ค้นหา :

ผลการค้นหา "เครื่องปั่นไฟ"

สังคม-อาชญากรรม
05 ก.ค. 62

'ลุงชื่น' ยันเครื่องปั่นไฟ ของจริง ไม่ลวงโลก กฟผ.แจงไม่พบชื่อเป็น พนง.การไฟฟ้า

จากกรณีนายชื่น ฝันเมฆ อายุ 75 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ อดีตพนักงานจ้างชั่วคราว การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย คิดค้นเครื่องปั่นไฟฟ้าด้วยมือ แต่สามารถใช้ไฟฟ้าได้นานถึง 6-8 ชั่วโมง เพียงใช้ระบบเฟืองเข้ามาช่วยขับเคลื่อน   สามารถผลิตกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 500 วัตต์ ได้เหมือนกระแสไฟฟ้าใช้งานทั่วไป พร้อมระบุว่าได้จดสิทธิบัตรเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาคนไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีบริษัทต่างชาติสั่งจองนับล้านเครื่อง ราคาต้นทุนการผลิตเพียง 16,000 บาท แต่มีบางคนวิจารณ์และตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ และตั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับการใช้แรงในการผลิตไฟฟ้า   ล่าสุด ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในฐานข้อมูลบุคคล กฟผ. ตั้งแต่ปี 2539 ไม่พบว่า นายชื่น ฝันเมฆ เคยเป็นอดีตพนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่อย่างใด   ด้านลุงชื่นเปิดใจว่า ตนเองเรียนจบ ป.4 ปี 2512 ไปเรียนต่อช่างกลปทุมวัน จากนั้นได้ไปดูงานที่เมืองชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อฝึกเรื่องเครื่องจักรกล กลับมาทำงานการไฟฟ้า เป็นลูกจ้างชั่วคราว ติดตั้งหม้อแปลง และลาออกไปทำงานเขียนแบบ และมาศึกษาเรื่องระบบเฟือง และคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะผลิตเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ จนผลิตเครื่องนี้ออกมา   สำหรับเครื่องที่ผลิตขึ้นนี้ราคาไม่แพง ต้นทุนกว่า 10,000 บาท เท่านั้น บนดอยที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ก็เอาไปใช้ได้ พร้อมยืนยันว่า ปั่นด้วยมือเพียง 15 นาที ใช้งานไฟฟ้าได้ 6-8 ชั่วโมง ทั้งนี้ เรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นว่าเครื่องจะใช้ได้จริงหรือไม่นั้น ตนขอเชิญมาตรวจสอบ และท้าพิสูจน์ได้ เครื่องใช้งานได้จริง ถ้าไม่จริงตนคงโดนจับติดคุกไปแล้ว   ขณะเดียวกัน มีคนติดต่อเข้ามาขอให้ผลิตเครื่องปั่นไฟฟ้าด้วยกำลังมือเป็นจำนวนมาก ประมาณ 1 ล้านเครื่อง โดยตนเองได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้ว จะขายสิทธิบัตรให้บริษัทแห่งหนึ่งที่ประเทศไต้หวัน เพื่อผลิต และกำลังจะเปิดให้บริษัทที่สนใจกว่า 100 บริษัท เข้ามาประมูลเพื่อสร้างและต่อยอดผลงานนวัตกรรมเครื่องปั่นไฟฟ้าด้วยกำลังมือต่อไป   ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.)  กล่าวชื่นชมลุงชื่นว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่คนไทยให้ความสำคัญในการคิดค้นสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งกรมฯเอง ก็มีจุดยืนในการสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และยังได้ช่วยเพิ่มช่องทางในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ด้วย   สำหรับสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว ขณะนี้ได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์กับกรมฯไว้แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งยังเป็นขั้นตอนการตรวจสอบเบื้องต้น โดยยังไม่มีการประกาศโฆษณา ซึ่งตามข้อกฎหมาย กรมฯ ไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดของการประดิษฐ์ได้ แต่ในระหว่างนี้ หากท่านใดสนใจอยากทราบข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อไปยังเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ได้โดยตรง          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/3tfKfLM-Oe8

 17,236
ข่าวดีประเทศไทย
11 ก.ค. 61

รวมพลคนปิดทองหลังพระ 'เจ้าของท่อพญานาค-รถเจาะน้ำบาดาล-ชาวบ้านสละที่นารับน้ำ' ช่วยภารกิจถ้ำหลวงลุล่วง

