ค้นหา :

ผลการค้นหา "อาการโคม่า"

สังคม-อาชญากรรม
26 ส.ค. 61

'พลทหารคชา' อาการทรุด ญาติวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย เชื่อ 3 รุ่นพี่พยายามฆ่า

ภรรยา "พลทหารคชา" คาใจรุ่นพี่ทำร้ายสามี หลังเจ้าตัวเข้าพบตำรวจอ้างเตะแค่ 2 ที วอนผู้เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง ขณะที่น้าระบุ พลทหารเข้มไม่เคยเกเรหาเรื่องใคร สงสัยปมก่อเหตุอาจมาจากการเขม่นที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยครูฝึก      จากกรณี นายคมฉัน พะชะ พ่อของพลทหารคชา พะชะ พลทหารที่ีถูกรุ่นพี่จำนวน 3 คนรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอนไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องคนป่วยวิกฤตของโรงพยาบาลนั้น     ล่าสุดเมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) ทางครอบครัวได้เดินทางมาที่ศาลเจ้าพ่อพระกาฬ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของ จ.ลพบุรี เพื่อมาสวดขอพรพ่อพระกาฬให้ช่วยคุ้มครองลูกชาย พร้อมรอปาฏิหาริย์ ให้เกิด และให้ลูกชายได้หายเป็นปกติอีกครั้ง       ขณะที่เฟซบุ๊ก “บอย กรุงเก่า” ซึ่งเป็นพี่ชายของพลทหารคชา ได้โพสต์ภาพและข้อความ โดยระบุว่า "ขอพรสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช เพื่อให้เข้ม ฟื้นขึ้นมาหาพ่อแม่ พี่น้อง นะครับ ขอทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ" ซึ่งเป็นภาพครอบครัวได้เดินทางไปกราบไหว้ขอพระ ที่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางวงเวียนเทพสตรี เมืองลพบุรี     ด้าน ภรรยาของพลทหารเข้ม เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า แท้จริงแล้วครอบครัวต้องการเอาผิดข้อหาพยายามฆ่าแต่หลักฐานยังไม่ถึง จึงได้เข้าแจ้งความกบัทหารรุ่นพี่แค่ข้อหาทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งจาการสอบถามทหารรุ่นพี่ทั้ง 3 คน ว่าทำร้ายร่างกายสามีตนทำไม เขาก็ก้มหน้า ไม่ตอบ พอถามว่า ทำวิธีใด ก็ตอบว่า เตะสองครั้ง โดยคนแรก เตะก่อน 1 ครั้ง สามีตนก็ชัก แล้วคนที่  2 ก็เตะซ้ำอีก จนสลบหมดสติไป ส่วนอีกคนไม่ได้เตะแต่ทำหน้าที่เดินไปตามจากเรือนนอนให้มาพบ   โดยเมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) ทั้งสามคนก็ก้มกราบขอโทษ ซึ่งภาพที่เห็นก้มกราบครั้งที่แล้วคือตำรวจสั่งให้เขากราบขอโทษ แต่ครั้งนี้เขาขอโทษเอง  ตอนนี้ทางครอบครัวเราไม่ต้องการคำขอโทษแล้ว แต่อยากรู้ไปทำร้ายอย่างไรและทำไมต้องทำ เขาก็ยังไม่ยอมพูด จากครั้งแรกบอกเป็นการลงโทษ มาวันนี้บอกเป็นเรื่องส่วนตัว และทำร้ายด้วยการเตะสองครั้ง มันคืออะไร   ผลกระทบที่เขาทั้งสามคนทำมันกระทบครอบครัว ตนก็กำลังท้องลูกคนที่สอง ลูกคนโตก็กำลังจะเข้าโรงเรียน ใครจะมารับผิดชอบ สามคนทำร้ายสามีปางตายขนาดนี้ก็รับโทษติดคุกยังมีวันออก แต่เขาและครอบครัวจะขอสามีกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม   ส่วนอาการของพลทหารเข้ม ยังคงทรงตัว อาการปอดติดเชื้อแพทย์ได้ให้ยารักษาแล้ว และต้องเฝ้าติดตามอาการใกช้ชิด โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแพทย์แจ้งเรื่องการฟอกไต เพื่อระบายเลือดและของเสียที่คั่งตามอวัยวะต่างๆ โดยผลการการรักษาเป็นไปด้วยดี ขับของเสียที่คั่งออกมาได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังต่อไปคืออาการแทรกซ้อนต่างๆและทีมแพทย์ไม่สามารถประเมินได้ว่า