ค้นหา :

ผลการค้นหา "แพทย์"

สังคม-อาชญากรรม
05 พ.ค. 61

แพทย์เตือน 'นกพิราบ' เชื้อโรคอื้อ - ผู้เชี่ยวชาญแนะลดการแพร่พันธุ์

จากกรณี นายอำเภอเมือง และปศุสัตว์ จ.ลพบุรี มีนโยบายให้ประชาชนจับนกพิราบมาประกอบอาหาร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความปลอดภัยนั้น   ล่าสุด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า จริงๆ แล้วการจะเอานกหรือสัตว์ปีกมากินนั้น หากปรุงสุกคงไม่เป็นอะไร แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ช่วงระหว่างการฆ่า ชำแหละ และการปรุง ซึ่งคนที่ทำส่วนนี้มีโอกาสได้รับเชื้อโรคเข้าไปได้ ซึ่งในนกพิราบมีเชื้อโรคเยอะ ทั้งเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัสจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับคนที่สัมผัส ถ้าเป็นคนที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ทางหลอดลม โรคปอด พวกสูบบุหรี่ เบาหวาน หรืออยู่ในภาวะที่ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องจากสาเหตุต่างๆ อาทิ ติดเชื้อเอชไอวี การรับสารสเตียรอยด์ หรือการรับยาเคมีบำบัด เป็นต้น ก็จะมีความเสี่ยง   เวลาที่คนได้รับเชื้อเข้าไปจะมี 3 แบบ คือเชื้อเข้าไปแล้วหลบอยู่หลังโพรงจมูกโดยไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือเข้าไปแล้วทำให้เกิดการติดโรคแต่ไม่แสดงอาการ และหรือติดเชื้อก่อโรคแล้วแสดงอาการ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัวก็ได้ อย่างไรก็ตาม อาการจะรุนแรงหรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวเชื้อว่าเป็นเชื้อร้ายแรงแค่ไหน ปริมาณที่เข้าสู่ร่างกายเยอะหรือไม่ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอนนั้นเป็นอย่างไร คือถ้าระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเชื้อก็เก่งขึ้น ถ้าระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงมากก็จะเกิดการต่อสู้กับตัวเชื้ออย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการอักเสบ คือไม่มีอะไรดี อย่างไรก็ตาม เรื่องโรคในสัตว์ปีก ตอนนี้ที่อันตรายคือเรื่องของไข้หวัดนก ซึ่งในต่างประเทศก็เคยมีรายงานเจอในบรรดาสัตว์ปีกทั้งหลายแหล่ รวมถึงนกพิราบด้วย    ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า คนไทยเรากินทุกอย่าง แต่การจะกินอะไรควรเป็นสิ่งที่มีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย ถ้าเรามีอาหารที่จำเป็น ที่เพียงพอและไม่เป็นอันตรายอยู่แล้ว จะไปแสวงกินของที่ไม่จำเป็นทำไม โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่นอกเหนือจากเป็ด ไก่ เพราะเราไม่รู้ว่าสัตว์ปีก นกพิราบตัวนั้นๆ อมโรคอะไรอยู่หรือไม่ เพราะการที่มันอมโรคอยู่บางครั้งก็ไม่ได้แสดงอาการอะไร    ด้าน รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ประชากรนกพิราบเพิ่มมากขึ้น คือ มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ มีที่พักอาศัย มีความปลอดภัยปราศจากสิ่งรบกวนหรือผู้ล่า และพื้นที่เหมาะสมทำรังวางไข่ ดังนั้นจึงควรลดปัจจัยข้างต้น ไปพร้อมวางแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ จริงจัง และต่อเนื่อง โดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับที่สนามหลวง ที่ กทม.เข้มงวดห้ามประชาชนให้อาหาร และห้ามผู้ขายอาหารเลี้ยงนก พร้อมจัดทำตาข่ายวางลวดหนามตามจุดที่นกพิราบชอบมาเกาะ และจัดการไม่ให้นกมาทำรัง ปัญหานี้จึงจะหมดไป   รศ.นายสัตวแพทย์ปานเทพ ยังบอกด้วยว่า นกพิราบยังเป็นพาหะที่นำเชื้อราซึ่งอยู่ในมูลของนกเข้าสู่ร่างกายคน เพราะเมื่อมูลของนกที่แห้ง สปอร์จะฟุ้งกระจายในอากาศ คนสูดดมเชื้อราก็จะเข้าไปในปอด ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ และอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ จึงเตือนประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญถึงการป้องกันอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย                          ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/urONyiv9WZo

 4,444
ต่างประเทศ
03 ก.พ. 61

พ่อเหยื่อถูกล่วงละเมิดสุดทนพุ่งตัวจะทำร้ายอดีตแพทย์ทีมยิมนาสติกสหรัฐฯ กลางศาล

เกิดเหตุวุ่นวายกลางห้องพิจารณาคดีในศาลเขต ในรัฐมิชิแกนของสหรัฐฯ  หลังคุณพ่อของลูกสาว 3 คน ที่ถูกอดีตนายแพทย์แลรี แนสซาร์ ประจำทีมยิมนาสติกสหรัฐฯ ล่วงละเมิดทางเพศ เกิดบันดาลโทสะ พุ่งตัวจะทำร้ายนายนาสซาร์ ผู้ต้องหา ที่นั่งอยู่กลางศาลเมื่อวานนี้ โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถรวบตัวเขาลงไปนอนกับพื้นได้ทัน ก่อนจะถูกนำตัวไปนอกห้องพิจารณา เพื่อสติอารมณ์ และเมื่อกลับเข้ามาภายในห้องพิจารณาคดีอีกครั้ง เจ้าตัวได้กล่าวขอโทษและยอมรับว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้          

