ค้นหา :

ผลการค้นหา "ธนาคารแห่งประเทศไทย"

เศรษฐกิจ
19 พ.ย. 62

แบงก์ชาติชี้หนี้เสีย บ้าน-รถ-บัตรเครดิตพุ่ง ห่วงคนไทยถูกทวงหนี้มากขึ้น ลามเป็นปัญหาสังคม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มเห็นความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น   โดยนายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไตรมาส 3 เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมาที่ 3.01% จาก 2.95% ในไตรมาสก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเป็น 3.1% จาก 3.05% ในไตรมาสก่อน   ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคเอ็นพีแอลปรับขึ้นเป็น 2.81% จาก 2.74% ในไตรมาสก่อน แต่สินเชื่อที่กลายเป็นหนี้ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (SM) หรือสินเชื่อที่เริ่มขาดส่ง และสินเชื่อที่กลายเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นที่น่าเป็นห่วง คือ สินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดกลางที่มีวงเงินสินเชื่อ 100-500 ล้านบาท ในธุรกิจอาหารอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และปิโตรเคมี   รวมทั้งเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงขึ้น โดยเริ่มเห็นสินเชื่อที่ยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลกลายเป็นหนี้ SM และหนี้เอ็นพีแอล ซึ่ง ธปท.เป็นห่วงว่าประชาชนจะต้องถูกทวงหนี้ตลอดเวลา กลายเป็นปัญหาเรื่องความเป็นอยู่และปัญหาสังคมได้   ส่วนเอสเอ็มอีจนาดกลาง ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจเพียงแต่สะดุดในช่วงนี้เท่านั้น หากได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากธนาคารพาณิชย์ยังมีโอกาสที่จะรอดได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/D59hn2BkgNY

 6,941
สังคม
16 พ.ย. 62

รวบยกแก๊ง! เครือข่าย 'น้าหลุย' อ้าง ธปท. ตุ๋นลงทุน world bank เสียหายกว่า 5 ร้อยล้าน

ตำรวจกองปราบปราม จับกุมเครือข่าย 'น้าหลุยส์' ฉ้อโกงประชาชน แอบอ้างชื่อธนาคารแห่งประเทศไทย หลอกให้ร่วมลงทุนในโครงการ World Bank เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ 1,000 ได้ 1 ล้าน    วันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา พลตำรวจตรีจิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม แถลงจับกุมเครือข่าย “น้าหลุยส์” ฉ้อโกงประชาชน หลอกระดมทุน จ่าย 1 พัน ได้ 1 ล้าน มีเหยื่อหลงเชื่อนำเงินไปร่วมลงทุนจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายกว่า 5 ร้อยล้านบาท สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 คน โดยมี นางพันธุ์ทิพา นัยยทิพย์ หรือ 'น้าหลุยส์' เป็นตัวการสำคัญสืบเนื่องจากมีบุคคลอ้างชื่อว่า 'น้าหลุยส์' ได้ทำเอกสารปลอมเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าได้เป็นเจ้าภาพในการนำเงินจากธนาคารโลก หรือ world bank มาเพื่อพัฒนาประเทศ    โดยมีคณะทำงานเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งวัตถุประสงค์การระดมเงินก็เพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่าภาษีและค่าดำเนินการ โดยลงทุน 1 พันบาท จะได้ค่าตอบแทน 1 ล้านบาท ทำให้มีเหยื่อหลายราย ถึงกับกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำเงินมาลงทุน แต่ก็ไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ตกลงโดยขณะนี้มีผู้เสียหายที่เข้ามาแจ้งความเพียง 3 คน เท่านั้น เนื่องจากทางกลุ่มผู้ต้องหาได้มีการข่มขู่ว่าหากมีการแจ้งความเงินที่กำลังจะได้มาก็จะไม่ได้ ทำให้ผู้เสียหายหลายคนยังมีความหวังที่ยังจะได้เงินกำไรอยู่    อีกทั้งขณะนี้ยังมีผู้หลงเชื่ออยู่ ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ยังจะร่วมลงทุนของเครือข่ายน้าหลุยส์หรือในลักษณะดังกล่าวให้เข้ามาให้ข้อมูล และหากได้รับความเสียหายก็ให้เดินทางเข้ามาแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาบางรายเคยถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันหลายคดี ซึ่งคดีนี้ตำรวจยึดของกลางได้กว่า 200 รายการ โดยผู้ต้องหาทั้ง 10 คน ยังให้การปฏิเสธ ซึ่งจะตรวจสอบทรัพย์สินโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินปปง.เพื่อยึดทรัพย์ต่อไป เพราะเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ฟอกเงิน   นายพฤทธิพงศ์ ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้มีการแอบอ้างธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการปลอมแปลงเอกสารประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการปล่อยระบบเงินภายในประเทศ พ.ศ. 2562 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 23 ล้านล้านบาท ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาแล้ว พร้อมกับฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้ร่วมลงทุน ควรตรวจสอบกับทางหน่วยงานก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนอะไรไปโดยพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 10 คน ไปฝากขังผัดแรก ศาลอาญา รัชดา ใน 2 ข้อหา คือ ฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/wXIEcw6_cIA

