ค้นหา :

ผลการค้นหา "บุ๋มปนัดดา"

ครอบครัวบันเทิง
14 ส.ค. 62

'บุ๋ม ปนัดดา' ขยาด! ลาขาดบิ๊กไบค์ เพื่อนร่วมแก๊งซิ่งทยอยตายทีละคน

บุ๋ม ปนัดดา ที่เป็นอีกหนึ่งสาวที่ชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ แต่พักหลังมานี้ เปลี่ยนไป ไม่เห็นขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์แล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่า ไม่มีรถบิ๊กไบค์แล้ว เพราะคุณพ่อได้เอารถไปขาย เนื่องจากผิดสัญญา ไปซิ่งต่างจังหวัด ขี่ด้วยความเร็ว   แต่พอพ่อขายไป เจ้าตัวก็บอกว่าไม่คิดจะซื้อใหม่แล้ว เพราะว่าหลังมานี้ ก็จะได้ไปงานศพของเพื่อนๆ น้องๆ ที่ประสบอุบัติเหตุด้วยบิ๊กไบค์กันทั้งนั้น ในแต่ละปีน้องๆ ในกลุ่มก็เริ่มหายไปทีละคนๆ ซึ่งตนก็ทำใจไม่ได้ เพราะเคยกอดศพ กอดคอที่หมุนได้ของน้องๆ เลยรู้สึกหลอน มือจะสั่นจนจับแฮนด์ไม่ได้ พอจับแอนด์แล้วภาพน้องๆ มันลอยขึ้นมา   ทั้งนี้บุ๋มบอกว่า มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไม่ได้อันตรายถึงกับห้ามขี่ แต่คนขี่ต้องมีทักษะ นอกจากจะต้องรับผิดชอบตนเองแล้ว ต้องรับผิดชอบคนอื่นได้ด้วยหากเกิดอุบัติเหตุ และ เจ้าตัวก็บอกว่าอยากให้ประเทศไทยมีการไล่เลียงใบขับขี่ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และอัพเลเวลขึ้นเหมือนต่างประเทศ ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/r-oGK6CofHk

 2,155
ครอบครัวบันเทิง
14 ส.ค. 62

'บุ๋ม ปนัดดา' ขยาดบิ๊กไบค์ หลังคนรู้จักในก๊วนเกิดอุบัติเหตุทยอยเสียชีวิต

มากันที่ บุ๋ม ปนัดดา ที่ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสาวที่ชอบความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ แต่พักหลังมานี้ เปลี่ยนไป ไม่เห็นขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์แล้ว    ซึ่งเจ้าตัวก็บอกว่า ไม่มีแล้ว เพราะคุณพ่อได้เอารถไปขาย เพราะว่าผิดสัญญา ไปซิ่งต่างจังหวัด ขี่ด้วยความเร็ว แต่พอพ่อขายไป เจ้าตัวก็บอกว่าไม่คิดจะซื้อใหม่แล้ว เพราะว่าพักหลังมานี้ ก็จะได้ไปงานศพของเพื่อนๆ น้องๆ ที่ประสบอุบัติเหตุด้วยบิ๊กไบค์กันทั้งนั้น ในแต่ละปีน้องๆ ในกลุ่มก็เริ่มหายไปทีละคนๆ ซึ่งตนก็ทำใจไม่ได้ เพราะเคยกอดศพ กอดคอที่หมุนได้ของน้องๆ  เลยรู้สึกหลอน มือจะสั่นจนจับแฮนด์ไม่ได้ พอจับแอนด์แล้วภาพน้องๆ มันลอยขึ้นมา   โดย ‘พี่บุ๋ม’ ก็บอกว่ามอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไม่ได้อันตรายถึงกับห้ามขี่ แต่คนขี่ต้องมีทักษะ นอกจากจะต้องรับผิดชอบตนเองแล้ว ต้องรับผิดชอบคนอื่นได้ด้วยหากเกิดอุบัติเหตุ และ เจ้าตัวก็บอกว่าอยากให้ประเทศไทยมีการไล่เรียงใบขับขี่ เพื่อสร้างความคุ้นเคย และอัพเลเวลขึ้น เหมือนต่างประเทศ    ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/O5V6GM7RZwo

 3,954
ข่าวภูมิภาค
04 มี.ค. 62

เปิดบริษัท 13 ถ้ำหลวง ดูแลสิทธิประโยชน์ทีมหมูป่า 'โค้ชเอก' เป็น ปธ.บริษัท 'บุ๋ม ปนัดดา' เป็นผู้จัดการ

บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และแคนดี้ รากแก่น พร้อมด้วยนักฟุตบอล 13 หมูป่า ร่วมทำพิธีบริเวณหน้าถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย พร้อมทำพิธีตัดริบบิ้นเปิดบริษัท 13 ถ้ำหลวง จำกัด เพื่อดูแลรักษาสิทธิประโยชน์ ของ 13 หมูป่าติดถ้ำ หลังจากมีการเจรจาพูดคุยกับผู้ปกครองมีข้อตกลงมอบให้ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดูแลผลประโยชน์ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นกับทีมฟุตบอลเยาวชน 13 หมูป่า โดยมีแนวทางเน้นการศึกษา และฝึกซ้อมบอล ปั่นจักยาน กิจกรรมที่ชอบ เป็นอันดับแรก ก่อนจะไปทำกิจกรรมอย่างอื่น   โดย บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งบริษัท 13 ถ้ำหลวง เป็นการจัดตั้งเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของเด็ก ในการรับงานต่าง ๆ จากนี้เป็นต้นไปใครจะติดต่อประสานงานให้ผ่านบริษัท จะได้ดูแลน้องๆ ได้เต็มที่ จะได้เรียนไปตามเส้นทางที่ฝัน ซึ่งการบริหารจะเป็นลักษณะแบบครอบครัว จะมีการดูแลกันตลอดไป จนกว่าทุกคนจะเติบโต ทำอนาคตให้สำเร็จตามที่ทุก ๆ คนหวังไว้ และตามความปรารถนา ของคนทั้งโลกที่จะให้เด็กมีอนาคตที่ดีเป็นที่รักของคนทั่วไป ท้ายสุดขอฝากให้กำลังใจบริษัท 13 ถ้ำหลวง   ทั้งนี้มีข้อมูลจากผู้ใกล้ชิดกับ 13 หมูป่าติดถ้ำ เล่าว่า ผู้ปกครองนักฟุตบอลเยาวชน ต่างเข็ดกับหน่วยงานราชการที่สั่งให้ไปไหน ต่อไหนโดยไม่คำนึงถึงเวลาเรียน เวลาซ้อมบอลของเด็ก ต้องการให้ไปออกงานไหน ต้องไปให้ได้โดยไม่กล้าปฎิเสธ ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียน การฝึกซ้อมเตะบอล วิถีชีวิตเปลี่ยน ถูกผู้ใหญ่กำหนดขีดเส้นให้เดิน ไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเอง และทุกครั้งที่ไปก็ไม่มีค่าเหนื่อย ต้องดิ้นรนทำเสื้อยึดขาย นำเงินมาใช้จ่ายกันเอง ส่วน ผู้ใหญ่ได้หน้าบาน มีผลงาน จึงเป็นมูลเหตุต้องให้ บุ๋ม ปนัดดา มาตั้งบริษัทช่วยดูแลสิทธิ์ประโยชน์ให้เด็กๆ   ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก วัดพระธาตุดอยเวา ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้โพสต์ชี้แจงระบุว่า   “ต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญทุกท่านที่มีความห่วงใยในการจัดตั้งบริษัท13ถ้ำหลวงจำกัด จริงแล้วการจัดตั้งบริษัท13ถ้ำหลวง เป็นความประสงค์ของคณะกรรมสื่อสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของน้องๆ13คน เพื่อที่จะนำผลประโยชน์ตอบแทนสังคม ซึ่งในขณะนี้ได้จัดตั้งบริษัทแล้วใช้ชื่อว่า   บริษัท13ถ้ำหลวงจำกัด เอกพล จันทะวงค์ เป็นประธานบริษัท ผู้ปกครอง 4 ท่านเป็นคณะกรรมการ น้องๆ 12 คนเป็นผู้ถือหุ้น คุณบุ๋มปนัดดา และคุณแคนดี้ ผู้จัดการ คณะกรรมการที่รัฐบาลมอบหมายอีก3ท่านเป็นคณะกรรมการ พระครูประยุตเจติยานุการ ที่ปรึกษา   ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างทางรัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและน้องๆ ผู้ปกครองน้องจะเปิดแถลงข่าวถึงที่มาที่ไปและวัตถุประสงค์รายละเอียดที่ชัดเจนในเวลาอันไกล้นี้ เพื่อไห้ทุกคนทุกท่านได้รับทราบ   หากมีสิ่งหนึ่งประการใดที่ท่านทั้งหลายไม่สบายใจต้องขออภัยด้วย สาธุอนุโมทนา” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/mAxw9RUK3uM

 25,900
ครอบครัวบันเทิง
24 ก.พ. 62

'บุ๋ม ปนัดดา' น้ำหนักลด 15 กก. หน้าอกหาย 4 นิ้ว เผยตอนนี้โสด รับมีคนมาคุย

บุ๋ม ปนัดดา เผยน้ำหนักลดลงไป 15 กก. ทำขนาดหน้าอกลดลงไปกว่า 4 นิ้ว บอกตอนนี้โสด มีคนมาคุยเยอะแต่ยังไม่ได้ไปเดทกับใคร            ชมผ่านยูทูปได้ที่ :  https://youtu.be/tokW0h5zBWc

 23,243
ครอบครัวบันเทิง
18 ธ.ค. 61

'บุ๋ม ปนัดดา' เปิดใจเลิกสามี เผยฝ่ายชายติดเกม ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน แต่ยังทำธุรกิจฟิตเนสด้วยกัน

เรื่องของบุ๋ม ปนัดดา ที่มีข่าวว่าจบชีวิตคู่ครั้งที่ 2 เพราะเลิกรากับสามี เอก เอกริน แล้ว หลังแต่งงานกันมาเกือบ 5 ปี และหลังจากเป็นข่าวบุ๋มก็ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดียทันที   ล่าสุดเจ้าตัวได้เดินทางกลับมาจากอินเดียแล้ว และพร้อมเปิดใจถึงสาเหตุที่ต้องเลิกรากับสามีรุ่นน้อง โดยบุ๋มบอกว่าทั้งสองคนมีปัญหาสะสมกันมานาน ตลอดระยะเวลา 1 ปีก่อนหน้านี้ก็พยายามประคับประคองกันมาตลอด มีหลายครั้งที่คุยกันเรื่องเลิก เพราะคิดว่าต่างคนต่างใช้ชีวิตน่าจะดีกว่า เพราะช่วงหลังบุ๋มหันมาทำงานการกุศลกับองค์การทำดีมากขึ้น แต่สามีไม่ได้ชอบหรือสนใจในงานที่ทำ   แต่สนใจในเรื่องการดูแลยิม และการออกกำลังกายดูแลรูปร่างของตัวเอง และอีกหนึ่งปัญหาก็คือเรื่องที่สามีติดเกม ก็เลยตกลงกันว่าต่างคนต่างอยู่กันดีกว่า เป็นการเลิกกันด้วยดี ทุกวันนี้ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ยังทำธุรกิจฟิตเนสด้วยกัน แต่หากอดีตสามีรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เธอก็บอกว่าจะยอมยกฟิตเนสให้ฝ่ายชายทั้งหมด เนื่องจากตัวเองมีหุ้นแค่นิดเดียว   ซึ่งทางอดีตสามี ก็ได้เก็บของออกจากบ้านไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา บุ๋มยอมรับว่าเสียใจและร้องไห้ เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตต้องเลิกกับสามี ไม่มีใครอยากให้ชีวิตคู่ล้มเหลว   ส่วนเรื่องรักครั้งใหม่ บุ๋มยอมรับว่ามีคนเข้ามาตั้งแต่วันแรกที่เป็นข่าว แต่ยังไม่กล้า เพราะยังเจ็บอยู่ ถามว่าในอนาคตจะมีโอกาสกลับมาคืนดีกันไหม? บุ๋มยอมรับว่ายังมีความรู้สึกดีๆ ให้อยู่ และหากเค้าเปลี่ยนแปลงตัวเองก็พร้อมจะให้โอกาสกลับมาเป็นเหมือนเดิม ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/GiFW7BVXAYg

