โลกมนุษย์สงบสุขได้   อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ได้เผยแพร่คลิปให้กำลังใจนักศึกษาผู้วาดโดยระบุว่า แท้ที่จริงแล้วการคิดใหม่สร้างใหม่ถือเป็นสิ่งที่สุดยอด ดังนั้นตนจึงอยากจะบอกว่านักศึกษาที่เขียนรูปพระพุทธรูปอุลตร้าแมนดังกล่าว   เขาเขียนตามความรู้สึกนึกคิดว่าอุลตร้าแมนเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้เขาและเขาเห็นว่ามีความเป็นฮีโร่ มีคุณงามความดี และเป็นผู้ปกป้องรักษาโลกนี้เอาไว้ โดยส่วนตัวตนเห็นว่าเขาอาจจะรู้สึกอุลตร้าแมนมากกว่าพระพุทธเสียอีก ดังนั้นเด็กจึงแทนที่ใบหน้าด้วยอุลตร้าแมนที่เขาเห็นว่ามีความเก่งกล้าสามารถ แต่เศียรยังคงเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบอกถึงคุณงามความดีแล้วให้คนรุ่นใหม่เหมือนเขาได้เห็นถึงความแปลกใหม่   เขาไม่ได้เอาเศียรไปใส่กับซาตาน คนชั่ว หรือตัวละครในหนังที่เป็นคนชั่ว แต่ใส่กับตัวละครที่ดีที่สุด ปกปักรักษาโลก เป็นคนมีคุณธรรมศีลธรรม อย่าไปมองว่าลบหลู่ศาสนา บ้าบอคอแตก น้ำเน่าเกินไป จนเด็กต้องกราบขอโทษทำให้เด็กสั่นไหว ทำให้เด็กทั้งประเทศสั่นไหว ต่อไปถ้าผู้ใหญ่ด่าๆ อย่างนี้เขาก็จะไม่กล้าทำอะไรอีก และลอกๆ ไป ถามว่าเด็กที่วาดรูปพระพุทธเจ้าเหมือนมากมีกี่คน มีอยู่มากมายแต่เขากล้าแหกคอกกันไหม ตอบว่าเขาไม่กล้าทำ แต่คนนี้กล้าและไม่ผิดเพราะไปอยู่ในอุลตร้าแมนซึ่งเป็นตัวละครดีที่สุดตามสติปัญญาของเด็ก   เคยมีกรณีภาพวาดของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ที่เรียนปรัชญาพระพุทธศาสนามาถูกกรีดทำลายเพราะไปเข้าใจกันในทำนองว่าลบหลู่ศาสนา จนนักปราชญ์อย่างอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ต้องออกมาอธิบายให้เข้าใจว่าเป็นศิลปะที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ต่อมาก็มีอาจารย์ปัจจุบันอยู่ได้เขียนภาพเปรตเป็นพระภิกษุที่ชั่ว พระภิกษุปลอม โดยเป็นลักษณะการยกย่องพระภิกษุที่ดีและด่าพระภิกษุที่ไม่ดี เมื่อตายแล้วจึงไปเกิดเป็นเปรตรวมทั้งไม่ได้ลบหลู่คนดี   แต่ปรากฎว่ากลับมีการเดินขบวนด่าว่ากันวุ่นวายกระทั่งสุดท้ายคณะกรรมการตัดสินงานศิลปะกรรมแห่งชาติก็ให้รางวัลภาพนี้ได้ที่ 1 มีการนำภาพไปจัดแสดงที่ต่างประเทศและคนซื้อไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ต่างๆ เพราะศิลปะต้องมีจินตนาการไม่ได้ลบหลู่แต่ประการใด หากว่าเรามองเนื้อแท้และไม่ได้มองแค่เปลือกนอก   สุดท้ายตนขอบอกว่าใครจะด่าตนก็ด่าไปแต่อย่าไปด่าเด็กเพราะสงสารเด็ก เด็กไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้เอาเศียรพระพุทธรูปไปใส่กับเปรด สัตว์นรกหรือคนชั่ว หรือตัวละครที่ชั่วๆ รวมทั้งขอสื่อไปถึงเด็กนักศึกษาที่วาดภาพนี้ด้วยว่าอย่าท้อและขอให้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไปด้วย   ด้าน พระมหาไพรวัลย์  วรวณฺโณ พระภิกษุแห่งวัดสร้อยทอง ระบุว่า ภาพนี้เป็นแค่ภาพที่อยู่ในจินตนาการ อยู่ในความคิดและความรู้สึก ซึ่งไม่ได้ถูกรังสรรค์ออกมาเป็นภาพวาดจริงๆ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนับถือพระพุทธเจ้าและมองเห็นความเป็นฮีโร่ในตัวของพระองค์ เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพลังพิเศษ คือสามารถขจัดปัดเป่าหรือบำราบทุกข์บำรุงสุขให้เกิดแก่คนหมู่มากได้ สามารถประทานพระธรรมเทศนาอันเปรียบดั่งศัตราวุธ เพื่อต่อสู้กับเหล่าร้ายคือกิเลสตัณหาในหัวใจของมนุษย์ให้หมดสิ้น   พระมหาไพรวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพวาดก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเงาสะท้อนแห่งจินตนาการ และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในเช่นกัน ความเคารพศรัทธาไม่มีรูปแบบ และมันเป็นนามธรรมอันลึกซึ้งมากกว่าที่ใครจะมาแบ่งแยกความสูงความต่ำ ความละเอียดวิจิตรหรือความเลวทรามหยาบกระด้าง ตลอดจนถึงการแสดงออก ซึ่งใครก็ไม่รู้ที่มาจำกัดแค่การกราบไหว้บูชา    จะวิจารณ์งานศิลปะสักชิ้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ดูจากภาพที่วาดออกมาเท่านั้น ต้องดูนัยยะว่าต้องการสื่อความหมายอะไร ซึ่งคนส่วนใหญ่มองข้าม ทุกคนมีสิทธิ์อธิบายความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าในแบบของเขา ทำไมต้องบังคับให้เขาศรัทธาในแบบของคุณอย่างเดียว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zg7AbDfQY8I

