ค้นหา :

ผลการค้นหา "อนุทินชาญวีรกูล"

ข่าวภูมิภาค
12 ธ.ค. 62

คนไข้ปัดคว้ากรรไกรแทงหมอ อ้างหยิบมาดูเฉยๆ-แค่พูดเล่นชวนมาตายด้วยกัน สธ.สั่งเอาเรื่องถึงที่สุด ฐานพยายามฆ่า

ขอนแก่น-จากกรณีแพทย์หญิง ร.พ.รัฐแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ถูกคนไข้สาวใช้กรรไกพยายามแทงคอแต่โชคดี แพทย์หญิงใช้แฟ้มเหล็กยกบังไว้ และมีคนเข้าไปห้ามได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากความเครียด เนื่องจากระหว่างช่วงที่เกิดเหตุนั้น คนไข้รายนี้บอกกับแพทย์หญิงว่า มาตรวจช้า และอ้างตัวว่าเป็นลูกเทพ ก่อนที่แพทย์หญิงคนดังกล่าวจะไปแจ้งความ ตามที่เสอนข่าวไปแล้วนั้น   ในเวลาต่อมาแม่ของผู้ก่อเหตุชี้แจงว่า ลูกสาวป่วยเป็นโรคจิตซึมเศร้ามานานเคยรักษาและรับยาจากโรงพยาบาลนครสวรรค์มารับประทาน รวมถึงมีโรคประจำตัวคือโรคภูมิแพ้ ที่จะมีอาการแพ้เฉียบพลันและจะไม่รู้ตัว ซึ่งก็รักษาและกินยามาอย่างต่อเนื่องเช่นกันและลูกสาวก็ไม่เคยเกิดอาการแบบนี้มาก่อน กระทั่งมาอยู่ที่อำเภอชุมแพ แพทย์ที่โรงพยาบาลชุมแพ หักดิบ ไม่ให้กินยาตัวเดิม และทำการรักษาเฉพาะอาการภูมิแพ้ หลังเกิดเหตุ ลูกสาวแม่ก็มีอาการปกติ และถูกส่งตัวมารักษาต่อที่รพ.ขอนแก่น อาการลูกสาวก็ปกติ และไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ   ด้านผู้ก่อเหตุเล่าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายหมอ เพราะในความจริงแล้ว ตัวเองมารักษาตัวในโรงพยาบาล ตั้งแต่กลางคืนก็ไมมีใครมาดูแล เช้าแพทย์รายดังกล่าวมาตรวจคนไข้ในห้องดังกล่าว จึงเดินไปบอกหมอให้มาตรวจ แต่หมอบอกว่าคอยก่อน จึงรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการดูแล ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ตนกำลังจะเข้าห้องน้ำ มองเห็นรถเข็นอุปกรณ์การแพทย์ และมีกรรไกรวางอยู่ จึงหยิบขึ้นมา   แต่ไม่ได้จะแทงหมอ เพราะแค่หยิบขึ้นมาดู หมอก็โวยวายขึ้นมาเอง และไม่มีอะไรจะคุยกับหมอ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนาจะทำร้ายหมอ จึงไม่จำเป็นที่ต้องคุยกัน เพราะมันจบแล้ว แต่ยอมรับว่า ได้พูดคำว่า “คุณหมอคะ ถ้าคุณหมอไม่รักษาตุ้งติ้ง งั้นเรามาตายด้วยกันนะ” ได้พูดประโยคนี้กับหมอจริงๆ แต่แค่พูดเล่นเฉยๆ เกิดมาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ตกใจมากเช่นกัน   ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการในการดำเนินการแจ้งความกับผู้ป่วยรายดังกล่าวฐานพยายามฆ่า   เนื่องจากตามแนวทางฎีกาที่ผ่านมามีการระบุว่าการทำร้ายบริเวณต้นคอซึ่งมีเส้นเลือดสำคัญนั้นทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ถือว่าเป็นการพยายามฆ่า นอกจากนี้จะมีการส่งมอบวัตถุพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น วิดีโอ กรรไกร ให้กับเจ้าหน้ที่ตำรวจด้วย   ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า จากที่ได้รับรายงานผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคจิต อาจจะมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหรืออารมณ์ ขณะนี้ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น แล้ว ส่วนแพทย์หญิงนั้นส่วนตัวได้โทรคุยกับแพทย์คนดังกล่าวเพื่อให้กำลังใจ ยืนยันว่า สธ. จะดูแลช่วยเหลือเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ได้อนุญาตให้แพทย์หญิงลาพักและมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 7 และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ขอนแก่น ลงพื้นที่ดูแลขวัญกำลังใจเต็มที่   “ส่วนที่การบอกว่าผู้บริหาร สธ.ขอให้มีการอะลุ้มอะล่วยเรื่องนี้นั้นย้ำว่าไม่มีแน่นอน ถ้าใครมีข้อมูลให้แจ้งมาที่ผม จะสั่งย้ายผู้บริหารที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผอ.รพ. หรือ นพ.สสจ.ทันที และเอาผิดทางวินัยตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และขอความเห็นใจจากทุกๆ คนในการยุติการก่อเหตุความรุนแรงทุกรูปแบบในโรงพยาบาล”   ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุยืนยันจะดำเนินคดีกับคนที่ทำร้ายแพทย์อย่างถึงที่สุด แม้จะเห็นใจกันอย่างไรแต่ป้องกันไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะแม้จะอารมณ์หงุดหงิดอย่างไรแค่ชักสีหน้าใส่หมอก็ถือว่าแย่ที่สุดแล้ว แต่การกระทำครั้งนี้ถึงขั้นเอาชีวิตจะชื่นชมหรือเห็นใจคงไม่ได้จำต้องปกป้องคนของตนเอง   ส่วนมาตรการในการป้องกันหลังจากนี้นายอนุทินกล่าวว่าจะต้องเข้มงวด ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น นี้ได้สั่งการให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณะสุขไปเยี่ยมให้กำลังใจแพทย์หญิงที่ถูกทำร้ายทั้งนี้หากมีเวลาก็จะไปเยี่ยมด้วยตนเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yAiFrObI5_U

 93,844
อาชญากรรม
12 ธ.ค. 62

คนไข้ปัดคว้ากรรไกรแทงหมอ อ้างหยิบมาดูเฉยๆ-แค่พูดเล่นชวนมาตายด้วยกัน สธ.สั่งเอาเรื่องถึงที่สุด ฐานพยายามฆ่า

