ค้นหา :

ผลการค้นหา "ขับรถปาดหน้า"

แชร์ออฟเดอะเดย์
15 มี.ค. 62

ออกหมายเรียก สาวเมาแล้วขับเก๋งปาดหน้าไล่ชนรถเกมเมอร์ดัง ก่อนซิ่งชนจยย. วัดค่าแอลกอฮอล์พุ่งก่อนหลบหนี

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Tierthanat Prateepasaen ซึ่งเป็นเกมเมอร์ชื่อดัง โพสต์เรื่องราวว่าถูกหญิงเมาแล้วขับ ขับรถไล่ตามจนเกิดอุบัติเหตุ ก่อนที่คู่กรณีจะหลบหนี จึงได้ประกาศตามหาตัว โดยมีข้อความว่า   "เมาแล้วขับไล่ผมมาตั้งแต่โลตัส เลียบด่วนจนถึงตลาดถนอมมิตร ปาดหน้าไม่เปิดไฟเลี้ยว ผมบีบแตร ผมเข้าข้างทางจอดถาม จะเอาเปล่า 3 รอบ ผมบอกจบแต่เขาไม่จบ ขับไล่ด้วยความเร็ว เมาด้วย ส่วนตัวผมไม่เป็นไรมากแค่จุกท้อง แต่มอเตอร์ไซค์เจ็บ!!"   โดยนายเธียรธนัตถ์ ประทีปะเสน อายุ 26 ปี เกมเมอร์ชื่อดัง ผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวบอกว่า เหตุเกิดบริเวณถนนวัชรพล ปากทางเข้าถนอมมิตรคอนโด แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน ระหว่างขับรถไปส่งแฟน   สู่ๆเจอรถเก๋งปาดหน้า ตนจึงบีบแตร อาจทำให้คู่กรณีไม่พอใจ จนขับรถไล่ตามและเปิดกระจกออกมาด่าพร้อมท้าทาย จนต่อมาทางคู่กรณีได้ไปประสบเหตุชนรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง จนรถมุดไปอยู่ใต้ท้องรถ   ทาง ตร.ได้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของหญิงคนขับรถเก๋ง พบมีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 176 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และเมื่อสอบสวนเสร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่พบตัว มาทราบภายหลังว่าหญิงดังกล่าว และบริษัทประกันภัยได้ไปตรวจสอบความเสียหายของรถจักรยานยนต์คู่กรณี ก่อนอาศัยจังหวะนั้นหลบหนีไป   ซึ่ง ตร.ได้ตั้ง 2 ข้อหาคือขับรถโดยประมาท และขับรถขณะเมาสุรา ซึ่งหากไม่มาพบ ตร.ตามหมายเรีก จะถูกอนุมัติออกหมายจับ   และทาง ตรงอยากให้ผู้โพสต์ได้ลบข้อมูลออก เนื่องจากข้อความที่สื่อออกไปนั้นอาจมีผู้เข้าใจความหมายผิด ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นคำพูดที่โมโหกัน อีกทั้งการโพสต์ในลักษณะนี้ยังเข้าข่ายความผิดในข้อหาหมิ่นประมาทได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WVpYsa7hlU4

 7,888
สังคม-อาชญากรรม
08 มี.ค. 62

ลุงบีเอ็มอ้างถูกปาดก่อน แจงสูบบุหรี่บนหลังคารถ ไม่ได้กวน หรือจะให้นั่งร้องไห้? ตร.ชี้ผิดทั้งคู่

ความคืบหน้ากรณี คลิปเหตุการณ์ชายวัยกลางคนรายหนึ่ง ขับรถบีเอ็มป้ายแดง ปาดไปมากับรถเก๋ง นิสสันอัลเมล่า ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุชนกันและกระเด็นไปชนรถตู้โดยสาร ก่อนที่คนขับรถบีเอ็ม จะขึ้นไปนั่งสูบบุหรี่ บนหลังคารถด้วยท่าทางสบายๆ จนกลายเป็นที่วิพากวิจารณ์ของสังคม ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น   ต่อมานายสมชาย สื่อจินดาภรณ์ หรือ แดง ยันเงา คนขับรถบีเอ็ม  เปิดเผยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นคนขับรถปาดหน้าก่อน โดยวันเกิดเหตุจะขับรถไปย่านเซียร์รังสิต และขับมาเลนขวา แต่เห็นรถเก๋งคู่กรณีขับช้าจึงเปิดไฟกระพริบขอทาง แต่รถเก๋งก็ไม่หลบ จึงแซงไป   จากนั้นก็ถูกรถเก๋งปาดหน้า ไปมาถึง 3 ครั้ง จะเห็นในคลิปบางช่วงที่ตนเบี่ยงรถออกไปอีกช่องทางหนึ่ง คือการหักหลบออกไป ไม่อยากมีเรื่อง แต่ก็ถูกปาดซ้ำอีก จนสุดท้ายที่เห็นเป็นการชนกันนั้น คือตนไม่ได้มีเจตนาจะปาดคืน แต่เป็นช่วงจังหวะที่จะหักรถ ออกจากช่องทางด่วน แต่รถเก๋งคู่กรณี กลับเหยียบเบรค ทำให้รถตนต้องหักหลบ หากไม่หักหลบคือต้องชน ภาพที่เห็นจึงเป็นรถของตนไปกระแทกรถเก๋ง ก่อนที่รถเก๋งจะไถลไปชนรถตู้อีกครั้ง   หลังรถชนเสร็จ คู่กรณีก็เอะอะโวยวายจะท้าตีท้าต่อย ตนเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงไม่ลงจากรถ จนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมา แต่ขณะนั้นก็ต้องการสูบบุหรี่ จึงเปิดซันลูปและปีนหลังคาไปนั่งสูบบุหรี่ เพราะจะให้ขึ้นไปนั่งร้องไห้คงไม่ใช่   ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ตนไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน และไม่ได้เป็นคนผิด แต่ยอมรับว่า ขับรถอันตราย ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นคนขับรถแบบนี้ ถ้าไม่ถูกปาดหน้าก่อนและทำไม่ดีก่อน ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้มีมากบนท้องถนน ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ขับรถมาก็ไม่เคยเกิดเหตุแบบนี้ อยากให้สังคมพิจารณาด้วย   ด้าน ตร.บอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ล้วนมาจาก อารมณ์ของทั้งสองฝ่าย ที่ขับรถปาดกันไปมา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดจาการขับรถโดยประมาท แต่เป็นการขับรถ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย เพราะจากพฤติกรรมที่ ขับปาดกันไปมาไม่มีใครยอมใคร แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะอ้างว่าตนเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน แต่ตำรวจมีหลักฐานทั้งกล้องวงจรปิด และกล้องหน้ารถบันทึกเหตุการณ์ สามารถเป็นหลักฐานสำคัญให้ศาลพิจารณาได้ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ถือเป็นอันตราย เพราะหากไม่มีการควบคุมหรือยออความกัน ก็จะเกิดอันตรายต่อบุคคลอื่นได้ และทั้งคู่ก็ไม่ใมช่วัยรุ่น เป็นบุคคลที่มีอายุทั้งคู่แต่ก็อารมณ์ร้อน   เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหา กระทำผิดโดยการขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น พร้อมกับยึดรถไว้เป็นของกลาง และในสัปดาห์หน้าจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาสอบปากคำเพิ่มเติม ก่อนจะสรุปสำนวนคดีส่งฟ้องศาลต่อไป   ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามไปทางเจ้าของรถเก๋งคู่กรณี ก็ได้รับการปฏิเสธ โดยยืนยันว่าขอให้การกับตำรวจ ขณะที่ผู้สื่อข่าว ตรวจสอบพบสภาพรถทั้งคู่ ได้รับความเสียหาย โดยรถบีเอ็มดับเบิ้ล มีรถชนยุบด้านข้าง ข้างหลังทั้งสองฝั่ง และด้านหน้า ไฟหลุด ส่วนรถเก๋งอัลเมร่าคู่กรณี ด้านซ้ายของฝั่งพังยับเยิน เพราะไปกระแทกกับรถตู้   สำหรับเหตุนี้ส่งผลให้ผู้โดยสารในรถตู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ท่ามกลางกระแสวิพากวิจารณ์ของสังคมว่า พฤติกรรมทั้งคนขับรถบีเอ็มและรถเก๋ง เป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม เพราะการกระทำของการขับรถปาดกันไปมา อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตกับบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และยังโชคดีที่ผู้โดยสารบนรถตู้ไม่ได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส หรือมีการเสียชีวิต ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Mcu5_Aj4zVg