 2,736
เศรษฐกิจ
07 พ.ย. 62

แบงก์ชาติออก 4 มาตรการสกัดเงินบาทแข็ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออก 4 มาตรการ เพื่อผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเงินตราต่างประเทศ ที่ไหลเข้ามาและการไหลออกของเงินทุน ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ช่วยให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้มากขึ้น โดยมาตรการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และการนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศครั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.นี้  โดย 4 มาตรการ ได้แก่   1.ยกเว้นการนำรายได้จากการส่งออกกลับเข้ามาในประเทศ โดยจากเดิมการส่งออกต่อครั้ง หรือต่อใบขนของผู้ส่งออก ถ้ามีรายได้มากกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐฯ หากไม่มีธุรกรรมที่ต้องดำเนินการในต่างประเทศต่อเนื่อง ธปท.กำหนดให้ผู้ส่งออกนำเงินกลับเข้าประเทศภายในเวลาที่กำหนด ไม่ให้ค้างไว้ในต่างประเทศ   แต่เกณฑ์ใหม่นี้ เพื่อให้ผู้ส่งออกพักเงินไว้ในต่างประเทศเพื่อทำธุรกรรม หรือลงทุนได้มากขึ้น ช่วยลดแรงกดดันของการนำเงินเข้าตราต่างประเทศลดการแข็งค่าของเงินบาท จึงได้เพิ่มวงเงินต่อใบขนที่สามารถพักเงินไว้ในต่างประเทศได้ หากมีรายได้ไม่เกิน 200,000 เหรียญต่อใบขนส่งสินค้า ซึ่งครอบคลุมใบขนได้ 50% ของการส่งออกทั้งหมด และในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านเหรียญต่อใบขน ให้ครอบคลุม 80%   2.การลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เป็นครั้งแรกที่จะอนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ด้วยตัวเองได้ โดยไม่ผ่านตัวกลาง วงเงินลงทุน 200,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี จากเดิมต้องเป็นผู้ที่มีเงินรายได้เกิน 50 ล้านบาท หรือต้องลงทุนผ่านตัวกลาง   โดยให้นักลงทุนมาขึ้นทะเบียนกับ ธปท. และแจ้งยอดคงค้างการลงทุนให้ ธปท.รับทราบทุกปี ช่วยทำให้คนไทยจำนวนมากที่มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในต่างประเทศ มีที่ลงทุนได้เหมาะสม และกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น ลดต้นทุนค่าบริการจัดการเงิน และต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ต้องทำผ่านตัวกลาง   แต่กรณีนี้นักลงทุนต้องมั่นใจว่ามีความรู้ทางการเงินและรับความเสี่ยงได้จริง ถ้าไม่แน่ใจอาจต้องลงทุนผ่านตัวกลางต่อไป และ ธปท.ยังได้เพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ที่จัดสรรให้นักลงทุนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายปี จากเดิม 100,000 ล้านเหรียญ เป็น 150,000 ล้านเหรียญ เพื่อรองรับการออกไปลงทุนในต่างประเทศ   3เพิ่มจำนวนการโอนเงินออกไปนอกประเทศ โดยปรับเป็นการโอนเงินแบบเปิดเสรีการโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ จากเดิมที่โอนได้เฉพาะวัตถุประสงค์ที่ ธปท.กำหนด แต่ยังมียกเว้นเพียงในบางรายการ (negative list) อาทิ การชำระธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และยังอนุญาตให้คนไทยโอนเงินให้ตนเองหรือญาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศได้เสรีไม่จำกัดวงเงิน   ส่วนการโอนเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เพิ่มวงเงินไม่เกิน 50 ล้านเหรียญต่อปี โดยซื้อในชื่อของบุคคลในครอบครัวได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการย้ายถิ่นฐานและการส่งบุตรหลานไปศึกษาในต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนหรือภาคธุรกิจที่ต้องการโอนเงินออกนอกประเทศจากเดิมกำหนดทำไม่เกิน 50,000 เหรียญต่อครั้ง เพิ่มเป็นไม่เกิน 200,000 เหรียญต่อครั้ง   4.การซื้อขายทองคำโดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกเมื่อมีความผันผวน จะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในทองคำมากขึ้น ทำให้ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้น และคนไทยจะขายทองคำ ทำให้เงินบาทต้องรับแรงกระแทก 2 เด้ง ทั้งจากเงินลงทุนที่เข้ามาพักในไทยโดยตรง และยังมีเงินตราต่างประเทศที่ได้จากการขายทองคำมาเพิ่ม   จึงอนุญาตให้ลูกค้าคนไทย ที่มีการลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาค่าทอง ในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD โดยลูกค้าเก็บเงินตราต่างประเทศ จากการขายทองคำไว้ในบัญชี FCD โดยไม่ต้องแลกเป็นบาทเพื่อรอลงทุนในครั้งต่อไป ฯลฯ เพื่อทำให้การซื้อขายทองคำไม่กระทบเงินบาท ลดการแปลงค่าเงินของบริษัทผู้ค้าทองคำและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/jEL5mgaFS8s