ขอนแก่น-จากกรณีแพทย์หญิง ร.พ.รัฐแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ถูกคนไข้สาวใช้กรรไกพยายามแทงคอแต่โชคดี แพทย์หญิงใช้แฟ้มเหล็กยกบังไว้ และมีคนเข้าไปห้ามได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากความเครียด เนื่องจากระหว่างช่วงที่เกิดเหตุนั้น คนไข้รายนี้บอกกับแพทย์หญิงว่า มาตรวจช้า และอ้างตัวว่าเป็นลูกเทพ ก่อนที่แพทย์หญิงคนดังกล่าวจะไปแจ้งความ ตามที่เสอนข่าวไปแล้วนั้น   ในเวลาต่อมาแม่ของผู้ก่อเหตุชี้แจงว่า ลูกสาวป่วยเป็นโรคจิตซึมเศร้ามานานเคยรักษาและรับยาจากโรงพยาบาลนครสวรรค์มารับประทาน รวมถึงมีโรคประจำตัวคือโรคภูมิแพ้ ที่จะมีอาการแพ้เฉียบพลันและจะไม่รู้ตัว ซึ่งก็รักษาและกินยามาอย่างต่อเนื่องเช่นกันและลูกสาวก็ไม่เคยเกิดอาการแบบนี้มาก่อน กระทั่งมาอยู่ที่อำเภอชุมแพ แพทย์ที่โรงพยาบาลชุมแพ หักดิบ ไม่ให้กินยาตัวเดิม และทำการรักษาเฉพาะอาการภูมิแพ้ หลังเกิดเหตุ ลูกสาวแม่ก็มีอาการปกติ และถูกส่งตัวมารักษาต่อที่รพ.ขอนแก่น อาการลูกสาวก็ปกติ และไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ   ด้านผู้ก่อเหตุเล่าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายหมอ เพราะในความจริงแล้ว ตัวเองมารักษาตัวในโรงพยาบาล ตั้งแต่กลางคืนก็ไมมีใครมาดูแล เช้าแพทย์รายดังกล่าวมาตรวจคนไข้ในห้องดังกล่าว จึงเดินไปบอกหมอให้มาตรวจ แต่หมอบอกว่าคอยก่อน จึงรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการดูแล ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นช่วงที่ตนกำลังจะเข้าห้องน้ำ มองเห็นรถเข็นอุปกรณ์การแพทย์ และมีกรรไกรวางอยู่ จึงหยิบขึ้นมา   แต่ไม่ได้จะแทงหมอ เพราะแค่หยิบขึ้นมาดู หมอก็โวยวายขึ้นมาเอง และไม่มีอะไรจะคุยกับหมอ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งใจหรือมีเจตนาจะทำร้ายหมอ จึงไม่จำเป็นที่ต้องคุยกัน เพราะมันจบแล้ว แต่ยอมรับว่า ได้พูดคำว่า “คุณหมอคะ ถ้าคุณหมอไม่รักษาตุ้งติ้ง งั้นเรามาตายด้วยกันนะ” ได้พูดประโยคนี้กับหมอจริงๆ แต่แค่พูดเล่นเฉยๆ เกิดมาไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ตกใจมากเช่นกัน   ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ.ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการในการดำเนินการแจ้งความกับผู้ป่วยรายดังกล่าวฐานพยายามฆ่า   เนื่องจากตามแนวทางฎีกาที่ผ่านมามีการระบุว่าการทำร้ายบริเวณต้นคอซึ่งมีเส้นเลือดสำคัญนั้นทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ถือว่าเป็นการพยายามฆ่า นอกจากนี้จะมีการส่งมอบวัตถุพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น วิดีโอ กรรไกร ให้กับเจ้าหน้ที่ตำรวจด้วย   ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่อว่า จากที่ได้รับรายงานผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคจิต อาจจะมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหรืออารมณ์ ขณะนี้ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น แล้ว ส่วนแพทย์หญิงนั้นส่วนตัวได้โทรคุยกับแพทย์คนดังกล่าวเพื่อให้กำลังใจ ยืนยันว่า สธ. จะดูแลช่วยเหลือเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ได้อนุญาตให้แพทย์หญิงลาพักและมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 7 และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ขอนแก่น ลงพื้นที่ดูแลขวัญกำลังใจเต็มที่   “ส่วนที่การบอกว่าผู้บริหาร สธ.ขอให้มีการอะลุ้มอะล่วยเรื่องนี้นั้นย้ำว่าไม่มีแน่นอน ถ้าใครมีข้อมูลให้แจ้งมาที่ผม จะสั่งย้ายผู้บริหารที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผอ.รพ. หรือ นพ.สสจ.ทันที และเอาผิดทางวินัยตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และขอความเห็นใจจากทุกๆ คนในการยุติการก่อเหตุความรุนแรงทุกรูปแบบในโรงพยาบาล”   ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุยืนยันจะดำเนินคดีกับคนที่ทำร้ายแพทย์อย่างถึงที่สุด แม้จะเห็นใจกันอย่างไรแต่ป้องกันไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะแม้จะอารมณ์หงุดหงิดอย่างไรแค่ชักสีหน้าใส่หมอก็ถือว่าแย่ที่สุดแล้ว แต่การกระทำครั้งนี้ถึงขั้นเอาชีวิตจะชื่นชมหรือเห็นใจคงไม่ได้จำต้องปกป้องคนของตนเอง   ส่วนมาตรการในการป้องกันหลังจากนี้นายอนุทินกล่าวว่าจะต้องเข้มงวด ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น นี้ได้สั่งการให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณะสุขไปเยี่ยมให้กำลังใจแพทย์หญิงที่ถูกทำร้ายทั้งนี้หากมีเวลาก็จะไปเยี่ยมด้วยตนเอง ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/yAiFrObI5_U

 93,844
การเมือง
09 ธ.ค. 62

'บิ๊กตู่' ปัดตอบ หลังลือหนัก! เขี่ยประชาธิปัตย์พ้นรบ. ปม ส.ส.โหวตสวนมติ - 'อนุทิน' เผย ปัญหาไม่น่าถึงปรับ ครม.

จากรณีมีกระแสข่าวจะมีการปรับ ครม. และจะมีการปรับพรรคประชาธิปัตย์ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์โหวตสนมติของวิปรัฐบาล เรื่องการตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการใช้ ม.44    ล่าสุดวันที่ 9 ธ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข่าวปรับ ครม. น่าจะเป็นการคาดเดาของสื่อมากกว่า ยังไม่มีการพูดคุยในรัฐบาล. ส่วนจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ หลังมีฝ่ายค้านมาร่วมเป็นองค์ประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน ถ้าแบบนั้นมันต้องมีเหตุจำเป็น หรืออาจจะมีนโยบายของแต่ละพรรคว่าการปรับ ครม.จะเป็นอย่างไร เมื่อทำงานไประยะหนึ่งแล้วอาจจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ประเมินผลงานรัฐมนตรีแต่ละคน    ทั้งนี้การดึงฝ่ายค้านมาเสริมให้รัฐบาลจะมีมั่นคงมากขึ้น เพราะการเลี้ยงงูเห่าอยู่ในบ้านไม่รู้วันไหนจะมาฉกเรา ดังนั้นต้องดูระยะยาว แต่ถ้ามาควรย้ายพรรค ไม่ใช่ยังสังกัดพรรคเดิม เพราะไม่มีสิ่งรับประกันว่าจะย้ายมา อีกทั้งยังมีมติพรรคต่างๆ ที่สังกัดอยู่ อย่างไรก็ตามการที่จะแก้ปัญหาหรือเสริมความเข้มแข็งด้วยการดึง ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามมา มันไม่ใช่การแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง มาได้ก็ไปได้ ดังนั้นดูแลคนในบ้านจะดีกว่า    การแก้ปัญหาระยะยาว ดีสุดคือ สร้างความเชื่อมั่น เข้มแข็ง เข้าใจซึ่งกันและกัน มีปัญหาก็แก้ไขกันไป การเมืองต้องมีทางออก ถึงทางตันไม่ได้ พอถึงทางตันมันจะมีเรื่องไม่ดีออกมา และวิธีซื้อใจต้องนิ่งให้มาก เข้าใจกันให้มากที่สุด อย่าไปตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งตนเห็นความอดทนของนายกรัฐมนตรีแล้ว ขอชื่นชม ที่แสดงภาวะผู้นำได้อย่างสมบูรณ์   ขณะที่แหล่งข่าวจากพลังประชารัฐ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เป็นแค่ความเห็นของคนส่วนหนึ่งในพรรค ในความเป็นจริงไม่สามารถจะทำได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจแค่ต้องการออกมาเตือนประชาธิปัตย์ให้รัษามารยาทในการร่วรัฐบบาลเท่านั้น   ส่วนนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเป็นประธานในงานต่อต้านคอรับชั่นสากลประเทศไทยไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด 

