ค้นหา :

ผลการค้นหา "ภาษี"

บันเทิง
11 ธ.ค. 60

'ตูน' ป่วยเป็นหวัดหยุดพัก 1 วัน - รัฐบาลโต้ข่าวลือเก็บภาษี 7% ปัดนายกฯ บริจาค 20 บาท

นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม”  ป่วยเป็นไข้หวัด หยุดวิ่งต่ออีก 1 วัน เพื่อพักร่างกายที่มีอาการล้า ขณะที่ บริเวณหน้าโรงแรมนำชัย อ.เมืองชัยนาท  มีประชาชนมาช่วยกันซื้อเสื้อยืด “ก้าวคนละก้าว” ราคาตัวละ 350 บาทกันอย่างคึกคัก หลังทีมงานนำเสื้อมาจำหน่ายเพียง 600 ตัวเท่านั้น     ขณะที่ จตุรงค์ มกจ๊ก นักแสดงตลกชื่อดัง พร้อมคณะออกวิ่ง โครงการ “วิ่งเก็บตกให้พี่ตูน” ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร  จ.ราชบุรี ปลายทางสะพานแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรี เป็นวันที่สอง โดยมี เหลือเฟือ มกจ๊ก มาร่วมวิ่งเรียกเสียงฮาไปตลอดเส้นทาง ส่วน เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล่ อดีตมือกลองร็อคชื่อดังวง ออกวิ่งเก็บตกในพื้นที่ อ.ปลวกเเดง จ.ระยอง โดยยอดเงินบริจาครวมอยู่ที่ 2,573,999 บาทแล้ว       ด้าน พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลกันในสื่ออนอนไลน์ว่า รัฐบาลจะเก็บภาษีจากเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมดในโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลของรัฐในอัตราร้อยละ 7 และนำไปปรับปรุงสถานีตำรวจในประเทศไทยให้มีคุณภาพดีขึ้น รวมทั้งใช้จัดหากล้องวงจรปิด และยานพาหนะของทางราชการนั้น  ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่แน่ใจว่าผู้ที่สร้างข่าวนี้ขึ้นมาต้องการอะไร แต่เชื่อว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีนโยบายในลักษณะเช่นนี้ มีแต่สนับสนุนให้นายอาทิวราห์ หรือตูน บอดี้สแลม และทีมงานทำโครงการที่ตั้งใจให้สำเร็จ ทั้งการมอบกำลังใจและสมทบเงินบริจาคด้วย   ส่วนกระแสข่าวที่อ้างว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการฯ เป็นจำนวนเงิน 20 บาทนั้น ก็ไม่เป็นความจริงเช่นเดียวกัน ส่วนจะบริจาคเป็นจำนวนเงินเท่าใดนั้น นายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้สังคมนำไปเป็นประเด็นถกเถียงกัน เพราะการบริจาคเป็นเรื่องของจิตใจ และความรู้สึกของแต่ละคน   ทั้งนี้รัฐบาลขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อข่าวสารที่ถูกบิดเบือนโดยง่ายหรือแชร์ส่งต่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม และขอเตือนผู้ที่สร้างข่าวเท็จและนำไปเผยแพร่บนสื่ออนไลน์ รวมทั้งผู้ที่ส่งต่อกันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า ให้หยุดการกระทำดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่จะติดตามสืบหาต้นตอของผู้กระทำผิด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป     สำหรับการวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว ระดมทุนบริจาค เพื่อให้กับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ โดยเริ่มการวิ่งจาก อ.เบตง จ.ยะลา สู่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทางกว่า 2,191 กิโลเมตร โดยเริ่มวิ่งในวันที่ 1 พ.ย.60 เป็นวันแรกจาก อ.เบตง จ.ยะลา ล่าสุดยอดบริจาคอยู่ที่ 719 ล้านบาท                   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/DMA4c6D9NiU

