ค้นหา :

ผลการค้นหา "จับผิดตัว"

สังคม
11 ก.พ. 63

จับได้แล้ว 4 หนุ่มอุ้มลูกชายร้านอาหารทะเล รับสารภาพจับผิดตัว

ความคืบหน้ากรณีลูกชายเจ้าของร้านอาหารทะเลโดนอุ้มกลางวันแสกๆ กลางงานบวช ที่วัดย่านตลิ่งชัน ไม่ทันข้ามวันตำรวจตามจับตัวได้แล้ว 4 คนและเตรียมนำตัวไปทำแผนช่วงบ่ายวันนี้    กลุ่มชายฉกรรจ์ 5 คน ลงจากรถกระบะ พร้อมใช้ปืน เข้าข่มขู่บังคับให้นาย เต้ ชายเสื้อขาว ขึ้นรถกระบะ 4 ประตู แล้วยิงปืนขึ้นฟ้าข่มขู่ บริเวณวัดน้อยใน แขวงและเขตตลิ่งชัน จากนั้นได้โทรกลับมาข่มขู่ญาติว่า หากแจ้งความจะทำร้ายพี่ชาย ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดกล้องวงจรปิดหน้ารถบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ทั้งหมด    น้องสาวผู้เสียหายจึงนำคลิปมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อให้ติดตามตัวคนร้าย ต่อมา กลุ่มคนร้ายติดต่อเฟซบุ๊กแชทมาขอเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้นอ้างว่า อุ้มผิดตัว โดยจะจ่ายเงินให้ 4 หมื่นบาทแต่ครอบครัวไม่ยอมและเมื่อคืนนี้ที่ผ่านมาตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ตามจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว 4 คน คือ นาย เอกพล เอี่ยมวิสูตร, นาย เชิดศักดิ์ คุ้มภักดี, นาย จตุพร ศรีสวัสดิ์ และ นาย นิธิกร พวงสุนทร ผู้ต้องหาอ้างว่า กลุ่มของเขาถูกนายเอกทำร้าย จึงได้รวบรวมพรรคพวกตามมาล้างแค้น แต่ว่าผิดตัว   พล.ต.ต. เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ณ. ตอนนี้เขาบอกว่าเหตุเกิดจากทำร้ายร่างกาย ลูกน้องที่มีชื่อว่า เอก เหมือนกัน ถูกกลุ่มของผู้เสียหายทำร้าย แต่ต้องลองสืบอีกทีว่าเกิดจากเหตุทวงหนี้หรือไม่     เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้ง 5 ข้อหา คือ ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่รับอนุญาต, ร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง, ร่วมกันยิงปืนในเมือง หรือที่ชุมชน, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย และในช่วงบ่ายวันนี้ตำรวจจะนำตัวทั้ง 4 คนไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และฝากขังที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 คนที่หลบหนี เตรียมขออนุมัติศาลหมายจับแล้วเช่นกัน

 8,036
ปากท้องร้องทุกข์
21 ม.ค. 62

ชายวัย 53 โอดถูกจับชนแล้วหนี ทั้งที่ขับรถไม่เป็น-อยู่คนละจังหวัด ต้องกู้หนี้มาประกันตัว

