ค้นหา :

ผลการค้นหา "ธนาคารแห่งประเทศไทย"

สรุปข่าว
14 ก.พ. 63

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 14 ก.พ.63 พระราชทานเพลิงศพเหยื่อกราดยิง-ทลายแก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ-ส.ส.ปั๊มนมในสภา

-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพและดินพระราชทาน แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงใน จ.นครราชสีมา 14 ศพ เฉพาะที่ จ.นครราชสีมา มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ 11 ศพ ขณะที่ คณะกรรมการติดตามมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ อนุมัติเงินเยียวยาในส่วนกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว เริ่มมอบเงินเสาร์ที่ 15 ก.พ.นี้   โดยเหยื่อผู้เสียชีวิตผู้บริสุทธ์ 27 ราย รับรายละ 1 ล้านบาท ยังไม่พิจารณา 3 ราย คือ ผู้ก่อเหตุ และคู่กรณีอีก 2 ราย ซึ่งต้องพิจารณาสำนวนการสอบสวนก่อน ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัส 29 คน เยียวยาคนละ 2 แสนบาท ไม่สาหัส 29 คน เยียวยา ไม่เกินคนละ 1 แสนบาท ถือเป็นการช่วยเหลือนอกเหนือจากสิทธิที่จะได้รับจากกระทรวงการคลัง ในหลักหมื่นบาท และกระทรวงยุติธรรมในหลักหมื่นบาท ถึงหลักแสน รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในหลัก หมื่นบาทเช่นกัน   ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตในการปฎิบัติหน้าที่ 3 นาย รวมถึงตำรวจอาสา อีก 1 นายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาเงินเยียวยาจากกองทุนต่างๆ มอบให้รายละ 3 ล้านบาท   ห้างเทอร์มินอล 21 เปิดให้บริการแล้ว ยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ 500 ร้านเป็นเวลา 1 เดือน มอบเงินผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรายละ 1 แสนบาท พร้อมทุนการศึกษาให้บุตรผู้เสียชีวิตรายละ 5 หมื่นบาท ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : รัฐเคาะเงินเยียวยาเหยื่อกราดยิงโคราช 27 รายละ 1 ล้าน ส่วนมือยิง - 2คู่กรณี ไม่ได้รับ    -ตำรวจเปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการอุ้มบุญ จับ 9 นายหน้าชาวจีนจ้างหญิงไทยตั้งครรภ์ พร้อมรวบตัวหญิงไทยได้คาบ้านพักกว่า 10 คน จนท.ค้นบ้านในซอยนาคนิวาส 37 ย่านลาดพร้าว เปิดบ้านให้หญิงอุ้มบุญมาพัก 1 ในนั้นตั้งครรภ์ 8 เดือน และพบเด็กทารกเพศชายอีก 1 คน มีพี่เลี้ยงคนไทยจ้างดูแลโดยเฉพาะ เธอรับว่าถูกจ้างมาเลี้ยงเด็กได้เพียง 20 วัน รู้เพียงว่าเป็นลูกคนของจีนเท่านั้น   อีกจุดพบทารกเพศหญิงอายุราว 4 เดือน มีหญิง 6 คนรับจ้างมาพักอยู่ ตร.เผยทำกันเป็นองค์กรใหญ่ อาชญากรรมข้ามชาติ ขบวนการนี้จะว่าจ้างกลุ่มนายทุนไทย ชักชวนหญิงไทยที่ผ่านการมีบุตรมาแล้ว มาอุ้มบุญ โดยได้ค่าตอบแทน 300,000 - 450,000 บาทต่อการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง ทำมากว่า 8 ปีแล้ว ถ้าหญิงคนไหนรับงานจะพาไปฝังตัวอ่อนที่คลินิกในสปป.ลาว แต่ฝากครรภ์และคลอดใน รพ.ไทย ก่อนพาเด็กไปส่งที่จีน ชี้มีมากกว่า 100 คน มี รพ.และคลิกนิกในไทย 9 แห่งเกี่ยวข้อง ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ :    -ที่ประชุมสภาใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง ในการพิจารณานัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวาระ 2 และ 3 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สภาฯ ดำเนินการลงมติใหม่ ภายหลังที่ ลงมติในวาระ 2 ผ่านทั้งหมดแล้วโดยกรรมาธิการไม่มีการขอแก้ไข จึงได้มีการลงมติวาระ3 โดยพิจารณาทั้งร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 63 โดยมีองค์ประชุมทั้งหมด  261 คน  ลงมติเห็นด้วย  257 ไม่เห็นด้วย 1  งดออกเสียง 3   โดยตั้งแต่เริ่มประชุมมี ส.ส. เพียง 250 คน จากองค์ประชุม 249 คน ถือว่าฉิวเฉียดมาก ทำให้การโหวตรายมาตรามีปัญหาอยู่เป็นระยะ ถึงขั้นองค์ประชุมไม่ครบในมาตรา 6 ต้องโหวตใหม่รอบ 3 จน ส.ส.ไม่กล้าลุกออกจากห้องประชุม เพราะกลัวจะกลับมาลงคะเเนนไม่ทัน   ขณะที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ กำลังนั่งปั๊มนมในห้องประชุมเนื่องจากไม่สามารถออกไปพักนอกห้องประชุมได้ เช่นเดียวกับ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่นั่งทำหน้าที่ควบคุมการประชุมตั้งแต่เช้าจนลงมติเสร็จสิ้นใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง จนไม่ได้รับประทานข้าวกลางวัน เพราะต้องนั่งอยู่บนบัลลังก์ตลอดเวลา ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : เปิดโปงขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ นายทุนรวย แม่อุ้มบุญสบาย แต่เด็กรับกรรม ร้ายสุดอาจถึงขั้นตัดอวัยวะ    -ส.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พร้อมทนายความ ชี้แจงกรณีปัญหาการครอบครองที่ดิน 682 ไร่ เขาสนฟาร์ม จ.ราชบุรี หลังคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความเห็นเป็นพื้นที่ป่า และให้ สปก.หรือ กรมป่าไม้ ดำเนินคดีบุกรุกป่า ปารีณาระบุกฤษฎีกา บอกเป็นเพียงที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ไม่ใช่ศาลฎีกา และไม่ได้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม   ดังนั้นตนเองจึงมีสิทธิ์โต้แย้งความเห็น เพราะยืนยันตนเองไม่ได้บุกรุกป่า 100% และจะเดินหน้าต่อสู้ให้ถึงที่สุดทุกกรณี รอว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี ที่ผ่านมาตนถูกปฏิบัติเกินกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ และเกิดผลกระทบ เพราะปัจจุบันก็ไม่ได้เลี้ยงไก่แล้ว ดังนั้นหลังจากนี้ ใครที่พูดทำให้เกิดความเสียหาย ก็จะดำเนินคดี  โดยบอกกับสื่อมวชนว่า เพราะดิฉันชื่อปารีณา ทุกคนจึงมาทำกับดิฉันอย่างนี้ ต่อไปนี้ดิฉันจะปกป้องตัวเองแล้ว   ด้านทศพล เพ็งส้ม ทนายความ บอกว่า เหตุที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินคดีนั้น เพราะทาง กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.