ค้นหา :

ผลการค้นหา "บัญชีเงินฝาก"

เศรษฐกิจ
09 ต.ค. 62

ธ.กรุงไทย พร้อมรับผิดชอบเงิน 41 ล้านแก่มูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาฯ เมื่อคดีถึงที่สุด

จากกรณีมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้ร้องเรียนสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ให้ธนาคารกรุงไทยรับผิดชอบ   กรณีรองผู้จัดการธนาคาร สาขาถนนร่มเกล้า (หมู่บ้านปรีชา) ปลอมแปลงลายเซ็นเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เป็นเงินกว่า 41 ล้านบาท โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาฟ้องศาลแพ่งนั้น   ล่าสุดทางธนาคารกรุงไทยชี้แจงว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยที่ผ่านมา ธนาคารได้พูดคุยและเจรจา เพื่อหาข้อสรุปและหาผู้ร่วมกระทำผิดร่วมกับทางมูลนิธิฯ หลายครั้ง   นอกจากนี้ ธนาคารยังได้มีหนังสือลงวันที่ 5 กันยายน 2561 ถึงประธานมูลนิธิฯ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ โดยเสนอเงินเบื้องต้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ธนาคารพร้อมรับผิดชอบจำนวนเงินความเสียหาย ตามที่ศาลพิจารณา และมีคำพิพากษาถึงที่สุด   จึงขอให้มูลนิธิฯ มั่นใจว่าธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ธนาคารยึดมั่นในการปฏิบัติงานตามหลักบรรษัทภิบาล ดำเนินงานอย่างมืออาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส รวมทั้งให้บริการลูกค้าตามแนวทางของหลัก Market Conduct ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RT83VdUYfXA

 839
สังคม-อาชญากรรม
07 ต.ค. 62

มูลนิธิร้องสื่อ รอง ผจก.แบงก์ดัง ปลอมลายเซ็นเบิกเงินกว่า 41 ล้าน ผ่านไป 3 ปียังไม่ได้เงินคืน

พลเอกประดิษฐ์ บุญเกิด รองประธานมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และนายธีรยทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เข้าร้องเรียนสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย   กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ถูกรองผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาร่มเกล้า ปลอมแปลงลายเซ็นพระครูปลัดสุชาติ ฐานจาโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหงส์ เขตบางกอกใหญ่ ในฐานะประธานมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ไปถอนเงินจำนวนกว่า 41 ล้านบาท แล้วโอนเงินเข้าบริษัทเอกชนหลายแห่ง ก่อนโอนเงินจำนวน 30 ล้านบาท เข้าบัญชีชองเหรัญญิกของมูลนิธิ และถอนเงินสดออกจากระบบไป เหตุเกิดเมื่อปี 2559   ซึ่งก่อนจะเกิดเรื่อง รองผู้จัดการธนาคารคู่กรณี ได้ขักชวนให้คณะกรรมการมูลนิธิ นำเงินของมูลนิธิมาฝากกับธนาคารของตน โดยยื่นข้อเสนอว่าจะให้ดอกเบี้ยมากกว่า ทางคณะกรรมการมูลนิธิจึงมีมติให้ปิดบัญชีธนาคารเดิม แล้วนำเงินมาฝากที่ธนาคารกรุงไทย สาขาร่มเกล้า แต่หลังจากนั้นเพียง 2 วัน ก็ได้มีการลักลอบเบิกเงินออกไปทั้งหมดออกไป ก่อนที่ทางมูลนิธิจะมาทราบเรื่องในข่วงปี 2560 ซึ่งผ่านมานานหลายเดือน   หลังทางมูลนิธิทราบเรื่องตัวแทนมูลนิธิก็ได้ไปแจ้งความ สน.ลาดกระบัง จนทราบว่ามีการปลอมแปลงลายเซ็นเพื่อเบิกเงินจริง โดยคาดว่าเหรัญญิกและเลขานุการมูลนิธิฯ อาจมีส่วนกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้ เพราะเป็นผู้เซ็นชื่อร่วมเบิกเงินด้วย จากนั้นทางธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จนทราบว่ารองผู้จัดการธนาคารคนดังกล่าวมีความผิดจริง จึงมีมติไล่ออก แต่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่กลับไม่รับผิดชอบกับกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งที่สาเหตุเกิดจากพนักงานในสังกัด   ส่วนคดีอาญาความผิดฐานฉ้อโกง มีจำเลยทั้งหมด 7 คน ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวันนี้จึงเดินทางมาร้องต่อสื่อมวลชนเพื่อให้นำเสนอข่าวเตือนภัย และอยากขอให้ทางธนาคารกรุงไทย ชดใช้เยียวยาเงินดอกเบี้ย เพื่อให้มูลนิธิสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในการดูแลตัวมูลนิธิ ที่มีขนาดกว่า 500 ไร่ และกิจกรรมการพัฒนาพระพุทธศาสนาอื่นๆ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ssm7mC3EPpw

 1,962
สังคม
07 ต.ค. 62

มูลนิธิร้องสื่อ รอง ผจก.แบงก์ดัง ปลอมลายเซ็นเบิกเงินกว่า 41 ล้าน ผ่านไป 3 ปียังไม่ได้เงินคืน