 42,780
สังคม-อาชญากรรม
22 พ.ย. 61

เหยื่อหมอสูติฯอีกรายโผล่แฉ คำพูดหมอไม่ตรงกับเหตุการณ์จริง 'บุ๋ม ปนัดดา-อัจฉริยะ' โต้เดือดปมรับเงินหมอ

ความคืบหน้าหมอสูติฯ เมืองปากน้ำโพ ถูกกล่าวหาว่าทำอนาจารและข่มขืนหญิงสาว ขณะที่กำลังมาทำการตรวจภายในที่คลินิก สุดนั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมสำนวนเพื่อส่งให้อัยการพิจารณาคดี   แต่มีประเด็นที่หลังจากที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จำลองเหตุการณ์ที่คลินิก เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเนื่องจากไม่เชื่อว่า หมอคนดังจะเป็นผู้ก่อเหตุตามคำร้องทุกนั้น   มีเหยื่อรายใหม่ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ เมื่อดูจากข่าวในห้องมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องของประตูและการวางเตียง พร้อมให้รายละเอียดเพิ่มต่างจากที่หมอให้ข้อมูลกับนายอัจฉริยะ ทั้งเรื่องการยืนที่หมอบอกยืนปลายเตียงแต่กับของตนหมอยืนข้างเตียงและได้ล่วงละเมิดตนเอง ทำให้ตนเองกังวลถึงเรื่องคดีที่จะมีผลในอนาคต เกรงว่าจะเอาผิดไม่ได้   ด้านแพทยสภาเผย ทีมแพทยสภาที่รีบเข้าไปหาข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งข้อมูลประกอบอื่นๆ ด้วย เรื่องนี้ถูกนำมาพิจารณาอย่างเร็ว โดยจะเข้าที่ประชุมในต้นเดือนธันวาคม   ขณะเดียวกันมีมุมที่เกิดเรื่องโต้แย้งกันระหว่าง นายอัจฉริยะ และ บุ๋ม ปนัดดา หลังนายอัจฉริยะ ออกมาบอกว่า รับไม่ได้ที่คุณบุ๋มกล่าวหาผมไปรับเงินหมอ ไม่อยากเชื่อว่าคนระดับนี้ จะกล่าวหาใครโดยไม่ระวัง   ด้านบุ๋ม ปนัดดา โพสต์ไอจีโต้ บอกว่า ไม่เคยพูด เพียงแต่ตอนโทรคุยกัน บอกว่าให้ระวังนะ เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตแบบนั้น แต่ตนเองไม่เคยพูด จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รู้ ทำให้ผิดหวัง ในตัวของคุณอัจฉริยะ แต่ขอบคุณที่ทำให้รู้จักตัวตนพี่ดีขึ้น   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/o2TSYl8ARCQ

 6,705
สังคม-อาชญากรรม
21 พ.ย. 61

'อัจฉริยะ' บุกคลินิกจำลงเหตุหมอข่มขืน หมอยอมรับมีใจชอบคนไข้ - บุ๋ม พาเหยื่อร้องผบ.ตร. ขอโอนคดีให้กองปราบ