อาการจะดีขึ้นเมื่อไหร่   ซึ่งตลอดการรักษานี้ ภรรยาของพลทหารเข้มเล่าว่า เวลาเข้าไปเยี่ยมก็จะจับมือและบอกสามีว่าตื่นได้แล้ว ลูกรออยู่ แต่สามีก็ไม่ตอบโต้  และตอนนี้ลูกสาวคนโตก็เริ่มถามว่าป๊าไปไหน ป๊าอยู่ไหน มันเป็นคำถามที่ปวดหัวใจมาก ครอบครัวเราทุกคนสภาพจิตใจย่ำแย่ หวังรอปาฏิหารย์ หวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความดีที่สามีตนทำมา จะช่วยคุ้มครองและช่วยให้สามีอาการดีขึ้น   ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับน้าและคุณยายของพลทหารเข้มที่เดินทางมาจากจ.ศรีษะเกษ เล่าว่าตอนนี้ทุกคนคาใจว่าการเตะแค่ 2 ครั้งจะทำให้ตายได้หรือไม่ และไม่เชื่อว่าจะทำแค่นี้ เพราะจาการสอบถามเพื่อนทหารเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ เป็นช่วงที่หัวหน้าสั่งให้ทำสรุปบัญชีรายรับรายจ่ายของแต่ละคน ใครทำเสร็จแล้วก็ให้ไปนอน ตอนนั้นเข้มทำเสร็จเร็วก็ขึ้นไปนอนก่อน จากนั้นไม่นานก็มีรุ่นพี่มาเรียกที่เตียงนอนให้ลงไปพบที่ห้องโถงข้างล่าง ตอนแรกเข้มไม่ยอมลงไป รุ่นพี่คนเดิมก็มาตามอีก ครั้งนี้เข้มยอมลงไปก็ถูกทำร้ายร่างกาย ตอนที่ทำร้ายนั้นไม่มีใครกล้าลงมาช่วยเพราะเห็นว่าเป็นรุ่นพี่ ไม่มีใครกล้า จากนั้นก็ได้ยินเสียงว่าเอามันไปทิ้งป่า ตอนนี้เองก็มีคนตะโกนให้ไปเรียกสิบเวรมาและเพื่อนของเข้มก็เข้าไปปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่รู้ตัวแล้ว   ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ ทางครอบครัวไม่เคยได้รับคำตอบหรือคำอธิบายใดๆ จากทางหัวหน้า หรือคนที่ทำร้ายพลทหารเข้ม และจากนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะมีเพื่อนทหารคนไหนกล้าเป็นพยานให้ ขนาดตอนเกิดเหตุยังไม่มีใครกล้าช่วย    ส่วนสาเหตุการทำร้ายร่างกายนั้น น้าและคุณยาย ยืนยันว่าเข้มเป็นคนเงียบๆไม่เกเรหาเรื่องใคร จึงเชื่อว่าไม่น่าจะไปมีเรื่องกับใคร ซึ่งคาดว่า รุ่นพี่อาจไม่พอใจ ที่พลทหารเข้มได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยครูฝึกรุ่นน้อง หรืออาจจะเป็นประเด็นเรื่องความหน้าตาดี และแต่งตัวดี อาจจะหมั่นไส้หรือไม่  ซึ่งครอบครัวก็รอคำตอบเรื่องนี้ ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ก็ไม่มีใครมาชี้แจงเรื่องนี้ และที่สำคัญจุดเกิดเหตุ มีกล้องวงจรปิดหรือไม่ ก็ไม่มีใครให้คำตอบ ทุกอย่างปิดเงียบสนิท ทางญาติต้องออกมาดิ้นรนหาเอง และหากเข้มเป็นอะไรไป ทางครอบครัวก็จะขอสู้ให้ถึงที่สุด คนที่ทำต้องรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องการกระทำของบุคคล ไม่เกี่ยวกับองค์กร    ส่วนเรื่องการดำเนินคดี พนักงานสอบสวนจะเรียกผู้เกี่ยวข้องและหัวหน้ามาสอบปากคำและจะมีการเข้าไปตรวจสอบหาหลักฐานในจุดเกิดเหตุ มาประกอบสำนวนคดี ส่วนข้อหาตอนนี้มีเพียงข้อหาเดียวคือทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส    ด้าน พ.ท.มลชัย ยิ้มอยู่ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ระบุว่า ขณะนี้ได้ประสานไปยัง มทบ.13 เพื่อขอฝากขังทั้ง 3 พลทหารรุ่นพี่โดยคัดค้านการประกันตัว ยืนยันทางกองพันจะทำทุกอย่างแบบโปร่งใสและไม่มีการปกป้องคนผิดอย่างแน่นอน                      ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Ztc44FTqDZQ

