ค้นหา :

ผลการค้นหา "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช"

พระราชสำนัก
02 ธ.ค. 59

'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร' ทรงมีพระราชดำรัสตอบรับขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10

เวลา 19.16 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ   ในโอกาสนี้  นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลเชิญขึ้นทรงราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 10 แห่งราชจักรีวงศ์   ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับขึ้นทรงราชย์ จากนั้นเสด็จฯ ไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงกราบถวายบังคม ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพร และทรงกราบราบ จากนั้นทรงมีพระราชปฏิสันถารกับคณะผู้เข้าเฝ้าฯ.   ต่อมา ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศเรื่องเฉลิมพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีประกาศเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 จึงได้มีการประชุมเพื่อรับทราบ และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาท โดยประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว นั้น   ทรงพระราชดําริว่าในระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธย เนื่องในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก อันจะพึงมีต่อไปตามพระราชประเพณีเป็นการสมควรที่จะเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร   ประกาศ ณ วันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/zzP7sJ6Wk5E

 5,815
การเมือง
01 ธ.ค. 59

จับตาวาระประวัติศาสตร์ วันนี้ ประมุข 3 ฝ่าย เข้าเฝ้าพระบรมฯ อัญเชิญทรงราชย์เป็น ร.10 ทีวีถ่ายทอดสด 18.30 น.

ประมุข 3ฝ่าย เข้าเฝ้าพระบรมฯ พล.อ.เปรม-พรเพชร-พล.อ.ประยุทธ์-วีระพล อัญเชิญทรงราชย์เป็นรัชกาลที่10 ทีวีถ่ายทอดสดพิธีประวัติศาสตร์ผวจ.นำถวายพร 'ทรงพระเจริญ'   ‘พรเพชร’รอเข้าเฝ้าฯพร้อมประมุข 3 ฝ่าย กราบทูลฯอัญเชิญ’สมเด็จพระบรมฯ’ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ผู้ว่าฯอุทัยฯนำถวายพระพร’ทรงพระเจริญ’ โรงงานสั่งผลิตเพิ่ม พระบรมฉายาลักษณ์หลังประชาชนสั่งจองบูชา   สำหรับขั้นตอนที่ประธาน สนช.เข้าเฝ้าฯเพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่นั้น ในวันที่ 1 ธันวาคม จะมีการประชุม สนช.เพื่อพิจารณากฎหมายตามวาระปกติ แต่นาย พรเพชรในฐานะประธานฝ่ายนิติบัญญัติ อาจสั่งเลิกประชุมเร็วกว่าปกติ เพื่อเตรียมการเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับประมุข 3 ฝ่าย ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร นายพรเพชร ประธาน สนช. ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการฯ และจะมีการถ่ายทอดสดวาระอันเป็นประวัติศาสตร์ครั้งนี้ทางโทรทัศน์ ในเวลา 18.30 น.    

 1,617
การเมือง
01 ธ.ค. 59

'พล.อ.ประวิตร' ระบุ 'สมเด็จพระบรมฯ' ทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชุมวาระพิเศษ อันเชิญองค์รัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ว่า ทุกอย่างมีขั้นตอนสำคัญ ซึ่งทราบว่า พระองค์ท่านทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว เพราะฉะนั้นทุกอย่างถือว่าจบ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p4uzFKs4yXM  

 1,312
การเมือง
01 ธ.ค. 59

'วิษณุ' ระบุประมุข 3 ฝ่ายเตรียมเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลอัญเชิญ 'สมเด็จพระบรมฯ' ขึ้นทรงราชย์วันนี้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุในวันที่ 1 ธ.ค.จะมีการประชุม สนช.ตามปกติ แต่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. อาจสั่งเลิกเร็วก่อนกำหนด เพื่อเตรียมเข้าเฝ้าเตรียมนำความกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยมีประมุข 3 ฝ่าย คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานศาลฎีกา พร้อมด้วยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เข้าเฝ้าในวันนี้ (1 ธ.ค. 2559) เวลาประมาณ 18.30 น. อาจมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ โดยช่อง 7 เป็นแม่ข่าย      ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gsPWvkwQMm4  

