ค้นหา :

ผลการค้นหา "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก"

พระราชสำนัก
31 ธ.ค. 62

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มรดกไทยที่ล้ำค่า

ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นับเป็นขบวนพยุหยาตราทางชลมารคใหญ่ครั้งแรก ในแผ่นดินรัชกาลที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ

 126
พระราชสำนัก
30 ธ.ค. 62

มงคลราชาภิเษก : พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูู่หัว รัชกาลที่ ๑๐

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูู่หัว รัชกาลที่ ๑o จัดขึ้นตามโบราณราชประเพณี นับเป็นพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีความสำคัญยิ่งของชาวไทย     ความร่วมมือของประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วราชอาณาจักร ทำให้พิธีนี้คงความศักดิ์สิทธิ์ และสำเร็จลุล่วง เริ่มจากการตักน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ จำนวน 108 แห่ง เพื่อนำมาประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษก     พิธีทั้งหมดจัดขึ้นเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ที่จะได้สืบสานพระราชประเพณีนี้ไว้ให้คงอยู่สืบไป

 96
สรุปข่าว
25 ธ.ค. 62

10 ปรากฏการณ์สำคัญ ที่คนไทยเฝ้าติดตามแห่งปี 2019

ตลอดปี 2019 ที่ผ่านมา เกิดเรื่องราวมากมาย ทั้งงานพระราชพิธีสำคัญ ประเด็นการเมือง สังคม อาชญากรรม จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของประเทศที่ต้องจารึก เรื่องเล่าเช้านี้ขอรวบรวม 10 ประเด็นข่าวที่สุดแห่งเหตุการณ์ที่ต้องจารึกในปี 2019 มาให้ชมกัน        1.พระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับว่าเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ในเดือน พฤษภาคม 2562 นับว่าเป็นปีมหามงคลอีกปีหนึ่งของปวงชนชาวไทย   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  https://news.bectero.com/news/143195         2.พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส  ถือเป็นอีกหนึ่งในพระราชพิธีมหามงคลที่ปวงชนชาวไทยต่างปิติยินดีอย่างหาที่สุดมิได้ สำหรับพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ครั้งยังทรงเป็นพลเอกหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา สร้างความปลาบปลื้มใจต่อพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ   อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://news.bectero.com/news/142992         3.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ถึงแก่อสัญกรรม   นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของคนไทยที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย 3 สมัย ได้ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 26 พ.ค.2562 ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ด้วยวัย 98 ปี ปิดตำนานป๋าเปรม แห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ทั้งนี้ได้มีพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ในวันที่ 8 ธ.ค. 2562 ซึ่งมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง   อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://news.bectero.com/news/160406         4. การเลือกตั้งปี 2562    นับเป็นสิ่งที่คนไทยตั้งตารอคอยกันมายาวนานสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย พ.ศ. 2562 วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 2557 ทำให้มีประชาชนเข้าไปใช้สิทธิกันอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือต่างประเทศ     ซึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าวได้มีการปรับเปลี่ยนกฎ กติกาการเลือกตั้งแบบใหม่ จนพรรคพลังประชารัฐ ที่เพิ่งก่อตั้งมาแรงแซงทางโค้ง การจัดตั้งพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่าง พรรคอนาคตใหม่ที่ได้รับกระแสความนิยมในโลกออนไลน์ รวมถึงสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น และเสียงวิจารณ์การทำหน้าที่ของ กตต.ในจากการเลือกตั้ง   อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://news.bectero.com/news/100068         5. ยุบพรรคไทยรักษาชาติ   วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 พรรคไทยรักษาชาติได้สร้างความประหลาดใจแก่สังคมไทย โดยการยื่นพระนามของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของประเทศไทย ทว่าในคืนวันเดียวกัน ได้มีพระราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว ร.๑๐ ซึ่งมีเนื้อหาใจความสำคัญว่า "พระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์...ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดใดในทางการเมืองได้"   แต่ทว่าในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 ทางคณะกรรมการเลือกตั้ง ได้ทำการยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติตามมาตรา 92 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งต่อมาทางพรรคไทยรักษาชาติได้ยื่นเอกสารคำร้องคัดค้านการยุบพรรคต่อศาล     วันที่ 7 มีนาคม 2562 ทางศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติพร้อมตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง จดทะเบียนจัดพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งในเวลานั้นทางต่างประเทศได้มีเลือกตั้งสำหรับคนไทยในต่างแดนแล้ว ในวันที่ 4 - 16 มีนาคม 2562   อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://news.bectero.com/news/139911         6. การโหวตเลือกนายก   และนี่เป็นอีกเหตุการณ์ที่ประชาชนต่างให้ความสนใจ และจับตามองกันอย่างมาก สำหรับการโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562      ซึ่งบุคคลที่ทางที่ประชุมได้เสนอให้ลงมติมี 2 คน คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อชิงตำแหน่ง และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่    ผลปรากฏว่าผู้ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชนะผลโหวตด้วยเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. และ ส.ว. รวมกัน 500 คะแนนต่อ 244 คะแนน   อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://news.bectero.com/news/144951         7.