 7,302
สังคม-อาชญากรรม
01 ก.พ. 61

พ่อร้องแพทยสภาตั้งคณะกรรมการสอบ หลังลูกชายวัย 24 เสียชีวิตขณะผ่าตัด เชื่อแท็กซี่ชนขาหักไม่น่าตาย

ครอบครัวสุภานิชเข้ายื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อแพทยสภา หลังลูกชายวัย 24 ปีประสบอุบัติเหตุรถชนขาหัก โดยครอบครัวระบุว่าแพทย์ทำการผ่าตัดรักษาจนเสียชีวิต    นายสนทยา สุภานิช พร้อมนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความและญาติ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อแพทยสภา กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีที่นายอัครชัย สุภานิช อายุ 24 ปี ลูกชายเสียชีวิตขณะรับการผ่าตัด    โดยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งแพทย์ระบุว่าผู้ตายเสียเลือดมาก จึงวางยาสลบเพื่อเข้าผ่าตัด และนายอัครชัยเกิดการช็อกจนเสียชีวิต   ขณะที่บิดาของผู้ตายยังคาใจสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย เนื่องจากลูกชายประสบอุบัติเหตุถูกรถแท็กซี่ชน อาการเพียงขาหัก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ซึ่งแพทย์ทำการผ่าตัดดามเหล็กที่ขาจนอาการเกือบเป็นปกติ นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพูดคุยได้ แต่ต่อมาอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง ลูกชายเกิดอาการช็อก กระวนกระวาย แพทย์จึงนำเข้าผ่าตัดอีกรอบเพื่อผ่าบริเวณช่องท้องหาสาเหตุแต่ไม่พบว่ามีเลือดออกในช่องท้องจนกระทั่งการผ่าตัดครั้งที่สองนี้ทำให้อาการโคม่าหนักจนลูกชายเสียชีวิต    โดยทางครอบครัวมีพยานหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้เชื่อได้ว่า เพียงอุบัติเหตุรถชนขาหัก ไม่สามารถทำให้ลูกชายเสียชีวิตได้ วันนี้จึงนำหลักฐานรวมถึงรายชื่อแพทย์ที่ทำการรักษาในวันนั้นมาให้ทางแพทยสภาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง สำหรับศพของลูกชายขณะนี้ยังเก็บไว้ไม่ได้ทำการฌาปนกิจจนกว่าจะได้คำตอบและข้อเท็จจริงจากทางแพทย์    ขณะที่นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขาธิการแพทยสภา เป็นตัวแทนนายกแพทยสภามารับหนังสือพร้อมระบุว่า ตามขั้นตอนจะต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการและจะขอคำชี้แจงจากทีมแพทย์และโรงพยาบาลที่ทำการรักษา อย่างไรก็ตามพร้อมตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับทางญาติผู้เสียชีวิต

 3,545
สังคม-อาชญากรรม
18 ม.ค. 61

หมอปลีกวิเวก หลังวางมวยคนไข้กลางคลินิก พยานชี้นิสัยโผงผาง แพทยสภาเตรียมตรวจสอบจริยธรรม

ความคืบหน้ากรณีสองสามีภรรยา พาลูกชายวัย 3 ขวบ ไปรักษาผื่นที่ใบหน้า ที่คลินิก ย่านสะพานสูง แล้วมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับแพทย์ประจำคลินิก ถึงขั้นลงไม้ลงมือ จนกลายเป็นคลิปที่ถูกแชร์อย่างมากในโลกออนไลน์   วานนี้(17 ม.ค.) ทีมข่าวลงพื้นที่คลินิกที่เกิดเหตุ ย่านสะพานสูง พบว่าแพทย์คนดังกล่าวไม่ได้มาทำงาน โดยพยาบาลของคลินิกเปิดเผยได้เพียงว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆได้ ส่วนแพทย์คนดังกล่าว ก็ลางานเป็นเวลา 2 วัน คือเมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) ถึงวันนี้  โดยทางคลินิกเปิดมาได้เป็นเวลา 1 ปี เศษ แพทย์คนดังกล่าวก็ประจำที่คลินิกมาตั้งแต่เริ่มเปิด ซึ่งทางคลินิกก็สถานพยาบาลที่ รับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ 30 บาท ทำให้มีผู้ป่วยมาใช้บริการเฉลี่ยเกือบ 100 คนต่อวัน แพทย์ประจำคลินิกต้องดูแลคนไข้จำนวนมากเป็นประจำทุกวัน   ทีมข่าวได้ไปพูดคุยกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับคลินิกดังกล่าว ชื่อนายศักดิ์ ทองสาย ให้ข้อมูลว่า คลินิกแห่งนี้มีผู้ป่วยมารอรับการรักษาเป็นจำนวนมากทุกวัน จนแถวยาวล้นออกมาด้านนอก และใช้เวลารอคิวตรวจค่อนข้างนาน เนื่องจากมีแพทย์ประจำไม่กี่คน   นายศักดิ์บอกว่า เคยเห็นเหตุการณ์ที่คนไข้มีปัญหากับแพทย์รายนี้หลายครั้ง บ่อยถึงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เนื่องจากแพทย์คนดังกล่าวเป็นคนไม่ยิ้มแย้ม และพูดจาโผงผางตรงไปตรงมา แต่ก็อยากให้สังคมเข้าใจแพทย์ด้วยว่า แต่ละวันต้องรักษาคนไข้จำนวนมาก ก็อาจจะมีความเครียดสะสม จึงทำให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับคนไข้บ่อยครั้ง   ด้าน พันตำรวจโท ปวิช นิลสุวรรณ รองผู้กำกับการสอบสวน สน.บางชัน เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ทั้ง 2 ฝ่ายได้มาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ทางตำรวจได้นัดทั้งคู่มาให้ปากคำเมื่อวานนี้ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนออกไปก่อน โดยทางฝ่ายแพทย์ระบุว่า ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน แล้วจะประสานทางพนักงานสอบสวน สน.บางชันมาให้ข้อมูลต่อไป   ขณะที่แพทยสภา ก็ได้ออกแถลงการณ์ ผ่าน facebook ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุใจความว่า   สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ขอแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งทางวาจา และการใช้กำลังประทุษร้าย สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  แพทยสภาขอแสดงความเห็นใจและขอให้กำลังใจ ในการปฏิบัติงานที่ยากลำบาก ซึ่งต้องใช้ความพยายาม และอาศัยประสบการณ์ ในการควบคุมอารมณ์ เมื่อประสบกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมพึงปฏิบัติตามจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างเคร่งครัด   สำหรับกรณีที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแพทยสภาด้านการตรวจสอบทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม สำนักงานเลขาธิการแพทยสภาจะได้ดำเนินการต่อไป   ลงชื่อ นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขาธิการแพทยสภา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/aqiXS4pj3Yk    