 5,467
แชร์ออฟเดอะเดย์
07 มี.ค. 62

งงไปทั้งถนน! คนขับ bmw ป้ายแดง นั่งชิลบนหลังคารถ หลังขับซิ่ง-ปาดชนเก๋งอีกคัน อ้างโดนคู่กรณีปาดก่อนเลยเอาคืน

โลกออนไลน์แชร์คลิปชายคนหนึ่งขึ้นไปนั่งบนหลังคารถเก๋ง BMW ป้ายแดง มองดูรถคู่กรณีกลางถนน สร้างความมึนงงให้กับผู้ที่ใช้รถใช้ถนน บริเวณช่องทางด่วน ถ.วิภาวดีรังสิต   ต่อมามีการเปิดเผยคลิปกล้องหน้ารถ เป็นภาพของรถเก๋ง BMW ป้ายแดงคันดังกล่าว ขับปาดไปมากับรถเก๋งนิสสันอีกคัน จนเสียหลักไปชนกับรถตู้ ที่อยู่เลนซ้ายจนกลายเป็นอุบัติเหตุซ้อน   จากนั้นมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ แดง ยันเงา ซึ่งเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์ดังกล่าว และเป็นผู้ขับบีเอ็มป้ายแดงที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ได้ไลฟ์สดก่อนเหตุเกิดการณ์ ขณะที่กำลังขับรถอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต โดยระหว่างขับรถได้พูดถึงการขับขี่รถบนท้องถนนว่า สาเหตุที่ทำให้รถติดเกิดจากพวกที่ซื้อใบขับขี่มาขับรถไม่เป็น   ทีมข่าวได้สอบถามไปยังนายนที กิตติธรรมโสภณ เจ้าของคลิปจากกล้องหน้ารถ ที่จับภาพขณะคนขับบีเอ็มขึ้นไปนั่งสูบบุหรี่บนหลังคา เล่าให้ฟังว่า เหตุเกิดเวลาประมาณ 17.00 น. เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา   ขณะที่ตนกำลังขับรถกลับบ้านที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อถึงช่วงเซียร์ รังสิต ได้เห็นชายคนดังกล่าวนั่งสูบบุหรีอยู่บนหลังคารถ อย่างสบายใจ โดยริมไหล่ทางด้านซ้ายมือมีอุบัติเหตุรถชนกัน เป็นรถตู้โดยสาร และรถเก๋งนิสสัน ที่จอดอยู่ข้างทาง คาดว่าเหตุเพิ่งเกิด จึงยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในบริเวณดังกล่าว และตนไม่ได้หยุดรถแวะดูเหตุการณ์ โดยขับรถออกไปเลย เมื่อนำคลิปมาโพสต์ก็มีชาวเน็ตเอาคลิปภาพเหตุการณ์ก่อหน้าที่เกิดเหตุมาเผยแพร่   จากภาพเหตุการณ์อีกคลิปหนึ่งซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะมีคลิปผู้ชายขึ้นไปนั่งบนหลังคาบีเอ็ม รถเก๋งบีเอ็มแซงรถตู้โดยสารขึ้นไปไม่ได้ ต้องขับตามหลังมอเตอร์ไซด์ ระหว่างนั้น เก๋งนิสสันเปลี่ยนเข้าเลนซ้ายระยะกระชั้นชิด แต่ติดมอเตอร์ไซด์ เลยเข้าเลนซ้ายไม่ได้และต้องเบรคกระทันหัน คาดว่าคนขับบีเอ็มไม่พอใจเพราะคิดว่าเก๋งนิสสันปาดหน้า จึงขับปาดหน้าเก๋งนิสสัน แล้วเบรคกระทันหัน เพื่อเป็นการเอาคืน จนกระทั่งเก๋งนิสสันเสียหลักไปชนกับรถตู้   ด้าน พ.ต.อ.สมิทธิ สารอต ผกก.สภ.คูคต เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อช่วงเย็นของ วันที่ 5 มี.ค. ที่ผานมา บนถ.พหลโยธิน ขาเข้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ตรงข้ามตลาดสี่มุมเมือง ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี   โดยรถเก๋งบีเอ็มดับบลิว สีดำ ซึ่งมี นายสมชาย (สงวนนามสกุล) ได้ขับแซงขึ้นมาในลักษณะปาดและแซงไปทางช่องทางเดินรถทางขวาสุดเพื่อแซงรถเก๋งนิสสัน สีน้ำตาล ที่มีนายไพทูลย์ (สงวนนามสกุล) เป็นคนขับ จากนั้นรถนิสสัน สีน้ำตาล ได้หักหลบและชนเข้ากับรถตู้โดยสาร ซึ่งมี นายปิยะ (สงวนนามสกุล) เป็นคนขับ เป็นเหตุให้รถตู้ต้องหักหลบจนชนแท่งแบริเออร์ทางซ้ายและชนเข้ากับรถนิสสัน   เบื้องต้นเจ้าน้าที่ได้ทำการตรวจสอบแอลกอฮอล์คนขับแต่ไม่พบ จึงแจ้งข้อหานายสมชายและนายปิยะ ในข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และได้นำรถนิสสันสีน้ำตาลและรถบีเอ็มดับบลิวสีดำไว้เป็นของกลาง ก่อนดำเนินคดีต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/JJajypLgQpc

 2,199
สังคม-อาชญากรรม
02 มี.ค. 62

รวบโชเฟอร์รถตู้กร่าง ส่งคลิปเสียงขู่ 'จะส่งคนไปฉุดเข้าป่า' หลัง นศ.โพสต์ประจานพฤติกรรม เจ้าตัวสารภาพทำเพราะความโมโห

วันที่ 27 ก.พ. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Jittranuch tho-udtha’ โพสต์เรื่องราวลงเฟซบุ๊ก ระบุถึงพฤติกรรมของคนขับรถตู้โดยสารสายอุดรธานี-หนองคายคนหนึ่ง หลังขึ้นจาก ม.ขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย มุ่งหน้าไปจ.อุดรธานี โดยระหว่างทางคนขับได้ขับรถเร็ว หวาดเสียว ปาดไปมา และบีบแตรใส่รถคันอื่นตลอดทาง สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้โดยสารเป็นอย่างมาก    จากนั้น วันที่ 1 มี.ค. ผู้ใช้เฟสบุ๊กชื่อ ‘ณัชพล นาคา’ เพื่อนรุ่นพี่ของเจ้าของโพสต์ ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวต่อ ระบุถึงพฤติกรรมของคนขับรถตู้ว่า ทำผิดแล้วยังไม่สำนึก ยังจะมาข่มขู่อีก พร้อมโพสต์คลิปเสียงที่คนขับรถตู้ส่งมาข่มขู่เจ้าของโพสต์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย บอกว่าจะส่งคนไปฉุดเข้าป่า และจะแจ้งความผู้โพสต์ด้วย   ด้านนางสาวจิตรานุช โทอุดทา อายุ 20 ปี เจ้าของโพสต์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ว่า ตนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ม. ขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย เมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 27 ก.พ. ตนขึ้นรถตู้จากหน้ามหาวิทยาลัย เพื่อมุ่งหน้าไปจ.อุดรธานี พร้อมกับนักศึกษาร่วมสถาบันจำนวน 7 คน ระหว่างทางคนขับขับรถเร็วมาก ปาดซ้ายปาดขวา บีบแตรใส่รถคันอื่นตลอดทาง ทั้งยังเบียดรถจักรยานยนต์จนเกือบตกไหล่ทาง ผู้โดยสารทุกคนต่างหวาดกลัว แต่ไม่มีใครกล้าบอกคนขับ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย ตนจึงนำเรื่องราวโพสต์ลงเฟซบุ๊ก จนมีคนแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว โดยมีคนเข้ามาคอมเม้นต์ว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้กับรถตู้โดยสารสายนี้เป็นจำนวนมาก   จากนั้น เวลา 14.30 น. คนขับรถตู้คันดังกล่าวได้ส่งคลิปเสียงมาข่มขู่ตนทางข้อความเฟซบุ๊ก ระหว่างนั้นบริษัทเจ้าของรถ ได้ติดต่อมาสอบถามข้อเท็จจริง และขอให้ตนลบโพสต์ดังกล่าว โดยแจ้งว่าตรวจสอบ GPS แล้ว พบว่าคนขับไม่ได้ขับเร็ว ตนจึงส่งคลิปเสียงที่ถูกข่มขู่ไปให้    ต่อมาบริษัทเจ้าของรถแจ้งว่า คนขับรถยอมรับว่าถอด GPS ออก และข่มขู่เพราะอารมณ์ชั่ววูบ โดยทางบริษัทได้สั่งพักงานคนขับแล้ว และจะพาคนขับมาขอโทษด้วยตัวเอง    กรมการขนส่งหนองคายแจ้งว่า ได้สั่งลงโทษคนขับโดยการปรับเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมยึดใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 15 วัน และส่งตัวไปอบรม 1 ชั่วโมง ส่วนบริษัทเจ้าของรถ ได้ทำการปรับเป็นเงิน 5,000 บาท    ส่วนทางคดีอาญา ขณะนี้ตนติดธุระที่กรุงเทพฯ หากกลับ จ.หนองคาย เมื่อใด จะเดินทางไปแจ้งความทันที และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/DmfoQgOjcu4