การประท้วงครั้งใหญ่ที่ฮ่องกง    เป็นเหตุการณ์ที่ทั่วโลกต่างจับตาและให้ความสนใจเป็นอย่างมากกับการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงที่ยาวนานมากกว่า 6 เดือน   โดยจุดฉนวนของการประท้วงครั้งนี้เกิดจากการเรียกร้องให้ยกเลิกร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างฮ่องกงและจีน แผ่นดินใหญ่ ซึ่งชาวฮ่องกงกังวลว่าหากกฎหมายนี้สำเร็จ จะเป็นการริดรอนสิทธิ์และประชาธิปไตย อีกทั้งยังทำให้จีนสามารถแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมายของฮ่องกงได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนเกิดการลงถนนเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉบับนี้   และถึงแม้ผู้บริหารฮ่องกงอย่างนาง แครี่ หล่ำ ได้ออกมาแขวนกฎหมายฉบับนี้ ก็ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจได้ จนเกิดปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่จนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง มีการทำลายอาคารสิ่งก่อสร้าง ปิดสนามบิน และยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งเหตุการณ์ลากยาวจนถึงวันที่ 1 ต.ค. ที่เป็นวันเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของจีน   แม้จะมีการเจรจาระหว่างผู้ชุมนุมกับนางแครี่ หล่ำ ก็ไม่สามารถทำให้ทุกอย่างสงบลงได้ และสถานการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม จนมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้   นับว่าเป็นการประท้วงครั้งที่รุนแรงที่สุดของฮ่องกง ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำเป็นปีแรกในรอบทศวรรษของฮ่องกง และไม่มีวี่แววจะสงบลงแม้แต่น้อย   อ่านข่าวเพิ่มเติม : https://news.bectero.com/news/149531         8.ระเบิดป่วนกรุงฯ    ในปี 2562 มีเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนก อกสั่นขวัญแขวน ให้กับชาวกรุงเทพฯ เป็นอย่างมากนั่นก็คือเหตุการณ์ ระเบิดป่วนกรุงฯ ที่คนร้ายนำระเบิดไปวางไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่นสะพานลอย หรือ BTS ห้างสรรพสินค้าที่เป็นที่พลุกพล่าน สถานที่สำคัญ ส่วนราชการต่าง ๆ รวมกว่า 15 จุด สร้างความอลหม่านให้กับสังคม โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทย      พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ระบุว่าเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนี้ ร้อยละ 80-90 เป็นระเบิดทางการเมือง และได้นำทีมสืบสวนสอบสวนคดีระเบิดที่เกิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งหลังเกิดเหตุไม่ถึง 10 ชั่วโมง สามารถจับผู้ต้องหาได้ทันที 2 คน คือ นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี ทำหน้าที่วางระเบิด และนายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ทำหน้าที่ดูต้นทางและคุ้มกัน โดยจับได้ที่จุดตรวจ จังหวัดชุมพร เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหา อั้งยี่ซ่องโจร / มีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง / และพยายามฆ่า    โดยในเวลาต่อมาสามารถจับกุมตัว นายอาแบ ซึ่งเป็นหัวหน้าของกลุ่มมือวางระเบิดได้แล้ว สามารถติดตามจับกุมได้บริเวณตะเข็บชายแดนภาคใต้ ขณะกำลังหลบหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายอาแบ หรือแบรี เป็นคนที่นำระเบิดให้นายลูไอและนายวิลดันพร้อมพวก บริเวณข้างห้างเจเจ มอลล์ ย่านจตุจักร กทม. เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ก่อนผู้ร่วมขบวนการจะนำระเบิดไปวางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและจุดอื่นๆ     อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://news.bectero.com/news/149062             9. 'พายุปาบึก' ภัยร้ายจากธรรมชาติ   ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าภัยธรรมชาติ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทางภาคใต้ของประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยธรรมชาที่โหดร้ายของพายุโซนร้อน 'ปาบึก' (PABUK)โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เป็นจุดขึ้้นฝั่งของของพายุ ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น ผู้มีการประกาศเป็นพื้นที่บริเวณแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนังเป็นพื้นที่สีแดง สั่งอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงและห้ามบุคคลเข้าพื้นที่เพื่อความปลอดภัย   โดยพายุปาบึกในขณะนั้นส่งผลกระทบต่อทางภาคใต้ของไทยเป็นเวลาประมาณ 3 วันคือ วันที่ 3-5 มกราคม 2562 ส่งผลไห้ในพื้นที่มีฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้น ประกาศปิดสนามบินนครศรีธรรมราช    สำหรับชื่อพายุปาบึก นั้น ตั้งมาจากชื่อ ปลาบึก ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวทางมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://news.bectero.com/news/136153   10. ลัลลาเบล มหากาพย์พริตตี้สาว   หลังจากที่พริตตี้สาวที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ ลัลลาเบล-ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ อายุ 25 ปี เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ อยู่บริเวณล็อบบี้ คอนโดฯ ย่านรัชดา-ราชพฤกษ์ ใกล้สถานีบีทีเอสตลาดพลู แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กทม.   ซึ่งในขณะนั้นมี น้ำอุ่น หรือ นายรัชเดช วงศ์ทะบุตร อยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย โดยน้ำอุ่นยืนยันว่าไม่ทราบว่าลัลลาเบลเสียชีวิตตอนไหน และยืนยันอีกว่าไม่ได้มอมยา และไม่ใช้ใช้สารเสพติดได ๆ ทั้งในตอนที่อุ้มลัลลาเบล ลงมานั้นรู้สึกเพียงว่าฝ่ายหญิงตัวเย็นเท่านั้น พร้อมทังยังบอกอีกว่างานในวันนั้น ตนและผู้ตายมีการแข่งดื่มเหล้าเพียว โดยตนเป็นคนเทเหล้า และผู้ตายดื่มไปมากว่า 10 ช็อต   ด้านเจ้าของปาร์ตี้ของบ้านบางบัวทอง เข้าให้ปากคำยืนยันว่า ภายในงานไม่มียาเสพติดหรือสารอันตรายอื่น ๆ เป็นการจ้างลัลลาเบลครั้งแรกให้มาเอ็นเตอร์เทนชงเหล้าเท่านั้น โดยจ้างตั้งแต่เวลา 13.00-17.00น. เป็นเงิน 3,000 บาท   ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า ลัลลาเบลเสียชีวิตจากการดื่มสุรา โดยพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดกว่า 418 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และไม่พบสารเสพติดในร่างกาย ทั้งจากการตรวจนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ ของลัลลาเลล ทำให้ทราบว่า บันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ หยุดบันทึก ในเวลา 17.00 น.     ต่อมาศาลได้รับคำฟ้องนายน้ำอุ่นและแก๊งปาร์ตี้บางบัวทองจำนวน 6 ราย ในความผิด 4 ข้อหา ล่าสุด วันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลให้ประกันตัวน้ำอุ่น  และแก๊งปาร์ตี้บ้านบางบัวทองทั้ง 6 คน แต่ น้ำอุ่น ถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาซ่องโจรต่อ ส่วนแก๊งปาร์ตี้บ้านบางบัวทอง ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราว ทั้งยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา    อ่านข่าวเพิ่มเติมที่ : https://news.bectero.com/news/152108  