 57,075
สังคม-อาชญากรรม
17 ม.ค. 61

เจ้าของฟาร์มร่วมมือวอทช์ด็อก จ่อแจ้งความหมอทารุณหมาปอม ชี้เคยก่อเหตุหลายครั้ง

ความคืบหน้ากรณีเจ้าของฟาร์มสุนัข DOG LANDMARK ที่ จ.ชุมพร ออกมาเปิดเผยว่า มีแพทย์คนหนึ่งได้ติดต่อขอซื้อสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนทางเฟซบุ๊กในราคา 1 แสนบาท แต่หลังจากนั้น 4 เดือนได้ส่งสุนัขกลับคืนมาโดยอ้างว่าเป็นสุนัขที่มีลักษณะไม่ตรงตามที่ตนโฆษณา และเมื่อได้รับสุนัขคืนมาตนก็พบว่าสุนัขตัวดังกล่าวมีร่องรอบถูกทารุณกรรมเต็มไปหมด   ล่าสุดเจ้าของฟาร์ม จะเดินทางไปพบ จนท.ของกลุ่มวอทช์ด็อกที่กรุงเทพฯ เพื่อพบกับผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่จะรวมตัวกันไปแจ้งความดำเนินคดีแพทย์คนดังกล่าวในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีกลุ่มผุ้เลี้ยงสุนัขพันธุ์บูลด็อก เคยโดนกระทำในลักษณะแบบนี้มาแล้ว แต่เมื่อนายแพทย์ผู้นี้ยอมจ่ายเงินค่าเสียหาย เรื่องก็เงียบไป แต่ในครั้งนี้จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด   ส่วนสาเหตุที่นายแพทย์คนดังกล่าวทำเช่นนี้ อาจต้องการเป็นที่หนึ่ง หรือ เป็นที่ยอมรับในวงการค้าขายสุนัขในแต่ละประเภท อย่างกรณีสุนัขบูลด็อกก็เช่นเดียวกัน แต่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขบูลด็อกจนต้องยอมแพ้ และหันมากระทำสุนัขปอมเมอเรเนียนแทน และเห็นว่าตนยังเด็กอีกทั้งเป็นคนยอมคนง่ายๆ จึงมีพฤติกรรมคำพูดข่มขู่ตนมาหลายครั้ง เช่น เคยประกาศว่า ไม่ว่าใครที่มาซื้อสุนัขจากฟาร์มของตน จะตามไปซื้อคืนมาทั้งหมด และจะไม่ให้ใครมาซื้อสุนัขจากฟาร์มของตนอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนคงไม่ยอมแพ้อีกแล้ว และจะขอสู้ให้ถึงที่สุด   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/j7ocF4AWyIU    

 5,014
แชร์ออฟเดอะเดย์
05 ม.ค. 61

มาแนวใหม่! 'เลเซอร์ปิกาจู' ให้น้องชายขาวออร่า รพ.เผยไม่อันตราย แพทย์ผิวหนังแย้งไม่ขาวถาวร-เสี่ยงเป็นหมัน