เอง ก็ไม่มั่นใจว่า ส.ส.ปารีณารุกที่จริงหรือไม่ ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายควรไปตกลงกันให้แล้วเสร็จก่อน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานต่างใช้กฎหมายคนละฉบับ จากนี้ได้กำชับให้ ส.ส.ปารีณา ระมัดระวังการให้ข้อมูล ส่วนรายละเอียดทางคดี หากมีการแจ้งความดำเนอนคดี ตนเองจะเป็นผู้รับผิดชอบแนวทางการต่อสู้ ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : 'ปารีณา' ควงทนายโต้รุกป่า พ้อชื่อปารีณา เลยถูกกระทำ 'ธรรมนัส' ยันไม่ปกป้องถ้าผิดจริง    -ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีลดฮวบ หายไป 1.5% จากเดิมคาดปี 63 จีดีพี 2.8% เหลือโตแค่ 1.3% สาเหตุจากโรค COVID-19 และงบปี 63 ที่ล่าช้า ด้านสถานการณ์ท่องเที่ยว 1-9 ก.พ. ติดลบ 43.4% เฉพาะจีน ติดลบ 46.5% คาดลดลงถึงระดับต่ำที่ 90% ในเดือนก.พ. แต่จะกลับมาฟื้นตัว 50% ในเดือน มี.ค. ก่อนเข้าช่วงสงกรานต์ หากการท่องเที่ยวรายได้หายถึง 2 แสน 5 หมื่นล้านบาท ยอมรับกันชนเศรษฐกิจไทยปีนี้หมดแล้ว เหลือเพียงพึ่งนโยบายการคลัง ขอนายกฯออกมาตรยกเว้นวีซ่า นทท.จีนและอินเดีย เปิดผับได้ถึงตี 4 ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : แบงก์ชาติประเมิน gdp ไทยจาก 2.8% เหลือแค่ 1.3% ชี้มรสุมรุมเร้า โควิด-19 ซ้ำเติมการท่องที่ยว   -ผงะ แค่วันเดียวยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 พุ่งเกือบ 15,000 คน ทำให้ทั่วโลกยอดพุ่ง 60,364 คน เสียชีวิต 1,370 คน เรือสำราญเวสเตอร์ดัมเข้าเทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ กัมพูชา ผลตรวจล่าสุดผู้โดยสารที่ต้องสงสัย 20 คน สธ.กัมพูชายันไม่มีใครติดเชื้อไวรัสโคโรนา ส่วนเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซส ถูกกักที่ท่าเรือโยโกฮาม่า สธ.ญี่ปุ่นเผยพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 44 คน ทำให้ผู้โดยสารบนเรือลำนี้ติดเชื้อแล้ว 218 คน นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อเสียชีวิตรายแรกในญี่ปุ่น เป็นหญิงวัย 80 ปี   ส่วนเรือสำราญซีบอร์น โอเวชั่น จอดเทียบท่าที่ จ.ภูเก็ต จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เพราะหวั่นว่าคนบนเรือจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา อนุทินชี้เรือนี้มีเส้นทางการเดินเรือผ่านประเทศไทยอยู่แล้ว ใช้ภูเก็ตเป็นจุดพัก 10 ชม.เท่านั้น ก่อนเดินทางไปสิงคโปร์ เรือรายงานให้ไทยทราบชัดเจน มีมาตรการตามหลักสากล เมื่อจอดเทียบท่า จนท.ใช้เครื่องตรวจเข้ม ลูกเรือทั้งหมดไม่มีใครติดเชื้อ สธ.ยันไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในไทย ตัวเลขคงที่ 33 คน รักษาหายเพิ่มอีก 1 คนเป็นคนจีนกลับประเทศไปแล้ว พร้อมสั่งการให้เฝ้าระวังผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ใน 6 จังหวัด กทม. เชียงใหม่ เชียงราย ชลบุรี กระบี่ และภูเก็ต ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : ยอดติดเชื้อโควิด-19 พุ่งวันเดียว 1.5 หมื่นราย หลังหาเชื้อได้ไวขึ้น -วิจัยพบไวรัสในอุจจาระผู้ติดเชื้อยังมีชีวิต    -คุมตัวหนุ่มอายุ 14 ปี โพสต์คลิปทำร้ายเด็กขวบเศษ ทั้งถีบ เตะ ตบ ประชดแม่เด็ก ผู้ก่อเหตุเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่เด็ก สารภาพทำไปเพราะประชด แม่เด็กไม่ดูแล ยันไม่ทำร้ายรุนแรง ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : ด.ช.วัย 14 ปัดตีเด็กรุนแรง แจงแค่แอคติ้งประชดแม่เด็กไม่ดูแลลูก   -ขสมก. พร้อมทีมช่าง และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันติดตั้งเครื่องกรองอากาศบนหลังคารถโดยสารสาธารณะปรับอากาศ สาย 34 รังสิต-หัวลำโพง เพื่อนำร่องทดลองแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ขสมก.บอกเป็นการทดสอบวิ่งในเส้นทางที่มีการการจราจรหนาแน่น และค่าฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณสูง ผ่านถนนพหลโยธิน พญาไท ราชดำเนิน และรามอินทรา รอตรวจวัดประสิทธิภาพการทดลอง   ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ระบุดูแล้วเครื่องกรองอากาศที่ติดตั้ง ลักษณะเป็นเพียงกล่องกล่องธรรมดา ประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ ไม่น่าแก้ปัญหาได้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ก่อนหน้านี้ที่อินเดียเคยติดตั้งบนหลังคาแท็กซี่ แล้วก็ยกเลิกไป แนะนำไปใช้ซื้อเครื่องฟอกอากาศดีๆมาติดตั้งภายในรถเมล์ มีประตูหน้าต่างปิดอาจจะเป็นประโยชน์มากกว่า   -อดีตแม่ผัวโหด! บุกพังร้านอดีตลูกสะใภ้ ทั้งคว้ากระติกใส่ปัสสาวะสาดหน้าร้าน - ควงมีดซามูไรฟันตู้ขายลูกชิ้น น้ำแข็งใส เสียหายที่ จ.ชลบุรี สาวผู้เสียหายเล่าว่าอดีตแม่สามี ยืมเงินไปประมาณ 25,000 บาท และสร้อยข้อมือทองคำหนัก 1 บาท เมื่อไปทวงคืนกลับโมโหก่อเหตุ ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : อดีตแม่ผัวโหด! ฉุนถูกทวงหนี้ผ่านเฟซบุ๊ก บุกสาดฉี่-ควงมีดพังร้านอดีตลูกสะใภ้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GW6o0MT66rM

