ค้นหา :

ผลการค้นหา "อังคณานีละไพจิตร"

สังคม-อาชญากรรม
04 ก.ย. 62

หายตัว 5 ปี dsi ชี้ชัด 'บิลลี่' ถูกเผายัดถังคาแก่งกระจาน เมียจุกอกรู้ความจริง วอนจับฆาตกร

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง ตั้งแต่ 17 เม.ย.ปี 2557 จนดีเอสไอรับมาทำคดีพิเศษเมื่อเดือน เมษายน ปี 2561   โดยได้ลำดับขั้นตอนของคดี ตั้งแต่บิลลี่หายตัวไปเมื่อปี 2557 โดยจุดสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่อุทยานอ้างว่า พบเห็นนายบิลลี่จุดสุดท้าย คือบริเวณ ด่านมะเร็ว ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นจุดที่ปล่อยตัวนายบิลลี่ จากนั้นดีเอสไอได้ทำงานในพื้นที่หาข่าว และพบพื้นที่เป้าหมายบริเวณสะพานแขวน หลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จึงประสานมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นำเครื่องมือหุ่นยนต์สแกนวัตถุใต้น้ำ ในระบบโซน่า เพื่อสแกนวัตถุใต้น้ำ ซึ่งพบวัตถุที่ต้องสงสัย 3-4 ชิ้น   และได้ขอความร่วมมือกับ ตชด.เพื่อขอกำลังมนุษย์กลและนักดำน้ำ มาทำการค้นหา จนพบถังน้ำมันขนาด 200ลิตร ลักษณะถังถูกเจาะรู มีรอยดำไหม้อยู่บางส่วน และมีความผุ ภายในมีเหล็กเส้นจำนวน 2 เส้น ถ่านไม้จำนวน 4 ชิ้น และฝาถัง และพบชิ้นส่วนกระดูก 1 ชิ้น คล้ายกับกระดูกมนุษย์ ลักษณะกระดูกเท่าหัวแม่มือ จากนั้นได้ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ พบว่าดีเอ็นเอมีความสัมพันธ์กับแม่ของนายบิลลี่ และกระดูกชิ้นนี้มีลักษณะผ่านความร้อนมาแล้ว 200-300 องศาเซลเซียส   ส่วนถังน้ำมัน ส่งไปตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐานภาค7 พบว่า ถังถูกเผาด้วยความร้อน หลังจากนั้นชุดทำงานได้เข้ามาดำน้ำอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม จนพบอีกก็พบกระดูกอีก 20 ชิ้น ซึ่งนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าเป็นกระดูกมนุษย์จำนวน 8 ชิ้น จึงสรุปยืนยันได้ว่า ขณะนี้บิลลี่ เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนจะเสียชีวิตด้วยวิธีใด อยู่ระหว่างการสอบสวน   ส่วนการดำเนินคดี อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษบอกว่า จากเดิมที่ดำเนินคดี ม.157 ปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ จะต้องเปลี่ยนเป็นคดีฆาตกรรม ส่วนจะฆาตกรรมด้วยวิธีใดนั้น จะต้องสืบสวนต่อไป ส่วนกลุ่มผู้ต้องสงสัย คดีนี้มีกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยจำนวนผู้ต้องสงสัย และรายละเอียด   ส่วนหลักฐานที่พบจะเชื่อมโยงกับบุคคลใดก็ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และคดีนี้ทำไปตามพยานหลักฐาน ทั้งพยานหลักฐานที่เก็บในที่เกิดเหตุ และพยานแวดล้อม เมื่อรวบรวมได้แล้วจะชี้ไปถึงผู้ที่กระทำความผิดได้ โดยรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในสำนวนการสอบสวนและจะรวบรวมหลักฐานให้มากที่สุด รวมถึงหลักจากนี้จะเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติม ทั้งพยานบางส่วนที่สอบไปแล้ว และพยานที่ไม่ได้เรียกเข้า โดยอธิบดียืนยันว่า ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะเป็นใคร ก็จะต้องดำเนินคดีโดยเด็ดขาด   ด้าน น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ให้สัมภาษณ์หลังทราบผลการแถลงจากดีเอสไอว่า เมื่อเห็นภาพกระดูกของบิลลี่ ตนรู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออก ว่าทำไมถึงทำกับบิลลี่ได้ บิลลี่ไปทำอะไรให้ถึงทำกับต้องเอาชีวิตกันด้วย เพราะเขาไม่เคยไปทำอะไรร้ายแรงกับใครเลย ส่วนตัวเมื่อรู้แล้วว่าบิลลี่ ตายแล้วหลังจากรอคอยคำตอบมา 5 ปี ในด้านจิตใจก็ไม่ต้องไปวนเวียนว่าบิลลี่ หายไปไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่   จากนี้ทั้งตนและลูกทั้ง 5 คน รวมถึง แม่ของบิลลี่ กังวลในเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากตอนที่บิลลี่หายไปในช่วงแรก คนที่เกี่ยวข้องกับการหายไปได้มาข่มขู่ว่าจะทำให้ครอบครัวหายไป ซึ่งเมื่อความจริงในเรื่องนี้ปรากฎแล้ว ก็ทำให้ครอบครัวมีความกังวลว่าคนที่ก่อเหตุจะย้อนกลับมาทำร้าย จึงอยากให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตัวคนที่ทำกับบิลลี่มาดำเนินคดีโดยเร็ว ส่วนในเรื่องการทำบุญให้บิลลี่นั้น คงจะทำตามความเชื่อของคนกะเหรี่ยง ซึ่งต้องรอให้การดำเนินคดีของดีเอสไอเสร็จสิ้น   “ครอบครัวเราไม่ต้องการเงินเยียวยาจากคนที่ทำกับบิลลี่ แต่อยากร้องขอไปทางกรมอุทยานฯ ให้ชาวบ้านได้กลับไปอยู่ในพื้นที่ใจแผ่นดินที่ถูกเผาขับไล่ที่ลงมา เพราะสำหรับคนกะเหรี่ยง เงินไม่ได้สำคัญอะไรกับเรา เงินไม่ได้กินได้ตลอดชีวิต แต่หากเรามีพื้นที่ทำกิน เราสามารถอยู่ได้ทั้งชีวิต อีกทั้งอยากให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำลายป่า อย่ามองเราแบบอคติแบบที่ผ่านมา” ภรรยาบิลลี่กล่าว   ขณะที่อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ได้หายตัวไปเช่นกัน ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กให้กำลังใจครอบครัวของบิลลี่ระบุว่า    “#ให้กำลังใจมือนอและครอบครัวในวันที่ยากลำบาก หลังจากที่ DSI แถลงข่าวพบหลักฐานบิลลี่เสียชีวิต จากนี้มือนอและครอบครัวคงจัดงานพิธีศพให้บิลลี่ได้แม้จะไม่มีร่างหลงเหลือให้เห็น ในส่วนคดี พนส DSI ต้องรีบสรุปว่าบิลลี่เสียชีวิตเพื่อเริ่มต้นคดีการฆาตกรรมและซ่อนเร้นอำพรางศพ โดยอายุความควรเริ่มจากวันที่พบหลักฐานนับไปอีก 20 ปี   “ในส่วน ปปท. ซึ่งสอบสวนความผิดของ หน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานซึ่งอ้างว่าจับกุมบิลลี่เรื่องมีน้ำผึ้งป่าจริง แต่ได้ปล่อยตัวไปทั้งที่ต้องควบคุมตัวไว้ เรื่องนี้ DSI คงต้องสอบสวนต่อเพราะพยานที่เคยให้การว่าเห็นบิลลี่หลังถูกปล่อยตัวได้กลับคำให้การว่าไม่เห็น   ช่วง DSI แถลงข่าวว่าพบหลักฐานชิ้นส่วนกระดูกท้ายทอยถูกเผาด้วยความร้อนสูงในถังน้ำมัน 200 ลิตร และต้องตรวจหา DNA ใน Mitocondria รวมถึงพบเหล็กเส้น 2 ชิ้น มีนักข่าวถามว่า #เหล็กเส้นมีความหมายอะไร แต่ DSI ยังไม่ได้ตอบจึงขอแบ่งปันประสบการณ์กรณี #สมชายนีละไพจิตร นะคะ กรณีสมชาย พบถังน้ำมัน 200 ลิตรเจาะรูลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น 4 ถังพร้อมเหล็กเส้นถังละ 2 ชิ้นในพื้นที่และเวลาต่างกัน   #เหล็กเส้นตามภาพใช้ขัดด้านบนของถังน้ำมันเพื่อที่เวลาเผาทำลายศพๆจะได้ไม่กระเด็นออกมา เพราะเป็นการเผาสด เรื่องนี้คนทั่วไปอ่านยังใจสลาย สำหรับครอบครัวคงไม่สามารถพรรณนาได้   การฆ่าก็โหดร้ายทารุณมากแล้ว การทำลายศพยิ่งทำให้เห็นความโหดเหี้ยม อมหิตไร้มนุษยธรรมมากขึ้นไปอีก ยังมีอีกหลายคนที่ยังสูญหายโดยปราศจากการค้นหา #คนก็หาย #กฎหมายก็ไม่มี” ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/RgaSi_QtBLY