 5,751
การเมือง
30 พ.ย. 59

สนช.เตรียมกราบทูลเชิญ 'สมเด็จพระบรมฯ' ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับทราบพระนามองค์พระรัชทายาทขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ ตามที่คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบแล้ว โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติในฐานะประธานรัฐสภา แจ้งต่อที่ประชุมว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและจำเป็นต้องมีการดำเนินการสืบราชสมบัติต่อไป ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ และ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 23    ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นองค์พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงได้แจ้งต่อประธานรัฐสภาทราบและอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบไป โดยขั้นตอนต่อไป ตนในฐานะประธานรัฐสภา จะนำความกราบบังคมทูลอันเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้น*ทรงราชย์*สืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย    จากนั้นภายหลังที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้แจ้งต่อสมาชิกรับทราบแล้ว ที่ประชุมได้ลุกขึ้นยืนกล่าวคำถวายพระพรชัยแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ว่า “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/SwPsqmF6VDM    

 3,078
การเมือง
29 พ.ย. 59

'วิษณุ' แจง 4 ขั้นตอนอัญเชิญองค์รัชทายาท ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ เผยยังไม่มีเปลี่ยนแปลงการไว้ทุกข์

     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระบวนการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ว่า กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 23 มี 4 ขั้นตอนคือ  1.ที่ประชุม ครม.แจ้งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช. 2.ประธาน สนช.แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบ 3.ประธาน สนช.เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ และ 4.เมื่อพระองค์ทรงรับ ประธาน สนช. จะแจ้งให้ประชาชนทราบ         เมื่อ 4 ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเรียกพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงจะเรียกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชอำนาจเท่ากันทุกประการ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการประกาศให้ราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นเมื่อกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จขณะนี้จึงยังไม่สามารถเรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ว่าในหลวงได้ ต้องรอให้ขั้นตอนต่างเสร็จสมบูรณ์         ส่วนการไว้ทุกข์ที่มีการประกาศตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ต.ค โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐ แต่งกายไว้ทุกข์ 1 ปี และเชิญชวนประชาชนปฏิบัติอย่างเดียวกับตามประเพณีนิยม วันนี้ที่ประชุม ครม. ได้นำประกาศดังกล่าวมาพิจารณา ซึ่งที่ประชุมชื่นชมประชาชนว่าปฏิบัติดีอยู่แล้วและขอให้ปฏิบัติต่อไป และรัฐบาลไม่มีการกำหนดให้แต่งขาว หรือเทาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด         ส่วนการกำหนดวันสำคัญในปฏิทิน นายวิษณุ กล่าวว่า ขอให้รอผู้ที่เกี่ยวข้องได้หารือกัน จากนั้นจะประกาศให้ทราบ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถประกาศใด ๆ ทั้งนี้หากใครต้องการทำปฏิทิน ก็ขอให้ทำตามปกติก่อน ส่วนวันสำคัญที่ยังไม่ชัดเจน ก็เว้นไว้ก่อน จนกว่าจะมีการประกาศค่อยไปเพิ่มเติม เช่นเดียวกับวันหยุดระหว่างปี ส่วนการเลื่อนพระยศของพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ตามหลักการแล้วเคยสถาปนากันอย่างไร ก็ให้เป็นเช่นนั้นจนกว่าจะมีการสถาปนาใหม่ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการสถาปนาใหม่ ก็ให้เรียกเหมือนเดิม ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเองได้ตามใจชอบ 

 1,960
พระราชสำนัก
29 พ.ย. 59

พระราชประวัติ 'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร'

