ค้นหา :

ผลการค้นหา "ลวงโลก"

สังคม-อาชญากรรม
26 ธ.ค. 62

เพื่อนร่วมอาชีพแฉ 'แท็กซี่ใจบุญรับส่งผู้ป่วยฟรี' เป็นจอมลวงโลก เจ้าตัวไลฟ์โต้กลับ ทั้งน้ำตา!

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'วิเศษ บางวิเศษ' โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับนายสุวรรณฉัตร หรือเดี่ยว พรหมชาติ แท็กซี่ใจบุญที่โด่งดังจากการรับส่งผู้ป่วยติดเตียง พระ และคนแก่ฟรี โดยอ้างว่าเป็นคนลวงโลก ในอดีตเคยรับส่งผู้ป่วยติดเตียง แต่เรียกเก็บเงินราคาแพง ทั้งเคยทิ้งผู้โดยสารลงกลางทางขณะฝนตกหนัก เพื่อไปให้สัมภาษณ์กับสื่อรายการหนึ่ง         นายวิเศษ บางวิเศษ อาชีพขับรถแท็กซี่ เจ้าของโพสต์ เล่าว่า รู้จักกับนายเดี่ยวเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน โดยนายเดี่ยวมาเข้าร่วมกลุ่มแท็กซี่จิตอาสาที่ตนเป็นประธานอยู่ ซึ่งกลุ่มของตนจะรับบริจาคสิ่งของเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในที่ต่างๆ จากนั้นเขาก็เริ่มติดสติ๊กเกอร์รอบรถว่ารับส่งผู้ป่วยติดเตียง พระ และคนแก่ฟรี         แต่ในเวลาดังกล่าว นายเดี่ยวกลับเรียกเก็บเงินจากลูกค้าหลายราย เช่น ผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่ง ชื่อป้าฝน ได้ติดต่อใช้บริการกับนายเดี่ยวรับส่งจากจ.กาญจบุรี เพื่อมาหาหมอที่กรุงเทพฯ แต่ถูกเรียกเก็บเงิน 4,000 บาทจนต้องยืมเงินจากญาติมาจ่ายให้  แต่มีครั้งหนึ่งที่นัดรับส่งป้าฝนแต่เมื่อถึงเวลากลับบอกว่าไม่ว่าง ให้แท็กซี่คันอื่น ชื่อนายวรชัย ซึ่งเป็นเพื่อนของตนไปรับส่งแทน เนื่องจากมีลูกค้าอีกรายที่ติดต่อให้นายเดี่ยว ไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานีในราคา 7,000 บาท ซึ่งนายวรชัยเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เคยไปรับส่งป้าฝนและผู้ป่วยรายอื่นแทนนายเดี่ยวมาแล้วหลายครั้ง  และนายเดี่ยวเรียกเก็บเงินทุกครั้ง         นอกจากนี้ นางนก ผู้ดูแลป้าฝน ซึ่งคอยติดตามป้าฝนตลอด ก็เคยถูกนายเดี่ยวขอให้ร่วมบริจาคเงินทำบุญ 10,000 บาท อ้างว่า ค่าใช้จ่ายไม่พอ         อีกทั้งยังเคยโดนนายเดี่ยวปล่อยทิ้งลงกลางทางระหว่างฝนตก เพราะมีนัดไปให้สัมภาษณ์กับสื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งนางนกเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องราวทั้งหมดที่นายวิเศษพูดเป็นความจริง   ที่ตนต้องออกมาแฉนายเดียว ไม่ใช่เพราะอยากเด่นดังหรืออิจฉาเขา แต่เพราะตนเพิ่งมาทราบเรื่องว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่สร้างภาพไว้ หลังจากที่เขาเริ่มมีชื่อเสียง เขากลับดูถูกดูแคลนเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆ ถึงขั้นบล็อกเฟซบุ๊กพวกตน สาเหตุคาดว่าน่าจะเป็นเพราะครั้งที่ตนเคยทำบุญเลี้ยงเด็กพิการซ้ำซ้อนซึ่งขณะนั้นตนเป็นแม่งานกล่าวเปิดงาน จู่ๆ เขาก็ไม่พอใจและมาด่าว่าตนว่าทำไมไม่ให้เขาพูดแนะนำตัวบนเวที          แต่เรื่องราวทั้งหมดที่ตนออกมาพูดเป็นเรื่องราวในอดีตเมื่อ 5-6 ปีก่อน ซึ่งขณะนี้ ตนเชื่อว่าเขาคงไม่ได้ทำแบบเดิม เพราะมีคนร่วมบริจาคเงินให้ไม่ขาดสาย ส่วนเรื่องที่ปัจจุบันเขาทำความดีมากมาย ตนก็ชื่นชม แต่เพียงอยากให้สังคมได้รับรู้ว่าในอดีตเขาเป็นอย่างไร เพราะตอนที่เขายังไม่ดัง ย่อมมีค่าใช้จ่ายมากมายในอาชีพนี้ หากเขาจะรับส่งฟรีอย่างที่เขาสร้างภาพ เขาจะอยู่ได้อย่างไร         หากเขาจะฟ้องร้องตนนก็ยินดี เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจนถึงการกระทำของเขาในอดีต อย่างไรก็ตาม อยากฝากบอกเขาว่า อย่าใช้คำว่า “ปิดทองหลังพระ” หรือ “คนดีศรีสังคม” เพราะไม่ใช่ตัวเขา และอย่าดูถูกเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันอย่างที่เขาทำอยู่         ด้านป้าฝน ผู้ป่วยติดเตียงที่เคยใช้บริการกับนายเดี่ยว ยืนยันว่า เคยใช้บริการเขาประมาณ 4-5 ครั้ง ถูกเรียกเก็บเงิน 4,000 บาทจริงทุกครั้งตั้งแต่ครั้งแรก โดยเขาเป็นคนบอกราคาเอง ส่วนตัวก็คิดว่าแพงเกินไป แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักใคร แล้วต้องไปหาหมอเป็นประจำ จึงจำใจต้องใช้บริการเขา แต่ครั้งสุดท้ายกลับถูกเขาบอกว่าไม่ว่าง ทั้งที่นัดกันดิบดี ตั้งแต่นั้นตนจึงเลิกใช้บริการเขา และมาใช้บริการกับแท็กซี่คันอื่นในราคา 3,500 บาท ส่วนเรื่องที่เขาจะไปแจ้งความตนไม่ทราบ และไม่อยากจะโจมตีเขา เพราะตนเป็นคนพิการอยู่แล้ว ไม่อยากทำบาปทำกรรม แต่ทุกสิ่งที่พูดล้วนเป็นความจริง         ต่อมา นายเดี่ยว ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ตอบโต้ถึงนายวิเศษทั้งน้ำตาว่า ตนเคยรู้จักและสนิทสนม เคารพนายวิเศษเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง แต่ด้วยความที่นายวิเศษยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ถึงขั้นเอาสติ๊กเกอร์เกี่ยวกับการเมืองมาติดรอบรถ ซึ่งตนไม่เห็นด้วย ประกอบกับเขาไม่มีความจริงใจ จึงได้เลิกคบและบล็อกเฟซบุ๊กไปในที่สุด เมื่อก่อนตนรับส่งลูกค้าต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่ด้วยความที่มีค่าใช้จ่าย ตนก็ต้องเก็บเงินบ้าง แต่หากรับส่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ตนส่งฟรีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันตนไม่รับส่งต่างจังหวัด รับเพียงในกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น        ส่วนเรื่องของป้าฝนตนได้ไปรับส่งจริง แต่ไม่ได้มีการเรียกเก็บเงิน ซึ่งป้าฝนได้ยินดีจ่ายให้ตนเอง 1,200 บาท เพราะเขามีกำลังจ่าย และขณะนั้นตนก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องส่งค่างวดรถ ค่าแก๊ส และอื่นๆ ตนจึงรับไว้ เรื่องที่ตนนัดกับป้าฝนไว้ ตนได้บอกว่าไม่ว่างจริง เพราะมีผู้ป่วยจิตเวทรายหนึ่งที่ไว้ใจตนเท่านั้นประสงค์จะให้ตนไปส่งที่จังหวัดอุบบราชธานีในราคา 7,000 บาท ตนจึงต้องให้นายวรชัยไปรับส่งป้าฝนแทน ส่วนเรื่องนางนก ตนยืนยันว่าไม่เคยปล่อยเขาลงกลางทางแน่นอน   ตนไม่เข้าใจว่าทำไมนายวิเศษ ถึงออกมาให้ร้ายตนแบบนี้ หากตนทำดังที่ว่าจริง เหตุใดเรื่องเกิดมา 5-6 ปีแล้ว ถึงเพึ่งมาพูดตอนนี้ ซึ่งตนได้โทรไปถามเขาว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ด้วยความที่ไม่อยากทะเลาะตนจึงวางสายไป           อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่าไม่ใช่คนลวงโลกอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง 24 ปีที่ผ่านมาตนช่วยเหลือคนมาตลอด ไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้ต้องการอะไร ซึ่งตนอดทนอดกลั้นมาหลายวันแล้ว แต่ทนไม่ไหวจนต้องออกมาตอบโต้ ซึ่งตนมั่นใจว่าพวกเขารวมหัวกันแกล้งตน โดยตนจะไปแจ้งความที่กองปราบฯในวันนี้เพื่อเอาผิดกับนายวิเศษ นายวรชัย และนางนกที่พูดเท็จ ทำลายชื่อเสียงทำให้ตนเสียหาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UQ2iZWCRH8E