 9,195
พระราชสำนัก
13 ธ.ค. 62

ประมวลภาพวันประวัติศาสตร์ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ประมวลภาพประวัติศาสตร์ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 พสกนิกรทั้งสองฝั่งคุ้งน้ำเจ้าพระยา เปล่งเสียง 'ทรงพระเจริญ' กึกก้องตลอดระยะทาง ๓.๔ กิโลเมตร ประสานกับจังหวะบทกาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติ ขณะขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคแล่นผ่าน   ความงดงามตระการตาของขบวนเรือพระราชพิธี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทาง ชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย   นอกจากสืบทอดโบราณราชประเพณี คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติไทยแล้ว ประชาชนยังคงได้ชื่นชมพระบารมี ของพระเจ้าแผ่นดิน ริ้วขบวนอันวิจิตรงดงามล่องผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา มีความหมายอันลึกซึ้ง และนัยยะสำคัญของวรรณคดีไทย อย่างเรื่อง 'รามเกียรติ์' ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ สร้างความประทับใจแก่ปวงพสกนิกรเป็นอย่างยิ่ง   ส่วนริ้วขบวนราบ ระยะทางประมาณ ๘๐๐ เมตร มีการอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลที่ ๙ นำริ้วขบวนราบ ออกจากท่าราชวรดิษฐ์ ยาตราสู่พระบรมมหาราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชยานพุดตานทอง   ในการนี้สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินในริ้วขบวนราบ ตำแหน่งราชองครักษ์ในพระองค์ คู่เคียงพระราชยานพุดตานทองฝั่งซ้าย และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตำแหน่งราชองครักษ์ในพระองค์ คู่เคียงพระราชยานพุดตานทองฝั่งขวา   ซึ่งตลอดสองฝั่งถนนมหาราช ถนนหน้าพระลาน เนืองแน่นไปด้วยพสกนิกร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ร่วมชื่นชมพระบารมี พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒   สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ กับราษฎร มาอย่างยาวนาน ที่ต่างร่วมแรงร่วมใจ ปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จผล สมดั่งพระราชปณิธาน ในการสืบสานโบราณราชประเพณี รักษาขนบธรรมเนียมไทย และต่อยอดให้คงอยู่สืบไป ตราบทุกยุคทุกรัชสมัย เป็นที่ติดตา ตรึงใจ ของคนไทยทั้งชาติ

 1,120
พระราชสำนัก
13 ธ.ค. 62

ประมวลภาพประวัติศาสตร์ การเสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ

ประมวลภาพประวัติศาสตร์ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562   โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์   ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา โดยมีเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง   ถือเป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/fulH_k5P3ec

 12,283
พระราชสำนัก
13 ธ.ค. 62

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ 'ในหลวง-พระราชินี' ประทับเรือสุพรรณหงส์ เสด็จเลียบพระนคร ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา , สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรอง บริเวณท่าวาสุกรี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย   จากนั้น ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง ทรงพระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี มีนายกรัฐมนตรี , ประธานรัฐสภา , ประธานศาลฎีกา , คณะองคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และพลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือ   ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา   สำหรับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ กำลังพลฝีพาย 2 พัน 200 นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง , เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือประดิษฐานพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 , เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้ง 2 พระองค์ จัดรูปแบบขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว 3 สาย คือ ริ้วสายกลาง ริ้วสายใน และริ้วสายนอก นอกจากนี้ ยังมีการเห่เรือ หรือการเห่เรือหลวง ซึ่งเป็นการให้จังหวะแก่พลฝีพาย โดยนาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ ทำหน้าที่พนักงานเห่เรือ   ซึ่งระหว่างที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนผ่านไปตามท้องน้ำเจ้าพระยา มีพระบรมวงศานุวงศ์ รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในเส้นทางตามจุดต่าง ๆ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ พลับพลาที่ประทับบริเวณสวนสันติไชยปราการ , พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตร ณ บริเวณสวนหลวงพระราม 8 ตลอดจน ประชาชนจำนวนมาก เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมี และความวิจิตรงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา   เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ แล้วเสด็จเข้าพลับพลาที่ประทับรับรอง เพื่อทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ สำหรับยาตราขบวนราบไปยังพระบรมมหาราชวัง   จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปประทับพระราชยานพุดตานทอง ที่เกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองค์รักษ์ประจำพระองค์ คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร   โดยริ้วขบวนราบประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ , ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" เป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตาม ซึ่งในวันนี้เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Ay0CB7ibuGc

 3,515
พระราชสำนัก
13 ธ.ค. 62

ปลื้มปีติชาวสยาม ปชช.แห่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ ชื่นชมพระบารมี

พสกนิกรชาวไทย และชาวต่างชาติ จับจองพื้นที่สะพานพระราม 8 ต่างปลื้มปิติ ได้เฝ้าทูลละอองทุลีพระบาทรับเสด็จ ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค   ที่สะพานพระราม 8 พสกนิกรหลายพันคน ที่มาจับจองพื้นที่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562    ทันทีที่เรือพระที่นั่งค่อยๆเคลื่อนผ่าน ประชาชนที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ต่างโบกธงตราสัญลักษณ์ และธงชาติไทย พร้อมเปล่งเสียง ทรงพระเจริญ ดังแซ่ซ้อง    พสกนิกรมาจากหลากหลายพื้นที่ และต่างเก็บภาพแห่งความประทับใจมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ซึ่งต่างรู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด และตั้งใจที่จะมาร่วมงานพระราชพิธีทุกครั้งเพราะได้เห็นบรรยากาศแห่งความสามัคคี    เช่นเดียวกับชาวปัตตานี และยะลา ที่มีโอกาสได้ชมพระราชพิธีอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ซึ่งรู้สึกแตกต่างจากที่เคยชมผ่านทางโทรทัศน์ และเมื่อเห็นเรือพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน ก็อดกลั้นน้ำตาแห่งความปิติไว้ไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ    นอกจากนี่ ในจำนวนนี้ มี ชาวต่างชาติกว่า 100 คน ที่มาร่วมจับจองพื้นที่ และชมพระราชพิธีอย่างใกล้ชิด อย่างชาวแคนาดา ที่อยู่อาศัยในผืนแผ่นดินไทย ก็บอกว่า พระราชพิธีครั้งนี้งดงาม สมพระเกียรติ และตนเองก็รักพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มากๆ