 1,750
ข่าวภูมิภาค
17 ก.พ. 62

สาวเลือดร้อนทุบรถแท็กซี่ยับ ฉุนถูกปาดหน้าจนล้มคว่ำทำเพื่อนสาวท้องเจ็บ แท็กซี่ปัดไม่ได้ปาดหน้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สมเด็จเจ้าพระยา รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างคนขับรถจักรยานยนต์และโชเฟอร์รถแท็กซี่ บริเวณหน้าปากซอยสมเด็จเจ้าพระยา 13 จึงเข้าไประงับเหตุ ที่เกิดเหตุพบรถแท็กซี่ สภาพรถกระจกหน้าและหลังด้านฝั่งคนขับแตก ละเอียด และกระจกมองหลังถูกตีจนหัก และพบ นายรินทอง เทวาลำธาร อายุ 57 ปี คนขับรถแท็กซี่ มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกาย ขณะที่คู่กรณีคือ นางสาวกนกพร บุญอำไพ อายุ 33 ปี มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกายเล็กน้อย ก่อนที่จะนำตัวคู่กรณีทั้งสอง มาทำการสอบปากคำเบื้องต้นที่สถานีตำรวจนครบาลสมเด็จเจ้าพระยา   จากการสอบสวนคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นนางสาวกนกพร อ้างว่า ขณะขับรถจักรยานยนต์มาตามถนนลาดหญ้า จนมาถึงบริเวณปากซอยสมเด็จเจ้าพระยา 13 ได้มีรถแท็กซี่ขับปาดหน้าอย่างกระทันหัน ทำให้รถเกิดเสียหลักล้มลงโดยที่เพื่อนสาวซึ่งท้องประมาณสามเดือนได้รับบาดเจ็บ แต่คู่กรณีกลับขับรถหนีไปไม่ช่วยเหลือจึงได้ขับรถติดตาม ก่อนที่จะโต้เถียง และทะเลาะวิวาทกันทั้งสองฝ่ายและได้ใช้ไม้ตีรถแท็กซี่จนได้รับความเสียหาย ขณะที่โชเฟอร์แท็กซี่คู่กรณีอ้างว่าไม่ได้เฉี่ยวชนและกลัวจะถูกทำร้ายจึงขับรถหลบหนีไม่ลงไปช่วยเหลือ   เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวคู่กรณีทั้งสองไปตรวจร่างกาย ที่โรงพยาบาลตากสิน เพื่อหาบาดแผล และนัดมาทำการสอบปากคำอีกครั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมทั้งจะทำการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อนำมาประกอบเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/1yKfe-35OfE

 6,310
สังคม-อาชญากรรม
02 ก.พ. 62

รวบได้แล้ว 2 มีดสังหารโหด เหตุหัวร้อนขับปาดหน้า คว้ามีดแทงดับ อ้างเป็นเพราะบันดาลโทสะ

วันนี้(2 ม.ค.62) ที่ สภ.แสนสุข พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ได้เดินทางมาร่วมกันแถลงข่าว หลังที่ได้มีคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ ตร.สภ.แสนสุข ตามคดี 2มือมีดแทงดับคาถนน หน้าห้างแหลมทองบางแสน ต.แสนสุข เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 1 ก.พ.62 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดที่อยู่ในช่วงเวลาเกิดเหตุทั้งหมด จนสามารถรู้ว่าผู้ก่อเหตุนั้นเป็นใคร จึงขอหมายศาล จนสามารถจับกุมตัวมาได้ คือ นายพีรพล จันทรากาศ อายุ 49 ปี หลังที่ก่อเหตุกับพักพวกแล้วหลบหนี้    หลังที่เจ้าหน้าที่จับกุมตัวมาได้ นายพีรพลเล่าว่า เนื่องจากวันที่เกิดเหตุตนกับเพื่อนกลับจากดื่มกินสังสรรค์ จนมาเจอะผู้ตายทั้ง2 ขับรถปาดหน้ารถของตนก่อนจึงเกิดบันดานโทสะ ตามเอาคืน พอจอดรถได้ไม่พูดพรามคว้ามีจ้วงแทงผู้ตายทั้งคู่คือนาย สุริยา ปิ่นขุนทด อายุ 26 ปี กับนาย ธนกฤต แซ่หลาย อายุ 37 ปี ถูกแทงจนแน่นิ่งก่อนที่จะขับรถหลบหนีกลับบ้าน จนมารู้ช่วงเข้าว่าทั้งคู่เสียชีวิต จึงไม่รู้จะทำอย่างไรเหตุที่ทำไปเพราะความเมากับที่ขาดสติด้วย จนในที่สุดก็โดนเจ้าหน้าที่ ตามมาที่บ้านและจับกุม ก่อนที่จะพามาหาเพื่อนที่อยู่ร่วมในวันดังกล่าวด้วย โดยให้ทางญาติติดต่อทนายขอประกันตัว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังคงไม่ให้ประกันเนื่องจากเป็นเหตุอุคฉกรรจน์ เป็นที่สะเทือนขวัญของชาวบ้าน ตัองรอการสอบสวนและอยู่ในดุลพินิจของศาล    ทั้งนี้ทางผู้สิ่งข่าวได้เดินทางมาที่ สภ.แสนสุข เพื่อที่จะได้รับการแถลงข่าวจาก พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 พร้อมกับผู้ต้องหาทั้ง2 แต่ต้องผิดหวังเนื่องจาก ทางทนายของผู้ก่อเหตุ ขอสู้คดีในชั้นศาลไม่ขอไม่ให้นำตัวออกแถลงข่าวต่อหน้าสื่อ จึงได้แค่คำแถลงและหลักฐานตามภาพที่ได้มาเท่านั้น

 3,525
ข่าวภูมิภาค
31 ม.ค. 62

รวบ 4 โจ๋หัวร้อน รุมทำร้ายหนุ่มขับกระบะส่งของ แค่ปมขับรถปาดหน้ากัน ผู้เสียหายยังเจ็บหนักรอผ่าตัด

โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งสามารถจับภาพเหตุการณ์วัยรุ่น 4 คน รุมทำร้ายชายคนหนึ่งอย่างรุนแรงทั้งถีบ เตะ และใช้อาวุธคล้ายท่อนเหล็กฟาดเข้าไปที่ตัวชายคนดังกล่าว   จากนั้นมีการเผยภาพวงจรปิดอีกมุมเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุ จะเห็นว่ารถกระบะบรรทุกแผ่นกระเบื้อง ขับเข้ามาจอดรถข้างทางอย่างรวดเร็ว จากนั้นรถกระบะอีกคันหนึ่งที่ขับตามมาก็เข้ามาจอดต่อท้าย โดยกลุ่มวัยรุ่นชาย 4 คน ก็ลงมาจากรถคันหลัง และวิ่งพุ่งตรงเข้าไปทำร้ายร่างกาย   ต่อมา ตรวจสอบพบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมื่อวันที่ 28 ม.ค. บริเวณเหตุเกิดเมื่อค่ำวันที่  28 ม.ค. บริเวณริมถนนสายคลองระพีพัฒน์ ในพื้นที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยชายคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บอาการยังสาหัส   ส่วนผู้ก่อเหตุทั้ง 4 รายตำรวจสามารถจับกุมได้แล้วคือ นายสมหมาย ปรีชา อายุ 22 ปี, นายวิษณุ ฆ้องวงษ์ อายุ 18 ปี, นายเกียรติศักดิ์ โจปลอด อายุ 24 ปี และ นายธัญญนันท์ โพยนอกอายุ 22 ปี ตามหมายจับของศาลจังหวัดสระบุรี ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส พร้อมของกลางเหล็กงัดยาง ท่อพลาสติก   หลังจากดูภาพวงจรปิดแล้ว ตร.สืบทราบมาว่าชายทั้ง 4 คนที่ก่อเหตุนั้นเป็นช่างซ่อมรถอยู่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในพื้นที่จึงได้ติดตามตัวมาสอบสวน โดยทั้งหมดรับสารภาพว่ารุมทำร้ายคู่กรณีจริง เนื่องจากมีการขับปาดหน้ากันไปมาหลายรอบ เมื่อถึงที่เกิดเหตุคู่กรณีจอดรถก่อนที่พวกตนจะจอดรถตาม ซึ่งตอนแรกกลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่าจะเข้าไปพูดคุยตามปกติ แต่เมื่อเห็นคู่กรณีเข้าไปในรถกลัวว่าจะไปเอาอาวุธมา จึงได้เข้าทำร้ายร่างกายก่อนขับรถหลบหนีไป   ส่วนผู้เสียหายทราบว่าขณะนี้ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลใน จ. พระนครศรีอยุธยา พบว่าบริเวณใบหน้ากระดูกแตก และร้าว จำนวน 3 ชิ้น แพทย์ให้รอการผ่าตัด ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายทำให้บาดเจ็บ และยังต้องรอแพทย์ลงความเห็นว่า ผู้บาดเจ็บอาการยังสาหัสหนักจึงต้องแจ้งข้อกล่าวหาหนักต่อไป ตนจึงอยากฝากกรณีนี้ให่เป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน เพราะหากขับรถมีสติ มีน้ำใจบนท้องถนน เหตุแบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น   จากนั้น ตำรวจได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุ โดยผู้ต้องหาอ้างว่า ไม่ได้มีการรู้จักคู่กรณี แต่เนื่องจากคู่กรณีมีการปาดและชนรถของตน โดยชนที่กระจกด้านซ้าย เมื่อคู่กรณียังขับหนีจึงได้ขับตามเพื่อให้้หยุดรถทำให้ต้องขับปาดหน้า และเมื่อถึงที่เกิดเหตุต้องการให้ลงมาคุยกัน   แต่คู่กรณีจะเข้าไปในรถกลัวว่าจะไปเอาอาวุธมา จึงทำการเตะไปที่ขาก่อนจะเกิดเหตุชุลมุนขึ้นดังภาพที่ปรากฎในวงจรปิด โดยตำรวจใช้เวลาทำแผนฯ ประมาณ 15 นาทีจึงแล้วเสร็จ ก่อนคุมตัวทั้งหมดกลับไปยัง สภ.หนองแค เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป   ด้าน น.ส.ฉวีวรรณ จันทร์อำไพ อายุ 26 ปี  ภรรยาของผู้เสียหาย กล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุตนและสามีขับรถมาปกติโดยกำลังขนกระเบื้องไปส่งให้ลูกค้า และเมื่อขับมาถึงบริเวณริมถนนสายคลองระพีพัฒน์ รถของคู่กรณีกลับขับปาดหน้าแล้วเบียดเข้ามาจนรถตนเกือบตกลงไปในคลอง   จากนั้นจึงเกิดการขับรถปาดกันไปมาจนมีการเฉี่ยวชนกันบริเวณกระจกมองข้าง จนเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุจึงจอดเพื่อจะลงไปพูดคุยเจรจา แต่กลับถูกกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 4 รายรุมทำร้ายตามที่ปรากฎในคลิป ตอนนั้นตนตกใจมากและร้องขอให้ผู้คนแถวนั้นเข้าช่วยเหลือ   ส่วนอาการของสามีนั้น พบว่าบริเวณใบหน้ากระดูกแตกและร้าว โดยขณะนี้ยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลกำลังรอผ่าตัด ซึ่งสามียังพูดคุยได้บ้างก็ได้แต่ขอโทษที่ทำให้เกิดเหตุนี้ ซึ่งส่วนตัวตนก็รู้สึกดีใจที่ตำรวจสามารถตามจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคกีตามกฎหมายได้ทั้งหมด แต่ตนยังไม่ได้พูดคุยกับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งหากมีโอกาสก็อยากจะถามว่าทำไมถึงมาทำแบบนี้  ตนทำงานทำมาหากิน ไม่เคยคิดที่จะหาเรื่องใคร ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/CdZ1Rfh5TGI

 11,337
สังคม-อาชญากรรม
11 ม.ค. 62

หนุ่มขับเก๋งชน จยย.ล้มคว่ำดับ 2 ก่อนลงมากระทืบซ้ำ ฉุนขับรถปาดหน้า ยังปฏิเสธอ้าง จยย.มาชนแล้วล้มเอง

เกิดเหตุสลดขึ้นเมื่อวานนี้ (10 ม.ค.) เป็นอุบัติเหตุรถเก๋งชน รถจักรยายนต์ มีผู้เสียชีวิต 2 คน บริเวณหน้าโรงพยาบาลภูมิพล ถนนพหลโยธิน ทำให้นายศิวะ สิงหะภูกาม และนายชัยวัฒน์ สังข์เผือก เสียชีวิต แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดา เพราะมีพยานเห็นว่า หลังจากเกิดอุบัติเหตุ มีชายฉกรรจ์ลงมาเตะที่ร่างผู้เสียชีวิต 2-3 ครั้ง ในขณะที่ร่างผู้เสียชีวิตแน่นิ่งอยู่บนพื้นถนน   ทาง ตร.สน.สายไหมได้เชิญตัว นายชนินทร์ สุดนิมิตร คนขับรถเก๋งมาสด้าสีดำ มาสอบปากคำ หลังจากที่มีผู้เห็นเหตุการณ์ว่า เป็นผู้ขับรถชนรถจักรยานยนต์ และมีแผ่นป้ายทะเบียนรถตกอยู่ในที่เกิดเหตุ   โดยนายชนินทร์เล่าว่า ตนกำลังเดินทางกลับบ้านพัก ขับรถมาคนเดียวแต่ พอถึงจุดเกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตขับมาปาดหน้า จึงพยายามเบี่ยงหลบ แต่เฉี่ยวชนจนรถของผู้เสียชีวิตทั้งคนขับคนซ้อนกระเด็นไปถูกรถอีกฝั่งหนึ่ง   ขณะนั้นลงไปตรวจสอบแล้ว แต่เห็นว่ามีรถจักรยานยนต์อีก 2 คันขับตามมา และลงมาทำร้าย พร้อมยื้อแย่งเอาถุงพลาสติกลักษณะเป็นก้อนไปจากคนตาย ด้วยความตกใจจึงไม่ได้อยู่รับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขับรถกลับบ้านไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัวไป ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ทำร้ายหรือขับไล่ตามรถของผู้เสียชีวิตทั้งสองคน   แต่เรื่องนี้คำให้การของนายชนิน ตรงกันข้ามกับ หลักฐานที่ตำรวจมี โดย พ.ต.ท.ธนู สุขเสริม รอง ผกก.สน.สายไหม กล่าวว่า จากหลักฐานและการสอบปากคำยืนยันว่า รถที่เกิดเหตุนั้น มีเพียง 4 คัน คือ รถเก๋งของนายชนินทร์ ชนกับรถ จยย.ผู้ตาย และรถกระเด็นไปชนกับรถแท็กซี่และรถกระบะที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่มีรถจยย. ตามมากระทืบ หรือมาแย่งของจากคนตาย ตามคำกล่าวอ้าง   ซึ่งเรื่องนี้ ตำรวจมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ที่เห็นว่ามีชายลงมาจากรถ และเตะที่ร่างคนตาย 2-3 ครั้ง และกลับขึ้นรถไป โดยนายชนินทร์เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนอีก 1 คน   จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าทั้งรถเก๋งและคนตาย ขับรถปาดกันไปมาจากถนนเทพารักษ์-สายไหมตัดใหม่ ยาวมาจนถึงถนนพหลโยธิน มีการเฉี่ยวชนกัน จนสุดท้ายก็พุ่งชนจนเสียชีวิต ระยะทางตั้งแต่เริ่มขับรถปาดหน้ากันจนถึงที่เกิดเหตุ เป็นระยะทางไกลกว่า 5 กิโลเมตรระหว่างทางก็ไล่บี้ชนกันปาดกันไปมา จนสุดท้ายก็พุ่งชนบนถนนพหลโยธิน   แม้ว่าคนขับรถเก๋งจะให้การปฏิเสธ แต่ตร.มีหลักฐานแน่นหนา เบื้องต้นแจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนข้อหาอื่นๆยู่ระหว่างการพิจรณา   ขณะที่พ่อของผู้เสียชีวิตทั้งสองคนเล่าว่า ทั้งสองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง หรือทะเลาะกับใครมาก่อน วันเกิดเหตุก็ไม่รู้ว่าลูกออกมาทำอะไร และไม่เคยรู้จักกับคนขับรถเก๋ง รถที่นำมาใช้ก็เป็นรถสภาพเดิมไม่ได้มีการแต่งแข่งซิ่ง หากจะมีปัญหาก็น่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุหรือการขับรถปาดหน้ากัน ซึ่งหากเป็นอุบัติเหตุก็ไม่ได้ติดใจ แต่ที่รับไม่ได้คือ พฤติกรรมของคนที่ลงมากระทืบลูกตน ถือว่าแย่มาก ทำกับคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/NgYrbKHDcQg