 1,195
สังคม
26 ธ.ค. 62

เพื่อนร่วมอาชีพแฉ 'แท็กซี่ใจบุญรับส่งผู้ป่วยฟรี' เป็นจอมลวงโลก เจ้าตัวไลฟ์โต้กลับ ทั้งน้ำตา!

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'วิเศษ บางวิเศษ' โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับนายสุวรรณฉัตร หรือเดี่ยว พรหมชาติ แท็กซี่ใจบุญที่โด่งดังจากการรับส่งผู้ป่วยติดเตียง พระ และคนแก่ฟรี โดยอ้างว่าเป็นคนลวงโลก ในอดีตเคยรับส่งผู้ป่วยติดเตียง แต่เรียกเก็บเงินราคาแพง ทั้งเคยทิ้งผู้โดยสารลงกลางทางขณะฝนตกหนัก เพื่อไปให้สัมภาษณ์กับสื่อรายการหนึ่ง         นายวิเศษ บางวิเศษ อาชีพขับรถแท็กซี่ เจ้าของโพสต์ เล่าว่า รู้จักกับนายเดี่ยวเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน โดยนายเดี่ยวมาเข้าร่วมกลุ่มแท็กซี่จิตอาสาที่ตนเป็นประธานอยู่ ซึ่งกลุ่มของตนจะรับบริจาคสิ่งของเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในที่ต่างๆ จากนั้นเขาก็เริ่มติดสติ๊กเกอร์รอบรถว่ารับส่งผู้ป่วยติดเตียง พระ และคนแก่ฟรี         แต่ในเวลาดังกล่าว นายเดี่ยวกลับเรียกเก็บเงินจากลูกค้าหลายราย เช่น ผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่ง ชื่อป้าฝน ได้ติดต่อใช้บริการกับนายเดี่ยวรับส่งจากจ.กาญจบุรี เพื่อมาหาหมอที่กรุงเทพฯ แต่ถูกเรียกเก็บเงิน 4,000 บาทจนต้องยืมเงินจากญาติมาจ่ายให้  แต่มีครั้งหนึ่งที่นัดรับส่งป้าฝนแต่เมื่อถึงเวลากลับบอกว่าไม่ว่าง ให้แท็กซี่คันอื่น ชื่อนายวรชัย ซึ่งเป็นเพื่อนของตนไปรับส่งแทน เนื่องจากมีลูกค้าอีกรายที่ติดต่อให้นายเดี่ยว ไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานีในราคา 7,000 บาท ซึ่งนายวรชัยเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เคยไปรับส่งป้าฝนและผู้ป่วยรายอื่นแทนนายเดี่ยวมาแล้วหลายครั้ง  และนายเดี่ยวเรียกเก็บเงินทุกครั้ง         นอกจากนี้ นางนก ผู้ดูแลป้าฝน ซึ่งคอยติดตามป้าฝนตลอด ก็เคยถูกนายเดี่ยวขอให้ร่วมบริจาคเงินทำบุญ 10,000 บาท อ้างว่า ค่าใช้จ่ายไม่พอ         อีกทั้งยังเคยโดนนายเดี่ยวปล่อยทิ้งลงกลางทางระหว่างฝนตก เพราะมีนัดไปให้สัมภาษณ์กับสื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งนางนกเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องราวทั้งหมดที่นายวิเศษพูดเป็นความจริง   ที่ตนต้องออกมาแฉนายเดียว ไม่ใช่เพราะอยากเด่นดังหรืออิจฉาเขา แต่เพราะตนเพิ่งมาทราบเรื่องว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่สร้างภาพไว้ หลังจากที่เขาเริ่มมีชื่อเสียง เขากลับดูถูกดูแคลนเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆ ถึงขั้นบล็อกเฟซบุ๊กพวกตน สาเหตุคาดว่าน่าจะเป็นเพราะครั้งที่ตนเคยทำบุญเลี้ยงเด็กพิการซ้ำซ้อนซึ่งขณะนั้นตนเป็นแม่งานกล่าวเปิดงาน จู่ๆ เขาก็ไม่พอใจและมาด่าว่าตนว่าทำไมไม่ให้เขาพูดแนะนำตัวบนเวที          แต่เรื่องราวทั้งหมดที่ตนออกมาพูดเป็นเรื่องราวในอดีตเมื่อ 5-6 ปีก่อน ซึ่งขณะนี้ ตนเชื่อว่าเขาคงไม่ได้ทำแบบเดิม เพราะมีคนร่วมบริจาคเงินให้ไม่ขาดสาย ส่วนเรื่องที่ปัจจุบันเขาทำความดีมากมาย ตนก็ชื่นชม แต่เพียงอยากให้สังคมได้รับรู้ว่าในอดีตเขาเป็นอย่างไร เพราะตอนที่เขายังไม่ดัง ย่อมมีค่าใช้จ่ายมากมายในอาชีพนี้ หากเขาจะรับส่งฟรีอย่างที่เขาสร้างภาพ เขาจะอยู่ได้อย่างไร         หากเขาจะฟ้องร้องตนนก็ยินดี เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจนถึงการกระทำของเขาในอดีต อย่างไรก็ตาม อยากฝากบอกเขาว่า อย่าใช้คำว่า “ปิดทองหลังพระ” หรือ “คนดีศรีสังคม” เพราะไม่ใช่ตัวเขา และอย่าดูถูกเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันอย่างที่เขาทำอยู่         ด้านป้าฝน ผู้ป่วยติดเตียงที่เคยใช้บริการกับนายเดี่ยว ยืนยันว่า เคยใช้บริการเขาประมาณ 4-5 ครั้ง ถูกเรียกเก็บเงิน 4,000 บาทจริงทุกครั้งตั้งแต่ครั้งแรก โดยเขาเป็นคนบอกราคาเอง ส่วนตัวก็คิดว่าแพงเกินไป แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักใคร แล้วต้องไปหาหมอเป็นประจำ จึงจำใจต้องใช้บริการเขา แต่ครั้งสุดท้ายกลับถูกเขาบอกว่าไม่ว่าง ทั้งที่นัดกันดิบดี ตั้งแต่นั้นตนจึงเลิกใช้บริการเขา และมาใช้บริการกับแท็กซี่คันอื่นในราคา 3,500 บาท ส่วนเรื่องที่เขาจะไปแจ้งความตนไม่ทราบ และไม่อยากจะโจมตีเขา เพราะตนเป็นคนพิการอยู่แล้ว ไม่อยากทำบาปทำกรรม แต่ทุกสิ่งที่พูดล้วนเป็นความจริง         ต่อมา นายเดี่ยว ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ตอบโต้ถึงนายวิเศษทั้งน้ำตาว่า ตนเคยรู้จักและสนิทสนม เคารพนายวิเศษเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง แต่ด้วยความที่นายวิเศษยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ถึงขั้นเอาสติ๊กเกอร์เกี่ยวกับการเมืองมาติดรอบรถ ซึ่งตนไม่เห็นด้วย ประกอบกับเขาไม่มีความจริงใจ จึงได้เลิกคบและบล็อกเฟซบุ๊กไปในที่สุด เมื่อก่อนตนรับส่งลูกค้าต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่ด้วยความที่มีค่าใช้จ่าย ตนก็ต้องเก็บเงินบ้าง แต่หากรับส่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ตนส่งฟรีอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันตนไม่รับส่งต่างจังหวัด รับเพียงในกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น        ส่วนเรื่องของป้าฝนตนได้ไปรับส่งจริง แต่ไม่ได้มีการเรียกเก็บเงิน ซึ่งป้าฝนได้ยินดีจ่ายให้ตนเอง 1,200 บาท เพราะเขามีกำลังจ่าย และขณะนั้นตนก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องส่งค่างวดรถ ค่าแก๊ส และอื่นๆ ตนจึงรับไว้ เรื่องที่ตนนัดกับป้าฝนไว้ ตนได้บอกว่าไม่ว่างจริง เพราะมีผู้ป่วยจิตเวทรายหนึ่งที่ไว้ใจตนเท่านั้นประสงค์จะให้ตนไปส่งที่จังหวัดอุบบราชธานีในราคา 7,000 บาท ตนจึงต้องให้นายวรชัยไปรับส่งป้าฝนแทน ส่วนเรื่องนางนก ตนยืนยันว่าไม่เคยปล่อยเขาลงกลางทางแน่นอน   ตนไม่เข้าใจว่าทำไมนายวิเศษ ถึงออกมาให้ร้ายตนแบบนี้ หากตนทำดังที่ว่าจริง เหตุใดเรื่องเกิดมา 5-6 ปีแล้ว ถึงเพึ่งมาพูดตอนนี้ ซึ่งตนได้โทรไปถามเขาว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ด้วยความที่ไม่อยากทะเลาะตนจึงวางสายไป           อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่าไม่ใช่คนลวงโลกอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง 24 ปีที่ผ่านมาตนช่วยเหลือคนมาตลอด ไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้ต้องการอะไร ซึ่งตนอดทนอดกลั้นมาหลายวันแล้ว แต่ทนไม่ไหวจนต้องออกมาตอบโต้ ซึ่งตนมั่นใจว่าพวกเขารวมหัวกันแกล้งตน โดยตนจะไปแจ้งความที่กองปราบฯในวันนี้เพื่อเอาผิดกับนายวิเศษ นายวรชัย และนางนกที่พูดเท็จ ทำลายชื่อเสียงทำให้ตนเสียหาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UQ2iZWCRH8E