พระราชสมภพ   “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” รัชกาลที่ ๑๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕ เวลา ๑๗.๔๕ น. ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง จัตวาศก อธิกวาร จุลศักราช ๑๓๑๔ นับเป็นปีที่ ๗ แห่งการเสด็จขึ้นครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙         พระราชพิธีสมโภชเดือน และขึ้นพระอู่   เมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑ เดือน กับ ๑๘ วัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกอบพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๕ ทั้งพิธีพราหมณ์ พิธีสงฆ์ และถวายเห่กล่อม โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์ในเย็นวันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๕   เช้าวันรุ่งขึ้น (๑๕ กันยายน) จึงมีพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ในห้องพิธี เริ่มด้วยพอถึงพระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงจรดพระกรรบิดกริบพระเกศา ทรงเจิม ทรงผูกด้ายพระขวัญ พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา พราหมณ์ประกอบพิธีลอยกุ้ง ปลาทอง มะพร้าวเงิน มะพร้าวทอง ลงในพระขันสาคร แล้วพระสงฆ์ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา   พระมหาราชครูเชิญเสด็จขึ้นพระอู่และเห่กล่อมเปิดศิวาลัยไกรลาศตามประเพณีพิธีของพราหมณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงวางพระราชภัณฑ์ลงในพระอู่ตามพระราชประเพณีแล้ว พระมหาราชครูเชิญพระราชโอรสขึ้นพระอู่ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท เวียนเทียนครบรอบตามประเพณี ในวาระนี้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติได้จัดขับไม้มโหรีขับกล่อมถวายพระพร และมีการถ่ายทอดเสียงในพระราชพิธีทางวิทยุ ไปทั่วประเทศ         ต่อมาเมื่อทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑ พรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระนาม ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็น ผู้ตั้งถวายพระนามตามดวงพระชะตาว่า   “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร”   ทรงอธิบายเป็นพระมงคลนามตามพระราชตระกูล คือได้อัญเชิญพระนามฉายาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพระไปยิกาธิราช ซึ่งปรากฏในขณะทรงพระผนวชว่า วชิรญาณะ ผนวกกับ อลงกรณ์ จากพระนาม “จุฬาลงกรณ์” ของรัชกาลที่ ๕     การศึกษา   สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ” ทรงเข้าศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ ๑ เมื่อเดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๙ เมื่อพระชนมายุ ๔ พรรษา ณ โรงเรียนจิตรลดา ชั้นอนุบาล ตั้งอยู่ ณ พระที่นั่งอุดร ในพระราชวังดุสิต ต่อมาโรงเรียนย้ายไปตั้งในบริเวณพระราชฐานสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต     จากนั้นในเดือนมกราคม-กันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๙ ทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซกส์ ประเทศอังกฤษ และในเดือน กันยายนปีเดียวกันนั้นได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลล์ฟีลด์ เมืองสตรีท แคว้นซอเมอร์เซ็ต ประเทศอังกฤษ จนถึงเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓   ต่อจากนั้นในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓ ทรงรับการศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียนคิงส์ เขตพาร์รามัตตา นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทรงศึกษาอยู่จนถึง เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๔ แล้วทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๙       หลังจากนั้น ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรประจำ ชุดที่ ๕๖ ระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๒๐-๒๕๒๑ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ ทรงเข้ารับ การศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยทรงได้รับปริญญานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๐ และทรงเข้ารับการศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๓ ด้วย   สมเด็จพระยุพราช   เมื่อมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ” เฉลิมพระอิสริยยศในตำแหน่ง สมเด็จพระยุพราชมกุฎราชกุมาร อันเป็นตำแหน่งพระรัชทายาทที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้น และประกาศสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” พระองค์ที่ ๓ ของไทย เพื่อรับราชสมบัติ ปกครองราชอาณาจักรสืบสนองพระองค์ โดยมีพระนามาภิไธย ตามจารึกพระสุพรรณบัฏว่า     “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒฯ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร”   ในมงคลวาระนั้น ”สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งแสดงถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นจะบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อชาติบ้านเมือง และประชาชนชาวไทย เป็นที่ซาบซึ้งประทับใจพสกนิกรอย่างยิ่ง ดังความว่า   “ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยเฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่า   ข้าพเจ้าผู้เป็น สยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่าง โดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุขและความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทยจนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่”       ผนวช   ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” ทรงผนวชในพระพุทธศาสนา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง เป็นเวลา ๑๕ วัน โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์, และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับถวายสมณนาม ว่า “วชิราลงกรโณ” ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนทรงลาสิกขา ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑         การรับราชการ   สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับราชการ เป็นนายทหารประจำกรมข่าวทหารบก กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๘   ♦ จากนั้นทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑  ♦ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๓ ♦ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๗  ♦ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑  ♦ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๓๕  ♦ และทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ – ๕ อี/เอฟ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗       การฝึกอบรมทางทหาร   ทรงเข้ารับการฝึกอบรมทางทหารต่าง ๆ รวมถึงทรงศึกษางานด้านการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนของกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ ที่นครเพิร์ธ รัฐออสเตรเลียตะวันตก ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙         หลักสูตรและการฝึก   ทรงฝึกเพิ่มเติมในหลักสูตรวิชาอาวุธพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีการรบนอกแบบ   ♦ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง  ♦ หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง  ♦ หลักสูตรส่งอากาศ   หลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ ใช้งานทั่วไปแบบ ยู เอช – ๑ เอช ของบริษัทเบลล์ จำนวนชั่วโมงบิน : ๕๙.๓๖ ชั่วโมง และหลักสูตรการฝึกบิน เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ เอ เอช – ๑ เอส คอบรา ของบริษัทเบลล์ ระหว่างเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ - เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๓   หลังจากนั้นทรงเข้ารับการฝึก และทรงศึกษา ตามโครงการช่วยเหลือทางทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่ฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ในเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ตามหลักสูตรดังนี้   ♦ หลักสูตรอาวุธประจำกายและเครื่องบินยิงลูกระเบิด ♦ หลักสูตรการปฏิบัติการพิเศษ ♦ หลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย ♦ หลักสูตรการสงครามแบบกองโจร ♦ หลักสูตรการฝึกการดำรงชีพ ♦ หลักสูตรส่งทางอากาศ (ทางบกและทางทะเล)   แล้วทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ยู เอช – ๑ เอช และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ ยู เอช – ๑ เอ็น ของบริษัทเบลล์ จำนวนชั่วโมงบิน : ๒๔๙.๕๖ ชั่วโมง ระหว่างเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓   จากนั้นทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (แบบ ยู เอช – ๑ เอช ของบริษัทเบลล์) ของกองทัพบกไทย จำนวน ชั่วโมงบิน : ๕๔.๕๐ ชั่วโมง ในเดือนกันยายน-ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓   ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเครื่องบินปีกติดลำตัวแบบ Siai - Marchetti SF ๒๖๐ MT จำนวนชั่วโมงบิน : ๑๗๒.๒๐ ชั่วโมง ในเดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ - เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๔       ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการฝึกบินเครื่องบินปีกติดลำตัวแบบ Cessna T – ๓๗ จำนวนชั่วโมงบิน : ๒๔๐ ชั่วโมง เดือนมีนาคม-กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔   ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔ เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการทางทหาร และตำรวจที่ประเทศอังกฤษ, เบลเยียม, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, สาธารณรัฐฝรั่งเศส และออสเตรเลีย   จากนั้น ทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตร การบินเปลี่ยนแบบเป็นเครื่องบินขับไล่แบบเอฟ – ๕ (พิเศษ) รุ่นที่ ๘๓ (พุทธศักราช ๒๕๒๖) เอ ที ดับบลิว และ หลักสูตรเครื่องบินขับไล่ชั้นสูง รุ่นที่ ๘๓ (พุทธศักราช ๒๕๒๖) เอ วี ดับบลิว ที่ฐานทัพอากาศวิลเลียมส์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา จำนวนชั่วโมงบิน : มากกว่า ๒,๐๐๐ ชั่วโมง ในเดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๕ - กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๖     การปฏิบัติการรบ   ขณะทรงปฏิบัติหน้าที่ด้านการทหาร ได้ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด                 และเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559  เวลา 19.16 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ    ในโอกาสนี้  นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลเชิญขึ้นทรงราชย์ สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 10 แห่งราชจักรีวงศ์      ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับขึ้นทรงราชย์ จากนั้นเสด็จฯ ไปประทับราบ ณ พระสุจหนี่ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงกราบถวายบังคม ทรงเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพร และทรงกราบราบ จากนั้นทรงมีพระราชปฏิสันถารกับคณะผู้เข้าเฝ้าฯ.   ต่อมา ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศเรื่องเฉลิมพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีประกาศเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้วตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 จึงได้มีการประชุมเพื่อรับทราบ และได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระรัชทายาท โดยประกาศให้ทราบทั่วกันว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว นั้น   ทรงพระราชดําริว่าในระหว่างที่ประชาชนยังมิได้ถวายพระปรมาภิไธย เนื่องในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก อันจะพึงมีต่อไปตามพระราชประเพณีเป็นการสมควรที่จะเฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นการชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการเรียกขานพระนาม จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า        สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร   ประกาศ ณ วันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี       ขอบคุณข้อมูลจาก : ครอบครัวข่าว3/ วิกิพีเดีย / มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช  