 6,670
แชร์ออฟเดอะเดย์
24 ธ.ค. 61

ทหารอากาศหัวร้อน ถือท่อนเหล็กทุบกระจกเก๋ง เหตุฉุนโดนปาดหน้า ตามด่าพลเมืองดีมีกล้องหน้ารถ "เสือกอะไร!"

กรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปเหตุการณ์ชายคนหนึ่งเป็นภาพชายไทยตัดผมสั้น สวมเสื้อกั๊กคล้าย หน่วยงานราชการ ได้ใช้ของแข็งทุบกระจกรถยนต์เก๋งคันหนึ่งบนถนนจนได้รับความเสียหาย โดยไม่ทราบสาเหตุก่อนจะหลบหนีไป ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในโลกโซเซียล โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม เวลาประมาณ 07.14 น. บนถนนพหลโยธิน ก่อนถึงแยกพลาธิการ ประมาณ 200 เมตร   ตำรวจ สน.สายไหม ได้ทำการตรวจสอบคลิปดังกล่าวสืบทราบว่ารถคันที่ถูกชายรายนี้ใช้เหล็กทุบนั้นเป็นรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ ทะเบียน ญท 8930 กรุงเทพมหานคร โดยมีนายถาวร การสุภาพ อายุ 43 ปี เป็นผู้ขับขี่ เมื่อวานนี้ผู้เสียหายเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.สายไหม เพื่อแจ้งความดำเนินคดี โดยความเสียหายของรถยนต์เก๋งในเบื้องต้นพบว่ากระจกรถยนต์ประตูหลังฝั่งขวาแตก 1 บาน   ส่วนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเป็นรอยฟกช้ำบริเวณแขนขวา เนื่องจากถูกเหล็กฟาด ขณะที่พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมาย   นายถาวร เผยกับผู้สื่อข่าวว่าวันเกิดเหตุตนขับรถมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังจะไปรับเจ้านาย ย่านบางเขน ระหว่างนั้นรถ จยย.ของคู่กรณีขี่มาปาดหน้ารถยนต์ของตน 2 ครั้ง แล้วบีบแตรรถใส่ คิดว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ตนจึงขับรถชิดรถขอบทางแล้วโบกมือให้คู่กรณีจอดจากนั้นตนลดกระจกลงถามคู่กรณีว่า   “พี่มีอะไรหรือเปล่า” คู่กรณีตอบว่า “มึงขับรถเก่งนักเหรอ ว่าปาดหน้ากู”แล้วก็เดินมาต่อยเข้าที่ใบหน้าของตน 1 ครั้ง แล้วดึงกุญแจรถออกปาทิ้งบนถนน ตนยกมือไหว้ขอโทษแต่คู่กรณีไม่ฟัง คว้าท่อนเหล็กออกมาฟาดไม่ยั้ง ตนพยายามยกมือขึ้นป้องถูกฟาดเป็นรอยฟกช้ำ   “ในใจคิดว่าจะสู้เพราะผมเจ็บตัวแล้ว แต่พอมองหน้าและดูการแต่งตัวคล้ายกับเจ้าหน้าที่ เสื้อกั๊ก ด้านหลังปักคำว่าการ์ด จึงไม่คิดสู้เพราะไม่อยากมีเรื่องกลัวไม่ปลอดภัย ระหว่างที่เขาฟาดผมใช้มือแย่งท่อนเหล็กได้ แล้วคู่กรณีก็เอื้อมมือไปคว้ามีดพกซึ่งเหน็บอยู่ที่กางเกงขู่ว่า “แทงแม่งเลย” ยิ่งทำให้ผมไม่กล้าสู้ หลังจากก่อเหตุเสร็จคู่กรณีขี่รถหนีไป   จากนั้นมีพลเมืองเดินมาบอกว่า มีภาพนะเดี๋ยวส่งให้ ระหว่างที่คุยกันคู่กรณีขี่รถย้อนศรมาบนฟุตบาทด่าพลเมืองดีว่า มึงเสือกอะไร! ทั้งนี้อยากให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพราะตอนก่อเหตุผมขอร้องแล้วแต่คู่รณีก็ไม่ฟัง อยากให้กฎหมายช่วยผม”   สำหรับชายที่ใช้ท่อนเหล็กทุบกระจกทราบชื่อแล้ว คือ นายธนวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ทำงานอยู่แผนงานซ่อมบริภัณฑ์ กองทัพอากาศ ทางเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อไปยังหน่วยงานต้น สังกัดแล้วให้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้จากทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่นายธนวัฒน์ขับขี่ โดยกล้องหน้ารถพลเมืองดีจับภาพชัดเจน   อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้ (23 ธ.ค.) ทางต้นสังกัดของนายธนวัฒน์ ส่งตัวแทนมาพูดคุยกับผู้เสียหาย ที่โรงพักและขอทราบรายละเอียดทางคดี เพื่อแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบดำเนินการทางวินัย ทราบว่ามีการนัดหมายนายธนวัฒน์แล้วแต่ไม่รู้จะเข้าพบพนักงานสอบสวนวันไหน ฝ่ายสืบสวน ระบุสั้น ๆ ว่า ทางต้นสังกัดอยากให้ลงโทษ   ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการสอบสวนให้ความ เป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ,ทำให้ผู้อื่น เกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ,พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VmnBj2p8vSs

 11,281
ข่าวภูมิภาค
11 ธ.ค. 61

รวบแล้วมือยิงคนขับรถตู้ดับ ค้นบ้านพบอาวุธ-กระสุนอื้อ สารภาพไม่รู้จักมาก่อน แค่ฉุนขับรถปาดหน้า