 18,712
การเมือง
01 ต.ค. 60

สนช.ปัดข่าวลือเก็บภาษีน้ำเกษตรกรรายย่อย - สมัชชาชาวนาลั่นทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สอง กล่าวถึงกระแสข่าวการเก็บภาษีน้ำกับเกษตรกรและกลุ่มอุตสาหกรรม ว่า  ขอยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีรัฐบาลใดจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกร มีแต่จะลดค่าใช้จ่าย เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรจะได้มีกำไรในผลผลิต ยกเว้นเกษตรกรรายใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นหลักพัน หลักหมื่นไร่ว่า สมควรเก็บหรือไม่ รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งตามปกติก็เก็บอยู่แล้วตามกฎหมายน้ำบาดาล แต่การเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อยยืนยันไม่มีแน่นอน ซึ่งถ้าหากมีการออกกฎหมายที่ให้เก็บภาษีน้ำจากเกษตรกรจริง ตนเองและนายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ จะขอลาออกจาก สนช. ทันที    ด้าน  นายเสมียน หงส์โต ประธานสมัชชาชาวนาไทยภาคกลาง  ระบุว่า หากเป็นเรื่องจริงย่อมมีผลกระทบอย่างมาก เพราะตลอดเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ชาวนาก็แย่อยู่แล้ว ราคาข้าวก็ไม่ดี ชาวนาต้องช่วยตัวเองมาตลอด หากจะมาเก็บภาษีน้ำอีก พวกเรายอมจ่ายแต่รัฐบาลส่งน้ำให้ถึงนาเลยหรือไม่ ทุกวันนี้ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเองแล้วยังจะมาเก็บค่าน้ำอีก รัฐบาลจะฆ่าชาวนาให้ตายทั้งหมดเลยหรือ                   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/DrJg_ZQ3RHA

 811
เศรษฐกิจ
17 ก.ย. 60

มีผลแล้ว! เช็กราคาสินค้าหลังปรับภาษีสรรพสามิตใหม่ 'ไวน์นอก-เหล้า-บุหรี่' ขึ้นหนักสุด

ตามที่กฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผลให้กลุ่มสินค้าบางกลุ่มปรับเปลี่ยนราคาจากเดิม โดยในส่วนของไวน์นำเข้า หากมีราคาเกิน 1,000 บาท จะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 110 บาท ต่อขวด ส่วนไวน์ที่มีราคาต่ำกว่า 1,000 บาท จะมีราคาลดลง 25 บาทต่อขวด   ขณะที่ราคาสุรา หากเป็นสุราขาว จะปรับขึ้น 80 สต. – 3.50 บาทต่อขวด ตามขนาดดีกรี แต่หากเป็นสุรากลั่นในประเทศขนาดขวด 700 มิลลิลิตร 28 ดีกรี จะปรับขึ้น 8 -30 บาทต่อขวด สุรากลั่นในประเทศ 40 ดีกรี ปรับขึ้น 30 บาทต่อขวด สุรานำเข้าที่มีราคาสูง ราคาจะปรับลดลง 2-20 บาทต่อขวด   ส่วนเบียร์ กระป๋อง จะปรับเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกระป๋อง และแบบขวด จะปรับขึ้น 2 บาทต่อขวด   ขณะที่บุหรี่ หากราคาต่ำกว่าซองละ 60 บาท จะจัดเก็บในอัตรา 20 %หรือจะกระทบราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 4-15 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ที่ราคาเกิน 60 บาท จะจัดเก็บภาษีในอัตรา 40 % หรือราคาจะเพิ่มขึ้น 2-14 บาทต่อซอง โดยในช่วง 2 ปี แรกจะจัดเก็บใน 2 อัตรา และหลังจากนั้นจะใช้อัตราที่เท่ากันที่ ร้อยละ 40 เพื่อให้อุตสาหกรรมบุหรี่ได้มีเวลาปรับตัว     ส่วนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง น้ำผัก ผลไม้ เพิ่มขึ้น 0.06-0.54 บาทต่อลิตร ชาเขียวเพิ่มขึ้น 1.13 -2.05 บาท เพิ่มขึ้น 1.35 บาท เครื่องดื่มบำรุงกำลังเพิ่มขึ้น 0.32 -0.90 บาท ยกเว้นขนาด 150 ซีซี ลดลง 0.11 บาท   ส่วนน้ำอัดลม เช่นโค้กซีโร่ เป็บซี่ แม็ก ลดลง 0.25 -0.36 บาท ส่วนเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีความหวานปกติเพิ่มขึ้น 0.13 -0.50 บาท ส่วนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเทียมไท่เกินเกณฑ์ตามที่องค์การอาหารและยา(อย.) กำหนดและหญ้าหวาน ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี   สำหรับการเก็บภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณความหวานของเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ก็เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพหากบริโภคเครื่องดื่มดังกล่าวในระยะแรก จะไม่เพิ่มภาระภาษีมากนักแต่หลังจาก 2 ปี ภาระจะเพิ่มขึ้นและปรับภาษีทุก2 ปี จนถึงปี 2566    ทั้งนี้ทางกรมสรรพสามิตได้ออกมาเตือนผู้ค้าอย่าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา หากพบกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ผู้ใดกักตุนสินค้าควบคุม โดยมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด หรือไม่นำสินค้าควบคุมที่มีไว้ออกจำหน่าย หรือเสนอขายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ                   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/7_jnIMgTgrc