 21,167
การเมือง
29 พ.ย. 59

สนช.เตรียมนำความขึ้นกราบบังคมทูลอัญเชิญ 'สมเด็จพระบรมฯ' ขึ้นครองราชย์เป็น ร.๑๐

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธาน เพื่อพิจารณาวาระตามที่ได้รับแจ้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวาระ การแจ้งการสถาปนาองค์รัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากพระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ก่อนหน้านี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นองค์รัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาล   ทั้งนี้หลัง สนช.ประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของราชอาณาจักรไทยสืบไป สมาชิก สนช.ได้ยืนขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรชัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยพร้อมเพรียงกัน ในเวลา 11.23 น. ว่า “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ก่อนปิดการประชุม     ข่าวที่เกี่ยวข้อง 250 สนช.พร้อมถกวาระพิเศษ 29 พ.ย.นี้ 11 โมงตรง

 289,893
สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 59

ผบ.ตร.ตรวจความเรียบร้อยสนามหลวง จับคนพกปืนได้ที่จุดคัดกรอง

พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบท้องสนามหลวง ที่จุดคัดกรองประชาชนบริเวณตรงข้ามพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติและบริเวณจุดบริการประชาชนของหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุฏราชกุมารว่า เป็นการลงพื้นที่ตรวจตามปกติ ที่ตนเดินทางมาเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา ทางผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ตรวจตราดูแลความเรียบร้อยและการจราจรรวมทั้งจึดคัดกรองทุกจุดเป็นอย่างดี ส่วนการย้ายจุดบริการจากทิศใต้มาบริเวณทิศเหนือซึ่งทำให้ประชาชนจะมารวมกันเป็นจำนวนนี้นั้นไม่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางนครบาลมีแผนรองรับและเตรียมปรับใช้อยู่แล้ว   ส่วนที่เมื่อคืนนี้เจ้าหน้าที่จะจับกุมผู้ที่พกพาอาวุธปืนเข้ามาในพื้นที่บริเวณท้องสนามหลวงได้ที่จุดคัดกรอง มีการนำอาวุธปืนใส่มาในกล่องโทรศัพท์ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวน ขยายผล ถึงมูลเหตุจูงใจว่าพกมาเพื่ออะไร และตนเชื่อว่าจุดคัดกรองต่างๆ มีความเข้มงวดดีอยู่แล้วไม่ต้องกำชับอะไร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/qSfxJD5XY_k

 1,522
พระราชสำนัก
16 พ.ย. 59

สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาว พระแก้วมรกต

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในการเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากเครื่องทรงฤดูฝน เป็นเครื่องทรงฤดูหนาว ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา , พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โดยเสด็จด้วย สำหรับการเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระราชประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน และฤดูฝน ถวายพระแก้วมรกต เพื่อเป็นพุทธบูชา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว ถวายเป็นพุทธบูชาเพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด ต่อมาพบว่า เครื่องทรงทั้ง 3 ฤดู ชำรุดจนยากแก่การซ่อมบูรณะ และในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2539 จึงได้มีการจัดทำเครื่องทรงขึ้นใหม่ทั้ง 3 ชุด สำหรับเครื่องทรงฤดูหนาวนี้ จะเริ่มทรงตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ประกอบด้วย พระศกทองคำ ประดับเพชรขนาดเม็ดมะเขือ มีพระรัศมีทองคำลงยา ต้นพระรัศมีฝังเพชร พร้อมมีผ้าคลุมทองคำลงยา ริมสองข้างและชายข้างประดับเพชรและพลอยสีต่างๆ กลางผืนเป็นลายดอกชิงดวงฝังทับทิม กลางดอกฝังพลอย และมีดุมทองคำประดับเพชร ทั้งมีสายสร้อยทองคำ 4 สาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Swu-X_x_wiY    

 3,705
ประมวลประวัติศาสตร์
16 พ.ย. 59

สมเด็จพระบรมฯ เสด็จฯทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูหนาว พระแก้วมรกต