 3,010
เศรษฐกิจ
31 ม.ค. 63

ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์ลดดอกเบี้ย – ลดหนี้ ช่วยผู้ได้รับผลกระทบไวรัสอู่ฮั่น

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงิน บัตรเครดิต สินเชื่อ ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในด้านต่างๆประกอบด้วย   1.ด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อให้ประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ รวมทั้งเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้   2.ในส่วนสินเชื่อบัตรเครดิต ให้สามารถปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำรายเดือนให้ต่ำกว่า 10% ของยอดคงค้างได้จนถึงงวดวันที่ 31 ธ.ค.63 รวมทั้งให้พิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้   3.ให้ผ่อนผันเพดานวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.63   ทั้งนี้ ในการดำเนินการดังกล่าว สถาบันการเงิน หรือผู้บริการให้สินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) จะต้องพิสูจน์ หรือเชื่อมโยงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้แต่ละรายได้อย่างชัดเจน ขณะที่ ธปท.ได้ผ่อนผันการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเป็นเงินทุนหมุนเวียนในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน การลดเงินต้น ดอกเบี้ย และขยายเวลา การชำระหนี้ในกรณีนี้ จะไม่ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ และให้จัดสถานะลูกหนี้ไว้ในระดับเดิม การได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยให้จัดเก็บข้อมูลรายงานดังกล่าวเพื่อให้ ธปท.ตรวจสอบได้   ด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าของธนาคารที่ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้อง อาทิ ไกด์นำเที่ยว พนักงานโรงแรม ผู้ประกอบการรายย่อยที่ขายสินค้าในแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นต้น การท่องเที่ยว ธอส.จึงได้เตรียมวงเงิน 1,000 ล้านบาท จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินงวดผ่อนชำระไม่เกิน 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับ 0.01% ต่อปี เพื่อลดภาระหนี้ที่ผ่อนชำระในทุกวัตถุประสงค์ของการกู้   ทั้งนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อที่สาขาของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกแห่งและทำนิติกรรมระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-31 มี.ค.2563 หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร. 0-2645-9000 ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/LADFKiEjL4E