 69,624
สังคม-อาชญากรรม
17 มิ.ย. 60

ดีเอสไอ-กรมศุลกากร แฉโมเดลเลี่ยงภาษี หลังยึดรถหรูได้ 122 คัน

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และกรมศุลกากร แถลงความคืบหน้าการปราบปรามการนำเข้ารถยนต์ที่ลักลอบนำเข้าและหลีกเลี่ยงการชำระภาษีศุลกากร โดยขณะนี้ทางกรมศุลกากรได้ส่งข้อมูลประเมินภาษีรถยนต์ 32 คัน มาให้กับดีเอสไอแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะนำข้อมูลไปประกอบสำนวนการสอบสวนและเรียกผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป   ทางดีเอสไอได้เดินหน้าปราบปรามขบวนการนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากร และสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งกระบวนการรถจดประกอบผิดกฎหมาย โดยบูรณาการกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีผลการดำเนินการ คือ   1.สืบเนื่องจากกรณีดีเอสไอได้เข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญาเมื่อวันที่ 18 และ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา สามารถอายัดรถยนต์สมรรถนะสูง หรือซูเปอร์คาร์ไว้เพื่อตรวจสอบ 122 คัน จากกรณีดังกล่าว ดีเอสไอมีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการประสานข้อมูลกับทางการประเทศต้นทางของรถยนต์ เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับราคาซื้อขายที่แท้จริงเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน เมื่อนำข้อมูลรถยนต์ที่ได้จากการตรวจค้นมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่ได้จากต่างประเทศพบว่า มีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า หรืออินวอยซ์ของรถยนต์ 32 คัน ต่อกรมศุลกากรไม่ตรงกับราคาสินค้าที่มีการซื้อขายที่แท้จริงที่ได้รับมาจากประเทศผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้า ดีเอสไอขอให้กรมศุลกากรประเมินราคารถยนต์เบื้องต้น ตามเอกสารหลักฐานของดีเอสไอประกอบด้วย รถยนต์ ยี่ห้อลัมโบร์กินี่ 31 คัน และรถยนต์ ยี่ห้อเล็กซัส 1 คัน กรมศุลกากรได้จัดส่งข้อมูลบัญชีรายละเอียด การคำนวณภาษีรถยนต์กลับมายังดีเอสไอแล้ว 30 คัน พบว่ามีมูลค่าภาษีขาด รวมทั้งสิ้น 650 ล้านบาท จะต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดต่อไป     2.จากการสืบสวนสอบสวนขยายผล พบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นเอเวนทาดอร์ ที่ส่งออกจากสหราชอาณาจักรและนำเข้ามาในราชอาณาจักร 11 คัน เป็นรถยนต์รุ่นใหม่และมีราคาสูง แต่พบว่าในขั้นตอนพิธีการศุลกากรกลับนำหลักฐานไปสำแดงกับกรมศุลกากรเพื่อชำระภาษีอากรขาเข้าเป็นรถยนต์ ยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นเกลลาโดร์ เป็นรถยนต์รุ่นเก่าและมีราคาถูกกว่า เบื้องต้นพบพฤติกรรมดังกล่าว 8 คัน เป็นการสำแดงเท็จ เป็นเหตุให้ภาษีอากรขาเข้าที่ต้องชำระขาดประมาณ 132 ล้านบาท กระบวนการนี้เป็นการใช้เทคนิคใหม่ คือการเปลี่ยนรุ่นตอนชำระภาษีอากรเข้า ก่อนไปนำรถยนต์กลับไปจดทะเบียนที่กรมขนส่งทางบกเป็นรถยนต์รุ่นใหญ่และราคาแพงเหมือนเดิม เพียงแต่ตอนที่นำเข้ามานั้น มีการแจ้งเปลี่ยนรุ่นเพื่อจะได้ชำระภาษีอากรให้น้อยลง เรากำลังตรวจสอบว่ามีรถยนต์กี่คันที่ทำแบบกระบวนการนี้        3.ได้ดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม พบรถลัมโบร์กินีจดประกอบ 2 คัน น่าเชื่อว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรทั้งคัน โดยมีขบวนการปลอมแปลงเอกสารว่านำเข้ามาเป็นชิ้นส่วน เช่น มีบริษัทนำเข้าตัวถัง 300,000 บาท บริษัทนำเข้าเครื่องยนต์ 38,000 บาท เป็นเครื่องยนต์ของรถยนต์ ลัมโบร์กีนี รวมแล้วรถยนต์ 2 คันนี้หลังจากที่ทำเรื่องเป็นรถยนต์จดประกอบก็เสียภาษีอากรเพียง 900,000 กว่าบาท และเมื่อคำนวณภาษีอากรขาดแล้ว เบื้องต้นคันละเกือบ20ล้านบาท ส่งต่อให้บริษัทรถยนต์นำไปเสียภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปขอจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก ราคารถจดประกอบจะเสียภาษีเป็นชิ้นส่วน โดยมีการเรียกเก็บภาษีเพียงร้อยละ80 จากราคาที่สำแดง ขณะที่รถนำเข้าทั้งคันจะมีการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึงร้อยละ328 จากราคาที่ซื้อ ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับบริษัทต่างๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายต่อไป   สำหรับการดำเนินคดีนั้น เบื้องต้นเราจะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการผู้นำเข้าที่มีการนำรถยนต์เข้ามา ส่วนผู้ครอบครองที่ซื้อไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หมายความว่าไม่ทราบว่ารถยนต์ภาษีอากรขาด ดังนั้นเราก็มองว่าผู้ครอบครองส่วนหนึ่งเป็นผู้เสียหายด้วย เราจึงจะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการผู้นำเข้าก่อน ส่วนกรณีที่จะมีเงินจ่ายภาษีอากรขาดหรือไม่นั้น ตรงนี้ทางกฎหมายของกรมศุลกากรโทษบัญญัติไว้ทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ ทั้งนี้ กรณีของนายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือบอย ยูนิตี้ นั้น จากการตรวจสอบพบว่ามีรถยนต์ที่หลบเลี่ยงภาษีอากรอยู่ไม่ถึง10คันจาก 32 คัน ที่เหลือเป็นรถยนต์จากหลายบริษัท โดยพบว่าเป็นทั้งบริษัทนำเข้าเกรย์มาร์เก็ตและบริษัทตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง โดยดีเอสไอจะต้องดำเนินการออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/DabpYJqboUE    

