ค้นหา :

ผลการค้นหา "ธีระเกียรติเจริญเศรษฐศิลป์"

การเมือง
29 ส.ค. 62

'หมอธี' ลาออก ส.ว.หลังศาลฟันคดีภรรยาถือหุ้น เลื่อน 'อภิชาติ' รับตำแหน่งแทน

นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นใบลาออกจากการเป็น ส.ว.ต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาแล้ว จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ความเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)   กรณีคู่สมรสซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่ม 800 หุ้น แม้อดีตโฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะให้ความเห็นไม่กระทบต่อการเป็น ส.ว.แต่เห็นว่าควรเคารพคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ แม้จำนวนหุ้นที่เป็นปัญหาจะไม่มากแต่ถือว่าแม้แต่ 1 หุ้นก็ไม่ได้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญ   จึงแสดงเจตจำนงลาออกตั้งแต่บัดนี้ ขอย้ำถึงบรรทัดฐานที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องระวัง การถือหุ้นแม้มีเพียงหุ้นเดียวก็ตาม กรณีของตนคู่สมรสไม่ทราบข้อกฎหมายเรื่องนี้แต่จะใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้ จึงอยากให้ทุกคนเคารพกฎหมาย   ซึ่งการลาออกของ นพ.ธีระเกียรติส่งผลให้นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน รายชื่อ ส.ว.สำรองลำดับที่ 2 ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่แทน ส่วนนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ รายชื่อสำรองลำดับที่ 1 ขาดคุณสมบัติ ส.ว. เนื่องจากดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ รมว.ต่างประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8w1BWjCdewI

 853
การเมือง
28 ส.ค. 62

‘หมอธี’ ยื่นลาออก ส.ว. ขอสร้างสรรทัดฐาน เคารพศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 28 ส.ค. 62 นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ส.ว. ต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาแล้ว หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวานนี้ว่าขาดคุณสมบัติ และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และมีผลให้ถูกตัดสิทธิ์การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี กรณีคู่สมรสถือครองหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งถือเป็นบริษัทสัมปทานคู่กับรัฐ    แม้ว่านายอุดม รัฐอมฤต อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และนายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษา กรธ. จะออกมายืนยันว่า การตัดสิทธิดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. ก็ตาม แต่ก็จะมีผลว่าหากบุคคลใดข้องใจ ก็จะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่า แม้จะถือหุ้นเพียงเล็กน้อย ก็ถือเป็นความผิด จึงขอแสดงความจำนงลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลในวันศุกร์ 30 กันยายนนี้    นายแพทย์ธีระเกียรติ กล่าวว่า ยังคาดหวังให้ทุกคนเคารพการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำวินิจฉัยดังกล่าว ก็เพียงพอต่อการนัดสินใจลาออกแล้ว และยังอยากให้กรณีนี้เป็นบรรทัดฐานต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมปฏิเสธจะมาทำงานการเมืองต่อในอนาคต โดยจะระเพียงว่า ขอจบตำแหน่งและหน้าที่การเมืองไว้เพียง ส.ว. นี้ เพราะก่อนหน้านี้ทำหน้าที่มามากแล้ว และคงกลับไปเป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยต่อ   ส่วนเงินประจำตำแหน่งที่เคยได้รับไปนั้น นายแพทย์ธีระเกียรติ ระบุว่า จะไม่ขอคืน เนื่องจากเป็นการขอลาออกออกจากตำแหน่งเอง   สำหรับการลาออกของนายแพทย์ธีระเกียรติ ส่งผลให้ นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาขุมชน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อ ส.ว.สำรอง ลำดับที่ 2 จะมาปฏิบัติหน้าที่แทน ส่วนนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีรายชื่อสำรองลำดับที่ 1 นั้น ขาดคุณสมบัติ ส.ว. เนื่องจากอยู่ระหว่างดำรงตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  