 3,964
แชร์ออฟเดอะเดย์
16 ม.ค. 62

ธรรมกายแจงภาพพระตักบุฟเฟ่ต์อาหารหรู พระมหาไพรวัลย์ ชี้ไม่ผิดวินัยสงฆ์

กรณีโลกออนไลน์เผยแพร่ภาพวัดพระธรรมกาย จัดบุฟเฟ่ต์เลี้ยงพระภายในวัด ซึ่งเป็นอาหารหลากหลายชนิดที่มีความหรูหรา อาทิ ซูชิ ซาชิมิแซลมอน สลัดธัญพืช หม่าล่า ลวกจิ้ม ปลากะพงนิ่งมะนาว หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์นึ่ง หอยเซลล์ย่างชีส กุ้งอบเกลือ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผิดพระธรรมวินัยหรือไม่   ต่อมา นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย เผยว่า ภาพที่มีการเผยแพร่ลงสู่สังคมออนไลน์นั้น เป็นภาพที่เกิดขึ้นในโครงการธรรมยาตรา เส้นทางพระผู้ปราบมาร ปีที่ 7 มีพระภิกษุธรรมยาตรา 1,135 รูป ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 2- 31 ม.ค. 62 ซึ่งภาพดังกล่าว จึงไม่ได้อยู่ในพื้นที่วัดพระธรรมกาย และภาพที่ปรากฎเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมถวายภัตตาหาร เป็นสังฆทานของผู้ศรัทธา   ส่วนภัตตาหารที่ผู้ศรัทธานำมาถวาย ก็เกิดจากความศรัทธาของประชาชน โดยไม่มีผู้กำหนดกฎเกณฑ์ของสิ่งของที่ศิษยานุศิษย์จะถวาย ซึ่งลักษณะคล้ายกับเวลาประชาชนนิมนต์พระมาที่บ้าน ก็ต้องมีการคิดคำนึงว่าจะถวายของสิ่งใดให้พระสงฆ์   โดยมีการตั้งโต๊ะเป็นแนวแถวยาว เพื่อให้ภัตตาหารของศิษยานุศิษย์ที่นำมาถวายนั้นทั่วถึงพระทุกรูป ซึ่งถือว่าเป็นการจัดระบบจัดเรียงภัตตาหาร และตนไม่อยากเรียกว่าเป็นบุฟเฟ่ต์ โดยพระที่จะเข้ามาตักอาหารก็ต้องตักเท่าที่ฉัน และต้องประมาณตัวเอง หลังจากนั้นพระก็จะไปนั่งฉัน เมื่อฉันเสร็จก็ต้องล้างบาตรด้วยตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าโครงการแบบนี้ วัดป่าอื่น ๆ ที่มีกิจกรรมเช่นนี้ ก็จัดรูปแบบโต๊ะในลักษณะนี้เช่นกัน   โดยช่วงเช้า ประชาชนก็จะไปกล่าวคำถวายภัตตาหาร หลังจากนั้นจะมีผู้แทนของคณะสงฆ์เป็นผู้รับการประเคนถวายภัตตาหารจากชาวบ้าน เนื่องจากวัดมีพระจำนวนหลายรูป หากให้มารับการประเคนจากศิษยานุศิษย์ทั้งหมด คงใช้เวลาไม่น้อย จึงใช้วิธีการดังกล่าวแทน   ด้านพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า เราจะไม่ชอบธรรมกายยังไงก็ได้นะ แต่เราจะปล่อยให้ความไม่ชอบกลายเป็นความอคติไปเสียทุกเรื่อง อย่างนี้มันก็ไม่ถูก   จริงการฉันในลักษณะแบบนี้ มันเป็นเรื่องปกติมาก พระวัดป่าหลายวัดก็มีธรรมเนียมการฉันแบบนี้ คือโยมปราวารณาถวายอาหารทั้งหมด ใส่ถาดประเคนไว้ แล้วให้พระเลือกตักอาหารที่เป็นสัปปายะแต่พอประมาณสำหรับตัวเอง   อีกอย่างที่ทำแบบนี้ เพราะอาหารที่เหลือจากการตักแล้วจะได้ไม่ปฎิกูลและเหมาะแก่การเป็นของควรบริโภคสำหรับญาติโยมต่อไปด้วย   ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนะ เวลามีงานอบรมพระเยอะเยอะ ถึงอย่างที่จัดที่พุทธมณฑล ก็มีการถวายอาหารในลักษณะนี้ทั้งนั้น   ส่วนเรื่องเนื้อดิบนั้น พระท่านก็พิจารณาตามความเหมาะสมที่จะไม่ตักฉันได้ บางทีเราก็ไปซีเรียสกับเรื่องไม่ควรซีเรียส ส้มตำทุกวันนี้ก็ใส่ของดิบทั้งนั้น ทั้งปลาร้า ทั้งปูดอง ไหนจะลู่ลาบอีก พระที่ฉันของพวกนี้ก็อาบัติหมด ไม่ต่างจากฉันปลาดิบนี่เลย   ยังมีเรื่องอาหารหรูที่คนด่าพระกันมากนะ คือถ้าเป็นอาหารที่พระซื้อหามาฉันเอง หรือโพสต์อวดโชว์ในโซเชียล อันนี้อาตมาเห็นด้วยว่าสมควรด่าสมควรตำหนิ แต่ถ้ามันเป็นอาหารที่มีชาวบ้านเขาปวารณาและศรัทธาที่จะถวายให้พระได้ฉัน เราไม่ควรไปตำหนิทานของคนอื่นนะ ทำแบบนี้ไม่ถูก ที่ถูกควรต้องอนุโมทนาบุญกับทานของเขา เพราะมันเป็นความพอใจของเจ้าของทานที่จะถวายอย่างนั้น   บางทีเห็นข่าวอะไรก็ต้องหาความรู้ก่อนนะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน บางคนยังไม่ทันได้พิจารณาอะไรเลย แค่เห็นชื่อวัดก็ด่ากันอย่างสนุกปากแล้ว แบบนี้ก็ดูจะเกินเลยไปหน่อย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NaDw12YRU9Q