กรณีหมอสูตินรี คลินิกแห่งหนึ่งในพื้นที่  จ.นครสวรรค์ ถูกกล่าวหาข่มขืน ลวนลาม ทำอนาจาร คนไข้ 40-50 ราย ขณะเข้ารับการตรวจรักษา ซึ่งหมอปฏิเสธไม่ได้ทำ   คืบหน้าเมื่อวานนี้(20 พ.ย.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญกรรม และแพทย์หญิงของขวัญ  ฟูจิตนิรันดร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม เดินทางไป สภ.เมืองนครสวรรค์ โดยได้ประสานหมอสูติคนดังกล่าวมาร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลกับตำรวจ เพื่อให้การสืบสวนข้อเท็จจริงมีความกระจ่างว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่คุณหมอก็ไม่ได้เดินทางมาโรงพักตามนัดหมาย   จากนั้นได้ไปตรวจสอบคลินิกจำลองเหตุการณ์จริง เพื่อชี้ชัดว่าหมอทำอนาจารคนไข้ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ เนื่องจากมีพิรุธหลายประการ และพบว่ามีการจ่ายเงินถึง 3 แสนบาทให้คนไข้ ซึ่งคุณหมอได้พาเข้าไปดูในห้องตรวจ ปิดประตูพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวก่อนให้ผู้สื่อข่าวหญิงน้ำหนักตัวและหุ่นใกล้เคียงกับคนไข้ที่กล่าวหา ว่าถูกหมอล่วงละเมิดนอนบนขาหยั่ง อธิบายถึงขั้นตอนการตรวจภายใน   คุณหมอให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “ผมอยู่ในฐานะที่มีคนมาพูดอะไร เวลาแก้มันแก้ยาก ตนเองก็ไม่อยากมีเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าทำผิดก็ต้องปิด คนไข้เข้าใจผิดก็ต้องอธิบาย แต่คนไข้ไม่มาถามเรา ไม่คุยกับเราไปทำแบบนี้เราก็เสียหาย และมันเสียหายต่อวงการแพทย์มาก”   ส่วนเงิน 3 แสนบาท เขาบอกอยากนำไปสร้างบ้านให้แม่เราก็โอนให้ เขาคงไม่เข้าใจเรา เข้าใจผิดคลาดเคลื่อน ตนอยากจะชี้แจงว่าสาเหตุที่ต้องใช้นิ้วสอดใส่ไปในอวัยวะเพศนั้น เป็นขั้นตอนการรักษาเฉพาะของตน เนื่องจากตนไม่ใช่คนเก่งจึงต้องใช้วิธีดังกล่าวเพื่อรักษาคนไข้ให้หาย จึงไม่อยากให้คนไข้เข้าใจผิด โดยคนไข้คนดังกล่าวมาตรวจที่คลินิก 3 ครั้ง และทุกครั้งตนยืนยันว่ามีผู้ช่วยอยู่ด้วยตลอด   ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมมีคนไข้เสียหายออกมาจำนวนมาก คุณหมอบอกว่า เป็นความเข้าใจผิดกัน เวลาตรวจก็ต้องมีการใช้นิ้วล้วงหรือการคลำเต้านม ยืนยันว่าเป็นการรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่เป็นข่าวตนได้แต่ร้องไห้อยู่ในใจ ที่ยืนมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะมีครอบครัวและเพื่อนฝูง คนไข้ที่โทรมาหา คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่ตนไปทำงานที่โรงพยาบาลก็จะมีคนมาทักทายตามปกติ รู้สึกดีใจที่หลายคนยังให้กำลังใจ   “ผมมีความรักต่อคนไข้ทุกคน แต่ไม่ใช่ทางชู้สาว ความรักคือการเอาใส่ใจคนไข้ ปกติแล้วคนไข้ของผมไม่ได้อยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ที่เดียว มีอยู่หลายที่ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ส่วนลึกแล้วผมไม่อยากทำร้ายใคร”   นายอัจฉริยะ ตั้งข้อสงสัยไว้ 2 ประเด็น คือ 1.สมยอมและเรียกเงินภายหลังหรือไม่ 2.ก่อเหตุจริงหรือไม่ ยังให้คำตอบไม่ได้ใครผิดหรือถูก ตนมาเป็นกลางขอตรวจสอบให้หายข้อสงสัย จากการจำลองเหตุการณ์จริง มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถล่วงละเมิดคนไข้ได้ หากยืนอยู่บริเวณขาหยั่งและก้มตัวหาคนไข้ จะสามารถกอด จูบ ได้ หรืออาจจะล่วงละเมิดทางเพศได้ แต่ต้องยืนเท่านั้น   ส่วนคนไข้หากอยู่ด้านในห้องตรวจและถูกล่วงละเมิดต้องสมยอม หากไม่สมยอมสามารถต่อสู้หรือตะโกนขอความช่วยเหลือได้  อีกทั้งในห้องไม่ได้มืดสลัว ยังมีแสงสว่างพอที่จะเห็นภายในห้องได้ ส่วนรอยฟกช้ำของคนไข้ที่บริเวณข้างขาขอตรวจสอบอีกครั้งเพราะภาพที่ได้มาต่างจากการจำลอง หากคนไข้นอนอ้าขา 45 องศา ก็มีความเป็นไปได้อาจไปโดนเตียงขาหยั่งทำให้รอยช้ำได้   นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า หมอยอมรับว่ารู้สึกชอบพอเป็นการส่วนตัวกับคนไข้ เนื่องจากคนไข้ได้เข้ามารักษากับตน 3 ครั้ง โดยมาตรวจภายใน 2 ครั้ง มีการพูดคุยผ่านแชทไลน์และรู้สึกถูกใจ โดยไม่รู้จักกันมาก่อน ส่วนเรื่องที่ให้เงิน 3 แสนบาท คนไข้เรียกร้องให้หมอรับผิดชอบ จึงโอนเงินให้คิดว่าเรื่องจะจบ  ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลาย ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่ามีการล่วงละเมิดหรือไม่   “คนไข้ทั้ง 2 คน ที่ออกมาพูดว่าเป็นฝี ไปรักษากับหมอ แล้วถูกลวนลามนั้นไม่เป็นความจริง ไม่ได้เลียบริเวณฝีแต่เป็นการเลียที่ใบหู  คนไข้ทั้ง 2 คน มีการรับเงินจากหมอและนำเรื่องที่ไม่เป็นความจริงมาพูด ส่วนกรณีที่หมอเรียกคนไข้ว่าที่รัก เป็นการเรียกคนไข้ตามปกติ ไม่ใช่เรื่องชู้สาวแต่อย่างใด ส่วนผู้เสียหายที่บอกมากถึง 50 คน ยืนยันว่าไม่ถึง”   ด้าน แพทย์หญิงของขวัญ  มาในนามของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า คนไข้มารักษาทีแรกมีอาการปวดท้องน้อย ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ไม่หายจึงกลับมารักษาที่คลินิก หมอสงสัยว่าอาจจะมีการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานด้านลึก จึงใช้เครื่องอัลตราซาวด์สอดเข้าไปในช่องคลอด และมีการตรวจต่อเนื่อง    “ภาคปฏิบัติทั่วไปการใส่เครื่องอัลตราซาวด์ ไปในบริเวณช่องคลอด จะต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทำกันทั่วโลก เพื่อป้องกันความสะอาดไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับหมอว่ามีการแจ้งคนไข้หรือไม่ว่าจะต้องมีการใส่ถุงยางอนามัย ซึ่งเครื่องอัลตราซาวด์ในคลินิกเป็นหัวที่มีขนาดใหญ่ จะต้องใส่ไปในบริเวณช่องคลอด การตรวจครั้งแรกต้องใช้เวลานานประมาณ 10- 20 นาที คนไข้อาจเข้าใจผิดว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ”   แพทย์หญิงของขวัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า คนไข้ที่เป็นฝีมารักษากับหมอ อ้างว่าถูกหมอเลีย ทราบว่าคนไข้เป็นฝีบาน์โทลีน ซีสต์ หากมีการล่วงละเมิดหรือเลียตามขาจะเกิดความเจ็บปวดมาก เนื้อเยื้อตรงนั้นมีเส้นประสาทมากค่อนข้างบอบบาง คงไม่มีใครกล้าเลียหนองที่ออกมาจากฝีที่แตกแล้ว   เหยื่อหมอสูติฯ ฉาวร้องผบ.ตร. จี้โอนคดีให้กองปราบ ขณะที่ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเข้ารับการตรวจภายใน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด   บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี ตัวแทนที่พาผู้เสียหายพบตำรวจ เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป และได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่คดียังไม่คืบหน้า อีกทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย ทำให้สื่อมวลชนบางสำนักเข้าไปบันทึกภาพและเผยแพร่ชื่อนามสกุลของผู้เสียหาย   ทำให้ผู้เสียหายหลายคนเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย และสุขภาพจิตใจย่ำแย่ จึงอยากให้โอนคดีมาดำเนินคดีต่อที่กองปราบปราม เพราะผู้เสียหายมีจำนวนมาก คดีนี้ทางองค์กรฯ ได้ติดตามมากว่า 2 เดือน และมีผู้เสียหายมาแสดงตัวแล้วประมาณ 50 คน ทั้งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และในพื้นที่กรุงเทพฯ พบพฤติกรรมลักษณะนี้มานานตั้งแต่ปี 2555 แต่ไม่กล้าออกมาแจ้งความ    ยืนยันว่า มีพยานหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าแพทย์เจ้าของคลินิกเป็นผู้กระทำ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยเนื่องจากต้องรวบรวมไว้ดำเนินคดีในชั้นศาล ส่วนผู้เสียหายหลายคนที่เคยถูกลวนลาม หรือล่วงละเมิดทางเพศแต่ไม่ออกมาแจ้งความ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่กล้า และกลัวว่าจะได้รับความอับอาย ขณะเดียวกันการออกมาเปิดเผยเรื่องนี้   ทั้งนี้ ยังฝากถึงผู้หญิงทุกคนว่า ยังสนับสนุนให้ทุกคนตรวจสุขภาพ แต่ควรทราบถึงหลักการเข้ารับการตรวจหรือการเข้ารับบริการทางการแพทย์ จะต้องมีทั้งแพทย์และพยาบาลอย่างน้อย 1 คน แต่หากถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขอให้รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่ใช่แพทย์ทุกคนจะมีพฤติกรรมลักษณะนี้ จึงขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจการทำหน้าที่ของทุกฝ่าย   ขณะที่พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วก็จะให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเบื้องต้น และให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาสั่งการว่าควรจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไร   อัยการวิเคราะห์ สอดใส่สิ่งเทียม ไม่มีเทคนิคแพทย์รองรับ เข้าข่าย ข่มขืน!   นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ได้อธิบายข้อกฎหมายในความผิดเกี่ยวกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศกรณีมีการกล่าวหาเรื่อง หมอข่มขืนคนไข้สาว ขณะเข้ารับการตรวจภายในที่คลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ โดยหมอได้อ้างกับสาวผู้เสียหาย วัย 29 ปี เป็นคนไข้ ว่า ได้ใช้ของปลอมสอดใส่อวัยวะเพศเพื่อปลุกอารมณ์ทางเพศ อ้างว่าเวลาตรวจจะได้ไม่เจ็บ   หากข้อเท็จจริงปรากฎว่าการที่มีการเอาสิ่งเทียมสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิงจริง ก็จะต้องดูปัญหาว่าหมอมีการสำเร็จความใคร่หรือไม่ ซึ่งมาตรา 276 ว่าผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เเละการกระทำชำเราหมายความว่าทำ เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น   เเต่ตรงนี้ก็อาจจะตีความได้ยากว่าเเค่ไหนที่จะเรียกว่าสำเร็จความใคร่ เพราะถ้าเป็นการร่วมประเวณีปกติก็จะสามารถดูออก เช่นจะต้องมีการหลั่งน้ำอสุจิ เเต่ถ้าเป็นอุปกรณ์อื่นหรือสิ่งเทียมใส่เข้าไป ก็จะอธิบายไม่ได้มาก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/kvQqhmAruTY