 1,190
เศรษฐกิจ
27 ม.ค. 63

ข่าวดี! ธปท. ออกมาตรการหนุนคนกู้ซื้อบ้าน คิดดอกเบี้ยผิดนัดแบบใหม่ มีผล 1 พ.ค.นี้

จากกรณีที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาตรการช่วยผู้ที่จะกู้ซื้อบ้าน ด้วยการลดหย่อน LTV เพื่อให้กู้ได้ง่ายมากขึ้น ล่าสุดมีการออกมาตรการช่วยผู้ที่จะกู้แล้วเศรษฐกิจไม่ดี ส่งรายเดือนช้า หรืออยากจะรีไฟแนนซ์   ซึ่งในกรณีที่มีสินเชื่อกับธนาคารแล้วอยากจะรีไฟแนนซ์ โดยปกติแล้วรีไฟแนนซ์ จะมีการเสียค่าปรับถ้าถึงตามกำหนดเวลาที่ธนาคารกำหนด ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกกฎใหม่ ขอให้แบงก์หรือสถาบันการเงินช่วย คือ ถ้าจะรีไฟแนนซ์ขอให้ปรับเป็นเปอร์เซ็นจากยอดที่เหลือ ซึ่งก่อนหน้านี้จะคิดจากยอดเงินกู้ทั้งหมด มีผลแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา   แต่ที่กำลังจะมีผลในวันที่ 1 พ.ค. 63 นั่นก็คือ ให้ช่วยเรื่องของการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่ ซึ่งในแต่ละเดือนถ้าผิดชำระหนี้ จะคิดค่าปรับจากยอดดอกเบี้ยของเงินก้อนทั้งหมดที่เหลือในการผ่อนชำระ แบบใหม่ที่ทางธนาคารร้องขอไป คือ ให้คิดเฉพาะดอกเบี้ยของเงินค่างวดในแต่ละงวดที่ผิดนัดชำระหนี้   ทั้งนี้ยังขอให้ช่วยหาระยะเวลาปลอดหนี้ให้ด้วย ซึ่งทาง นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 กล่าวว่า ได้ส่งเรื่องขอความรวมมือกับทางธนาคารเรียบร้อยแล้ว หากธนาคารไหนพร้อมก็ขอให้เริ่มได้เลย หากมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามได้ที่ 1213   อีกทั้งประชาชนไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาเพื่อทำการแก้ไขสัญญาใดๆ เนื่องจากจะได้รับสิทธิต่างๆโดยอัตโนมัติเมื่อหลักเกณฑ์ในแต่ละเรื่องเริ่มมีผลบังคับใช้   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/OCJyfp1dYpw

 981
สังคม
25 ม.ค. 63

ถึงกับช็อก! เก็บเงินไว้ในซองกระดาษ เจอปลวกแทะเป็นเงินนับล้าน

เพจเฟซบุ๊ก ‘Red Skull Society’ เผยแพร่เรื่องของหนุ่มคนหนึ่ง ที่เก็บออมเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินจำนวนนับล้านบาทแต่กลับถูกปลวกกินจนชำรุดเสียหาย ซึ่งก็มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นใจพร้อมแนะนำให้ลองไปปรึกษาธนาคารว่า “จะสามารถแลกหรือทำอะไรได้บ้างหรือไม่” แต่ก็มีบางส่วนที่สงสัยว่า “เงินจำนวนมากขนาดนี้ทำไมไม่ฝากธนาคารหรือซื้อทองมาเก็บ”  บางคนก็เป็นห่วงว่า “เก็บเงินสดจำนวนมากไว้ที่บ้านอย่างนี้กลัวจะถูกโจรปล้น”   เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยเผยแพร่ข้อมูลกรณีธนบัตรชำรุดเสียหาย โดยตามพระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช 2501 มาตรา 18 บัญญัติไว้ว่า ธนบัตรที่ชำรุดจะไม่เป็นเงินที่ใช้จ่ายหรือชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่สามารถแลกคืนได้ โดยจะต้องมีลักษณะการชำรุดเสียหาย 4 แบบ คือ   แบบที่ 1 ธนบัตรครึ่งฉบับโดยถูกแยกตรงกลางหรือใกล้กับกลางเป็น 2 ส่วน ตามแนวยืน หรือ แนวตั้งเท่านั้น ให้รับแลกเปลี่ยนแต่ละครึ่งฉบับ เพียงครึ่งราคาของราคาเต็มของธนบัตรนั้น   แบบที่ 2 ธนบัตรต่อท่อนผิด คือ มีส่วนของธนบัตรฉบับอื่นมาต่อเข้าเป็นฉบับเดียวกัน ถ้าไม่เกิน 2 ท่อนและแต่ละท่อนเป็น ธนบัตรแบบและชนิดราคาเดียวกัน ให้รับแลกเปลี่ยนเต็มราคาของธนบัตรนั้น   แบบที่ 3 ธนบัตรขาดวิ่น คือ ธนบัตรซึ่งมีส่วนหนึ่งส่วนใดขาดหายไป ให้รับแลกเปลี่ยนเฉพาะเมื่อเห็นว่า ส่วนที่เหลืออยู่มีมากกว่าครึ่งฉบับให้รับแลกเปลี่ยนเต็มราคาของธนบัตรนั้น   และแบบที่ 4 ธนบัตรลบเลือน คือ ธนบัตรที่อ่านข้อความหรือตัวเลขไม่ได้แต่ยังดูออกว่าเป็นธนบัตรจริง ให้รับเปลี่ยนเต็มราคาของธนบัตรนั้น   โดยสามารถขอแลกเปลี่ยนธนบัตรชำรุดได้ที่ธนาคารออมสินทั่วประเทศทุกวันทำการ และทุกวันพุธที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาย่อยและสาขาในห้างสรรพสินค้า ซึ่งการขอแลกเปลี่ยนจะไม่มีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ แต่ถ้านอกเหนือจากการชำรุด 4 แบบนี้ จะต้องทำหนังสือคำร้องตามแบบไปยื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยแนบธนบัตรชำรุดไปกับคำร้องด้วย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Qfq_BcB8F5k  