พลเอกประดิษฐ์ บุญเกิด รองประธานมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และนายธีรยทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เข้าร้องเรียนสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย   กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ถูกรองผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาร่มเกล้า ปลอมแปลงลายเซ็นพระครูปลัดสุชาติ ฐานจาโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหงส์ เขตบางกอกใหญ่ ในฐานะประธานมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ไปถอนเงินจำนวนกว่า 41 ล้านบาท แล้วโอนเงินเข้าบริษัทเอกชนหลายแห่ง ก่อนโอนเงินจำนวน 30 ล้านบาท เข้าบัญชีชองเหรัญญิกของมูลนิธิ และถอนเงินสดออกจากระบบไป เหตุเกิดเมื่อปี 2559   ซึ่งก่อนจะเกิดเรื่อง รองผู้จัดการธนาคารคู่กรณี ได้ขักชวนให้คณะกรรมการมูลนิธิ นำเงินของมูลนิธิมาฝากกับธนาคารของตน โดยยื่นข้อเสนอว่าจะให้ดอกเบี้ยมากกว่า ทางคณะกรรมการมูลนิธิจึงมีมติให้ปิดบัญชีธนาคารเดิม แล้วนำเงินมาฝากที่ธนาคารกรุงไทย สาขาร่มเกล้า แต่หลังจากนั้นเพียง 2 วัน ก็ได้มีการลักลอบเบิกเงินออกไปทั้งหมดออกไป ก่อนที่ทางมูลนิธิจะมาทราบเรื่องในข่วงปี 2560 ซึ่งผ่านมานานหลายเดือน   หลังทางมูลนิธิทราบเรื่องตัวแทนมูลนิธิก็ได้ไปแจ้งความ สน.ลาดกระบัง จนทราบว่ามีการปลอมแปลงลายเซ็นเพื่อเบิกเงินจริง โดยคาดว่าเหรัญญิกและเลขานุการมูลนิธิฯ อาจมีส่วนกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้ เพราะเป็นผู้เซ็นชื่อร่วมเบิกเงินด้วย จากนั้นทางธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จนทราบว่ารองผู้จัดการธนาคารคนดังกล่าวมีความผิดจริง จึงมีมติไล่ออก แต่ธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่กลับไม่รับผิดชอบกับกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งที่สาเหตุเกิดจากพนักงานในสังกัด   ส่วนคดีอาญาความผิดฐานฉ้อโกง มีจำเลยทั้งหมด 7 คน ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวันนี้จึงเดินทางมาร้องต่อสื่อมวลชนเพื่อให้นำเสนอข่าวเตือนภัย และอยากขอให้ทางธนาคารกรุงไทย ชดใช้เยียวยาเงินดอกเบี้ย เพื่อให้มูลนิธิสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในการดูแลตัวมูลนิธิ ที่มีขนาดกว่า 500 ไร่ และกิจกรรมการพัฒนาพระพุทธศาสนาอื่นๆ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ssm7mC3EPpw

 1,962
เศรษฐกิจ
24 เม.ย. 62

สรรพากรยอมถอย รื้อเกณฑ์เก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ไม่กระทบคนส่วนใหญ่ ให้คนไม่ยินยอมส่งข้อมูลเซ็นแจ้งแบงก์แทน

กรมสรรพากรยอมถอย รื้อเกณฑ์รีดภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเกิน 20,000 บาท เตรียมประกาศใหม่ใน 1-2 สัปดาห์ หลังให้ ปชช.ต้องไปแจ้งข้อมูลเซ็นยินยอมเพื่อเว้นภาษี สร้างความยุ่งยากให้ผู้ฝากกว่า 80 ล้านบัญชี กระทบกับคนหมู่มาก ถือเป็น 99% ของบัญชีทั้งหมด   โดยจะเปลี่ยนวิธีการมาให้ผู้ที่คาดว่าจะเสียภาษีมาแจ้งปฏิเสธให้ธนาคารส่งข้อมูลไปยังสรรพากรแทน ทำให้คนที่ไม่แจ้งปฏิเสธจะถูกธนาคารแจ้งข้อมูลไปสรรพากรโดยอนุมัติ หากดอกเบี้ยเงินฝากรวมกันเกินปีละ 2 หมื่นบาท ต้องเสียภาษี 15%     ด้านสมาคมธนาคารไทย เตรียมเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ร่วมหารือสรรพากร ในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.2562) เกรงว่าการส่งข้อมูลดอกเบี้ยของผู้ฝากให้สรรพากรอัตโนมัติ ขัดกฎหมาย พ.ร.บ.ธนาคารในการห้ามเปิดเผยข้อมูลลูกค้า   ในมุมของผู้ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษี เนื่องจากมีดอกเบี้ยเงินฝากรวมกันเกินปีละ 2 หมื่นบาท มีความกังวลว่า หากไม่ไปเซ็นปฏิเสธ ก็จะถูกธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าการไปเซ็นปฏิเสธ ในอนาคตอาจถูกหน่วยงานของรัฐเพ่งเล็งเป็นพิเศษหรือไม่ และการที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรแบบอนุมัติ จนส่งผลอื่นๆกระทบเจ้าของบัญชีเงินฝากในอนาคตจนเกิดการตรวจสอบ อาจทำให้ธนาคารถูกฟ้องร้องได้ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AQzdYoZocso