 1,795
สังคม-อาชญากรรม
28 มี.ค. 62

กระทรวงศึกษาธิการประกาศกร้าว บัณฑิตยุคใหม่ต้องผ่านเกณฑ์ ทักษะดิจิทัลมาตรฐานสากล

กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นจริงจังในการขับเคลื่อนการพัฒนายกระดับสถาบันการศึกษาของประเทศให้สร้างบุคลากร หรือแรงงานในอนาคตให้มีทักษะดิจิทัลที่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเทคโนโลยีเปลี่ยนฉับพลัน (Disruptive Technology) ถือเป็นการปฎิรูปการศึกษาแบบพลิกโฉมครั้งสำคัญของประเทศที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้การรับรองวุฒิบัตรรับรองความสามารถด้านคอมพิวเตอร์สากล (International Computer Driving License : ICDL) ให้กับทุกหลักสูตรอย่างเป็นทางการ โดยมีการมอบประกาศนียบัตรรับรอง (Certificate of Recognition) ให้กับ ICDL เพื่อเป็นการยอมรับและยืนยันถึงความต้องการจำเป็นในการร่วมกันพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพของกำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะ นักเรียน นิสิตและนักศึกษาทุกระดับในสถาบันการศึกษาที่เป็นรากฐานแห่งแรงงานสมรรถนะสูงในอนาคต ซึ่ง ICDL จะเป็นใบเบิกทางของคนทำงานยุคใหม่ ที่สามารถใช้ได้ทั้งในประเทศและทั่วโลก  อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์การขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 ในยุทธศาสตร์ที่สาม “การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน”     จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (World Talent Ranking) จำนวน 63 ประเทศ ในปี 2561 โดยสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development : IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พบว่าประเทศไทยมีอันดับที่ตกลง 3 อันดับ โดยลดลงจากอันดับที่ 27 ในปี 2560 มาเป็นอันดับที่ 30 ในปี 2561    เมื่อพิจารณาคะแนนที่ประเทศไทยได้รับในระยะตั้งแต่ปี 2557 - 2561 จะเห็นได้ว่ามีคะแนนที่สูงขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา แต่ในปี 2561 คะแนนของประเทศไทยลดลง โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีคะแนน 79.45 ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของ 63 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเท่ากับ 76.61 คะแนนของประเทศไทยยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง   แต่รัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศควรมีการเร่งดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้ทุกภาคเศรษฐกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ภายใต้บริบทใหม่ของโลก จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับขีดความสามารถที่สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน เราพบว่า ในยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี นั้น ได้มุ่งเน้นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน เพื่อมุ่งไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประเทศ ในขณะที่แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนด้วยเช่นเดียวกัน   นอกจากนั้น ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2574 ยังมีเป้าหมายด้านผู้เรียน โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นทักษะการรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy) เป็นการทำให้ผู้เรียนก้าวทันต่อการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) กระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้าปลดล็อคครั้งสำคัญ รับรองวางเกณฑ์การประเมินทักษะด้านดิจิทัลด้วยมาตรฐานสากล ICDL ในทุกหลักสูตร ถือเป็นการปฎิรูปการศึกษาครั้งสำคัญเพื่อสร้างตัวชี้วัดให้ภาคการศึกษาที่ต้องพัฒนานักเรียน นิสิตและนักศึกษาให้มีความเข้มแข็งด้านทักษะดิจิทัลระดับสากล มีความพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นกำลังคนคุณภาพที่พร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในอนาคต ทุกหลักสูตรของ ICDL ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการให้การรับรองนั้น