ค้นหา :

ผลการค้นหา "คดีฟอกเงินบิทคอยน์"

สังคม-อาชญากรรม
01 พ.ย. 61

พ่อ-แม่ ‘บูม’ ปัดเอี่ยวคดีฟอกเงิน ยืนยัน เงินที่ได้จากลูกชายมาจากธุรกิจครอบครัว

ภายหลังนายวิสิทธิ์ และ นางเลิศฉัตรกมล จารวิจิต พ่อและแม่ของนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ ‘บูม’ ดารานักแสดง การเข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินนานกว่า 2 ชั่วโมง นายจิรัชพิสิษฐ์ ระบุว่า พ่อและแม่ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ว่าเงินที่ได้รับโอนจากนายปริญญา จารวิจิต ลูกชายคนโตนั้น ได้มาจากการทำธุรกิจของครอบครัว และยืนยันไม่รู้จักกับนักธุรกิจชาวฟินแลนด์    โดยวันนี้ (1 พ.ย.) ได้นำเอกสารเส้นทางการเงินมาชี้แจงกับตำรวจถึงที่มาของเงินที่ได้รับโอนและหลังจากนี้จะกลับไปรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายมาชี้แจงเพิ่มเติม ยอมรับรู้สึกโล่งใจที่วันนี้พ่อและแม่ได้รับการปล่อยตัว ทางครอบครัวพร้อมต่อสู้คดี ส่วนการยื่นประกันตัวของนายปริญญา เป็นเรื่องของทีมทนายดำเนินการขณะที่พ่อและแม่ได้ขอความยุติธรรม เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวด้วย  

 1,160
สังคม-อาชญากรรม
01 พ.ย. 61

พ่อ-แม่ ‘บูม’ เข้ารับทราบข้อหาร่วมฟอกเงิน หลังรับโอนเงิน 90 ล้าน จากลูกชาย

หลังตำรวจกองปราบปรามออกหมายเรียกให้นายวิสิทธิ์ และ นางเลิศฉัตรกมล จารวิจิต พ่อและแม่ของนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม ดารานักแสดง เข้ารับทราบข้อกล่าวตามหมายเรียกในความผิดร่วมกันฟอกเงิน คดีที่หลอกนักลงทุนชาวฟินแลนด์ ร่วมลงทุนในสกุลเงินบิทคอยน์ มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท   ในช่วงสายวันนี้ (1 พ.ย.) นายจิรัชพิสิษฐ์ นำนายวิสิทธิ์ และนางเลิศฉัตรกมล เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแล้ว โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างรับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำอยู่   สำหรับการออกหมายเรียกทั้ง 2 คนในวันนี้ เนื่องจากหลังตำรวจพบว่า นางเลิศฉัตรกมล รับโอนเงินจำนวน 90 ล้านบาท จากนายปริญญา ก่อนจะโอนต่อให้นายวิสิทธิ์ จำนวน 55 ล้านบาท  

 1,234
สังคม-อาชญากรรม
30 ส.ค. 61

'บูม' ปฏิเสธฉ้อโกงบิทคอยน์ พี่ชายเลื่อนพบ ตร.ยันกลับมาสู้คดีแน่ พร้อมโอนเงินคืนคู่กรณี

ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ออกหมายเรียก 5 ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฟอกเงินคดีโกงเงินบิทคอยน์จาก นายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ มูลค่า 797 ล้านบาท   ประกอบด้วย 1.นายปริญญา จารวิจิต 2.นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดงและนายแบบ 3.นายธนสิทธิ์ จารวิจิต น้องชายของนายปริญญา 4.นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอ็กเปย์ จำกัด และ 5.นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย แต่นายชาคริส และนายประสิทธิ์ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้แล้วนั้น   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (29 ส.ค.) เวลา 10.00 น. บูม จิรัชพิสิษฐ์ ดารานักแสดง พร้อมด้วยพี่ชายคือนายธนสิทธิ์ ได้เดินทางเข้า ตร.ตามหมายเรียก โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยใช้เวลาในการสอบปากคำกว่า 3 ชั่วโมง ทั้งคู่ต่างให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวทั้งคู่ให้กลับไปได้ เนื่องจากเป็นการเดินทางเข้ามาพบตามหมายเรียก   เบื้องต้น พนักงานสอบสวนพบว่า นายจิรัชพิสิษฐ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง เป็นผู้รู้เห็นในการเจรจาซื้อ-ขายหุ้นระหว่างนายปริญญา กับพวก รวมทั้งเป็นคนเปิดบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับบิตคอยล์จากนายเออาร์นี ผู้เสียหาย ซึ่งนายจิรัชพิสิษฐ์ ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของพี่ชาย แต่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามยืนยันว่ามีพยานหลักฐานมากเพียงพอ ที่จะแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงได้   นายจิรัชพิสิษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เบื้องต้นตนขอให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดร่วมกับนายปริญญา พี่ชายคนโต ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องตนและครอบครัวก็ยังไม่เคยติดต่อ หรือสอบถามกับนายปริญญาถึงเรื่องคดีแต่อย่างใดแต่อย่างใด ขณะที่ นายธนสิทธิ์ขอปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนใดๆทั้งสิ้น   ในส่วนนายปริญญาได้ทำหนังสือขอเลื่อน โดยระบุสาเหตุว่าอยู่ในระหว่างการติดต่องานทางธุรกิจที่สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ซึ่งได้เดินทางออกมานอกประเทศก่อนจะมีการร้องทุกข์กล่าวหาจนมีการออกหมายจับ พร้อมยืนยันว่าเมื่อเสร็จภารกิจรวมทั้งได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเอ็นเอ็กซ์ เซน อินส์ จำกัด ที่เป็นบริษัทที่ตกลงซื้อขายหุ้นซึ่งตั้งอยู่ที่สหรัฐฯเพื่อเป็นหลักฐานในการสู้คดี จะรีบเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเข้ามอบตัว โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาหลบหนีหรือหน่วงเวลา   นอกจากนี้ในหนังสือดังกล่าวของนายปริญญา ได้ระบุอีกว่า ขอให้ถ้อยคำเบื้องต้นว่าในการซื้อขายหุ้นและเหรียญดรากอนคอยน์กับนายอาร์นี เป็นการซื้อขายที่มีการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต และไม่ได้มีการฉ้อโกงเกิดขึ้น เพียงแต่นายอาร์นี่ได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมไปเปิดบัญชี ในการขอรับการโอนหุ้นและเปิดกระเป๋ารับเหรียญดรากอนคอยน์ จากบริษัทที่ทำการขายซึ่งจะโอนเข้ามาให้   เพราะในการตกลงซื้อขายหุ้นของบริษัทเอ็นเอ็กซ์ เซน อินส์ ผู้ซื้อทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการซื้อขายหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยผู้ซื้อจะต้องไปเปิดบัญชีในระบบอินเตอร์เน็ต แต่ผู้ซื้อไม่ยอมไปเปิดบัญชีทำให้ผู้ขายไม่สามารถโอนหุ้นและเหรียญให้กับนายอาร์นี่ได้   และจากการประสานงานกับบริษัทผู้ขายเหรียญดรากอนคอยส์ ก็พร้อมจะโอนเหรียญให้กับนายอาร์นี่ทันที จึงขอให้นายอาร์นี่เปิดบัญชีหรือกระเป๋ารับเหรียญเท่านั้น พร้อมทั้งชี้แจงที่นายอาร์นี่กล่าวหาใน 3 ประเด็น และยืนยันว่าการกระทำของเขาและผู้กล่าวหาอื่นๆ ไมได้เป็นการหลอกลวงนายอาร์นี่ตามที่มีการกล่าวหา สุดท้ายในหนังสือดังกล่าวได้ขอความเป็นธรรมให้กับเขาและครอบครัวด้วย   โดยนายปริญญา ได้เปิดเผยกับทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้เพิ่มเติมว่า เมื่อเสร็จธุระที่สหรัฐฯแล้วจะเดินทางกลับมาสู้คดีที่ประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะเรื่องคดีไม่กลัวพร้อมสู้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ตนกลัวคืออำนาจมืดจากตำรวจเพราะโดนข่มขู่ตลอด ทั้งนี้ยืนยันว่าน้องชายทั้ง บูม จิรัชพิสิษฐ์ และนายธนสิทธิ์ไม่เกี่ยวข้องและไม่ทราบรายละเอียดใดๆ โดยคนที่ทราบดีคือนายชาคริตและอาร์นี่   ส่วนที่นายประสิทธิบอกว่า ตนไม่จ่ายคืนนายอาร์นี่และขอผลัดผ่อนมาตลอดนั้น ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง โดยตนมีพยานหลักฐานว่านายประสิทธิ์เอาหุ้นไปจำนำปั่นหุ้น จนตนจับได้ เเละต้องเอาหุ้นแอ้ปเปิ้ลเวลมาค้ำประกันกับตน ซึ่งตอนนี้ใบหุ้นยังอยู่กับตนอยู่เลย และเมื่อตนกลับถึงไทยก็จะมีการแถลงข่าวและจะฉีกโชว์ด้วย ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4urF_EfLXn4