 13,783
แชร์ออฟเดอะเดย์
29 พ.ย. 61

โซเซียลแห่แชร์ภาพพระโชว์ซิกแพค 'พระมหาไพรวัลย์' ชี้ขัดวินัยสงฆ์ แต่เห็นด้วยพระควรออกกำลังกาย

โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพของผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ "สุรเสกข์ ขวาธิจักร" เป็นภาพชายคนหนึ่งแต่งกายคล้ายพระภิกษุโชว์หน้าท้องซิกแพค โดยมือถืออุปกรณ์ยกน้ำหนักเอาไว้ในมือ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงความเหมาะสมหากเป็นพระภิกษุจริง   ล่าสุด พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักคิดนักเขียน พระภิกษุวัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ตามวินัยบัญญัติของภิกษุ เรื่องเสขิยวัตร ว่าด้วยความเหมาะสมแก่สมณเพศในการประพฤติปฏิบัติต่อชุมชน ได้ระบุถึงความเหมาะสมแก่สมณเพศที่พระภิกษุจะต้องห่มคลุมกายให้มิดชิด แต่ภาพดังกล่าวเปลือยท่อนบนให้เห็นหน้าท้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยพระภิกษุต้องสำรวมเพื่อให้เกิดความเลื่อมใสของบุคคลในชุมชนนั้นๆ จะได้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา   พระมหาไพรวัลย์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นการออกกำลังกายสำหรับพระภิกษุว่า พระธรรมวินัยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการออกกำลังกายโดยตรง แต่กล่าวถึงเรื่องต้องห้ามในการลุ่มหลง รักสวยรักงามในสรีระร่างกายของตนเอง พระไม่มีความจำเป็นในการออกกำลังกายเหมือนกับฆราวาส ที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหรือรูปร่างที่ดี แต่ส่วนตัวมองว่าพระสามารถออกกำลังกายได้เพื่อสุขภาพที่ดี แต่ไม่ควรออกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างฆราวาส เช่น การเข้าฟิตเนส แต่ในกิจวัตรของพระก็มีกิจกรรมการออกกำลังกายในตัวอยู่แล้ว เช่น การปัดกวาดเช็ดถู การดูแลเสนาสนะ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/0oI-vZeLgJE

 14,507
บันเทิง
22 พ.ย. 61

แบนฉากพระเคาะโลงศพร้องไห้หนัง 'ไทบ้านเดอะซีรี่ส์ 2.2' สมาคมผู้กำกับร้องขอเสรีภาพให้ คนสร้างหนัง-ผู้ชม

สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย นำโดยนายกสมาคม ปื๊ด – ธนิตย์ จิตนุกูล พร้อมด้วยทีมผู้กำกับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว, อ๊อด – บัณฑิต ทองดี และ อนุชา บุญยวรรธนะ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงกรณีที่ภาพยนตร์เรื่อง 'ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ 2.2' ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จาก คณะกรรมพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ทำให้ต้องยกเลิกงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนที่จังหวัดนครราชสีมา แบบกะทันหัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 พฤศจิกายน)     จากฉากที่พระสงฆ์บวชใหม่ร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าโลงศพหญิงคนรัก ซึ่งทางคณะกรรมการเซ็นเซอร์มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่สัมรวมของพระสงฆ์ ทั้งที่หนังมีกำหนดเข้าฉายวันนี้เป็นวันแรก (22 พฤศจิกายน) แต่ต้องถูกเลื่อนฉายออกไปอย่างไม่มีกำหนด   ซึ่งทางสมาคมผู้กำกับฯ ยอมรับว่าตอนนี้ทางผู้สร้างภาพยนตร์ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์ 2.2 ยินดีตัดฉากดังกล่าวออก เพื่อให้หนังได้เรต 18+ และได้เข้าฉาย แต่ในมุมมองของสมาคมฯ และในฐานะคนทำหนัง เห็นว่าเป็นการสร้างความเสียหายกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และมองว่าคนดูมีวุฒิภาวะ, มีสิทธิเสรีภาพในการรับชมจากการจัดเรตติ้งอยู่แล้ว   การตัดฉากดังกล่าวออกไป ทำให้คนไทยได้ดูหนังที่ไม่ถึงอารมณ์อีกครั้ง จึงอยากให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่แบนหนังเรื่องนี้ พร้อมกับอยากเรียกร้องขอมาตรฐานการจัดเรตจากกระทรวงวัฒนธรรม และอยากให้คนในอุตสาหรรมภาพยนตร์ได้ดูแลกันเอง น่าจะทำได้ดีกว่า   หลังจากสมาคมได้แถลงข่าว นายสุรศักดิ์ ป้องศร ผู้กำกับของเรื่อง ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงฉากนี้ว่า “เราใช้เวลาถ่ายฉากนี้อยู่ 2 วัน เตรียมงาน 1 วัน เพื่อคาดหวังว่าอยากให้ฉากนี้มันฉากที่เศร้าที่สุดของเรื่อง อยากให้เป็นฉากที่ทุกคนต้องร้องไห้ตามหรือรู้สึกกับมันได้มากที่สุด อยากให้เป็นฉากที่ประทับใจ   ถ้าไม่มีฉากนี้ในหนังแล้วถ้ามันจำเป็นต้องทำผมก็โอเค แต่ผมก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่าหนังมันอาจจะไม่สมบูรณ์ตามที่หนังมันควรจะเป็นนะ...