ถือว่าเป็นใบบิกทางให้กับ นักเรียน นิสิตและนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ได้มีความพร้อมด้านทักษะดิจิทัลเพื่อเข้าสู่การทำงานในอันที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถด้านดิจิทัลที่มีมาตรฐานของตนได้ เป็นประโยชน์และเพิ่มโอกาสให้กับผู้สมัครงาน และบริษัทหรือผู้ประกอบการสามารถเลือกบุคลากรที่มีความสามารถได้โดยพิจารณาจากการมีใบรับรองด้านทักษะดิจิทัลของผู้สมัครนั้นเอง  โดยหลักสูตร ICDL ที่ได้รับการรับรอง ครอบคลุมตั้งแต่ทักษะดิจิทัลระดับพื้นฐานที่จำเป็นไปจนถึงระดับทักษะดิจิทัลขั้นสูง โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มทักษะหลัก ได้แก่   1  กลุ่มทักษะดิจิทัลระดับที่จำเป็นสำหรับกำลังคน (Workforce Digital Skills) ได้แก่ 1.1 กลุ่มหลักสูตรทักษะดิจิทัลพื้นฐาน (Basic skills) ได้แก่ พื้นฐานคอมพิวเตอร์ (Computer Basics) พื้นฐานการออนไลน์ (Online Basics) 1.2 กลุ่มหลักสูตรเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน (Productivity Skills) ได้แก่ หลักสูตรเพื่อให้สามารถใช้งานเครื่องมือด้านดิจิทัลหรือโปรแกรมอำนวยความสะดวก (Application) ขั้นต้นสำหรับการทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว ได้แก่ การประมวลผลคำ (Word Processing) แผ่นตารางทำการ (Spreadsheet) และการนำเสนอ (Presentation) 1.3 กลุ่มหลักสูตรเพื่อการปฏิบัติงานที่เหมาะสม การทำงานร่วมกันออนไลน์ (Online Collaboration) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมั่คงและปลอดภัย (IT Security) และ   2. กลุ่มทักษะดิจิทัลระดับสูง (Professional/Occupational Digital Skills) จัดกลุ่มตามลักษณะเฉพาะของงาน อาทิ  2.1 กลุ่มหลักสูตรสำหรับสายการตลาดและการสื่อสาร 2.2 กลุ่มหลักสูตรสำหรับสายการเงินและการบริหาร 2.3 กลุ่มหลักสูตรสายการออกแบบ 2.4 กลุ่มหลักสูตรสายเทคนิค 2.5 กลุ่มหลักสูตรสำหรับครูอาจารย์นักการศึกษา   หลักสูตรวุฒิบัตรล่าสุดตอบโจทย์ความต้องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่สำหรับอนาคต อาทิ Computing, Digital Marketing, 3D CAD  Information Literacy, ICT in Education, Data Protection, Data Analytics เป็นต้น   ปัจจุบัน ICDL ได้รับการรับรองโดยหน่วยงานและสมาคมด้านคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ของรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ สหประชาชาติ ยูเนสโก หน่วยงานด้านการศึกษา และบริษัทชั้นนำทั่วโลก ซึ่งหลักสูตรมาตรฐาน สากล ICDL ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้นำอันดับหนึ่งเรื่องมาตรฐานการวัดความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันได้ใช้ ICDL กันอย่างกว้างขวางทั้งในระดับราชการ บริษัทเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษา มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียนต่าง ๆ ในระดับนานาประเทศรวมมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก   อีกทั้งยังได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ รวมมากกว่า 42 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนสอบ ICDL ไปแล้วกว่า 15 ล้านคนทั่วโลก ข้อสอบและวุฒิบัตรที่มอบไปแล้วจำนวนมากกว่า 54 ล้านฉบับ และยังมีการจัด ICDL Digital Challenge  สุดยอดการแข่งขันด้านทักษะดิจิทัล เพื่อคัดเลือกและเฟ้นหาสุดยอดเยาวชนไทยด้านทักษะการใช้ดิจิทัล เพื่อไปชิงตำแหน่งสุดยอดของเอเซีย! ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นในระดับประเทศวันที่ 31 พฤษภาคม   แท้จริงแล้ว ภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่ต้องทำการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและนำประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 และดิจิทัลไทยแลนด์ให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ยิ่งต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา คนทำงาน และบุคคลทั่วมีศักยภาพด้านดิจิทัลมากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป  