 3,628
เศรษฐกิจ
20 พ.ค. 60

สมคิด วอนอย่าตกใจปม สนช.เสนอปรับขึ้น vat 1% ชี้ไม่ใช่เรื่องใหม่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เสนอปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 1% นั้น ว่าไม่อยากให้ทุกคนตกใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. และกระทรวงการคลัง คงต้องหารือร่วมกัน ส่วนการปฏิรูปภาษีนั้น ยืนยันว่า ประเทศขณะนี้ไม่ได้มีสัญญาณหรือปัญหาทางการคลัง แต่ทุกอย่างที่ดำเนินการ เพราะต้องการวางแผนใช้จ่าย เพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/0oM8oRBZ26U

 6,653
ต่างประเทศ
16 เม.ย. 60

ชาวสหรัฐฯ เดินขบวนประท้วงจี้ 'ทรัมป์' เผยข้อมูลจ่ายภาษี

ชาวอเมริกันออกมาร่วมชุมนุมประท้วงในย่านใจกลางเมืองแมนฮัตตัน และอีกหลายสิบเมืองทั่วสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องให้ นายโดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยประวัติการเสียภาษี รวมทั้งแจกแจงรายละเอียดการจ่ายภาษีให้สาธารณชนได้รับทราบ    

 15,839
การเมือง
19 มี.ค. 60

ผู้ว่าฯ สตง. เดินหน้าไล่บี้นักการเมืองไม่เสียภาษี ขู่ส่ง ป.ช.ช. ตรวจสอบหากไม่คืบ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีการจัดเก็บภาษีย้อนหลังนักการเมือง 60 ราย  ในรัฐบาล 2 อดีตนายก นายอภิสิทธ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ตนได้สั่งกำชับไปอีกรอบให้สตง.ทำรายงานเตือนกรมสรรพากรว่าถ้าพวกนี้ร่ำรวยผิดปกติก็โดนสอบทุจริตไปหมดแล้ว แต่ถึงแม้รวยเป็นปกติ พบว่ามีบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นก็เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องจัดเก็บภาษีเพิ่ม จะเห็นจากการแสดงบัญชีทรัพย์สิน 3 ช่วง ก่อนเข้า หลังเข้า และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว1 ปี มีรายได้เพิ่มมาก บางคนจาก50 ล้านเป็น 500 ล้าน บางรายเพิ่มเป็นพันล้านบาท ทาง สตง.จึงออกมาเร่งรัดกรมสรรพากร หากยังปล่อยปะละเลยอาจโดนข้อหาละเว้นไม่ปฎิบัติหน้าที่ ถ้ายังไม่ดำเนินการใดๆคงส่งเรื่องให้ปปช.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดกรมสรรพากร มีพฤติกรรมใช้กฎหมายประมวลรัษฎากรเป็นคุณแก่ผู้จงใจหลีกเลี่ยงภาษี           ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/6VpufeP6iCU

 2,614
สังคม-อาชญากรรม
19 มี.ค. 60

ตร.ลุยตรวจภาษีย้อนหลัง 'แพท ณปภา' เผยยังให้เอกสารไม่ครบ

ความคืบหน้ากรณีนางเอกดัง แพท ณปภา และมารดาของ เบนซ์ เรซซิ่ง เดินทางเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนบช.ปส. เพื่อชี้แจงเงินในบัญชี เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมานั้น   ล่าสุด พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผบช.ปส. เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับ แพท ณปภา ให้ข้อมูลว่า เงินส่วนใหญ่ที่นายเบนซ์โอนมายังบัญชีของแพท เป็นเงินของแพทที่ได้มาจากการทำงาน ก่อนนำไปฝากไว้ที่นายเบนซ์ ภายหลังมีการโอนคืนมาให้แพท อย่างไรก็ตามตำรวจจะต้องทำเรื่องไปยังบริษัท หรือผู้ที่ว่าจ้างแพท ออกงานย้อนหลังไปเป็นเวลา 2 ปี เป็นช่วงที่แพทและนายเบนซ์รู้จักกัน เพื่อขอตรวจสอบจำนวนเงินที่จ่ายให้ว่าตรงกับข้อมูลที่แพทชี้แจงไว้หรือไม่ รวมทั้งทำหนังสือไปยังกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบรายได้และการเสียภาษีของแพทอีกด้วย   ทั้งนี้ยอมรับว่าจากเอกสารที่แพทนำมามอบให้นั้น ยังไม่ครบถ้วน เพราะไม่ได้นำเอกสารทางการเงิน โดยเฉพาะสเตทเมนท์แสดงการเงินในบัญชีเงินฝากที่พนักงานสอบสวนต้องการตรวจสอบมาให้ แต่ได้นำเพียงสัญญาว่าจ้างของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ที่ว่าจ้างให้โฆษณาสินค้าเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาท มาให้เท่านั้น ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ         ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/WacVCn2an48