 1,195
บันเทิง
02 ส.ค. 62

‘บอล เชิญยิ้ม’เดือด! live แฉ ‘เสี่ยน็อต’ ลวงโลก หลอกตุ๋นเงินคนดัง-วัด ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ โดนด้วย

ไปกันที่ประเด็นร้อนของตลกชื่อดัง บอล เชิญยิ้ม ที่ได้ออกมาโพสต์ขอโทษพี่น้องชาว อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ถึงงานเปิดตลาดที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 – 18 สิงหาคมนี้ว่า   “ขอโทษพี่น้องอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่บางท่านซื้อบัตรหรือจองร้านค้าไปกับงาน เปิดตลาด 17-18 สิงหานี้ครับ พวกเราไม่ได้ไปนะครับและพวกเราก็โดนหลอกด้วย ให้ส่งคลิปไป promote งาน ชวนคนมางานและมันก็หลอก ให้เราทำใบเสนอราคา ของวงเราไปให้กับมัน ผมไม่ทราบว่ามันไปหลอกหรือเบิกเงินกับ. สปอนเซอร์หรือใครหรือเปล่าที่ทำให้เดือดร้อน พวกเราไม่ได้รับเงินกับงานนี้เลยนะครับ ใครเจอแจ้งจับให้ด้วยครับ ไอ้นรก หลอกเค้าไปทั่ว เวที เครื่องเสียงและอีกหลายอย่างทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนแบบนี้เอาไว้ไม่ได้ครับ มันชื่อ ไอ้นอส *นายสมชาติ ภู่เผือก *ไอ้เลว ฝากแชร์ ฝากเตือนคนอื่นด้วยครับ กูเลยพลาดงาน18 เพราะกูรับงานมึง เจอกันแน่ไอ้นอส”   จากนั้น ‘บอล’ ก็ได้ Live สดผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว แฉ ‘เสี่ยน็อต’ ว่าเคยหลอกดารานักร้องมาหลายคนซึ่งเคยเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ ตอนที่บวชเป็นพระก็เคยโดนจับมาแล้ว หลอกคนขายโลงไม้สักทอง วงปี่พาทย์ หลอกจัดงานศพที่วัดไผ่เหลือง และเมื่อ 7 เดือนก่อน ก็ไปหลอกวัดหนึ่ง คนแบบนี้ไม่น่ามีพื้นที่ยืน ขอให้จับได้เร็วๆ  พี่ป้าง , หนุ่ม กะลา ,วงแจ๊ส มหาหิงส์ ก็โดน ที่โกรธไม่ใช่เพราะยังไม่ได้เงินมัดจำ แต่ให้เราถ่ายคลิปเอาไปหลอกแม่ค้า แล้วมันไปเก็บเงินกับแม่ค้าคนละพัน  บอกว่ามี ‘แจ๊ส’ ไป ให้เราไปด้วย ให้เราส่งคลิปไป ก่อนจะหายเงียบ ความแตกตอน ลูกชายของ ‘ศรเพชร ศรสุพรรณ’ โทรมาบอก เพราะเคยโดนหลอกมาก่อนที่วัดไผ่เหลือง พอกลับไปดูข่าว ก็รู้เลยว่าเป็น ‘เสี่ยน็อต’ สร้างความเดือดร้อน เพราะไปเก็บเงินแม่ค้าแผงละพัน และขายบัตรให้คนมาดูดารานักร้องอีก ‘เสี่ยน็อต’ กวาดไป 3.2 ล้าน   เมื่อวานนี้ ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ ซึ่งเป็นหนึ่งในดาราที่ถูกหลอกในงานเดียวกัน ก็เผยว่ารู้ตัวว่าถูกหลอกก็ตอนที่ ‘พี่บอล เชิญยิ้ม’ โทรมาบอก ยอมรับว่าค่อนข้างงง เพราะปกติเคยเจอแต่เอารูปไปขึ้นโปรโมทหลอก แต่กลายเป็นนักแสดงก๊อปปี้ไปแสดงแทน ยังไม่เคยเจอเคสใหญ่แบบนี้    ‘แจ๊ส’ บอกว่าตัวเองไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะยังมีงานอื่นให้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่สงสารแม่ค้าที่โดนหลอกเก็บเงินค่าแผงคนละ 1000 บาทมากกว่า เพราะเค้ารอเอาเงินมาหมุนเพื่อทำมาหากิน ส่วนตัวเองก็แค่เสียโอกาสในการรับงานอื่นในวันนั้น ซึ่งหลังจากนี้ ‘แจ๊ส’ และภรรยา ก็ได้มีมาตรการใหม่ จะขอเงินค่ามัดจำก่อนงาน 50 % เพื่อป้องกันการถูกหลอกอีก พร้อมยืนยันว่างานเปิดตลาดที่ อ. ขนอม จ. นครศรีธรรมราช ในวันที่ 17 – 18 สิงหาคมนี้ ไม่มีอยู่จริง และตนเองก็ไม่ได้ไปด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fbIZ6O4SMU0