 788
การเมือง
11 ม.ค. 62

กกต.ชี้ 4 รมต.'ปนัดดา-ไพรินทร์-สุวิทย์-หมอธี' ปมหุ้นสัมปทานรัฐ ส่งศาลรธน.ชี้ขาด

กกต.ได้ประชุมลับเพื่อพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ร้องให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 4 ราย คือ   ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ   ประเด็นถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐเข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรีเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง เห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170   ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ว่า คล้ายกรณี ของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เคยมีประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นเช่นกัน และมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งผลชี้ว่าไม่มีความผิด ทั้งนี้คาดว่า 4 รมต.รายล่าสุดคงไม่ลาออกจนกว่าศาลรธน จะวินิจฉัย เช่นเดียวกัน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4N0zmRWiz6Y

 798
สังคม-อาชญากรรม
10 ม.ค. 62

กรุงเทพคริสเตียนโดนเบรค นร.ใส่ชุดไปรเวท หวั่นไม่มีระเบียบวินัย-ร.ร.อื่นทำตาม

จากกรณีโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ประกาศให้นักเรียนสวมชุดไปรเวทมาเรียนได้ทุกวันอังคาร โดยเริ่มวันอังคารที่ 8 มกราคม 2562 นี้เป็นวันแรก โดยจะทำการทดลองเป็นเวลา 1 ภาคเรียน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม   ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้มีหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขอให้โรงเรียนทบทวนเรื่องดังกล่าวว่ามีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด   ถึงแม้โรงเรียนได้ชี้แจงว่าเป็นการทดลองทำวิจัยเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียน แต่ สช.ก็ห่วงใยเรื่องความมีระเบียบ วินัย เรียบร้อย ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง การดูแลเด็กของครู บริบทของสังคมไทย และปัญหาสังคมที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งโรงเรียนต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้และดูความเหมาะสมด้วย   ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ไม่ควรนำเรื่องชุดนักเรียนมาเป็นประเด็นด้านการศึกษา เพราะไม่ได้กระทบกับการเรียน ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เองก็ออกบอกว่า ชุดนักเรียนก็มีจุดเเข็ง จึงให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทเเค่สัปดาห์ละวัน ซึ่งกว่าจะนำเเนวคิดเรื่องนี้มาใช้ได้ก็ผ่านเวลาเป็น 10 ปี ซึ่งตนก็เห็นเจตนารมณ์ที่ดีก็คงไม่มีนโยบายบังคับเเต่อย่างใด   ส่วนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นที่รู้อยู่กันอยู่เเล้วว่าให้ใส่ชุดนักเรียนมาเรียนได้เท่านั้น ห้ามชุดไปรเวท ซึ่งกระเเสที่นักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยากใส่ชุดไปรเวทบ้างนั้น ตนยังไม่ได้ยินเเต่ก็คงยึดตามกฎเเละข้อระเบียบ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pPxEbNQKnQE

 16,491
สังคม-อาชญากรรม
15 พ.ย. 61

ศธ.สั่งสอบ ร.ร.ปั้นชื่อนักเรียนผี หวังได้งบรายหัวเพิ่ม

ข่าวสะเทือนวงการการศึกษา นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยกรณีมีข่าวการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัว โดยสร้างชื่อนักเรียนผีเพื่อรับเงินอุดหนุนว่า พบข้อมูลรายชื่อนักเรียนซ้ำซ้อนหรือนักเรียนผี ของโรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี   ซึ่งมีการนำรายชื่อเด็กจากโรงเรียนที่ห่างออกไป 60 กม.มาใส่ จำนวน 40 คน และยังพบโรงเรียนใน จ.ร้อยเอ็ด มีพฤติกรรมดังกล่าวด้วย แต่ขอยังไม่เปิดเผยชื่อขอให้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน   ทั้งนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปสะสางปัญหานักเรียนผี หากผู้อำนวยการโรงเรียนคนใดแจ้งข้อมูลเท็จในลักษณะนี้ถือว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งแม้จำนวนจะมากหรือน้อยก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้   นอกจากนี้ จนท.ทำการจู่โจมตรวจสอบโรงเรียนในยโสธร พบมีการสวมชื่อนักเรียนผีจำนวนมาก โดยเมื่อนำชื่อไปสอบถามกับนักเรียนในห้อง ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักแต่อย่างใด ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ZTGA1sFuNI8

 1,609
สังคม-อาชญากรรม
12 ต.ค. 61

รมว.ศึกษาฯรับไม่ได้รุ่นพี่แกล้ง ป.4 แม่แฉได้เงิน 4 พันแล้วให้เรื่องจบ ตรวจร่างกายน้องเป็นสมาธิสั้น ไม่ใช่ออทิสติก