 8,204
การเมือง
18 มี.ค. 60

นายกฯ ไฟเขียวสอบภาษีย้อนหลัง 60 นักการเมือง เมิน 'พานทองแท้' โพสต์วิจารณ์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพากรดำเนินคดีกับนักการเมืองทั้ง 60 คน ที่จะต้องเรียกเก็บภาษีย้อนหลังว่า ส่วนตัวคงไม่เข้าไปยุ่ง แต่มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นก็ต้องมีกรณีอื่นตามมา จึงขอให้รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐบาลต้องอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานเข้าดำเนินการ ติดตามและตรวจสอบ จึงขออย่าตัดสินล่วงหน้าว่าจะมีการฮั้วกัน เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่ที่หลักฐานและหลักการในการพิจารณา     ส่วนกรณีที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กนั้นไม่ขอบตอบโต้ พร้อมระบุว่าขอให้ไปเตรียมหลักฐานและชี้แจงในชั้นศาลดีกว่า             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/ZFSl3wDz9qQ

 3,764
การเมือง
05 ก.พ. 60

พล.ท.สรรเสริญ ปัดข่าวลือรัฐถังแตก ยันขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินเป็นไปตามกลไกตลาด

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศ ในทำนองว่ารัฐกำลังถังแตกว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะจากข้อมูลฐานะการคลังของรัฐบาล ณ เดือนธันวาคม 59 ยังมีเงินคงคลัง ซึ่งเป็นตัวเลขที่หักลบรายได้และรายจ่ายแล้วคงเหลือทั้งสิ้น 74,907 ล้านบาท การที่มีเงินคงคลังเหลือเป็นจำนวนดังกล่าว เพราะช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.-ธ.ค.59) โดยรัฐบาลได้พยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่สูงกว่าปีก่อนถึง 78,183 ล้านบาท และการจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการถึง 27,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าฐานะการคลังของรัฐบาลยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งเพียงพอ   พล.ท.สรรเสริญ ระบุว่า เหตุผลในการปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินคือ การสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีและเป็นไปตามกลไกตลาด เพราะการขนส่งทางถนน ผู้ประกอบการหรือผู้ใช้รถต้องเสียภาษีน้ำมันเบนซินในอัตรา 5-6 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร ขณะที่การขนส่งทางอากาศ ผู้ประกอบการเสียภาษีน้ำมันเครื่องบินเพียง 20 สตางค์ต่อลิตร ติดต่อกันมาถึง 24 ปีแล้ว รัฐจึงได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4 บาทต่อลิตร เมื่อ 25 มกราคม 60 ทั้งนี้ จากการคำนวณต้นทุนของกรมสรรพสามิตพบว่า การปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินครั้งนี้จะทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 50 บาท ไม่น่าจะถึง 150 บาทต่อเที่ยว เพราะเครื่องบินขนาดกลางที่มีที่นั่ง 200-300 ที่นั่ง จะใช้น้ำมันประมาณ 2,500 ลิตรต่อชม. หรือมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น 9,500-10,000 บาท หากนำไปเฉลี่ยกับจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินแล้ว กรมสรรพากรสามิตเห็นว่า ราคาควรจะเพิ่มขึ้นเพียง 45-50 บาทเท่านั้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/CD6yOCCrI3Q