 939
สรุปข่าว
13 ธ.ค. 62

เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง 13 ธ.ค.62 ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค-เจ้าสัวเปรมชัยนอนคุก-แห่พิสูจน์ผีเฮี้ยนโรงเรียนร้าง

-การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์   ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา โดยมีเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง https://news.bectero.com/news/161130   -เจ้าสัวเปรมชัยพร้อมพวกวืดประกันตัว คดีล่าเสือดำต้องนอนคุก โดยศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษา เพิ่มโทษจำคุกให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 14 เดือน หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 16 เดือน ไม่รอลงอาญา คนขับรถจำคุก 2 ปี 17 เดือน ไม่รอลงอาญา แม่ครัวจำคุก 1 ปี 8 เดือน ปรับ 40,000 บาท รอลงอาญา 2 ปีและนายพราน จำคุก 2 ปี 21 เดือน ไม่รอลงอาญาและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 2 ล้านบาท ตามศาลชั้นต้น   หลังคำตัดสินได้ยื่นหลักทีพย์เป็นเงินสดคนละ 6 แสนบาท ขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่เมื่อครบเวลาราชการยังไม่มีคำสั่งศาลออกมา จึงถูกควบคุมตัวเข้าเรือนตำทันที ลุ้นได้ประกันตัวเช้านี้ https://news.bectero.com/news/161158   -คำร้อง กกต.เสนอยุบพรรคอนาคตใหม่ยังอยู่ระหว่างยกร่างคำร้อง คาดต้องใช้เวลาพอสมควรก่อนส่งศาล รธน.วินิจฉัย สมชัย อดีต กกต.โพสต์เตือน กกต.พิจารณาปมเงินกู้พรรคอนาคตใหม่โดยมิชอบ ด้าน ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ประกาศจะร่วมต่อสู้ไปกับพรรค พร้อมร่วมหัวจมท้ายไปกับพรรค https://news.bectero.com/news/161194   -ปารีณางานเข้าอีก ศาลอาญารับฟ้องคดีที่ช่อ พรรณิการ์ยื่นฟ้องปมโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาท กล่าวหาพรรณิการ์และธนาธรเชื่อมโยงเหตุระเบิดป่วนกรุง และความไม่สงบ 3 ชายแดนใต้ เจ้าตัวยื่น 5 หมื่นบาทขอประกันตัว ศาลอนุญาตให้ประกันตัวโดยไม่ตั้งเงื่อนไขใดๆ ศาลนัดสอบปากคำและสืบพยานอีกครั้ง 17 ก.พ.ปีหน้า https://news.bectero.com/news/161200   -รมช.มหาดไทย แจงการเลื่อนเก็บภาษีที่ดินไปอีก 4 เดือน จากเม.ย.เป็น ส.ค.63 ยันไม่ใช่การยื้อเวลาเพื่ออุ้มนายทุน แต่ติดขัดเรื่องความพร้อม การเตรียมเอกสาร ราคาประเมิน และระเบียบปฏิบัติของ จนท. https://news.bectero.com/news/161173   -คนร้ายลอบวางระเบิดรถตำรวจ สภ.เทพา จ.สงขลา ชุดอารักขาครูเจ็บ 5 ราย ขณะนั่งรถไปโรงเรียน แรงระเบิดทำให้รถเสียหายพังยับ จนท.เจ็บยกคัน  ล่าสุดอาการปลอดภัย พบเป็นระเบิดแสวงเครื่องประกอบในถังแก๊สปิกนิก   -3 คนร้ายขับรถตู้หรู ขนยาบ้า 8 แสนเม็ดมาทิ้งริมถนน ให้เครือข่ายมารับไปจำหน่าย ตร.ตาไวขับไล่ล่า แต่ตามไม่ทัน หลบหนีไปได้ ทิ้งรถตู้ไว้กับยาบ้ากว่า 6 แสนเม็ดและน้ำกระท่อมให้ ตร.ดูต่างหน้า   -ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิต พร้อมปรับ 2.5 ล้าน เล่าต๋า ราชายาเสพติด ในคดีค้ายาไอซ์เมื่อปี 59 ส่วนลูกชายถูกตัดสินประหารชีวิต   -ตร.จันทบุรีบุกรีสอร์ททลายปาร์ตี้ยานรกกลางงานวันเกิด พบนักเที่ยว 76 คน พบฉี่ม่วงอื้อ เจอยาเสพติดหลายชนิด ตร.นำตัวดำเนินคดี https://news.bectero.com/news/161160   -แห่พิสูจน์ผีเฮี้ยนโรงเรียนร้าง หลังเอ๋ซ่าส์ ล่าผีเฮี้ยน ไลฟ์พิสูจน์ก่อนถูกรถชนตาย ชาวบ้านเดือดร้อนคนมาพิสูจน์ผีเสียงดังรำคาญ พระเณรไม่ได้หลับได้นอน ต้องขึ้นป้ายห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต เจ้าอาวาสยันไม่มีผีเปรตอะไรทั้งนั้น มีแต่หมานอนป่วยร้องเสียงดัง จนคิดว่าเป็นเปรตกันไปเอง https://news.bectero.com/news/161187   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/Zj2Hi2TocQ0