 12,387
สังคม-อาชญากรรม
20 พ.ย. 61

‘บุ๋ม ปนัดดา’ นำผู้เสียหายกรณีหมอข่มขืนคนไข้ร้อง ผบ.ตร. โอนคดีให้กองปราบ ยืนยัน มีหลักฐานชัดเจน

วันที่ 20 พ.ย. 61 น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี นำผู้เสียหาย 6 คน ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะเข้ารับการตรวจภายในคลินิกสูตินรีเวชแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครสวรรค์ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งรัดดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด   น.ส.ปนัดดา เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป และได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่คดียังไม่คืบหน้า อีกทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหาย ทำให้สื่อมวลชนบางสำนักเข้าไปบันทึกภาพและเผยแพร่ชื่อ-นามสกุล ของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายหลายคนเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย และสุขภาพจิตใจย่ำแย่ จึงอยากให้โอนคดีมาดำเนินคดีต่อที่กองปราบปราม เพราะผู้เสียหายมีจำนวนมาก    คดีนี้ทางองค์กรฯ ได้ติดตามมากว่า 2 เดือน และมีผู้เสียหายมาแสดงตัวแล้วประมาณ 50 คน บางคนคดีขาดอายุความไปแล้วจึงไม่ได้แจ้งความ แต่ก็พร้อมเป็นพยานในคดีให้กับผู้เสียหายรายใหม่ ที่พร้อมออกมาดำเนินคดี   น.ส.ปนัดดา ยืนยันว่า มีพยานหลักฐานชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า แพทย์เจ้าของคลินิกเป็นผู้กระทำ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยเนื่องจากต้องรวบรวมไว้ดำเนินคดีในชั้นศาล ส่วนผู้เสียหายหลายคนที่เคยถูกลวนลาม หรือล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่ออกมาแจ้งความ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่กล้า และกลัวว่าจะได้รับความอับอายขณะเดียวกันการออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการให้สังคมรับรู้ ถึงขั้นตอนการเข้าตรวจร่างกายว่าต้องมีบุคคลที่สามอยู่ภายในห้องตรวจ และหากรู้ตัวเองว่าถูกล่วงละเมิดควรจะต้องไปตรวจร่างกายไว้ก่อน    ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว ก็จะให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเบื้องต้น และให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาสั่งการว่าควรจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างไร      