ปทุมธานี-จากกรณีเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ได้เกิดเหตุคนขับรถตู้ถูกยิงขณะกำลังขับรถอยู่บนถนนสายบางขัน-หนองเสือ บริเวณหน้าสำนักปฏิบัติธรรมพุทธชินวงศ์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยผู้ตายทราบชื่อภายหลังคือ นายสิทธิชัย ชอบธรรม อายุ 50 ปี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่หัวไหล่ข้างขวา   ต่อมาตำรวจ สภ.คลองห้า ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบภาพวงจรปิดและพยานหลักฐานอื่นๆ จนขอศาลออกหมายจับผู้ก่อเหตุคือ นายภาสกร ภาประจง อายุ 26 ปี โดยพบว่าทั้งผู้ตายและผู้ต้องหาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คาดว่าสาเหตุมาจากการกระทบกระทั่งขณะใช้รถใช้ถนนนั้น   ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วยตำรวจ สภ.คลองห้า ได้ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวคือ  นายภาสกร ภาประจง อายุ 26 ปี พร้อมของกลางที่ยึดได้จากบ้านพักเป็นอาวุธปืนยาว 1 กระบอก, ปืนสั้น 2 กระบอก, ปืนยาวอัดลม ไม่มีทะเบียน 2 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนชนิดต่างๆ 325 นัด รวมทั้งยังพบยาเสพติดเป็นกัญชา 142.20 กรัม และยาบ้า 47 เม็ด   เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ และพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยเปิดเผยสาเหตุว่าเป็นเพราะบันดาลโทษะ เนื่องจากมีการขับปาดหน้ากันไปมากับรถของผู้ตาย   ต่อมาได้ควบคุมตัวนายภาสกร ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าสำนักปฏิบัติธรรมพุทธชินวงศ์ โดยนายภาสกร บอกว่า ก่อนหน้านี้ได้ขับรถออกจากบ้านพักก่อนจะมาเจอกับรถผู้ตายที่แยกคลอง 9 จากนั้นมีการขับรถปาดหน้ากันประมาณ 2-3 ครั้งไล่กันมา   จนเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุเห็นรถตู้ผู้ตายขับชะลอ จึงอาศัยจังหวะขับแซงก่อนเปิดกระจกและใช้ปืนที่พกมาซึ่งบรรจุกระสุน 2 นัดยิงเข้าใส่รถตู้ของผู้ตาย โดยนัดแรกยิงไปโดนรถของคู่กรณี แต่นัดที่ 2 กระสุนไปโดนประตูรถกระบะของตนเอง จากนั้นเมื่อเห็นว่ารถเสียหลักลงข้างทาง จึงรีบขับรถหลบหนีโดยได้ทิ้งปลอกกระสุนไว้ข้างทาง ก่อนขับรถกลับบ้าน   จากการสอบสวนผู้ต้องหายอมรับว่า ไม่ได้รู้จักกับผู้ตายหรือมีเรื่องบาดหมางกันก่อนจะมาเกิดเหตุปาดหน้ากัน ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายเพราะเพียงแค่พกอาวุธปืนแล้วมีเหตุบันดาลโทษะ ก็สามารถใช้ปืนก่อเหตุยิงกันจนเสียชีวิตได้ โดยได้มีการสั่งการให้ตำรวจทุกพื้นที่ตั้งจุดตรวจสกัดให้เข้มข้น เพราะหากมีการพกอาวุธปืนขณะขับขี่รถแล้วเกิดใจร้อนก็อาจก่ออาชญากรรมได้โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้   ส่วนอาวุธปืนที่พบนั้น พบว่ามีทั้งมีใบอนุญาตถูกต้องซึ่งเป็นของพ่อของผู้ต้องหา ส่วนปืนของตัวผู้ต้องหาเองเป็นปืนเถื่อน ซึ่งจากการสอบปากคำทราบว่า ผู้ต้องหาชื่นชอบอาวุธปืน และมีการฝึกซ้อมยิงในสนามยิงปืนมาโดยตลอด และจากการตรวจค้นที่บ้านก็พบเป้ากระสุนปืน และที่อาวุธปืนมีการติดกล้องเล็ง ก็แสดงให้เห็นว่ามีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนเป็นอย่างดี   ส่วนการตรวจค้นที่บ้านพักของผู้ต้องหาแล้วพบยาเสพติดนั้น จากการสอบปากคำรับว่าเคยเสพยาเสพติดมาก่อน โดยทางตำรวจได้ส่งตัวไปตรวจสารเสพติดแล้ว หากพบก็จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติม นอกจากนี้จะได้มีการสอบปากคำเพื่อขยายผลในกระเด็นนี้เพิ่มเติมเพื่อหาตัวเอเยนต์รายใหญ่ด้วย ส่วนประวัติอาชญากรกำลังให้ชุดสืบสวนตรวจสอบว่าเคยก่อเหตุมาก่อนหรือไม่   ขณะที่ผู้ต้องหาบอกว่าช่วงเกิดเหตุมีลูกกระสุนเพียง 2 นัดนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจากการตรวจค้นในบ้านจะเห็นว่ามีเครื่องกระสุนจำนวนมาก โดยจะได้มีการสอบสวนต่อไป ซึ่งหากการสอบสวนแล้วเสร็จจะมีการนำตัวไปฝากขังต่อศาล   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ https://youtu.be/eX9PKDPRQl8  

 2,219
ข่าวภูมิภาค
17 พ.ย. 61

ดาบตำรวจ ตชด.เลือดร้อน ถูกพ่อเฒ่าขี่จยย.ปาดหน้า ใช้ไม้ตีดับอนาถ ล่าสุดยังจับคนร้ายไม่ได้