 12,184
พระราชสำนัก
13 ธ.ค. 62

ก้องเกียรติองค์ราชา แสนยานุภาพเหนือพื้นน้ำ พยุหยาตราทางชลมารค

วันนี้ เวลา 16 นาฬิกา 3 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ สวมสายสร้อยจุลจอมเกล้า และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรอง บริเวณท่าวาสุกรี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย   โอกาสนี้ เจ้าพนักงานราชูปโภค อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ไปประดิษฐานในบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชที่สะพานฉนวนท่าวาสุกรี แล้วเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเคลื่อนออกจากท่าวาสุกรี เพื่อเข้าริ้วขบวนพยุหยาตราทางชลมารค   จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงพระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา คณะองคมนตรี, และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ แตรเดี่ยวเป่ากระทั่งตรง พลฝีพายเตรียมถวายบังคม โอกาสนี้ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือ ซึ่งมีเรือจำนวน 52 ลำ จัดเป็น 5 ริ้ว 3 สาย และกำลังพล 2,399 นาย   ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ โดยเสด็จลงผ่านเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระแสงขรรค์ชัยศรี ขณะนั้น ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา โดยมีเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง   จากนั้น ผู้ควบคุมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานบัญชีกำลังพลประจำเรือ นายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเคลื่อนขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จากท่าวาสุกรี ไปตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยาไปยังท่าราชวรดิฐ เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เคลื่อนเข้าริ้วขบวน ชาวพนักงานประโคมกระทั่งมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่และกลองชนะประจำเรือพระราชพิธีประโคมขึ้นพร้อมกัน ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมาร์ชธงชัยเฉลิมพล     สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น พระราชพิธีเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย พระราชพิธีเบื้องต้น ได้แก่ พิธีพลีกรรมตักน้ำ จากแหล่งน้ำสำคัญทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร รวม 108 แห่ง ก่อนจะนำมาประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษก สำหรับใช้เป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ในพระราชพิธีเบื้องกลาง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งมีพระราชพิธีสำคัญ คือ การสรงน้ำพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน และทรงรับน้ำอภิเษกจากทั้ง 8 ทิศ บนพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระบวรเศวตฉัตร ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ภายหลังทรงรับน้ำอภิเษก และทรงรับนพปฏลมหาเศวตฉัตร จากพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ตามโบราณราชประเพณี นอกจากนี้ ยังมีพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสถาปนาสมเด็จพระราชินีสุทิดา ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี, การเสด็จออกมหาสมาคม, การเสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก แล้วถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า, ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรเถลิงพระแท่นบรรจถรณ์ ตามโบราณราชประเพณี, การเฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เฉลิมพระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์, การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เพื่อให้ประชาชนได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมทั้งการเสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงรับการถวายพระพรชัยมงคล จากพสกนิกรชาวไทย และเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะทูตาทูต ผู้แทนฝ่ายกงสุล และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล    และในพระราชพิธีเบื้องปลาย คือ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือพระราชพิธี 52 ลำ กำลังพลฝีพาย 2,200 นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือประดิษฐานพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้ง 2 พระองค์ การจัดรูปแบบขบวนเรือ แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย คือ ริ้วสายกลาง เป็นเรือพระที่นั่ง ทั้ง 4 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเรืออีเหลือง ซึ่งเป็นเรือของรองผู้บัญชาการขบวนเรือพระราชพิธี เป็นเรือกลองนอก และเรือแตงโม ซึ่งเป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือพระราชพิธี เป็นเรือกลองใน พร้อมด้วยเรือตำรวจนอก และเรือตำรวจในส่วนริ้วสายใน ขนาบริ้วสายกลางเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือประตูหน้า, เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือพิฆาต, เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพน์ เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร และปิดท้ายเรือสายใน คือ เรือเอกชัยเหินหาว และเรือเอกชัยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก ส่วนริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้ง และเรือแซง   สำหรับการพาย เรือพระที่นั่ง จะใช้ท่าพายนกบิน ส่วนเรือลำอื่น ๆ จะใช้ท่าพายพลราบ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คือ การเห่เรือ หรือ การเห่เรือหลวง ซึ่งเป็นการขับร้องเพื่อให้จังหวะแก่พลฝีพาย ซึ่งมีทำนองแตกต่างกัน 3 แบบ คือ ขณะเริ่มออกเรือ และพายเรือตามน้ำ จะใช้ทำนอง "ช้าลวะเห่" , หากต้องการให้พายหนัก จังหวะเร็วจะใช้ทำนอง "มูลเห่" และเมื่อเรือใกล้ถึงที่ประทับจะใช้ทำนอง "สวะเห่" โดยบทเห่เรือ นิยมประพันธ์เป็นร้อยกรอง หรือในรูปของกลอนสด ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีการประพันธ์กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติขึ้นใหม่ โดยนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ประกอบด้วย บทที่ 1 สรรเสริญพระบารมี สื่อถึงพระบุญญาบารมีพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย , บทที่ 2 ชมเรือกระบวน กล่าวถึงความงดงามของเรือพระราชพิธีศิลปกรรมอันล้ำค่าของไทย, และบทที่ 3 ชมเมือง กล่าวถึงเมืองไทยแหล่งศีลธรรมที่งามด้วยน้ำใจ โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ร้อยดวงใจไทยทั้งแผ่นดิน มีนาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ ทำหน้าที่พนักงานเห่เรือ   ระหว่างที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนผ่านไปตามท้องน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายหลัก สายสำคัญของประเทศ มีพระบรมวงศานุวงศ์ รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในเส้นทางตามจุดต่าง ๆ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ พลับพลาที่ประทับบริเวณสวนสันติไชยปราการ , พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตร ณ บริเวณสวนหลวงพระราม 8 ส่วนตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีประชาชนจำนวนมาก รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ เพื่อชื่นชมพระบารมี และชมความวิจิตรงดงามของขบวนเรือพระราชพิธีทั้ง 52 ลำ และนับเป็นภาพประวัติศาตร์ของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562เมื่อเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ เจ้าพนักงานราชูปโภค อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 จากบุษบกเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ไปประดิษฐานบนพระราชยานถม เตรียมเข้าริ้วขบวนราบยาตราไปยังพระบรมมหาราชวัง   จากนั้น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงาน ก่อนจะเสด็จเข้าพลับพลาที่ประทับรับรอง   เวลา 17 นาฬิกา 44 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมาลาเส้าสูง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เสด็จออกจากพลับพลาที่ประทับรับรอง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เพื่อประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนราบ กลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปยังพระบรมมหาราชวัง   เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชยานพุดตานทอง ที่เกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐ พันโท สมชาย กาญจนมณี ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ในฐานะผู้อำนวยการริ้วขบวนราบ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยาตราริ้วขบวนราบ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองค์รักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวา เข้าพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร ใช้กำลังพลประมาณ 800 นาย ประกอบด้วย ข้าราชบริพารในพระองค์ จากหน่วยราชการในพระองค์ ได้แก่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักพระราชวัง และกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนเตรียมทหาร เดินในท่าเดินกึ่งสวนสนามประกอบจังหวะเพลงมาร์ชในเพลงพระราชนิพนธ์ ประกอบด้วย เพลงมาร์ชราชวัลลภ มาร์ชธงชัยเฉลิมพล เพลงยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์    ริ้วขบวนราบมี เลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้อำนวยการ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" เป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตาม โดยขบวนหน้า ประกอบด้วย ตำรวจม้านำ วงดุริยางค์วงนำ กองบังคับการกองผสม และกองพันทหารเกียรติยศนำขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนนำริ้ว กับส่วนพระราชยาน ซึ่งส่วนนำริ้ว แบ่งเป็น 3 ตอน การเดินประกอบด้วย ตอนนำริ้ว ได้แก่ เจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้ว เจ้าพนักงานพระราชพิธีประตูหน้าและธงสามชาย ต่อด้วยตอนเครื่องประโคม ประกอบด้วย หมู่กลองมโหระทึก ริ้วกองชนะ ริ้วแตรฝรั่ง แตรงอน และสังข์ ตามด้วยตอนพระนำ อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลที่ 9 ที่อัญเชิญมาในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มาประดิษฐานบนพระราชยานถม จากนั้น เป็น ส่วนพระราชยาน ประกอบด้วย 3 ตอนการเดิน ได้แก่ ตอนเครื่องสูงหักทองขวางหน้า แบ่งเป็นสองสาย โดยเชิญพระแสงศาสตราวุธสำคัญ 6 องค์ เรียกว่า "ริ้วพระแสงหว่างเครื่องหน้า" ตอนพระราชยาน เป็นริ้วขบวนเชิญพระราชยานพุดตานทอง ซึ่งเป็นพระราชยานทรง ตามด้วยริ้วพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์นำเสด็จ 16 นาย จากนั้นเป็นหมู่พระราชยาน มีข้าราชบริพารในพระองค์ปฏิบัติหน้าที่เป็นริ้วคู่เคียงพระราชยาน และแถวแซงเสด็จทั้งสองฝั่ง สายในสุดของทั้งสองข้าง เป็นมหาดเล็กคู่เคียงพระราชยาน ถัดออกมาเป็นราชองครักษ์ในพระองค์คู่เคียงพระราชยาน สายนอกสุด เป็นแถวมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ แซงเสด็จ ในหมู่พระราชยานได้เชิญพระกลด พัดโบก บังพระสูรย์ และพระทวย เป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ เคียงข้างพระราชยาน และเชิญพระแสงรายตีนตอง ซึ่งเป็นพระแสงสำคัญ คู่เคียงพระราชยาน ได้แก่ พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงดาบอัษฎาพานร และพระแสงดาบนาคสามเศียรลายมงคล 8 ส่วนตอนเครื่องสูงหักทองขวางหลัง เป็นริ้วเชิญฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางประกอบพระบรมราชอิสริยยศ อยู่ด้านหลังพระราชยาน และริ้วเชิญพระแสงสำคัญประจำรัชกาลต่าง ๆ ปิดท้ายขบวนด้วยวงดุริยางค์วงตาม และกองพันทหารเกียรติยศ   การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับราษฎรมาอย่างยาวนาน สืบสานโบราณราชประเพณี รักษาขนบธรรมเนียมไทย และต่อยอดให้คงอยู่สืบไป และในวันนี้เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ที่ทุกคนจะช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบต่อไป