 5,670
สังคม-อาชญากรรม
16 พ.ย. 61

สาวร้องถูกหมอสูติฯข่มขืนในห้องตรวจภายใน อ้างเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ โอนเงิน 3 แสนให้เรื่องจบ

จากกรณีมีหญิงร้องเรียนว่าถูกหมอสูตินารีล่วงละเมิดทางเพศ ขณะตรวจภายใน ณ คลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ โดยมีหลักฐานการแชทระหว่างคนไข้และแพทย์ที่ระบุว่า เป็นการใช้ของปลอมเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศอย่างหนึ่ง เวลาที่เกิดการเจ็บบริเวณนี้อาการเจ็บจะลดลง เพราะฮอร์โมนที่หลั่งมาเพื่อความสุขมีฤทธิ์อีกด้านลดความเจ็บปวด เหมือนทางแพทย์ใช้ยาเสพติดเพื่อรักษาอาการปวด และอีกภาพเป็นแชทไลน์ที่ระบุว่า แพทย์เสนอเงินเยียวยาจำนวน 5 หมื่นด้วย   ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างมาก โดยส่วนใหญ่ต่างตำหนิการกระทำของแพทย์และอยากให้ผู้เสียหายดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และอีกส่วนต่างตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการสมยอมหรือไม่ และการที่ออกมาร้องเรียนเพราะตกลงกันไม่ได้หรือไม่ เพราะสังเกตจากข้อความแชทที่มีการใช้ภาษาเหมือนสนิทสนมกันนั้น   ด้านบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 29 ปี ได้ร้องเรียนมาที่องค์กรมานานแล้ว โดยเหตุเกิดในช่วงเดือน ก.ย. ภายในคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ ส่วนแพทย์ที่ก่อเหตุก็เป็นแพทย์ชื่อดัง และมีผู้นับหน้าถือตา โดยผู้เสียหายต้องการช่วยเหลือเพื่อให้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จึงได้ประสานกับทนายความให้ โดยขณะนี้ทราบว่าผู้เสียหายมีความเครียด จนต้องไปพบจิตแพทย์ และมีความกลัวผู้ชาย    ซึ่งที่ผ่านมามีการเก็บหลักฐานจนยืนยันว่าแพทย์คนดังกล่าวข่มขืนผู้เสียหายในห้องตรวจจริง และเมื่อเช้านี้ทราบว่า แพทย์คนดังกล่าวได้โอนเงินเข้าบัญชีของผู้เสียหายจำนวน 3 แสนบาท เพื่อให้ไปถอนแจ้งความ ซึ่งถ้าไม่ผิดจริงทำไมต้องใช้เงินจ่ายเพื่อปิดคดี โดยผู้เสียหายยังไม่แตะต้องเงินดังกล่าว รวมทั้งหลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ไป ก็มีหญิงนับ 10 รายติดต่อมาที่องค์กร ระบุว่าถูกแพทย์คนดังกล่าวล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งมีรายหนึ่งบอกว่าเคยเป็นพยาบาลฝึกงาน และถูกแพทย์คนดังกล่าวเอามือมาล้วงจับหน้าอก    ด้านทนายนิด้า - ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความเจ้าของเพจ กล่าวว่า ได้พูดคุยกับผู้เสียหายทราบว่า ผู้เสียหายมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและได้ไปรักษาตัวที่คลินิกแพทย์คนดังกล่าวซึ่งอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. โดยมีการตรวจภายในแต่ไม่มีพยาบาลอยู่ด้วย ซึ่งไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น แต่มีการพูดจาแทะโลม จากนั้นในวันที่ 21 ก.ย. รู้สึกคันและมีตุ่มบริเวณอวัยวะเพศอย่างผิดปกติ คาดว่าอาจแพ้ยา จึงได้ไปที่คลินิกดังกล่าว   จากนั้นแพทย์ได้เรียกเข้าห้องตรวจภายใน โดยหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงให้ไปนอนบนเตียงขาหยั่ง จากนั้นได้ยินเสียงเหมือนแพทย์กำลังเตรียมอุปกรณ์ แต่พบสิ่งผิดปกติคือปิดไฟ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาสอดใส่ในอวัยวะเพศ ก่อนที่แพทย์จะเอาตัวขึ้นไปคร่อมทับจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งผู้เสียหายได้ถามแพทย์ว่า "มาทำกับหนูแบบนี้ทำไม"   แพทย์ตอบกลับว่าไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกังวล ไม่ท้องเพราะใส่ถุงยางอนามัย แต่หลังจากนั้นผู้เสียหายไปแจ้งความ แพทย์คนดังกล่าวได้ติดต่อทั้งโทรและไลน์มาว่า สิ่งที่สอดใส่ไม่ใช่อวัยวะเพศของแพทย์ แต่เป็นอุปกรณ์ทางการเพศ ซึ่งทำให้ไปย้อนแย้งกับคำพูดตอนแรก นอกจากนี้ยังมีการแชทมาในเชิงชู้สาว   ทนายนิด้า กล่าวต่อว่า คดีนี้ตอนแรกหลักฐานอ่อน เพราะหลังเกิดเหตุผู้เสียหายไม่ได้ไปตรวจร่างกายและแจ้งความโดยทันที เนื่องจากอายและไม่อยากให้เป็นเรื่องราวเพราะกลัวเสียชื่อเสียง จนสุดท้ายตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดี และทำให้แพทย์พยายามติดต่อมาอย่างต่อเนื่องแต่ผู้เสียหายไม่คุย ตนจึงแนะนำให้ลองคุยเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม จนมีหลักฐานเป็นทั้งแชทไลน์ และคลิปเสียง ที่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าแพทย์รายนี้ข่มขืนผู้เสียหายจริง โดยไม่ได้เป็นการสมยอมด้วย หลังจากนั้นแพทย์พยายามต่อลองเพื่อขอให้ไปถอนแจ้งความ และพยายามพูดและแชทในเชิงชู้สาว ทั้งบอกรักและบอกว่าจะมีการส่งของขวัญมาให้ ซึ่งตนก็แนะนำว่าให้ลองทำทีว่าจะยินยอมไม่เอาเรื่อง แต่จะชดใช้ให้ได้เท่าไร   ซึ่งตอนแรกแพทย์บอก 5 หมื่น แต่ผู้เสียหายลองเรียก 3 แสน พร้อมให้เลขบัญชี ปรากฎว่าแพทย์คนดังกล่าวโอนเงินมาจริงเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญเพราะถ้าเขาไม่ทำผิดจริงจะโอนเงินมาทำไม ซึ่งหลังจากโอนเงินแล้วแพทย์คนดังกล่าวพยายามติดต่อมาทุกช่องทางให้ถอนแจ้งความ แต่ตนบอกให้ปิดการสื่อสาร เพราะขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องของการดำเนินคดี   ทั้งนี้ทราบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายราย ที่เคยโดนแพทย์รายนี้ล่วงละเมิดทางเพศแต่ไม่กล้าเปิดเผยตัว ตนอยากขอให้ติดต่อมาที่ตนหรือองค์กรทำดี เพื่อจะได้เป็นตัวแทนในการดำเนินทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยจะปิดบังแหล่งข้อมูลให้ด้วย   ในเรื่องของคดี แพทย์รายดังกล่าวได้เข้าพบ ตร. และถูกแจ้ง 2 ข้อหา คือ อนาจารและกระทำชำเรา แต่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธและขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการต่อไป ขณะที่ตำรวจยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย   แต่จากการสอบปากคำของตำรวจ ทราบว่า  เมื่อวันที่ 5 ก.ย. เวลาประมาณ 19.00 น. มีอาการปวดท้องจึงได้ไปหาแพทย์ที่คลินิกสูตินารีในเมืองปากน้ำโพ เพื่อให้ดูอาการ โดยแพทย์ได้ให้ไปเปลี่ยนใส่ผ้าถุงของคลินิกแล้วเข้าห้องตรวจนอนบนเตียงขาหยั่ง เพื่อตรวจภายใน จากนั้นแพทย์ได้ล็อคประตูห้องตรวจ ปิดไฟ และก็เริ่มทำการตรวจโดยการใช้กล้องส่อง และอธิบายภายในของอวัยวะเพศที่แสดงผลบนจอภาพ   หลังจากนั้นแพทย์ได้ยืนขึ้นในลักษณะประชิดตัว ก่อนนำเอาอวัยวะเพศชายมาถูตรงอวัยวะเพศของตนเองพร้อมทั้งเอามือกดลงที่ตรงท้องน้อย และตนเองก็บอกว่ารู้สึกเจ็บ จากนั้นแพทย์ก็โน้มตัวลงมาลักษณะทับ พร้อมทั้งเอาปากมาเป่าลมที่บริเวณลำคอ ตนเห็นว่าไม่ใช้การตรวจแล้วจึงผลักออกไป แล้วตนเองก็ออกไปเปลี่ยนชุดจ่ายเงินแล้วกลับบ้านไป   ส่วนอาการปวดท้องนั้นยังไม่หายจึงได้เข้าไปหาหมออีกครั้งในวันที่ 21 ก.ย. แพทย์ก็ทำลักษณะเดิมแต่ครั้งนี้ได้มีการซอกคอด้ายซ้าย และเอาอวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอดของตนเอง และมีการขยับเข้าออก โดยปากก็มีการจูบอยู่ชั่วครู่คาดว่าน่าจะเสร็จกิจแล้ว แพทย์จึงลุกออกจากตัวของตนเองไป จึงได้เข้ามาแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เมื่อวันที่ 6 ต.ค. เพื่อไม่อยากให้ใครได้รับความเสียหายแบบนี้อีก   ด้านแพทยสภาได้รับเรื่องเพื่อตั้งคณะกรรมการในการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เพื่อความมั่นใจของประชาชน  ที่ผ่านมาสูตินรีแพทย์ มีราว 3-4 พันคน แต่ละปีตรวจเป็นล้านครั้ง ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/9WXTRFYujMY