 1,932
เศรษฐกิจ
30 พ.ย. 59

ครม.อนุมัติมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว ธ.ค.59 วงเงินไม่เกิน 15,000

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2559 โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่จ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว และค่าที่พักในโรงแรม สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคมนี้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บาท คาดว่า มาตรภาษีดังกล่าวจะสูญเสียรายได้ 150 ล้านบาท แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศทำให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีการยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกันนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2559 ตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บาท ทำให้เมื่อรวมทั้ง 2 มาตรการจะไม่เกิน 30,000 บาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/HVm4oC_Iejg  

 10,985
เศรษฐกิจ
01 พ.ย. 59

คสช. ใช้ ม.44 คงอัตรา vat ที่ร้อยละ 7 เหตุเศรษฐกิจยังชะลอตัว

     พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออก คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2559 เรื่อง การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยระบุว่า ตามที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในสภาวะชะลอตัว หากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของภาคเอกชนและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ประกอบกับยังไม่อาจดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มได้ในขณะนี้ จึงมีคําสั่ง ให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บ ในอัตรา ดังต่อไปนี้        1. ร้อยละ 6.3 สําหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนําเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560        2.ร้อยละ 9 สําหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนําเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิด ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป        คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การประกาศให้มีการลดภาษีแวตเหลือ 6.3% นั้น ยังไม่รวมการเรียกเก็บภาษีแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอัตรา 1 ใน 9 ของอัตราภาษีที่จัดเก็บอยู่ หรืออัตรา 0.7% ดังนั้นหากรวมในส่วนของ อปท. แล้ว อัตราภาษีแวตจะยังคงอยู่ที่ระดับ 7% เช่นเดิม

 35,369
เศรษฐกิจ
13 ก.ย. 59

สรรพากรจับแก๊งปลอมใบกำกับภาษี ทำรัฐเสียหายกว่าพันล้าน

อธิบดีกรมสรรพากรแถลงหลังเข้าตรวจค้นผู้ประกอบการรายหนึ่ง ที่ขายวัสดุก่อสร้างบังหน้า การขายใบกำกับภาษีปลอม เป็นการยื่นยอดขายภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ภ.พ. 30 บังหน้าเพื่อให้ดูสมจริง ให้กับบริษัทนิติบุคคลจำนวนมาก อีกทั้งพบหลักฐานมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายรายทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมเป็นมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นกว่า 1พัน ล้านบาท แต่ความเสียหายที่แท้จริงยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ เพราะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และขยายผลจากข้อมูลที่มีการสืบสวนสอบสวนไปยังผู้ที่ซื้อและขายใบกำกับภาษีปลอมจากผู้ขายกลุ่มนี้มาดำเนินคดีทั้งหมด คาดว่าจะมีกว่า 100 ราย ส่วนบทลงโทษของผู้ที่ออกใบกับกับภาษีปลอมมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3เดือนถึง 7 ปีและปรับตั้งแต่ 2 พัน ถึง 2 แสนบาท นอกจากนี้โทษทางแพ่ง คือปรับสองเท่าของภาษีที่กระทำความผิด พร้อมกันนี้ยืนยันจาการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากรร่วมกระทำความผิด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cl54UD7Y5tg

 2,200
การเมือง
29 ก.ค. 59

ศาลสั่งจำคุก 3 ปี 'เบญจา' พร้อมพวกเอื้อประโยชน์ 'พานทองแท้-พินทองทา' เลี่ยงภาษีหุ้น

ศาลอาญารัชดา นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมข้าราชการกรมสรรพากรอีก 3 ราย หลังปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ชินวัตร บุตรของ นายทักษิณ ชินวัตร ต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย กรณีซื้อหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งจะต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละกว่า 7,900 ล้านบาท ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์จากพฤติการณ์แล้วเห็นว่า การโอนหุ้นดังกล่าว มีการเอื้อประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี พิพากษาจำคุก นางเบญจา 3 ปีพร้อมพวก โดยไม่รอลงอาญา ก่อนที่ศาลให้ประกันคนละ 3 แสนบาท    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/njPmS7WAtls