ระยอง-นายอุทัย ศรีมา อายุ 53 ปี ร้องเรียนสื่อมวลชน หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับรถชนคนตาย เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2548 ในพื้นที่ สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง ทั้งที่ขับรถไม่เป็น   เมื่อไปพบตำรวจที่ออกหมายเรียก ก็ได้รับแจ้งว่า อาจออกหมายเรียกผิดตัว เพราะมีคนชื่ออุทัย ศรีมา ทั่วประเทศถึง 4 คน และ 1 ใน 4 มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกด้วย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2560 ได้กลับมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านในอ.เขื่องใน ก็ถูกตำรวจ สภ.เขื่องใน มาพบที่บ้านพร้อมแสดงหมายจับในคดี แล้วส่งตัวไปให้ตำรวจ สภ.บ้านค่าย รับตัวไปดำเนินคดี ทำให้ต้องนำที่ดินที่เช่ามาจากเพื่อนบ้านไปใช้วางประกันตัว ในราคา 120,000 บาท ถึงได้รับการประกันตัว   ตั้งแต่ขอประกันตัวออกมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ต้องเดินทางจากอุบลราชธานี ไปรายงานตัวกับตำรวจ และสำนักงานอัยการระยองทุกเดือน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางไปกลับครั้งละ 5-6 พันบาท ต้องขายที่ดิน และยืมเงินจากกองทุนต่างๆ ทำให้ครอบครัวเป็นหนี้สินจากการต่อสู้คดีมากว่า 3 แสนบาท   พยานที่เป็นคนเจ็บที่อยู่ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งมาชี้ตัวก็ระบุว่า ผมไม่ใช่คนขับ แต่ตำรวจยังแจ้งข้อหาและส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณา อัยการก็ได้ตีสำนวนกลับให้สอบสวนเพิ่ม เนื่องจากหลักฐานอ่อนไม่พอฟ้อง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทำอะไร บอกว่าอยู่ระหว่างส่งสำนวนให้บก.ภ.จว.ระยองพิจารณา ซึ่งทำให้เดือนร้อนมากต้องเสียค่าใช้จ่ายไปรายงานตัวทุกเดือน   จึงอยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงยุติธรรม เข้ามาดูแลสำนวนการสอบสวนด้วย หากผมไม่ผิดก็ควรจะได้รับการปล่อยตัว ไม่ใช่ยังดึงเรื่องไว้โดยไม่ทำอะไร ซึ่งล่าสุดผมได้ร้องทุกข์ไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จึงขอมาเปิดเผยเรื่องราวกับสื่อมวลชน เพราะทนไม่ไหวกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป และเสียเวลาในการประกอบอาชีพที่ผ่านมาด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-T2gQfYHV0I

 12,394
ปากท้องร้องทุกข์
18 ก.ย. 61

แม่ร้องลูกถูกยิงดับกลางป่า แต่ ตร.จับคนร้ายผิดตัว ชี้มือปืนตัวจริงเป็นลูก ผญบ.