 1,347
สังคม-อาชญากรรม
18 มิ.ย. 62

ผลตรวจบัตรพลังงานลวงโลก พบรังสีสูงถึง 350 เท่า ผสมน้ำดื่มเสี่ยงมะเร็ง

จากกรณีชาวบ้านในหลายจังหวัดหลงเชื่อซื้อบัตรพลังงาน ที่อ้างว่าเป็นบัตรพลังมีสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่างๆ ตามร่างกาย โดยขายใบละกว่า 1,000 บาท ก่อนจะพบว่าเป็นพบว่าเป็นบัตรลวงโลก ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้   ล่าสุด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong ระบุว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ หรือ ปส.ได้ผลการวิเคราะห์บัตรพลังงาน หรือ การ์ดเวทมนตร์ ซึ่งหากนำไปผสมน้ำดื่ม มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง และผลทดสอบมีดังนี้   1. ไม่พบการเปรอะเปื้อนทางรังสีที่วัสดุห่อหุ้มและพื้นผิวของแผ่นการ์ด สำหรับการ์ดตัวอย่างที่สมบูรณ์ไม่แตกหัก   2. การวัดธาตุองค์ประกอบของแผ่นการ์ดด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ (X-ray Fluorescence: XRF) พบธาตุยูเรเนียมและทอเรียม   3. การวิเคราะห์ไอโซโทปรังสีในแผ่นการ์ดด้วยระบบวิเคราะห์แกมมาสเปคโตรสโคปี (Gamma Spectroscopy) พบนิวไคลด์กัมมันตรังสีของอนุกรมทอเรียมและยูเรเนียม   4. การวัดค่าระดับรังสี (Dose rate) เทียบกับค่ารังสีพื้นหลัง พบว่า ระดับรังสีของแผ่นการ์ดสูงกว่าระดับรังสีพื้นหลัง ประมาณ 200 เท่า ที่ระยะห่างจากแผ่นการ์ด 1 เซนติเมตร ซึ่งระดับรังสีที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 40 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเทียบเป็น 350 เท่าของขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงความปลอดภัยทางรังสี พ.ศ.2561   5. การวัดค่าการกระจายตัวของสารกัมมันตรังสีในแผ่นการ์ด ด้วยเทคนิค Imaging plate พบว่าสารกัมมันตรังสีกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นการ์ดอย่างสม่ำเสมอ   6. การถ่ายภาพเพื่อดูลักษณะภายในของแผ่นการ์ดด้วยรังสีเอกซ์ ไม่พบชิ้นส่วนอื่นใดประกอบอยู่ภายในแผ่นการ์ด   ทั้งนี้ หากยูเรเนียมและทอเรียมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการแผ่รังสีต่ออวัยวะภายใน และเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดย ปส.เตรียมการวิเคราะห์การปนเปื้อนของวัสดุกัมมันตรังสีเมื่อนำแผ่นการ์ดแช่ในน้ำในลำดับต่อไป และเมื่อมีข้อมูลครบถ้วน ปส. อาจดำเนินคดีกับบริษัทผู้จำหน่ายต่อไป   อย่างไรก็ตาม ปส. จึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการครอบครองและใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของวัสดุกัมมันตรังสี วัสดุนิวเคลียร์ หรือวัตถุอันตรายดังกล่าว เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์หรือความคุ้มค่าแล้ว อาจได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าระดับรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไป   หากประชาชนผู้ใช้สินค้ามีข้อกังวลใจประเด็นที่ไม่ทราบว่าจะนำการ์ดดังกล่าวไปกำจัดที่ไหน สามารถประสานไปยังสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เพื่อจัดการต่อไป โทรศัพท์สอบถามได้ที่ 0-2596-7600 ต่อ 1123-4. ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/a1ONKzmJ_q0