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้ facebook ชื่อ Atittayapa Photiya โพสต์คลิปภายในสถานบริการทางการแพทย์แห่งหนึ่ง มีคนไข้เป็นผู้ชายนอนอยู่บนเตียง ลักษณะคล้ายขึ้นขาหยั่ง โดยมีแพทย์และพยาบาลกำลังทำบางสิ่งบางอย่างกับคนไข้   พร้อมระบุว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการแพทย์ เรียกว่า "เลเซอร์ปิ๊กะจู" เป็นการศัลยกรรมทำให้อวัยวะเพศชาย ขาวขึ้นโดยการใช้แสงเลเซอร์   จากการไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ที่โรงพยาบาลเลอลักษณ์ จ.นนทบุรี สถานที่ต้นเรื่อง ซึ่งเคยเป็นข่าวกรณีการฉีดอวัยวะเพศหญิง 3 มิติ มาก่อนหน้านี้ น.ส.บัณฑิตา วัฒนศิริ ผู้จัดการแผนกผิวพรรณและเลเซอร์ ของโรงพยาบาลดังกล่าว เล่าว่า การเลเซอร์ทำผิวขาวนั้น ทางโรงพยาบาลเปิดทำให้คนไข้มานานหลายปีแล้ว เริ่มจากคนไข้ประจำที่เข้ามารับการดูแลในเรื่องความสวยความงาม คนไข้ปรึกษากับแพทย์ว่าอยากให้ช่วยเปลี่ยนสีผิวบริเวณอวัยวะเพศและง่ามขาที่มีสีคล้ำ ให้มีสีผิวที่ขาวขึ้น เพื่ออยากได้ความมั่นใจ เวลาใส่กางเกงว่ายน้ำ หรือชุดที่มีการเว้าสูง ทางโรงพยาบาลจึงนำเครื่องมือเลเซอร์ ที่มีคุณภาพ มีเครื่องหมายรับรองด้านความปลอดภัย  มาทดลองทำ โดยได้ผลเป็นที่น่าพอใจ   สำหรับการทำเลเซอร์ดังกล่าว คนไข้จะไม่ได้เน้นที่อวัยวะเพศเป็นหลัก แต่จะเน้นบริเวณง่ามขา ซึ่งการจะขาวขึ้นมาแค่ไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับสีผิวเดิมของคนไข้แต่ละคนด้วย ยืนยันว่าการเลเซอร์นั้นไม่เจ็บ และคนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ   ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโฆษณาใดๆ แต่คนไข้ที่มาทำได้ผลดี จึงกลับไปเล่ากันปากต่อปาก จนมีคนไข้ประจำมารับบริการอย่างต่อเนื่อง เป็นทั้งผู้ชาย, เกย์ และสาวประเภทสอง โดยเฉลี่ยเดือนละประมาณ 15-20 ราย  ล่าสุดหลังจากมีกระแสในโลกออนไลน์ ก็มีคนไข้ทั้งเก่าและใหม่โทรมาจองคิวเป็นจำนวนมาก   อย่างไรก็ตาม พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ในทางการแพทย์ มีการนำเลเซอร์มาใช้เพื่อรักษาฝ้า กระ ปานแดง ปานดำ รวมถึงมีการนำเลเซอร์มาประยุกต์ใช้ในการทำให้ริมฝีปากหรือหัวนมมีสีชมพู แต่ยังไม่เคยมีการใช้เลเซอร์เพื่อทำให้อวัยวะเพศชายขาวขึ้น เพราะโดยหลักของการทำเลเซอร์นั้น ใช้จี้เพื่อลดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังให้น้อยลง เลเซอร์จะไปทำลายเม็ดสีของผิว ซึ่งจะมีผลข้างเคียง 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่   1. บริเวณอวัยวะเพศชายเป็นผิวหนังที่ค่อนข้างบอบบาง มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก อาจเกิดผลกระทบเมื่อถูกจี้ด้วยแสงเลเซอร์   2.ผลข้างเคียงจากเม็ดสีที่น้อยลง เนื่องจากเม็ดสีมีหน้าในการป้องกันผิวหนัง ต้านทานเชื้อโรค ต้านทานมะเร็งผิวหนัง เช่น เม็ดสีบริเวณแขนก็จะมีหน้าที่คอยต้านมะเร็งผิวหนัง ต้านแสงแดดสู้กับอนุมูลอิสระ การทำเลเซอร์จึงต้องพึงระวังว่าอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา อาจทำให้เกิดแผลเป็น หรือเกิดการติดเชื้อ   3.การเลเซอร์ทำผิวขาว ไม่ได้ทำให้ขาวอย่างถาวร เพราะร่างกายจะมีการสร้างเม็ดสีขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา หลังจากเลเซอร์ไปแล้วไม่นาน สีก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม   พญ.มิ่งขวัญ ระบุอีกว่า เท่าที่เคยทราบมา แม้แต่ในต่างประเทศก็ยังไม่เคยพบการกระทำในลักษณะนี้ นอกจากนี้การทำเลเซอร์ตรงอวัยวะเพศชาย ยังไม่มีงานวิจัยที่รับรองว่าการทำดังกล่าวปลอดภัย 100 %   สอดคล้องกับ นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ที่บอกว่าการทำเลเซอร์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบหลายอย่าง หลังทำเสร็จแล้ว ผิวหนังบริเวณที่ทำอาจเกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้น อาจมีอาการผิวหนังอักเสบ เกิดรอยแผลเป็น และอาจส่งผลกระทบถึงระบบสืบพันธุ์ และการมีเพศสัมพันธ์ได้   นายแพทย์ธงชัย ยังบอกอีกว่า กรณีของโรงพยาบาลดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิด เกี่ยวกับการโฆษณา โดยใช้ภาพที่มีคนไข้ อยู่ในอิริยาบถที่ดูแล้วไม่เหมาะสม ส่อไปทางลามก อนาจาร  ทาง สบส.ได้ประสานพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าไปตรวจสอบเนื้อหาดังกล่าวแล้ว แม้ทางสถานพยาบาลดังกล่าว จะไม่ได้เป็นผู้โพสต์โฆษณาด้วยตนเอง แต่ตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ได้กำหนดให้สถานพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ห้ามปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นโฆษณาสถานพยาบาลแทนโดยการใช้ข้อความ ภาพ เสียง อาทิ การถ่ายคลิป หรือไลฟ์สดผ่านสื่อออนไลน์ ไม่ว่าสถานพยาบาลจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ก็ตาม   หากพบว่า สถานพยาบาลไม่ได้ทักท้วงห้ามปราม ผู้ที่นำภาพเหล่านี้ไปโพสต์โฆษณา ก็จะถือว่าเข้าข่ายรู้เห็น ยินยอมให้มีการโฆษณาสถานพยาบาลแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   และหากพบว่าผู้ประกอบวิชาชีพ มีการกระทำผิดมาตรฐาน ก็จะส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพดำเนินการด้านจริยธรรมด้วย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/m9iUbG65uIo    