 8,614
เศรษฐกิจ
21 ม.ค. 63

แบงก์ชาติผ่อนเกณฑ์ 'แอลทีวี' ให้ปชช.เข้าถึงสินเชื่อบ้าน ให้สิทธิ์กู้ซื้อเฟอร์นิเจอร์

ข่าวดีแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติได้ผ่อนเกณฑ์แอลทีวี เอื้อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้เพิ่มขึ้น   โดยสัญญาแรกยังคงกำหนด LTV ไว้ที่ 100% เช่นเดิม แต่ผู้กู้สามารถกู้เงิน เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ หรือ ของตกแต่งบ้านเพิ่มได้อีก 10% ซึ่งสาเหตุที่ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจาก พบว่า กลุ่มที่ซื้อบ้านในสัญญาแรก มักเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อตกแต่งบ้านเพิ่มเติม โดยที่ผ่านมากลุ่มนี้ใช้วิธีการกู้ยืมผ่านสินเชื่ออื่นๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ บัตรเครดิต ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ดังนั้นคณะกรรมการจึงเห็นควรให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในส่วนนี้   นอกจากนี้ ยังผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในส่วนของผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรกในราคาที่สูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยให้วางเงินดาวน์เพียงแค่ 10% จากกฎเกณฑ์เดิมต้องวางเงินดาวน์ 20% ส่วนการซื้อบ้านในสัญญาที่สอง หลังผ่อนชำระไปแล้วเกิน 2 ปีขึ้นไป สามารถวางเงินดาวน์ได้เพียง 10% ซึ่งกฎเกณฑ์เดิม ต้องซื้อและผ่อนชำระเกิน 3 ปีขึ้นไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aniNr4JtzZ4

 2,653
สังคม
15 ม.ค. 63

อย่าลืม! เปลี่ยนบัตร atm/debit เป็นแบบใหม่ เปลี่ยนฟรีวันนี้วันสุดท้าย

ทางธนาคารแห่งประเทศไทยฝากมาเตือนเกี่ยวกับเรื่องบัตร ATM/Debit ซึ่งวันนี้จะให้บริการเปลี่ยนบัตรเป็นแบบชิปการ์ดฟรีเป็นวันสุดท้าย ใครที่ใช้รหัส 4 หลักอยู่ต้องรีบไปเปลี่ยนเป็นแบบชิปการ์ด 6 หลัก   เพียงแค่นำหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมบัตร ATM/Debit และสมุดบัญชีเงินฝาก ไปที่ธนาคาร ก็สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ถ้าหากไปเปลี่ยนหลังจากนี้อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำบัตรใหม่  

 439
เศรษฐกิจ
19 พ.ย. 62

แบงก์ชาติชี้หนี้เสีย บ้าน-รถ-บัตรเครดิตพุ่ง ห่วงคนไทยถูกทวงหนี้มากขึ้น ลามเป็นปัญหาสังคม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มเห็นความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น   โดยนายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมาที่ 3.01% จาก 2.95% ในไตรมาสก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.1% จาก 3.05% ในไตรมาสก่อน   ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคเอ็นพีแอลปรับขึ้นเป็น 2.81% จาก 2.74% ในไตรมาสก่อน แต่สินเชื่อที่กลายเป็นหนี้ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (SM) หรือสินเชื่อที่เริ่มขาดส่ง และสินเชื่อที่กลายเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นที่น่าเป็นห่วง คือ สินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดกลางที่มีวงเงินสินเชื่อ 100-500 ล้านบาท ในธุรกิจอาหารอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และปิโตรเคมี   รวมทั้งเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงขึ้น โดยเริ่มเห็นสินเชื่อที่ยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลกลายเป็นหนี้ SM และหนี้เอ็นพีแอล ซึ่ง ธปท.เป็นห่วงว่าประชาชนจะต้องถูกทวงหนี้ตลอดเวลา กลายเป็นปัญหาเรื่องความเป็นอยู่และปัญหาสังคมได้   ส่วนเอสเอ็มอีจนาดกลาง ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจเพียงแต่สะดุดในช่วงนี้เท่านั้น หากได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากธนาคารพาณิชย์ยังมีโอกาสที่จะรอดได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/D59hn2BkgNY