 2,362
ข่าวภูมิภาค
14 มิ.ย. 62

เสียความรู้สึก! ถูกหลอกใช้บัตรพลังงาน แค้นเจอบัตรเมื่อไหร่ขอทำลายทิ้ง

ตายายเสียความรู้สึกที่ถูกหลอกใช้บัตรพลังงาน เจอบัตรเมื่อไหร่ขอทำลายทิ้งทั้งหมด แต่ขอบคุณบริษัท ที่ทำให้ตาสว่าง ส่วนตัวแทนขาย ปิดบ้านเงียบหาย ขณะที่ทางด้านคดียังไม่มีชาวบ้านคนใดเข้าแจ้งความ พร้อมกันนี้หลานสาวตายายผู้ที่มาเปิดเผยข้อมูลวอนหยุดด่า ตั้งใจทำเพื่อสังคมหากเป็นเรื่องหลอกลวง     เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 14 มิถุนายน 2562 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านศาลาดิน ม.7 ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พบนายเขียน ชาวบ้านที่เข้าร่วมอบรมการใช้บัตรพลังของบริษัทตัวแทนบริษัท เอ็กซ์เพิร์ทโปร เน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบัตรสมาร์ทการ์ด ที่อ้างว่าเป็นบัตรพลังงาน มีสรรพคุณในการรักษาโรค โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่างๆ ตามร่างกาย   นายเขียน เปิดเผยว่า ช่วงต้นเดือนที่ผ่านได้เข้ารับฟังการอบรมการใช้บัตรพลังงานและทดลองใช้ ในช่วงที่บริษัทมาทำการประชุมที่อ.เขาสวนกวาง โดยการใช้บัตรพลังงานแปะที่เข่า ที่มีอาการปวดมานาน แปะไว้ประมาณ 40 นาที รู้สึกดีขึ้นมา เดินไปมาสะดวกและคล่องตัวขึ้น กลับมาถึงบ้านจึงเล่าให้นางทองสี ผู้เป็นภรรยาฟัง และคิดว่าน่าจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและน้ำในหูของภรรยาได้ จึงขอเงินจากภรรยาจำนวน 1,500 บาท ไปซื้อบัตรพลังงานจากตัวแทนจำหน่ายในหมู่บ้านมาให้ภรรยาใช้ โดยภรรยาใช้บัตรดังกล่าวประมาณ 15 วัน อาการดีขึ้นมาก น้ำในหูที่เคยไหลก็หายไป จึงใช้มาเรื่อย กระทั่งหลานสาวมาจากกรุงเทพฯมาพบบัตรดังกล่าว พบเห็นการใช้บัตร จึงมีการพูดคุยกันว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรพลังงานที่ช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการปวดได้จริงหรือไม่ หลานสาวจึงนำบัตรไปให้สื่อมวลชนทำการตรวจสอบ จนกระทั่งมีการเผยแพร่ข่าวทางสื่อมวลชนและทราบว่าเป็นบัตรธรรมดา ไม่มีการรักษาโรคใดๆ ต้องขอบคุณบริษัทที่ทำบัตรออกมา ทำให้ชาวบ้านตาสว่าง และถ้าบัตรยังอยู่กับตัวเองจะสับและเผาไฟทิ้งทันที และเมื่อบริษัททำเช่นนี้ก็ให้รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ถ้าผิดก็ควรหยุด แต่ถ้าคิดว่าการกระทำดีแล้วก็ขอให้เจริญก้าวหน้า   ขณะที่นางทองสี กล่าวว่า ทราบแล้วว่าบัตรที่จุ่มน้ำ หรือรองแก้วน้ำดื่มนั้นเป็นบัตรธรรมดา ไม่ใช่บัตรพลังงานหรือบัตรรักษาโรค และรู้ว่าถูกหลอก แต่คงไม่แจ้งความเอาผิดใคร เพราะตัดสินใจซื้อจากตัวแทนเอง และจะขอเก็บบัตรดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกที่ได้จ่ายเงินซื้อมา และไม่ถือโทษโกรธใคร คิดว่าใครทำไม่ดี ผลก็จะตกกับคนคนนั้น   ทางด้านหลานสาวของนายเขียนและนางทองสี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ทำงานในกรุงเทพมหานคร ขณะกลับมาเยี่ยมบ้าน ตายายได้เอาบัตรพลังงานมาให้ดูและปรึกษาว่า บัตรนี้รักษาโรคได้จริงหรือไม่ เพราะซื้อมาในราคา 1500 บาท จึงได้สอบถามที่มาที่ไปของบัตรดังกล่าว และได้สอบถามกับตัวแทนขายในหมู่บ้าน ซึ่งทุกคนบอกว่าเป็นบัตรพลังงานจริง มีการปลุกเสกที่วัดป่าคำชะโนดจนมีพลัง ก็รู้สึกเอะใจ จึงกลับมาขอบัตรจากตายาย เอาไปให้เพื่อนนำไปตรวจสอบ กระทั่งสื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวออกมาว่าบัตรไม่สามารถรักษาโรคได้ มิหนำซ้ำยังถูกหลายคนด่าทอเสียๆหายๆว่ามายุ่งเรื่องนี้ทำไม ทำให้เกิดความยุ่งยากในหมู่บ้านจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต แต่เมื่อรู้ว่าบัตรไม่มีคุณสมบัติตามคำบอกเล่า ก็รู้สึกโล่งใจ เพราะคิดว่าหากบัตรดีก็คงมีการรับรองทางการแพทย์ ถ้าไม่ใช่ก็เป็นการช่วยชาวบ้านที่ยังหลงเชื่อให้ได้เข้าใจกันว่า บัตรที่ใช้เป็นเพียงบัตรธรรมดา ไม่ใช่บัตรพลังงาน ก็อยากให้ลูกหลานช่วยกันดูแลพ่อแม่ ตายายขอตัวเอง อย่าหลงเชื่อและอย่าใช้บัตรดังกล่าวอีก และวอนคนที่เคยด่าให้หยุดด่าแล้วกลับไปทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้น   ส่วนความเคลื่อนไหวของตัวแทนจำหน่ายบัตรในหมู่บ้านขณะนี้ แต่ละคนหายหน้าออกจากหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านต่างพูดกันว่า ประธานบริษัทมารับตัวแทนไปดูงานและท่องเที่ยวเป็นเวลา 3 เดือน จึงจะส่งตัวกลับมาที่บ้าน เช่นเดียวกับที่บ้านของนายทวี เพียอินทร์ คนขายบัตรให้ชาวบ้าน ก็ปิดบ้านเงียบ ซึ่งญาติบอกว่า ออกจากบ้านไปนานแล้ว โดยไม่ทราบว่าเดินทางไปที่ใด   ข่าวที่เกี่ยวข้อง    

 1,903
สังคม-อาชญากรรม
14 มิ.ย. 62

เจ้าของบัตรพลังงานลวงโลกพลิกลิ้น ยันรักษาโรคไม่ได้ แต่ชาวบ้านคิดไปเอง 'อ.อ๊อด' ผ่าพิสูจน์เจอสารอันตราย