 24,047
เศรษฐกิจ
23 เม.ย. 62

สรรพากรหารือธนาคาร ถกวิธีอำนวยความสะดวกลูกค้า ปมเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

วันนี้ (23 เม.ย.2562) กรมสรรพากรเตรียมประชุมร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ธนาคารพาณิชย์และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางให้ผู้ฝากเงินยินยอมแจ้งข้อมูลกับธนาคาร พร้อมแนวทางปฏิบัติของธนาคาร การอำนวยความสะดวกผู้ฝากเงินและการบรรเทาผลกระทบ   โดยการประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก กรมสรรพากร เตรียมเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก จากดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นต่อปี ในอัตรา 15% ซึ่งแต่เดิมผ่อนผันให้ดอกเบี้ยไม่เกิน 2 หมื่นต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษี แต่สำหรับผู้ที่แจ้งข้อมูลกับธนาคารเพื่อนำส่งกรมสรรพากรจะได้รับการผ่อนผันนั้น   ทั้งนี้คาดว่าแนวทางในการยื่นข้อมูลของลูกค้า อาจใช้แบบฟอร์มยินยอมแบบเดียวกันทุกแห่ง และลงนามยินยอมที่ธนาคารเพียงแห่งเดียว แต่เชื่อมโยงข้อมูลกันทุกธนาคาร หรือการลงนามผ่านไอแบงก์กิ้ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-bGuOUt4tEE

 5,184
เศรษฐกิจ
07 ธ.ค. 61

'กอบศักดิ์' ยอมรับไทยเหลื่อมล้ำจริง มีเงินฝากเกิน 10 ล้านแค่แสนบัญชี ส่วนใหญ่มีแค่ 4-5พัน

จากกรณีนายบรรยงค์ พงษ์พานิช ได้อ้างข้อมูลจากรายงานของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ระบุว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก โดยคนไทย 1% มีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 66.9% ในปัจจุบัน แซงหน้ารัสเซียและอินเดีย   ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยว่า 30 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขสัดส่วนรายได้คนไทยไม่แตกต่างกัน คนจนต่ำมาก ประมาณ 4% ส่วนคนรวยมีส่วนแบ่งประมาณ 52-54% ต่อเนื่องตลอดเวลา   ในเรื่องของรายได้ต่อหัวประชากร คนมีฐานะยากจนต่ำสุด 20% มีรายได้ เพิ่มขึ้นเพียง 2,000 บาท แตกต่างจากคนที่มีฐานะร่ำรวย กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 20,000 บาท ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา   ขณะที่ข้อมูลการออมจากบัญชีทั้งหมดประมาณ 90 ล้านบัญชี เชื่อหรือไม่ว่า คนมีเงินออมเกิน 10 ล้านบาท มีเพียง 1 แสนบัญชีเท่านั้น แต่มีเงินรวมกันเท่ากับ 50% ของเงินในบัญชีทั้งหมดกว่า 90 ล้านบัญชีของคนไทย และส่วนใหญ่ 74 ล้านบัญชี จะมีเงินออมไม่เกิน 5 หมื่นบาท ขณะที่คนจำนวนมากมีเงินเฉลี่ยในบัญชีประมาณ 4,000-5,000 บาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/1vH0DX1geK0

 14,162
เศรษฐกิจ
24 ก.ค. 61

16 แบงก์จับมือเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐาน ฟรีทุกค่าธรรมเนียม

ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ รวม 16 แห่ง ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การให้บริการบัญชีเงินฝากเพื่อการเข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐาน หรือ บัญชีเงินฝากพื้นฐาน   นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ขาดโอกาสเข้าถึงบริการการเงินได้สะดวกและด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงและใช้บริการทางการเงินมากขึ้น โดยจากผลสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินภาคครัวเรือน ปี 2559 พบว่า ครัวเรือนประมาณ 30% เข้าไม่ถึงและไม่ใช้บริการเงินฝาก ดังนั้นการมีบัญชีเงินฝากพื้นฐานจะทำให้คนเข้าถึงบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น   ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า บัญชีประเภทใหม่นี้ จะใช้ได้ภายในเดือนตุลาคมปีนี้ โดยในระยะแรกจะให้บริการสำหรับกลุ่มประชาชนที่อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปก่อน โดยบัญชีเงินฝากพื้นฐานนี้ ธนาคารพาณิชย์จะไม่กำหนดทั้งวงเงินขั้นต่ำในการเปิดและคงบัญชีเงินฝากไว้ และผู้ฝากสามารถฝาก ถอน โอน โดยใช้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตที่ผูกไว้กับบัญชีได้ โดยจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีเป็นพิเศษ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/h2HZA_S_LXs

 3,061

Top