 21,194
สังคม-อาชญากรรม
21 มิ.ย. 61

'บุ๋ม ปนัดดา' ไลฟ์เฟซบุ๊กโต้นักสิทธิฯ ถามทำไมต้องเสียภาษีให้นักโทษประหาร

บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดารานักแสดงที่มักเคลื่อนไหวด้านกฎหมาย ได้ไลฟ์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีการประหารชีวิตรายล่าสุดของไทย หลังมีองค์กรต่างประเทศและในประเทศหลายแห่ง แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการประหาร   โดยบุ๋ม ปนัดดา ระบุว่า มีนักข่าวโทรมาเยอะมาก ให้ไปพูดแสดงความเห็นเรื่องการคัดค้านการประหาร ทั้งนี้ส่วนตัวตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเลิกโทษประหาร ซึ่งสำหรับแอมเนสตี้ฯ ก็เป็นองค์กรที่รับเงินจากต่างประเทศ เพื่อเข้ามาคัดค้านการประหารชีวิต และปกป้องสิทธิของผู้ที่กำลังจะถูกประหาร   ในฐานะคนเสียภาษี ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปให้ผู้ที่ต้องถูกประหารชีวิตทำไม คนพวกนี้เดินสบายอยู่ในคุก เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ที่ต้องทำงานหนักมาก แทนที่จะนำเงินที่ดูแลนักโทษเหล่านั้นไปให้กับโรงเรียนยากจนตามต่างจังหวัดจะดีกว่า   ทั้งนี้ คนที่ต้านไม่ให้มีโทษประหาร ถ้าเคยบริจาคเงินหรือเคยดูแล พัฒนานักโทษจริงๆจังๆ เพราะเชื่อว่าจะมีโอกาสพัฒนาตัวเอง ก็ถือว่าทำหน้าที่เป็นรูปธรรม แต่ก็ไม่เคยเห็นอะไรเลย นอกจากการออกมาค้าน ขณะที่ตนเอง เคยเข้าไปช่วยในทุกๆกรณีเรื่องการข่มขืน คนที่ยังมีชีวิตอยู่รอด ตนก็ดูแลเอง ทั้งเงินบริจาค และเงินส่วนตัว จนทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ นี่คือสิ่งที่ตนเองกำลังพิสูจน์ว่าได้ดูแลอย่างมีรูปธรรม ใครอยากดูแลนักโทษก็เชิญ   แต่ตนเองจะขอดูแลเหยื่อต่อไป ซึ่งขอฝากว่า คนที่ฆ่าเป็นนักโทษ ยังมีโอกาสได้ติดต่อญาติ แต่คนที่เป็นเหยื่อไม่มีโอกาสที่จะบอกหรือลาใครเลย ซึ่งการที่คุณจะเอาระบบจากต่างประเทศ เช่นการศึกษา หรือเทคโนโลยี มาใช้ในสังคมไทย ก็ควรจะดูความพร้อมของคนในประเทศด้วย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสังคมไทยเป็นสังคมเถื่อน ยังเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อสุดๆ ยังเป็นสังคมที่มีน้ำใจ แต่ก็เป็นสังคมที่รู้ว่าอะไรอยากจะอยู่ด้วย คนไทยจึงต้องตอบคำถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่เลือกสังคมที่เราอยู่กันเอง ซึ่งส่วนตัวขออยู่กับคนใจดี   และว่า เพราะบางคนกฎหมายกระทำผิดซ้ำซาก เช่นกรณีเกม วันชัย ที่ข่มขืนมาแล้วสองครั้ง ก่อนมาเจอน้องแก้ม แต่ก็ไม่สำนึกผิด และตนไม่อยากเดินร่วมกับสังคมเหล่านั้น หรือการเห็นคนฆ่าคนนั่งยิ้มในข่าว ซึ่งการบอกว่าประหารไม่ช่วยอาชญากรรมลดลง โดยอ้างวิจัยต่างประเทศ   แต่คำถามคือคุณเคยวิจัยในประเทศหรือยัง ยุคที่จอมพลท่านหนึ่งเคยใช้โทษประหารซึ่งดูโหด แต่ พบว่าอาชญากรรมลดลง ขโมยลดลง ข่มขืนลดลง ถ้าองค์กรที่ต้าน ให้เงินดูแลนักโทษทั้งหมด ค่อยมาคุยกันใหม่ แต่ถ้ามายืนถือป้าย รับเงินเดือน ก็ต้องกลับไปดูบทบาทของตัวเอง แต่คนไทยไม่ยอมรับ   ส่วนที่บอกว่า กลัวการประหารผิดคน ก็ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ประหารมั่วซั่วแล้วนะ อย่าเพิ่งคิดในสิ่งที่ยังไม่เกิด ต้องทำกฎหมายเพื่อคนส่วนใหญ่ อย่าพยายามทำกฎหมายให้คุ้มครองแพะ หรือรองรับแพะ เพราะหากเกิดแพะ ให้โทษการสอบสวน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/8Hc4pE3l2R8

 7,979
สังคม-อาชญากรรม
20 มิ.ย. 61

นักสิทธิฯประท้วงต้าน 'โทษประหาร' ชี้ไม่ช่วยลดอาชญากรรม 'บุ๋ม ปนัดดา' โต้แล้วคนตายได้สิทธิเรียกร้องอะไร?

กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและ Amnesty International รวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้โทษประหารชีวิต โดยการชูป้ายประท้วง ที่เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี หลังกรมราชทัณฑ์ออกจดหมายข่าวระบุว่าได้บังคับใช้โทษประหารชีวิตกับนักโทษเด็ดขาดรายหนึ่ง   นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ Amnesty International ประเทศไทย ระบุว่า การใช้โทษประหารนั้นขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และการลงโทษนั้นไม่ควรใช้หลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไรก็ตาม Amnesty International ยืนยันว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ต้องไม่เป็นการฆ่าคนซ้ำอีกชีวิตหนึ่ง และยืนยันว่าจากผลการศึกษา ไม่พบว่าโทษประหารชีวิตช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้จริงแต่อย่างใด   ประเทศไทยเว้นการใช้โทษประหารไปตั้งแต่ปี 2552 และหากไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ   ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ระบุว่า โทษประหารไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง ตั้งประเด็นว่าการประหารเป็นการแก้แค้นหรือไม่? เมื่อทราบข่าวก็ตกใจ อยากให้กำลังใจทุกฝ่าย ซึ่งการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องเคารพสิทธิในการมีชีวิตอยู่ อยากให้ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก   ขณะที่บุ๋ม-ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า เรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับนักโทษประหาร เเล้วเหยื่อที่ตายล่ะ?? เขาไม่มีสิทธิ์ ในสิทธิมนุษยชนหรอคะ?   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Xaec2tQPlAI

 41,054

Top