 732
พระราชสำนัก
12 ธ.ค. 62

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เลียบพระนครทางชลมารค โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562       วันนี้ เวลา 16 นาฬิกา 3 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา , สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรอง บริเวณท่าวาสุกรี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย   จากนั้น ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง ทรงพระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี มีนายกรัฐมนตรี , ประธานรัฐสภา , ประธานศาลฎีกา , คณะองคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และพลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือ ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา   สำหรับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ กำลังพลฝีพาย 2 พัน 200 นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง , เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือประดิษฐานพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 , เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้ง 2 พระองค์ จัดรูปแบบขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว 3 สาย คือ ริ้วสายกลาง ริ้วสายใน และริ้วสายนอก นอกจากนี้ ยังมีการเห่เรือ หรือการเห่เรือหลวง ซึ่งเป็นการให้จังหวะแก่พลฝีพาย โดยนาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ ทำหน้าที่พนักงานเห่เรือ   ซึ่งระหว่างที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนผ่านไปตามท้องน้ำเจ้าพระยา มีพระบรมวงศานุวงศ์ รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในเส้นทางตามจุดต่าง ๆ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ พลับพลาที่ประทับบริเวณสวนสันติไชยปราการ , พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตร ณ บริเวณสวนหลวงพระราม 8 ตลอดจน ประชาชนจำนวนมาก เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมี และความวิจิตรงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา   เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ แล้วเสด็จเข้าพลับพลาที่ประทับรับรอง เพื่อทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ สำหรับยาตราขบวนราบไปยังพระบรมมหาราชวัง   เวลา 17 นาฬิกา 44 นาที เสด็จพระราชดำเนินไปประทับพระราชยานพุดตานทอง ที่เกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองค์รักษ์ประจำพระองค์ คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร   โดยริ้วขบวนราบประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ , ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" เป็นขบวนกลาง และขบวนหลังเป็นขบวนตาม ซึ่งในวันนี้เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก

 7,341
พระราชสำนัก
12 ธ.ค. 62

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค     วันนี้ เวลา 16 นาฬิกา 3 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา , สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ไปยังเรือนแพที่ประทับรับรอง บริเวณท่าวาสุกรี ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งเป็นพระราชพิธีเบื้องปลาย   จากนั้น ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเส้าสูง ทรงพระดำเนินไปยังท่าวาสุกรี มีนายกรัฐมนตรี , ประธานรัฐสภา , ประธานศาลฎีกา , คณะองคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และพลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการขบวนเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานจำนวนเรือ ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา   สำหรับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีเรือพระราชพิธีจำนวน 52 ลำ กำลังพลฝีพาย 2 พัน 200 นาย ประกอบด้วยเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง , เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือประดิษฐานพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 , เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เป็นเรือพระที่นั่งรอง และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้ง 2 พระองค์ จัดรูปแบบขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว 3 สาย คือ ริ้วสายกลาง ริ้วสายใน และริ้วสายนอก นอกจากนี้ ยังมีการเห่เรือ หรือการเห่เรือหลวง ซึ่งเป็นการให้จังหวะแก่พลฝีพาย โดยนาวาเอก ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ ทำหน้าที่พนักงานเห่เรือ   ซึ่งระหว่างที่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนผ่านไปตามท้องน้ำเจ้าพระยา มีพระบรมวงศานุวงศ์ รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในเส้นทางตามจุดต่าง ๆ โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ พลับพลาที่ประทับบริเวณสวนสันติไชยปราการ , พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทอดพระเนตร ณ บริเวณสวนหลวงพระราม 8 ตลอดจน ประชาชนจำนวนมาก เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมี และความวิจิตรงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา   เมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เข้าเทียบสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสะพานฉนวนประจำท่าราชวรดิฐ แล้วเสด็จเข้าพลับพลาที่ประทับรับรอง เพื่อทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ สำหรับยาตราขบวนราบไปยังพระบรมมหาราชวัง               เวลา 17 นาฬิกา 44 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมาลาเส้าสูง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เสด็จออกจากพลับพลาที่ประทับรับรอง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เพื่อประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนราบ กลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง   โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปยังพระบรมมหาราชวัง   เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชยานพุดตานทอง ที่เกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐ พันโท สมชาย กาญจนมณี ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรี  พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ในฐานะผู้อำนวยการริ้วขบวนราบ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยาตราริ้วขบวนราบ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองค์รักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวา เข้าพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร   ใช้กำลังพลประมาณ 800 นาย ประกอบด้วย ข้าราชบริพารในพระองค์ จากหน่วยราชการในพระองค์ ได้แก่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักพระราชวัง และกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนเตรียมทหาร เดินในท่าเดินกึ่งสวนสนามประกอบจังหวะเพลงมาร์ชในเพลงพระราชนิพนธ์ ประกอบด้วย เพลงมาร์ชราชวัลลภ มาร์ชธงชัยเฉลิมพล เพลงยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์   ริ้วขบวนราบมี เลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้อำนวยการ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ  ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" เป็นขบวนกลาง  และขบวนหลังเป็นขบวนตาม   โดยขบวนหน้า ประกอบด้วย ตำรวจม้านำ วงดุริยางค์วงนำ กองบังคับการกองผสม และกองพันทหารเกียรติยศนำ   ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนนำริ้ว กับส่วนพระราชยาน ซึ่งส่วนนำริ้ว แบ่งเป็น 3 ตอน การเดินประกอบด้วย ตอนนำริ้ว ได้แก่ เจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้ว เจ้าพนักงานพระราชพิธีประตูหน้าและธงสามชาย  ต่อด้วยตอนเครื่องประโคม ประกอบด้วย หมู่กลองมโหระทึก ริ้วกองชนะ ริ้วแตรฝรั่ง แตรงอน และสังข์ ตามด้วยตอนพระนำ อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลที่ 9 ที่อัญเชิญมาในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มาประดิษฐานบนพระราชยานถม   จากนั้น เป็น ส่วนพระราชยาน ประกอบด้วย 3 ตอนการเดิน ได้แก่ ตอนเครื่องสูงหักทองขวางหน้า แบ่งเป็นสองสาย โดยเชิญพระแสงศาสตราวุธสำคัญ 6 องค์ เรียกว่า "ริ้วพระแสงหว่างเครื่องหน้า"  ตอนพระราชยาน เป็นริ้วขบวนเชิญพระราชยานพุดตานทอง ซึ่งเป็นพระราชยานทรง ตามด้วยริ้วพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์นำเสด็จ 16 นาย   จากนั้นเป็นหมู่พระราชยาน มีข้าราชบริพารในพระองค์ปฏิบัติหน้าที่เป็นริ้วคู่เคียงพระราชยาน และแถวแซงเสด็จทั้งสองฝั่ง สายในสุดของทั้งสองข้าง เป็นมหาดเล็กคู่เคียงพระราชยาน ถัดออกมาเป็นราชองครักษ์ในพระองค์คู่เคียงพระราชยาน สายนอกสุด เป็นแถวมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ แซงเสด็จ ในหมู่พระราชยานได้เชิญพระกลด พัดโบก บังพระสูรย์ และพระทวย เป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ เคียงข้างพระราชยาน และเชิญพระแสงรายตีนตอง ซึ่งเป็นพระแสงสำคัญ คู่เคียงพระราชยาน ได้แก่ พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงดาบอัษฎาพานร และพระแสงดาบนาคสามเศียรลายมงคล 8    ส่วนตอนเครื่องสูงหักทองขวางหลัง เป็นริ้วเชิญฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางประกอบพระบรมราชอิสริยยศ อยู่ด้านหลังพระราชยาน และริ้วเชิญพระแสงสำคัญประจำรัชกาลต่าง ๆ ปิดท้ายขบวนด้วยวงดุริยางค์วงตาม และกองพันทหารเกียรติยศ   การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับราษฎรมาอย่างยาวนาน สืบสานโบราณราชประเพณี รักษาขนบธรรมเนียมไทย และต่อยอดให้คงอยู่สืบไป และในวันนี้เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ที่ทุกคนจะช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบต่อไป    

 914
สังคม
12 ธ.ค. 62

ถ่ายทอดสด พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป

วันที่ 12 ธันวาคม 62 มีพระราชพิธีที่สำคัญ คือ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562  ตั้งแต่เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป  

 1,048
พระราชสำนัก
12 ธ.ค. 62

ปชช.พร้อมรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถ่ายทอดสดทั่วโลก เริ่ม 15.15 น.

หมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันพฤหัสดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 15.30 น.   โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ตามเสด็จในขบวนพยุหยาตรา ณ ท่าวาสุกรี   และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เคลื่อนขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ออกจากท่าวาสุกรีไปตามชลวิถีท้องน้ำเจ้าพระยา และจะเข้าเทียบสะพานฉนวน ประจำท่าราชวรดิฐ แล้วเสด็จพระราชดำเนินประทับพระราชยานพุดตานทอง ทรงพระแสงขรรค์ชัยศรี ยาตราโดยริ้วขบวนราบไปยังพระบรมหาราชวัง มีพระราชยานถมอัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 นำริ้วขบวนราบ และจะเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต   คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดพื้นที่จุดคัดกรองทั้งหมด 20 จุด รองรับประชาชน 50,000 คน มีกำลังเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานคอยดูแล บริการประชาชนกว่า 2,000 คน จุดคัดกรองเปิดให้ประชาชนเข้าพื้นที่ตั้งแต่เวลา 09.00 น. และปิดการจราจรโดยรอบ 12.00 น.   มีพื้นที่จุดร่วมรับเสด็จเฝ้าทูล ละอองธุลีพระบาท 253 จุด จอดรถ 27 จุด โรงครัวพระราชทาน 6 จุด บริการอาหาร 28 จุด น้ำดื่ม 51 จุด จุดบริการแพทย์ 38 จุด ชุดแพทย์เคลื่อนที่ 120 ชุด ประชาชนควรเตรียมบัตรประชาชน ชาวต่างชาติเตรียมพาสปอร์ตเพื่อเข้าจุดคัดกรอง ห้ามนำอาวุธเข้าพื้นที่โดยรอบเด็ดขาดหากพบก็ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศของพระราชพิธีไปทั่วโลก 177 ประเทศ ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 15.15 น. เป็นต้นไป ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/rJs2fuea268

 1,021
การเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
12 ธ.ค. 62

ครั้งหนึ่งในชีวิตคนไทย รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชมพระบรมเดชานุภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันพรุ่งนี้ ( วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ) ประชาชนสามารถไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทได้ใน 6 จุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา   รูปขบวนเรือพระราชพิธี 52 ลำ แบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร เส้นทางเสด็จจากท่าวาสุกรี ถึงท่าราชวรดิฐ โดยกำลังพลฝีพายประจำเรือ 2,200 นาย แต่งกายเสมือนวันจริง      ริ้วสายที่สำคัญคือริ้วสายกลาง ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอเฝ้าชมความงดงามและบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก   โดยจุดคัดกรองมี 6 โซน 19 จุด ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เตรียมรองรับประชาชนประมาณ 10,700 คน ส่วนจุดชมเรือ มี 6 จุด ได้แก่ ลานใต้สะพานพระราม 8, สวนสันติชัยปราการ, สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา, โรงพยาบาลศิริราช, ม.ธรรมศาสตร์ และส่วนนาคราภิรมย์    ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จในพื้นที่สาธารณะอีก 13 แห่ง รองรับประชาชนได้ 15,600 คน ทั้งประชาชน ที่จะเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะต้องเข้าไปยังจุดคัดกรอง โดยต้องเตรียม บัตรประจำตัวประชาชน ส่วนผู้ปกครองที่มากับเด็ก ต้องพบเจ้าหน้าที่เพื่อทำบัตรคล้องคอกันเด็กพลัดหลง ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนที่จะเข้าร่วมพิธีสวมใส่เสื้อสีเหลือง   ส่วนการเดินรถ ทางกองบังคับการตำรวจจราจร ปิดการจราจรทางบก 2 สะพาน ได้แก่ สะพานพระราม 8 และพระปิ่นเกล้า ตั้งแต่เวลา 15.30 – 17.00 น. เมื่อขบวนเรือพระราชพิธี ถึงท่าราชวรดิฐ จะเปิดเส้นทางสัญจรตามปกติ และจะปิดการจราจรในถนนที่ขบวนราบผ่านถนน 8 สายรอบพระบรมมหาราชวัง   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/uzhIeUlcTzk

 331
ข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
12 ธ.ค. 62

ครั้งหนึ่งในชีวิตคนไทย ชมพระบรมเดชานุภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันพรุ่งนี้ ( วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ) ประชาชนสามารถไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทได้ใน 6 จุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา   รูปขบวนเรือพระราชพิธี 52 ลำ แบ่งเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร เส้นทางเสด็จจากท่าวาสุกรี ถึงท่าราชวรดิฐ โดยกำลังพลฝีพายประจำเรือ 2,200 นาย แต่งกายเสมือนวันจริง      ริ้วสายที่สำคัญคือริ้วสายกลาง ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอเฝ้าชมความงดงามและบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก    โดยจุดคัดกรองมี 6 โซน 19 จุด ซึ่งกรุงเทพมหานครได้เตรียมรองรับประชาชนประมาณ 10,700 คน ส่วนจุดชมเรือ มี 6 จุด ได้แก่ ลานใต้สะพานพระราม 8, สวนสันติชัยปราการ, สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา, โรงพยาบาลศิริราช, ม.ธรรมศาสตร์ และส่วนนาคราภิรมย์    ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จในพื้นที่สาธารณะอีก 13 แห่ง รองรับประชาชนได้ 15,600 คน ทั้งประชาชน ที่จะเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะต้องเข้าไปยังจุดคัดกรอง โดยต้องเตรียม บัตรประจำตัวประชาชน ส่วนผู้ปกครองที่มากับเด็ก ต้องพบเจ้าหน้าที่เพื่อทำบัตรคล้องคอกันเด็กพลัดหลง ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนที่จะเข้าร่วมพิธีสวมใส่เสื้อสีเหลือง   ส่วนการเดินรถ ทางกองบังคับการตำรวจจราจร ปิดการจราจรทางบก 2 สะพาน ได้แก่ สะพานพระราม 8 และพระปิ่นเกล้า ตั้งแต่เวลา 15.30 – 17.00 น. เมื่อขบวนเรือพระราชพิธี ถึงท่าราชวรดิฐ จะเปิดเส้นทางสัญจรตามปกติ และจะปิดการจราจรในถนนที่ขบวนราบผ่านถนน 8 สายรอบพระบรมมหาราชวัง

 326

Top