 1,493
เศรษฐกิจ
08 มิ.ย. 59

ครม.เห็นชอบ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ มั่นใจ ปชช. 99.96% ไม่ได้รับผลกระทบ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบในหลักการพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขึ้นมาทดแทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ จากที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บอยู่ ซึ่งการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเก็บภาษี รวมถึงท้องถิ่นได้เม็ดเงินรายได้ภาษีมากขึ้น เฉลี่ย 64,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ได้ประมาณ 30,000 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้หลังจากนี้จะเสนอหลักการดังกล่าวให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมายก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา หากไม่มีการปรับแก้ไขมาก กระทรวงการคลังพยายามจะผลักดันให้มีการบังคับใช้ให้ทันภายในเดือนมกราคม 2560 ทั้งนี้ยืนยันประชาชน 99.96% จะไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี และจะไม่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเสียภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยที่จะเกิน 50 ล้านบาท มีจำนวนเพียง 8,556 หลัง หรือ 0.04% ของจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพและเมืองใหญ่ สำหรับอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตัวใหม่ ประกอบด้วย ที่ดินเกษตรกรรม มีเพดานจัดเก็บสูงสุดไว้ที่ 0.2% แต่ให้ยกเว้นมูลค่าที่ดินไม่เกิน 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี ส่วนที่ดินที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทขึ้นไปคิดอัตราภาษี 0.1% ที่อยู่อาศัย มีเพดานจัดเก็บสูงสุดไว้ที่ 0.5% แต่ให้ยกเว้นมูลค่าที่ดินไม่เกิน 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี แต่ส่วนที่บ้านหลังที่ 2 ให้มีการจัดเก็บตามอัตราขั้นบันได โดยจัดเก็บตั้งแต่ 1 ล้านบาทแรกคิดอัตราภาษี 0.03% ขึ้นไป แต่หากมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 100 ล้านบาท คิดอัตราภาษี 0.3% ที่ดินเพื่อการพาณิชกรรม มีเพดานจัดเก็บสูงสุดไว้ที่ 2% โดยมูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 20 ล้านบาท เก็บในอัตรา 0.3% ถึงมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 3,000 ล้่านบาท จัดเก็บในอัตรา 1.5% และที่รกร้างว่างเปล่า มีเพดานจัดเก็บสูงสุดไว้ที่ 5% แต่กำหนดเก็บในปีที่ 1-3 ในอัตรา 1% ปีที่ 4-6 ในอัตรา 2% และปีที่ 7 ขึ้นไปในอัตรา 3% อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ครม.ได้มีการยกเว้นภาษีสำหรับที่ดินเพื่อใช้สาธารณประโยชน์ รวมถึงทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินในหมู่บ้านจัดสรร ขณะที่ที่อยู่อาศัยที่ได้รับจากมรดกก่อนพ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะได้รับการลดหย่อนภาษีให้ 50% ของอัตราภาษีที่ต้องจัดเก็บ และลดหย่อนให้ 75% สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียน พร้อมยกเว้นที่ดินเปล่าที่รอการปลูกสร้างเพื่ออยู่อาศัยให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี และลดหย่อนการจัดเก็บอัตราภาษีเหลือ 0.05% เป็นระยะเวลา 3 ปีสำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และทรัพย์ NPA ของสถาบันการเงินจะลดหย่อนการเสียภาษีเหลือ 0.05% เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมกันนี้ครม.ยังให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นและกระทรวงมหาดไทย พิจารณาปรับลดหรือยกเว้นภาษีเหล่านี้ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งจะมีการประกาศตามแต่ละพื้นที่   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iGiNRbfL_MA

 2,931

Top