 7,729
สังคม
16 พ.ย. 62

รวบยกแก๊ง! เครือข่าย 'น้าหลุย' อ้าง ธปท. ตุ๋นลงทุน world bank เสียหายกว่า 5 ร้อยล้าน

ตำรวจกองปราบปราม จับกุมเครือข่าย 'น้าหลุยส์' ฉ้อโกงประชาชน แอบอ้างชื่อธนาคารแห่งประเทศไทย หลอกให้ร่วมลงทุนในโครงการ World Bank เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ 1,000 ได้ 1 ล้าน    วันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา พลตำรวจตรีจิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม แถลงจับกุมเครือข่าย “น้าหลุยส์” ฉ้อโกงประชาชน หลอกระดมทุน จ่าย 1 พัน ได้ 1 ล้าน มีเหยื่อหลงเชื่อนำเงินไปร่วมลงทุนจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 5 ร้อยล้านบาท สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน โดยมี นางพันธุ์ทิพา นัยยทิพย์ หรือ 'น้าหลุยส์' เป็นตัวการสำคัญสืบเนื่องจากมีบุคคลอ้างชื่อว่า 'น้าหลุยส์' ได้ทำเอกสารปลอมเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าได้เป็นเจ้าภาพในการนำเงินจากธนาคารโลก หรือ world bank มาเพื่อพัฒนาประเทศ    โดยมีคณะทำงานเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งวัตถุประสงค์การระดมเงินก็เพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่าภาษีและค่าดำเนินการ โดยลงทุน 1 พันบาท จะได้ค่าตอบแทน 1 ล้านบาท ทำให้มีเหยื่อหลายราย ถึงกับกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำเงินมาลงทุน แต่ก็ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ตกลงโดยขณะนี้มีผู้เสียหายที่เข้ามาแจ้งความเพียง 3 คน เท่านั้น เนื่องจากทางกลุ่มผู้ต้องหาได้มีการข่มขู่ว่าหากมีการแจ้งความเงินที่กำลังจะได้มาก็จะไม่ได้ ทำให้ผู้เสียหายหลายคนยังมีความหวังที่ยังจะได้เงินกำไรอยู่    อีกทั้งขณะนี้ยังมีผู้หลงเชื่ออยู่ ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ยังจะร่วมลงทุนของเครือข่ายน้าหลุยส์หรือในลักษณะดังกล่าวให้เข้ามาให้ข้อมูล และหากได้รับความเสียหายก็ให้เดินทางเข้ามาแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาบางรายเคยถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันหลายคดี ซึ่งคดีนี้ตำรวจยึดของกลางได้กว่า 200 รายการ โดยผู้ต้องหาทั้ง 10 คน ยังให้การปฏิเสธ ซึ่งจะตรวจสอบทรัพย์สินโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินปปง.เพื่อยึดทรัพย์ต่อไป เพราะเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ฟอกเงิน   นายพฤทธิพงศ์ ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้มีการแอบอ้างธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการปลอมแปลงเอกสารประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการปล่อยระบบเงินภายในประเทศ พ.ศ. 2562 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 23 ล้านล้านบาท ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาแล้ว พร้อมกับฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ร่วมลงทุน ควรตรวจสอบกับทางหน่วยงานก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรไปโดยพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 10 คน ไปฝากขังผัดแรก ศาลอาญา รัชดา ใน 2 ข้อหา คือ ฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/wXIEcw6_cIA