 5,198
สังคม-อาชญากรรม
25 ส.ค. 61

ญาติ 'พลทหารคชา' ร่ำไห้เรียกขวัญกลางโรงนอนหลังลูกยังนอนโคม่า คาใจไม่พบรอยฟกช้ำ

จากกรณี พลทหารคชา พะชะ อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยทหารแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี เข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการหัวใจหยุดเต้น แต่ไม่แจ้งว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จนต่อมาญาติได้ทราบว่า มีการซ่อมพลทหารคชา โดยรุ่นพี่ 3 คน ได้ยอมรับว่าซ่อมจริง และเข้ามอบตัว ส่วนอาการของพลทหารคชา ยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ซึ่งญาติได้โพสต์ข้อความว่า “ตอนนี้เข้ม สมองไม่ทำงานนะครับ ขอคุณพระคุ้มครอง คนดี ให้ปลอดภัย”   ล่าสุดเมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) ครอบครัวของพลทหารได้เดินทางไปยังค่ายทหารเพื่อเรียกขวัญ โดยมีเจ้าหน้าที่ได้พาเข้าไปบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ซ่อมรุ่นน้อง ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณโรงนอนชั้นล่าง กลางเรือนนอน โดยแม่ของพลทหารได้ร้องไห้ ตะโกนเรียกลูกอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับพูดว่า “กลับไปหาลูกหาเมีย หาพ่อหาแม่นะลูก” สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง   ขณะที่ พล.ต.ชัชวาล บูรณรัช ผอ.รพ.อานันทมหิดล เปิดเผยอาการของพลทหารคชา ว่า เริ่มต้นจากเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 21 ส.ค. พลทหารคชา มีอาการหมดสติไม่รู้สึกตัวเมื่อตรวจร่างกายพบว่าผู้ป่วยไม่มีชีพจรไม่หายใจ จึงได้ทำการ CPR จำนวน 2 ครั้ง ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 นาที เริ่มกลับมีชีพจรอีกครั้งแต่ยังไม่รู้สึกตัวจึงใส่ท่อช่วยหายใจและส่งเข้ารับการรักษาที่ห้องผู้ป่วยวิกฤติของโรงพยาบาล ผลการตรวจภาพรังสีทางสมอง ไม่พบภาวะเลือดออกในสมอง แพทย์จึงวินิจฉัยว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นไม่ทราบสาเหตุ จึงทำให้การรักษาด้วยการประคับประคองอวัยวะ โดยใช้เครื่องช่วยหายใจรักษาระดับความดันเลือดให้สารน้ำและให้การฟอกเลือด   โดยอาการล่าสุดสัญญาณชีพระดับความดันโลหิตหลังให้ยาแล้วอยู่ในเกณฑ์ปกติ หายใจได้โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ อาการทางระบบประสาทผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัวสาเหตุเกิดจาก ภาวะสมองบวมซึ่งเกิดจาก ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยหมดสติไม่มีชีพจร ทำให้การขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ซึ่งภาวะทางสมองบวม เป็นภาวะที่แพทย์เป็นห่วง แต่ทางทีมแพทย์ได้มีการปรึกษากับทางทีมแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า จะไม่มีการผ่าตัดสมอง เนื่องจาก อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้   ส่วนอาการในวันนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา ผู้ป่วยจะต้องฟอกไต แต่ในเช้าวันนี้ ไม่ต้องมีการฟอกไต เริ่มมีปัสสาวะออก ก้านสมองบางส่วนยังคงทำงานอยู่ เริ่มหายใจเองได้มากกว่าเดิม ส่วนเรื่องอื่นๆ อาการคนไข้ทรงตัว และดีขึ้น ขยับขาเองได้บางครั้ง ถือเป็นการตอบสนองของคนไข้ ได้บ้างเล็กน้อย ภาวะอื่นๆ ลดลง เริ่มหายใจเองได้ แต่ยังไม่พอ จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ส่วนแนวทางรักษา จากที่ผ่านมามีการรักษาทุกๆชั่วโมง ตอนนี้ก็เริ่มเว้นระยะห่างเป็นช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และช่วงดึก      ด้านพ่อแม่ของพลทหารคชาเปิดเผยว่า หลังจากดูอาการตั้งแต่วันแรกลูกลืมตาได้เพียง 2 ครั้งจากนั้นก็หมดสติไป ยอมรับยังคงติดใจสาเหตุของการถูกกระทำในครั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกก็มีสภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เคยมีโรคประจำตัว ตนไม่ทราบว่าลูกชายถูกทั้ง 3 คนซ้อมในลักษณะไหน ร่างกายลูกจึงไม่มีบาดแผล       ทั้งนี้ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงความคืบว่า จากการได้รับรายงาน เป็นเรื่องของการทะเลาะวิวาท และทำร้ายร่างกาย เนื่องจากทั้งหมดเคยมีเรื่องกันมากก่อน โดยขณะนี้อยู่ความดูแลของโรงพยาบาล ซึ่งที่ผ่านมาตนเองได้กำชับกำลังพลในทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการทำร้ายร่างกาย ก็ต้องดำเนินการตามกฏหมาย โดยกองทัพจะต้องดูแล และเยียวยาครอบครัวในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล   ส่วนการลงโทษรุ่นพี่ทหารผู้ก่อเหตุ 3 คนนั้น ได้ดำเนินการทางวินัยแล้ว ซึ่งได้พาครอบครัวก็ได้แจ้งความในคดีอาญาด้วย ทั้งนี้ในส่วนของผู้บังคับกองพันจะต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่นั้น ผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่าต้องรอให้ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงออกมาก่อน             ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/zhGDtwqvCK0