จากเหตุการณ์ 13 ชีวิตทีมหมูป่าอคาเดมี่ติดถ้ำหลวง โดยภารกิจพาหมูป่าออกจากถ้ำ ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน และหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีจิตอาสาจำนวนมากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครั้งนี้   โดยในเพจเฟซบุ๊ก FM91 Trafficpro โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า  “เดี๋ยวก่อน ยังไม่จบ !! ทีมงานท่อซิ่งพญานาคยักษ์ จะขออยู่ต่อ เพื่อช่วยสูบนํ้าออกจากนาข้าวของชาวบ้านก่อน แล้วถึงจะเดินทางกลับ #13หมูป่าออกจากถ้ำครบแล้ว #ถ้ำหลวง #FM91”   นอกจากนี้ยังมีภาพของนายสุรทิน ชัยชมพู นายกสมาคมน้ำบาดาลที่มาช่วยสูบน้ำบาดาลบริเวณโดยรอบถ้ำหลวง พร้อมข้อความระบุว่า “งานนี้ลุงหมดไปเกือบ 3 แสน เป็นบุญครับ ลุงได้ค่าแรงเป็นเด็ก 13 ชีวิต และพีคในพีคเมียลุงให้กลับบ้านล่ะ...พาลุงกลับบ้าน #13ชีวิตรอดแล้ว   ด้านนายชลอ เกิดปั้น อายุ 50 ปี เจ้าของเต็นท์ชลอยกระบัตร และเครื่องปั่นไฟรองชลอกระแส ได้นำเครื่องปั่นไฟกำลังแรงจำนวน 3 เครื่อง ไปช่วยในภารกิจพาหมูป่าออกจากถ้ำนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เรื่อยมาจนถึงวันสุดท้ายคือวันที่ 9 กรกฎาคม 2561   ซึ่งหลังจากได้เฝ้าติดตามข่าวนี้มาอย่างต่อเนื่องและเห็นว่าภารกิจการค้นหาทีมหมูป่านั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปัญหาอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าภายในถ้ำ จึงได้โทรศัพท์ไปถามทางหน่วยงานที่จังหวัดเชียงราย ว่ามีเครื่องปั่นไฟกำลังแรง กับ มีท่อสูบน้ำแบบมอเตอร์ (ใช้กำลังไฟ) กับ ท่อสูบน้ำพญานาค (ใช้น้ำมันดีเซล) ครั้นพอทางจังหวัดเชียงรายได้ยินว่ามีเครื่องปั่นไฟ ก็รีบตอบรับทันที เพราะว่าเป็นสิ่งที่กำลังต้องการที่สุด   ดังนั้นตนจึงได้จัดเครื่องปั่นไฟขนาด 150 กิโลวัตต์ 2 เครื่อง เครื่องปั่นไฟขนาด 250 กิโลวัตต์ 1 เครื่อง ท่อสูบน้ำแบบมอเตอร์ 1 เครื่อง และ ท่อสูบน้ำแบบพญานาคอีก 1 เครื่อง พร้อมกับทีมงาน 5 คน ขึ้นรถบรรทุก 3 คัน มุ่งตรงไปจังหวัดเชียงรายทันที   เมื่อไปถึงก็ได้รับการจัดสรรให้เข้าปฏิบัติหน้าที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำ กับ ด้านหลังถ้ำ ซึ่งตนและทีมงานได้ปฏิบัติภารกิจแบบ 24 ชั่วโมงทุกวัน จนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 วันที่พาลูกหมูป่าพ้นออกจากถ้ำมาได้บ้างแล้วนั้น ก็ได้ถอนกำลังกลับมาที่อำเภอบ้านแพ้ว เนื่องจากเครื่องปั่นไฟที่ทาง กฟภ.เชียงรายมีอยู่เดิมนั้น เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ที่เหลืออยู่   นอกจากนี้ยังมีนางบัวไข ชุ่มมงคล อายุ 65 ปี ชาวบ้านหนองอ้อ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่เสียสละที่นาเพื่อรับน้ำจากถ้ำหลวง จนไหลท่วมแปลงนาข้าว รวม 10 ไร่ ที่เพิ่งปลูกต้นกล้าข้าว นานประมาณ 4-5 วัน เหมือนกับอีกหลายๆคน ในหมู่บ้านใกล้เคียง จากนั้นเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ระดมกำลัง นำเครื่องสูบน้ำ เพื่อลดระดับน้ำที่ท่วม และระบายออกไปเกือบหมด มีความเสียหายบ้างจากเหตุที่เกิดขึ้น   แต่ตั้งใจไม่ขอรับเงินเยียวยาจากภาครัฐที่ให้ลงทะเบียน เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ขอทำบุญจิตอาสาให้กับ 13 ชีวิตที่พลัดหลงในถ้ำหลวง ซึ่งได้แจ้งความประสงค์ให้กับ ผู้ใหญ่บ้าน ไปแล้ว ส่วนพันธุ์ข้าว ที่จะได้รับจากเกษตรอำเภอ ก็จะนำมาเพาะใหม่ เพื่อนำต้นกล้าไปปลูกซ่อมแซมส่วนที่เสียหายต่อไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RwY_57bR9co

 3,825

Top