 2,959
เศรษฐกิจ
07 พ.ย. 62

แบงก์ชาติออก 4 มาตรการสกัดเงินบาทแข็ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออก 4 มาตรการ เพื่อผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเงินตราต่างประเทศ ที่ไหลเข้ามาและการไหลออกของเงินทุน ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ช่วยให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้มากขึ้น โดยมาตรการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศครั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.นี้  โดย 4 มาตรการ ได้แก่   1.ยกเว้นการนำรายได้จากการส่งออกกลับเข้ามาในประเทศ โดยจากเดิมการส่งออกต่อครั้ง หรือต่อใบขนของผู้ส่งออก ถ้ามีรายได้มากกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ หากไม่มีธุรกรรมที่ต้องดำเนินการในต่างประเทศต่อเนื่อง ธปท.กำหนดให้ผู้ส่งออกนำเงินกลับเข้าประเทศภายในเวลาที่กำหนด ไม่ให้ค้างไว้ในต่างประเทศ   แต่เกณฑ์ใหม่นี้ เพื่อให้ผู้ส่งออกพักเงินไว้ในต่างประเทศเพื่อทำธุรกรรม หรือลงทุนได้มากขึ้น ช่วยลดแรงกดดันของการนำเงินเข้าตราต่างประเทศลดการแข็งค่าของเงินบาท จึงได้เพิ่มวงเงินต่อใบขนที่สามารถพักเงินไว้ในต่างประเทศได้ หากมีรายได้ไม่เกิน 200,000 เหรียญต่อใบขนส่งสินค้า ซึ่งครอบคลุมใบขนได้ 50% ของการส่งออกทั้งหมด และในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านเหรียญต่อใบขน ให้ครอบคลุม 80%   2.การลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เป็นครั้งแรกที่จะอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ด้วยตัวเองได้ โดยไม่ผ่านตัวกลาง วงเงินลงทุน 200,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี จากเดิมต้องเป็นผู้ที่มีเงินรายได้เกิน 50 ล้านบาท หรือต้องลงทุนผ่านตัวกลาง   โดยให้นักลงทุนมาขึ้นทะเบียนกับ ธปท. และแจ้งยอดคงค้างการลงทุนให้ ธปท.รับทราบทุกปี ช่วยทำให้คนไทยจำนวนมากที่มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในต่างประเทศ มีที่ลงทุนได้เหมาะสม และกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น ลดต้นทุนค่าบริการจัดการเงิน และต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ต้องทำผ่านตัวกลาง   แต่กรณีนี้นักลงทุนต้องมั่นใจว่ามีความรู้ทางการเงินและรับความเสี่ยงได้จริง ถ้าไม่แน่ใจอาจต้องลงทุนผ่านตัวกลางต่อไป และ ธปท.ยังได้เพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายปี จากเดิม 100,000 ล้านเหรียญ เป็น 150,000 ล้านเหรียญ เพื่อรองรับการออกไปลงทุนในต่างประเทศ   3เพิ่มจำนวนการโอนเงินออกไปนอกประเทศ โดยปรับเป็นการโอนเงินแบบเปิดเสรีการโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ จากเดิมที่โอนได้เฉพาะวัตถุประสงค์ที่ ธปท.กำหนด แต่ยังมียกเว้นเพียงในบางรายการ (negative list) อาทิ การชำระธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และยังอนุญาตให้คนไทยโอนเงินให้ตนเองหรือญาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้เสรีไม่จำกัดวงเงิน   ส่วนการโอนเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เพิ่มวงเงินไม่เกิน 50 ล้านเหรียญต่อปี โดยซื้อในชื่อของบุคคลในครอบครัวได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการย้ายถิ่นฐานและการส่งบุตรหลานไปศึกษาในต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนหรือภาคธุรกิจที่ต้องการโอนเงินออกนอกประเทศจากเดิมกำหนดทำไม่เกิน 50,000 เหรียญต่อครั้ง เพิ่มเป็นไม่เกิน 200,000 เหรียญต่อครั้ง   4.การซื้อขายทองคำโดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเมื่อมีความผันผวน จะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในทองคำมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้น และคนไทยจะขายทองคำ ทำให้เงินบาทต้องรับแรงกระแทก 2 เด้ง ทั้งจากเงินลงทุนที่เข้ามาพักในไทยโดยตรง และยังมีเงินตราต่างประเทศที่ได้จากการขายทองคำมาเพิ่ม   จึงอนุญาตให้ลูกค้าคนไทย ที่มีการลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาค่าทอง ในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD โดยลูกค้าเก็บเงินตราต่างประเทศ จากการขายทองคำไว้ในบัญชี FCD โดยไม่ต้องแลกเป็นบาทเพื่อรอลงทุนในครั้งต่อไป ฯลฯ เพื่อทำให้การซื้อขายทองคำไม่กระทบเงินบาท ลดการแปลงค่าเงินของบริษัทผู้ค้าทองคำและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jEL5mgaFS8s

 1,532
สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 62

แบงก์ชาติ เผย 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่าวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ ไม่ประกาศให้เป็นวันหยุดตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเป็นวันทำการสุดท้ายของปี ซึ่งจะมีธุรกรรมจำนวนมากที่ตกลงชำระราคาในวันดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p0EvG46vEqQ

 1,229
สังคม
31 ต.ค. 62

แบงก์ชาติ เผย 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่าวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ ไม่ประกาศให้เป็นวันหยุดตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเป็นวันทำการสุดท้ายของปี ซึ่งจะมีธุรกรรมจำนวนมากที่ตกลงชำระราคาในวันดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p0EvG46vEqQ

 1,229
เศรษฐกิจ
11 ต.ค. 62

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติมองบวก เศรษฐกิจไทยแม้โตต่ำกว่าคาด แต่ยังไม่วิกฤต ตั้งเป้าปีหน้า gdp โต 3.3%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ GDP ไทยปี 62 โต 2.8% ถึงแม้จะโตต่ำกว่าที่คาด แต่เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย หรือประสบภาวะวิกฤต เพราะยังเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ด้วยซ้ำกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน   ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า GDP ปี 63 จะขยายตัวมากกว่าปี 62 อยู่ที่ 3.3% เนื่องจากมีการใช้จ่ายจากภาครัฐ มีการลงทุนใน ECC ซึ่งการคาดการร์ของธนาคารโลกสวนทางกับธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.9%  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/j17nI6rRlP8