 16,224
ข่าวภูมิภาค
28 ธ.ค. 60

พ่อแม่ร้อง รพ.ปล่อยลูก 5 ขวบรอข้ามวัน ก่อนผ่าตัดบอกไส้ติ่งแตก แต่หลังผ่าบอกลำไส้เน่า สุดท้ายลูกตายไม่รู้สาเหตุ

ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะได้รับแจ้งว่า มีเด็กชายวัย 5 ขวบเสียชีวิตที่โรงพยาบาลประชาพัฒน์ เขตราษฎร์บูรณะ โดยทางผู้เป็นแม่เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์ที่25ที่ผ่านมาตนได้ไปปลุกลูกชายให้อาบน้ำแต่งเตรียมตัวไปโรงเรียน แต่ลูกชายบอกว่าปวดท้องอย่างหนัก ตนจึงไปซื้อยาธาตุน้ำขาวมาให้ทานเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและคอยดูอาการเรื่อยมา   โดยระหว่างที่ดูอาการลูกชายทานอาหารไม่ได้เลย มีการอาเจียนออกมาตลอด จนกระทั่งเวลาตีหนึ่งกว่าๆลูกชายได้ลุกขึ้นมาสำรอกเป็นน้ำสีดำปนเลือด ทำให้พ่อแม่นำลูกส่งโรงพยาบาลประชาพัฒน์ ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพ 30 บาท   เบื้องต้นแพทย์ได้รับตัวไว้แล้วทำการฉีดยาและให้น้ำเกลือเพื่อดูอาการ ระบุว่าลูกชายไส้ติ่งแตกต้องทำการผ่าตัดในเวลาเที่ยง ทำให้พ่อแม่มีความกังวลมาก แต่ก็ยอมทำตามที่แพทย์สั่ง แต่จนถึงเวลาเที่ยงวันก็ไม่เห็นแพทย์มารับลูกตนไปผ่าตัดโดยที่ไม่รู้สาเหตุ   จนกระทั่ง 4 โมงเย็น จึงได้มารับลูกชายเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งผลของการผ่าตัดทางแพทย์บอกว่าหลังผ่าตัดไม่พบไส้ติ่งแตกแต่พบว่าลำไส้เน่าจำเป็นต้องตัดทิ้งและเมื่อผ่าตัดเสร็จได้พาเข้าไปรักษาต่อภายในห้องไอซียู จนกระทั่งเวลา 2 ทุ่มแพทย์ได้โทรศัพท์มาบอกว่าลูกชายได้เสียชีวิตแล้ว   ทำให้ทางครอบครัวติดใจในปมการเสียชีวิตว่า เกิดจากความล่าช้าของแพทย์และการวินิจฉัยของโรคผิด ซึ่งจนถึงวันเวลานี้ก็ยังตอบตนไม่ว่าเกิดจากอะไร โดยในเบื้องต้นขอทราบผลพิสูจน์ศพจากโรงพยาบาลเป็นที่แน่ชัดก็จะเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเอาผิดกับทางโรงพยาบาลจนถึงที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมให้กับลูกชาย   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/587OVAobZ1A    