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พานางวันใหม่ ชูพันธ์ แม่ของนายรัฐพงศ์ อินแก้ว ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง พื้นที่สถานีตำรวจภูธรวิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังครอบครัวเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไม่ใช่ผู้ก่อเหตุตัวจริง แต่มีการสลับตัวผู้ต้องหาเพราะผู้ก่อเหตุเป็นลูกชายผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่   โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นกลางดึกวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 หลังนายรัฐพงศ์กับเพื่อนรวม 11 คน ได้เข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ผ่านทางอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าไปเก็บน้ำผึ้งป่า แต่ระหว่างพักค้างแรมในป่า หนึ่งในกลุ่มเพื่อนอ้างว่าได้ทำปืนลั่นถูกนายรัฐพงศ์ กระสุนตัดขั้วหัวใจเสียชีวิตระหว่างทาง ขณะนำออกมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง   นายอาทิตย์  ไกรนรา หรือนายบ่าว เพื่อนที่เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รับสารภาพกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นคนทำปืนลั่นถูกนายรัฐพงศ์  และมีพยานให้การว่าเห็นนายอาทิตย์ ถือปืนลูกซองยาวก่อนที่จะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับนายอาทิตย์ และสรุปสำนวนส่งอัยการเป็นที่เรียบร้อย   ขณะที่นางวันใหม่ แม่ของผู้ตาย ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า ลูกของตนไม่ได้เสียชีวิตจากปืนลั่นอย่างที่กล่าวอ้าง โดยวันเกิดเหตุหลังมีคนมาบอกว่าลูกถูกยิงแต่ไม่ได้บอกว่าเสียชีวิต ตนจึงรีบไปรอรับศพลูกชายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้จุดเกิดเหตุ จากนั้นมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเข้ามาพูดกับตนว่าจะให้จบเรื่องตรงนี้มั้ย และมีการไปพูดกับหนึ่งในกลุ่มที่ไปหาน้ำผึ้งป่าด้วยกันออกมารับสารภาพ    จากนั้นเช้าวันที่ 5 พฤษภาคม นายผิน พ่อของนายสายชลหนึ่งในกลุ่มที่ไปหาน้ำผึ้งป่าด้วยกัน ไปบอกกับสามีของตนว่านายปาล์ม ลูกผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งเป็นคนทำปืนลั่นใส่นายรัฐพงศ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุจริง ตนจึงสงสัยทำไมตำรวจไม่สอบสวนอย่างละเอียดและจับผู้ต้องหาผิดตัวเพียงคำรับสารภาพเท่านั้น ส่วนปืนที่นำมาก่อเหตุเป็นของผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าว และเป็นปืนเถื่อนทราบว่ามีการหาปืนที่มีใบอนุญาตมาสวมแทน   สงสัยปมก่อเหตุ 2 ประเด็น คือ นายปาล์มผู้ก่อเหตุเคยผิดใจกับลูกชายของตนมาก่อน และลูกชายถูกกล่าวหาว่าไปขโมยไก่ชนของผู้ก่อเหตุก่อนหน้านี้หรือไม่ เชื่อว่าตั้งใจยิงไม่ใช่เหตุปืนลั่น วันเกิดเหตุตำรวจก็ไม่เข้าไปตรวจสอบ ตอนนำศพออกมาจากป่าแล้วก็ไม่นำกลุ่มเพื่อนทั้ง 10 คนไปสอบปากคำ ตนพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกชายเพื่อจับกุมผู้ต้องหาตัวจริงให้ได้ โดยไปพบ พ.ต.อ.วันชัย  ปาละวัน  ผู้กำกับการ สภ.วิภาวดี ในขณะนั้น  ผลตอบรับที่ได้คือมีการพูดปกป้องผู้ต้องหา ระบุว่ามีคนรับสารภาพแล้วทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการสอบสวน   ด้านนายอัจฉริยะ ระบุว่า คดีนี้มีข้อพิรุธในสำนวนคดีหลายอย่าง เช่น พนักงานสอบสวนไม่นำผู้ต้องหาไปชี้ที่เกิดเหตุ ไม่มีการเก็บคราบเขม่าดินปืนและดีเอ็นเอจากผู้ต้องหา ไม่พาเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่มีการสอบปากคำแพทย์นิติเวช และไม่พบของกลางอาวุธปืนที่ใช้ ครอบครัวจึงเชื่อว่าพนักงานสอบสวน สภ.วิภาวดี มีส่วนช่วยเหลือผู้ต้องหา จึงขอให้มีการย้าย พ.ต.อ.วันชัย  ปะลาวัน อดีตผู้กำกับการ และ พ.ต.ท.กำธร จันทร์ฉาย รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.วิภาวดี เจ้าของคดี ออกนอกพื้นที่และเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน   พ.ต.ท.กำธร  จันทร์ฉาย รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.วิภาวดี เจ้าของคดี  เผยว่า หลังจากที่นายอาทิตย์ หรือนายอาทิตย์ รับสารภาพได้นำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพในวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 โดยไม่ได้ประสาน พฐ.เข้าไปตรวจสอบด้วย เพราะไม่พบร่องรอยกระสุนปืน พบแต่ปลอกกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ ยอมรับไม่ได้สอบปากคำแพทย์นิติเวช และไม่ได้ตรวจคราบเขม่าดินปืนที่ตัวนายอาทิตย์ เนื่องจากเกิน 24 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ระดมกำลังหาปืนของกลางภายในป่าและค้นบ้านผู้ต้องหาแต่ก็ไม่พบ    “จากการสอบปากคำนายสายชล 1 ในกลุ่มเพื่อนที่ไปตีผึ้งให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ออกมาขมาป่าเพื่อจะตีผึ้งบริเวณโคนต้นไม้ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 300 เมตร หลังจากที่นายสายชลได้ยินเสียงปืนดังเห็นนายอาทิตย์สิ่งถือปืนวิ่งสวนเขาไป ผ่านไป 15 นาที นายสายชลพร้อมพวกพากันไปดู เห็นนายอาทิตย์วิ่งกลับมา และร้องไห้รับสารภาพว่าทำปืนลั่นใส่เพื่อน ขณะนั้นนายรัฐพงศ์ ยังไม่ตายทุกคนก็ช่วยยื้อชีวิต โดยการหาไม้มาทำแคร่หามออกจากป่า แต่ทางค่อนข้างยากลำบาก นายอาทิตย์ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและได้เสียชีวิต   จากนั้นนายสายชลและเพื่อนอีก 1 คน เดินออกมาส่งข่าวกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านไปบอกนายผิน และนายผินไปบอกพ่อของผู้ตายให้ไปดูศพ ทุกคนในครอบครัวก็ไปพร้อมกับตน วันที่ที่ 11 พฤษภาคมตอนไปชี้จุดเกิดเหตุชวนญาติผู้ตายแต่ไม่มีใครไปด้วย ส่วนที่ญาติระบุว่ามีการสลับตัวผู้ต้องหามารับผิดแทนตนก็เพิ่งทราบ”   ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ สั่งการให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวนและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายตำรวจทั้ง 2 นาย พร้อมสั่งให้พนักงานสอบสวนชุดใหม่ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่ครอบครัวติดใจมาชี้แจงภายใน 7 วัน รวมถึงให้ตรวจสอบกรณีกลุ่มเพื่อนผู้เสียชีวิตที่เข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาติ ซึ่งความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tjUNx-tWnn4