 7,929
บันเทิง
15 ก.ค. 61

เปิดใจ 'เม จีระนันท์' หลังศัลยกรรมเกาหลีทำพิษเกือบตาย เผยต้องนอนเป็นผักกว่า5เดือน

เปิดใจ เม จีระนันท์ อดีตนักร้องสาวชื่อดัง เจ้าของเพลงฮิตในอดีต อาทิ คนเดียวไม่เหงาเท่า 3 คน  , นอนไม่หลับ ถ้าไม่กลับพร้อมเธอ , เทียนไข  ฯลฯ หลังออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์เกือบตาย หลังเดินทางไปศัลยกรรมใบหน้าและหน้าอกครั้งแรกในชีวิตที่ประเทศเกาหลีใต้ แต่สุดท้ายกลับมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หลังทางโรงพยาบาลส่งตัวกลับมาประเทศไทยทั้งที่มีถุงระบายเลือดและไม่แจ้งความจริงให้เธอทราบได้แต่บอกให้อดทนกับความเจ็บปวดต่อไป กระทั่งถึงจุดวิกฤติแพทย์ของโรงพยาบาลดังกล่าวซึ่งเป็นสาขาในประเทศไทยจึงบอกว่าเธอมีอาการโคม่า นำมาสู่การผ่าตัดด่วนเพื่อนำซิลิโคนออกจากหน้าอก หลังจากนั้นก็ต้องทำกายภาพบำบัดอยู่นานกว่า 5 เดือนและเพิ่งจะหายดีเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา     โดยเมเล่าย้อนเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่ายังคงไม่ลืมความเจ็บปวดที่ตัวเองได้รับหลังทำศัลยกรรม หลังจากเกิดเรื่องตนได้เรียกเงินค่าเสียหายจำนวน 20 ล้านบาท แต่ทางโรงพยาบาลเสนอจะชดใช้ให้เพียง 1.2 ล้านบาท ตนจึงเลือกที่จะไม่รับและนำเรื่องราวมาเปิดเผยเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนอื่น พร้อมยอมรับว่าการฟ้องร้องดำเนินคดีค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากเรื่องเกิดที่ประเทศเกาหลีใต้ ทำให้ผู้เสียหายหลายคนถอดใจไม่เอาเรื่อง ซึ่งสิ่งที่คาใจมากที่สุดคือทางโรงพยาบาลไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก                        ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/Rnu3Ow9c7oU  