 321,194
ข่าวภูมิภาค
26 ธ.ค. 60

แพทย์ มช. ผ่าตัดสาววัย 19 ป่วยมะเร็งกระดูกรอดชีวิตได้สำเร็จ แม้เหลือครึ่งตัว

แพทย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แถลงผลสำเร็จการผ่าตัดผู้ป่วยให้เหลือครึ่งตัว สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งกระดูก โดยได้ทำการผ่าตัดสำเร็จเป็นเด็กหญิง อยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ซึ่งได้รับการผ่าตัดจนเหลือครึ่งตัว ครั้งแรกนั้นทางครอบครัวก็เกิดความลังเล แต่เนื่องจากเห็นว่าลูกสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ก็ยินยอมเข้ารับการผ่าตัด ปัจจุบันแม้ว่าจะเหลือครึ่งตัวแต่กำลังใจของผู้ป่วยที่ได้รับจากครอบครัวดีมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่เกิดความย่อท้อแต่อย่างใด   โดยนางสาวสุทธิดา จ่อแก้ว หรือ น้องเอิง อายุ 19 ปี ผู้ป่วยชาว จ.เชียงราย เปิดเผยความรู้สึกหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็งกระดูก ว่าตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งขั้นรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาโดยด่วน จึงถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จึงได้เข้ารับการรักษาตามขั้นตอนจึงได้รู้ว่าตนเองต้องตัดขาทั้งสองข้างออก   จึงเข้ารับการผ่าตัดเพราะคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปสำหรับตนถือว่าดีที่สุดแล้ว จะได้อยู่กับครอบครัว เพราะมีกำลังใจสำคัญในการอยากให้มีชีวิตอยู่ต่อ ในช่วงที่รับการรักษาโดยใช้ยาเคมีบำบัดนั้น มีอาการอาเจียน ไม่สามารถกินข้าวหรือดื่มน้ำได้ แต่ต้องพยายามกินให้ได้มากที่สุดพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยมีคุณแม่คอยดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยที่ระหว่างการรักษานั้นไม่รู้สึกท้อแท้เพราะเชื่อว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปแล้วเราก็จะหาย   ซึ่งหลังจากผ่าตัดมา ช่วงแรกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องให้แม่ช่วยก่อน แต่หลังจากได้รับการส่งตัวไปฝึกแล้วก็สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง เช่น ขึ้นรถเข็นเองได้ เปลี่ยนเสื้อผ้าเองได้ อาบน้ำล้างหน้าเอง ทานข้าวเองได้ และอยากฝากถึงคนที่มีอาการหรือกำลังจะเข้ารับการรักษานั้น ถ้าเริ่มมีการหรือรู้สึกเจ็บ ควรจะพบแพทย์ จะได้รักษาอย่างทันท่วงที อย่ากลัวที่จะได้รับการรักษา ถ้าได้แต่กลัวก็จะไม่หาย พยายามอย่าท้อ ถึงแม้จะทรมานในช่วงที่ได้ฉีดมอร์ฟีน หรือได้รับคีโม แต่ก็ผ่านพ้นไปแล้วจะทำให้หายจากโรคนี้ และมีชีวิตอยู่ต่อไป   เพราะแพทย์สมัยนี้เก่งมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยรักษายังไงก็หาย หนูมีความเชื่อมั่นในตัวแพทย์ว่าสามารถทำให้หายจากโรคร้ายนี้ได้ และหนูคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปสำหรับหนูถือว่าดีที่สุดแล้ว เพราะกำลังใจที่สำคัญในการอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอยากฟื้นตัวจากการผ่าตัด คือ ครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างกันตลอดเวลา   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bYed9cnDY5s    

 44,207
ประชาสัมพันธ์
25 ธ.ค. 60

แนะนำหนังสือ i feel young คู่มือออกแบบชีวิตสูงวัย

แนะนำหนังสือ I Feel Young คู่มือออกแบบชีวิตสูงวัย โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ รุ่งโรจน์ พิทยศิริ คู่มือเตรียมพร้อมในการ วางแผน-ยอมรับ-ปรับตัว สู่วัยแห่งเส้นชัยของชีวิตอย่างมีความสุข ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ด้วยความใส่ใจ   แม้รูปลักษณ์ภายนอกอาจเหมือนหนังสือธรรมดาทั่วไป แต่หากเปิดอ่านข้างใน มีความพิเศษในมุมต่างๆ ซ่อนอยู่ เพื่อคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยทำงาน หรือผู้สูงวัย ก็สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างสบายตา มีความสุขกับการหยิบจับสัมผัสกระดาษ   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/cTQAEvprmGs

 1,699
แชร์ออฟเดอะเดย์
19 ธ.ค. 60

หวาดเสียว! นักชกฝรั่งเศสเจอพิษมวยไทย ถูกฟันศอกหน้าผากยุบเป็นหลุม ผ่าตัดล่าสุดปลอดภัย กลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม

โลกออนไลน์แชร์คลิปนักมวยไทยชาวฝรั่งเศส เจเรมี ขึ้นสังเวียนการแข่งขันที่เวทีมวย อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต แต่ถูกคู่ต่อสู้ชาวไทยชักศอกใส่ได้รับบาดเจ็บ กะโหลกบริเวณหน้าผากยุบเป็นหลุมอย่างน่าหวาดเสียว ทำให้กรรมการต้องยุติการชกทันที   ต่อมาแพทย์ได้ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว แล้วใส่แผ่นไทเทเนียมเข้าไปแทน จนอาการปลอดภัย สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือน หน้าผากกลับมาเรียบเนียนเป็นปกติ ซึ่งเพื่อนของเจเรมีได้นำมาโพสต์ในโลกออนไลน์ จนข่าวโด่งดังไปจนถึงต่างประเทศ   ด้าน นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก รพ.รามาธิบดี ให้ความรู้ว่าเมื่อกระโหลกหน้าผากของคนเรามีลักษณะบาง มี 2 ชั้น ตรงกลางเป็นโพรงอากาศ เมื่อโดนกระแทกรุนแรงอาจจะทำให้เป็นรอยบุบได้ อาจมีอาการมีเลือดซึม เลือดออกในสมอง สมองบวมได้ อย่างกรณีของนักมวยรายนี้ต้องมีการผ่าตัดใส่แผ่นไทเทเนียมลงไป จนหน้าผากกลับมาเรียบเนียนเป็นปกติ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/x4Ah-IjqCwk    

 21,624
แชร์ออฟเดอะเดย์
13 ธ.ค. 60

แพทย์เตือนเด็กเล่นพิเรนทร์ 'ฝันหวานกดหลับ' เสี่ยงอันตรายตายจริง หลังวัยรุ่นฮิตเล่นทั่วโลก