 1,238
สังคม-อาชญากรรม
28 ส.ค. 61

รอง ผบก.ป. เผยผลสอบ 'พ่อ-แม่' บูม คดีฟอกเงินบิทคอยน์อยู่ระหว่างรอผลสรุปเข้าข่ายความผิดใดบ้าง

(28 ส.ค. 61 ) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการกองปราบปรามเปิดเผยความคืบหน้าการสอบปากคำ นางเลิศฉัตรกมล และนายสุวิทย์ จารวิจิต พ่อแม่ ของนายปริญญา และนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต ผู้ต้องหาร่วมกันฟอกเงิน คดีโกงเงินบิตคอยน์จาก นายเออาร์นี โมตาวา ซาริมา ชาวฟินแลนด์ ว่า จากการสอบปากคำนางเลิศฉัตรกมล ยอมรับว่าเปิดบัญชีหลายบัญชี เพื่อให้นายปริญญา ใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน และสามารถโอนเงินเข้าออกได้ โดยนายปริญญาเคยโอนเงินเข้าบัญชีให้รวมกว่า 100 ล้านบาท และได้โอนต่อให้นายสุวิทย์ สามี จำนวน 55 ล้านบาท    นอกจากนี้นายปริญญายังเคยโอนเงินออกจากบัญชี ไปเข้าบัญชีที่เปิดใหม่ภายในวันเดียวกันถึง 4 บัญชี ยอดรวมกว่า 67 ล้านบาท ซึ่งลูกชายอ้างว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการทำธุรกิจ และที่ต้องโอนเงินเข้าออกหลายบัญชี เพื่อให้มีรายการเดินบัญชีที่ดี สร้างเครดิตกับธนาคาร   พ.ต.อ.ชาคริต เผยว่าโดยพฤติกรรมแม่ย่อมทราบว่าลูกชายประกอบอาชีพอะไร ทำธุรกิจอะไร การรับโอนเงินจำนวนมากขนาดนี้ ย่อมควรจะทราบว่าเป็นเงินที่ผิดปกติ ซึ่งขณะนี้เชื่อว่าพยานหลักฐานน่าจะเพียงพอที่จะให้ดำเนินคดีต่อ แต่พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานว่าจะเข้าข่ายความผิดใดบ้าง   ส่วนความคืบหน้ากรณีที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้ ร้อยเอกธรรมมนัส พรหมเผ่า หรือผู้กองธรรมมนัส ที่รับโอนหุ้นกว่า 400 ล้านหุ้นจากนายปริญญา เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในวันนี้นั้น ล่าสุดร้อยเอกธรรมนัสได้ส่งทนายมาขอเลื่อนเข้าให้ปากคำออกไปเป็นวันที่ 12 กันยายน เวลา 10 น. เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัวอยู่ที่จังหวัดพะเยา    ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (29ส.ค.61) พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนายจิรัชพิสิษฐ์ หรือบูม เข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกง พร้อมกับพี่ชายอีก 2 คน และนายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอ็กเปย์ จำกัด รวมถึงนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ นายหน้าค้าหุ้น ขณะที่นายปริญญา ยังไม่ติดต่อขอมอบตัวสู้คดี ส่วนแม่ของนายปริญญา ก็ไม่ทราบว่านายปริญญาอยู่ที่ใด   ข่าวที่เกี่ยวข้อง พี่ชายบูมเปิดใจ ปมถูกออกหมายจับโกงเงินบิทคอยน์ ยันทำธุรกิจถูกต้อง ปัดฟอกเงิน (17 สิงหาคม 2561)

 594

Top