 5,174
ต่างประเทศ
03 ก.ย. 61

หนุ่มสหรัฐฯ เรียกร้องเงินชดเชย 1 ล้านดอลลาร์ หลังถูกจับผิดตัว-ติดคุกนาน 17 ปี

สำนักข่าว metro นำเสนอเรื่องราวของ ริชาร์ด โจนส์ ชายชาวสหรัฐฯ วัย 42 ปี เรียกร้องเงินชดเชยจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32 ล้านบาทจากรัฐมิสซูรี รวมทั้งขอความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อใช้สำหรับค่าเล่าเรียนของลูกๆ , ซื้อบ้าน และการให้คำปรึกษาในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลังถูกจับผิดตัวทำให้ต้องโทษจำคุกนานถึง 17 ปี ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะเขาและคนร้ายตัวจริงมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมาก   ริชาร์ด โจนส์    รายงานข่าวระบุว่า ชายหนุ่มถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีปล้นอาวุธเมื่อปี 1999 หลังพยานยืนยันว่าเป็นตัวเขา แต่ระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ มีนักโทษหลายคนบอกว่าเขาหน้าเหมือน ริกกี้ อามอส เขาจึงตัดสินใจติดต่อองค์กรช่วยเหลือนักโทษที่ถูกตัดสินโดยไม่เป็นธรรม แม้จะเคยยื่นอุทธรณ์หลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ      ริกกี้                                            ริชาร์ด   กระทั่งในที่สุดเขาได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งดีเอ็นเอและรอยนิ้วมือที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าริชาร์ดเป็นคนร้าย อีกทั้งวันเกิดเหตุยังพบว่าเขาอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไปอีกฟากหนึ่งของเมือง ในขณะที่ริกกี้อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุมากกว่า     โดยริชาร์ดเปิดใจว่า ตอนนี้เขาพยายามทำหน้าที่พ่ออย่างดีที่สุด หลังพลาดโอกาสได้เห็นลูกสาวที่ขณะนี้มีอายุ 24 ปี และ อายุ 19 ปี เติบโต เขายอมรับว่าตัวเองไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่การต้องพลัดพรากจากครอบครัวไปทั้งที่ไม่มีความผิดเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก     ด้านทนายความของริชาร์ดเปิดเผยว่า ลูกความของเขาหวังว่าจะได้รับการเยียวยาบาดแผลครั้งนี้ ซึ่งเงินชดเชยก้อนใหญ่จะสามารถช่วยให้ชีวิตของเขาเดินหน้าต่อไปได้         

 7,116

Top