 86,825
แชร์ออฟเดอะเดย์
14 ก.ค. 61

'เม จีระนันท์' อดีตนักร้องสาวคนดัง เผยประสบการณ์ติดเชื้อเกือบตาย หลังบินศัลยกรรมที่เกาหลี

เม จีระนันท์ อดีตนักร้องสาวชื่อดัง ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์เกือบตาย หลังเดินทางไปศัลยกรรมใบหน้าและหน้าอกครั้งแรกในชีวิตที่ประเทศเกาหลีใต้ แต่สุดท้ายกลับมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดจนเกือบไม่รอดชีวิต หลังทางโรงพยาบาลที่ประเทศเกาหลีใต้ส่งตัวกลับมาประเทศไทยทั้งที่มีถุงระบายเลือด      โดยสาวเมได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า   "หลังจากทำศัลยกรรมมาจากที่เกาหลี ที่รพ....การผ่าตัดผิดพลาด เลือดออกมากผิดปกติ แต่ทางรพ.ปกปิด ให้เมหิ้วถุงระบายเลือดขึ้นเครื่องบินกลับมาไทย เมติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง เป็นเชื้อที่ชื่อ Pseudomonas Aeruginosa ซึ่งพบได้ในรพ.และสถานพยาบาลเท่านั้น เมโคม่า โอกาสรอดเพียง 10% อยู่ ICU และรับการผ่าตัดอีก 3 ครั้ง   Part 1 : ทำไมถึงตัดสินใจทำศัลยกรรม และเลือกรพ. เอเจนท์นี้   เมไม่ได้บอกว่า การทำศัลยกรรมไม่ดี หรือไม่ควรทำนะคะ แต่เมออกมาพูด เพื่อแชร์ประสบการณ์ในอีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง บทเรียนครั้งนี้ ส่วนหนึงเกิดจากความผิดพลาดของเมเอง ที่ไปหลงเชื่อและไว้ใจ เอเจนท์กับโรงพยาบาลผิด !! ดูเพียงแค่การโฆษณา รีวิว อวดอ้างชื่อเสียงของ รพ.และเอเจนท์   “ศัลยกรรม” ได้เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนหนึ่ง ในทางที่ดีขึน และเมขอบอกเลยว่า คนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ คุณคือคนที่โชคดีมาก แต่ในทางกลับกัน “ศัลยกรรม” ก็ได้เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนไม่น้อย ในทางที่เลวร้าย บางคนเสียโฉม ทุพพลภาพ ถึงแก่ความตาย บางคนแม้ไม่ตาย แต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ซึงเมเองก็เป็นหนึงในนั้น ที่เกือบต้องเสียชีวิต จากการทำศัลยกรรม !!   นี่เป็นการทำศัลยกรรมครั้งแรกในชีวิตของเมเลยค่ะ เมทำธุรกิจขายเสื้อผ้า เป็นนางแบบด้วยตัวเอง แต่เมรูปร่างเล็ก สัดส่วนดูเหมือนเด็ก จึงอยากเสริมหน้าอก เพื่อให้ใส่เสื้อผ้าสวย ประกอบกับอายุที่มากขึน หนังตาของเมเริ่มหย่อนคล้อย ชั้นตาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน และเมก็มีแพลนที่จะกลับมาร้องเพลงอีกครั้ง (เมเคยเป็นนักร้องนักแสดง สังกัด RS มาก่อนค่ะ) จึงอยากเสริมบุคลิกและความมั่นใจ   เมคิดว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว โดยเลือกเอเจนท์ชื่อดัง กับ โรงพยาบาล เป็นรพ.