 1,405
การเมือง
03 ธ.ค. 62

'อนุทิน' ย้ำความสัมพันธ์พรรคร่วมยังดี ยัน 'ภูมิใจไทย' ไม่มีปัญหากับใคร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า เย็นวันนี้ ตนเอง และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์พรรคร่วมรัฐบาลด้วย   พร้อมตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวว่า หลังงานเลี้ยงจะทำให้ความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล และการลงมติในที่ประชุมสภาฯ ดีขึ้นหรือไม่นั้น นายอนุทินยืนยันความสัมพันธ์กับพรรคร่วมดีอยู่แล้ว พรรคภูมิไทยใจไม่มีปัญหากับใคร พร้อมส่งจูบก่อนเข้าประชุม ครม.

 445
เศรษฐกิจ
29 พ.ย. 62

ศึก 3 สารพิษส่อทำพรรคร่วมร้าวฉาน 'อนุทิน-สุริยะ' โต้ปมยืดเวลาแบน 6 เดือน

จากการที่มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย พลิกมติขยายเวลาแบน 2 สารเคมี พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ออกไปอีก 6 เดือน และให้จำกัดการใช้ไกลโฟเซต     นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ระบุว่า ต้องให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้แถลง แต่จากที่ได้รับรายงานจากกรรมการที่เป็นตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข คือ เลขาธิการอย. และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทราบว่ายังไม่มีการลงมติใดและมติเดิมก็ยังมีการรับรอง   ดังนั้นต้องไปถามนายสุริยะ นายสุริยะแม้เป็นประธานกรรมการแต่เป็นหนึ่งเสียงในคณะกรรมการชุดนั้น เป็นผู้นำการประชุม ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ที่จะไปชี้นำหรือไปเปลี่ยนมติอะไรได้ เรื่องนี้อย่าไปมองเป็นการเมือง เป็นเรื่องของการทำงาน พร้อมวิจารณ์กรมวิชาการเกษตรที่ทำงานข้ามขั้นตอน ไม่ฟังคำสั่ง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์   ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ตนทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ขอยืนยันว่าที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาข้อมูลจากตัวแทนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเสนอในที่ประชุมอย่างรอบด้านและให้นำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้ปิดกั้นความคิดเห็นใดๆ ที่ประชุมยังได้ช่วยกันร่างข้อมูลและส่งให้คณะกรรมการทุกคนช่วยตรวจสอบ มีเลขานุการของคณะกรรมการฯเป็นคนพิมพ์มติดังกล่าว ในห้องประชุม จนได้เป็นข้อยุติออกมาซึ่งไม่มีกรรมการคนใดคัดค้านแต่อย่างใด   หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลงแล้ว ยังรู้สึกแปลกใจว่าหลังจากให้ที่ประชุมช่วยกันเสนอมติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่รู้ว่าเมื่อออกนอกห้องประชุมทำไมจึงเกิดแบบนี้ขึ้น   ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้ขัดข้องในเรื่องเหล่านี้ เรื่องของการยกเลิกก็ไม่ได้ขัดแย้ง เพราะมองในแง่สุขภาพประชาชนและผู้บริโภค   ทั้งนี้ ต้องมาดูรายละเอียดอีกที เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น แต่ต้องหาวิธีการและมาตรการที่เหมาะสม จะเลื่อนหรือไม่เลื่อนก็ว่ากันมา ไม่สามารถไปสั่งได้ ตรงนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการที่ทำงานมา กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการดำเนินการให้ได้ เพื่อลดความขัดแย้ง ลดปัญหาจากภาคเกษตรด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FTMf9XibOs0

 1,066
เศรษฐกิจ
28 พ.ย. 62

มติพลิก เลื่อนแบน 2 สาร 'พาราควอต-คลอไพรฟอส' ยืดต่อ 6 เดือน ส่วน 'ไกลโฟเซต' แค่จำกัดการใช้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เปิดเผยว่า คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้พิจารณาข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีความเห็นร่วมกันเป็นเอกฉันท์จากผู้เข้ามาร่วมประชุมทั้งสิ้น 24 ราย ให้ทบทวนมติเดิมเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ด้วยการออกประกาศกำหนดวัตถุอันตราย พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามครอบครอง ห้ามใช้ จากเดิมอยู่ชนิดที่ 3   โดยให้เลื่อนกำหนดระยะเวลาใช้บังคับเป็นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2563 จากมติเดิมกำหนดวันที่ 1 ธ.ค.62 เนื่องจากต้องรอให้กรมวิชาการเกษตร จัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทน หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ระหว่างนี้ห้ามมีการนำเข้าสารทั้ง 2 ชนิด โดยให้ใช้สารคงค้างที่อยู่ในประเทศประมาณ 23,000 ตันไปก่อน   ส่วนสารไกลโฟเซต ไม่ได้แบนการใช้ แต่ให้จำกัดการใช้ตามมติคณะวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่สามารถใช้ในพืช 6 ชนิด คือ อ้อย ยางพารา ข้าวโพด ปาล์ม มันสำปะหลัง ไม้ผล เนื่องจาก 161 ประเทศในโลก ยังคงใช้สารตัวนี้ มีแบนเพียง 9 ประเทศเท่านั้น และพบว่า ยังกระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารสัตว์ ถ้าห้ามใช้สารตัวนี้ จะไม่สามารถนำเอาถั่วเหลือง ข้าวสาลี มาจากสหรัฐฯ บราซิล และประเทศอื่นๆได้ ก็จะกระทบต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารสัตว์อีกด้วย   ยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากมติดังกล่าวอีกแล้ว เพราะทุกคนหวังว่าในวันที่ 1 มิ.ย.2563 จะประกาศใช้ บังคับตามกฎหมาย ไม่เลื่อนระยะเวลาอีกแล้ว ระหว่างนี้เกษตรกรยังใช้ได้อยู่ จนกว่าร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะแล้วเสร็จ มีผลบังคับใช้ 1 มิ.ย.2563 แต่ห้ามนำเข้าและให้ใช้สารคงค้างที่เหลือในประเทศอีก 23,000 ตัน การประชุมครั้งนี้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการฯว่า ได้หารือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่ยังคงเหลืออยู่ รวมถึงผลกระทบอื่นๆ พบว่ามีข้อจำกัดในการปฏิบัติหากจะให้ยกเลิก 3 สาร ในวันที่ 1 ธ.ค. จึงได้ให้เลื่อนออกไปก่อน เพื่อทำทุกอย่างให้ครบ   ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวภายหลังทราบผลการพิจารณาแบน 3 สารเคมีการเกษตร ว่า เมื่อมติออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับเท่ากับเราไม่เคารพกฎหมาย กระทรวงก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง ขอให้ทุกคนระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีให้มากขึ้น และยืนยันไม่กระทบกับการร่วมรัฐบาล   ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย พี่ชาย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ กล่าวถึงมติดังกล่าวว่า ขณะนี้ถือว่าเสร็จสิ้นหน้าที่ของ น.ส.มนัญญาแล้ว เราทำสุดกำลังความสามารถ แต่อำนาจไม่อยู่ในมือเรา อำนาจทั้งหมดอยู่ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ที่ต้องไปตอบคำถามสังคมว่า เหตุใดจึงเลื่อนระยะเวลาการแบนสารพิษออกไป นายสุริยะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องทั้งหมด พร้อมยืนยัน น.ส.มนัญญา น้องสาวจะไม่ลาออก เพราะไม่ได้ทำผิด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IzBDN5nk3J8