 1,289
สังคม-อาชญากรรม
31 ต.ค. 62

แบงก์ชาติ เผย 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่าวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ ไม่ประกาศให้เป็นวันหยุดตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเป็นวันทำการสุดท้ายของปี ซึ่งจะมีธุรกรรมจำนวนมากที่ตกลงชำระราคาในวันดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p0EvG46vEqQ

 1,113
สังคม
31 ต.ค. 62

แบงก์ชาติ เผย 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่าวันจันทร์ที่ 30 ธ.ค.นี้ สถาบันการเงินเปิดทำการปกติ ไม่ประกาศให้เป็นวันหยุดตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเป็นวันทำการสุดท้ายของปี ซึ่งจะมีธุรกรรมจำนวนมากที่ตกลงชำระราคาในวันดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/p0EvG46vEqQ

 1,113
เศรษฐกิจ
11 ต.ค. 62

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติมองบวก เศรษฐกิจไทยแม้โตต่ำกว่าคาด แต่ยังไม่วิกฤต ตั้งเป้าปีหน้า gdp โต 3.3%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ GDP ไทยปี 62 โต 2.8% ถึงแม้จะโตต่ำกว่าที่คาด แต่เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย หรือประสบภาวะวิกฤต เพราะยังเป็นการขยายตัวต่อเนื่อง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ด้วยซ้ำกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน   ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า GDP ปี 63 จะขยายตัวมากกว่าปี 62 อยู่ที่ 3.3% เนื่องจากมีการใช้จ่ายจากภาครัฐ มีการลงทุนใน ECC ซึ่งการคาดการร์ของธนาคารโลกสวนทางกับธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.9%  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/j17nI6rRlP8

 980
เศรษฐกิจ
01 ต.ค. 62

'กอบศักดิ์' รับเศรษฐกิจทรุดเกินคาด แบงก์ชาติชี้ไทยโตต่ำกว่าที่คิด แต่ยังไม่วิกฤต

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการติดตามภาวะเศรษฐกิจล่าสุด เห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาด เพราะส่งออกยังไม่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจเดือน ก.ค.62 ไม่ดี ไตรมาส 3 ต้องประเมินอีกว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวมากน้อยเพียงใด ถ้าชะลอมากต้องหารือว่าจะมีมาตรการใดกระตุ้นเพิ่มเติมอีก เพื่อให้ยังขยายตัวได้ 3%   ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะขยายตัว 2.8% ต่ำกว่าศักยภาพที่จะเติบโตได้ เพราะผลกระทบของการกีดกันการค้า และสงครามการค้า ซึ่งกระทบต่อการส่งออกทำให้เอกชนชะลอลงทุนและลดจ้างงานจนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ยืนยันว่าแม้ไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่ยังไม่เข้าสู่วิกฤต   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/3q6iTgKlmOY