 10,243
สังคม-อาชญากรรม
20 มิ.ย. 61

นักสิทธิฯประท้วงต้าน 'โทษประหาร' ชี้ไม่ช่วยลดอาชญากรรม 'บุ๋ม ปนัดดา' โต้แล้วคนตายได้สิทธิเรียกร้องอะไร?

กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและ Amnesty International รวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้โทษประหารชีวิต โดยการชูป้ายประท้วง ที่เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี หลังกรมราชทัณฑ์ออกจดหมายข่าวระบุว่าได้บังคับใช้โทษประหารชีวิตกับนักโทษเด็ดขาดรายหนึ่ง   นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ Amnesty International ประเทศไทย ระบุว่า การใช้โทษประหารนั้นขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และการลงโทษนั้นไม่ควรใช้หลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไรก็ตาม Amnesty International ยืนยันว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ต้องไม่เป็นการฆ่าคนซ้ำอีกชีวิตหนึ่ง และยืนยันว่าจากผลการศึกษา ไม่พบว่าโทษประหารชีวิตช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้จริงแต่อย่างใด   ประเทศไทยเว้นการใช้โทษประหารไปตั้งแต่ปี 2552 และหากไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ   ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ระบุว่า โทษประหารไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง ตั้งประเด็นว่าการประหารเป็นการแก้แค้นหรือไม่? เมื่อทราบข่าวก็ตกใจ อยากให้กำลังใจทุกฝ่าย ซึ่งการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องเคารพสิทธิในการมีชีวิตอยู่ อยากให้ฟื้นฟูเยียวยาจิตใจผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีก   ขณะที่บุ๋ม-ปนัดดา วงษ์ผู้ดี ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า เรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับนักโทษประหาร เเล้วเหยื่อที่ตายล่ะ?? เขาไม่มีสิทธิ์ ในสิทธิมนุษยชนหรอคะ?   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Xaec2tQPlAI

 41,137

Top