ใหญ่ มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของเกาหลี โดยดูจากการโฆษณารีวิวลูกค้า มีทั้งดารา เซเล็ป เน็ตไอดอล ลูกค้าเค้ามีทั้ง นักการเมือง ไฮโซ ดารา คนไทยที่เค้าพามาทำศัลยกรรมที่นี่ เดือนนึงไม่ต่ำกว่า 50-60 คน   Part 2 : รพ. เอเจนท์ขายฝัน ปิดการขาย จ่ายไม่มีใบเสร็จ ไม่มีสัญญา   เมนัดเจอกับคุณอุ้มที่เกาหลี ที่รพ. กลางเดือน พ.ย. 60 เป็นการ Consult ครั้งแรกกับคุณหมอยุน เจ้าของรพ. เมต้องการทำ 2 อย่าง คือ ตาและหน้าอก เค้าบอกกับเมว่า ปัญหาบนใบหน้าของเม คือโหนกแก้มและคาง และแนะนำให้เมจัดโครงหน้า ทุบโหนก ดึงคางลงมาให้ยาวขึ้น เมตกใจและปฏิเสธทันที เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำเลย   แต่เค้าก็พูดโน้มน้าว ให้เมเห็นว่า การจัดโครงหน้า เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ปลอดภัย ใช้เวลาไม่นาน 45 นาทีก็เสร็จ ยังโน้มน้าวให้ทำไปพร้อมๆ กันกับการทำหน้าอกและตา เพราะต้องวางยาสลบอยู่แล้ว เจ็บครั้งเดียว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางยาอีก และจะได้ส่วนลดมากกว่า ที่สำคัญคือ หน้าจะหวานขึ้น ดูเด็กลงไป 10 ปี เมก็เคลิ้มสิคะ แต่ขอตัดสินใจอีกที   ​ในส่วนของการทำหน้าอก เมต้องการผ่าเอาซิลิโคนเข้าทางรักแร้ เนื่องจากไม่แน่ใจว่า ตัวเองเป็นคีรอยด์หรือไม่จึงไม่อยากให้มีแผลที่ใต้ราวนม แต่วันนั้น คุณหมอพยายามโน้มน้าว ให้เมผ่าทางใต้ราวนม โดยบอกว่าเป็นการผ่าตัดเล็ก สูญเสียเนื้อเยื่อน้อยกว่า ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่า คือ 1 เดือน แต่การผ่าทางรักแร้ จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ ใช้เวลาพักฟื้น 3 เดือน และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า เพิ่มเงินประมาณ 40,000 บาท โน้มน้าวกันอยู่นาน คุณหมอดูหงุดหงิด จนเมเริ่มเอะใจ จึงถามตรงๆ ว่าคุณหมอทำให้ได้หรือไม่ ไม่ชำนาญ หรือมีอะไรมั๊ย แต่เค้าก็บอกว่า ไม่มีอะไร ถ้าเมอยากทำ เค้าก็ทำได้ เพียงแต่เค้าเห็นว่า จะได้ไม่ต้องพักฟื้นนาน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เค้าทำให้ลูกค้าได้หมด คุณอุ้มเอง ที่นั่งอยู่ในห้องวันนั้น ก็ยังบอกกับเม ว่าถ้าเมอยากทำที่รักแร้ ก็ทำได้เลย ไม่มีปัญหา อย่าตามใจหมอ เอาที่เมสบายใจเลย เราก็สรุปกันวันนั้นว่าจะผ่าทางรักแร้ ซิลิโคนขนาดเล็ก 230-250 CC (แต่ไม่ได้แจ้งยี่ห้อของซิลิโคนให้เมทราบ ไม่มีการ์ดที่ระบุยี่ห้อและ serial number เหมือนที่อื่นๆ ซึ่งเมก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามันต้องมี) เมขอคุณหมอมือหนึ่ง ซึ่งคุณอุ้มได้จัดคุณหมอลี เซ ฮวาน ให้ และขอให้เมวางเงินมัดจำทันที เพื่อจะนัดคิวคุณหมอ เค้าบอกว่าคุณหมอคิวค่อนข้างแน่น ต้องจ่ายเงินมัดจำก่อน จึงจะนัดคิวได้ กำหนดวันผ่าตัด คือ 21 ธันวาคม 2560 เมจ่ายเป็นงินสด 800,000 กว่าบาท โดยที่รพ.ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีให้ เพราะเค้าจะให้ส่วนลดเมเพิ่มขึ้นอีก 10% ค่ะ   Part 3 : ก่อนขึ้นเขียง สภาพไม่พร้อมยังฝืน ผ่าแล้วเลือดออกผิดปกติ ยังปกปิด ให้หิ้วถุงระบายเลือดกลับไทย ยังบอกว่า “ไม่เป็นไร”   วันผ่าตัด 21 ธ.ค. 60 ช่วงเช้า คุณหมอลี ซึ่งเป็นหมอที่ทำหน้าอกและตาให้เม จะทำการดีไซน์รูปทรงหน้าอกและตา ระหว่างนั้น เมก็หน้ามืด เป็นลม ตอนนั้น คุณแม่ตกใจมาก เพราะปกติเมไม่เคยเป็นแบบนี้ จะไม่ยอมให้เมผ่าตัดในวันนั้น ขอเลื่อนออกไปก่อน แต่คุณหมอก็เอาผลการตรวจเลือด ตรวจสุขภาพของเม มายืนยัน ว่าสุขภาพเมเป็นปกติ แข็งแรงดี สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ ที่เมเป็นลม น่าจะเกิดจากความกลัว เค้าให้เมไปให้น้ำเกลือ นอนพักสักครู่ เมื่อเริ่มมีอาการดีขึ้น จึงเข้ารับผ่าตัดในวันนั้น ตามกำหนดเดิม เค้าแจ้งว่าการผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่การผ่าตัดจริงใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง และมีถุงระบายเลือดที่รักแร้ทั้งสองข้าง   หลังการผ่าตัดเมเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนภายในทรวงอก คล้ายมีน้ำกรดไหลแสบซ่านอยู่ภายในหน้าอก ลุกเดินแทบไม่ได้ เมถามคุณหมอถึงอาการผิดปกตินี้ คุณหมอบอกว่า เป็นอาการเจ็บปวดตามปกติหลังการผ่าตัด และมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง   ​เค้าให้เมนอนที่รพ. 2 คืน แต่เมเจ็บปวดมาก ไม่สามารถลุกเดินได้เลย จึงขอคุณหมออยู่ต่ออีกคืน เป็น 3 คืน จากนั้นให้เมย้ายไปอยู่ที่โรงแรมข้างๆ รพ.ซึ่งคุณอุ้มเตรียมไว้ให้ พยาบาลบอกให้คุณแม่ เอาเลือด เทออกจากถุงระบายเลือดทั้ง 2 ข้างทุกวัน   เมเจ็บปวดแสนสาหัสมาก ขยับเขยื้อนตัวแทบไม่ได้ จะลุกไปเข้าห้องน้ำ คุณแม่ต้องคอยอุ้มประคอง ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ เอเจนท์ ที่เมเสียเงินเพราะคิดว่าเค้าจะดูแลเป็นอย่างดี ก็มาเยี่ยมแค่ครั้งเดียวตอนออกจากห้องผ่าตัด ถ้าเมไม่มีคุณแม่มาด้วย แล้วเมจะทำยังไง จะประคองตัว เพื่อดื่มน้ำ ทานข้าวยังแทบไม่ไหว   ​วันที่ 28 ธ.