 655
สรุปข่าว
28 พ.ย. 62

สรุปข่าวหน้าหนึ่งประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562

- ฝ่านค้ายวอล์กเอาต์ สภาล่ม! รัฐบาลดิ้น-แพ้โหวต ญัตติกมธ.เช็คบิลมาตรา 44 ขอนับใหม่ ชวนก็ยอม ส่วน 6 ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ยกมือสวน ขณะที่เพื่อไทยยี้ไพบูลย์ คุมแก้รัฐธรรมนูญ  - 2 สารยืดใช้ - ยืดแบนไกลโฟเซต อ้างมิตเอกฉันท์กรรมการวัตถุอันตราย อนุทิน-มนัญญา โบ้ย สุริยะชี้แจง ภูมิใจไทยบี้ขอกรมชลประทาน - รอนิติเวชชี้ลูกฆ่าแม่หรือไม่ ฝ่ายพ่อขอตำรวจสรุปให้ชัด ชาวบ้านยังผวาทั้งซอย - ต้นพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย กว่า 100 ไร่ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบนภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ เหี่ยวแห้งคล้ายยืนต้นตาย ชาวบ้านร้องกรมอุทยานฯ เข้าตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น - บิ๊กป้อมปัดช่วยฟาร์มไก่ปารีณา ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทำงานกันอยู่ ไม่ได้มีใครเข้าไปช่วยอุ้ม  - 'วีระ' ลุยยื่น กมธ.ปปช.สอบ ศรีสุวรรณชี้ 3 สส.ถือภบท. 5 สิระ โต้ปมแจ้งราคาที่ดิน - ล่ามือฆ่าเสี่ยสังฆภัณฑ์ 'ฟอส.ท.' ดัง เมืองชัยนาท ส่อยิงผิดตัว   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/EZQpxMxJzwM

 1,116
สรุปข่าว
28 พ.ย. 62

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 28 พ.ย.62 เลื่อนแบนสารอันตราย-ประชุมสภาล่ม-ดราม่าthe cave นางนอน-ญาติไม่เชื่อลูกฆ่าหั่นศพแม่