 1,103
เศรษฐกิจ
01 ต.ค. 62

'กอบศักดิ์' รับเศรษฐกิจทรุดเกินคาด แบงก์ชาติชี้ไทยโตต่ำกว่าที่คิด แต่ยังไม่วิกฤต

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการติดตามภาวะเศรษฐกิจล่าสุด เห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาด เพราะส่งออกยังไม่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจเดือน ก.ค.62 ไม่ดี ไตรมาส 3 ต้องประเมินอีกว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวมากน้อยเพียงใด ถ้าชะลอมากต้องหารือว่าจะมีมาตรการใดกระตุ้นเพิ่มเติมอีก เพื่อให้ยังขยายตัวได้ 3%   ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.8% ต่ำกว่าศักยภาพที่จะเติบโตได้ เพราะผลกระทบของการกีดกันการค้า และสงครามการค้า ซึ่งกระทบต่อการส่งออกทำให้เอกชนชะลอลงทุนและลดจ้างงานจนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ยืนยันว่าแม้ไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ยังไม่เข้าสู่วิกฤต   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3q6iTgKlmOY

 4,421
เศรษฐกิจ
30 ส.ค. 62

แบงก์ชาติยอมถอย ยังไม่คุมเพดานหนี้รายย่อย

หลังจากที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ได้ออกมาตรการสินเชื่อ และมาตรการอื่นๆ ในหลายส่วนเพื่อดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงในขณะนี้   รวมทั้งมีกระแสข่าวว่า ธปท.อาจมีมาตรการคุมภาระหนี้ต่อรายได้สูงสุด หรือ debt service ratio (DSR) limit หรือการคุมเพดานการก่อหนี้สูงสุดในการให้สินเชื่อ   ล่าสุด นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทาง ธปท.ขอทำความเข้าใจว่า ในปัจจุบัน ธปท.ยังไม่ได้มีแผนที่จะนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ภายในปีนี้   ทั้งนี้ สำหรับเรื่องดังกล่าวในปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินใน 2 เรื่อง ได้แก่   1.การกำหนดมาตรฐานกลางในการคำนวณ DSR ทั้งในส่วนภาระหนี้และรายได้ของผู้กู้ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน ซึ่งล่าสุดได้มีข้อตกลงมาตรฐานกลาง DSR ร่วมกันแล้ว และคาดว่าจะเริ่มนำไปใช้ และรายงาน ข้อมูล DSR ตามมาตรฐานกลางให้ ธปท.ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้   2. การผลักดันให้สถาบันการเงินนำหลักการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (responsible lending) และนำไปใช้ในการให้สินเชื่อ โดยในหลักการลูกหนี้จะต้องมีเงินเพียงพอสำหรับดำรงชีพหลังชำระหนี้แล้ว (affordability)   ซึ่ง ธปท.จะติดตามปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ส่วนหนึ่งผ่านข้อมูล DSR ตามมาตรฐานกลางที่ธนาคารพาณิชย์จะรายงานให้ ธปท.ทราบ ซึ่งหากพบว่า สถานการณ์มีความเปราะบางมากขึ้น ธปท. อาจพิจารณาออกเกณฑ์ การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน กรอบการบังคับใช้และจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยการพิจารณานำมาใช้นั้น จะคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uoLQ8aWApwg

 1,734
เศรษฐกิจ
29 ส.ค. 62

แบงก์ชาติ เตือนคนไทยเล่นเว็บพนันเมืองนอก เสี่ยงข้อมูลการเงินรั่วไหล

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ได้รับรายงานจากศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิต) และศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยภาคการธนาคาร (ทีบี-เซิต)   พบว่ามีข้อมูลรั่วไหลจากฐานข้อมูลของเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ที่คนไทยไปใช้แล้วได้ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินไว้ จึงได้เตือนคนไทยหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินกับเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงสูง   ส่วนลูกค้าที่ได้ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินกับเว็บไซต์พนันดังกล่าวแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการรั่วไหลของข้อมูล ควรระมัดระวังและเร่งดูแลความปลอดภัย ดังนี้   -เปลี่ยนรหัสผ่านในการเข้าใช้อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งที่ใช้บริการ      -หากได้ให้ข้อมูลบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตไว้กับเว็บไซต์พนันดังกล่าว ควรแจ้งยกเลิกบัตรกับธนาคารเจ้าของบัตรและจัดทำบัตรใหม่    -ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจติดต่อโดยใช้ข้อมูลที่รั่วไหล โทรศัพท์ ส่งเมล หรือเข้ามาหลอกลวงขอข้อมูลเพิ่มเพื่อนำไปใช้ในการทำทุจริต   นอกจากนี้ธปท.ได้ติดตามและประสานกับไทยเซิต และทีบี-เซิตอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามวิเคราะห์ข้อมูลและการดำเนินการกับข้อมูลที่รั่วไหล และได้แจ้งเตือนธนาคารถึงช่องโหว่บนเว็บไซต์พนันแล้ว เพื่อให้เฝ้าระวังธุรกรรมที่ผิดปกติให้เข้มงวดขึ้น   แม้เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ของระบบธนาคาร แต่ข้อมูลที่รั่วไหลเป็นข้อมูลที่ลูกค้าธนาคารให้ไว้กับเว็บไซต์พนันต่างประเทศ โดยธปท.จะติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และให้สถาบันการเงินติดตามสถานการณ์ด้านลูกค้าและเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการที่สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้ เช่น การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ การช่วยเหลือดูแลความปลอดภัย เป็นต้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cwHXEX_FZSs

 1,082

Top