สุพรรณบุรี-เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองหญ้าไซ รับแจ้งเหตุมีคนถูกทำร้ายเสียชีวิตที่บริเวณริมถนนสาธารณะเลียบคันคลองลำห้วยกระเสียว หมู่ 14 ต.หนองโพธิ์ อ.หนองหญ้าไซ จึงไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.สุพรรณบุรี แพทย์โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี   ที่เกิดเหตุบริเวณป่ากระถินชายคลอง ริมถนนสายดังกล่าวพบศพนายเกียรติศักดิ์ แก้วขาว อายุ 61 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ นุ่งกางเกงกีฬาขาสั้นสีน้ำเงินนอนหงายจมกองเลือดอยู่ใกล้ดงกระถิน ตรวจสอบพบบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งที่บริเวณกลางศีรษะมีบาดแผลกว้าง 2 ซม. ยาว 6 ซม. ลึกถึงกะโหลกศีรษะ แขนทั้ง 2 ข้างหักมีรอยช้ำอยู่ทั่วทั้ง 2 แขน ท่อนแขนซ้ายถูกตีเป็นแผลลึกลงไปถึงกระดูก ใกล้ศพพบหมวกแก๊ปสีน้ำเงินตกอยู่ 1 ใบ ห่างออกไปมีรองเท้าแตะสีน้ำเงินตกอยู่ 1 ข้าง และรองเท้าแตะสีดำไม่ทราบยี่ห้อตกอยู่ริมถนนด้านบนอีก 1 ข้าง   นอกจากนี้ ที่เกิดเหตุยังพบท่อนไม้หน้าสามเปื้อนเลือดที่คนร้ายใช้เป็นอาวุธหักเป็นท่อนตกอยู่ตามจุดต่าง ๆ รวม 4 อัน ที่ถนนทางแยกไปฝั่งตรงข้ามประมาณ 80 เมตรเศษ มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ CZ-I 11 สีขาวคาดดำ ทะเบียน ขรร-300 สุพรรณบุรี จอดอยู่ที่แฮนด์คนขับด้านขวามีถุงผ้ารีไซเคิลสีขาวข้างในใส่ไข่ต้ม และกับข้าวที่มาฝากภรรยาที่บ้านด้วย   จากการสอบสวน น.ส.สายหยุด ทองไพรวรรณ อายุ 59 ปี ภรรยาผู้ตาย ให้การว่าตนกับสามีประกอบอาชีพทำไร่ปลูกหญ้าเนเปีย เพื่อนำไปเป็นอาหารให้กับวัวพันธุ์ โคขุน ฯลฯ แต่ตอนนี้ตนหัวเข่าอักเสบต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดินไปไหนมาไหน เมื่อช่วงกลางวันผู้ตายได้พาไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ จากนั้นกลับมาส่งตนที่บ้าน พร้อมกับหาข้าวหาปลาให้กินเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์คู่ใจไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนที่ร้านค้าในหมู่บ้าน ซึ่งสามีก็จะดื่มสังสรรค์ที่ร้านนี้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว   โดยปกติสามีเป็นคนสนุกสนานดื่มเหล้าเข้าไปชอบสนุกสนาน ไม่เคยสร้างปัญหาเดือดร้อนให้ใคร มีแต่คนรักไม่เคยมีเรื่องกับใคร ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงสามีทะเลาะ กับ ด.ต.เดิม กาฬภักดี (เพื่อนบ้าน) เสียงดังมาก แต่ตนไม่สามารถเดินไปดูได้ สักพักเสียงก็เงียบหายไปได้ยินเพียงเสียงรถจักรยานยนต์ขี่ออกไปจากที่เกิดเหตุ ซึ่งห่างจากบ้านเพียง 150 เมตรเศษ กระทั่งเพื่อนบ้านมาบอกว่าสามีถูกฆ่ากลายเป็นศพแล้ว   ด้าน พ.ต.ท.คมศร ศรีสุวรรณ รอง ผกก.(สอบสวน) เปิดเผยว่า จากการสอบสวนทราบว่าผู้ตายมีนิสัยชอบดื่มเหล้า แต่เป็นคนสนุกสนานเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน ก่อนเกิดเหตุไปนั่งดื่มเหล้าที่ร้านค้าในหมู่บ้าน กระทั่งเมาได้ที่จึงได้ขี่รถกลับบ้านพัก แต่ระหว่างทางกลับมาเจอ ด.ต.เดิม กาฬภักดี อายุ 44 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ฝ่ายสนับสนุน 3 กองบังคับการสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบ.หมู่ 3 ฝสสน.3 บก.สสน. บช.ตชด.) บ้านเดิมอยู่บ้านเลขที่ 260 หมู่ 2 ต.หนองโรง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ที่ขี่รถวิ่งอยู่บนถนนพอดี   คาดว่าระหว่างทางที่ผู้ตายขี่รถกลับบ้านมาด้วยความเมาจึงขี่รถไม่ตรงทางเซไปเซมาปาดหน้านายดาบเลือดร้อนรายนี้ จนทำให้มีปากเสียงกัน ก่อนจะจอดรถลงชกต่อยมีการต่อสู้กันจนถึงขั้นใช้ไม้ทำร้ายร่างกายกัน แต่นายดาบเลือดร้อนรายนี้ เลือดเย็นกว่าจึงเดินไปคว้าท่อนไม้ในละแวกนั้นลงมือหวดใส่ร่างของนายเกียรติศักดิ์ แก้วขาว อย่างรุนแรงจนล้มคว่ำจมเลือดเสียชีวิตทันที หลังเกิดเหตุ ด.ต.เดิม กาฬภักดี ได้โทรศัพท์มายังเจ้าหน้าที่สื่อสารประจำห้องวิทยุสื่อสารของ สภ.หนองหญ้าไซ โดยแจ้งว่าได้ใช้ไม้ตีนายเกียรติศักดิ์ จนเสียชีวิต เนื่องจากขี่รถปาดหน้าไปมา   หลังเกิดเหตุ ด.ต.เดิม กาฬภักดี หลบหนีไปพร้อมกับ น.ส.สังคี กาฬภักดี (แฟนสาว) อายุระหว่าง 42-45 ปี ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้บ้านผู้ตาย ได้หายตัวไปล่าสุดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวน สภ.หนองหญ้าไซ ประสานกับ เจ้าหน้าที่ สืบสวน ภ.จว.สุพรรณบุรี กระจายกำลังออกตามล่าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับประสานกับโรงพักใกล้เคียงเพื่อสกัดจับ เนื่องจากคนร้ายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงว่าอาจจะไปก่อเหตุกับประชาชนผู้บริสุทธิ์รายอื่นๆด้วย และคาดว่าน่าจะจับคนร้ายได้ในเร็ว ๆ นี้   ชมผ่านยูทูปได้ที่นี่ : https://youtu.be/ZEYcPhKIyOc

 1,427
ข่าวภูมิภาค
16 พ.ย. 61

คลิป จยย.หัวร้อนใช้หมวกกันน็อค ไล่ทุบรถตู้กลางถนน โมโหปมขับปาดหน้ากัน

สมุทรปราการ-ในขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังขับรถบนถนนสุขสวัสดิ์ มุ่งหน้าท่าน้ำพระสมุทรเจดีย์ เพื่อไปติดตามทำข่าว ได้พบเหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นกลางถนน เมื่อรถยนต์ตู้โดยสาร ที่วิ่งระหว่างตลาดบางปะแก้ว – ท่าน้ำพระสมุทรเจดีย์ กำลังเลี้ยวกลับรถ โดยมีรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า PCX สีแดง ที่มีชายใส่เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำ กางเกงขาสั้นสีดำ เป็นผู้ขับขี่ ได้ขับเลี้ยวตีคู่กันมา   ก่อนที่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว เลี้ยวเข้าไปชนที่บริเวณล้อหน้าของรถตู้คันดังกล่าวจนล้ม ก่อนที่ชายที่ขี่รถจักรยานยนต์จะลุกขึ้นถือหมวกกันน็อก วิ่งอ้อมไปทางหน้ารถและใช้หมวกกันน็อกใบดังกล่าว ตีเข้าที่กระจกมองข้างของรถตู้ ก่อนที่จะวิ่งกลับมายกรถจักรยานยนต์ของตัวเองเข้าข้างทาง ก่อนที่รถตู้จับออกไป   แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อชายคนเดิมยังขี่รถจักรยานยนต์ไล่ตามหลังรถตู้คันดังกล่าวไปและพยายามปาดซ้ายปาดขวาคล้ายจะหาเรื่องคนขับรถตู้ ทั้งเลี้ยวปาดหน้าลักษณะจะหาเรื่อง โดยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้ขับไล่ตามไปจนถึงสามแยกพระสมุทรเจดีย์   ก่อนถึงไฟแดงชายคนดังกล่าวได้ถอดหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบสีดำและใช้หมวกกันน็อกใบดังกล่าวฟาดเข้าที่ไฟท้ายข้างซ้ายของรถตู้คันดังกล่าวอย่างแรง รถตู้จึงได้เลี้ยวกลับรถมาอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนที่ชายที่ขี่รถจักรยานยนต์จะเลี้ยวหนีเข้าไปในซอยห่างทางแยกเล็กน้อยหายไป   ชายที่ขับรถตู้จึงจอดรถและหยิบเอาเหล็กแป๊บที่ใช้ต่อขันล้อออกมาจากท้ายรถ และเดินเข้าไปตามหาชายคนดังกล่าวในซอยแต่ไม่พบ จึงได้ขับรถยนต์ตู้มาแจ้งความร้องทุกข์ที่โรงพัก สภ.พระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ พื้นที่เกิดเหตุ   นายไพศาล กลิ่นพิมล อายุ 28 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์ตู้คันดังกล่าว ได้เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุในขณะที่ตนขับรถตู้คันดังกล่าวมาจากพระสมุทรเจดีย์ ตามถนนสุขสวัสดิ์ และกำลังจะเลี้ยวซ้าย ตอนแรกชายคนที่ขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจอดจะติดไฟแดง แต่อยู่ดีๆ ชายคนดังกล่าวก็เปลี่ยนเลนเขาขี่รถเบนมาหารถของตน แต่ตนออกรถไปก่อนและชิดฝั่งขวาเพื่อที่จะยูเทิร์นรถกลับ   ชายคนดังกล่าวได้ขี่รถจักรยานยนต์มาเลี้ยวยูเทิร์นตัดหน้ารถตนพร้อมทั้งทำท่ายึกยัก ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร และเปิดกระจกฝั่งซ้ายพร้อมทั้งบอกขอโทษเพราะคิดว่าเราผิด อยู่ดีๆ เขาก็วิ่งลงมาจากรถขว้างหมวกกันน็อกใส่ตนอีก ตนจึงขับรถหนีมาจนกระทั้งถึงทางแยกวัดแค   ชายคนดังกล่าวยังตามมาใช้หมวกกันน๊อกฝาดเข้าที่กระจกมองข้างด้านซ้ายของตนอีก และพยายามจะหนีตนจึงขับรถชนของจักรยานยนต์ของเข้าจนเกือบล้ม เพราะเขาจะหนี แต่แล้วเหตุการณ์กลับไม่จบตามคลิปที่ปรากฎ ซึ่งในเบื้องต้นตนเองยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fzwtSreANu8