-คณะกรรมการวัตถุอันตรายพลิกมติเอกฉันท์ สั่งแบนแค่ 2 สาร พาราควอต และคลอไพริฟอส พร้อมสั่งเลื่อนออกไป 6 เดือน ห้ามใช้จริง 1 มิถุนายน 63 เพราะหาสารทดแทนไม่ได้ ส่วนไกลโฟเซตแค่จำกัดการใช้ หวั่นกระทบอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สุริยะแถลงยันไม่มีการเปลี่ยนมติอีกแล้ว ยืด 6 เดือนให้ทุกฝ่ายปรับตัว   ด้านม็อบตัวแทนเกษตรยันแบนพาราควอตไม่ช่วยเกษตรกร อุตสาหกรรม และการส่งออก หาก รมต.ลงนามในประกาศจะยื่นฟ้องศาลทันที อนุทินผิดหวังมติแต่ก็ยอมรับและทำเต็มที่แล้ว ไม่มีผลต่อการร่วมรัฐบาล ไม่ได้ถูกหักหลัง แต่ต่างคนต่างทำหน้าที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ พี่ชายมนัญญา เดือดคนที่จะต้องตอบคำถามสังคม คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่มนัญญา น้องไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ต้องลาออก ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : มติพลิก เลื่อนแบน 2 สาร 'พาราควอต-คลอไพรฟอส' ยืดต่อ 6 เดือน ส่วน 'ไกลโฟเซต' แค่จำกัดการใช้   -ประชุมสภาฯล่ม รัฐบาลแพ้โหวต ตั้ง กมธ.เช็กบิลมาตรา 44 ด้วยคะแนนเสียง 234 ต่อ 230 งดออกเสียง 2 เสียง หลังโหวตฝ่ายรัฐบาลขอนับคะแนนใหม่ทันที อ้างคะแนนเฉียดฉิวกันเกินไป ขอให้ใช้การขานชื่อ จึงทำให้เกิดการโต้เถียงกันทั้ง 2 ฝ่าย จนกระทั่ง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ปราบในห้องประชุม ขอให้รักษามารยาท ที่นี่ที่ประชุมสภา ไม่ใช่โรงเหล้าเถื่อน ก่อนเกิดเสียงโห่ในห้องประชุม คล้ายไล่ประธานสภา จนต้องมีการขอพักการประชุม   หลังพักไป 30 นาทีสุดท้ายกลับมาประชุมใหม่ นายชวน ยืนยันให้นับคะแนนใหม่ ก่อนที่ฝ่ายค้านวอล์คเอาท์ออกจากห้องประชุม ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เลื่อนวาระไม่หารือต่อวันนี้ (28 พ.ย.) ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : สภาล่ม! ฝ่ายค้านวอล์คเอาท์ รัฐบาลแพ้โหวตตั้ง กมธ.เช็คบิล ม.44 - 'ชวน' ปราม ส.ส. รักษามารยาท   -ที่ประชุม กมธ. ป.ป.ช. สุดป่วน ส.ส.เอ๋ ปารีณา ลากเก้าอี้ นั่งหัวโต๊ะคู่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หลังประท้วงเดือด ไม่พอใจวัฒนา เมืองสุข ฐานะที่ปรึกษา และพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการนั้น มานั่งขนาบข้าง ประธาน กมธ.โดยปารีณาเห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะที่ดังกล่าวควรเป็นที่นั่งของรองประธานกรรมาธิการ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องศักดิ์ศรี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตัดบทบอกใครอยากนั่งคนไหนก็ได้ ปารีณาสวนถ้าอย่างนั้นดิฉันขอนั่งข้างประธาน   จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณา ประเด็นข้อเสนอเปลี่ยนประธานกรรมาธิการ โดยมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยที่มีเพียง 2 เสียง คือ สิระและปารีณา ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกให้ไปยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ และ ป.ป.ช. ว่าจะสามารถสั่งปลดประธานได้หรือไม่   ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : สุดป่วน 'ปารีณา' ลากเก้าอี้ นั่งหัวโต๊ะคู่ 'เสรีพิศุทธ์' วุ่นกลางที่ประชุม กมธ. ป.ป.ช.   -วีระ สมความคิด ลุยต่อยื่น หนังสือ ต่อ ปธ.กมธ.ป.ป.ช.พล.ต.อ.เสีรีพิศุทธ์ เตมียเวส เพื่อให้ตรวจสอบและติดตามคดีที่ดินบุกรุกป่าสงวนของ ส.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ เกรงว่า จนท รัฐจะไม่กล้าดำเนินการตรงไปตรงมาเพราะเป็น ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาล มีการตรวจสอบการครอบครองที่ดินเพียง 691 ไร่ จากที่เคยแจ้งไว้กับ ปปช.1700 ไร่ ขู่ใครใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบให้เตรียมรับผลกรรม รัฐมนตรีอย่าคิดว่าไม่ติดคุก   ด้านดำรงค์ พิเดช ลั่นเคยมีผู้ยิ่งใหญ่อดีต รมต.ตายในคุกมาแล้ว คดีป่าไม้ไม่มีใครช่วยใครได้ บิ๊กป้อมยันไม่มีการอุ้มนในคดีดังกล่าว ไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงและยุ่งได้ ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : 'บิ๊กป้อม' ปัดอุ้ม 'ปารีณา' ด้าน 'ดำรงค์' ขู่คดีรุกป่าสงวน เคยทำ รมต.ตายในคุกมาแล้ว   -กสิกรไทยห่วงสัญญาณเศรษฐกิจไทยเข้าใกล้ภาวะถดถอย หลังไตรมาส 3 โตแค่ 0.1% และสภาพัฒน์ปรับตัวเลขไส้ในไตรมาส 2 เพื่อให้เลขไตรมาส 3 ขยายตัวได้ ประเมินความเสี่ยงเริ่มปริ่มน้ำ เข้าใกล้ภาวะถดถอย สภาหอการค้าไทยมั่นใจปีหน้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้น คนมีเงินไม่กล้าจับจ่าย หนุนรัฐบาลกระตุ้นต่อเนื่อง     -วิจารณ์ ไม่หยุด The Cave นางนอน หลังจากผู้ว่าหมูป่า ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร วิจารณ์เดือดว่าบางส่วนไม่ตรงกับความเป็นจริงทำให้คนรับไม่ได้ โดยเฉพาะมุขโจมตีระบบราชการไทย ทำให้ข้าราชการเสียความรู้สึก และโดยเฉพาะเรื่องท่อสูบน้ำที่มีฉากหนึ่ง ที่ทีมงานนำท่อมาช่วยสูบน้ำแต่กลับโดนข้าราชคนหนึ่งไล่ให้กลับไปเก่งที่นครปฐม จน ผกก.หนัง ทอม วอลเลอร์ โต้กลับอย่างเดือด   ล่าสุด อ.อดิสรณ์ ผู้ประสานงานเครื่องสูบน้ำเผยถูกไล่จริงไม่ได้อยากโจมตีให้สังคมดราม่า แต่ต้องรับความจริง ด้านนายกทอม ทีมท่อน้ำซิ่งยันไม่เคยถูกไล่ คงสื่อถึงทีมอื่น การสื่อสารของทหารหน้างาน ชี้หนังควรอ้างอิงความเป็นจริงที่สุด ด้านคนสนิทผู้ว่าฯระบุ ผู้ว่าฯยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ ถ้าพูดไปอาจเป็นการโปรโมทหนัง   -ญาติไม่เชื่อลูกฆ่าแม่หั่นศพยัดตู้เย็น ป้าเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ พออายุ 14-15 ไปอยู่กับแม่ เป็นเด็กดีมีสัมมาคารวะ เป็นที่รักใคร่ของทุกคน แต่ระยะหลังป่วยซึมเศร้า แฟนสาวลูกชายระบุเพิ่งกินข้าวกันตอน 1 ทุ่ม แม่ลูกดูปกติดี 4 ทุ่มก็กลับบ้าน ตี 1 แฟนไลน์มาบอกขอนอนก่อน แต่ยอมรับเคยถูกทุบตีแต่ไม่ถึงขั้นบาดเจ็บ ตร.รอผลนิติวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่ให้น้ำหนักลูกชายก่อเหตุมากสุด ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : แฟนสาวรับเคยโดน 'กาย' ทำร้าย แจงร่วมวงกินข้าวก่อนฆ่าหั่นศพแม่ ตร.ยังฟันธงลูกทำคนเดียว   -สลดซ้ำ ลูกป่วยจิตเวชใช้มีดพร้าปอกมะพร้าวย่องฟันแม่ตัวเอง แม่คลานหนีตาย เพื่อนบ้านนำส่ง รพ.สุดท้ายเสียชีวิต ญาติเผยลูกป่วยจิตเวชจริง ต้องกินยาทุกวัน แต่แอบบ้วนทิ้ง จนคลุ้มคลั่ง ตร.จับได้ฉีดยาระงับประสาท เจ้าตัวอ้างโมโหแม่ชอบดุ ใช้งานบ่อย ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : อีกแล้ว! ลูกชายคลั่งคว้ามีดพร้าฟันคอแม่ดับ ชี้ป่วยทางจิต ชอบอมยาแล้วคายทิ้ง    -เผยนาทีคนร้าย 2 คน ใส่หมวกปิดบังใบหน้า ขี่มอเตอร์ไซค์ประกบยิงเสี่ยเจ้าของร้านสังฆภัณฑ์รายใหญ่ในตัวเมืองชัยนาท ขณะเดินออกกำลังกาย ถูกยิง 2 นัดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ลูกเผยพ่อไม่มีศัตรู แต่ชอบออกกำลังกาย ตั้งประเด็นธุรกิจลูกและการยิงผิดตัว หลังเกิดเหตุมีเสี่ยรับเหมามาแสดงตัวว่าเป็นเป้าหมายคนร้าย ไม่ใช่คนตาย   -ครูลงโทษ นร.เดือด ตบหน้าตับหัวตลาดเรียงตัวเด็กไม่ส่งการบ้าน ครูยอมรับผิดทำรุนแรงไป อ้างตบเพราะรัก อยากให้เด็กได้ดี ผู้ปกครองเสียงแตก บางส่วนให้อภัยครู บางรายเอาเรื่องถึงที่สุด เด็กที่จบไปหลายรุ่นก็เคยโดนแบบนี้ ดูข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : ครูยอมรับทำรุนแรง ตบตีเด็กไม่ส่งการบ้าน อ้างตบเพราะรัก อยากให้เด็กได้ดี   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2nrWvTQB8N8