จากกระแสข่าวชาวบ้านใน อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น แห่ซื้อบัตรพลังงาน อ้างมีสรรพคุณรักษาสารพัดโรค ขายในราคาใบละกว่า 1 พันบาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน   ด้านนายธนัช สุรินทร์ เจ้าของบริษัทเอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ตเวิค และเป็นแจกจ่ายบัตรพลังงาน ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทตนขายอาหารเสริมเป็นหลัก และได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. อย่างถูกต้อง   ต่อมาบริษัทต้นทางที่มาของบัตรพลังงาน จากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีเจ้าของเป็นชาวมาเลเซีย (ซึ่งปิดกิจการไปแล้ว) ก่อนปิดกิจการได้ส่งบัตรพลังงานมาให้บริษัทของตนเพื่อส่งเสริมการตลาด โดยการแจกเป็นของแถมให้ลูกค้าหลังซื้ออาหารเสริม จำนวน 1,000 ใบ พร้อมเอกสารจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ และจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งตนไม่ทราบว่าในเอกสารระบุว่าอย่างไร   ทั้งนี้ ทางบริษัทต้นทางได้บอกเพียงว่า บัตรพลังงานสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกายได้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี จึงนำมาแถมให้กับลูกค้า โดยไม่ได้โอ้อวดสรรพคุณใดๆ   ส่วนที่เป็นข่าวว่าบัตรพลังงานสามารถรักษาโรคต่างๆให้หายได้ และสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้นั้น เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลของลูกค้าที่นำไปทดลองกันเอง ซึ่งขณะนี้ตนได้แจกไปหมดแล้ว และไม่ได้มีการจัดจำหน่าย ส่วนเรื่องที่มีการซื้อขายบัตรนั้น ลูกค้าเป็นผู้นำไปซื้อขายกันเอง ทางบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้อง   หลังเป็นข่าว ตนและบริษัทได้รับผลกระทบอย่างมาก ถูกสังคมมองว่าตนเป็นคนลวงโลก หลอกลวง ซึ่งตนยอมรับว่า กังวลว่าจะถูกดำเนินคดี หลังจากนี้ตนก็จะไม่รับมาแจกอีกต่อไป   ทั้งนี้ตนยืนยันว่า บัตรดังกล่าวไม่สามารถรักษาโรคได้ เป็นเพียงการบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท่านั้น แนะนำให้ประชาชนรักษาโรคด้วยวิธีแผนปัจจุบันดีกว่า วอนลูกค้าอย่าโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง จนทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทเกิดความเสียหาย   ด้าน อ.อ๊อด หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เอกสารจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติที่นายธนัชนำมาให้ดูนั้นระบุว่า ในบัตรพลังงานนั้น มีสารประกอบมากมาย เช่น ตะกั่ว ปรอท ไททาเทียม ยูเรเนียม คลอรีน กำมะถัน อลูมิเนียม เหล็ก สังกะสี และอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่   ดังนั้นควรจะต้องส่งตัวอย่างบัตรไปตรวจอย่างละเอียดโดยกระบวนการวิทยาศาสตร์ ซึ่งการตรวจสอบเบื้องต้นจากการทดลองตัดบัตร พบว่าข้างในมีลักษณะเป็นผงสีขาว ซึ่งคาดว่าเป็นสารโลหะหนัก และจากการใช้เครื่องมัลติมิเตอร์ตรวจสอบ ไม่พบประจุไฟฟ้าอยู่ในบัตรแต่อย่างใด ส่วนเครื่องวัดประจุไออนที่นายธนัชได้นำมาใช้ ตนไม่เคยเห็น ตนจึงจะนำเครื่องดังกล่าวไปตรวจสอบอีกครั้ง   ต่อมาทีมข่าวได้นำบัตรพลังงานไปให้อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการทดสอบภายในเครื่องวิเคราะห์สเป็กตรัมรังสีแกรมมา เพื่อหาสารที่อยู่ในบัตรและวิเคราะห์ว่า สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่   จากการตรวจสอบพบว่า ในบัตรดังกล่าว มีสารกัมมันตรังสีธรรมชาติอยู่ภายในบัตร รังสีแกรมมาที่พบ เป็นธาตุกลุ่มทอเรียม นอกจากนั้นยังพบธาตุยูเรเนียมปะปนเล็กน้อย ซึ่งการที่ประชาชนสัมผัสรังสีแกรมมา หรือรับสารกัมมันตภาพเข้าไปในร่างกายมากๆ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ยืนยันว่าบัตรนี้ไม่ได้ช่วยรักษาโรคและประหยัดพลังงานแต่อย่างใด   ในส่วนความคืบหน้าทางคดี ทหารใช้มาตรา 44 งัดประตูบุกตรวจสอบ พบปิดบริษัทหนี ขณะที่สาธารณสุข จังหวัดสงขลา เตรียมตรวจสอบบริษัทบัตรพลังงาน เผยเคยถูกจับกุมมาแล้ว ก่อนที่จะมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งจะติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Qg0GgUveu98

 4,533
แชร์ออฟเดอะเดย์
06 ก.พ. 62

หนุ่มป่วยโรคไตเปิดใจ แจงนำเงินบริจาคซื้อรถจริง ใช้ไปล้างไต-ขับขายของ ยันไม่ได้ซื้อมือถือให้แฟน