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ในการเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จากเครื่องทรงฤดูฝน เป็นเครื่องทรงฤดูหนาว ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา , พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โดยเสด็จด้วย สำหรับการเปลี่ยนเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระราชประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน และฤดูฝน ถวายพระแก้วมรกต เพื่อเป็นพุทธบูชา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว ถวายเป็นพุทธบูชาเพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด ต่อมาพบว่า เครื่องทรงทั้ง 3 ฤดู ชำรุดจนยากแก่การซ่อมบูรณะ และในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี 2539 จึงได้มีการจัดทำเครื่องทรงขึ้นใหม่ทั้ง 3 ชุด สำหรับเครื่องทรงฤดูหนาวนี้ จะเริ่มทรงตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ประกอบด้วย พระศกทองคำ ประดับเพชรขนาดเม็ดมะเขือ มีพระรัศมีทองคำลงยา ต้นพระรัศมีฝังเพชร พร้อมมีผ้าคลุมทองคำลงยา ริมสองข้างและชายข้างประดับเพชรและพลอยสีต่างๆ กลางผืนเป็นลายดอกชิงดวงฝังทับทิม กลางดอกฝังพลอย และมีดุมทองคำประดับเพชร ทั้งมีสายสร้อยทองคำ 4 สาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Swu-X_x_wiY    

 3,705
พระราชสำนัก
16 พ.ย. 59

สมเด็จพระบรมฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง โดยเป็นพระพิธีธรรมที่นิมนต์มาจากวัดอนงคาราม วรวิหาร และวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jyeuJMVz78Q  

 2,346
ข่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
16 พ.ย. 59

สมเด็จพระบรมฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง โดยเป็นพระพิธีธรรมที่นิมนต์มาจากวัดอนงคาราม วรวิหาร และวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jyeuJMVz78Q  

 2,346
พระราชสำนัก
15 พ.ย. 59

สมเด็จพระบรมฯพระราชทานอาหาร แก่ ปชช.ถวายบังคมพระบรมศพ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นำอาหาร ขนม ผลไม้ ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ตั้งแต่เช้า โดยจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกโดยการนำอาหารบริการเสิร์ฟให้กับประชาชนที่มาต่อแถวสักการะพระบรมศพ บริเวณเต้นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง สำหรับเมนูอาหารพระราชทานแจกจ่ายประชาชนประจำวันนี้ ประกอบด้วยมื้อเช้าเวลา 07.00 น. โจ๊กหมูใส่ไข่ 1,000 ถ้วย นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน 11.00 น. สปาเกตตี 2,000 ชุด สลัดโรล 1,000 กล่อง ทอดมันปลาทะเล 100 กิโลกรัม นมสด-โยเกิร์ตพาสเจอไรซ์ 1,000 ขวด ลูกอม 1,300 ถุง ขนมบัวหิมะ 500 กล่อง มื้อบ่ายเวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ชุด ขนมพายไก่ และพัฟผักโขมแยมโรล 1,000 ชุด มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวกะเพราหมูไข่ดาว 1,500 จาน ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว 500 จาน แพนงหมูไข่ดาว 1,500 จาน ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มสมุนไพร 500 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Du22vHA6Mmg    

 1,968
ประมวลประวัติศาสตร์
15 พ.ย. 59

สมเด็จพระบรมฯพระราชทานอาหาร แก่ ปชช.ถวายบังคมพระบรมศพ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นำอาหาร ขนม ผลไม้ ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ตั้งแต่เช้า โดยจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกโดยการนำอาหารบริการเสิร์ฟให้กับประชาชนที่มาต่อแถวสักการะพระบรมศพ บริเวณเต้นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง สำหรับเมนูอาหารพระราชทานแจกจ่ายประชาชนประจำวันนี้ ประกอบด้วยมื้อเช้าเวลา 07.00 น. โจ๊กหมูใส่ไข่ 1,000 ถ้วย นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน 11.00 น. สปาเกตตี 2,000 ชุด สลัดโรล 1,000 กล่อง ทอดมันปลาทะเล 100 กิโลกรัม นมสด-โยเกิร์ตพาสเจอไรซ์ 1,000 ขวด ลูกอม 1,300 ถุง ขนมบัวหิมะ 500 กล่อง มื้อบ่ายเวลา 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ชุด ขนมพายไก่ และพัฟผักโขมแยมโรล 1,000 ชุด มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวกะเพราหมูไข่ดาว 1,500 จาน ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว 500 จาน แพนงหมูไข่ดาว 1,500 จาน ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มสมุนไพร 500 ลิตร และน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Du22vHA6Mmg    

 1,968

Top