 1,763
แชร์ออฟเดอะเดย์
09 พ.ย. 61

คลิปคนขับรถตู้ทะเลาะโชเฟอร์แท็กซี่ ปมขับปาดหน้ากันตั้งแต่วงเวียนใหญ่ สุดท้ายไม่ติดใจเอาความ

โลกออนไลน์มีการแชร์คลิปของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Aksiporn Natmuantip เป็นภาพคนขับรถตู้กำลังทำร้ายร่างกายคนขับรถแท็กซี่ ก่อนที่จะมีตำรวจเข้ามาแยก พร้อมระบุข้อความว่า   "เตะลุงเป็นลูกบอลเลย หน้าป้อมแท้ๆ อากาศร้อนอารมณ์คนก็ร้อน ขาดสติ" จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงการกระทำดังกล่าว   ล่าสุด เมื่อวานนี้ (8 พ.ย.) ทีมข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ธวัชชัย ศรีสุรางค์ ผกก.สน.บุคคโล ทราบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 7 พ.ย. ใกล้ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 39 ซึ่งหลังตำรวจเข้าห้ามปรามแล้ว   สอบถามพยานจากผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในรถแท็กซี่ทราบว่า ทั้งสองคันขับรถปาดหน้ากันไปมาตั้งแต่วงเวียนใหญ่ จนมาถึงจุดเกิดเหตุรถตู้ได้ขับปาดหน้าก่อนที่คนขับจะลงมาจากรถแล้วลงมาทำร้ายร่างกายคนขับแท็กซี่ตามที่ปรากฎในคลิป   พ.ต.อ.ธวัชชัย กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุตำรวจได้ตักเตือนทั้งสองฝ่าย โดยทั้งคู่ต่างไม่ติดใจเอาความ ซึ่งฝ่ายคนขับรถตู้ยอมชดใช้ให้คนขับแท็กซี่ 200 บาทก่อนแยกย้าย ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีฝ่ายใดได้รับบาดเจ็บ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/swyMMtQOd3k

 1,515
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ต.ค. 61

จับมือกันแล้ว! 2 ชายทะเลาะวิวาทแย่งปืนกลางถนน เหตุขับรถปาดหน้า ด้าน ตร.แจ้งข้อหาทั้งคู่

จับมือกันแล้ว! 2 ชายทะเลาะวิวาทแย่งปืนกลางถนน เหตุขับรถปาดหน้า ด้าน ตร.แจ้งข้อหาทั้งคู่   จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กได้โพสต์คลิปเหตุทะเลาะวิวาท โดยคลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่เกิดขึ้นที่ จ.อยุธยา หลังมีอบุัติเหตุรถกระทบกระทั่งกันเรื่องขับปาดหน้า แล้วมีคู่กรณี 2 ฝ่ายลงมาชกต่อยแล้วใช้อาวุธปืนขู่ ทำให้ชายคู่กรณีต้องรีบเข้าไปคว้ามือและกดปืนไว้ ไม่ให้ชักออกมา ซึ่งชายเจ้าของปืนก็บอกให้ปล่อย    แต่คู่กรณีไม่ยอม เพราะเกรงว่าหากปล่อยมือแล้วจะถูกยิง พร้อมกับบอกให้แจ้งตำรวจ โดยชายเจ้าของปืนบอกว่าไม่ยิง แต่ให้ปล่อยก่อน กระทั่งต่างฝ่ายต่างยอมกันและปล่อยมือออก    ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก ตำรวจอยุธยา เผยว่า ผลการสอบสวนทราบว่ากรณีเหตุที่ปรากฏในคลิปเกิดจากความไม่พอใจที่ขับรถปาดหน้ากันโดยหลังจากเกิดได้สักครู่ ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างแยกย้าย ไม่ติดใจเอาความซึ่งกันและกัน   ต่อมา วานนี้ (16 ต.ค.) ในเวลา 18.00 น. สถานีตำรวจภูธรวังน้อย ได้เชิญคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมาพบเพื่อทำการสอบสวนและได้แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯและ แจ้งข้อกล่าวหาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งฐาน ‘ทำร้ายร่างกายฯ’ พร้อมทั้งได้ตรวจยึดอาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 ตามที่ปรากฏในคลิป จำนวน 1 กระบอก ไว้เป็นของกลางในคดี   ข่าวที่เกี่ยวข้อง แชร์ว่อน คลิปขับรถปาดหน้า ลงมาซัดกันนัว-ชักปืนขู่ อีกฝ่ายเข้าแย่งอลหม่าน ก่อนแยกย้าย  

 1,759
แชร์ออฟเดอะเดย์
17 ต.ค. 61

แชร์ว่อน คลิปขับรถปาดหน้า ลงมาซัดกันนัว-ชักปืนขู่ อีกฝ่ายเข้าแย่งอลหม่าน ก่อนแยกย้าย

เพจเฟซบุ๊ก Sbo55 โพสต์คลิปสุดเดือดที่ จ.อยุธยา หลังมีอบุัติเหตุรถกระทบกระทั่งกันเรื่องขับปาดหน้า แล้วมีคู่กรณี 2 ฝ่ายลงมาชกต่อยแล้วใช้อาวุธปืนขู่ ทำให้ชายคู่กรณีต้องรีบเข้าไปคว้ามือและกดปืนไว้ ไม่ให้ชักออกมา ซึ่งชายเจ้าของปืนก็บอกให้ปล่อย   แต่คู่กรณีไม่ยอม เพราะเกรงว่าหากปล่อยมือแล้วจะถูกยิง พร้อมกับบอกให้แจ้งตำรวจ โดยชายเจ้าของปืนบอกว่าไม่ยิง แต่ให้ปล่อยก่อน กระทั่งต่างฝ่ายต่างยอมกันและปล่อยมือออก แล้วเข้าไปเจรจากันที่โรงพัก   ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก ตำรวจอยุธยา ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวว่า “ตามที่มีข้อมูลข่าวสารปรากฏในสื่อมวลชนและสื่อโซเชี่ยลต่างๆ ในวันนี้ กรณีที่ปรากฏคลิปวีดีโอ”ชาย 2 คนจอดรถทะเลาะวิวาทริมถนนแย่งปืนกัน" เหตุเกิดเมื่อ 16 ตค.61 เวลา 09.20 บริเวณแยกไฟแดงสี่ขวา ถนนโรจนะ ตำบลลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาน แล้วนั้น   ตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาได้สั่งการให้สถานีตำรวจภูธรวังน้อย ทำการตรวจสอบกรณีคลิปที่ปรากฏดังกล่าวเนื่องจากเป็นกรณีที่สนใจของประชาชน โดยได้เร่งรัดดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งสามารถติดตามบุคคลคู่กรณีที่ปรากฏในคลิปดังกล่าวมาทำการสอบสวน ผลการสอบสวนทราบว่ากรณีเหตุที่ปรากฏในคลิปเกิดจากความไม่พอใจที่ขับรถปาดหน้ากันโดยหลังจากเกิดได้สักครู่ ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างแยกย้าย ไม่ติดใจเอาความซึ่งกันและกัน   และในเวลา 18.00 น. สถานีตำรวจภูธรวังน้อย ได้เชิญคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมาพบเพื่อทำการสอบสวนและได้แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับคู่กรณีฝ่ายหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯและ แจ้งข้อกล่าวหาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งฐาน "ทำร้ายร่างกายฯ" พร้อมทั้งได้ตรวจยึดอาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 ตามที่ปรากฏในคลิป จำนวน 1 กระบอก ไว้เป็นของกลางในคดี   ทั้งนี้ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มิได้นิ่งนอนใจในการดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฏหมายในทุกกรณี หากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลข่าวสารการกระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฏหมาย มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนหรือมีข้อมูลข่าวสาร ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรุณาแจ้งให้ตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยาทราบเพื่อจักได้ดำเนินการให้ท่านต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aRBB1MQmgCc

 1,940

Top