จากกรณีที่เพจ Red Skull ช่วยเหลือเหยื่อจากชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ไดแชร์ข้อมูลซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากหนุ่มรายหนึ่งได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เพื่อขอเงินบริจาคจากชาวเน็ต ไปให้ผู้ป่วยโรคไต แต่พบว่า หลังจากได้รับเงินบริจาคจำนวนเงินถึง 8 แสนบาท ก็มีการนำเงินไปซื้อรถ แต่งรถ ไถ่ที่นา และซื้อโทรศัพท์มือถือ โดยมีหลักฐานเป็นภาพที่ลงในเฟซบุ๊กต่างๆ   โดยเพจดังกล่าวได้ระบุว่า “ให้สังคมตัดสินละกัน แบบนี้สมควรไหม เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้คนที่คิดเปิดรับบริจาคให้ใครเก็บเอาไปคิด ผู้ชายที่ชื่อ GagerPPatt ได้เปิดรับบริจาคเงินช่วยชายคนนึงที่ชื่อสุดแผ่นดิน ที่ป่วยเป็นโรคไต   แต่หลังจากได้เงินบริจาค 800,000 นายสุดแผ่นดิน กลับนำเงินไปซื้อรถ 3.6 แสน ( ใช้ขายผลไม้ ) ไถ่ที่นาของแม่ 2 แสน แล้วก็ซื้อมือถือให้แฟน 1 เครื่อง ล่าสุดได้ซื้ออุปกรณ์แต่งรถอีกด้วย เงินที่เหลือ 3 แสนฝากไว้ที่แม่เพื่อใช้เป็นค่ารักษาโรคไต การใช้เงินแบบนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าข่าย ฉ้อโกงประชาชนไหม”   ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของนายศรายุทธ พ่วงสอาด อายุ 28 ปี หรือนายเพียว ในพื้นที่ ต.น้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด เพื่อสอบถามความจริง โดยพบกับนายเพียวกำลังล้างไตอยู่ในห้อง ผู้สื่อข่าวได้ทำการสอบถามแม่ของนายเพียว ซึ่งคุณแม่นายเพียวได้วิงวอนสังคมให้หยุดว่าลูกตนลวงโลก   เหตุผลที่ลูกต้องนำเงินบริจาคมาซื้อรถมือสองในราคา 3 แสนกว่าบาทนั้น โดยทางครอบครัวได้ปรึกษาและเห็นว่า การเดินทางที่ต้องนำน้ำยาล้างไตไปตรวจที่โรงพยาบาลชลบุรีแต่ละครั้งนั้นต้องเช่ารถไปกลับครั้งละ 3 พันบาท ต่อครั้ง ซึ่งยอมรับว่ามันเป็นเงินบริจาคที่ช่วยเหลือให้รักษาตัวจริง ถ้าเกิดการกระทำครั้งนี้มันผิดพลาดด้วยความจำเป็นก็ต้องขอโทษทางสังคมและผู้ใจบุญที่ร่วมบริจาคเงินช่วยลูกชายด้วย   ด้านนายเพียว ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้นำเงินที่ผู้ใจบุญบริจาคนำซื้อรถจริง และเป็นชื่อของตนเองไม่ใช่เป็นชื่อพ่อตาเหมือนที่กระแสข่าวโซเชี่ยลได้กล่าวถึง ส่วนเรื่องที่บอกว่าตนซื้อโทรศัพท์ให้แฟนนั้นไม่เป็นความจริง ตนเองยอมรับว่าซื้อโทรศัพท์แต่ซื้อไว้ใช้เอง เพราะเครื่องเก่าที่ใช้อยู่มันพังจึงซื้อเครื่องใหม่มาใช้   ส่วนรูปที่เห็นในโซเชียลว่าตนถือโทรศัพท์ถ่ายรูปกับแฟนรูปนั้น เป็นรูปถ่ายคู่กันเท่านั้น ซึ่งตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนเอารูปจากเฟชบุ๊กของตนมาลงเพื่อสร้างกระแส โดยตนเองไม่ได้นำเงินบริจาคช่วยเหลือจากผู้ใจบุญมาซื้อโทรศัพท์ให้แฟนแต่อย่างใด   ส่วนรถยนต์กระบะตนเองยอมรับว่าซื้อมาจริงและตนต้องกราบขอโทษที่ต้องนำเงินบริจาคมาซื้อรถกระบะ ซึ่งมันจำเป็นมากสำหรับผู้ป่วยอย่างตนเอง ที่ต้องนำน้ำยาล้างไตไปตรวจยังโรงพยาบาลที่ จ.ชลบุรี ซึ่งมันมีหลายลังไม่สามารถเอาไปได้ และต้องเช่ารถเพื่อนบ้านครั้งละ 3 พันบาท ตนเห็นว่าได้เงินมาก็อยากจะลดค่าใช้จ่ายลงบ้าง   และที่สำคัญหากตนเองแข็งแรงขึ้นมาบ้าง ก็จะนำรถกระบะไปทำมาหากินต่อยอดสร้างรายได้เลี้ยงยายบ้าง ส่วนที่มีกระแสว่าตนเองนำเงินไปให้แม่ 1 แสนบาทก็ไม่เป็นความจริง ซึ่งเงินแสนบาทตนเองเอาไปใช้หนี้แม่ยายซึ่งยืมมาตอนป่วย โดยแม่ยายได้นำที่ดินไปจำนองไว้ จึงได้คืนเงินให้แม่ยายไปถ่ายที่คืน   ทั้งนี้ตนเองต้องขอโทษถ้าสังคมมองว่าตนเองใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือลวงโลก ซึ่งขอยอมรับผิด แต่ยังคงยืนยันว่าไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือลวงโลกแต่อย่างใด และยอดเงินที่ผู้ใจบุญร่วมบริจาคมาทั้งหมด 8 แสน ขณะนี้ยอดเงินในบัญชีเหลือ 3 แสนกว่าบาท ซึ่งตนเองจะนำไปใช้กับสิ่งที่จำเป็นที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WOpQQMLJ17I

 34,070
สังคม-อาชญากรรม
08 ก.ย. 61

โอละพ่อ! 'พีท' พ่อค้าหวยสารภาพลวงโลกจริง รับตัดต่อหวย ไม่มีลูกค้าที่ถูกรางวัล 90 ล้าน

    ความคืบหน้ากรณีเพจดัง ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความว่า "เคสที่บอกขายหวย 90 ล้าน อาจโอละพ่อไม่จริง ชมรมขอท้าพิสูจน์มั่นใจว่า หวังผลบางอย่างจึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน" จนทำให้เกิดกระแสดราม่าในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก ว่านายธนวรรธน์ หรือ พีท คำแหงพล อายุ 35 ปี เจ้าของแผงขายลอตเตอรี่ 90 ล้าน ลวงโลกหรือถูกดิสเครดิตกันแน่นั้น   ล่าสุด เพจ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความว่า "พีทยอมรับสารภาพแล้วว่าโกหกเคสหวย 90 ล้าน ตำรวจกำลังนำตัวไปสอบสวน" ส่วนรูปถือลอตเตอรี่เลขชุด 15 ใบ หมายเลข 734510 งวดประจำวันที่ 1 ก.ย.2561 อ้างว่าถูก 90 ล้านบาทนั้น เป็นการถ่ายรูปเล่นที่ปั๊มน้ำมัน โดยนำมาตัดต่อเลขตัวหน้าเป็นเลข 7 แล้ว ส่งกันในกลุ่มไลน์ ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ยอมรับว่าไม่มีลูกค้าที่ถูกหวย 90 ล้าน   ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังไปที่บ้านของนายธนวรรธน์ ที่ จ.สมุทรสาคร แล้ว แต่ไม่พบตัวและไม่สามารถติดต่อได้ ส่วนแผงขายลอตเตอรี่ในปั๊มก็ปิดเงียบ

 33,147

Top