 8,668
เศรษฐกิจ
28 พ.ย. 62

ยืดการแบน 2 สารพิษออกไป - 'สุริยะ' ยันไม่ใช่การหักหลังพรรค - 'อนุทิน' บอกแค่มองต่างมุมกัน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และเป็นประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติขยายการแบนสารอันตราย 2 ชนิดออกไป 6 เดือน และยกเลิกการแบนสารไกรโฟเซต ให้เหลือแค่จำกัดการใช้งาน นายสุริยะ บอกว่าคณะกรรมการทุกคนเห็นว่าสารเคมีทางการเกษตรสำหรับกำจัดวัชพืช คือ พาราควอตและคลอไพริฟอส นั้นอยู่ในวัตถุอันตรายประเภท 4 ห้ามใช้ ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ให้มีผลบังคับใช้ตามกฏหมายวันที่ 1 มิถุนายน 2563   ซึ่งนายสุริยะบอกอีกว่าหากให้มีการแบนสารพิษทันทีตามมติ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา จำกัดระยะเวลาเพียง 30 กว่าวัน สารเคมีที่ตกค้างยังอยู่กับพี่น้องเกษตรกร และร้านค้ายังครอบครองอยู่ ถ้าเราจะห้ามทันทีจะมีวิธีชดเชยเกษตรกรและร้านค้าอย่างไร อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทุกคนห่วงใยความปลอดภัยของสุขภาพอนามัย ซึ่งการจะมีมาตรการอะไรต่างๆ นั้นก็ต้องมีระยะเวลาให้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อม แม้กระทั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ยืนยันจะให้มีการแบนทันทีในที่ประชุมครั้งแรก แต่มาครั้งนี้เมื่อฟังเหตุผลของทุกฝ่ายแล้วก็เลยมีความเห็นว่าจะแบบทันทีไม่ได้ และมีมติให้เลื่อนออกไป   เมื่อถามว่าแต่นายอนุทิน ชาญวีระกูล รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่าตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าร่วมประชุมระบุว่าไม่ได้มีการลงมติ นายสุริยะ กล่าวว่า  ไม่เป็นความจริง เพราะว่าตนได้ให้เจ้าหน้าที่ขึ้นมติชัดเจนบนจอว่ามติคืออะไร ทุกคนก็เห็นชัดเจน อีกทั้งในที่ประชุมตนได้สอบถามว่ามีใครที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็ต่างเห็นด้วย อีกทั้งบางคนยังอยากจะให้มีการเลื่อนออกไปให้นานกว่านั้นอีก สามารถไปสอบถามจากกรรมการในที่ประชุมได้เลย   โดยมติดังกล่าวไม่ได้เป็นการหักหลังมติของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้สวนทางมติของนายกรัฐมนตรี และจะไม่มีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาล หากทุกฝ่ายรับฟังด้วยเหตุและผล ถ้าเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง    ฝ่ายนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง กรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีการเปลี่ยนแปลงแบนสารพิษจากมติเดิม นายอนุทินยืนยันเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ตัวแทนแต่ละกระทรวงแค่มองต่างมุมกัน แต่ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล   ส่วนนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็บอกว่าเสียใจกับมติที่ออกมา จากนี้คงคืนกรมวิชาการเกษตรกลับไปยังรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ไปดูแล ตนเองจะดูแลกรมชลประทานแทน เมื่อผุ้สื่อข่าวถามว่าจะเสนอย้ายอธิบดีกรมวิชาการเกษตรหรือไม่ คุณมนัยญาบอกว่าอธิบดีก็มีปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณที่ส่อจะมีการทุจริตเกิดขึ้น แล้วก็กำลังถูกตรวจสอบอยู่    นอกจากนี้ มติดังกล่าวยังส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรที่รอฟังผลการประชุมไม่พอใจ และมีการหารือถึงแนวทางในการต่อสู้ต่อไป เพราะว่าผลการลงมติไม่ตอยโจทย์ต่อเกษตรกร ซึ่งพวกเขาต้องการให้มีการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร แล้วก็อบกว่าจะใช้กระบวนการทางศาลดำเนินการต่อ   ขณะที่เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร ออกแถลงการผิดหวังกับมติดังกล่าว ระบุว่าการตัดสินใจมากจากการผลักดันและสนับสนุนของ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม และ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป้นการตักสินใจที่เปื้อประโยชน์ต่อบริษัทสารพิษและผลักภาระความเสี่ยงให้กับประชาชนและเกษตรกร   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ggnCyhmzznI

 414
เศรษฐกิจ
27 พ.ย. 62

ม็อบเกษตรกรชุดดำ ประกาศจุดยืนต้านแบน 3 สาร ไล่ 'มนัญญา' พ้น ก.เกษตรฯ

กลุ่มเกษตรกรกว่า 1,000 คนจากทั่วประเทศ ยืนยันจุดยืนที่จะขอให้รัฐบาลพิจารณาการยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดใหม่ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต โดยให้เหตุผลว่าสารเคมีทางการเกษตรทั้งสามชนิดอย่างมีความจำเป็นสำหรับเกษตรกร เสนอให้แก้ไขให้เป็นการจำกัดการใช้ แทนการยกเลิกตามมติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนหน้านี้   ชี้มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่จะยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรสามชนิดถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 73 ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกว่า 2ล้านครัวเรือนไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้   นอกจากนั้นการมีคำสั่งยกเลิก 3 สารเคมี โดยที่ไม่มีมาตรการรองรับ ยังกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ขาดซึ่งการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านจึงเป็นข้อสรุปที่เกษตรกรมองว่า มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งการระบุการทำงานของรัฐมนตรีบางกระทรวงที่เป็นการชี้นำการทำงานของคณะกรรมการวัตถุตรายซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร   โดยบรรยากาศมีบางช่วงที่กลุ่มม็อบประกาศขับไล่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกจากตำแหน่งด้วย   ด้าน น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การที่ม็อบคัดค้านการแบนสารพิษมากดดัน ไม่มีผลต่อการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมายและตามมติของคณะกรรมการก่อนหน้านี้ เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องหลายฝ่าย เรายื่นสุดมือแล้ว ขอให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการฯที่จะตัดสินว่าจะออกมาเป็นแบบไหน   ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ต้องรับฟังทุกฝ่ายและมาประเมินว่าควรจะทำอย่างไรให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องสุขภาพของประชาชน อย่าเอา การเมืองมาแลกกับชีวิตของประชาชนโหดร้ายเกินไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/0ZsEk6r3EK0