 4,257
เศรษฐกิจ
30 ส.ค. 62

แบงก์ชาติยอมถอย ยังไม่คุมเพดานหนี้รายย่อย

หลังจากที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ได้ออกมาตรการสินเชื่อ และมาตรการอื่นๆ ในหลายส่วนเพื่อดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงในขณะนี้   รวมทั้งมีกระแสข่าวว่า ธปท.อาจมีมาตรการคุมภาระหนี้ต่อรายได้สูงสุด หรือ debt service ratio (DSR) limit หรือการคุมเพดานการก่อหนี้สูงสุดในการให้สินเชื่อ   ล่าสุด นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทาง ธปท.ขอทำความเข้าใจว่า ในปัจจุบัน ธปท.ยังไม่ได้มีแผนที่จะนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ภายในปีนี้   ทั้งนี้ สำหรับเรื่องดังกล่าวในปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินใน 2 เรื่อง ได้แก่   1.การกำหนดมาตรฐานกลางในการคำนวณ DSR ทั้งในส่วนภาระหนี้และรายได้ของผู้กู้ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน ซึ่งล่าสุดได้มีข้อตกลงมาตรฐานกลาง DSR ร่วมกันแล้ว และคาดว่าจะเริ่มนำไปใช้ และรายงาน ข้อมูล DSR ตามมาตรฐานกลางให้ ธปท.ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้   2. การผลักดันให้สถาบันการเงินนำหลักการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (responsible lending) และนำไปใช้ในการให้สินเชื่อ โดยในหลักการลูกหนี้จะต้องมีเงินเพียงพอสำหรับดำรงชีพหลังชำระหนี้แล้ว (affordability)   ซึ่ง ธปท.จะติดตามปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ส่วนหนึ่งผ่านข้อมูล DSR ตามมาตรฐานกลางที่ธนาคารพาณิชย์จะรายงานให้ ธปท.ทราบ ซึ่งหากพบว่า สถานการณ์มีความเปราะบางมากขึ้น ธปท. อาจพิจารณาออกเกณฑ์ การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน กรอบการบังคับใช้และจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยการพิจารณานำมาใช้นั้น จะคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uoLQ8aWApwg

 1,654
เศรษฐกิจ
29 ส.ค. 62

แบงก์ชาติ เตือนคนไทยเล่นเว็บพนันเมืองนอก เสี่ยงข้อมูลการเงินรั่วไหล

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งว่า ได้รับรายงานจากศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิต) และศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยภาคการธนาคาร (ทีบี-เซิต)   พบว่ามีข้อมูลรั่วไหลจากฐานข้อมูลของเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ที่คนไทยไปใช้แล้วได้ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินไว้ จึงได้เตือนคนไทยหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินกับเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงสูง   ส่วนลูกค้าที่ได้ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินกับเว็บไซต์พนันดังกล่าวแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการรั่วไหลของข้อมูล ควรระมัดระวังและเร่งดูแลความปลอดภัย ดังนี้   -เปลี่ยนรหัสผ่านในการเข้าใช้อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งและโมบายแบงก์กิ้งที่ใช้บริการ      -หากได้ให้ข้อมูลบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตไว้กับเว็บไซต์พนันดังกล่าว ควรแจ้งยกเลิกบัตรกับธนาคารเจ้าของบัตรและจัดทำบัตรใหม่    -ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจติดต่อโดยใช้ข้อมูลที่รั่วไหล โทรศัพท์ ส่งเมล หรือเข้ามาหลอกลวงขอข้อมูลเพิ่มเพื่อนำไปใช้ในการทำทุจริต   นอกจากนี้ธปท.ได้ติดตามและประสานกับไทยเซิต และทีบี-เซิตอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามวิเคราะห์ข้อมูลและการดำเนินการกับข้อมูลที่รั่วไหล และได้แจ้งเตือนธนาคารถึงช่องโหว่บนเว็บไซต์พนันแล้ว เพื่อให้เฝ้าระวังธุรกรรมที่ผิดปกติให้เข้มงวดขึ้น   แม้เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ของระบบธนาคาร แต่ข้อมูลที่รั่วไหลเป็นข้อมูลที่ลูกค้าธนาคารให้ไว้กับเว็บไซต์พนันต่างประเทศ โดยธปท.จะติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และให้สถาบันการเงินติดตามสถานการณ์ด้านลูกค้าและเตรียมพร้อมดำเนินมาตรการที่สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้ เช่น การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ การช่วยเหลือดูแลความปลอดภัย เป็นต้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cwHXEX_FZSs