แค่เสียดายที่แฟนคลับทุกคนจะไม่ได้ดูมัน ดูฉากที่เราคาดว่ามันจะพีคสุดของเรื่อง   ในช่วงของการถ่ายทำกว่าจะถ่ายฉากนี้ได้เราต้องไปอ้อนวอนขอร้องเจ้าของบ้านให้เราได้จัดงานศพในบ้านเขา (ถ้าคนอีสานบางบ้านเขาจะถือว่ามันเป็นลางร้าย) เขาไม่อยากให้จัด เราก็พูดคุยจนเขาใจออนยอมให้เราได้เซ็ดฉากนี้ถ่าย แต่มีข้อแม้ว่าหลังจากเส็จแล้วเราต้องทำบุญบ้านให้เขา วันถ่ายวันแรก น้องๆนักแสดงทุ่มเทมากอยากให้หนังออกมาแล้วให้แฟนคลับประทับใจ   เพราะโจทย์ที่ผมให้ไปกับน้องต้า(พระเซียง)คือ เราต้องทำให้ฉากนี้เศร้าที่สุดตั้งแต่ที่ทำภาคแรกจนถึงภาคนี้ มึงต้องทำให้ได้ ผมอยากเห็นน้ำตาพระเซียงที่ไหลออกมาแบบหน้านิ่งๆเหมือนพยายามทำเหมือนว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วค่อยๆฝืนตัวเองกลั้นไม่ให้ร้องให้แต่ยิ่งกลั้นยิ่งทำให้ใจเราสั่งให้เราร้องหนักขึ้นแล้วค่อยๆเดินอย่างคนไม่มีสติเขามาเคาะโรงศพเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง แล้วทุกอย่างมันต้องเรียวแล้วธรรมชาติที่สุด เสมือนว่ามันเกิดขึ้นจริง   แต่แล้ววันนั้นน้องก็ทำไม่ได้เราถ่ายจนเกือบถึงเที่ยงคืน เราได้ยกกองอีกครั้งน้องเล่นไม่ได้ตามที่เราอยากได้ วันที่2 เรามาลองกันอีกครั้งนึง ครั้งนี้ประทับใจมากน้องเล่นได้เกินคาด แต่หลังเล่นเส็จน้องเข้ามาถามกับผมว่าเป็นไงผมเล่นดีไหม ผมบอกแค่ว่า ก็พอได้   *สาธุขอให้คณะกรรมการเห็นใจพวกเราและแฟนคลับชาวไทบ้านด้วยเถิด...อยากให้หนังไม่ต้องตัดอะไรเลย..แต่ถ้ามันจำเป็นต้องตัดจริงๆ ผมก็ยอม #ไทบ้านเดอะซีรีส์2.2”   นอกจากก็ยังมีมุมมองในส่วนของพระสงฆ์ด้วย หลัง ‘พระมหาไพรวัลย์ วรวัณโณ’ แห่งวัดสร้อยทอง ก็ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า   “ไทบ้านเดอะซีรีส์ เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งนะ ในมุมมองของอาตมา เป็นหนังที่ฉายภาพของวัยรุ่นยุคใหม่ในสังคมชนบท (อีสาน) ได้หลากหลายมิติดีมากมาก ทั้งเรื่องของความรัก วิถีชีวิต ความคิดความเชื่อ วัฒนธรรม ภาษาและอื่นอื่นอีกมากมาย ซึ่งมีพัฒนาการและเปลี่ยนไปจากภาพมายาคติของสังคมอีสานยุคเก่าเก่าที่แบบเราเคยมอง ไม่แปลกใจว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นที่ชื่นชอบของคนภาคอีสาน   อาตมาเห็นว่า การเเบนหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ เป็นการทำลายเมล็ดพันธุ์ของความคิดสร้างสรรค์และความกล้าของคนรุ่นใหม่ที่จะริเริ่มผลิตผลงานภาพยนต์อย่างไม่มีชิ้นดีเลย (หัวใจคนทำหนังหมุ่นอุ้ยปุ้ยไปหมดแล้ว)   อาตมาไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงของการแบนหนังเรื่องนี้คืออะไร ถ้าเป็นเพราะฉากพระร้องไห้เพราะทำใจไม่ได้ที่อดีตแฟนตายตามที่สื่อนำเสนอ อันนี้เลอะเทอะนะ การร้องไห้หรือหัวเราะ มันเป็นธรรมชาติของปุถุชชน ตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระส่วนหนึ่งก็ร้องไห้ทั้งนั้น ยกตัวอย่าง พระอานนท์ เป็นต้น   อาตมาอยากให้คณะกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติทำการทบทวนเรื่องนี้ใหม่นะ ติดเรทหนังก็ได้ ถ้ามีฉากที่ไม่เหมาะกับเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เล่นแบนหมดแบบนี้ ต่อไปคนรุ่นใหม่ที่ไหนจะกล้ามีความคิดความอ่านมีความสร้างสรรค์เสนอภาพยนต์ที่เป็นทางเลือกเล่า เราจะมีหวังได้เห็นผู้กำกับหน้าใหม่ใหม่ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือมีความสามารถไม่แพ้คนรุ่นเก่าเก่าได้อย่างไร ทีหนังบ้าบ้าบอบอยังอนุญาตให้ฉายกันเต็มโรงไปหมด   ที่อาตมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเหตุผลอะไรนะ แค่ ๑. มันมีประเด็นเกี่ยวข้องกับศาสนาในบางมิติที่เราควรทำความเข้าใจร่วมกัน ๒. อาตมาต้องการอุดหนุนคนรุ่นใหม่ ให้พวกเขามีพื้นที่ในการรังสรรค์ผลงาน บางอย่างที่เขานำเสนออาจจะมีเกินเลยไปนิดไปหน่อยก็ได้นะ แต่เราต้องอุดหนุนพวกเขา ให้เวทีกับพวกเขาได้สะท้อนความแปลกใหม่บ้าง คนพวกนี้คือทางเลือกนะ และพวกเขาก็เติบโตจากความสามารถจริงจริง ไม่ใช่มีแต่ทุนกับเส้นสาย”    ภาพยนตร์ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” เป็นภาพยนต์เรื่องที่ 5 ที่ถูกคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ลงดาบมีคำสั่งห้ามฉายในราชอาณาจักรไทย โดยเรื่องแรกคือ Insects In The Backyard ที่มีการต่อสู้กันในชั้นศาลนานถึง 5 ปี สุดท้ายก็ได้เข้าฉายในเรต 20+ แต่ต้องตัดฉากหนังเอ็กซ์ 3 วินาทีออกไป   เรื่องที่สองคือ เชคสเปียร์ต้องตาย เรื่องที่สามคือ ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง  ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความแตกสามัคคีระหว่างคนในชาติ และเรื่องที่สี่ คือเรื่อง อาบัติ ซึ่งมีภาพที่รุนแรงและไม่เหมาะสม เชิงดูหมิ่นศาสนาพุทธ โดยมีภาพสามเณรในขณะเสพของมึนเมา, และจับเศียรพระพุทธรูปในลักษณะไม่ให้ความเคารพ แต่ต่อมาก็ได้มีการแก้ไขฉากบางส่วนและได้เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น อาปัติ จึงได้เข้าฉายในเรต 18+ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/u29Fwj7lj3E