ค.60 ตามกำหนดที่เมจะต้องตัดไหม ถอดถุงระบายเลือดออก และเดินทางกลับไทย เมื่อมาถึง รพ. คุณแม่ได้ให้คุณหมอลีดูปริมาณเลือดที่จดเอาไว้ และถามคุณหมอว่าทำไมเลือดของเม ยังออกในปริมาณมากทุกๆ วัน ไม่ลดลงเลย มีอะไรผิดปกติมั๊ย คุณหมอได้แต่ตอบว่า “ไม่เป็นไร” แต่บอกกับเมว่า เค้าจะยังไม่ถอดถุงระบายเลือดออกให้เมนะ เมต้องหิ้วถุงระบายเลือด ขึ้นเครื่องกลับไทยด้วย ซึ่งเมตกใจมาก ถามคุณหมอหลายครั้งว่า มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เพราะตามกำหนดคือ จะใส่สายระบายเลือดประมาณ 3-7 วันหลังการผ่าตัด คุณหมอก็ยังยืนยันว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นปกติดี” แต่เมก็สงสัยว่า ถ้าเมกลับไทยแล้ว ใครจะเป็นคนเอาสายระบายเลือดออกให้เม ที่ไหน ยังไง คุณหมอบอกว่า เค้าจะบินไปไทย ในวันที่ 3 ม.ค. 61 และจะเป็นคนเอาสายระบายเลือดออกให้เมเอง ที่ ... ซึ่งเป็นสาขาของรพ... ในไทย ในย่านทองหล่อ เมถามคุณอุ้มว่าเคยมีใครที่ต้องหิ้วถุงระบายเลือดกลับไทยมั๊ย เค้าบอกว่า ไม่เคยมี เมเป็นเคสแรกทีต้องหิ้วถุงระบายเลือดกลับ แต่เค้าก็บอกเมว่า “ไม่เป็นไร”   ​คุณหมอออกใบรับรองแพทย์ ให้เมยื่นสายการบิน และขอรถเข็นจากสนามบิน ทั้งที่เกาหลีและไทย เมเดินแทบไม่ได้เลย นับเป็น 7 วันหลังการผ่าตัดแล้ว แต่เมยังคงเจ็บปวดมาก ไม่เหมือนที่คุณอุ้มบอกเลย ว่าตอนที่เค้าทำ หรือลูกค้าคนอื่นๆ 3-4 วัน ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาการดีขึ้นๆ เมื่อมาถึงไทย เมก็อยู่แต่ที่บ้าน นอนเป็นผัก ลุกไปไหนไม่ไหว จะไปเข้าห้องน้ำ คุณแม่ต้องคอยอุ้มให้ลุกนั่ง พยุงตัวพาไป เช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำให้เม ตลอดเวลา​   อาการของเมในแต่ละวันไม่ดีขึ้นเลย เมเจ็บปวดแสนสาหัส อย่าว่าแต่เดินเลยค่ะ แค่ใครมาโดนแขนเมนิดเดียว เมก็จะเจ็บสะท้านไปทั้งตัว   นอกจากนี้สาวเมยังได้โพสต์ภาพขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลระบุว่า   "ภาพเหตุการณ์ที่ รพ.... นะคะ เมได้นอนที่รพ. 2 คืน แต่เมเจ็บหนักมาก คุณแม่จึงขออยู่ต่ออีก 1 คืน พยาบาลสอนให้คุณแม่ เทเลือดออกจากถุงระบายเลือดทุกวัน แล้วให้เม ย้ายไปนอนที่โรงแรมอยู่ติดกันกับข้างๆรพ. พร้อมถุงระบายเลือด ถึงกำหนด 7 วัน ที่ต้องถอดสายระบายเลือดออก แค่หมอลี บอกว่ายังถอดออกไม่ได้ และให้เมหิ้วถุงระบายเลือดขึ้นเครื่องกลับไทยมาด้วย โดยบอกว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นปกติดี”   เมเพิ่งมาทราบภายหลัง ว่ามันผิดปกติ !! การที่มีสายเดรนนานถึง 2 สัปดาห์ การที่ให้คนอื่นที่ไม่ใช่พยาบาลเทเลือดออกจากถุงเดรน และยังให้หิ้วขึ้นเครื่องบินกลับไทยมาด้วย !!"               ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/VXcUjbwJxQc

 15,996

Top