 1,013
เศรษฐกิจ
01 ส.ค. 62

แบงก์ชาติเผย เศรษฐกิจไทย มิ.ย. ชะลอตัวแทบทุกหมวด คาดส่งออกทั้งปีติดลบ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2562 ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนแทบทุกหมวด จากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนที่หดตัวตามยอดขายยานยนต์ในประเทศและยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ จะมีเพียงการท่องเที่ยวที่ขยายดีขึ้นเล็กน้อย   ส่วนการส่งออก ก.ค.-ส.ค.ที่เดิมคาดว่าจะฟื้นตัวในระยะสั้น อาจจะไม่เกิดขึ้น และมีแนวโน้มว่าเป็นไปได้ส่งออกทั้งปีติดลบ จากเดิมที่คาดว่าขยายตัว 0%  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/g-4LqFydv30

 1,016
เศรษฐกิจ
21 มิ.ย. 62

แบงก์ชาติจับตา เงินบาทไทยแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี แตะ 30.95 บาท/ดอลลาร์ ด้านราคาทองพุ่งต่อเนื่อง

เงินบาทไทยแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี วันเดียวแข็งค่า 1% โดยช่วงเย็น (20 มิ.ย.62) ปิดตลาดที่ 30.95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง    ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติห่วงไม่สอดคล้องพื้นฐานเศรษฐกิจไทย สั่งเพิ่มความเข้มงวดติดตาม มีรายงานว่าเงินบาทที่แข็งค่าเช่นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกข้าวแล้ว      ขณะที่ราคาทองคำรับอานิสงส์เข้าสู่ภาวะกระทิง ราคาพุ่งทุบสถิติ 6 ปี ตลาดโคเม็กซ์แตะ 1,388 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนตลาดทองคำไทยขึ้นลง 4 ครั้งในวันเดียว   ทั้งนี้คาดว่าราคาทองจะพุ่งสูงต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน จึงหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่างทองคำ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/o3235KVWPAc

 2,495
เศรษฐกิจ
14 พ.ค. 62

แบงก์ชาติแจงไทยไม่ได้แทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ

จากกรณีที่มีสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ทางการสหรัฐฯจะเพิ่มจำนวนประเทศที่ถูกตรวจสอบการแทรกแซงค่าเงินเพิ่มเติม ในการประกาศรายงาน FX report ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับการส่งออกของผู้ประกอบการไทย   ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทย และ ธปท.ได้มีการสื่อสารกับทางสหรัฐฯมาโดยตลอดว่า ไทยไม่ได้แทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ   เรื่อง FX report ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯเป็นเรื่องที่ ธปท. ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้แทนสหรัฐฯมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการทำงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมทั้งสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินโลก และชี้แจงมุมมองของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (emerging markets) ที่ต้องดูแลความผันผวนของค่าเงิน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯอยู่บ้าง   ดังนั้น อาจมีชื่ออยู่ในบัญชีของประเทศที่ถูกตรวจสอบการแทรกแซงค่าเงินเพิ่มเติม ที่ฝ่ายไทยจะมีการติดตามต่อไป และยืนยันว่า ไทยพร้อมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/YZ1wcTzU-zY

 1,040
เศรษฐกิจ
10 พ.ค. 62

ธปท.ยกหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบ ไฟเขียวให้บุคคลธรรมดากู้กันเองได้ผ่านออนไลน์