กรณีโลกออนไลน์ แชร์คลิปกลุ่มเด็กชายกำลังเล่นที่เรียกว่า ฝันหวานกดหลับ ซึ่งกำลังระบาดไปในหมู่วัยรุ่นทั่วโลก โดยมีวิธีการคือให้เพื่อนหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ และยืนเบ่งท้อง แล้วให้เพื่อนอีกคนไปกดหน้าอก ซึ่งการกระทำเช่นนี้จะทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนเข้าหัวใจได้ และทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง จนเกิดอาการหมดสติ   ล่าสุด นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่าเป็นการเล่นที่อันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ และไม่ควรทำตามเป็นอย่างยิ่ง   ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้หมดสติเกิดจาก 2 กลไกหลัก คือ 1.การหายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำลง ส่งผลให้มีอาการชาตามตัว หน้ามืดวิงเวียน และทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้ความดันต่ำลงได้ง่าย 2.การกลั้นหายใจและเบ่ง และการกดหน้าอกหรือท้อง ทำให้เลือดเข้าหัวใจได้ลดลง จึงไปเลี้ยงสมองลดลงเช่นกัน จนนำไปสู่การหมดสติ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต   ขณะที่ พญ.วิพรรณ สังคหะพงศ์ ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เกิดจากอาจล้มศีรษะกระแทกพื้น เกิดบาดแผลรุนแรงหรือเลือดออกในสมอง หากสมองขาดออกซิเจนนาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตได้ การกดหน้าอกรุนแรงที่ผิดวิธี อาจทำให้กระดูกซี่โครงหักรุนแรง และเป็นอันตรายต่อปอดและหัวใจ ที่สำคัญอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้   หากพบเหตุการณ์ที่มีคนเล่นเช่นนี้แล้วเกิดอาการหมดสติ วิธีการช่วยเหลือ คือ ต้องจับนอนราบกับพื้นโดยเร็ว เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปสู่สมองได้ดีขึ้น แต่หากไม่ฟื้นไม่หายใจและคลำชีพจรไม่ได้ ให้เริ่มการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ทันที อย่างไรก็ตามการป้องปรามเป็นสิ่งที่ดีที่สุด คือ การที่ผู้ปกครองคอยดูแล ไม่ให้เด็กเล่นที่อันตรายเช่นนี้ และงดการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้เกิดการลอกเลียนแบบต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Qc1jMnuBItg

 40,248
สังคม-อาชญากรรม
28 พ.ย. 60

นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ ยืนยันหากทำ cpr อย่างถูกวิธี ไม่กระทบตับ-ม้าม

จากกรณีครอบครัวของ นายภคพงษ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ชลบุรี ว่ามีประเด็นสงสัยเกี่ยวกับ ตับ และม้าม ที่มีเลือดคั่งว่าเกิดจากอะไร เพราะตับและม้ามห่างจากบริเวณจุดที่ทำ CPR นั้น   ทีมข่าวสอบถามเรื่องผลกระทบจากการ CPR กับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ นายกสมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย บอกว่า การทำ CPR คือการกู้หัวใจ และปอด ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง ด้วยการปั๊มหัวใจ โดยการวางมือตรงกลางหน้าอก แล้วกดลงไปเพื่อกระตุ้นหัวใจให้ขับเลือดออกไปเลี้ยงสมอง และส่วนต่างในร่างกาย โดยการปั๊มหัวใจจะไม่ยกมือออกจากหน้าอก เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทก    ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ บอกอีกว่า แต่หากปั๊มหัวใจแรงเกินไป ก็อาจทำให้กระดูกหน้าอก ที่เชื่อมต่อกับกระดูกซี่โครงอาจเคล็ด เคลื่อน หรือหักได้ โดยเฉพาะในคนสูงอายุ เนื่องจากคนสูงอายุกระดูกจะแข็ง และเปราะกว่าวัยรุ่น   ส่วนตับกับม้าม ถ้าทำ CPR อย่างถูกวิธีก็จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะตับอยู่ใต้ชายโครงขวา ม้ามอยู่ชายใต้โครงซ้าย ซึ่งอยู่ห่างกับหัวใจ แต่ถ้าทำ CPR ผิดวิธี วางมือผิดจุด ก็ทำให้ได้รับผลกระทบได้   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/DOG9PNDPGWc    

 4,561
ข่าวภูมิภาค
22 พ.ย. 60

สาวโรงงานนับสิบเข้าแจ้งความ โดนหมอลูบคลำหน้าอก ขณะตรวจสุขภาพประจำปี

โคราช-สาวโรงงานบริษัท สยามฟูโกกุ จำกัด นับสิบราย เข้าแจ้งความดำเนินคดีนายแพทย์ชายข้อหาอนาจาร หลังถูกแพทย์ชายลูบคลำหน้าอกระหว่างตรวจสุขภาพประจำปี   จากการสอบถามสาวพนักงานที่เข้าแจ้งความระบุว่า ในวันเกิดเหตุเป็นวันที่โรงงานให้พนักงานฝ่ายผลิตของโรงงานทั้งชาย และหญิง จำนวนหลายร้อยคนทำการตรวจสุขภาพประจำปี โดยมีแพทย์ชายรายหนึ่ง ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมาเป็นแพทย์ผู้ให้การตรวจ โดยระหว่างที่อยู่ในห้องตรวจที่ทางโรงงานจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้กับแพทย์ชายคนดังกล่าวเพียงลำพัง   แพทย์ชายคนดังกล่าวก็จะรูดซิปเสื้อทำงานของกลุ่มพนักงานสาวผู้เสียหายลงจนเห็นเนินอก โดยไม่ได้เอ่ยปากขออนุญาตหรือขอโทษก่อนที่จะรูดซิปแต่อย่างใด และแพทย์ชายคนดังกล่าวก็จะใช้นิ้ว และมือลูบคลำบริเวณหน้าอก ซึ่งพนักงานสาวหลายคนก็รู้สึกผิดสังเกต เนื่องจากเคยตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำทุกปีแพทย์ก็ตรวจร่างกายตามปกติ และก็เพียงแต่ใช้หูฟังตรวจดูบริเวณหน้าอกเท่านั้น   ซึ่งไม่เคยเห็นแพทย์คนใดตรวจร่างกายมากจนเกินไปเหมือนแพทย์ชายรายนี้ ประกอบกับรายการตรวจสุขภาพประจำปีตามโปรแกรมที่ระบุไว้ก็มีเพียง 15 รายการ ซึ่งก็ไม่ได้ระบุว่ามีการตรวจมะเร็งเต้านมแต่อย่างใด และจากการสอบถามเพื่อนพนักงานสาวหลายคนก็ทราบว่า มีเพียงพนักงานสาวบางคนเท่านั้นที่ถูกตรวจร่างกายด้วยการคลำหน้าอก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานสาวหน้าตาดี ทางกลุ่มพนักงานผู้เสียหายจึงเดินทางไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับนายแพทย์ชายคนดังกล่าว   เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สภ.สูงเนิน ได้รับแจ้งความสาวพนักงานโรงงานทั้ง 11 ราย และจะดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งหากพบว่านายแพทย์ชายผู้ตรวจร่างกายเข้าข่ายกระทำการอนาจารสาวพนักงานจริง ก็จะเรียกนายแพทย์ชายคนดังกล่าวมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GNIYMcFA6rM    