 4,496
แชร์ออฟเดอะเดย์
04 ต.ค. 61

'พระมหาไพรวัลย์' โพสต์ปมคอนโดรำคาญเสียงระฆัง ชี้สังคมเมืองทำคนห่างพระ

จากกรณีลูกบ้านคอนโดหรูย่านพระราม 3 ร้องเรียนวัดไทร ที่ทำการตีระฆัง ส่งเสียงดังรบกวน ตั้งแต่เวลา 03.30 น. – 04.00 น. เป็นประจำทุกวัน ทำให้ทางสำนักงานเขตบางคอแหลม ต้องขอความร่วมมือวัดในการลดเสียงดังลง จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกสังคมออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง   ด้าน พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์นักคิด พระวัดสร้อยทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า   ยุคสมัยเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน อะไรหลายอย่างมันก็เปลี่ยนไปด้วยนะ คุณค่าทางวัฒนธรรมบางเรื่องมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ อย่างเรื่องการตีระฆังนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นในชนบท เรื่องนี้จะไม่มีปัญหาอะไรเลย พระบ้านนอกบางวัด ตีสี่ตีห้า ต้องตื่นมาตีระฆังนะ เพื่อเผดียงสงฆ์ทำวัตรสวดมนต์ แล้วชาวบ้านเขาก็ไม่เดือดร้อน เพราะคนโบราณสมัยก่อนตีห้าเขาก็ลุกขึ้นมาหูงข้าวแล้ว พระตีระฆังก็ได้ประโยชน์ด้วย ถือเป็นการปลุก บางที่คนก็ชอบนะ เสียงกลองเสียงระฆัง เวลาเขาได้ยิน เขาก็ถือว่าเป็นบุญที่จะได้อนุโมทนา เพราะเป็นสัญญาณว่า พระเณรทำวัตรสวดมนต์แล้ว   แต่ในสังคมเมือง คนกับพระห่างกันมาก วัดกับตึกห่างกันมาก มันก็เลยไม่มีสำนึกในเรื่องของการถ้อยทีถ้อยอาศัย วิถีชีวิตผู้คนก็เปลี่ยนไป คนหลากหลายศาสนา น่าเห็นใจอยู่ บางคนทำงานมาก็อยากจะนอนให้เต็มที่ แต่ที่จริงมันอนุเคราะห์กันได้นะ หาทางออกร่วมกันได้ ดูที่ความจำเป็นมากน้อยของการต้องตีระฆังและผลกระทบที่จำนวนผู้คนในคอนโดได้รับ ตอนโรงเรียนโยธินบูรณะกับคอนโดทหารย้ายมาใหม่ใหม่ พระเณรที่วัดอาตมาก็ต้องใช้ขันติคุณทั้งนั้น ทั้งฝุ่น ทั้งเสียงตอกเสาเข็มทั้งกลางคืนกลางวัน หาความสงบไม่ได้เลย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/F8U7vUKNjDU

 2,466

Top