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดให้บุคคลธรรมดาให้กู้บุคคลธรรมดาผ่านตัวกลางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์หรือ ผ่านตัวกลางออนไลน์แอปพลิเคชัน หรือ peer to peer lending platform    โดยประเมินว่า การประกอบธุรกิจดังกล่าวจะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทางการเงินได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะความต้องการเข้าถึงแหล่งทุน หรือสินเชื่อของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และรายย่อย   ขณะเดียวกัน ในด้านของคนลงทุน ในช่วงที่ผ่านมามีการแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ๆที่ได้ผลตอบแทนสูงๆมากขึ้น ซึ่งบางประเภทเป็นการลงทุนที่มี ความเสี่ยงสูง และในหลายประเทศได้ใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาช่องทางในการจัดหาเงินทุนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเป็นตัวกลางการให้กู้ยืมเงินผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ทั้งการออกตราสารทุน ตราสารหนี้ หรือการให้กู้ยืมระหว่างบุคคล   อย่างไรก็ตาม แม้ ธปท.เห็นว่า ธุรกิจดังกล่าวเป็นประโยชน์ ทำให้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นของผู้กู้รายย่อย ขณะที่ผู้ให้กู้ มีทางเลือกใหม่ที่จะนำเงินมาลงทุนให้กู้ผ่านตัวกลาง โดยได้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องกำกับดูแลผู้ให้บริการตัวกลางดังกล่าวให้มีระบบงานที่มั่นคง มีเสถียรภาพ ให้ความสำคัญที่จะคุ้มครองผู้ใช้บริการทั้งผู้กู้ และผู้ให้กู้ มีการคัดกรองผู้กู้ และผู้ให้กู้ และประเมินความเสี่ยงของผู้ให้กู้อย่างเพียงพอ รวมถึงมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนอย่างเหมาะสมด้วย   ทั้งนี้ ในส่วนของผู้กู้จะต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น ขณะที่สินเชื่อที่จะให้กู้ยืม ในช่วงแรกควรเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะเป็นหนี้เสีย เช่น สินเชื่อโครงการธุรกิจที่มีแนวทางการประกอบธุรกิจและแหล่งรายได้ในการชำระหนี้ที่ชัดเจน หรือสินเชื่อที่มีหลักประกัน โดยกู้ได้ 1.5-5 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ขณะที่ทางผู้ให้กู้ก็ต้องได้รับการตรวจสอบเงื่อนไขจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน จึงจะดำเนินการได้  ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aL5N11Rxdo0

 7,885
เศรษฐกิจ
25 เม.ย. 62

แบงก์ชาติ-ธนาคารโลก เห็นตรงปรับลด gdp ไทยปี 62 เหลือ 3.8% เหตุตั้งรัฐบาลล่าช้า

ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ และธนาคารโลก แถลงลดเป้าเติบโตเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้เหลือ 3.8% จากเดิมที่คาดไว้อยู่ที่ 3.9% โดยสาเหตุมาจากจากการตั้งรัฐบาลล่าช้า กระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นนักลงทุน   พร้อมจับตาส่งออกไทยทั้งปี 62 อาจขยายตัวไม่ถึง 3% โดยเริ่ชะลอตัวตั้งอต่ครึ่งปี 61 จากปัจจัยของสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในจากการเมืองของไทยเองด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/_rPPVm8T-Hs

 29,164
เศรษฐกิจ
29 มี.ค. 62

ส.อ.ท.ขออย่าตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน - การใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติ มองการเมืองความไม่แน่นอนสูง หากยืดเยื้อหรือเล่นเกมนอกสภา กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และภาพรวมเศรษฐกิจ เนื่องจากการใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว เพราะคนในประเทศรู้สึกอึดอัดกับสภาวะที่เกิดขึ้น   สภาอุตสาหกรรมชี้การจัดตั้งรัฐบาลไม่ควรทิ้งเวลาให้ล่าช้า ควรชัดเจนภายในเดือน พ.ค. หากตั้งรัฐบาลไม่ลงตัวจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนหน้าใหม่ ทั้งนี้ไม่เกี่ยงพรรคไหนรวมพรรคไหน ขอให้เป็นการยอมรับ ไม่นำมาซึ่งการประท้วง   ด้านสภาการท่องเที่ยว ขอให้ กกต.สรุปตัวเลขให้ชัดเพื่อลดความคลุมเครือ พร้อมทำงานกับ 2 ขั้วการเมือง ขออย่ามีรัฐประหารอีก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HUdpUyPc25E

 1,472

Top