 119,679
สังคม-อาชญากรรม
10 พ.ย. 60

เปิดใจทีมแพทย์เฝ้าประกบเช็คสุขภาพ 'ตูน บอดี้สแลม' ชี้ชะตาควรวิ่งหรือหยุด?

น้าเน็ก-เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ได้พูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแลสุขภาพของตูน บอดี้สแลม ในการทำภารกิจวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อขอรับบริจาคเป็นการกุศลในการซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ   โดย พ.ท.นพ.อาคเนย์ วงษ์สวัสดิ์ แพทย์ประจำ รพ.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ กล่าวว่าในทีมวิ่งจะมีแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ แพทย์วิ่งที่วิ่งประกบกับตูน นำโดยหมอเมย์ที่จะมีแพทย์ท่านอื่นร่วมสลับ และอีกส่วนเป็นแพทย์วิทยาศาสตร์ฉุกเฉิน ที่จะอยู่ด้านหลังขบวน ซึ่งจะเตรียมการหากเหิกเหตุฉุกเฉิน   พล.ต.นพ.พีรพล ปกป้อง ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร จะเป็นผู้ดูรายงานผลการตรวจสุขภาพของตูนตลอดเวลา และชี้ชะตาว่าพี่ตูนควรจะวิ่งหรือหยุด ซึ่งเมื่อมีการวิ่งจบแต่ละเซ็ทจะมีการตรวจสุขภาพ มีนักกายภาพคอยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ทั้งนี้สิ่งที่ต้องห่วงที่สุดคืออาการสลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายได้ นอกจากนี้การเซลฟี่จะส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ถูกฝึกมาอาจได้รับบาดเจ็บได้ เนื่องจากถูกเบรคและทำท่าทางที่ผิดปกติได้    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/OWQ0cVKb9SM  

 64,170
ข่าวภูมิภาค
10 พ.ย. 60

น้ำท่วมประจวบฯเข้าสู่สภาวะปกติ รพ.บางสะพานยังเฝ้าระวัง ยังไม่ย้ายคนไข้กลับ

ประจวบคีรีขันธ์-ภาพรวมน้ำท่วมใน อ.บางสะพาน และทับสะแก เข้าสู่สภาวะปกติ หลังฝนหยุดตก  อีกทั้งสามารถระบายน้ำท่วมขังลงสู่ทะเล   ทางด้านโรงพยาบาลบางสะพาน จะยังไม่รื้อแนวป้องกันรอบโรงพยาบาล ที่ได้นำกระสอบทรายขนาดใหญ่หรือ บิ๊กแบ็ค วางรอบรั้วโรงพยาบาล เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าสู่พื้นที่ใช้งานของโรงพยาบาล และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้วจำนวน 1 เครื่อง เพื่อระบายน้ำที่อาจเอ่อล้นเข้าสู่ภายใน   นายแพทย์ เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เปิดเผยว่า ล่าสุดทางโรงพยาบาลได้ลดระดับการเฝ้าระวังเหลือเพียง 1 ดาวเท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์ฝนที่หยุดตก ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ภาวะปกติ จึงทำให้เจ้าหน้าที่และผู้ป่วยไม่ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้เปิดให้บริการเต็มระบบ เหลือเพียงไม่รับผู้ป่วยหนักจากโรงพยาบาลข้างเคียง    ทั้งนี้จะยังไม่ย้ายผู้ป่วยทั้ง 7รายที่เคลื่อนย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลประจวบและหัวหิน กลับมาเพราะยังต้องเฝ้าระวังน้ำคงค้างจากเทือกเขาตะนาวศรีที่ยังระบายผ่านคลองบางสะพานลงสู่ทะเล ต่อเนื่องไปอีก 1-2วันนี้ เพื่อความไม่ประมาณ ก่อนพิจารณายกเลิกมาตราการเฝ้าระวังในลำดับ   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้เร่งทำแนวรั้วป้องกันน้ำ และอาคารสูงพ้นน้ำ ทั้งที่ได้รับงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขและเงินบริจาคของประชาชนผ่านโครงการก้าวคนก้าวของ ตูนบอดี้สแลม ทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ราวปลายปี 2562 โดยหลังจากนี้น่าจะไม่มีภาพโกลาหลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อหนีน้ำท่วมอีกแล้ว    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/pNUCudi6rXw    

 2,385

Top