จากกรณีเกิดเหตุรุ่นพี่ชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา จำนวน 8 คน ได้พานักเรียนหญิง เด็กป.4 ป่วยออทิสติก เข้าไปในห้องเรียนบอกว่าจะถักเปียให้แต่ปรากฏว่ารุ่นพี่ ม.2 ได้เข้าไปรุมกระชากผมอย่างรุนแรงจนเด็ก ป.4 ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว   นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า รับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น น่าจะมีการสอบสวนแต่ผู้อำนวยการโรงเรียนลงโทษทำทัณฑ์บนเท่านั้น จึงสั่งการให้มีการตรวจสอบทันที ส่วนที่ถามว่าการทำทัณฑ์บนน้อยไปหรือไม่ เนื่องจากยังไม่เห็นคลิปถ้ามีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นก็แย่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นเด็กออทิสติกด้วยยิ่งแย่ไปใหญ่ ดังนั้น สิ่งที่ตัดสินใจเบื้องต้นจากที่ได้ฟังเรื่องมาก็คือ ต้องไปหารายละเอียดมาเพราะแค่ลงโทษทำทัณฑ์บนอาจจะไม่เพียงพอ   ทั้งนี้ยังไม่กล่าวโทษครูและโรงเรียนว่าใครปล่อยปละละเลย  เพราะต้องไปดูว่าใครรับผิดชอบ ปล่อยเกิดขึ้นได้อย่างไร ความรับผิดชอบก็เป็นไปตามเหตุตามผล อย่าเพิ่งไปเหมาว่าโรงเรียนหรือครูละเลยหรือไม่ ยกตัวอย่างสองอาทิตย์ที่ผ่านมามีทหารติดตามตนไปทำร้ายพนักงานจ้างเหมาบริการแบบนี้จะถือว่าตนละเลยหรือไม่ แต่ความจริงก็คือต้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อนเช่นกัน ซึ่งตนไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่นอน   ด้านผู้ปกครองของเด็กที่ถูกทำร้ายระบุว่า หลังเกิดเหตุทางโรงเรียนได้พยายามติดต่อขอเคลียร์ โดยจะมอบเงินให้ 4,000 บาท ซึ่งได้มาจากเด็กที่ก่อเหตุทำร้ายลูกคนละ 500 บาท และให้เซ็นยอมรับเพื่อให้เรื่องจบ แต่คนในครอบครัวและญาติๆ ไม่มีใครยอม   พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่มีการยอมความตั้งแต่เห็นคลิปที่ 2 ที่ลูกสาวถูกทำร้ายด้วยการกระทืบและใช้เท้าลูบหน้า ทั้งนี้ ตนจะนำลูกไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลดอกคำใต้ ก่อนจะนำผลการตรวจไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างกับเยาวชนคนอื่นๆ   สำหรับรายงานผลการตรวจร่างกายของนักเรียนหญิงชั้น ป.4 ที่เป็นผู้ถูกกระทำ แพทย์โรงพยาบาลพะเยาได้ตรวจสภาพร่างกาย และสติปัญญา ผลทางการแพทย์ระบุว่า มีความบกพร่องด่านสติปัญญาระดับอ่อน สมาธิสั้น แต่ไม่ได้เป็นออทิสติกแต่อย่างใด   ด้านนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ควรนำเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นการขัดขวางพัฒนาการตามวัยของเด็ก แต่ควรใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกเพื่อปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม   ดังนั้น การทำทัณฑ์บน หรือกล่าวคำขอโทษจึงไม่เป็นการเพียงพอ จำเป็นต้องใช้กระบวนการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมประกอบด้วย เช่น การใช้กระบวนการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งสามารถประสานงานได้ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้ทั่วประเทศให้เข้าไปช่วยดำเนินการครับ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/b4_KaUsICgY

 18,089
สังคม-อาชญากรรม
27 ก.ย. 61

ช่างภาพกระทรวงถูกทหารติดตามรมว.ศึกษา บีบคอ-หัวโขกเลือดอาบ ยันไม่เคยมีเรื่องบาดหมาง

นายยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี พนักงานจ้างเหมาบริการ ปฎิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ สังกัดสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.ดุสิต เนื่องจากถูก ร.ท.ชาตรี ไชยหาญ นายเวรทหารติดตาม ของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ทำร้ายร่างกาย   โดย ร.ท.ชาตรี ใช้กำลังบีบคอ ผลักตนติดผนังห้อง จากนั้นใช้ศีรษะโขกมาที่จมูกตนจนมีเลือดอาบ ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นห้องทำงานของ รมว.ศึกษาธิการ  และตนก็ไม่ทราบว่า ร.ท.ชาตรี สาเหตุใดถึงมาทำร้ายร่างกายตน เพราะไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน หรือหากไม่พอใจการทำงานของตนก็ควรพูดจากันด้วยเหตุผลตักเตือนตนดีๆ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย   เนื่องจากเบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่เรียกตนเข้าไปพบ ซึ่งตนคิดว่าคงสอบถามกำหนดการปฎิบัติภาระกิจของ รมว.ศึกษาธิการ ตามปกติ โดยเมื่อตนเข้าไปพบ ร.ท.ชาตรี ก็ไม่พูดจาใดๆพุ่งตรงมาทำร้ายตนทันที ซึ่งตนได้พยายามบอก ร.ท.ชาตรี แล้วว่าให้ใจเย็น ตนทำอะไรผิดหรือทำอะไรให้ไม่พอใจ แต่ ร.ท.ชาตรี ก็ไม่ให้คำตอบอะไรกลับมา อย่างไรก็ตามตนหลังจากแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว จะไปแจ้งความดำเนินคดีอีกครั้ง เอาให้ถึงที่สุด   ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า  ตนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุย และเรื่องนี้ตนให้ความยุติธรรมที่สุด จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้  เพราะใครทำผิดทำถูกดูก็รู้ และได้ให้นายยุทธพงศ์ ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.ดุสิต เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (26 ก.ย.) เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ในเบื้องต้นตนได้แจ้งย้ายให้ นายทหารติดตามคนดังกล่าว กลับไปสังกัดเดิมแล้ว   ด้าน พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ผกก.สน.ดุสิต เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งผู้เสียหายได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเพียงเท่านั้น แต่ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับคู่กรณีอย่างไรก็ตามตำรวจได้แนะนำให้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เพื่อนำผลมาประกอบหากมีความประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดุสิตพร้อมจะดำเนินการให้ต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/vXyrQx1jezM  

 3,292
สังคม-อาชญากรรม
18 ก.ค. 61

รมว.ศึกษาฯต่อว่าคนให้ข่าว ร.ร.ดังรับพื้นที่บริการ 100% ชี้แค่อยู่ในขั้นหารือยังไม่ใช่ข้อสรุป

คืบหน้ากรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมปรับหลักเกณฑ์และแนวทางการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2562 ในชั้น ม.1 และ ม.4 โดยมีแนวทางให้โรงเรียนยอดนิยมทั่วประเทศ ต้องรับเด็กในพื้นที่บริการเพิ่มขึ้น 100% ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนดังกังวลว่าจะทำให้คุณภาพโรงเรียนต่ำเท่ากันทั่วประเทศ   ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ระบุว่า ตนได้ต่อว่าคนที่ออกมาให้ข่าวเรื่องนี้แล้วผ่านนายบุญรักษ์ ซึ่งไม่ทราบว่าใคร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังห่างไกลจากการรับนักเรียนเข้าศึกษาปีการศึกษา 2562   นโยบายของตนชัดเจนว่าหากจะปรับเกณฑ์ และแนวทางการรับนักเรียน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต้องปรึกษาหารือกัน คิดว่าการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ 100% อาจหมายถึงเด็กที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการควรมีสิทธิเข้าเรียน แต่ไม่ใช่ว่าเด็กในเขตพื้นที่บริการทุกคนต้องได้เข้าเรียนทั้งหมด โรงเรียนทุกโรงต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนของตนเองด้วย    "การให้ข่าวระหว่างการหารือ หรืออยู่ในขั้นตอนการประชุมนั้น ไม่ควรทำ เพราะยังไม่ได้ข้อสรุป อยู่ในขั้นตอนการประชุม และปรับหลักเกณฑ์และแนวทางการรับนักเรียนว่าจะรับเด็กในเขตพื้นที่บริการ 100% ไม่ใช่มาตรการของ ศธ.หรือของผม   อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการว่าการออกเกณฑ์และแนวทางการรับนักเรียน ต้องพิจารณาให้รอบคอบ และต้องเป็นธรรม ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม และประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ที่สำคัญมากกว่าการปรับหลักเกณฑ์คือจำนวนเด็กที่ลดลง ส่งผลให้แย่งนักเรียนระหว่างโรงเรียนรัฐ และเอกชน ผมสั่งการให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) แต่ละจังหวัดปรึกษาหารือ และบรูณาการร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด มาแย่งเด็ก หรือมาทะเลาะกัน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/-dPxpbYP1NA

 1,579

Top