 461
เศรษฐกิจ
26 พ.ย. 62

ม็อบชุดดำจ่อบุกทำเนียบ ค้านแบน 3 สาร 'อนุทิน' ชี้ยืดเวลาแบน ทำเด็กไอคิวลด-พิการ

กรณีการแบน 3 สารเคมี ล่าสุดมีตัวแทนเกษตรกรจาก 19 องค์กรเกษตร ที่ได้รับความเดือดร้อนจะมาร่วมแสดงพลัง สะท้อนให้ภาครัฐได้เห็นถึงผลกระทบของการแบนสามสารเคมีเกษตรที่มีต่อเกษตรกรพืชไร่และไม้ผลต่างๆ เบื้องต้นเกษตรกรกว่า 5,000 ราย เตรียมเดินทางมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำเนียบรัฐบาลแล้วในวันที่ 26 พ.ย.2562 และจะปักหลักรอฟังผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ด้วย   ด้าน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ไม่ว่าวันที่ 27 พ.ย.นี้ มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะออกมาอย่างไร ก็จะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้านโยบายแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดดังกล่าว เพราะเป็นการช่วยเหลือสมาชิกในการทำการเกษตรและลดการใช้สารเคมีในระยะยาว แม้ล่าสุดจะมีการขอยืดเวลาการแบนออกไปอีก 6 เดือน   ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ร่วมแถลงจุดยืนอีกรอบ ค้านการยืดเวลา 6 เดือนแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ชี้การยืดเวลาจะทำให้เด็กประมาณ 3.5 แสนคนเสี่ยงที่จะต้องมีไอคิวลดลงและพิการ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/anokscfNSVY

 950
สังคม
12 พ.ย. 62

รวบแล้ว 3 โจ๋ตีใน รพ.อ่างทอง 'อนุทิน' ซัดพวก 'อันธพาลกระจอก' เอาเรื่องถึงที่สุด

อ่างทอง-กรณีมีเหตุวัยรุ่น 2 กลุ่มมีเรื่องกันที่สถานบันเทิง ก่อนยกพวกตามมาทำร้ายกันต่อที่โรงพยาบาลอ่างทอง ล่าสุดตำรวจได้ออกหมายจับและทำการควบคุมตัว นายนันทวัช สร้างเขต หรืออาร์ม อายุ 29 ปี / นายบุญประสิทธิ์ วีระพงศ์ หรือต้น อายุ 19 ปี และนาย ธนาธิป มุรินทร์จันทร์ หรือเอ็ม อายุ 24 ปี   ในข้อหา ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือ จิตใจและร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในเวลากลางคืน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ก่อนนำตัวฝากขัง และคัดค้านการประกันตัว   ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รวบรวมเหตุแก๊งวัยรุ่นตีกันในโรงพยาบาล ตั้งแต่ 2555 ถึง 2562 พบก่อเหตุทั่วประเทศถึง 51 ครั้ง( 51 คดี) ในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 7 คน บาดเจ็บ 43 คน   โดยปีที่แล้ว 2561 เกิดเหตุสูงสุดถึง 17 ครั้ง ขณะที่ปีนี้ รวมเหตุล่าสุดที่โรงพยาบาลอ่างทองเกิดแล้ว 12 ครั้ง แม้จะยังไม่ถึงสิ้นปี   สำหรับอัตราโทษถือว่า ผู้ก่อเหตุมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 และ 365 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ที่ผ่านมา ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะเข้าข่ายบุกรุกสถานที่ราชการ ทำให้ทรัพย์สินเสียหายและทำร้ายร่างกาย   ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ช่วยกันจัดให้หนัก เราควรจะทำอย่างไร กับอันธพาลกระจอก ที่ชอบยกพวกมาก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาล   “กี่ครั้งแล้ว ที่ห้องฉุกเฉิน และโรงพยาบาล ต้องเสียหาย แพทย์ เจ้าหน้าที่ ต้องเสี่ยงบาดเจ็บ ทำงานไม่ได้ ทรัพย์สินโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ เสียหาย ผู้ป่วยคนอื่นๆ เดือดร้อน”   นายอนุทิน บอกว่า ขอแบบเอาให้เข็ดหลาบ ไม่แสดงสันดานหยาบช้าป่าเถื่อนแบบนี้อีก เพราะในสงคราม ยังเว้นพื้นที่ปลอดภัยให้โรงพยาบาล แพทย์ และ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ แต่ในหัวใจอันธพาลกระจอกพวกนี้ ไม่มีอะไรเลย รวมทั้งคำสอนของพ่อแม่ แย่จริงๆ กระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างเลวร้าย อีกต่อไป พร้อมติด แฮชแท็ก #saveโรงพยาบาล   #saveผู้ป่วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cLp-KHLWfJ8

 657
เศรษฐกิจ
29 ต.ค. 62

นายกฯ ขออย่าตื่นตระหนก สหรัฐฯตัด gsp ไทย 'อนุทิน' ลั่นถ้าสินค้าเราดี ไม่ต้องไปกลัว

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP หรือสิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้าไทยว่า เป็นเรื่องของกฏหมายแต่ละประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลเช่นเดียวกับประเทศ จึงไม่อยากให้ทุกคนไปคาดเดาว่าตัดสิทธิเพราะอะไร   รัฐบาลทราบดีอยู่แล้วว่ามีปัญหา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการเจราจาต่อรองมาตลอด ที่สำคัญเจรจาอย่างเดียวไม่ได้ต้องแก้ปัญหาภายในประเทศด้วย ทั้งเรื่องแรงงานและอื่นๆว่าสามารถทำได้หรือไม่ บางอย่างต้องดูปัจจัยภายในของไทยด้วย แต่ยืนยันพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด   วันนี้ยังคาดเดาไม่ได้เช่นเดียวกับสหรัฐฯที่คาดเด่ไทยไม่ได้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกฏหมายของอย่าตื่นตระหนกให้ข่าวว่าร้ายกันไปมา เพราะไม่เกิดประโยชน์เท่าที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงครบถ้วนแล้ว ว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหามาโดยตลอด แต่ระยะเวลาที่ทำมา มีปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหากฏหมายแรงงาน ซึ่งเป็นกฏหมายในประเทศ หากทำตามสหรัฐฯต้องดูว่าจะมีปัญหาตามมาหรือไม่   ดังนั้นต้องดูทั้งกฏหมายภายในและกฏหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจากการประเมินตัวเลขถือว่าไม่มาก เพราะสหรัฐฯให้สิทธิประโยชน์ 500 กว่ารายการแต่ไทยใช้เพียง 300 กว่ารายการเท่านั้น ดังนั้นไทยซึ่งรัฐบาลตื่นตัวอยู่แล้ว ภาคเอกจึงต้องตื่นด้วย โดยพัฒนาสินค้า ดูแลแรงงาน ขณะที่รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้มงวดการบังคับใช้กฏหมาย ทุกคนต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน หากต่อว่ากันไปมา ไม่เกิดประโยชน์   อย่างไรการนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เจรจามาโดยตลอด ทั้งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ แต่ปัญหาอยู่ที่สหรัฐฯจะยินยอมหรือไม่ ซึ่งมีเวลา 6 เดือนก่อนมีผลบังคับใช้ ก็ต้องหาวิธีการพูดคุยต่อไป ไม่ได้คือไม่ได้เพราะเป็นกฏหมายของสหรัฐ กฏหมายใครก็ของประเทศนั้นขออย่าให้เป็นปัญหาทางการเมือง และพูดให้เลวร้ายกว่าเดิม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มี และสหรัฐถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ดังนั้นขอให้หยุดโจมตีว่าร้ายไปมาเพราะไทยต้องค้าขายกับสหรัฐฯต่อไป   นายกรัฐมนตรี ยังบอกด้วยว่า จะมีการหยิบยกประเด็นเรื่อง GSP มาพูดคุยกับสหรัฐฯ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนด้วย   ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงมติดังกล่าวอาจเกี่ยวพันกับการแบนการใช้สารพิษ 3 ชนิด ซึ่ง สธ.ยังคงยืนยันจะไม่มีมติในการทบทวนในสิ่งที่ยกเลิกไปแล้ว และยืนยันว่าสารพิษ 3 ชนิดไม่มีประโยชน์ใดๆ ซ้ำเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร   ฉะนั้น การที่สหรัฐอเมริการะงับ GSP มันเป็นสิทธิของเขา ซึ่งในคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐเขียนชัดเจนว่ายังไม่พอใจในเรื่องแรงงานของไทยที่ยังไม่มีมาตรฐาน ต้องไปดูว่าจริงหรือไม่ หากไม่จริงต้องโต้แย้งไป ส่วนผลกระทบต้องมาดูว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เราเห็นจำนวนตัวเลขที่ออกมาอย่าเพิ่งไปตื่นเต้นตกใจว่าตายแล้วประเทศไทยตายแน่ แต่ต้องมีความเชื่อมั่นในสินค้าไทย เชื่อมั่นในความต้องการของตลาดโลก ขณะเดียวกัน หากกลัวว่าจะขาดดุลการค้า ก็ลดการนำเข้าสินค้านั้นจากประเทศนั้นๆ จะทำให้ไม่ขาดดุลการค้า   ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการบิดเบือนว่าสาเหตุที่สหรัฐระงับจีเอสพี เพราะไทยยกเลิกสารพิษ 3 ชนิด นายอนุทินกล่าวว่า แน่นอน คนที่เสียหายจะบิดเบือนทุกเรื่อง โกหกทุกเรื่อง พาลทุกเรื่อง เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็เอามารวมกัน แต่เราต้องนิ่ง และต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว ต้องเดินไปบนถนนของเรา ให้รู้ไปสิว่าสินค้าไทยไม่ดี   รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/eiSDaa8MLHs  

 1,027
เศรษฐกิจ
26 ต.ค. 62

สหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงไทย ค้านแบนสารพิษไกลโฟเซต 'อนุทิน-มนัญญา' สวนกลับเดือด!

กรณีแบน 3 สารพิษ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น เมื่อมีรายงานว่า สถานฑูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ทำหนังสือถึงนายกฯ และ รมว.ที่เกี่ยวข้องกับการแบนสารพิษ โดยเฉพาะไกลโฟเซต ในหนังสือระบุว่า การแบนไกลโฟเซต โดยไม่พิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ มันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เรื่องของการนำเข้าถั่วเหลือง และข้าวสาลีของไทย เพราะไกลโฟเซตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลาย และมีงานวิจัยต่างๆว่ามันไม่มีความเสี่ยง ต่อสุขภาพของมนุษย์ ดังนั้นจึงอยากให้ชลอการตัดสินใจเกี่ยวกับไกลโฟเซต เพื่อหาทางออกกับสหรัฐฯร่วมกันด้วย    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นกรณีที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ออกหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี คัดค้าน ยกเลิกการใช้ สารไกลโฟเซต ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สารเคมี ทางการเกษตร ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกใช้ โดยบอกสั้นๆ ว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ปี 2562   นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) บอกว่า สหรัฐฯ เขาคงกลัวขายของไม่ได้เลยมาบอกให้รัฐบาลยกเลิก มติเหล่านี้เราไม่มีการกดดันใดๆทางการเมือง เรายังคงยืนยันว่าจะยกเลิก 3 สารเคมี    ด้าน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า กฎหมายใครก็กฎหมายมัน เจตนาของสหรัฐฯ เราไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไร แต่ยืนยันเราพร้อมชี้แจง และนานาประเทศก็แบนสารเหล่านี้   นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ถ้าอ่านหนังสือของสถานฑูตสหรัฐฯ มันจะมีประเด็นว่า ที่สหรัฐฯเขาส่งสินค้ามาไทย อย่างแป้งสาลี องุ่น แอเปิ้ล ซึ่งสหรัฐฯเขายังใช้ไกลโฟเซตอยู่ ซึ่งมันเป็นความกังวลว่า ต่อไปไทยแบนไกลโฟเซตแล้ว พวกสินค้านำเข้าเหล่านี้ละ จะนำยังเข้าได้ไหม    นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ไปดูในจดหมายดีๆ คนที่ลงนามในจดหมาย เป็นการลงนามโดยรองประธานหอการค้าสหรัฐ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐบาล นี้เป็นการอะไรกันแน่    ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/_UqZkeVfHzk

 12,331
เศรษฐกิจ
23 ต.ค. 62

จบแล้วหนังม้วนยาว! แบน 3 สารเคมีเกษตร มีผล 1 ธ.ค.นี้ กลุ่มคัดค้านจ่อยื่นศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว ประกาศแบนพรรคการเมืองสมคบคิดนายทุน

คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิด คือ พาราควอต คอลร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า ส่งออก จำหน่าย และครอบครองมีผล 1 ธ.ค.นี้      กลุ่มต้านแบนสารพิษลุกฮือ จ่อยื่นศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว จะฟ้องเอาผิดตัวบุคคล ทั้งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง NGO และบอร์ดคณะกรรมการวัตถุอันตราย เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรฯ ประกาศ 22 ต.ค.คือวันกลียุคเกษตรกรรมไทย จี้รัฐจ่ายค่าคนถอนหญ้า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี หากทำไม่ได้ให้ รัฐมนตรีเกษตรฯ และ รมช.เกษตรฯ มาถอนหญ้าให้เกษตรกรให้เสร็จภายใน 30 วัน ประกาศแบนพรรคการเมือง สมคบคิด ขอเผาผีขอตั้งใจทำร้ายเกษตรกร   ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล บอกดีใจ ไม่ควรใช้มานานแล้ว อย่าพยายามเลี่ยงบาลี หาวิธีใช้ต่อ ไม่ได้มองผลงานชิ้นโบว์แดง แต่ทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้อง ทำตามหน้าที่ ยินดีกับคนไทยทุกคน          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/ylUecewfFFw

 1,299

Top